สภาสูงเดือด! ซัดนโยบายใต้เบาหวิว จี้เช็กปมโจรเลี้ยงทหาร

สภาสูงเดือด! ซัดนโยบายใต้เบาหวิว จี้เช็กปมโจรเลี้ยงทหาร

สภาสูงเดือด! ซัดนโยบายใต้เบาหวิว จี้เช็กปมโจรเลี้ยงทหาร

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

“สภาสูง”ติง”ร่างนโยบายแผนพัฒนาชายแดนใต้” ด้าน”พ.ต.อ.กอบ”กังขา จนท.ไม่ทำตามนโยบายรัฐ ทั้งที่ทุ่มงบฯลงไปเพียบ ชงสร้างรั้วป้องกันชายแดน ขณะที่”สว.รัชนีกร”แนะ”ฝ่ายมั่นคง”ตั้งรับด้วยการรบ จี้ให้ตรวจสอบปม”โจรเลี้ยงทหาร” ห่วงปัญหารุนแรง ปชช.รวมกลุ่มปราบกบฎใต้ ส่วน”ปริญญา”ชี้ช่องเช็ก”ผู้นำ รร.สอนศาสนา”หลังเจอสอนคนละรูปแบบ

21 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2568 – 2570 ซึ่งเสนอโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปราย สว.ต่างสนับสนุนร่างนโยบายดังกล่าว พร้อมกับเสนอแนะต่อการทำงานภาคปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบและสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว.อภิปรายว่า กรณีปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ที่ปัจจุบันพบว่ายังจับตัวการไม่ได้ ตนมองว่าเป็นเพราะผู้ปฏิบัติไม่ปฏิบัติตามนโยบาย ทั้งที่ทุ่มงบประมาณจำนวนมาก ล่าสุดเมื่อวาน (20 เม.ย.) มีระเบิดที่ จ.ยะลา และพบการสื่อสารผิดพลาด ทำให้เกิดการต่อต้านให้ขับไล่บุคลากร เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง นอกจากนั้นเมื่อ 18 เม.ย.พบว่า ธงชาติหายจากเสาในพื้นที่ชายแดนฝั่ง จ.จันทบุรี สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ตนมองว่าถึงเวลาสร้างต้องสร้างความมั่นคงแข็งแรง โดยกั้นกำแพงกั้นเพื่อนบ้านที่นิสัยไม่ดี ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รัฐดูแลได้ไม่ทั่วถึง

“ประชาชน 100% อยากให้สร้างกำแพงรอบประเทศ เพื่อประหยัดงบประมาณ ทั้งงบลาดตระเวน งบซื้ออาวุธ นอกจากนั้นเพื่อรักษาชีวิตประชาชน รักษาชีวิตทหาร และผมของให้ สมช.พิจารณา และผลักดันเอ็มโอยูที่เป็นปัญหาด้วย” พ.ต.อ.กอบ อภิปราย

พ.ต.อ.กอบ อภิปรายต่อว่า สำหรับนโยบายรัฐบาลที่กล่าวถึงการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ นั้น ตนมองว่าเบาหวิว และที่ผ่านมา คนไทยแท้ๆ ในพื้นที่แต่เหมือนมีสถานะเป็นพลเมืองชั้นสอง ดังนั้น ตนมองว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องให้ความสำคัญและตระหนักถึงปัญหา เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีแต่นามธรรม สิ่งที่พูดไปฟังมีความหวัง แต่เบาหวิว

ด้าน น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว.อภิปรายเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อการจัดตั้งขบวนการปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) ที่พบว่าเป็นการจัดตั้งงองค์กรเพื่อหารายได้และได้รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ และเข้ามาก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ เข่นฆ่าประชาชน นอกจากนั้นแล้วขอให้ตรวจสอบด้วยว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้มีคนที่ได้ประโยชน์จากสินค้าหนีภาษี เช่น น้ำมัน ทั้งนี้ มีคนกล่าวว่าโจรเลี้ยงทหาร ทำให้มีความทวีความรุนแรงในพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงใกล้พิจาณางบประมาณ

