ไทยโต้เขมร ชายแดนต้องสงบ สั่งเบรกข่าวลือ ย้ำ 5 หลักการเหล็กห้ามเคลื่อนทัพ

ไทยโต้เขมร ชายแดนต้องสงบ สั่งเบรกข่าวลือ ย้ำ 5 หลักการเหล็กห้ามเคลื่อนทัพ

ไทยโต้เขมร ชายแดนต้องสงบ สั่งเบรกข่าวลือ ย้ำ 5 หลักการเหล็กห้ามเคลื่อนทัพ

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.49 น.

ไทยโต้กัมพูชา “ปมรุกล้ำชายแดน” ยันไม่เสริมกำลัง ยึดข้อตกลงร่วม หยุดข้อมูลให้บิดเบือนเตือนเขมรงดข่าวปลอม-คำยั่วยุ 

21 เม.ย.2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวถึงกรณีข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับการรุกล้ำและเสริมกำลังในพื้นที่ชายแดนการตามที่กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 19 เม.ย. กล่าวหาว่าฝ่ายไทยมีการรุกล้ำและเสริมกำลังในพื้นที่ชายแดนนั้น ว่า ประเทศไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และขอยืนยันว่า หน่วยงานฝ่ายไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนได้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงทวิภาคีที่เกี่ยวข้อง และพันธกรณีที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้แล้ว  

ไทยขอย้ำว่า ไทยยึดมั่นต่อ ถ้อยแถลงร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหลักการสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน 5 ข้อ ได้แก่

1.ให้คงกำลังทหาร ณ ที่ตั้งปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนกำลังเพิ่มเติม

2.ไม่เพิ่มกำลังตามแนวชายแดน

3.งดเว้นการกระทำอันยั่วยุซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น

4.งดการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอมที่บั่นทอนบรรยากาศของการเจรจาและความไว้วางใจระหว่างกัน

5.ใช้กลไกการสื่อสารและการประสานงานโดยตรงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน  

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ในเรื่องนี้ ฝ่ายไทยเห็นว่า ประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ชายแดนและข้อกล่าวหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ควรได้รับการตรวจสอบผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ และบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ร่วมกัน มากกว่าการกล่าวหาเพียงฝ่ายเดียวผ่านสาธารณะ อันอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ขยายความตึงเครียด และไม่เป็นคุณต่อบรรยากาศแห่งความไว้วางใจที่ทั้งสองฝ่ายพึงร่วมกันธำรงไว้  

”ประเทศไทยขอยืนยันด้วยว่า การดำเนินการใด ๆ ของฝ่ายไทยในพื้นที่ตามแนวชายแดน มีวัตถุประสงค์เพื่อการดูแลความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และการป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเหตุบานปลาย โดยไม่ได้มุ่งเพื่อกระทบต่อกระบวนการเจรจาเขตแดนที่ยังต้องดำเนินต่อไปภายใต้กลไกที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันไว้“

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวต่อว่า ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังในการให้ข้อมูลต่อสาธารณชน งดถ้อยคำหรือการสื่อสารที่อาจเป็นการยั่วยุ และร่วมกันยึดมั่นในเจตนารมณ์ของถ้อยแถลงร่วม GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดความตึงเครียด การสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่  

ประเทศไทยพร้อมใช้กลไกที่มีอยู่ทุกระดับอย่างสร้างสรรค์และจริงใจ เพื่อให้สถานการณ์ตามแนวชายแดนเป็นไปด้วยความสงบ เรียบร้อย โปร่งใส และเอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชนทั้งสองประเทศ

”ความจริง ความโปร่งใส และความร่วมมือ คือรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน“

พริษฐ์ เผยวงในสูตรแบ่งเค้ก เก้าอี้ประธาน กมธ. 35 คณะ หวังทุกพรรคเคารพกติกา

พริษฐ์ เผยวงในสูตรแบ่งเค้ก เก้าอี้ประธาน กมธ. 35 คณะ  หวังทุกพรรคเคารพกติกา

พริษฐ์ เผยวงในสูตรแบ่งเค้ก เก้าอี้ประธาน กมธ. 35 คณะ หวังทุกพรรคเคารพกติกา

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.42 น.

