แหวกฟ้าหาฝัน : El Greco in Museum of Fine Arts Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/624588

แหวกฟ้าหาฝัน : El Greco in Museum of Fine Arts Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

The Disrobing of Christ

ใน Museum of Fine Arts Budapest ไม่เพียงมีงานแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 16 แนว Renaissance ของอิตาลีและเยอรมนี ยังมีงานของสเปนซึ่งก็เป็นจักรวรรดิใหญ่ในช่วงเวลานั้นด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งยุคของสเปนก็คือ El Greco ซึ่งถึงกับจัดให้มีห้อง El Greco เลยทีเดียว

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศิลปินสเปนยังคงได้รับอิทธิพลจากเนเธอร์แลนด์ที่ได้รับการส่งต่ออิทธิพลมาจากอิตาเลียนอยู่ หลังการประชุม Council of Trent ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1545-63 ที่ทำการปฏิรูปแนวทางของศาสนจักรในเรื่องความเชื่อ แนวทางศิลปะแบบ Mannerism ที่ปฏิเสธความสวยงามตามแนวทางศิลปะแบบ Classic ก็ถือกำเนิดขึ้นและกลายเป็นที่ชื่นชอบของสเปนโดยเน้นความยาวแบบไม่ได้สัดส่วนในการแสดงออกถึงความเชื่อศรัทธา และความรักอย่างท่วมท้นต่อศาสนา ศิลปินสเปนแนว Mannerism ที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้นไม่มีใครเกิน Domenikos Theotokopoulos หรือ El Greco

แท้ที่จริงแล้ว El Greco เป็นคนกรีกเขาเกิดที่เกาะ Crete หรือ Kingdom of Candia ซึ่งในช่วงเวลานั้นเป็นของสาธารณรัฐ เวนิส อิตาลี เขาได้รับฝึกฝนทางด้านจิตรกรรมที่ Cretan ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ post Byzantine art โดยเรียนทั้ง Classic และภาษากรีกโบราณด้วย El Greco ยังเป็นสมาชิกของชมรมช่างในเมือง Crete ซึ่งเป็นสถานที่วัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกผสมผสานได้อย่างกลมกลืนจนได้ตำแหน่ง Master หรือผู้ชำนาญการก่อนย้ายไปอยู่ที่โรม แม้นักประวัติศาสตร์ศิลป์จะเชื่อว่าเขานับถือกรีกออโธดอกซ์ แต่เมื่อเขาย้ายมาที่โรมและสเปนเขาได้หันมานับถือคริสต์และเป็นผู้ที่มีศรัทธาในศาสนาอย่างเหลือล้น

Christ on the Mount of Olives

หลังจากย้ายมาอยู่โรมในปี 1570 เขาได้เปิดห้องภาพเป็นของตัวเองและสร้างสรรค์งานแนว Mannerism ร่วมกับแนว Venetian Renaissance ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Tintoretto ศิลปินชั้นนำชาวเวนิสที่นิยมวาดภาพเมืองเวนิส ก่อนย้ายไปอยู่Toledo สเปนในปี 1577 ที่ซึ่งเขาได้รับการว่าจ้างให้สร้างสรรค์ผลงานมากมายงานของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินอีกหลายคน อาทิ Rainer MariaRilke และ Nikos Kazantzakia อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของงานแนวExpressionism และ Cubism ด้วย

งานของเขาโดดเด่นแตกต่างจากเพื่อนร่วมรุ่นจนเป็นที่ยอมรับในเรื่องการนำเสนอรูปบุคคล การจัดวางองค์ประกอบของภาพ การใช้สีที่สดใส รวมทั้งแสงที่แสดงให้เห็นถึงความเหนือจริงเพื่อสะท้อนถึงความลึกลับของศาสนา แม้เขาจะมีผู้จ้างมากมายแต่ผลงานของเขาหลังเสียชีวิตกลับไม่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอีกจวบจนกระทั่งครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19ที่มีศิลปินแนว Expressionism และ Cubism ได้นำงานของเขามาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขาไม่ว่าจะเป็น The Disrobing ofChrist, The Annunciation, St.James,St. Andrew, Holy Family และ Christ onthe Mount of Olives ล้วนมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในเรื่องความยาวของรยางค์ทั้งมือและเท้าซึ่งนักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงานของ El Greco จะนึกถึงหน้าศิลปินได้ทันทีที่เห็นผลงานสมแล้วที่เขาเป็นศิลปินแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่โดดเด่นที่สุดของสเปนHoly Family

Holy FamilyThe AnnunciationThe AnnunciationSt.AndrewSt.AndrewSt. JamesSt. James

แหวกฟ้าหาฝัน : Italian School in Museum of Fine Arts Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Virgin and Child with St. Catherine and Barbara detail by Bernardino Luini

นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกันดีกับงานศิลปะยุคเรอเนสซองส์จะทราบดีว่า ผลงานในช่วงเวลาก่อนหน้าและช่วงเวลานั้นไม่เพียงมีงานของ German School ที่เป็น School ใหญ่ แต่แท้ที่จริงแล้ว Italian School ต่างหากที่เป็นต้นกำเนิดของงานศิลปะเรอเนสซองส์ มิวเซียมใหญ่ที่เก็บสะสมงานยุคเรอเนสซองส์ทุกแห่งจึงจำเป็นต้องมีงานของ Italian School ไว้ครอบครอง แต่จะมีได้มากน้อยคงต้องขึ้นกับช่วงเวลาของการก่อตั้ง ความเก่าแก่ และทุนทรัพย์ด้วย Museum of Fine Arts Budapest เป็นอีกมิวเซียมหนึ่งที่มีงานยุคเรอเนสซองส์ของอิตาเลียนด้วยเช่นกัน แม้จะไม่มากนัก แต่ก็มีงานของศิลปินเด่นหลายคนให้ชื่นชมอยู่ไม่น้อย

Italian Renaissance เป็นช่วงรุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งของอิตาลีซึ่งเริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านจากยุคกลางนี้เป็นช่วงที่เกิดการสร้างวัฒนธรรมให้ทันสมัยขึ้นทั่วทั้งยุโรป คำว่า Renaissance มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่าการเกิดใหม่ Renaissance เริ่มต้นครั้งแรกที่เมืองฟลอเรนซ์แคว้นทัสคานีตอนกลางของอิตาลีอันเป็นผลมาจากการที่เมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองโดยเป็นเมืองที่วางรากฐานทางด้านการเงินและธนาคารส่งผลให้มีคหบดีเกิดขึ้นมากมาย ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิเมดิเตอร์เรเนียนที่ควบคุมเส้นทางการค้าขาย ความมั่งคั่งและการเป็นศูนย์กลางส่งผลอย่างรุนแรงต่อศาสนจักรที่มีศูนย์กลางอยู่ที่โรม