“เมื่อเจรจาแต่ไม่เจรจา กลับฆ่าผู้บริสุทธิ์ เหิมเกริมสั่งย้ายแม่ทัพภาคที่4 ทั้งที่ท่านพูดความจริง แต่คนรับไม่ได้ ส่วนโรงเรียนเอกชนที่ทำอย่างถูกต้องควรส่งเสริมให้มีการเรียนการสอน มีงบประมาณ รองรับสร้างอาชีพ มีงานทำหลังเรียนจบ เพื่อลดการเข้าร่วมกกับกลุ่มบีอาร์เอ็น วันนี้มีคลิปประกาศไม่รับการปกครองภายใต้รัฐไทย ฝ่ายมั่นคงต้องรีบแก้ไข หากไม่มี อาจมีประกาศรับสมัครอาสาสมัครปราบกบฎใต้ หากเป็นแบบนนั้น เชื่อว่าบ้านเมืองลุกเป็นไฟ ฝ่ายความมั่นคงต้องไม่ทำให้เกิดขึ้น และควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น อย่าให้ประชาชบลงมือทำเอง” น.ส.รัชนีกร กล่าว

น.ส.รัชนีกร กล่าวต่อว่า ฝ่ายความมั่นคงต้องเลิกประนีประนอม อย่ามองว่าดินแดนใต้เป็นแดนสนธยา มีปัญหาละเอียดอ่อน หรือเปราะบาง แต่ต้องใช้กฎหาย ไล่ล่าผู้กระทำผิด ปัญหารุนแรง 20 ปีที่ผ่านมา สูญเสียเจ้าหน้าที่กว่า 7,000 คน ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัยดังนั้นต้องใช้กฎหมายเข้มข้น ไล่ล่าผู้กระทำผิดไม่เช่นนั้นปัญหาไม่มีวันจบ

“ขอฝากหนึ่งประโยคให้หน่วยงานความมั่นคง ภัยอยู่ข้างนอก พึงตีที่ที่อ่อน ภัยอยู่ข้างในพึงตีที่แข็ง การตั้งรับที่ดีที่สุด คือการรบ พร้อมกับขอให้กำลังใจแม่ทัพภาคที่4 และเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ ให้สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ลุล่วง และได้สันติสุขเร็ววัน” น.ส.รัชนีกร อภิปราย

ขณะที่ พล.ต.ท.วันไชย เอกพรพิชญ์ สว.อภิปรายว่า ให้ความยุติธรรมเข้าถึงง่ายและช่วยเหลือได้ ตั้งศูนย์ยุติธรรในพื้นที่ให้คำปรึกษาฟรี เกิดปัญหาต้องเยียวยาเร็ว เพื่อลดความคับข้องหมองใจคนในพื้นที่และแรงผลักที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ส่วนการศึกษาเป็นเครื่องมือสันติภาพ ควรทำโรงเรียนสามภาษา เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่ไม่ก่อความรุนแรงและไม่มุ่งหายาเสพติด รวมถึงสร้างเวทีสันติภาพ ระดับตำบล ระดับอำเภอ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและลดความหวาดระแวงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนในพื้นที่

“การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ต้องใช้การร่วมมือการมีส่วนร่วม รวมถึงพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งนี้ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่ปัญหาความมั่นคง แต่เป็นปัญหาความไม่เข้าใจ ต้องใช้ความมเข้าใจนำเพื่อให้สันติภาพยั่งยืน ผมเชื่อว่าจะไม่มีใครชาติไหนแบ่งแยกดินแดนได้” พล.ต.ท.วันไชย อภิปราย

ส่วน นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว.อภิปรายว่า ในกลุ่มโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ปอเนาะ-ตาดีกา ที่อยู่ในพื้นที่มีความหลากหลายและได้งบประมาณสนับสนุน เชื่อหรือไม่ว่าโรงเรียนปอเนาะ-ตาดีกา เป็นสถานศึกษาเอกชน 1 ใน 7 ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ แต่กลุ่มประเภทอื่นไม่ได้รับการสนับสนุน ดังนั้นควรกลับมาดูศักยภาพด้วยว่าสิ่งที่ให้สนับสนุนนั้นตรงจุดหรือไม่และอบรมสั่งสอนอย่างไรบ้าง เพราะตนได้ข้อมูลมาว่าในบางครั้ง ได้ผู้นำศาสนาที่สอนศาสนาในนั้นจบการศึกษาจากประเทศที่หัวรุนแรง ที่มีก่อการร้ายมาก แต่วิธีการสอนคนละรูปแบบประเทศกลุ่มผู้นำศาสนาที่จบมาจากประเทศชั้นนำ กลับกลายเป็นศาสนาเดียวกันแต่สอนคนละรูปแบบ ต้องฝากให้พิจารณา ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าศาสนายังควรนำการแก้ปัญหาเพราะไม่เคยทดลองทำ