‘พริษฐ์’ เผยวงในสูตรแบ่งเค้ก ‘ประธานกมธ. 35 คณะ’ ใช้ ‘2 ขั้นตอน’ หวังทุกพรรคเคารพกติกา ชี้ไม่ได้มีแค่ ‘ปชน.-ปชป.’ ต้องการกรรมาธิการตรงกัน แต่ทับกันทุกพรรค 

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 11.25 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กรณีที่วานนี้(20 เม.ย.) ที่ประชุมตัวแทนพรรคการเมืองในสภาฯพิจารณาร่วมกับประธานสภาฯ เกี่ยวกับสัดส่วนคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 35 คณะ ว่า ความจริงต้องบอกว่ารายละเอียดอาจจะไม่ได้เป็นเหมือนที่มีข่าวออกมาทั้งหมด แต่ตนขอให้รายละเอียดว่าทุกพรรคเห็นตรงกันว่าพรรคการเมืองใด จะมีสัดส่วนที่จะส่งสส. เข้าเป็นประธานกรรมาธิการจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งสิ่งที่ เห็นตรงกันและประธานสภาฯ สรุปให้กับตัวแทนทุกพรรคคือเรื่องกระบวนการว่าเมื่อมี 35 คณะแล้ว คณะไหนจะมีประธานจากพรรคใด โดยประธานสภาฯ ให้ทำ 2 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 ให้ 6 พรรคการเมืองที่มีอย่างน้อยหนึ่งประธานไปหารือกันนอกรอบ

หากใน 35 คณะนั้น มีคณะใดคณะหนึ่งที่ทั้ง 6 พรรคเห็นตรงกันว่าจะจัดสรรให้กับพรรคนี้ ก็ถือว่าเป็นข้อสรุป ส่วนคณะใดที่อาจจะเห็นไม่ตรงกัน โดยอาจจะมีมากกว่าหนึ่งพรรคที่ประสงค์ตัวแทนเข้าไปเป็นประธานกรรมาธิการ ก็ให้เอากลับเข้ามาใน ขั้นตอนที่ 2 คือ การประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภาและตัวแทนพรรคการเมืองในรอบที่สอง เพื่อใช้กระบวนการที่ เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการเรียงคิวเลือก หรือการจับฉลากเพื่อกำหนดลำดับในการเลือก ฉะนั้น ตนคิดว่าข้อสรุปนี้เป็นข้อสรุปที่ถือว่าเป็นธรรม หวังว่าทุกพรรคการเมืองจะรักษากติกาดังกล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีกระแสข่าวออกมาว่าหลายพรรคมีความประสงค์คณะกรรมาธิการที่คล้ายกัน ก็เป็นการพูดคุยกันเบื้องต้น ซึ่งไม่ได้ทับกันเฉพาะพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ แต่ทับกันทุกพรรค เช่น คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ที่พรรคประชาชนแสดงความประสงค์ว่าอยากจะ ส่งตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ตรงนั้น เพราะเป็นกรรมาธิการที่มีความสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาล ควรที่จะเป็นตัวแทนของฝ่ายค้านเข้าไปทำงาน แต่พรรคภูมิใจไทยก็แสดงความประสงค์ว่าต้องการประธานกมธ.ป.ป.ช. ซึ่งเมื่อมีความประสงค์ที่ตรงกันจึงต้องใช้กระบวนการทั้ง 2 ขั้นตอนดังกล่าว 

เมื่อถามว่า ได้มีการนำเรื่องดังกล่าวเข้ามาพูดคุยในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ได้มีการอัพเดทกับทุกฝ่าย แต่ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างจากข้อสรุปที่ประธานสภาฯ สรุปให้

กมธ.เศรษฐกิจ แจงเหตุถอนรายงานปรับโครงสร้างภาษี เพราะข้อมูลล้าสมัย

กมธ.เศรษฐกิจ แจงเหตุถอนรายงานปรับโครงสร้างภาษี เพราะข้อมูลล้าสมัย

กมธ.เศรษฐกิจ แจงเหตุถอนรายงานปรับโครงสร้างภาษี เพราะข้อมูลล้าสมัย

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.41 น.

