แหวกฟ้าหาฝัน : จิบ Port Wine ชิมทาร์ตไข่อันเลื่องชื่อที่ตลาด Balhao เมือง Porto

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/398857

แหวกฟ้าหาฝัน : จิบ Port Wine ชิมทาร์ตไข่อันเลื่องชื่อที่ตลาด Balhao เมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : จิบ Port Wine ชิมทาร์ตไข่อันเลื่องชื่อที่ตลาด Balhao เมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้านขาย Port Wine

นักท่องเที่ยวที่มาเมือง Porto สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นจะเรียกว่ามาไม่ถึง Porto คือ ตลาด Balhao ตลาดที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1839 นี้ ได้ชื่อมาจากการที่มีลูกโป่งหรือ Balhao (Air bubble) เกิดขึ้นในบริเวณนี้มาก่อนที่จะมีการตั้งตลาด ส่วนตัวอาคาร 2 ชั้นที่มีสถาปัตยกรรมแบบ Neoclassic และสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1914 นี้แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ขายปลา และเนื้อสัตว์ กับส่วนที่ขายผักผลไม้และดอกไม้ นอกจากอาหารสดแล้ว บริเวณชั้นหนึ่งยังมีร้านอาหารขนาดเล็กเก๋ๆ ร้านขายไวน์ และร้านขายของที่ระลึกไว้ดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเดินเล่น ณ ตลาดแห่งนี้จะสัมผัสได้ถึงความแปลก นั่นคือ รู้สึกเหมือนกับนั่งไทม์แมชชีนย้อนไปในอดีต พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ที่ขายของในตลาดมาหลายชั่วอายุคนนี้จะสร้างบรรยากาศให้ที่นี่เป็นเหมือนบ้าน และดินแดนทำกินของพวกเขา ตลาดที่ผู้ขายส่วนใหญ่เป็นแม่ค้าที่ชอบยืนส่งเสียงดังอธิบายจุดเด่นของสินค้านี้เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินเที่ยวตลาดที่ชาว Portoที่ไปตลาดบ่อยๆ จะคุ้นเคยซึ่งอาจดูแปลกสำหรับคนรุ่นใหม่ หรือนักท่องเที่ยวที่เคยชินแต่กับซูเปอร์มาร์เกต หรือซูเปอร์สโตร์ ปัจจุบันชาวเมือง Porto มักไปเดินตลาดในวันเสาร์เพื่อซื้อสินค้าหลากหลายประเภทมากักตุนไว้ใช้ตลอดสัปดาห์ นักท่องเที่ยวที่ช่างสังเกตและฟังภาษาโปรตุเกสออกจะทราบได้ว่าชาวเมืองและพ่อค้าแม่ค้าจะรู้จักมักคุ้นเคยกันดีถึงขนาดรู้ชื่อเล่นของกันและกันทักทายโอภาปราศรัยถามสารทุกข์สุขดิบและรู้ใจกันชนิดที่รู้ว่าของอะไรควรขายใคร เหมาะสมหรือไม่กับลูกค้าคนไหนเพื่อป้องกันการต่อว่าภายหลัง หลังจากเสร็จภารกิจการซื้อขายก็ยังมีการร่ำลากันเพื่อพบกันใหม่สัปดาห์หน้า

นอกจากการซื้อของกินของใช้ประจำวันแล้วลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวบางคนก็แวะร้านอาหารขนาดเล็กที่มีขายอาหารพื้นเมือง และที่ขาดไม่ได้คือการซื้อทาร์ตไข่อันเลื่องชื่อของประเทศทาร์ตไข่ หรือที่ชาวโปรตุเกสเรียกว่าPasteisde nata นี้ เป็นขนมที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยพระคาทอลิกซึ่งอาศัยอยู่ในอาราม Jeronimos ย่าน Belem กรุงลิสบอน การที่พระประดิษฐ์อาหารชนิดนี้ก็เพราะแม่ชีในวัดเอาไข่ขาวมาเคลือบผ้า พระเลยไม่อยากทิ้งไข่แดงเลยเอามาทำขนม ในช่วงที่โปรตุเกสเปลี่ยนแปลงการปกครอง และคนเริ่มหมดศรัทธากับศาสนา พระจึงขายขนมชนิดนี้ออกมาเพื่อหาเงินมาบำรุงศาสนา ในปี 1834 เมื่ออารามถูกปิด สูตรขนมนี้จึงถูกขายให้กับพ่อค้าโรงกลั่นน้ำตาลจนเป็นที่มาของทาร์ตไข่สุดอร่อยของโปรตุเกสตราบจนทุกวันนี้ นักท่องเที่ยวที่มาถึงโปรตุเกสส่วนใหญ่นอกจากจะต้องมากินทาร์ตไข่ ขนมที่ทำจากครีม ไข่แดง น้ำตาล แป้งและมะนาวนี้ที่ตลาดแล้ว นักท่องเที่ยวที่ชอบจิบไวน์ ยังต้องหาโอกาสจิบไวน์ที่ Bolhoa Wine House เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศเป็นกันเองชาวเมืองอีกต่างหากด้วยจึงจะสมกับที่ได้มาถึง Porto จริงๆ

