แหวกฟ้าหาฝัน : Maria Blabolilova ใน Egon Schiele Art Centrum #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/464128

แหวกฟ้าหาฝัน : Maria Blabolilova ใน Egon Schiele Art Centrum

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การจัดแสดงในนิทรรศการ

ใน Egon Schiele Art Centrum นอกจากนิทรรศการจะจัดให้มีผลงานของศิลปินนานาชาติแล้วก็ยังมีผลงานของ Maria Blabolilovaศิลปินประจำชาติมาจัดแสดงด้วย Blabolilova เกิดในครอบครัวทนายความ พ่อของเธอต้องทำงานเป็นคนงานก่อสร้างหลังจากประเทศเช็กโกสโลวะเกียกลายเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 1948 อย่างไรก็ดี เธอกลับสามารถจบการศึกษาด้านศิลปะจากVaclav Hollar Art School ในกรุงปรากได้ในปี 1967 และเข้าเรียนต่อด้านทัศนศิลป์ที่ Academy of Fine Arts ในกรุงปราก กับ FrantisekJiroudek ศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านนี้ที่ทำงานที่มหาวิทยาลัยในช่วงเวลานั้น ยิ่งกว่านั้นเธอยังหัดวาดภาพร่วมกับ George John พร้อมเพื่อนอีกหลายคน ตอนเย็นๆ ทุกวันจวบจน John ป่วยและเสียชีวิตในปี 1972

หลังจบการศึกษาในปี 1973 เธอย้ายไปอยู่ปารีส และทำงานเป็นครูที่ LSU Litomerice อยู่ 3 ปีโดยไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับการเขียนภาพมากนัก แต่ก็ยังมีการจัดแสดงผลงานอยู่เนืองๆ บ้างตามห้องภาพเล็กๆในกรุงปราก หลังปี 1982 เธอหันมาทำงานซ่อมผนังและภาพวาดตามที่ต่างๆ และเข้าเป็นสมาชิกของห้องภาพ Kostelec and Cernymi lesy จนกลายเป็นสมาชิกของ CFVUในปี 1984 รวมทั้งเป็นสมาชิกของ Hollar Association of Czech Graphic Artistsในปี 1984

เธอเน้นสร้างงานเกี่ยวกับ Graphic design ตามแบบอย่างของ Jiri John จนพัฒนามาเป็นแนวทางศิลปะของตัวเองที่ไม่เน้นการใช้สีใดๆ หรือใช้สีเดียวกันตลอดภาพ เธอสร้างสรรค์งานหลากหลายรูปแบบมากโดยใช้วิธีการเดียวกันไม่ว่าจะเป็นภาพต้นไม้ สวน ป่า ทิวทัศน์ รวมทั้งบ้านที่ประกอบด้วยเรื่องราวภายในบ้านที่มีอารมณ์ หวาดกลัวและเศร้า หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เธอให้ความสำคัญกับงานออกแบบกราฟิกโดยเน้นการวาดภาพเกี่ยวกับวัตถุที่พบเห็นทั่วไป เช่น เฟอร์นิเจอร์ในห้อง เก้าอี้ โต๊ะ หรือทิวทัศน์ เช่น ต้นไม้ สวน ป่าโดยใช้สีเดียวมากกว่าการวาดภาพคน

ผลงานส่วนใหญ่ของเธอเป็นการแสดงออกถึงการแสวงหาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองอาศัยอยู่ ครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1970 เธอหันมาให้ความสนใจกับสิ่งสามัญที่ไม่ได้น่าสนใจ เช่น กล่องโทรศัพท์ เก้าอี้สาธารณะ ถังขยะ เสาโทรศัพท์ นับจากนั้นเธอหันมาสร้างสรรค์งานที่มีความหวือหวามากขึ้น
อีกหน่อย แต่ยังคงนำเสนอโดยใช้วัตถุเดิมๆ

นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานนิทรรศการของเธอจะสังเกตได้ว่างานของเธอมีหลากหลายมิติ แต่เน้นความร่วมสมัยเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวที่เป็นเจ้าของโรงแรมหรือห้องอาหารคงอยากซื้อผลงานของเธอไปจัดแสดงตามสถานที่ที่ตัวเองเป็นเจ้าของเพราะสามารถยกระดับความทันสมัยและความมีอัตลักษณ์ได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะธีมดอกทานตะวัน และธีมแมว

ธีมดอกทานตะวัน

ธีมดอกทานตะวัน
ธีมแมว

ธีมแมว
ภาพแมว

ภาพแมว
ภาพที่เหมาะกับโรงแรม

ภาพที่เหมาะกับโรงแรม
ภาพที่เหมาะกับร้านอาหาร

ภาพที่เหมาะกับร้านอาหาร

แหวกฟ้าหาฝัน : Exhibition ใน Egon Schiele Art Centrum #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/463168

Dance of Miriam

แหวกฟ้าหาฝัน : Exhibition ใน Egon Schiele Art Centrum

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โดยทั่วไปมิวเซียมหรือห้องภาพ นอกจากมีการจัดแสดงผลงานถาวรแล้ว สิ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวและคนพื้นเมืองก็คือ Exhibition หรือนิทรรศการ Egon Schiele Art Centrum จึงได้จัดแสดงนิทรรศการของศิลปินหญิง 3 คนขึ้นเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของเมืองและดึงดูดนักท่องเที่ยว การที่ Hana Jirmusova Lazarowitz ภัณฑรักษ์ประจำมูลนิธิเลือกจัดแสดงผลงานของศิลปินหญิงเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งประเทศเช็กโกสโลวาเกีย และการให้สิทธิสตรีในการเลือกตั้งโดยใช้หัวข้อว่า แนวคิดของผู้หญิง (A Woman’s View) เป็นเพราะเธอทราบดีว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้เวลาและความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะประสบความสำเร็จเฉกเช่นเดียวกันกับผู้ชาย แม้แต่ในโลกของศิลปะ ยิ่งกว่านั้นศิลปินหญิงบางคนต้องอาศัยใบบุญของสามีในการประสบความสำเร็จด้วย การเป็นศิลปินหญิงจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อศิลปินหญิงแต่ละคนก้าวออกมาจากสิ่งแวดล้อม ที่ต่างกันจึงสะท้อนมุมมองของเธอด้วยวิธีการที่ต่างกันส่งผลให้ผลงานของศิลปินหญิงแต่ละคนมีอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน มุมมองของผู้หญิงต่อศิลปะที่ภัณฑรักษ์เลือกมาจัดแสดงนั้นยังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมทางสังคม ที่เป็นปัญหาในชีวิตประจำวัน ในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากมายอีกด้วย

ในห้องจัดแสดงส่วนนิทรรศการของ Egon Schiele Art centrum ชั้นบนสุดเป็นผลงานที่ผู้ชมเห็นแล้วแทบต้องกลั้นหายใจเมื่อได้พบกับภาพสีเดี่ยวที่ดูลึกลับเต็มไปหมดอันเป็นผลงานของ Magdelena Chaya Rajnisova ศิลปินที่ใช้ชีวิตในสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี อิสราเอล ไอร์แลนด์และนิวเม็กซิโก ศิลปินผู้นี้ได้เปลี่ยนความทรงจำเกี่ยวกับฝูงชนและสัตว์ให้เป็นเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลโดยได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานเลียนแบบการนำเสนอในโรงละคร แม้ภาพส่วนใหญ่ของศิลปินจะใช้สีเดียวและโทนของเนื้อหาจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา แต่กลับมีความน่าทึ่ง และชวนศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์และสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อกับผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นภาพ Exodus from Egypt, Ten Commandments, Jacob Wrestling with an Angel และ Samson and Delilah นอกจากภาพสีโทนเดี่ยวแล้ว ศิลปินยังสร้างสรรค์งานหนักๆ ให้มีลักษณะคล้ายการ์ตูนได้ อีกต่างหากด้วย เช่น White Camel