‘กมธ.เศรษฐกิจฯ’ แจงเหตุผลใส่เกียร์อาร์! ถอนรายงานปมร้อน ‘ปรับโครงสร้างภาษีเพราะข้อมูลล้าสมัย ขอไปปรับปรุงใหม่ให้ทันสถานการณ์  ด้าน ’ปธ.อนุกมธ.การคลัง‘ ย้ำไม่หมดกำลังใจ ขอไปทำให้รอบคอบ เพื่อประโยชน์สาธารณะแท้จริง

วันที่ 21 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 12.35 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ของวุฒิสภา ขอถอนรายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย ซึ่ง กมธ.พิจารณาแล้วเสร็จ ออกจากวาระการประชุม 

นายโสภณ กล่าวว่า การถอนเรื่องที่บรรจุในระเบียบวาระแล้ว ตามข้อบังคับกำหนดว่า ต้องให้ที่ประชุมพิจารณาลงมติตัดสิน อย่างไรก็ดีมี สว. ที่แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยต่อการถอนรายงานฉบับดังกล่าวออกจากวาระประชุมและควรจะเดินหน้า อาทิ นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว.อภิปรายว่า ในเนื้อหาของรายงานฉบับดังกล่าวควรต้องชี้แจงให้สาธารณะรับทราบ เพราะเนื้อหาไม่มีเฉพาะการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT เป็น 10% เท่านั้น ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาและชี้แจงให้สาธารณะเข้าใจ และไม่ทำให้เกิดการเข้าใจผิด เช่น การขึ้น VAT ปัจจุบันมีอัตรา 10% อยู่แล้วแต่มีการผ่อนปรนให้เป็น 7% เป็นต้น

ด้านนายพละวัต ตันศิริ สว. ในฐานะโฆษก กมธ. การเศรษฐกิจฯ ชี้แจงยืนยันตามมติของกมธ.ที่ขอถอนรายงานดังกล่าว เพราะต้องการปรับปรุงเนื้อหาที่ให้ทันและสอดคล้อง กับสถานการณ์และบริบทโลกที่เปลี่ยนไป เพื่อประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและรัฐบาล เนื่องจากรายงานดังกล่าวนั้นศึกษามาตั้งแต่ปี 2568 ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบบัน ทั้งนี้หากเวลาที่เหมาะสมจะนำรายงานที่ได้ปรัปบรุงข้อมูลแล้วเสนอต่อวุฒิสภาต่อไป

ทำให้ สว.ที่คัดค้านก่อนหน้านั้น รับฟังและไม่ติดใจ ซึ่งตามข้อบังคับถือว่าได้รับเสียงเห็นชอบให้ถอนรายงานดังกล่าวออกจากวาระการประชุม 

จากนั้น น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย สว. ในฐานะ อนุกมธ.ด้านการคลัง ในกมธ.การเศรษฐกิจฯ อภิปรายว่า ทางอนุกมธ.ฯ ที่ทำรายงานฉบับดังกล่าวด้วยความตั้งใจว่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศ ที่ขอถอนออกจากวาระชุมไป ไม่ได้หมดกำลังใจ แต่ต้องการปรับปรุงข้อมูลเพื่อประโยชน์สูงสุด

“หลายวันที่ผ่านมา ประชาชน สาธารณะให้ความสนใจ ซึ่งการทำงานไม่อยากทำตามลำดับขั้นตอน  คือ กมธ.จัดทำและนำเสนอต่อวุฒิสภา เพื่อส่งไปยังรัฐบาลจากนั้นจบไปเท่านั้น แต่หากเดินหน้าบนรายงานที่ข้อมูลไม่ถูกปรับปรุง อาจมีคำถามว่า ข้อมูลดังกล่าวล้าสมัย จึงต้องการทำให้รอบคอบเพื่อประโยชน์สาธารณะแท้จริง  กมธ. จะนำไปปรับปรุงเพื่อนำเสนอรายงานที่สมบูรณ์ และเมื่อถึงเวลานั้นจะเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อขอความเห็นของสว.ต่อไป” น.ส.ชญาน์นันท์ อภิปราย 

อนุทิน นัดถก ครม.ศก. 27 เม.ย.นี้! ดึง 3 สถาบันเอกชน กระตุ้นเศรษฐกิจ-ขับเคลื่อนนโยบาย

อนุทิน นัดถก ครม.ศก. 27 เม.ย.นี้! ดึง 3 สถาบันเอกชน กระตุ้นเศรษฐกิจ-ขับเคลื่อนนโยบาย

อนุทิน นัดถก ครม.ศก. 27 เม.ย.นี้! ดึง 3 สถาบันเอกชน กระตุ้นเศรษฐกิจ-ขับเคลื่อนนโยบาย

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.30 น.