ร้านขายไวน์ท้องถิ่น

ร้านขายไวน์ท้องถิ่น

Egg Tart

Egg Tart

ร้านผลไม้

ร้านผลไม้

ร้านขายของที่ระลึก

ร้านขายของที่ระลึก

บรรยากาศในตลาด

บรรยากาศในตลาด

บรรยากาศข้างตลาด

บรรยากาศข้างตลาด

โต๊ะจิบไวน์

โต๊ะจิบไวน์

แหวกฟ้าหาฝัน : Surrealist และศิลปินหญิงใน Soares dos Reis Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/397312

แหวกฟ้าหาฝัน : Surrealist และศิลปินหญิงใน Soares dos Reis Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Surrealist และศิลปินหญิงใน Soares dos Reis Museum

วันอาทิตย์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Lilacs and Roses by Antonio Jose da Costa

ใน Soares dos Reis ไม่เพียงมีผลงานของศิลปินชาย ที่นี่ยังมีงานของ Maria Aurelia Martin de Souza ศิลปินหญิงเชื้อสายโปรตุเกสที่เกิดใน Chile ด้วย เธอเกิดวันที่ 13 มิถุนายน 1866 ในครอบครัวที่มีพี่น้อง 7 คน พ่อ-แม่ของเธอได้อพยพจากโปรตุเกสไปอยู่บราซิลและชิลีแต่เดินทางกลับมาอยู่โปรตุเกสเมื่อเธออายุได้ 3 ปี เธอเริ่มเรียนเขียนภาพเมื่ออายุได้ 16 ปี กับ Antonio da Costa Lima หลังจากนั้น4 ปี เธอได้เข้าเรียนวิชาประวัติศาสตร์การวาดภาพที่ Porto Academy of Fine Arts

Lilacs and Roses (detail) by Antonio Jose da Costa

ในขณะเข้าเรียนไป 3 ปี เธอได้เข้าร่วมงานนิทรรศการหลายครั้งเช่น Exhibitions of the Porto Academy of Fine Arts Students School Works Worth of Mention ในปี 1899 แม้เธอจะไม่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐ แต่ได้รับเงินสนับสนุนจากพี่สาวให้เดินทางไปปารีส และอยู่ที่นั่น 3 ปี โดยเข้าเรียนกับ J.P.Laurens และสามารถขายผลงานส่วนหนึ่งได้ในช่วงเวลานั้น ก่อนย้ายกลับมาอยู่โปรตุเกสอีกครั้ง เธอได้เดินทางเยี่ยมชมมิวเซียมในหลายประเทศ อาทิ เบลเยียม เยอรมนี อิตาลี และสเปนซึ่งผลงานเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานของเธอต่อมาอีกหลายปี หลังปี 1907 เธอได้จัดแสดงผลงานอีกหลายครั้งทั้งเดี่ยวและร่วมกับคนอื่น นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเธอไม่ว่าจะเป็น Visitation, Memorialday, Dante and Virgil และ Jezebel eatenby dog ที่จัดแสดงในมิวเซียมแห่งนี้มีอัตลักษณ์ไม่เหมือนใครสมกับที่เธอเป็นศิลปินหญิงโปรตุเกสเพียงไม่กี่คนที่มีห้องภาพเป็นของตัวเอง และได้รับคำชื่นชมอย่างมากในฐานะศิลปินยอดเยี่ยมแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19