ส่วนนิทรรศการของ ToyBox ศิลปินหญิงที่ไม่ใช้ชื่อจริงในการนำเสนอผลงานชั้นล่างสุดนั้น เป็นผลงานเกี่ยวกับสังคมและเด็กในกรุงโรม และความพยายามในการช่วยเหลือสัตว์ ศิลปินหญิงที่มีชื่อเสียงในการวาดภาพประกอบ ภาพบนท้องถนน ผู้นี้ได้รับการอบรมตั้งแต่เด็กให้ช่วยเหลือคนอ่อนแอ และชอบทำกิจกรรม เธอจึงมักเข้าร่วมกิจกรรมทำอาหารให้คนไร้บ้านกิน และยังช่วยเหลือสัตว์เร่ร่อน งานของเธอเน้นการส่งเสียงแทนคนด้อยโอกาสและได้รับการปฏิเสธในรูปแบบต่างๆ ผลงานที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งก็คือ ภาพเกี่ยวกับหมู ซึ่งได้รับแรงจูงใจมาจากพ่อค้าหมู และเรื่องราวบางอย่างก็มาจากชีวิตใหม่ของเธอเมื่อมีลูกแฝด ภาพทั้งสองนี้ ไม่เพียงมีความแปลกและน่าขยะแขยง แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับสัตว์ที่เป็นอาหารให้กับคนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

Dance of Miriam

Dance of Miriam
White Camel

White Camel
Toybox’s work

Toybox’s work
Toybox’s work

Toybox’s work
Samson and Delilah

Samson and Delilah
Pork leg

Pork leg
Pork exhibition

Pork exhibition
King David

King David
Jacob Wrestling with an Angel

Jacob Wrestling with an Angel
Exodus from Egypt

Exodus from Egypt
Exodus from Egypt

Exodus from Egypt

แหวกฟ้าหาฝัน : Egon Schiele Art Centrum เมือง Cesky Krumlov #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/461684

แหวกฟ้าหาฝัน : Egon Schiele Art Centrum เมือง Cesky Krumlov

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะยุคใหม่ และได้มีโอกาสเยือน Cesky Krumlov ไม่เพียงแต่ควรเยือน Cesky Krumlov castle museum แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นถือว่าพลาดโอกาสทองนั่นคือ Egon Schiele Art Centrum เหตุใดสถานที่ท่องเที่ยวนี้จึงสำคัญ Egon Schiele Art Centrum เป็นมูลนิธิที่ก่อตั้งขึ้นจากคน 3 คนเพื่อรำลึกถึงบรรยากาศหลังการล่มสลายของม่านเหล็กระหว่างยุโรปตะวันออกและตะวันตกอันส่งผลให้เกิดบรรยากาศของศิลปะนานาชาติในเมืองยุโรปแห่งนี้ที่นี่เป็นสถานที่เก็บผลงานของ Egon Schiele และจัดแสดงผลงานทางศิลปะของคริสต์ศตวรรษที่ 20 อื่นๆหมุนเวียนกันไปในพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นห้องเช่าทำงานสำหรับศิลปินจากยุโรปตะวันออกและตะวันตกอีกต่างหากด้วย

Egon Schiele เกิดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 1890 ณ เมือง Tulln ใกล้กรุงเวียนนาในครอบครัวที่บิดาทำงานการรถไฟ และมารดามีถิ่นกำเนิดจากเมือง Cesky Krumlov เมื่อยังเล็กเขาเข้าศึกษาที่เมืองเกิด แต่หลังบิดาเสียชีวิตได้ปีเดียว เขาก็ได้เข้าเรียนต่อที่ Academy of Fine Arts กรุงเวียนนา แต่กลับทะเลาะกับ Christian Griepenkerl ศาสตราจารย์ทางด้านทัศนศิลป์ ปีต่อมาเขาได้พบกับ Gustave Klimt และเริ่มพัฒนาแนวทางศิลปะเป็นของตัวเองเป็นครั้งแรก ในปี 1908 เขาได้มีโอกาสจัดแสดงผลงานที่ Imperial hall of the Klosterneuburg Monastery และยังได้มีส่วนร่วมในการจัดแสดงผลงานในเวียนนาอีกหลายครั้งก่อนลาออกจากมหาวิทยาลัย

ต่อมาในปี 1910 เขาประสบความสำเร็จในการพัฒนาแนวทางศิลปะของตัวเองแต่กลับถูกวิพากวิจารณ์อย่างหนักในกรุงเวียนนา เขาจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ Cesky Krumlov กับ Wally Neuzilova นางแบบคนโปรดที่กลายเป็นคู่ชีวิตของเขา Schieleคุ้นเคยกับ Cesky Krumlov เมืองเกิดของมารดาดี เพราะเขาเคยได้ยินข่าวคราวเมืองนี้เป็นประจำจากญาติที่มาเยี่ยมมารดา และเคยมาอยู่ระหว่างเรียนทีมหาวิทยาลัย เมื่อเขาย้ายมาอยู่ใหม่ๆ เขาได้วาดภาพ Budweiser Gate in Krumlovผลงานชิ้นแรกๆ เกี่ยวกับเมืองนี้ Krumlov เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองซึ่งผสมผสานระหว่างงานแนว Art Nouveau และ Expressionism แต่งานของเขากลับถูกต่อต้านเช่นเดิม ซ้ำร้ายในปี 1912 เขาถูกจับในข้อหาลักพาตัวและลวนลามเด็ก แม้จะรอดคดีมาได้ แต่กลับถูกกักกันจากการวาดภาพนู้ด และในที่สุดก็ถูกขับออกจากเมือง

นับจากนั้นมา เขาก็มีชื่อเสียงมากขึ้นและได้จัดแสดงผลงานอีกหลายต่อหลายครั้งตามเมืองใหญ่ๆ ในยุโรปก่อนที่จะแต่งงานกับ Edith Harms ในปี 1915 และสมัครเข้าเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หลังการเสียชีวิตของ Klimt เขาเป็นคนออกแบบและจัดนิทรรศการ Wiener Secession ซึ่งนำชื่อเสียงมากมายมาให้เขา และทำให้เขาได้รับคำสั่งวาดมากมาย เป็นที่น่าเสียดายที่ภรรยาของเขาที่กำลังตั้งครรภ์เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ในวันที่ 28 ตุลาคม 1918 ส่งผลให้เขาติดหวัดและเสียชีวิตในอีก 2 วันต่อมาโลกจึงได้สูญเสียศิลปินที่มีผลงานแหวกแนวที่สุดคนหนึ่งของยุคไปอย่างเหลือเชื่อในช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดในชีวิตของตัวศิลปิน นักท่องเที่ยวที่เคยมีโอกาสชื่นชมงานของเขาในเวียนนาจะทราบดีว่า ผลงานของเขามีอัตลักษณ์และแหวกแนวอย่างมากชนิดที่ว่าเห็นครั้งเดียวก็จำได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพนู้ดจึงไม่ควรพลาดชมงานของเขา ณ ห้องภาพแห่งนี้ รับรองได้ว่านักท่องเที่ยวจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน และได้ประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืมกับการมาเยือนเมืองมรดกโลกนี้ยิ่งขึ้นไปอีก