”อนุทิน“ เตรียมประชุมครม.ศก. 27 เมย.นี้ เชิญ 3 สถาบัน กระตุ้นเศรษฐกิจ-ขับเคลื่อนนโยบาย

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 12.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า วันที่ 27 เม.ย. จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยเราจะประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยจะเชิญตัวแทนภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยการประชุมนัดแรกจะหารือถึงทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา 

เมื่อถามว่าโดยเฉพาะเรื่องไทยช่วยไทยพลัสใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ใช่ เรื่องไทยช่วยไทยพลัส 

เมื่อถามความชัดเจนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม นายอนุทิน ฟังคำถามแต่ไม่ตอบคำถามดังกล่าว เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ความชัดเจนเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “เดี๋ยวหารือกัน โดยเรื่องแบบนี้จะให้นายเอกนิติ นิติทันฑ์ประภาส รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นผู้ชี้แจงเพราะมีข้อมูลทั้งหมด ในหลักการอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์และสามารถนำมากระตุ้นเศษฐกิจได้ให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจและประชาชนใช้เม็ดเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยได้รัฐบาลก็มีความตั้งใจที่ทำให้พวกเขาอยู่แล้ว“ 

ไชยชนก​ คาด​ ภูมิใจไทย ไม่ส่งผู้สมัครชิง ผู้ว่าฯกทม. สก.​ ขอรอมติพรรคสรุปชัด

ไชยชนก​ คาด​ ภูมิใจไทย ไม่ส่งผู้สมัครชิง ผู้ว่าฯกทม. สก.​ ขอรอมติพรรคสรุปชัด

ไชยชนก​ คาด​ ภูมิใจไทย ไม่ส่งผู้สมัครชิง ผู้ว่าฯกทม. สก.​ ขอรอมติพรรคสรุปชัด

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.29 น.

วันที่ 21 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 12.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก​ ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการ​พรรค​ภูมิใจ​ไทย​ กล่าวถึงความชัดเจนในการส่งผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร​ และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร​ (สก.​) ว่า​ ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน และเท่าที่ตนทราบพรรคไม่ได้มีแผนที่จะส่งชิงอะไร​ แต่ส่วนตัวไม่แน่ใจว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พิจารณาใครไว้หรือไม่​ แต่เบื้องต้นไม่มี

เมื่อถามว่า จะมีความชัดเจนเป็นมติเมื่อใดนั้น นายไชยชนก​ กล่าวว่า ต้องรอพูดคุยกันในพรรคก่อน แต่ส่วนตัวเท่าที่ทราบล่าสุดคงจะไม่มี  ส่วนจะส่งผู้สมัครสก.หรือไม่นั้น​ ตนไม่แน่ใจ​ ขอตรวจสอบก่อน

ไชยชนก​ ชิดชอบ
ไชยชนก​ ชิดชอบ
ไชยชนก​ ชิดชอบ

สีหศักดิ์​ เผยน้ำมันภายในประเทศ​ เริ่มมีเสถียรภาพ ชี้ โอมาน เสนอขายส่วนเกิน แต่ต้องต่อรองราคา

สีหศักดิ์​ เผยน้ำมันภายในประเทศ​ เริ่มมีเสถียรภาพ ชี้ โอมาน เสนอขายส่วนเกิน แต่ต้องต่อรองราคา

สีหศักดิ์​ เผยน้ำมันภายในประเทศ​ เริ่มมีเสถียรภาพ ชี้ โอมาน เสนอขายส่วนเกิน แต่ต้องต่อรองราคา

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.17 น.