นายฉัตรชัย บางชวด เลขา สมช.ชี้แจงว่า ในส่วนของการสร้างรั้วชายแดนฝ่ายความมั่นคงได้ผลักดัน และล่าสุดกองทัพภาคที่สี่ อยู่ระหว่างการเสอนโครงการในพื้นที่ จ.นราธิวาส ขณะที่การใช้กฎหมายพิเศษ ครม. 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ครม.พิจารณาปรับลดใช้กฎหมายพิเศษ ตั้งเป้าลดการใช้กฎหมายพิเศษทั้งหมด ในปี 2570 แต่ในบางอำเภอที่มีเหตุรุนแรงต้องพิจารณาบังคับใช้ตามความเป็นจริง ทั้งนี้ได้กำชับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานให้ใช้กฎหมายไม่เกินสมควรแก้เหตุ ใช้กฎหมายตามความจำเป็น และเพื่ออำนวยความยุติธรรม

นายฉัตรชัย ชี้แจงต่อว่า กระบวนการพูดคุยสันติสุขเป็นวาระแห่งชาติ ที่ผ่านมาเปิดกว้างพูดคุยกับทุกกลุ่ม ทั้งนี้กลุ่มเห็นต่างจากรัฐ ขับเคลื่อนการเมือง และความรุนแรง ปีกทหาร ควบคู่กันไป แต่ละกลุ่มมีอุดมการณ์แตกต่างกัน ทำให้มีข้อจำกัด จึงโน้มน้าวสันติวิธีหาข้อสรุปร่วมกันและเปิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ส่วนประเด็นการศึกษายอมรับว่ามีข้อจำกัดมีศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาชายแดนเป็นองค์กรเฉพาะ แต่มีผู้บริหารจัดการเป็นผู้อำนวยการศูนย์เท่านั้น จึงมีข้อจำกัด ดังนั้นทำให้ฝ่ายมั่นคงและตาดีกาต้องไปพิจารณา เพราะการศึกษาเป็นสิ่งนำเพื่อสร้างความไว้วางใจพื้นฐานกับคนในพื้นที่

ปธน.ฟิลิปปินส์ต่อสายยินดี นายกฯ พร้อมเชิญร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ชมไทยแก้สแกมเมอร์

ปธน.ฟิลิปปินส์ต่อสายยินดี นายกฯ พร้อมเชิญร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ชมไทยแก้สแกมเมอร์

ปธน.ฟิลิปปินส์ต่อสายยินดี นายกฯ พร้อมเชิญร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ชมไทยแก้สแกมเมอร์

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.38 น.

ปธน.ฟิลิปปินส์ต่อสายแสดงความยินดี พร้อมเชิญนายกฯ ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ชื่นชมไทยจัดการปัญหาสแกมเมอร์ และขอบคุณที่ช่วยชาวฟิลิปปินส์ที่ถูกหลอกลวงกลับประเทศ

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทางโทรศัพท์กับนายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยภายหลังเสร็จสิ้น น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนไทยต่อการบริหารประเทศ พร้อมทั้งย้ำคำเชิญให้นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ซึ่งฟิลิปปินส์จะเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤษภาคมนี้ 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณ พร้อมยืนยันความพร้อมเข้าร่วมและสนับสนุนการประชุมฯ ภายใต้การนำของฟิลิปปินส์อย่างเต็มที่ โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในมิติด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน ทั้งนี้ ยังคาดว่า ในที่ประชุมอาเซียน ครั้งนี้ น่าจะมีการหยิบยก สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางมาหารือ เพื่อเสริมสร้างความสามารถของอาเซียนในการรับมือกับผลกระทบ  ทั้งด้านพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร 