Doge Marcantonio Trivisan by Titian

เป็นที่ทราบกันดีว่า Italian Renaissance ประสบความสำเร็จทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและศิลปะแทบทุกแขนง ตั้งแต่จิตรกรรม สถาปัตยกรรม วิศวกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม และดนตรีโดยขึ้นถึงจุดสูงสุดในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศิลปินที่โดดเด่นที่สุด ไม่มีใครเกิน Leonardo Davinci ทั้งนี้เพราะดาวินชี่ไม่เพียงประสบความสำเร็จทั้งทางด้านศิลปะเท่านั้น เขายังมีความสามารถในด้านสถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีด้วย เรียกได้ว่าเข้าขั้นอัจฉริยะที่สุดคนหนึ่งในโลกเลยทีเดียว

ผลงานของ Leonardo Davinci ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทุกมิวเซียมโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวอย่างงานจากหนังสือบันทึกส่วนตัวของเขาที่กลายเป็นต้นแบบของเครื่องไม้เครื่องมือ และการสร้างงานศิลปะในยุคต่อมาอีกหลายร้อยปีจวบจนปัจจุบัน เขาเกิดในครอบครัวที่บิดาเป็นพนักงานจดทะเบียนใกล้เมือง Vinci และเข้าศึกษาด้านจิตรกรรมกับ Andrea del Verrocchio นักจิตรกรรมและประติมากรรมที่มีชื่อเสียงของเมืองฟลอเรนซ์ เขาเริ่มงานด้วยการทำงานให้กับ Ludovico Sforza
ที่เมืองมิลานก่อนย้ายไปอยู่โรมเป็นเวลาสั้นๆ งานของเขาสามารถดึงดูดเจ้าเมืองให้เชิญเขาไปอยู่ด้วยหลายครั้ง รวมทั้งพระเจ้า Francis Iก็ได้เชิญเขาไปอยู่ฝรั่งเศสด้วย

Virgin and Child by Giovanni Antonio Boltraffio

แม้ว่า Davinci จะเป็นจิตรกรที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และมีผลงานจิตรกรรมที่ทำจนสำเร็จไม่มากนัก แต่ผลงานที่เด่นๆ ของเขาก็มีหลายชิ้น อาทิ Mona Lisa งานจิตรกรรมที่ได้ชื่อว่ามีชื่อเสียงที่สุดในโลก The Last Supper งานจิตรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาที่มีการทำเลียนแบบมากที่สุดในโลก Vitruvian Man จิตรกรรมที่ได้ชื่อว่าเป็นสัดส่วนมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด Salvator Mundi จิตรกรรมที่แพงที่สุดของเขาที่ถูกประมูลไปถึง 450 ล้านเหรียญในปี 2017 Museum of Fine Arts Budapest ก็มีผลงานที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาเช่นเดียวกันนั่นคือ Virgin and Child with St.John the Baptist นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานจิตรกรรมของเขาแตกต่างจากศิลปินรุ่นก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง งานของเขาแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง และเทคนิค Sfumato ซึ่งก็คือการใช้ความคลุมเครือเปลี่ยนฉากได้อย่างกลมกลืนซึ่งผลงานชิ้นนี้ไม่เพียงจะนำเสนอเทคนิคเหล่านี้อย่างครบถ้วนเท่านั้น ยังมีรายละเอียดมากมายอย่างเหลือเชื่อ

นอกจากผลงานของ Davinci แล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้เห็นแนวทางการนำเสนอของเขาที่ส่งอิทธิพลต่อลูกศิษย์ของเขาอีกหลายชิ้นอย่างจุใจ อาทิ Virgin and Child with St.Catherine and Barbara และ Virgin and Child with St.Elizabeth and the Young St.John the Baptist by Bernardino Luini, Virgin and Child with St. Jerome Michael the Archangel by Giovanni Pietro Rizzoli, Virgin and Child by Giovanni Antonio Boltraffio ผลงานที่ถือได้ว่า Masterpiece อีกชิ้นของศิลปิน Italian Renaissance ผลงานชิ้นนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้ไม้ชิ้นเดียวกันกับ Virgin on the Rock ของ Davinci ที่จัดแสดงในลอนดอน รวมทั้ง DogeMarcantonio Trivisan by Titian ศิลปินที่โด่งดังในยุคต่อมาด้วย

Virgin and Child with St. Catherine and Barbara by Bernardino Luini

Virgin and Child with St. Elizabeth and the Young St. John the Baptist by Bernardino Luini

Virgin and Child with St. Jerome Michael the Archangel by Giovanni Pietro Rizzoli

Virgin and Child with St. John the Baptist by Leonardo Davinci

Virgin and Child with St. John the Baptist detail by Leonardo Davinci

แหวกฟ้าหาฝัน : German School in Museum of Fine Arts Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/621517

แหวกฟ้าหาฝัน : German School in Museum of Fine Arts Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Christ and the Adulteress by Lucus Cranach

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือน Museum of Fine Arts Budapest จะได้มีโอกาสศึกษางานศิลปะที่มีความหลากหลายแบบที่มีระยะเวลายาวนานหลายศตวรรษ เริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ผลงานที่ถูกรังสรรค์ในช่วงเวลานี้มักเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา อาทิ ฉากต่างๆ จากในคัมภีร์ไบเบิ้ล หรือเรื่องราวชีวิตของนักบุญ หรือภาพเหมือนของนักบุญแต่ละองค์โดยเคยจัดแสดงไว้ในโบสถ์หรือตามบ้านของคหบดีต่างๆ งานจิตรกรรมเหล่านี้ถูกใช้เป็นตัวแทนที่จับต้องได้จึงมีไว้เพื่อเสริมสร้างศรัทธาระหว่างอธิษฐานหรือสวดมนต์อาทิ ฉากพระคริสต์ถูกทรมานชีวิตของพระนางมารี และความทุกข์ทรมานของนักบุญองค์ต่างๆ