“สีหศักดิ์​” เผยน้ำมันภายในประเทศ​ เริ่มมีเสถียรภาพ​ บอกโอมาน ยินดีขายน้ำมันส่วนเกิน  ย้ำ​ต้องต่อรองราคา

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 12.10 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว​ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ​ ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมครม.ถึงกรณีการเดินทางเจรจากับประเทศโอมาน​เพื่อขอใฟ้อำนวยความสะดวกในการเดินเรือสินค้าของไทย​ ผ่านช่องแคบฮอร์มูสว่า​ สถานการณ์วันนี้เริ่มมีเสถียรภาพแล้ว  จากการพูดคุยกับประเทศโอมาน เขาบอกว่าหากเราต้องการน้ำมัน เขาก็มีในส่วนที่เขาผลิตเกิน ขอให้เราแจ้งไปล่วงหน้า แต่สถานการณ์​ขณะนี้เริ่มจะมีเสถียรภาพ ส่วนการขอซื้อน้ำมันเพิ่มจากโอมานนั้นขึ้นอยู่กับว่า เรามีความต้องการเพิ่มหรือไม่ และต้องมีการเจรจาเรื่องราคาซึ่งตนมองว่าปัจจุบันเราก็ใช้น้ำมันในพื้นที่นี้มากอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน มองกันว่าจะเกิดความขาดแคลนน้ำมัน เราจำเป็นต้องหาแหล่งน้ำมันเพิ่มหรือไม่ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​ ทางกระทรวงการต่างประเทศพยายามพูดคุยกับประเทศต่างๆ ซึ่งเขาก็พยายามหาให้ และคงต้องให้ทางกระทรวงพลังงาน หรือ​ ปตท.ไปเจรจา​ พูดคุย

เมื่อถามว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีอะไรน่ากังวลใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​ สถานการณ์เรื่องน้ำมันและพลังงานน่าจะมีเสถียรภาพ

รุทธพล แจงพักโทษ ทักษิณ เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ไร้แทรกแซง รอดูความเห็นต้องใส่กำไลอีเอ็มหรือไม่?

รุทธพล แจงพักโทษ ทักษิณ เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ไร้แทรกแซง รอดูความเห็นต้องใส่กำไลอีเอ็มหรือไม่?

รุทธพล แจงพักโทษ ทักษิณ เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ไร้แทรกแซง รอดูความเห็นต้องใส่กำไลอีเอ็มหรือไม่?

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.06 น.

“รุทธพล” แจง พักโทษ “ทักษิณ” เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ปลัดยธ. เป็นผู้ลงนาม รอดูความเห็นต้องใส่กำไลอีเอ็มหรือไม่

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 12.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงขั้นตอนการพักโทษนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีกำหนดออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พ.ค. ว่า มีการยื่นเรื่องมาแล้วและจะมีการประชุมในวันที่ 29 เม.ย.นี้ เป็นการยื่นเรื่องพักโทษตามปกติ เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงยุติธรรมที่จะเป็นผู้ลงนาม และเป็นไปตามขั้นตอนที่ผ่านคณะกรรมการ 3 คณะแล้ว 

เมื่อถามย้ำว่า ไม่มีปัญหาอะไรแล้วใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด ทราบแต่ไทม์ไลน์และขั้นตอน โดยปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ลงนาม ยืนยันตนไม่ได้มีส่วนร่วม เป็นขั้นตอนการพักโทษตามปกติ  เมื่อถามว่า จะต้องมีการใส่กำไลอีเอ็มหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ต้องดูความเห็นที่เสนอมา 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่าหากนายทักษิณออกจากเรือนจำ จะส่งผลกระทบต่อการเมืองอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนไม่ทราบ

รุ่นที่ 3 จะรอดหรือร่วง! วิบากกรรมที่ก่อเองของพรรคส้ม

รุ่นที่ 3 จะรอดหรือร่วง! วิบากกรรมที่ก่อเองของพรรคส้ม

รุ่นที่ 3 จะรอดหรือร่วง! วิบากกรรมที่ก่อเองของพรรคส้ม

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.04 น.