โอกาสนี้  นายกรัฐมนตรียังกล่าวเสนอให้การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นภารกิจแห่งภูมิภาค โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์ ทั้งในระดับทวิภาคีและภายใต้กรอบอาเซียน พร้อมเร่งการจัดทำความตกลงที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้ขอบคุณรัฐบาลไทยที่อำนวยความสะดวกในการส่งตัวชาวฟิลิปปินส์เกือบ 1,000 คนที่ได้รับผลกระทบจากขบวนการหลอกลวงในเมียนมากลับประเทศผ่านไทย ด้วย

นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแน่นแฟ้นและมีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในอนาคต โดยจะร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคอาเซียนโดยรวม”

เช็กที่นี่! ครม.เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง–ผู้บริหารระดับสูง หลายกระทรวง

เช็กที่นี่! ครม.เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง–ผู้บริหารระดับสูง หลายกระทรวง

เช็กที่นี่! ครม.เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง–ผู้บริหารระดับสูง หลายกระทรวง

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.23 น.

เช็กที่นี่! ครม.เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง–ผู้บริหารระดับสูง หลายกระทรวง

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง และข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอ สรุปดังนี้

1. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง

ในส่วนของ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่

1. นายสาโรจน์ สามารถ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) (รองนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)

2. ว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์ สมานพันธ์ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) (รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาค)

3. นายศึกษิษฐ์ ศรีจอมขวัญ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) (รองนายกรัฐมนตรี นายยศขนัน วงศ์สวัสดิ์)

กระทรวงพาณิชย์ ได้แก่

1.  นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

2.  นายวรวุฒิ โปษกานนท์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

กระทรวงคมนาคม ได้แก่
1. นายรัชพงศ์ ชูแก้ว ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

กระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่

1. นายนพดล มาตรศรี ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

2. นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้แก่

1. นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

2. นายฉัตริน จันทร์หอม ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

กระทรวงมหาดไทย ได้แก่

1. นายศักดา วิเชียรศิลป์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

2. นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง

ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ ได้แก่

1. นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต สาธารณรัฐโมซัมบิก

2. นายชีวินท์ ณ กลาง ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน

3. นายพืชภพ มงคลนาวิน ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ โรมาเนีย

4. นางสาวเอกอร คุณาเจริญ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู

5. นางสาวสมฤดี พู่พรอเนก ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมยุโรป

6. นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสารนิเทศ

7. นางสาวปรางทิพย์ จันทร์สมศักดิ์ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

สำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่

1. นายนพดล เภรีฤกษ์ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย.2569 เป็นต้นไป

ครม.มีมติตั้ง ‘กองทุนเพื่อการสังเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย’ ช่วยลดขั้นตอนเบิกจ่าย

ครม.มีมติตั้ง 'กองทุนเพื่อการสังเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย’ ช่วยลดขั้นตอนเบิกจ่าย

ครม.มีมติตั้ง ‘กองทุนเพื่อการสังเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย’ ช่วยลดขั้นตอนเบิกจ่าย

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

ครม.มีมติตั้ง ‘กองทุนเพื่อการสังเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย’ ช่วยลดขั้นตอนเบิกจ่ายเงินช่วยปชช.พร้อม ขยายเวลาค่าปลงศพอุทกภัย 8 จว.ใต้ ถึง 8 มิ.ย.นี้ ขอครอบครัวผู้เสียชีวิตเร่งประสานปภ.จังหวัด

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า  สืบเนื่องจากภัยพิบัติธรรมชาติเป็นปัญหา ที่ทําให้ประชาชนเดือดร้อน และกระบวนการเยียวยา จัดสรรเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชน เป็นเรื่องจําเป็น แต่ที่ผ่านมาติดปัญหาข้อกฎหมายหลายอย่าง ทําให้การดูแลเรื่องนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพ ครม. จึงเห็นชอบในหลักการที่จะจัดตั้งกองทุนเพื่อการสังเคราะห์ และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย ซึ่งจะอยู่ในกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