แหวกฟ้าหาฝัน : Cesky Krumlov Castle Museum

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/460223

แหวกฟ้าหาฝัน : Cesky Krumlov Castle Museum

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเมือง Cesky Krumlov สถานที่ท่องเที่ยว The Must ที่ต้องเข้าให้ได้ก็คือ ปราสาทประจำเมือง ปราสาทที่ถูกก่อสร้างขึ้นในแบบโกธิคนี้มีประวัติย้อนไปก่อนปี 1250 ต่อมาเมืองถูกครอบครองโดยหลายตระกูล ผู้ปกครองแต่ละยุคก็ได้ตกแต่งปราสาทใหม่ให้เข้ากับสมัยนิยมตามช่วงเวลาที่เข้าครอบครองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตระกูล Rosenberg เข้าครอบครอง พวกเขาได้ตกแต่งปราสาทตามแนวทางศิลปะแบบเรอเนสซองส์ ปราสาทได้รับการบูรณะใหญ่อีกครั้งในช่วงที่ Joseph Adam zu Schwarzenberg เข้าครอบครอง การที่เขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและเป็นผู้ที่ชื่นชอบศิลปะทำให้เขาพยายามสร้างปราสาทของตัวเองเลียนแบบพระราชวังในกรุงเวียนนาแต่นับจากนั้นมา ปราสาทก็ไม่ได้รับการเหลียวแลอีกอันเป็นผลจากการเมืองภายในที่วุ่นวายมาก และปราสาทไม่ได้เป็นที่พำนักสำคัญของผู้ครองนครอีก ในปี 1947 ปราสาทแห่งนี้ถูกโอนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเมือง และกลายเป็นสมบัติของประเทศเช็กโกสโลวาเกียตั้งแต่ปี 1959

นักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบฝูงชน และเบื่อการเข้าคิว อาจเลี่ยงไม่เข้าชมตัวปราสาท แต่ยังคงสามารถเรียนรู้เรื่องราวและชมสมบัติได้ที่ Castle Museum หรือมิวเซียมประจำปราสาท มิวเซียมแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2009 โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก EU และประเทศนอร์เวย์ มิวเซียมนี้ได้จัดทำขึ้นที่ชั้นล่างของปราสาทเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับปราสาท และจัดแสดงสิ่งของที่มีค่าภายในปราสาทด้วยความหวังจะส่งเสริมการเก็บรักษามรดกโลกที่สำคัญแห่งนี้ไว้อย่างเป็นระบบ และเข้าถึงง่าย

ในการปรับปรุงสถานที่นั้น ทางมิวเซียมได้ทำการปรับแต่งส่วนจัดแสดงให้เข้ากับยุคสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยจัดแสงและเฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งซ่อมแซมเตาแบบดัทช์ รวมทั้งของจัดแสดงอื่นๆ เลียนแบบในปราสาท มิวเซียมที่ประกอบด้วยห้องจัดแสดง29 ห้อง และเปิดตัวเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2011มีการจัดแสดงห้องเด่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับปราสาท เช่น Hall of the Lords of the Rose, Hall of the Dukes of Krumlovรวมทั้งห้องทำงานของตระกูล Schwarzenberg เพื่อรำลึกถึงเจ้าผู้ครองปราสาทแต่ละคนด้วย นอกจากนี้ที่นี่ยังจัดแสดงอาวุธ และเหรียญแต่ละสมัย รวมทั้งเครื่องผลิตเหรียญสมัย Eggenberg อีกต่างหาก

นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้เยี่ยมเยือนตัวปราสาทแต่เลือกเข้าชมมิวเซียมจะได้มีโอกาสที่จะเข้าใจประวัติศาสตร์ การเมืองและวัฒนธรรมของเมืองผ่านมิวเซียมนี้ได้ดีกว่าการเยือนตัวปราสาทด้วยซ้ำ เพราะนักท่องเที่ยวสามารถที่จะจัดสรรเวลาในการศึกษาของจัดแสดงที่มากมายมากกว่าการฟังไกด์ที่เร่งรีบเมื่อเข้าชมปราสาท

แหวกฟ้าหาฝัน : Cesky Krumlov เมืองมรดกโลกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458786

แหวกฟ้าหาฝัน : Cesky Krumlov เมืองมรดกโลกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาสาธารณรัฐเช็ก เมืองหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้นอกเหนือจากกรุงปราก เมืองโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแล้ว ไม่เช่นนั้น เหมือนไปไม่ถึงประเทศนี้ นั่นคือ Cesky Krumlov เมืองมรดกโลกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกการเดินทางจากปรากไปเมืองนี้โดยทางรถไฟมีทั้งแบบรถตรงและรถต่อโดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง 50 นาที แต่เมื่อเดินทางจริงๆ แล้วส่วนใหญ่ไม่มีรถตรง รถไฟจะไปจอดที่ Cesky Budojuvic แล้วให้นักท่องเที่ยวนั่งรถบัสต่อโดยการรถไฟมีบริการให้

คำว่า Krumlov อันเป็นชื่อเมืองนั้นมาจากคำเยอรมัน Krumme Aue ที่แปลว่าทุ่งหญ้าคดเคี้ยวซึ่งหมายถึงทุ่งหญ้าบริเวณแม่น้ำ Vltava นั่นเอง แม้ว่าเมืองนี้จะถูกกล่าวขวัญถึงครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปี 1253 แต่แท้ที่จริงแล้วบริเวณแม่น้ำ Vltava อันเป็นแม่น้ำหลักของเมืองนี้มีผู้มาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ 7 หมื่นปีก่อนคริสตกาลแล้วโดยมีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของผู้คนเป็นจำนวนมากในยุคทองแดงหรือ 1,500 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนชาว Celticก็ตั้งถิ่นฐานในยุคเหล็กราว 400 ปีก่อนคริสตกาล และชาวสโลวิคก็มาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ 600 ปีก่อนคริสตกาลเช่นกัน

ดินแดนแห่งนี้เป็นเส้นทางการค้ามาตั้งแต่สมัยต้นยุคกลาง และในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 ก็ถูกครอบครองโดยตระกูล Slavikovci ภายใต้การอนุญาตของตระกูล Premyslovci ผู้ครองนครที่บางตำราเชื่อว่าอพยพมาจากกรุงโรม ในปี 1251 พระเจ้า Premysl Otakar ที่สอง ได้แผ่นดินออสเตรียจากการแต่งงานกับ Anna Maria of Bamberg พระองค์พยายามที่จะเข้าครอบครองดินแดนส่วนนี้จนเกิดข้อพิพาทกับตระกูล Vitkovec ผู้ครอบครองพื้นที่ในเวลานั้น ความขัดแย้งดำเนินมาอีกหลายสิบปีจวบจนกระทั่งตระกูล Rosenberg ซึ่งเป็นหลานของตระกูล Vitkovecได้ดำเนินการต่อรองกับกษัตริย์จนเสร็จสิ้นยังผลให้พื้นที่แห่งนี้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งและเติบโตจนเป็นเมืองในที่สุด เมืองนี้มีการปกครองโดยระบบสภามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1420 และเจริญรุ่งเรืองที่สุดในสมัย Wilhelm von Rosenberg

อย่างไรก็ดีในปี 1601 Peter Wok von Rosenberg สมาชิกคนสุดท้ายของตระกูลจำเป็นต้องขายเมืองให้กับพระเจ้า Rudolf ที่สองแห่งราชวงศ์ Habsburg จากภาระหนี้สิน พระองค์ได้มอบหมายให้พระโอรสมาปกครอง ในปี 1611 กองทัพเมือง Passau ได้เข้าโจมตีเมืองและสู้รบกันอยู่นาน 30 ปี พระเจ้า Ferdinand ที่สองแห่งราชวงศ์ Habsburg ได้มอบเมืองให้กับตระกูล Eggenberg เป็นการตอบแทนในการสนับสนุนเงินทุนในการสู้รบ Schwarzenbergs ลูกหลานตระกูล Eggenberg ได้พัฒนาเมืองและปรับโฉมปราสาทใหม่จนอยู่ในระดับเดียวกันกับปราสาทเด่นๆ ในยุโรปกลาง กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมืองก็ได้รับการพัฒนาให้มาอยู่ในระดับเดียวกันกับเมืองอุตสาหกรรมโดยมีโรงงานทอผ้าและโรงงานเบียร์เฉกเช่นเดียวกันกับเมืองอื่นๆ ในยุโรป