24 เมษายนนี้ เป็นอีกวันสำคัญที่พรรคประชาชนต้องจับตา เมื่อศาลฎีกานัดพิจารณาว่าจะ “รับคำร้อง” คดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกลหรือไม่ คดีนี้สืบเนื่องจากกรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็น “รอยปะทะ” ทางการเมืองต่อเนื่องมาหลายปี

สาระของวันดังกล่าวมีอยู่เพียงเรื่องเดียว คือคดีจะยุติลงตั้งแต่ต้น หรือจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป หากศาลไม่รับคำร้อง พรรคประชาชนย่อมถอนหายใจได้ แต่หากศาลรับคำร้อง แรงกดดันทางการเมืองจะกลับมาทันที และอาจยืดเยื้อไปอีกระยะหนึ่ง

ในรายชื่อผู้ถูกร้อง ยังมี สส.ปัจจุบันของพรรคประชาชนอยู่ 10 คน ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล, รังสิมันต์ โรม, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, ณัฐวุฒิ บัวประทุม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, ธีรัจชัย พันธุมาศ และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

10 คนนี้ไม่ใช่เพียงผู้ดำรงตำแหน่ง สส. หากเป็น “ศูนย์กลาง” ของพรรค ตั้งแต่หัวหน้าพรรค ทีมเศรษฐกิจ ผู้นำในสภา ไปจนถึงแนวหน้าอภิปรายรัฐบาล หากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่พร้อมกัน พรรคย่อมเสียกำลังหลักและเสียจังหวะทางการเมืองทันที

พรรคสายส้มผ่านมาแล้วอย่างน้อยสามยุคชัดเจน

“รุ่นหนึ่ง” คือยุคธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยุคก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ จุดขายคือความสดใหม่ ความกล้าชน และการประกาศตัวเป็นคู่ตรงข้ามกับการเมืองแบบเก่า พรรคเติบโตเร็ว เพราะตอบโจทย์คนที่เบื่อระบบเดิม

“รุ่นสอง” คือยุคพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ยุคที่พรรคก้าวไกลขึ้นสู่จุดสูงสุดในการเลือกตั้งปี 2566 ได้คะแนนอันดับหนึ่ง พิธากลายเป็นภาพแทน “ความหวัง” ของผู้สนับสนุนจำนวนมาก พรรคเปลี่ยนจากพรรคกระแสรอง เป็นพรรคใหญ่ระดับประเทศ

“รุ่นสาม” คือยุคณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ภายใต้ชื่อพรรคประชาชน หลังการยุบพรรคก้าวไกล ต่างจากสองรุ่นก่อนตรงที่ไม่ได้เริ่มต้นจากแรงส่ง แต่เริ่มต้นจากแรงกดดัน

ธนาธรมีภารกิจ “สร้างพรรค” พิธามีภารกิจ “พาพรรคขึ้นสูง” ส่วนณัฐพงษ์กำลังเผชิญภารกิจ “รักษาพรรค” ท่ามกลางคดีเดิม ภาพจำเดิม และข้อขัดแย้งเดิมที่ตกค้างมาจากอดีต

ต้นตอสำคัญของปัญหา ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “แนวคิดการเมือง” ที่พรรคใช้ต่อเนื่องมาหลายปี

พรรคสายส้มเติบโตจากการใช้ภาษาการเมืองแบบแบ่งเส้นชัด ของใหม่กับของเก่า ประชาชนกับชนชั้นนำ อนาคตกับอดีต วิธีนี้ปลุกมวลชนได้เร็ว และสร้างฐานเสียงได้จริง แต่ก็สร้าง “เพดาน” ให้ตัวเองเช่นกัน

รากความคิดจำนวนไม่น้อย คล้ายแนว “ซ้ายในอดีต” ที่มองว่าโครงสร้างเดิมคือปัญหาหลัก หากจะแก้ประเทศ ต้องรื้อ ต้องชน ต้องเปลี่ยนครั้งใหญ่

แนวคิดเช่นนี้อาจได้รับเสียงเชียร์ในมหาวิทยาลัย บนเวทีปราศรัย หรือในโลกออนไลน์ แต่สนามเลือกตั้งจริงกว้างกว่านั้นมาก ประชาชนจำนวนมากคิดเรื่องรายได้ หนี้สิน ราคาของแพง ความปลอดภัย และอนาคตครอบครัว มากกว่าทฤษฎีการรื้อโครงสร้างรัฐ

กรณี “มาตรา 112” ยิ่งสะท้อนชัด พรรคมองว่าเป็นข้อเสนอทางกฎหมาย แต่ประชาชนอีกจำนวนมากมองว่าเกี่ยวข้องกับ “สถาบันหลัก” ของประเทศ เมื่อหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นธงทางการเมือง พรรคย่อมได้เสียงเชียร์จากฐานเดิม แต่ก็ได้แรงต้านจากคนอีกจำนวนมากเช่นกัน