น.ส.รัชดา  กล่าวต่อว่า โดย “แก้ไขเพิ่มเติม” พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการการได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด เนื่องจาก พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ดังกล่าว เป็นกฎหมายหลักที่ใช้มากว่า 18 ปี ถือเป็นกฎหมายหลักและเครื่องมือสำคัญ ที่กำหนดบทบาทและอำนาจรัฐในการจัดการสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ แต่ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดถี่และรุนแรงขึ้น แม้รัฐมีการช่วยเหลือผ่านงบกลาง แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การเยียวยาล่าช้า และที่ผ่านมาเรื่องการบรรเทาสาธารณภัยยังไม่เป็นเอกภาพ เพราะปัจจุบันภัยพิบัติภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นถี่และรุนแรง ดังนั้นจะต้องมีการพัฒนาระบบการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา ทําให้รวดเร็วขึ้น โดยกองทุนดังกล่าว เพื่อทําให้มีแหล่งเงินสําหรับการสงเคราะห์ ช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟู ผู้ประสบสาธารณภัย รวมถึงกองทุนนี้จะช่วยลดขั้นตอนเบิกจ่ายเงินในการช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งจะหลักประกันต่อเนื่องในทางด้านการคลัง  

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า ความเดือดร้อนในช่วงน้ําท่วม 8 จังหวัดภาคใต้ ที่ผ่านมา ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ได้ดําเนินการจ่ายเงินค่าปลงศพผู้เสียชีวิต จากเหตุอุทกภัยเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งยังมีอีกจํานวนหนึ่งที่ญาติยังหาศพไม่เจอ และญาติผู้เสียชีวิตยังตกลงกันไม่ได้ ว่าจะให้ใครเป็นผู้รับค่าปลงศพ โดยข้อมูลตรงนี้ยังไม่ได้ส่งให้ปภ. ซึ่งตํารวจเวลาที่ปภ.จะตัดบัญชีได้ครบกําหนด แต่รัฐบาลตั้งใจดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิต จึงได้มีมติขยายเวลาจ่ายเงินค่าลงศพ ออกไปจากเดิมที่สิ้นสุดไปแล้วในเดือนมีนาคม ขยายไปถึงวันที่ 8 มิ.ย.นี้  จึงขอให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตเร่งประสานกับปภ.จังหวัดของท่าน

ครม.ไฟเขียว มาตรการสกัดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท.แม่งานหลักขับเคลื่อน

ครม.ไฟเขียว มาตรการสกัดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท.แม่งานหลักขับเคลื่อน

ครม.ไฟเขียว มาตรการสกัดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท.แม่งานหลักขับเคลื่อน

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

ครม.ไฟเขียว มาตรการสกัดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท.แม่งานหลักขับเคลื่อน สรุปผลใน 30 วัน ก่อนชง ครม.นัดถัดไป

21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติรับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับสินบน ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เสนอใน 8 ประเด็น ดังนี้

1) เร่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์ 20 ปี ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

2) ส่งเสริมและสนับสนุนหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินคดีทุจริต

3) เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

4) กำหนดนโยบายเร่งรัดผลักดันการปฏิรูปกฎหมาย

5) ปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อป้องกันความเสี่ยงทุจริต การรับและให้สินบน

6) พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐในการอนุมัติ อนุญาต

7) ส่งเสริมและสนับสนุนภาคเอกชนในการต่อต้านการให้สินบน

8) รณรงค์เสริมสร้างค่านิยมความซื่อสัตย์ การปลูกฝังจิตสำนึกในการต่อต้านการทุจริต การรับและให้สินบน

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็น “หน่วยงานหลัก” ในการขับเคลื่อน โดยให้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน

รวมทั้ง ให้สำนักงาน ป.ป.ท.สรุปผลการพิจารณาและผลการดำเนินงานในภาพรวม เสนอต่อสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง เพื่อนำเสนอ ครม.พิจารณาต่อไป

“ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว สามารถช่วยแก้ปัญหาในรูปแบบของการรับและให้สินบนที่เป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้” โฆษกฯ ระบุ

พร้อมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ฝ้าระวังภัยจังหวัดชุมพร

พร้อมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ฝ้าระวังภัยจังหวัดชุมพร

พร้อมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ฝ้าระวังภัยจังหวัดชุมพร

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.51 น.