มานุษยวิทยาและการเคลื่อนไหวทางด้านสติปัญญาที่เริ่มต้นจากอิตาลีได้แผ่ขยายขึ้นไปในยุโรปเหนือตั้งแต่ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งส่งอิทธิพลโดยตรงต่อศิลปะ การศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์และการสร้างโลกได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญต่อการสร้างงานศิลป์โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานจิตรกรรม ศิลปินหลายคน อาทิ Albrecht Durer, Hans Baldung ได้ใช้เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับจริยธรรมและการถากถางไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างเพศมาเป็นหัวข้อในการรังสรรค์งาน แต่หลังจากที่ Martin Luther ได้เสนอทฤษฎีของเขาในปี 1517 ส่งผลให้งานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาลดทอนจำนวนลงพร้อมๆ ไปกับปฏิรูปศาสนา ศิลปินคนแรกที่เสนอผลงานแนวใหม่ทั้งจิตรกรรมและแกะสลักให้สอดคล้องกับแนวคิดของ Martin Luther ก็คือ Lucas Cranach the Elder

Head of St. John the Baptist by Lucus Cranach

แม้ Cranach จะเป็นผู้เชื่อแนวทางปฏิรูปของ Luther แต่เขาก็ยอมรับงานจากศาสนจักรโดยใช้งานที่ถูกจ้างตีความตามความเห็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น The Annunciation to Joachim ภาพเรื่องราวของ Anne and Joachim ครอบครัวของพระนางมารีที่มีอยู่ว่า เดิมนั้นทั้งคู่ไม่มีลูก Joachim ทุกข์ทรมานใจมากจึงหนีไปอธิษฐาน พระบิดาจึงได้ปรากฏพระกายขึ้นและบอกกับเขาว่าเขาจะมีลูกที่มาจากพระเจ้าในไม่ช้าซึ่งเขาต้องให้ชื่อว่ามารี ภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจและศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นว่าคำอธิษฐานจะได้รับการสดับฟังและได้รับคำตอบเสมอ ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้าอันเป็นจุดเริ่มต้นของการไถ่บาป ส่วนภาพ Christ and the Adulteress ที่พระเยซูจับแขนผู้หญิงที่เล่นชู้ด้วยสายพระเนตรที่เยือกเย็นพร้อมกับคำกล่าวของพระองค์ที่ว่าใครไม่เคยทำผิด ขว้างหินใส่เธอได้เลยก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสายตาของผู้กล่าวหาที่กระเหี้ยนกระหือรือจะเอาผิดซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นฐานความเชื้อของลัทธิ Luttheranism หรือการปฏิรูปที่สื่ออย่างโจ่งแจ้งว่าความรอดเกิดขึ้นจากพระคุณเท่านั้น นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังจะมีโอกาสยลงานของ Cranach อย่างเต็มอิ่มอีกทั้งห้อง อาทิ Old Man and Young Woman,Salome with Head of St. Johnthe Baptist, The MysticMarriage of St. Catherine of Alexandria และ The Virginnursing the Child

ยิ่งกว่านั้น นักท่องเที่ยวยังจะได้ชื่นชมกับงานแกะสลักไม้ German School ของคริสต์ศตวรรษที่ 15 ที่สวยที่สุดชิ้นหนึ่งด้วยนั่นคือ The Death of the Virgin การสิ้นพระชนม์ของพระนางมารีที่ล้อมรอบด้วยนักบุญ 12 องค์ที่อยู่ในอากัปกิริยาต่างๆอาทิ กำลังอ่านพระคัมภีร์ กำลังจ้องมองด้วยดวงตาที่สงบ และกำลังอธิษฐานซึ่งกลายเป็นต้นแบบของการส่งผู้วายชนม์กลับสู่อ้อมกอดของพระเจ้าอีกต่างหากด้วย หลังจากนักท่องเที่ยวจบทัวร์ส่วนนี้ บางคนอาจรู้สึกว่าเรากำลังอยู่ในเยอรมนีหรือเปล่าเนี่ยSalome with Head of St. John the Baptist by Lucus Cranach

Salome with Head of St. John the Baptist by Lucus CranachYoung Man and Old Woman by Lucus CranachYoung Man and Old Woman by Lucus CranachOld Man and Young Woman by Lucus CranachOld Man and Young Woman by Lucus CranachPortrait of Ferderic III and Portrait of John the Steatfast by Lucus CranachPortrait of Ferderic III and Portrait of John the Steatfast by Lucus CranachThe Anunciation to Joachim by Lucus Cranach

The Anunciation to Joachim by Lucus CranachThe Death of the Virgin

The Death of the VirginThe Mystic Marriage of St. Catherine of Alexandria by Lucus CranachThe Mystic Marriage of St. Catherine of Alexandria by Lucus CranachThe Virgin nursing the Child by Lucus Cranach

The Virgin nursing the Child by Lucus Cranach

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Fine Arts Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/620117

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Fine Arts Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลป์ที่ได้ มีโอกาสเยือนบูดาเปสต์ คงไม่เพียงต้องการแค่ถ่ายรูปกับแม่น้ำดานูบ เยือนรัฐสภาที่สวยที่สุดในโลก Rath Gyorgy Villa และ Roth Museum เท่านั้น ยังต้องหาห้องภาพใหญ่ๆ ดังๆ ที่รวบรวมผลงานจิตรกรรมระดับประเทศและนานาชาติเยือนด้วย นั่นคือ Museum of Fine Arts ห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มิวเซียมที่ตั้งอยู่ ณ จัตุรัส Hero นี้ ออกแบบโดย Albert Schickedanz สถาปนิกแนว Eclectic Style หรือสไตล์การตกแต่งบ้านที่รวมเสน่ห์ของสไตล์ต่างๆ หรือของเก่ากับของใหม่มาจัดอยู่ด้วยกัน (Mix & Match) โดยให้สิ่งละอันพันละน้อยที่นำมาตกแต่งต่างโดดเด่นในมุมของตัวเองชาว Astro-Hungarianผู้ออกแบบ Millennium memorial และPalace of Art และ Fulop Herzog สถาปนิกคู่หูตามแนวทางศิลปะแบบ Eclectic-Neoclassic ระหว่างปี 1900-1906