ปัญหาของพรรคประชาชนจึงไม่ใช่ไม่มีคนสนับสนุน หากเป็นการมีเสียงเชียร์มาก แต่ยังเปลี่ยนเป็น “เสียงข้างมาก” ไม่ได้

คดีนี้มีน้ำหนักมาก เพราะเป็นคดี “มาตรฐานจริยธรรม” ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากศาลรับคำร้อง คดีจะเดินหน้าต่อ และหากท้ายที่สุดมีคำวินิจฉัยว่ามีความผิด ผลอาจไม่จบแค่พ้นตำแหน่ง แต่อาจลามไปถึงการ “ตัดสิทธิทางการเมือง” ตลอดชีวิต

นั่นหมายความว่า สิ่งที่แขวนอยู่เหนือพรรคประชาชน ไม่ได้มีเพียงคดีหนึ่งคดี แต่รวมถึงอนาคตของแกนนำรุ่นปัจจุบันหลายคนพร้อมกัน

หากศาลรับคำร้อง สส.ทั้ง 10 คนย่อมต้อง “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ระหว่างรอคำพิพากษา พรรคประชาชนจะสูญเสียแกนนำหลักในสภาพร้อมกันหลายตำแหน่ง คดีอาจใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ทำให้รุ่นสามเสียเวลา เสียพลัง และเสียจังหวะทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากท้ายที่สุดผลคดีออกมาเป็นลบต่อแกนนำชุดปัจจุบัน รุ่นสามอาจสิ้นสุดเร็วกว่าที่คิด และพรรคต้องขยับไปหา “รุ่นสี่” เร็วกว่ากำหนด

คำถามของรุ่นสี่จึงชัดเจนกว่ารุ่นก่อน จะเดินตามสูตรเดิม ใช้แนวคิดเดิม และชนเพดานเดิมต่อไป หรือจะยอมปรับตัวเพื่อขยายฐานให้กว้างกว่าเดิม

เพราะหากยังวนอยู่กับวิธีคิดเดิม ต่อให้เปลี่ยนคนอีกกี่รุ่น ปัญหาเดิมก็จะย้อนกลับมาหาพรรคอีกครั้งเสมอ.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

อนุทิน เรียกคุย สีหศักดิ์-ปกรณ์ ก่อนถก ครม. คาดรายงานกรณีส่งรายชื่อเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อนุทิน เรียกคุย สีหศักดิ์-ปกรณ์ ก่อนถก ครม. คาดรายงานกรณีส่งรายชื่อเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อนุทิน เรียกคุย สีหศักดิ์-ปกรณ์ ก่อนถก ครม. คาดรายงานกรณีส่งรายชื่อเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.49 น.

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่ห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า โดยเวลา 09.05 น. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เข้าพบนายกฯบนตึกไทยคู่ฟ้า คาดว่าเป็นการรายงานกรณีกลาโหมโอมานประสานไทยส่งรายชื่อเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังเรือSCGผ่านได้อย่างปลอดภัย 

ขณะที่เวลา 09.15 น. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เข้าพบนายกฯบนตึกไทยคู่ฟ้าด้วยเช่นกัน หลังมีประเด็นเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท 

จากนั้นเวลา 09.45 น. ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ได้ถ่ายภาพร่วมกับผู้ได้รับรางวัล Prime Minister Awards: Thailand Cybersecurity Excellence Awards 2025 และรางวัลอื่นๆ ที่บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 

ก่อนที่เวลา 10.00 น. นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมครม.ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด 

สีหศักดิ์ ขอตรวจสอบ​ปมธงชาติไทย​หาย ชี้เจรจากัมพูชา​ต้องรอไทยพร้อมเท่านั้น จ่อถก สมช.หารือ MOU 43-44 พรุ่งนี้​​

สีหศักดิ์ ขอตรวจสอบ​ปมธงชาติไทย​หาย ชี้เจรจากัมพูชา​ต้องรอไทยพร้อมเท่านั้น จ่อถก สมช.หารือ MOU 43-44 พรุ่งนี้​​

สีหศักดิ์ ขอตรวจสอบ​ปมธงชาติไทย​หาย ชี้เจรจากัมพูชา​ต้องรอไทยพร้อมเท่านั้น จ่อถก สมช.หารือ MOU 43-44 พรุ่งนี้​​

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.38 น.