เมืองนี้ถูกควบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเช็กโกสโลวาเกียหลังการประกาศอิสรภาพของประเทศในวันที่ 28 ตุลาคม 1918 แต่ชาวเยอรมันที่อาศัยอยู่ในเมืองกลับแข็งขืนและตั้งเมืองใหม่ในดินแดนนี้ ถึงกระนั้นก็ตาม ชาวเยอรมันก็ถูกกองทัพเช็กปราบปรามในที่สุด และถูกตั้งชื่อใหม่เป็น Cesky Krumlov ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารสหรัฐฯ เข้าขับไล่ชาวเยอรมันออกจากเมืองในปี 1945 ในยุคคอมมิวนิสต์ เมืองนี้เสื่อมโทรมลงมาก แต่หลังการปฏิวัติ Velvet ในปี 1989 Cesky Krumlov ได้รับการพัฒนาอีกครั้งจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1992 และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของทั้งชาวยุโรปและชาวเอเชียโดยเฉพาะชาวจีนและชาวญี่ปุ่นในปัจจุบัน

แหวกฟ้าหาฝัน : สวรรค์ของนักท่องเที่ยว สะพานชาร์ลส์ กรุงปราก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457393

แหวกฟ้าหาฝัน : สวรรค์ของนักท่องเที่ยว สะพานชาร์ลส์ กรุงปราก

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงปราก นอกจากต้องไปชมหอนาฬิกาแล้ว สะพานชาร์ลส์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ต้องมาเยือนให้ได้ ไม่งั้นเสมือนหนึ่งมาไม่ถึงสวรรค์ของนักท่องเที่ยว ภาพถ่ายที่ใช้ส่งเสริมการขายกรุงปรากซึ่งนำนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ดั้นด้นมาก็คือสะพานแห่งนี้นี่เอง สะพานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อไว้เชื่อมสองฝั่งของแม่น้ำ Vltava นี้สร้างขึ้นครั้งแรกในนามของ Judith Bridge ในระหว่างปี 1158-1172 แต่มันถูกน้ำท่วมในปี 1342 มันจึงถูกเริ่มต้นสร้างใหม่ในปี 1357 ภายใต้การบัญชาของพระเจ้าชาร์ลส์ที่สี่ แต่กว่าจะสร้างเสร็จก็ใช้เวลาร่วมร้อยปี ในการสร้างใหม่นี้มันถูกเรียกชื่อว่า สะพานหินหรือสะพานปราก แต่ได้รับการขนานนามใหม่ว่าสะพานชาร์ลส์ในปี 1870 สะพานนี้มีความสำคัญตรงที่มันเป็นทางเชื่อมระหว่างปราสาทปรากกับเมืองเก่า และยังทำให้กรุงปรากกลายเป็นเมืองสำคัญทางด้านการค้าระหว่างยุโรปตะวันออกและตะวันตกในช่วงเวลานั้น

Christ on Cross

เนื่องจากสะพานนี้ถูกสร้างมาอย่างยาวนานโดยครั้งที่สำคัญสุดเป็นครั้งที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 ทรงลงมือวางศิลาฤกษ์ด้วยตัวเองในเวลา 05.31 น. วันที่ 9 กรกฎาคม 1357 เพราะพระองค์มีความเชื่อในเรื่องโชคลางเกี่ยวกับตัวเลขอย่างมากว่าตัวเลขนี้จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทั้งสะพานและราชบัลลังก์ของพระองค์ การก่อสร้างครั้งนั้นใช้เวลานานถึง 45 ปี ถึงแม้ว่าพระองค์จะพิถีพิถันเรื่องฤกษ์ยาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้สะพานรอดจากความเสียหายหลายครั้งจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น หลังจากสร้างเสร็จเพียงแค่ 30 ปี ในปี 1432 สะพานก็ถูกน้ำท่วมจนเสาหลักพังถึง 3 ต้น ซ้ำร้ายในปี 1496 ส่วนโค้งที่สามที่นับจากเมืองเก่าก็พังอีก ในช่วงก่อนสิ้นสุดสงคราม 30 ปี ซึ่งชาวสวีเดนครอบครองฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ Vltava อยู่นั้น พวกเขาพยายามข้ามแม่น้ำมา ระหว่างที่กำลังสู้รบกันบนสะพานนั้น พวกเขาได้ทำลายประติมากรรมตกแต่งที่เคยประดับไว้ลงเป็นจำนวนมาก หลังสงครามสิ้นสุดลง เทศบาลเมืองได้ปรับปรุงโฉมสะพานให้กลับไปดีดังเดิม แต่ในปี 1784 สะพานก็ถูกทำลายลงอีกครั้งจากน้ำท่วมจนทำให้เสา 5 ต้น ถูกทำลายลงอย่างมาก และทำให้ส่วนโค้งแตกหักเสียหายตามไปด้วย

ประติมากรรม

เมื่อเมืองเจริญขึ้น สะพานก็เริ่มมีการจราจรที่คับคั่งมากขึ้นโดยเริ่มจากการให้รถม้าผ่านก่อน จวบจนกระทั่งวันที่ 5 พฤษภาคมปี 1905 รถม้าคันสุดท้ายได้รับการอนุญาตให้ใช้สะพานก่อนที่เทศบาลเมืองจะวางรถรางไฟฟ้าแทนในปี 1908 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เทศบาลได้ตั้งด่านขึ้นที่ฝั่งเมืองเก่า และได้ทำการซ่อมแซมสะพานครั้งใหญ่อีกในปี 1965 โดยใช้เทคโนโลยีที่ค้ำประกันความแข็งแรงของสะพาน อย่างไรก็ดี นับจากการซ่อมแซมครั้งใหญ่แล้ว เทศบาลกลับตัดสินใจยกเลิกการใช้พาหนะทั้งหมดบนสะพาน และอนุญาตให้คนเดินเท่านั้น

ประติมากรรมนักบุญ

นอกจากการเป็นสะพานหินที่ทำให้สะพานชาร์ลส์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแล้ว ส่วนของงานประติมากรรมตกแต่งแบบบาโรคยิ่งทำให้สะพานนี้มีเสน่ห์แตกต่างกับสะพานอื่นอย่างสิ้นเชิงงานประติมากรรมตกแต่งรูปนักบุญที่อยู่ 2 ข้างของสะพานและถูกจัดตั้งขึ้น ระหว่าง 1683-1714 เป็นฝีมือของ Matthias Braun, Jan Brokoff, Michael Joseph และ Ferdinand Maxmilian นักประติมากรที่มีฝีมือในช่วงเวลานั้นงานชิ้นเด่นๆ ได้แก่ St. Luthdard,the Holy Crucifix and Calvary,Bruncvik knight และงานชิ้นที่สำคัญ ที่สุดคือ St. John of Nepomuk นักบุญที่ถูกสังหารระหว่างรัชกาล Wenceslas IVโดยถูกโยนลงแม่น้ำ Vltava จากสะพานนี้เอง