วันนี้ 21 เมษายน 2569 นายวิทยา แก้วมี ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขตตรวจราชการที่ 5 ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาการขาดแคลนน้ำจากผู้นำชุมชน ตัวแทนเกษตรกร และตรวจเยี่ยมพื้นที่สวนทุเรียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ณ องค์การบริหารส่วนตำบลเขาค่าย อำเภอสวี จังหวัดชุมพร  และเป็นประธานในการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัดชุมพร ครั้งที่ 3/2569 ณ ห้องประชุมเกาะพิทักษ์ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดชุมพรเพื่อรับฟังสถานการณ์และแนวโน้มสภาพภูมิอากาศในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน 2569 ซึ่งได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้อากาศร้อนจัดและมีฝนน้อยกว่าปกติ โดยนายวิทยา  กล่าวว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อเตรียมการวางแผนการช่วยเหลือเกษตรกรช่วงภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง (มี.ค.-พ.ค.) ในจังหวัดชุมโดยเบื้องต้นได้ประสานงานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมพร้อม ปฏิบัติการฝนหลวงจากฐานบินปะทิว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งการบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัดชุมพร เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อพืชเศรษฐกิจ โดยทุเรียน ปาล์มน้ำมัน และยางพาราพร้อมทั้งแนะนำทางกรมชลประทานให้ตรวจสอบระบบส่งน้ำให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอด้วย

“มาตรการการต่างๆที่มีการเตรียมพร้อมในการภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงที่เกิดขึ้นนั้นเบื้องต้นประสานกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ตั้งฐานปฏิบัติการที่สนามบินปะทิว ระดมทำฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนและพื้นที่การเกษตร  พร้อมทั้งการจัดการแหล่งน้ำ  เร่งสำรวจแหล่งน้ำสาธารณะที่แห้งขอดและบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างทั่วถึงให้ได้มากที่สุด” นายวิทยากล่าว

วิทยา แก้วมี

นายวิทยาบอกอีกว่าได้กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ แจ้งเตือนและรับมือ และติดตามสถานการณ์ที่ภัยพิบัติด้านการเกษตรที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ค่อนข้างรุนแรงกว่าทุกปี จึงขอให้ตรวจสอบระบบส่งน้ำ และขอความร่วมมือเกษตรกรตรวจสอบเครื่องสูบน้ำและระบบส่งน้ำให้พร้อมใช้งาน เพื่อรองรับกับการสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างต่อเนื่องเพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะสวนทุเรียนซึ่งเป็นพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงของจังหวัดชุมพรโดยกำชับให้หน่วยงานร่วมกันบูรณาการเพื่อป้องกันความเสียหายเตรียมการรับมือภัยแล้งที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด

วิทยา แก้วมี
วิทยา แก้วมี
วิทยา แก้วมี
วิทยา แก้วมี
วิทยา แก้วมี

พลังการทูตเชิงรุก! ไทยเดินเกมถูกทาง กระชับสัมพันธ์โอมาน เปิดทางเรือผ่านฮอร์มุซ

พลังการทูตเชิงรุก! ไทยเดินเกมถูกทาง กระชับสัมพันธ์โอมาน เปิดทางเรือผ่านฮอร์มุซ

พลังการทูตเชิงรุก! ไทยเดินเกมถูกทาง กระชับสัมพันธ์โอมาน เปิดทางเรือผ่านฮอร์มุซ

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.45 น.

นักวิชาการชี้ ไทยเดินเกมถูกทาง! เป็นกลุ่มชาติแรก กระชับสัมพันธ์โอมานอย่างเป็นทางการเปิดทางเรือผ่านฮอร์มุซ สะท้อนพลังการทูตเชิงรุก ลุ้นข่าวดี หลังโอมานประสานขอรายชื่อเรือติดค้าง

21 เมษายน 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นกรณีเรือของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ ว่า สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายการทูตของไทย “มาถูกทาง” โดยเฉพาะการเร่งกระชับความสัมพันธ์กับประเทศโอมาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง

รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า โอมานถือเป็นประเทศที่วางตัวเป็นกลาง และมีบทบาทในการช่วยลดความตึงเครียดในภูมิภาค อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่าน ทำให้มีศักยภาพในการเป็น “ตัวกลาง” ในการสื่อสารหรือเจรจากับฝ่ายต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ทั้งนี้ การที่กระทรวงการต่างประเทศไทยให้ความสำคัญกับโอมาน ถือเป็นการเลือกจุดยุทธศาสตร์ ที่ถูกต้อง และช่วยยกระดับบทบาทของโอมานในฐานะประเทศตัวกลาง ขณะเดียวกัน ไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่เข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับโอมานอย่างเปิดเผยและจริงจัง ทำให้สามารถสร้างโอกาสทางการทูตได้ก่อนประเทศอื่น

นอกจากนี้ ยังมองว่า การที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยเดินทางไปเจรจาด้วยตนเอง ทำให้การหารือมีน้ำหนักมากขึ้นในระดับนโยบาย และช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการประสานงานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวสูง

รศ.ดร.ดุลยภาค ยังชี้ว่า บทบาทของผู้นำระดับสูงของโอมาน โดยเฉพาะสถาบันกษัตริย์ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยอำนวยความสะดวกและสนับสนุนให้เรือของไทยสามารถผ่านพื้นที่เสี่ยงได้อย่างปลอดภัย รวมถึงกรณีที่ฝ่ายโอมานได้ประสานขอรายชื่อเรือไทยเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนถึงระดับความร่วมมือที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีความซับซ้อนและเปราะบาง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ ทำให้เส้นทางดังกล่าวมีลักษณะถูกควบคุมสองชั้น ดังนั้น แม้จะมีพัฒนาการเชิงบวก แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

“การมีความเชื่อมโยงกับโอมาน ถือเป็นข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในเวลานี้ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและการขนส่งของประเทศ” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวสรุป

อนุทิน เผย หวัง อี้ เยือนไทย เล็งหารือขอให้ซื้อสินค้าเกษตร-ลงทุนเพิ่ม

อนุทิน เผย หวัง อี้ เยือนไทย เล็งหารือขอให้ซื้อสินค้าเกษตร-ลงทุนเพิ่ม

อนุทิน เผย หวัง อี้ เยือนไทย เล็งหารือขอให้ซื้อสินค้าเกษตร-ลงทุนเพิ่ม

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

“อนุทิน” เผย  “หวัง อี้” เยือนไทยเตรียมคุยซื้อสินค้าเกษตร-ลงทุนเพิ่ม

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 12.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายหวัง อี้  รมว.ต่างประเทศจีน จะเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการช่วงปลายเดือน เม.ย. จะหารือด้านใดเป็นพิเศษ ว่า การเดินทางมาครั้งนี้ถือว่ามี 2 ภารกิจ ซึ่งเป็นภารกิจส่วนตัว และจะเข้ามาหารือซึ่งเราคุ้นเคยกันดี และประเด็นระหว่างไทยกับจีนมีแต่เรื่องความร่วมมือกัน เราอาจขอให้พิจารณาซื้อสินค้าเกษตรจากเราเพิ่ม ทั้ง ข้าวและผลไม้ รวมถึงมาลงทุนเพิ่ม และสนับสนุนทางเทคโนโลยีเพิ่ม โดยเป็นการหารือแบบเปิด 

ปธ.กมธ.สาธารณสุข สว. โต้เฟคนิวส์ ยกเลิกบัตรทอง 30 บาท ไม่เป็นความจริง

ปธ.กมธ.สาธารณสุข สว. โต้เฟคนิวส์ ยกเลิกบัตรทอง 30 บาท ไม่เป็นความจริง

ปธ.กมธ.สาธารณสุข สว. โต้เฟคนิวส์ ยกเลิกบัตรทอง 30 บาท ไม่เป็นความจริง

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

21 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภา นพ.ประพนธ์  ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การสาธารณสุข วุฒิสภา พร้อมด้วย นพ.วีระพันธ์ สุวรรณามัย สว. ในฐานะรองประธานกมธ. แถลงถึงการบิดเบือนข้อเท็จจริงกรณี สว.เตรียมเสนอให้ยกเลิกสิทธิรักษาพยาบาลบัตรทอง 30 บาท   