“สีหศักดิ์​” ขอตรวจสอบ​ ปมธงชาติไทย​บ้านโป่งน้ำร้อนหาย​ ลั่น​ เจรจากัมพูชา​ต้องรอไทยพร้อมเท่านั้น จ่อถกสมช.หารือ MOU 43-44 พรุ่งนี้ ลั่น​ แผนที่​ 1 : 200,000  ไม่มีผล​

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 09.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี​ และรมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีธงชาติไทยหายที่บริเวณพื้นที่ตัวอยู่ บ้านผักกาด​ อ.โป่งน้ำร้อน​ จ.จันทบุรี​ ว่า​ ขอตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน​ ส่วนการพูดคุยกับประเทศกัมพูชา ตนได้ชี้แจงมาโดยตลอด บอกว่ารอให้ไทยพร้อมก่อน ไม่ใช่ว่าจะให้เขากำหนดวันนั้นวันนี้ ซึ่งต้องตกลงร่วมกัน ไม่ใช่เสนอมาว่าเป็นวันนั้นวันนี้ การเจรจาขึ้นอยู่กับความพร้อมของฝ่ายไทย ส่วนจะนานหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพูดคุยกัน และต้องมีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ​ (สมช.​) ให้พิจารณา​ โดยจะมีการประชุมกันในวันที่ 22 เม.ย.
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุม สมช.จะมีการหารือเรื่อง  MOU 2543​ -​ 2544 มาพิจารณาหรือไม่ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​ อยากให้มีการหารือ โดยให้พิจารณาเรื่อง MOU  2544 ก่อน เนื่องจากเราจะดำเนินการยกเลิก ส่วน MOU 2543 ก็จะนำมาหารือในรายละเอียด​ด้วย เมื่อถามว่า มีกลไกอะไรทดแทน MOU44 ที่จะยกเลิก  นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า  มีอยู่แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย​ เนื่องจากเป็นเรื่องท่าทีที่จะต้องไปเจรจากับฝ่ายกัมพูชา​ เมื่อถามอีกว่า  MOU 2543 จะต้องปรับอย่างไร นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​ จะต้องคำนึงถึงข้อกังวลของฝ่ายต่างๆ ซึ่งมีความเห็นมาหลายทาง ที่ต้องมาดูว่า สิ่งใดจะเป็นประโยชน์ต่อการเจรจาต่อไป

เมื่อถามว่า ทางกองทัพห่วงการปฏิบัติการทางทหารที่ผ่านมาเลยกรอบ MOU 2543 ไปแล้ว จะต้องปรับแก้อย่างไร นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​ ต้องมองในภาพรวมเนื่องจาก MOU 2543 หากมองในเรื่องความมั่นคงชายแดนจะต้องดูในภาพรวม ไม่ใช่เรื่องการปักปันเขตแดนอย่างเดียว เมื่อถามย้ำว่า ที่ระบุว่า ประชาชนกังวล​ เรื่องแผนที่ใน MOU 2543  นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​ เราก็รับทราบข้อกังวล ซึ่งข้อเท็จจริงแผนที่ที่ใช้ไม่ใช่แค่แผนที่​อัตราส่วน​ 1 : 200,000  เพียงอย่างเดียว​ ยังมีเอกสารอื่น

ผู้สื่อข่าวถามว่า แผนที่ 1 : 200,000  ที่ทางกัมพูชาแนบมากับ MOU 2543 จะส่งผลให้เราเสียเปรียบหรือไม่ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​ แผนที่เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา แต่ก็มีข้อความที่ปรากฏในสนธิสัญญา การปักปันเขตแดนต้องดูที่สันปันน้ำ​ และต้องดูองค์รวมทั้งหมด เมื่อถามย้ำว่า การปักปันเขตแดนต้องยึดตามสันปันน้ำใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า ใช่​ ก็ต้องดูตรงนั้นด้วย และจริงๆ เรามีแผนที่ของเรา ซึ่งจะเอามาใช้ประกอบการพูดคุยด้วย แต่ถ้าจะคุยกัน จะต้องคุยเรื่องความมั่นคงชายแดนทั้งหมด