ประติมากรรมนักบุญ

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเยือนปรากก็เพราะอยากมาถ่ายรูปบนสะพานที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้จากกิตติศัพท์ความโรแมนติก แต่เนื่องจากปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงปรากมีจำนวนมากเสียจนกระทั่ง ความโรแมนติกที่นักท่องเที่ยวอยากเสพหายไปหมด เพราะถูกกลบด้วยผู้คนที่มากมายเลยจำเป็นต้องแทนที่ด้วยความระมัดระวังในการเดินเพื่อมิให้ถูกล้วงกระเป๋าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเช้าซึ่งเป็นเวลาที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนนั่นเอง

สะพานชาร์ลส์

สะพานยามค่ำคืน

แหวกฟ้าหาฝัน : Highlight กรุงปราก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455911

แหวกฟ้าหาฝัน : Highlight กรุงปราก

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงปราก สถานที่ 2 แห่งที่ต้องเยือนให้ได้ไม่เช่นนั้นจะเหมือนมาไม่ถึงเมืองปราก นั่นคือ หอนาฬิกา และสะพานชาร์ลส์ นักท่องเที่ยวหลายคนทราบดีว่า หอนาฬิกาหลายเมืองในยุโรปมีควาน่าสนใจ แต่ไม่มีหอนาฬิกาเมืองใดสวยเท่ากับหอนาฬิกากรุงปราก หอนาฬิกาที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1410 นี้เป็นหอนาฬิกาดาราศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกและเป็นหอนาฬิกาเก่าแก่ที่สุดหอเดียวที่ยังคงทำงานอยู่ในยุคปัจจุบัน

หอนาฬิกาที่ตั้งอยู่ ณ กำแพงทิศใต้ของอาคารว่าการ old town hall ที่จัตุรัสกลางเมืองนี้ประกอบด้วยส่วนต่างๆ 3 ส่วนคือ ส่วนดาราศาสตร์อันเป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1410 โดย Mikuláš of Kadaň and Jan Šindel ช่างทำนาฬิกาที่ภายหลังเป็นศาสตราจารย์ทางด้านคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ เป็นส่วนที่อธิบายวงโคจรของพระอาทิตย์และพระจันทร์ ส่วนศาสนจักรที่ถูกสร้างขึ้นภายหลังประกอบด้วยนักบุญสาวกของพระเยซูทั้ง 12 คน ได้แก่ เจมส์ ปีเตอร์ แอนดรูว์แมทธิว โธมัส จอห์น ปอล เป็นต้น ที่เดินเข้า-ออกด้านซ้ายขวาของนาฬิกาแต่ละชั่วโมงตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม และโครงกระดูกซึ่งหมายถึงความตายตีบอกเวลา และส่วนปฏิทินจะประกอบด้วยวงกลมใหญ่ 1 วงบอกถึงเทศกาลสำคัญและมีรูปหอคอยที่ประดับด้วยวงกลมเล็ก 12 วง อันแสดงถึง 12 ราศีอันหมายถึง 12 เดือน

ส่วนของนาฬิกาดาราศาสตร์อันเป็นส่วนที่ถูกสร้างขึ้นส่วนแรกนั้นเคยเกิดความเสียหลายครั้งและถูกซ่อมหลายครั้งเช่นกันโดยครั้งใหญ่สุดเกิดขึ้นในปี 1552 โดยJan Taborsky ต่อมาในปี 1629 เทศบาลเมืองจึงได้ตกแต่งหอนาฬิกาเพิ่มโดยจัดให้มีรูปแกะสลักไม้ หลังจากนั้นก็เพิ่มรูปนักบุญในปี 1781 รวมทั้งเพิ่มรูปไก่ทอง ในปี 1865 อย่างไรก็ดี หอนาฬิกาถูกทำลายลงอย่างมากในวันที่7-8 พฤษภาคม 1945 จากเหตุการณ์การเดินขบวนเมื่อนาซีบุกจัตุรัสกลางเมืองทางด้านตะวันตกเฉียงใต้โดยเข็นรถติดอาวุธจำนวนมากเข้ามาในเมือง ส่วนของห้องโถงและอาคารรวมทั้งรูปแกะสลักไม้ถูกไฟไหม้ และส่วนปฏิทินที่ถูกแกะสลักโดย Josef Manes ก็ไหม้ไปหมดหลังจากนั้นเทศบาลได้พยายามซ่อมแซมส่วนเครื่องและได้จัดทำรูปแกะสลักนักบุญใหม่โดยมอบหมายให้กับ Voitech Sucharda จนทำให้นาฬิกากลับมาเดินอีกครั้งในปี 1948

หลังจากนั้นมาหลายสิบปี นาฬิกาก็ไม่เคยได้รับการซ่อมแซมอีกเลยจวบจนฤดูใบไม้ผลิปี 2005 เทศบาลได้ทำการซ่อมแซมส่วนแกะสลักและส่วนปฏิทิน อีกทั้งยังมีการเอาตาข่ายมาคลุมรูปแกะสลักไม้เพื่อไม่ให้นกพิราบมาเกาะ เดือนตุลาคม ปี 2010 เทศบาลได้จัดให้มีการฉลองครบรอบ 600 ปีของการสร้างหอนาฬิกานี้โดยมีการจัดแสดงแสง สี และมีการฉายวีดีโอเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของหอนาฬิกาตั้งแต่การสร้างการซ่อม การถูกไฟไหม้ ฯลฯ รวมทั้งจัดแสดงเครื่องกลภายในให้ได้ชมด้วย การซ่อมแซมครั้งล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2018 นี่เองอันเป็นผลต่อเนื่องมาจากการซ่อมแซมส่วนหอคอยเก่าโดยในการซ่อมแซมครั้งล่าสุดนี้ ช่างได้ค้นพบความลับสำคัญนั่นคือ รูปนักบุญเซนต์โทมัส มีน้ำหนักมากกว่ารูปอื่นๆ และจากเอกซเรย์พบว่าภายในมีกล่องเหล็กบรรจุอยู่ เมื่อเปิดกล่องก็พบข้อความที่ถูกเขียนขึ้นโดย Vojtech Suchardaนักประติมากรรมผู้ปั้นนักบุญในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมีใจความว่า ตามแผนดั้งเดิมนั้น รัฐบาลต้องการให้มีประติมากรรมจำนวนมากกว่านี้ แต่หลังจากที่เช็กถูกปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ แผนการก็ถูกเปลี่ยนไป และในการซ่อมแซมครั้งสุดท้ายนี้ รัฐบาลได้มีการสร้างส่วนหอคอยใหม่และทำการแทนที่ด้วยจอ LED การซ่อมแซมเสร็จสิ้นลงพร้อมกับงานเฉลิมฉลอง 100 ปี เชโกสโลวาเกีย

นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวกรุงปราก จะต้องมารอชมนาฬิกาตีบอกเวลา และคอยสังเกตจุดต่างๆ ให้ออกตามที่ไกด์แนะนำ นั่นคือชั้นนอกสุดประกอบด้วยสัญลักษณ์ต่างๆเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เวลาของเช็ก ส่วนกลางเป็นเลขโรมันที่พบได้ทั่วไป ส่วนสีฟ้าแดงจะบอกการขึ้นของพระอาทิตย์ เวลาพักกลางวัน เวลากลางวันและกลางคืน รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ต่างๆ ส่วนในสุดบอกข้อมูลเกี่ยวกับโลกให้ได้ครบทั้งหมดจึงจะได้อรรถรสคุ้มค่ากับการเยี่ยมเยือน