โดยนพ.ประพนธ์ กล่าวว่า หากปล่อยให้สังคมเป็นแบบนี้สังคมจะไม่น่าอยู่ จึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ ยืนยันว่ากรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากการอภิปรายในวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาล ซึ่งในการอภิปรายในการแถลงนโยบายรัฐบาลตนและนพ.วีระพันธ์ได้อภิปรายต่อโครงสร้างของระบบหลักประกันสุขภาพ แต่ไม่เคยเสนอให้ยกเลิกสิทธิ์การรักษาพยาบาลของประชาชนแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งในการอภิปรายในครั้งนั้นได้มีการเสนอต่อรัฐสภาใน 2 เรื่องคือ ปัญหาเชิงโครงสร้างงบประมาณของระบบบัตรทอง ที่ปัจจุบันโรงพยาบาลของรัฐจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรง ท่ามกลางข้อสังเกตเรื่องการจัดสรรงบประมาณในลักษณะ 2 มาตรฐาน งบค่ารักษาผู้ป่วยในของโรงพยาบาลที่เป็นแบบปลายปิด และบางโครงการกลับเป็นงบประมาณแบบปลายเปิด และเลือกประเด็นธรรมาภิบาลในการบริหารระบบ ที่ตนตั้งข้อสังเกตเรื่องโครงสร้างของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าบุคคลบางรายสามารถดำรงตำแหน่งในบอร์ด หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในระบบต่อเนื่องเป็นเวลานานผ่านการสลับตำแหน่งกันไปมา ซึ่งประเด็นนี้ในการอภิปรายตนไม่ได้มีเจตนาในการโจมตีบุคคลใด แต่เป็นข้อเสนอให้ระบบมีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และสามารถตรวจสอบได้ 

เฟคนิวส์

“ผมไม่เคยลดสิทธิ ประชาชนหรือคิดจะลดสิทธิประชาชนแม้แต่ข้อเดียว แต่สิ่งที่พูดมาตลอดคือต้องการทำให้ระบบมีงบประมาณที่สอดคล้องกับต้นทุนจริง ไม่เช่นนั้นโรงพยาบาลของรัฐจะเป็นฝ่ายล้มก่อน และผู้ที่รับผลกระทบที่สุดคือประชาชน” นพ.ประพนธ์ กล่าว

นพ.ประพนธ์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าไม่มีสมาชิกวุฒิสภาคนใดมีความคิดที่จะยกเลิกบัตรทอง ดังนั้นการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จไม่เพียงแต่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงแต่ยังทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกและเข้าใจผิดต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งขณะนี้ทางสมาชิกผู้ที่สภาและผู้เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน หากพบว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลโดยเจตนาและก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ จำเป็นต้องพิจารณาดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย

เฟคนิวส์

“สว. ไม่มีแนวคิดที่จะยกเลิกบัตรทอง ตรงกันข้ามสิ่งที่เรากำลังทำคือการเสนอให้ปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพให้โปร่งใส มีธรรมาภิบาลและมีความยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนยังคงได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต ประชาชนไม่ควรถูกทำให้ตื่นตระหนก ด้วยข้อมูลที่บิดเบือน เพราะข้อเท็จจริงคือสมาชิกวุฒิสภากำลังทำหน้าที่ตรวจสอบและเสนอแนวทางพัฒนาระบบบัตรทองให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” นพ.ประพนธ์ กล่าว

เฟคนิวส์
เฟคนิวส์
เฟคนิวส์
เฟคนิวส์
เฟคนิวส์

นายกฯเผยยังไม่ได้รับรายงาน ปมธงชาติหายจากเสา พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.จันทบุรี

นายกฯเผยยังไม่ได้รับรายงาน ปมธงชาติหายจากเสา พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.จันทบุรี

นายกฯเผยยังไม่ได้รับรายงาน ปมธงชาติหายจากเสา พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.จันทบุรี

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 12.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีธงชาติไทย สูญหายจากเสาธงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ขณะนี้ได้รับรายงานแล้วหรือยังว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ว่า ยังไม่ได้รับรายงาน