มิวเซียมถาวรแห่งแรกของฮังการีนี้เป็นโครงการที่เริ่มต้นขึ้นหลังจากการเริ่มโครงการก่อสร้างรัฐสภาในปี 1896 ในช่วงยุคทองของบูดาเปสต์ Erno Kammererผู้อำนวยการคนแรกของมิวเซียมสรุปเป้าหมายของการก่อตั้งมิวเซียมนี้ไว้ให้เป็นสถาบันที่มีไว้เพื่อให้คนทั้งโลกได้มีโอกาสเข้าชมสมบัติทางศิลปะอันเป็นผลมาจากความสำเร็จของแรงบันดาลใจทางจิตวิญญาณของมนุษยชาติ และเป็นที่จัดแสดงพัฒนาการทางศิลปะในแขนงต่างๆ หลากหลายช่วงเวลาผู้อำนวยการคนต่อๆ มายังคงยึดหลักการเดิมจึงกระตือรือร้นที่จะหาของจัดแสดงทั้งแบบถาวรและนิทรรศการเพื่อมาส่งเสริมประสบการณ์และความรู้ให้กับผู้เยี่ยมเยือนทั้งในท้องถิ่นและนานาชาติ การตอกย้ำปณิธานของผู้อำนวยการผ่านนิทรรศการจึงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการอธิบายยุคต่างๆ ด้วยการดึงความสนใจไปที่ผลงานชิ้นเอกที่ห่อหุ้มปณิธานของยุคนั้นไว้ และยังทำหน้าที่เป็นแหล่งบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นต่อๆ มาและผู้เข้าชม ด้วยความอุตสาหะของผู้อำนวยการอย่างสม่ำเสมอและความร่วมมือจากรัฐบาลยุคใหม่จึงทำให้ศิลปะฮังการียังคงดำรงอยู่แม้จะถูกบดบังอยู่หลายทศวรรษในช่วงคอมมิวนิสต์

ในปี 2008 Laszlo Baan ผู้อำนวยการMuseum of Fine Arts ในช่วงเวลานั้นได้เสนอรัฐบาลให้ควบรวม Museum of Fine Arts เข้ากับHungarian National Gallery เนื่องจากเห็นว่าสองมิวเซียมนี้จัดแสดงผลงานคล้ายๆ กันและยังควบรวม LudwigMuseum of ContemporaryArt ที่จัดแสดงผลงานศิลปะตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 จวบจนปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกันโดยเสนองบประมาณ 18 ล้านยูโรเพื่อขยายชั้นใต้ดินของ Museum of Fine Arts แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ในปี 2011 เขาจึงเสนอโครงการใหม่ โดยขอให้มีการสร้างตึก 2 หลังมูลค่า 150 ล้านยูโรเพื่อสร้างตึกไว้เก็บงานContemporary European Art และ HungarianPhotography เสริมส่วนของ Museumof Fine Arts ในที่สุด Geza Szocs รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมก็ได้อนุมัติให้สร้างอาคารบนถนน Andrassv ใกล้กับ City Park เพื่อรับการย้ายโอนสมบัติของ Hungarian National Gallery จึงทำให้ Budapest Museum Quarter หรือ Andrassy Quarter ครอบครองถนนไปทั้งหมด

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมในปัจจุบันไม่เพียงแต่จะได้มีโอกาสตื่นตาตื่นใจกับอาคารที่ก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีล่าสุดในส่วน Romanesque Hall บนพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร ยังจะเต็มอิ่มกับศิลปะชิ้นเอกจำนวนมหาศาลที่มีอายุหลายร้อยปีนับจากยุคอียิปต์โบราณ Graeco-Roman เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : มิวเซียมกระจกสี Roth Museum Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/618594

แหวกฟ้าหาฝัน : มิวเซียมกระจกสี Roth Museum Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Art Nouveau ไม่เพียงต้องเยือน Gyorgy Rath Villa เท่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่เป็น The must ซึ่งอยู่ใกล้กันที่ต้องเยือนให้ได้ไม่เช่นนั้นถือว่าพลาดโอกาสทองก็คือ Roth Museum มิวเซียมที่ตั้งชื่อตาม Miksa Roth ศิลปินชาวฮังกาเรียนที่มีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์งานโมเสกและกระจกสีที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลป์ของฮังการี เขาเกิดวันที่ 26 ธันวาคมปี 1865 และเริ่มฝึกงานกับ Zsigmond Roth บิดาผู้ก่อตั้งร้านกระจกสีตั้งแต่ปี 1855 แม้บิดาและปู่ของเขาทำอาชีพกระจกสีมาแต่แรก แต่เขามิได้ต้องการเพียงแค่ค้าขายด้วยทักษะปกติ หลังจากเรียนรู้การทำกระจกสีจากครอบครัว เขาก็เริ่มออกเดินทางไปทั่วยุโรปตะวันตกเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งจากเยอรมนี เบลเยียม ฝรั่งเศส และเลยไปจนถึงอังกฤษก่อนกลับมาฮังการีเพื่อดูแลกิจการ

หลังกลับมาทำงาน เขาได้ส่งงานเข้าประกวดหลายครั้ง และได้รับรางวัลเหรียญเงินในนิทรรศการ Paris World ในปี 1900 ได้รับเหรียญเงินในงานนิทรรศการ Turin World ในปี 1902 รวมทั้งรางวัลที่หนึ่งในนิทรรศการ St. Louis World ที่สหรัฐในปี 1904 ด้วย เขาจึงกลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกในด้านกระจกสีจนได้รับเชิญไปสร้างผลงานทั้งในประเทศและนอกประเทศมากมาย อาทิ งานกระจกสีของเขาที่รัฐสภาในปี 1896, Gresham Palace และ Buda Castleงานโมเสกตรงทางเดินของโบสถ์ St’Stephenงานโมเสกตรงชั้นหนึ่งของ Franz LisztMusic Academy นอกจากนี้เขายังมีผลงานระดับนานาชาติโดยเป็นผู้ตกแต่งโดมแก้วขนาด 1,500 ตารางฟุต ที่ TeatroNational ในเม็กซิโก กระจกสีที่ Hugh Brown Villa เมืองบอสตัน จิตรกรรมกระจกที่โบสถ์ Fageborg กรุงออสโล นอร์เวย์ โบสถ์ St.Michael of Kosice สโลวาเกีย รวมทั้ง Royal Palace of the Netherrlands

ในยุค Belle Epoque หรือยุครุ่งเรืองทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ของฝรั่งเศสที่เริ่มต้นราวทศวรรษที่ 1870 จวบจนก่อนเริ่มสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอันถือเป็นยุคทองของยุโรปนั้น Miksa Roth ถือเป็นมือหนึ่งทางด้านกระจกสีของโลกในช่วงเวลานั้นส่งผลให้เศรษฐานะเขาดีขึ้นมาก เขาจึงซื้อบ้านจาก Samuel Gelb ช่างทำเฟอร์นิเจอร์บนถนน Nefelejcs โดยจ้าง Samu Pecz เป็นสถาปนิกออกแบบซึ่งก็คือ Work Institute of Imperial and Royal Stained Glass and Mosaic Artist Miksa Roth Museum จวบจนปี 1939 ห้องทั้งสามที่ปัจจุบันยังจัดแสดงอยู่นั้นประกอบด้วยห้องนั่งเล่น ห้องนอน และห้องอ่านหนังสือ เป็นส่วนที่ Roth ออกแบบเองทั้งการตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ซึ่งสะท้อนตัวตนของเขาที่มีความสมถะแต่มีรสนิยม อาคารอิฐที่ตั้งอยู่กลางสนามหญ้าเป็นสถานที่ซึ่งเป็นที่ทำงานของคนงานเกี่ยวกับกระจกสีและโมเสก 20 กว่าคน และยังเคยเป็นที่ตั้งของ KEK-ContemporaryArchitecture Center ซึ่งปัจจุบันย้ายไปแล้ว