แหวกฟ้าหาฝัน : Andy Warhol in Central Gallery Prague

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/454395

แหวกฟ้าหาฝัน : Andy Warhol in Central Gallery Prague

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ Pop Art ศิลปินที่โด่งดังที่สุดคงไม่มีใครเกิน Andy Warhol และมิวเซียมในยุโรปที่จัดแสดงงานของเขาได้ดีที่สุด
คงไม่มีที่ไหนเทียบเท่ากับ Central Gallery Prague เขาเกิดเดือนสิงหาคม ปี 1928 มลรัฐเพนซิลวาเนีย แม้เขาจะไม่ใช่คนยุโรป แต่พ่อแม่ของเขาเป็นชาวสโลวัก Central Gallery กรุงปราก จึงได้จัดแสดงผลงานและประวัติของเขาเพื่อเป็นเกียรตินักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมแห่งนี้จะไม่เพียงได้เห็นผลงานของเขาตั้งแต่ยังอายุน้อยเท่านั้น แต่ยังจะได้สัมผัสถึงอัจฉริยภาพของเขาในการสร้างเรื่องราวให้กับชีวิตตัวเองด้วย เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นนักวาดภาพประกอบ ก่อนจะกลายเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวทางด้านทัศนศิลป์ และนักสร้างภาพยนตร์ รวมทั้งผู้จัดการวง Rock ที่ชื่อThe Velvet Underground

การที่พ่อแม่ของเขาบริจาคผลงานของเขาให้กับบ้านเกิดของตัวเองในเมือง Medzilaborce สโลวาเกีย เพราะพวกเขาอพยพมาจากเมืองเล็กๆ ที่ชื่อ Mikova ของอาณาจักรออตโต-ฮังกาเรียน และอาจเป็นสถานที่เกิดที่แท้จริงของ Andy Warhol ด้วย เพราะ Warhol พูดเสมอว่าเอกสารการเกิดของเขาเป็นของปลอม ส่วนการที่วันเกิดและสถานที่เกิดของเขาตรงกับวันที่ 6 สิงหาคม 1928 มลรัฐเพนซิลวาเนียด้วยชื่อ Andrew Wahola ก็เพราะพ่อของเขากำลังทำงานเหมืองอยู่ที่นั่นในวันเวลาและสถานที่นั้นพอดี เขามีพี่น้องอีก 2 คนคือ Jan และ Paul พวกเขานับถือศาสนาคริสต์ไบเซนไทน์ และเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาอย่างสม่ำเสมอส่งผลให้เขาจึงไม่เพียงถวายทรัพย์ให้กับศาสนจักรอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น เขายังชอบสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรตามความเชื่อด้วย

แม้เขาจะมีสุขภาพไม่ดีแต่เล็ก แต่เขากลับสามารถเข้าเรียนทางด้านการค้าศิลปะที่ CarnegieInstitute of Technology เมือง Pittsburgh หลังจากได้รับปริญญาตรีทางด้าน Fine Arts สาขา Pictorial Design แล้ว เขาย้ายมาอยู่นิวยอร์กและเริ่มอาชีพนักวาดภาพประกอบ ให้กับนิตยสารและโฆษณาเขาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Andy Warhol เพื่อให้ง่ายต่อการออกเสียง อีกทั้งยังทำให้นายจ้างไม่สามารถทราบได้ว่าเขาเป็นคนสโลวักอันจะส่งผลต่อการหางานของเขาด้วย การเปลี่ยนชื่อจึงเป็นกลยุทธ์แรกที่แสดงความเป็นอัจฉริยภาพของเขานอกเหนือจากเนื้องาน ตลอดทศวรรษที่ 1960 เขาเริ่มสร้างสรรค์งานแนว Pop Art โดยอาศัยภาพที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสหรัฐ เช่น กระป๋องซุปแคมเบลภาพของดาราหรือคนมีชื่อเสียงในสหรัฐในช่วงเวลานั้นเป็นต้นแบบซึ่งการเลือกหัวข้อก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเขาในการสร้างความโด่งดังให้ตัวเอง อาทิMarilyn Monroe, Elvis Presley, Muhammad Ali, Troy Donahue and Elizabeth Taylor จนส่งผลให้เขามีชื่อเสียงมากขึ้นจนกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดในสหรัฐในเวลาอันรวดเร็ว

ในทศวรรษที่ 1960 เขาได้เปิดห้องภาพชื่อThe Factory ขึ้นเพื่อใช้เป็นที่นัดพบกับศิลปินหลากหลายแนว รวมทั้งนักเขียนและดาราด้วย ในปี 1962 เขาเริ่มผลิตผลงานที่เรียกว่า Silk screensออกขายแบบ mass product ชิ้นใหญ่ๆ โดยเขายังคงเห็นว่าการผลิตงานเยี่ยงนี้เป็นงานศิลปะอยู่ อย่างไรก็ดีโลกกลับยอมรับผลงานเหล่านี้อย่างรวดเร็วในฐานะศิลปะเช่นกัน ผลงานเหล่านี้แม้ไม่เหมือนแนวทางศิลปะแบบเดิมๆ ที่คนทั่วไปไม่สามารถซื้อได้โดยง่าย เพราะสร้างสรรค์จากสิ่งที่ปกติดูด้อยค่า เช่น เงิน ภาพถ่ายดารา หนังสือพิมพ์ กลับกลายเป็นงานแนว Pop Art ที่นิยมไปทั่วโลก ความสำเร็จนี้สร้างความตื่นตะลึงไม่เพียงกับตัวศิลปินผู้สร้างงาน แต่กับประชาคมโลกโดยรวมด้วย

นอกจากงานศิลปะแล้ว เขายังเป็นผู้จัดการวง The Velvet Underground วงร็อกตั้งแต่ปี 1965 วงนี้ไม่เพียงประสบความสำเร็จจากฝีมือแล้ว ยังได้รับผลดีจากฝีมือการออกแบบปกแผ่นจาก Warhol ด้วย เมื่อวงร็อกนี้ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ Nico นักร้องชาวเยอรมันและร่วมงานกันออกอัลบั้ม Warhol ได้ออกแบบปกเป็นรูปกล้วยซึ่งภายในมีสีแดงโดยเขียนคำนำว่า Peel Slowly and See ซึ่งสร้างความแปลกใหม่และน่าสนใจให้กับวงการ นับจากนั้นมาเขาก็ออกแบบปกอัลบั้มให้กับศิลปินอีกหลายวง เช่น Sticky Fingers และ Love You Live วง Rolling Stones, The Academyin Peril และ Hori Soit ยิ่งกว่านั้นการที่เขามีห้องภาพเป็นที่สังสรรค์ของนักดนตรีและคนดัง ทำให้เขาเป็นเพื่อนกับทั้ง Mick Jagger, Bob Dylanและ John Lennon ทำให้เขาเป็นศิลปินที่มีผลงานของคนดังเหล่านี้ตลอดชั่วอายุการทำงานซึ่งยิ่งส่งเสริมความโด่งดังให้กับเขามากขึ้น

เบื้องหลังความสำเร็จของ Warhol ที่สำคัญอีกคนก็คือ Julia Warhola แม่ของเขา ซึ่งแม้ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เลย แต่กลับสามารถเป็นความคิดสร้างสรรค์ ความอบอุ่น และความสุขของเขาจนทำให้เขาสามารถสร้างงานที่แปลกแหวกแนวออกมาสู่โลกได้อย่างแท้จริง การที่เขาเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์และกล้าที่จะทำอะไรแตกต่างอย่างมีกลยุทธ์ส่งผลให้เขากลายเป็นคนดังในเวลาอันรวดเร็วจนอะไรๆ ก็หยุดเขาไม่ได้แม้แต่ความตาย เป็นที่น่าเสียดายที่เขาเสียชีวิตด้วยอายุเพียงแค่ 58 ปี จากภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดถุงน้ำดีทั้งๆ ที่เขาเคยกล่าวไว้ก่อนเข้าโรงพยาบาลแล้วว่า คนดีๆ บางคนต้องเสียชีวิตโดยไม่สมควรหากเลือกโรงพยาบาลผิด หรือตกอยู่ในมือแพทย์ผิดคนทั้งๆ ที่อยู่ในโรงพยาบาลที่ดีเลิศ