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Roth Museum จะได้มีประสบการณ์กับงานจิตกรรมบนกระจกและงานโมเสกจากทั้งฝีมือของ Roth เองที่ได้รับอิทธิพลจากงานของEdward Burne-Jones และ William Morris ศิลปินยุคก่อน Raphaelโดยเน้นส่วนโค้งส่วนเว้าตามแบบธรรมชาติ แต่ใช้สีสันสดใสซึ่งทำให้สถานที่ที่ได้รับการตกแต่งมีความสดชื่นซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้เห็นตัวอย่างความสดใสได้จากบ้านของเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ติดถนน รวมทั้งงานของจิตรกรอื่นที่ Roth หาซื้อมาด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Art Nouveau in Gyorgy Rath Villa #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/616994

แหวกฟ้าหาฝัน : Art Nouveau in Gyorgy Rath Villa

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Hungarian Furniture

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือน Gyorgy Rath Villa ไม่เพียงจะได้มีประสบการณ์กับงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในแนว Art Nouveau เท่านั้น ยังจะได้มีประสบการณ์กับของจัดแสดงเกี่ยวกับเครื่องใช้ และเครื่องประดับตกแต่งในบ้านในแนว Art Nouveau จากหลากหลายประเทศด้วย อาทิ British Art Nouveau ที่นำโดย William Rorris ตั้งแต่ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อศิลปินเริ่มหันเหการผลิตงานออกจากการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่ผลิตจำนวนมากสู่การประดิดประดอยแบบหัตถกรรม ศิลปินเริ่มหันเหสู่อดีตด้วยการสร้างงานเลียนแบบงานรุ่นเก่าตั้งแต่ยุคกลางด้วยการใช้เหล็กที่มีความแข็งแรงมาสร้างงานเฟอร์นิเจอร์และเพิ่มการตกแต่งให้ดูละเอียดอ่อน รวมทั้งเพิ่มเนื้อหาของงานเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรืองานศิลปะด้านอื่นอาทิ บทกวี นักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสยลผลงานของ Charles Robert Ashbeeสถาปนิก นักออกแบบและนักปฏิวัติผู้ชำนาญการออกแบบงานโลหะ ผ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ และผู้ร่วมก่อตั้งArt Workers’s Guild ของอังกฤษ

Austrain Furniture

Austrian Art แนวทางศิลปะที่เป็นศูนย์กลางของราชสำนัก Austro Hungarian อันมีเวียนนาเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นดนตรี การแสดง วรรณกรรมบทประพันธ์ และกวีนิพนธ์นั้นก็เป็นอีกSchool หนึ่งที่มีงานในวิลล่าแห่งนี้ ผลงานศิลปะที่ออกขายได้จำนวนมากมาจากบริษัท Wiener Werstatte ที่มี Josef Hoffmann และ Koloman Moser ช่างฝีมือดี 2 คน ที่มีชื่อเสียงที่มาร่วมงานกับ Fritz Waerndorfer นักอุตสาหกรรม งานของศิลปินทั้งสองมักได้แรงบันดาลใจจากศิลปินชาวสก็อตจึงทำให้ผลงานเป็นรูปเหลี่ยมๆ กลมๆ หรือเกลียวแบบภูมิศาสตร์ ถึงกระนั้นก็ตามพวกเขาก็ใช้ความสามารถในการทำให้งานศิลปะของพวกเขาไม่เพียงแต่ใช้งานได้ดีแต่ยังประดับประดาให้สถานที่สวยงามได้ด้วย พวกเขาเน้นขายให้กับลูกค้าที่มีกำลังซื้อจึงใช้วัสดุชั้นดี ร่วมกับการออกแบบที่เฉพาะเจาะจง หรือตามคำสั่งซื้อ แล้วตกแต่งด้วยโลหะและไข่มุก ส่วนงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ของ Hoffmann ก็เป็นที่นิยมอย่างยิ่ง เขามีชื่อเสียงมากในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานได้ดีจนเป็นที่นิยมอย่างมากทั่วทั้งยุโรป

Austrian Carbinet

นอกจากแนวทางศิลปะแบบอังกฤษและออสเตรียแล้ว ในวิลล่ายังมีแนวทางศิลปะแบบฮังการีหรือแบบพื้นเมืองด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Transylvania ดินแดนที่ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโรมาเนีย แนวทางศิลปะที่เน้นการแกะสลักไม้แบบ Transylvania นี้ได้รับความนิยมในหมู่ศิลปินรุ่นเยาว์หลายคนอันเป็นผลมาจากการที่พวกเขาได้ศึกษาจาก Karoly Kos สถาปนิก นักเขียน นักมานุษยวิทยา และนักการเมืองชาว Austria Hungarian และโรมาเนียที่ Academy of Fine Arts การตกแต่งที่พวกเขาร่ำเรียนมานั้นมีทั้งด้านโครงสร้าง องค์ประกอบและการตกแต่งจึงสมบูรณ์แบบในตัวผลงานเฟอร์นิเจอร์ในวิลล่าที่โดดเด่นยังเป็นงานออกแบบของ Lajos Kozma ศิลปินแนวArt Nouveau ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของฮังการี และ Ede Toroczkai Wigand สถาปนิก ศิลปินและนักเขียนแนวพื้นบ้าน งานของเขาเป็นแบบการเล่าเรื่องราวนิยายปรัมปรา การเดินทางกลับไปในอดีต และการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างชาติความสัมพันธ์ระหว่างชาวม็อจยอร์ (Magyars)และชาวฮั่น (Huns) รวมทั้งอาณาจักรของ Attila the Hun ผู้นำยุโรปBritish Carbinet

British CarbinetBritish Stain GlassBritish Stain GlassHungarian Vase

Hungarian VaseHungarian Way of Furniture

Hungarian Way of Furniture

แหวกฟ้าหาฝัน : Gyorgy Rath Villa วิลล่าหรูกลางบูดาเปสต์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/615471