แหวกฟ้าหาฝัน : Salvador Dali in Central Gallery Prague

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/452860

แหวกฟ้าหาฝัน : Salvador Dali in Central Gallery Prague

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ใน Central Gallery Prague นอกจากผลงานของศิลปินประจำชาติที่โดดเด่นที่สุดแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวที่ชอบงาน Surrealism ด้วยโดยเฉพาะงานของ Salvador Dali เจ้าพ่อ Surrealism Salvador Dali เกิดที่เมือง Figueres เมืองเล็กๆ ในแคว้น Catalunya ใกล้กับ Barcelona สเปนในครอบครัวคนชั้นกลาง พ่อของเขาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนแม่ของเขาเคยเป็นคนทำงานบ้านของสามีมาก่อนที่จะแต่งงานกัน เขามีพี่น้องอีก 2 คน คนน้องเป็นผู้หญิงชื่อว่า Anna Mariaและพี่ชายชื่อเดียวกันที่เสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียงแค่ 2 ปี พ่อแม่เขาเชื่อว่าเขาคือพี่ชายมาเกิดใหม่จึงตั้งชื่อเดียวกันกับพี่ชาย เขามีสัญชาตญาณความเป็นศิลปินตั้งแต่เด็กจึงสามารถเข้าเรียน Madrid School of Fine Arts Academy de San Fernando ซึ่งเขาได้มักคุ้นกับเพื่อนศิลปินอีกหลายคนในช่วงแรกงานของเขาออกแนว Futurism ผสมผสานกับ Cubism ซึ่งเป็นศิลปะที่กำลังนิยมในช่วงเวลานั้น

การที่เขาเป็นผู้มีความสามารถมากตั้งแต่ยังเยาว์ ทำให้เขาสามารถร่วมแสดงนิทรรศการขึ้นครั้งแรกในปี 1925  ที่ Dalmau Gallery เมืองบาร์เซโลน่า หลังจากนั้น 1 ปีเขาเดินทางไปปารีสและได้พบกับ Pablo Picasso ซึ่งได้แนะนำให้เขารู้จักกับศิลปินดังๆ อีกหลายคน เขาเริ่มไว้หนวดอันกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างชื่อให้เขาเมื่อเขาถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย ในปี 1929 เขาได้ร่วมกับ Luis Bunuel สร้างภาพยนตร์อันถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสมาคม Surrealism ปลายปีเดียวกันนั้นเขาได้พบกับ Gala คนรักที่คนทั่วโลกจะได้พบเห็นตลอดระยะเวลาการทำงานของเขา และเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในชีวิตของเขาด้วย ในช่วงเวลาเดียวกัน เขาเริ่มพัฒนางานที่ออกแนวบ้าบิ่น เพ้อเจ้อ ที่ถูกส่งออกจากจิตใต้สำนึก เช่น The Lugubrious Game (1929) The Persistence of Memory (1931)

แม้เขาจะเริ่มมีผลงานค่อนข้างมาก แต่กว่าเขาจะสามารถจัดแสดงผลงานเดี่ยวได้ครั้งแรกก็ปาเข้าไปปี 1932 แล้ว เขาสามารถข้ามน้ำข้ามทะเลไปจัดแสดงผลงานแนว Surrealism ได้ถึงสหรัฐฯซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เมื่อสงครามกลางเมืองในสเปนปะทุขึ้น ความเห็นสุดโต่งของเขาที่เห็นอกเห็นใจนายพลฟรังโก ทำให้เขาขัดแย้งอย่างหนักกับศิลปินแนว Surrealism คนอื่นๆ จนถูกขับออกจากกลุ่มในปี 1939 ปีต่อมาเขากับ Galaคนรักจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่สหรัฐฯ และอยู่ที่นั่นจนถึงปี 1948 ในปี 1942 เขาได้ออกหนังสืออัตชีวประวัติและได้เข้าสู่วงการภาพยนตร์โดยเป็นคนเขียนเรื่องราวให้กับ Walt Disney หลังกลับจากสหรัฐฯเขาย้ายกลับมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่แคว้น Catalonia บ้านเกิดและใช้ชีวิตอยู่จนเสียชีวิต ในช่วงเวลานี้ เขาหันเข้าสู่งานแนวศาสนามากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความหลอนอยู่ดีเห็นได้จากงานที่ชื่อ The Madonna of Port Ligat (1950) and Crucifixion (1954)

Dali เริ่มสร้างโรงภาพยนตร์และมิวเซียมของตัวเองที่เมือง Figueres บ้านเกิดตั้งแต่ปี 1960 และเริ่มหันหางานแนวอื่น เช่น โฆษณา ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ อาทิ เก้าอี้รูปริมฝีปากอันโด่งดัง อีกทั้งยังสร้างสรรค์งานแนวจิวเวลรี่ และออก Brand น้ำหอมชื่อ Dali เขาได้สร้างสัญลักษณ์ขึ้นมากมายผ่านผลงาน เช่น นาฬิกาละลายซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงเสมอของเวลาเฉกเช่นเดียวกันกับที่ Albert Einstein เคยเปรียบเทียบไว้ เขาเล่าว่าแรงบันดาลใจในการสร้างงานชิ้นนี้ขึ้นมาจากการสังเกตการละลายของ Camembert cheese ที่ละลายในฤดูร้อน ส่วนช้างที่มีขาเล็กและมีมดไต่ก็เป็นสัญลักษณ์ของความตายและความหวาดกลัว เขาเล่าว่าเขาได้แรงบันดาลใจจากการที่เห็นสัตว์เลี้ยงของตัวเองถูกมดไต่หลังตายแล้ว เป็นที่น่าเสียดายที่Gala คนรักของเขาเสียชีวิตก่อนที่เขาจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวินในปี 1982 เขาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวในปี 1989 และถูกฝังอยู่ในมิวเซียมอันเป็นที่รักนั่นเอง เขาได้ยกผลงานทั้งหมดให้เป็นของรัฐ และส่วนหนึ่งได้จัดแสดงที่มิวเซียมที่รักของเขานั่นเอง

นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกันดีกับงานแนวSurrealism จะเห็นว่างานของ Dali ใน Central GalleryPrague ส่วนหนึ่งเป็นไปตามมาตรฐานงานของเขา แต่ส่วนหนึ่งกลับดูไม่เข้าขั้น หลายคนคงรู้สึกว่าผลงานเหล่านี้บ้าไม่พอ ไม่สมกับความบ้าของเขา ศิลปินเองก็เคยให้ความเห็นกับงานตัวเองไว้ว่าสิ่งเดียวที่แตกต่างระหว่างเขากับคนบ้าก็คือ เขาไม่ได้บ้าและความแตกต่างระหว่างศิลปินแนว Surrealism กับเขาก็คือ เขานี่แหละคือ Surrealist

แหวกฟ้าหาฝัน : Alfons Mucha in Central Gallery of Prague

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/451443

แหวกฟ้าหาฝัน : Alfons Mucha in Central Gallery of Prague

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเมืองปราก ไม่เพียงต้องไปสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดนั่นคือ เมืองเก่าเพื่อชมหอนาฬิกาอันแสนสวยงามและเลื่องชื่อ และสะพาน Charles ที่ครั้งหนึ่งแสนจะโรแมนติกเท่านั้น ระหว่างทางจากหอนาฬิกาไปถึงสะพานนั้นยังมีห้องภาพที่เป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานของศิลปินระดับเจ้าพ่อ 3 คนคือ Andy Warholเจ้าพ่อ Pop Art, Alfons Mucha เจ้าพ่อArt Nouveau แห่งสาธารณรัฐเช็ก และ Salvador Dai เจ้าพ่องานแนวSurrealism ให้เยือนด้วย การจัดแสดงของมิวเซียมแห่งนี้แบ่งเป็น 3 ชั้นโดยแต่ละชั้นจะเป็นนิทรรศการของศิลปินแต่ละคน นักท่องเที่ยวสามารถซื้อตั๋วแยกหรือรวมก็ได้แล้วแต่เวลา และความต้องการในการเยี่ยมเยือนสำหรับนักท่องเที่ยวบางคนที่ผิดหวังจากการที่ไม่สามารถเข้าชม MuchaMuseum ก็สามารถศึกษางานของเขาได้จากที่นี่เช่นกัน เพราะที่นี่ก็มีงานของศิลปินผู้นี้ตั้งแต่เริ่มต้นไม่ว่าจะเป็นงานเกี่ยวกับการโฆษณา เครื่องแก้ว หรือแจกัน รวมทั้งงานบนผืนผ้าใบ AlfonsMucha เป็นใคร ทำไมเมืองปรากถึงต้องจัดให้มีมิวเซียมของเขา และยังมีห้องจัดนิทรรศการให้อีกต่างหากด้วย

Alfons Mucha จิตรกร และนักวาดภาพประกอบแนว Art Nouveau ที่มีชื่อเสียงที่สุดของสาธารณรัฐเช็กเกิดในเมืองเล็กที่ชื่อ Ivancice ทางตอนใต้ของ Moravia จังหวัดหนึ่งของอาณาจักรออตโต-ฮังกาเรียน ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเช็กในวันที่ 24 กรกฎาคม 1860 ครอบครัวของเขาฐานะไม่ดีเท่าไหร่ แต่เนื่องจากเขาสามารถแสดงอัจฉริยภาพทางด้านการวาดแบบร่างตั้งแต่ยังเยาว์ พ่อค้าท้องถิ่นจึงประทับใจและยกกระดาษให้เขาใช้ฟรี เมื่อเขาได้รับคัดเลือกให้เป็นนักร้องประจำโบสถ์ St. Peter and Paul, Brno เขาก็ได้โอกาสเรียนระดับมัธยมศึกษาและกลายเป็นคนที่อุทิศตัวให้กับศาสนจักร

การที่เขามีความสามารถในการร้องเพลงทำให้เขาได้เข้าเรียนต่อทางด้านดนตรีที่ GymnaziumBrno แต่เขากลับกระตือรือร้นที่จะเรียนเป็นจิตรกรมากกว่า โชคดีที่มีคนจ้างเขาออกแบบฉากละครและฉากตกแต่งจนเขาสามารถที่จะสมัครเข้าเรียนที่Academy of Fine Arts กรุงปราก แต่เขากลับถูกprofessor Lhota ปฏิเสธและแนะนำให้ไปเรียนสาขาอื่นด้วยเหตุผลที่ว่าการเป็นศิลปินจะทำให้เขายากจนเช่นเดิม โลกยังโชคดีที่เขาไม่เชื่อศาสตราจารย์ท่านนี้เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปกรุงเวียนนาเมื่ออายุได้ 18 ปี และได้รับการจ้างให้เป็นผู้ช่วยจิตรกรที่ทำงานตกแต่งเวทีกรุงเวียนนา ในช่วงเวลานั้นเขามักได้ตั๋วฟรีจากนายจ้างเพื่อเข้าชมมิวเซียม โบสถ์ พระราชวัง และโรงละครอยู่เสมอ และยังได้พบกับ Hans Makart จิตรกรผู้เชี่ยวชาญงานภาพเหมือนที่ทำงานตกแต่งพระราชวังและอาคารราชการในกรุงเวียนนาอีกต่างหากด้วย

อย่างไรก็ดี ในปี 1881 โชคร้ายมาเยือนเมื่อไฟไหม้ Rightheater ลูกค้าคนสำคัญของบริษัทที่เขาทำงานอยู่ส่งผลให้เขาตกงานและต้องเดินทางไปMikulov และเริ่มงานใหม่ด้วยการเขียนภาพเหมือน และตกแต่งหลุมศพงานของเขาได้รับความชื่นชมอย่างมากจาก Count Eduard Kuen Belasiเลยอนุญาตให้เขาเขียนภาพเกี่ยวกับบ้านของตัวเองและญาติๆ อีกทั้งยังพาเขาไปชมงานศิลปะตามเมืองต่างๆ เช่น เวนิส มิลาน ฟลอเรนซ์ และยังแนะนำให้เขารู้จักกับ Wilhelm Kray จิตรกรที่มีชื่อเสียงชาวเมืองมิวนิกอีกต่างหากด้วย ยิ่งกว่านั้นท่านเคาน์ยังออกเงินให้เขาไปเรียนต่อ โดยเขาได้เข้าเรียนที่Academy Julian and Colarossi กรุงปารีสถึงกระนั้นก็ตาม ท่านเคาน์กลับจ่ายเงินให้เขาเรียนแค่ปีเดียวส่งผลให้เขาต้องหางานทำเพื่อสนับสนุนตัวเอง เขาจึงเริ่มวาดภาพและส่งไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ รวมทั้งส่งกลับไปยังกรุงปรากด้วย ในที่สุดโชคก็เป็นของเขาอีก เมื่อ Bouclier ได้เห็นความสามารถของเขาและส่งงานของเขาออกสู่สาธารณชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือเรื่อง Tatry Tales ซึ่งทำให้เขากลายเป็นคนมีชื่อเสียงขึ้นมา

หลังจากนั้นเขาก็ได้รับเชิญให้วาดภาพประกอบให้กับงานบทกวีที่เชื่อ The Adamits ที่พูดถึงประวัติศาสตร์ของสาธารณรัฐเช็ก นับจากนั้นมาเขาก็มีชื่อเสียงขึ้นอย่างรวดเร็วและได้เป็นคนวาดโปสเตอร์ให้กับนักแสดงละครเวทีดังๆ อีกหลายคน รวมทั้งงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาวสลาฟ และ10 ปี ของการประกาศอิสรภาพของสาธารณรัฐเช็ก ยิ่งกว่านั้นเขายังได้มีโอกาสออกแบบเครื่องประดับและเฟอร์นิเจอร์ด้วย เมื่อนาซีบุกสาธารณรัฐเช็กในวันที่ 15 มีนาคม 1939เขาตกเป็นเป้าสำคัญและถูกจับอยู่หลายวัน หลังถูกปล่อยตัวเขาก็ป่วยเป็นปอดอักเสบและเสียชีวิตหลังการประกาศสงครามโลกครั้งที่สองได้ไม่กี่วันแม้การชุมนุมจะถูกควบคุมในช่วงเวลานั้น แต่ประชาชนจำนวนมากก็มาร่วมชุมนุมไว้อาลัยให้กับเขาด้วย เพราะเขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของวัฒนธรรมเช็กไปแล้วในเวลานั้นนั่นเอง

นักท่องเที่ยวที่พลาดชม Mucha Museumแต่ได้เยือนห้องภาพแห่งนี้ก็จะได้ชมงานส่วนหนึ่งของเขา และได้ศึกษาประวัติความเป็นมาและพัฒนาการฝีมือของเขาไม่ต่างจากการชม Mucha Museumแม้ผลงานที่จัดแสดงจะไม่ได้เป็นผลงานที่ดีที่สุดของเขาก็ตาม แต่ก็พอทำให้ไม่ขาดอรรถรสของการเยือนปรากเสียเลยทีเดียว แต่หากนักท่องเที่ยวที่ได้เยือน Mucha Museum มาแล้ว อาจรู้สึกผิดหวังกับห้องภาพแห่งนี้อย่างมากก็เป็นได้