แหวกฟ้าหาฝัน : Gyorgy Rath Villa วิลล่าหรูกลางบูดาเปสต์

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Art Nouveau หรือแนวทางศิลปะที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วง ค.ศ.1890 ถึง 1905 โดยมีจุดเด่นคือใช้รูปแบบธรรมชาติ โดยเฉพาะดอกไม้และพืชอื่นๆ มาทำเป็นลวดลายเส้นโค้งที่อ่อนช้อยนี้ หากได้มีโอกาสมาเยือนบูดาเปสต์เมืองหลวงของฮังการี สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเสมือนหนึ่งมาไม่ถึงก็คือ Gyorgy Rath Villa วิลล่าที่ตั้งชื่อตามผู้อำนวยการคนแรกของ Museum of Applied Art ผู้สะสมงานศิลปะให้กับราชการได้อย่างโดดเด่นที่สุดแห่งยุคจนเป็นที่เลื่องลือในสมัยนั้น

ในปี 1901 Rath ได้ซื้อวิลล่าใน Varolsiget เพื่อไว้สร้างและเก็บสะสมงานศิลปะร่วมกับภรรยา เขาได้มอบหมายให้ GezaGyorgyi สถาปนิกที่ออกแบบภายในที่มีชื่อเสียงที่สุดของฮังการีเป็นผู้ออกแบบปรับปรุงวิลล่า Gyorgyi ได้มอบหมายให้ Gyula Jungfer ศิลปินทางด้านเหล็กตกแต่งที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้นเป็นผู้ออกแบบบันได และให้ Pal Horti ศิลปินแนว Art Nouveau ชาวฮังการีเป็นผู้เลือกเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบันไดและห้องโถงในวิลล่าแห่งนี้ Rath ยังได้สะสมงานแนวArt Nouveau ไว้มากมายด้วยความหวังว่าจะมอบให้กับสาธารณะเพื่อให้ที่นี่เป็นมิวเซียมแนว Art Nouveau ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของบูดาเปสต์ หลังจากเขาเสียชีวิต GizellaMelcsiczky ภรรยาม่ายของเขาจึงได้นำเสนอวิลล่าแห่งนี้ให้เป็นของขวัญกับรัฐบาลโดยขอให้ตั้งชื่อว่า Gyorgy Rath Museumตามความปรารถนาของ Rath โดยมิวเซียมยังคงมีอิสระในการบริหารจัดการ มิวเซียมได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในเดือนพฤศจิกายน 1906 และพระเจ้า FranzJoseph ยังได้เสด็จมาเยี่ยมชมในวันที่ 8 มกราคม 1907

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลรวบอำนาจการบริหารมิวเซียมกลับมาไว้ในมือ เนื่องจากรัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลสังคมนิยมและมอบหมายให้มิวเซียมอยู่ภายใต้การบริหารงานของ Ferenc Hopp East Asian Museum และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น China Museum ในปี 1954 ทรัพย์สมบัติต่างๆ จำนวนมากถูกแบ่งไปให้มิวเซียมอื่นๆ อาทิ Museum of Fine Arts, Hungarian National Museum, Hungarian National Gallery และ Museum of AppliedArts เมื่อฮังการีเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตย วิลล่าแห่งนี้ก็กลับมาใช้ชื่อเดิมอีกครั้ง แต่ยังคงจัดแสดงผลงาน Oriental เท่านั้นจนถึงปี 2014 วิลล่าได้ปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ วิลล่าเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งในปี 2018 โดยได้ขนเอาทรัพย์สมบัติแนวArt Nouveau ที่เคยกระจายไปตามมิวเซียมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก Museum of Applied Arts กลับมาจัดแสดงที่วิลล่าอีกครั้ง

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนวิลล่าแห่งนี้จะรู้สึกเหมือนย้อนเวลาไปในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19ตั้งแต่เหยียบย่างเข้าไปไม่ว่าจะเป็นส่วนของสวนประตู บันได เฟอร์นิเจอร์โคมไฟ ของตกแต่งต่างๆ รวมทั้งของจัดแสดงที่เป็นของใช้ในบ้าน อาทิ ตู้ โต๊ะ เตียง ตั่ง ชุดอาหารซึ่งมีความหรูหราสวยงามละเอียดอ่อนตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau ของทุก School ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ออสเตรีย และฝรั่งเศส หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะของเอเชียบ้างก็ตาม นอกจากนี้ การจัดแสดงในห้องอาหารและห้องนั่งเล่นก็จะทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับบ้านคหบดีของชาวฮังกาเรียนในยุคสมัยนั้นได้อย่างสนุกสนานและประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Sunday Market Budapest #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/613965

แหวกฟ้าหาฝัน : Sunday Market Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Feny market inside

นอกจาก Central Market Hall ที่เปิดจันทร์ถึงเสาร์แล้ว หากนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสอยู่เมือง Budapestในวันอาทิตย์แต่อยากลองของแปลก ตลาดอีกแห่งที่เป็น The Must ก็คือSunday Market ที่มีอีกชื่อว่า Szimpla นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนตลาดซึ่งเคยเป็นบาร์เก่ามาก่อนจะสามารถสนุกสนานกับร้านค้าของคนท้องถิ่นจำนวนกว่า 30 ร้าน ที่มาเปิดขายของกินเล็กๆ น้อยๆ ประเภทอินทรีย์ อาทิ ชีส ผัก เนื้อ เห็ด พริก แยม น้ำผึ้ง ไวน์ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีบางร้านขายอาหารที่พร้อมรับประทานด้วยโดยมีโต๊ะให้นั่งรับประทานได้เล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่แบบร้านอาหารเต็มรูปแบบด้วย ยกเว้นร้านบุฟเฟ่ต์ที่มีลูกค้าไม่มากนัก ส่วนฝาผนังบางห้องก็จะถูกตกแต่งด้วยอะไรต่อมิอะไรประหลาดๆ อาจถึงขั้นสกปรกและเละเทะ แต่ก็สามารถเป็นสถานที่เดินเล่นและถ่ายรูปได้อย่างสนุกสนาน และสร้างความประทับใจได้ไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

Vegan Sunday Market เป็นอีกตลาดสำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนBudapest ในวันอาทิตย์ แต่ตลาดนี้กลับไม่ได้เปิดทุกวันอาทิตย์ แต่จะเปิดแค่เดือนละครั้งเท่านั้น นั่นหมายความว่าต้องแจ๊กพอตจริงจึงจะได้เยือน

Feny market inside

สถานที่ตั้งของตลาดแห่งนี้เป็นบาร์เก่าอีกเช่นกัน ตลาดจะขายของมังสวิรัตหลายอย่าง อาทิ น้ำผลไม้ ของกินเล่น เค้ก ช็อกโกแลต เบอร์เกอร์ สบู่ สินค้าที่ไว้ใช้แต่งหน้า อีกทั้งยังมีการสอนทำอาหารด้วย นักท่องเที่ยวสามารถเช็ควันเปิดตลาดได้จาก facebook ของตลาด

หากนักท่องเที่ยวสายช้อปมีเวลามากพออาจไปเยือนตลาดอีกแห่งที่เดินสนุก นั่นคือ Feny Street Market ตลาดกึ่งเปิดโล่งที่เก่าแก่ที่สุดและขายของสดที่ใหญ่ที่สุดในฝั่ง Buda นี้เป็นตลาดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในฝั่ง Buda ตลาดที่ขายของพื้นเมือง และสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองแห่งนี้เป็นตลาดสำคัญที่ชาวพื้นเมืองมักมาซื้อของต่างๆ อาทิ ชีสน้ำผึ้ง และ Langos ขนมปังพื้นเมืองที่หน้าตาคล้ายแป้งพิซซ่าและมักมาพร้อมหน้าต่างๆ แม้สินค้าที่นี่จะไม่ได้ราคาถูกที่สุด แต่ก็เป็นราคาที่จับต้องได้อย่างสบาย

นอกจากนี้ Budapest ยังมีตลาดอีกแห่งที่รูปลักษณ์ภายนอกน่ารักเหมือนเรือหลากสี และเดินเพลินก็คือLehel Market ตลาดที่ถูกออกแบบโดยLaszlo Rajk บุตรชายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่แม้หน้าตาภายนอกจะดูทันสมัยหรือบางคนก็เห็นว่าเลียนแบบ Pompidou Center ในกรุงปารีส แต่วิธีการตั้งร้านภายในยังเหมือนสมัยโบราณที่แม่ค้าพ่อค้าตั้งโต๊ะเป็นแถวยาวขายผักและผลไม้ รวมทั้งของพื้นเมืองปลูกเองต่างๆ นอกจากอาหารสดแล้ว ที่นี่ยังมีร้านเวียดนาม และแซนด์วิชไก่ที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในเมืองให้ลองลิ้มชิมรสด้วยFeny Market

Feny MarketFeny market inside

Feny market insideSunday market vegetable shopSunday market vegetable shopSunday market restaurantSunday market restaurantSunday Market door

Sunday Market doorSunday market cheese shop

Sunday market cheese shopSunday market bar

Sunday market barLehel Market

Lehel MarketLehel market upstairs

Lehel market upstairsLehel market upstairs

Lehel market upstairsLehel market topviewLehel market topviewLehel market shop

Lehel market shopLehel Market inside

Lehel Market insideFeny market merchant

Feny market merchant

แหวกฟ้าหาฝัน : Central Market Hall Budapest #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/612418

แหวกฟ้าหาฝัน : Central Market Hall Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Central Market Hall

นักท่องเที่ยวสายช้อปและชิมที่ได้ไปเยือนเมืองหลวงประเทศต่างๆ สถานที่ท่องเที่ยวแบบหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้ ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนั้นๆ นั่นคือ ตลาด บูดาเปสต์ เมืองหลวงของฮังการีก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีตลาดเด่นๆ หลายแห่งให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรม รวมทั้งรับประทานอาหารและจับจ่ายซื้อของ ตลาดที่สำคัญที่สุดของเมืองก็คือ Central Market Hall หรือ Great Market Hall ตลาดในร่มที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของเมือง แนวคิดการสร้างตลาดแห่งนี้เป็นของ Karoly Kamermayer นายกเทศมนตรีคนแรกของเมือง ตลาดที่ตั้งอยู่สุดถนน Vaci บนฝั่งเปสต์ตรงสะพาน Liberty ณ จัตุรัส Foyam นี้เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1897

ย้อนไปในทศวรรษที่ 1860 การกระจายอาหารในเมืองหลวงเป็นไปอย่างไม่สะดวก เทศบาลจึงมีดำริที่จะสร้างตลาดขึ้น แต่กว่าที่การก่อสร้างตลาดจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นจริงก็ปาเข้าไปถึงปี 1879 แล้ว คณะกรรมการได้นำเสนอแผนงานในการก่อสร้างตลาด ณบริเวณจัตุรัส Fovam ขึ้นเพื่อบริหารและกำกับการค้าขายอาหาร และการค้าส่ง ถึงแม้จะมีแผนงานแล้ว และการกระจายอาหารเป็นไปอย่างมีปัญหาตลอด แต่กว่าที่ Kalman Tiszaนายกรัฐมนตรีและ Teofil Fabiny รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะตัดสินใจที่จะสร้างตลาดบนถนน Alkotmany โดยมอบหมายให้ Samu Pecz สถาปนิกชาวฮังการีออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบ Neogothic ได้ก็ปาเข้าไปปี 1891 เขาออกแบบให้ส่วนที่โดดเด่นที่สุดของอาคารก็คือหลังคาที่ใช้กระเบื้องหลากสีจากเมือง Pecs อาคารที่มีพื้นที่กว่าหมื่นตารางเมตรนี้สามารถใช้งานได้ดีจวบจนสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งฮังการีเป็นสนามรบที่อาคารหลายแห่งถูกทำลาย รัฐบาลจึงได้ทำการฟื้นฟูตลาดขึ้นใหม่ในปี 1991 และเปิดใช้ได้ในปี 1997 ซึ่งทำให้อาคารได้รับรางวัลFIABCI Prix d’Excellence ในปี 1999

นักท่องเที่ยวสามารถที่จะสังเกตตลาดได้แต่ไกลเนื่องจากตลาดอยู่ติดถนน กำแพงทุกมุมก่อด้วยอิฐแดงหลากหลายลวดลาย ส่วนของหลังคาซึ่งเป็นส่วนที่สวยที่สุดตกแต่งด้วยกระเบื้องสีเขียวเหลืองภายในใช้โครงเหล็กขนาดใหญ่เพื่อให้ใช้เสาจำนวนจำกัดอันจะทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกใช้สอยได้อย่างเต็มที่ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนไม่เพียงได้ชื่นชมกัสถาปัตยกรรมของตลาดสวยงามตั้งแต่หน้าประตู และสัมผัสกับตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ยังจะได้มีโอกาสช้อปอาหารพื้นเมืองต่างๆ ผลไม้สดในราคาที่แสนถูกเทียบกับเมืองอื่นในยุโรปตะวันตกอันเนื่องมาจากค่าเงิน 1 เหรียญเท่ากับ10 สตางค์ของไทย รวมทั้งอาหารสดที่เลื่องชื่อของฮังการี นั่นคือ Foei Gras ที่มีอยู่หลายร้านในราคาเพียง 20% ของที่ขายในเมืองไทยเท่านั้น ที่นี่ยังมี Foie Grasกระป๋องมากมาย และ Tokaji ไวน์พื้นเมืองรสชาติออกหวานให้สาวๆ ได้ซื้อหาไปทดลองด้วย ยิ่งกว่านั้น นักท่องเที่ยวยังสามารถนั่งทานอาหารได้ที่ชั้นสองเพื่อสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวเมืองอีกต่างหาก ตลาดนี้เปิดทำการยาวนานกว่าตลาดอื่นๆ ในยุโรปโดยเปิดตั้งแต่ 6 โมงทุกวันเว้นวันอาทิตย์และปิด 6 โมงเย็นยกเว้นวันเสาร์ที่ปิดบ่าย 3

แหวกฟ้าหาฝัน : ข้ามสะพานโซ่ไปป้อมชาวประมง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/610867

แหวกฟ้าหาฝัน : ข้ามสะพานโซ่ไปป้อมชาวประมง

วันอาทิตย์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.10 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนบูดาเปสต์ และได้เดินเล่นริมแม่น้ำดานูบแล้ว นอกจากจะต้องถ่ายภาพสวยๆ กับรัฐสภาที่สวยที่สุดในโลกแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ต้องไปให้ได้ก็คือ สะพานโซ่ หรือ Chain Bridge สะพานที่เชื่อมระหว่างฝั่งบูดาและฝั่งเปสต์ สะพานที่ถูกออกแบบโดย William Tierner Clark วิศวกรชาวอังกฤษ และถูกสร้างโดย Adam Clark วิศวกรชาวสก็อตนี้ เป็นสะพานแห่งแรกที่เชื่อมระหว่างสองข้างของแม่น้ำดานูบ สะพานที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1849 นี้เชื่อมระหว่างจัตุรัส Roosevelt ฝั่งเปสต์ข้าง Gresham Palace และ Hungarian Academyof Science และจัตุรัส Adam Clark ใกล้หลักกิโลเมตรศูนย์ของฝั่งบูดา ทางด้านล่างของรถรางที่เชื่อมขึ้นส่วน Buda Castle นี้ ให้ชื่อตามIstvan Szechenyi ผู้สนับสนุนหลักในการก่อสร้าง สะพานที่ได้ชื่อว่าเป็นงานวิศวกรรมที่ทันสมัยที่สุดในช่วงเวลาก่อสร้างนี้ได้ยกระดับให้เมืองมีความทันสมัยเฉกเช่นเดียวกันกับยุโรปตะวันตกและนิวยอร์ก

สะพานที่เป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าของฮังการีนี้เป็นส่วนขยายขนาดของ Marlow Bridge ที่ข้ามแม่น้ำเทมส์ในเมือง Marlow ประเทศอังกฤษ สะพานได้รับการออกแบบและสร้างเป็นชิ้นส่วนในสหราชอาณาจักร และนำมาประกอบในบูดาเปสต์โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินโดย GeorgiosSinas พ่อค้าชาวกรีก สะพานที่เปิดตัวหลังการปฏิวัติฮังการี ในปี 1848 นี้ เป็นสะพานแรกของเมืองและเป็นสะพานที่ยาวที่สุดของโลกในวันเปิดตัวโดยมีความยาวมากถึง 202 เมตร ส่วนตกแต่งที่เป็นงานประติมากรรมรูปสิงโตผลงานของ Janos Marschalko นักประติมากรรมชาวฮังการีนี้เลียนแบบสิงโตทองแดงผลงานที่ติดตั้งที่จัตุรัส Trafalgar ในลอนดอน นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสข้ามสะพานนี้ จะเห็นว่าเสากลางสะพานอลังการมาก และยิ่งสวยงามในยามกลางคืน จนเป็นจุดถ่ายรูปที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองรองจากรัฐสภาเลยทีเดียว

นอกจากสะพานแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่สำคัญซึ่งอยู่ตรงข้ามรัฐสภาก็คือ ป้อมชาวประมง (Fisherman Bastion) ป้อมชาวประมงที่เป็นหนึ่งในอนุสรณ์ที่สำคัญของบูดาเปสต์นี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดอีกแห่งของเมือง ส่วนของหน้าบรรณที่ยาว 140 เมตร ขนานกับแม่น้ำดานูบนี้ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Romanesque หอคอยหินทั้งเจ็ดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้กับผู้ก่อตั้งเมืองทั้ง 7 คน ในปี 895 ส่วนกำแพงที่ถูกสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 1700 ใช้เป็นกำแพงของBuda Castle ด้วย ในยุคกลางผู้ดูแลเมืองส่วนหนึ่งเป็นชาวประมงที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ส่วนโครงสร้างปัจจุบันที่สร้างขึ้นระหว่างปี1895-1902 นั้นออกแบบโดย Frigyes Schulekสถาปนิกผู้ดูแลการปรับปรุงโบสถ์ Matthiasตามแนวทางสถาปัตยกรรมแบบ NeoRomanesque อันเป็นผลมาจากส่วนต่อของBuda Castle ในช่วงแรกของการก่อสร้างสถานที่แห่งนี้ใช้สำหรับค้าขายปลาด้วย

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ป้อมชาวประมงเสียหายหนัก แต่เนื่องจากที่นี่เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญของเมืองจึงได้รับการบูรณะอย่างรวดเร็วหลังสงคราม ในวันที่ 30 พฤษภาคม 1995 เทศบาลได้กำหนดอัตราการเข้าชมป้อม แต่ในเดือนพฤศจิกายน 2003 เทศบาลได้คืนป้อมนี้ให้กับสาธารณะและขึ้นทะเบียนป้อมให้เป็นมรดกโลก นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนป้อมชาวประมงควรเผื่อเวลาสัก 1-2 ชั่วโมงและมาในตอนบ่ายเพื่อให้มีเวลาที่จะเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพสวยๆ หลากหลายมุมที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนพลบค่ำก็จะได้ถ่ายภาพกับรัฐสภาในอีกฟากของแม่น้ำโดยไม่ต้องล่องเรือให้เสียเงินอีกด้วย