Grapes by Antonio Jose da Costa

ใน Soares dos Reis ไม่เพียงมีผลงานแนว Romanticism เป็นจำนวนมากแล้ว ที่นี่ยังมีงานแนว Surrealism ด้วย ศิลปินโปรตุเกสที่เด่นแนวนี้คือ Antonio Da Costa เขาเกิดใน Angra do Heroismo กับครอบครัวที่คุณปู่เป็นช่างไม้ที่ก่อสร้างโบสถ์หลายแห่งในเกาะบ้านเกิด และพ่อเป็นช่างไม้ที่สอนงานไม้ที่ Angra’s Commercial and Industrial School แต่การที่เขาเติบโต
ที่เกาะ Terceira เขาจึงไม่มีโอกาสเข้าเรียนศิลปะอย่างจริงจังใน School of art แต่เขาก็เริ่มงานศิลปะตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยการวาดภาพทิวทัศน์ด้วยสีน้ำมัน ในที่สุดบิดาของเขาก็ส่งเขาเข้าเรียนใน School of Art ที่ลิสบอนในปี 1935 จนถึงปี 1941 ในช่วงเวลานั้น เขาได้เป็นเพื่อนกับ Antonio Pedro ศิลปินแนว Surrealism อีกคนหนึ่งและได้ร่วมกันจัดแสดงนิทรรศการที่เป็นการจัดนิทรรศการผลงานแนว Surrealism ครั้งแรกของโปรตุเกส และเขายังได้รับรางวัล Amadeo de Souza-Cardoso ในปี 1942 อีกต่างหาก
แม้จะยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยเลยก็ตาม

Dante and Virgil by Aurelia de Souza

ในช่วงทศวรรษที่ 40 รอบตัวเขาเกิดสงครามหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่สงครามภายในประเทศสเปน ตามด้วยสงครามโลกครั้งที่สอง ส่งผลให้ผลงานของเขาในช่วงเวลานั้นสะท้อนความวุ่นวาย งานส่วนใหญ่แนว Surrealism ของเขาถูกไฟไหม้ไปในปี 1944 ส่วนที่เหลืออยู่ก็เป็นของผู้ที่ซื้อผลงานไป ต่อมาในปี 1947 เขาได้เดินทางไปปารีสด้วยเงินทุนของรัฐบาลฝรั่งเศส และได้อาศัยอยู่จนตลอดชีวิตนั้น แม้ในช่วงแรกที่ย้ายมาใหม่ๆ เขาไม่ค่อยมีผลงานมากนัก แต่ก็ทำให้เขาได้มีโอกาสพบกับศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติหลายคน เขาว่างเว้นการสร้างสรรค์ผลงานไปพอควร แต่ก็กลับมาแสดงผลงานเดี่ยว 17 ภาพที่ Galeria de Marco ณ กรุงลิสบอนหลังจากนั้นเขาหยุดสร้างสรรค์งานจิตรกรรมไปเลย และหันมาเอาดีทางการเป็นนักข่าว แต่ก็มิได้หมดความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับศิลปะเสียทีเดียวเขายังคงให้สังเกตสังกาเรื่องราวในวงการศิลปะอย่างใกล้ชิด แต่เน้นไปเรื่องการวิพากษ์ และเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โปรตุเกสมากกว่า

Jezebel eaten by dog by Aurelia de Souza

เขาเริ่มกลับมาเขียนภาพใหม่ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1970 ดังนั้นเมื่อเขาย้อนกลับมาจัดแสดงงานศิลปะใหม่ในปี 1983 ที่เขาเปิดแสดงผลงานเดี่ยว ณ Galeria 111 กรุงลิสบอนงานของเขาจึงได้รับความสนใจอย่างมากอันเป็นผลมาจากการที่งานรุ่นใหม่ของเขาดูง่ายและสวยงามส่งผลให้ผลงานทั้งหมดถูกขายไปจนหมดความสำเร็จในครั้งนั้นเป็นแรงจูงใจให้เขาสร้างสรรค์งานเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยผลงานส่วนหนึ่งยังคงจัดแสดง ณ มิวเซียมแห่งนี้ นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสยลผลงานของเขา ไม่ว่าจะเป็น Grapes หรือ Lilac and Roses ย่อมเห็นด้วยกับสมาคมวิจารณ์ศิลป์แห่งโปรตุเกสที่ประสาทรางวัลให้กับเขาในปี 1984

Visitation by Aurelia de Souza

Memorial Day by Aurelia de Souza

แหวกฟ้าหาฝัน : Silva Porto ใน Soares dos Reis Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/395917

แหวกฟ้าหาฝัน : Silva Porto ใน Soares dos Reis Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Silva Porto ใน Soares dos Reis Museum

วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในมิวเซียม Soares dos Reis ไม่เพียงมีผลงานของศิลปินยุคโรแมนติกเป็นจำนวนมาก ที่นี่ยังมีงานแนว Impressionism ที่น่าสนใจของศิลปินพื้นเมืองด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของ Silva Porto หรือ Antonio Carvalho da Silva เขาเกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน 1850 ที่เมือง Porto ในครอบครัวที่มีพ่อเป็นช่างทำกระป๋อง และแม่ที่ชนะประกวดงานเย็บปักถักร้อย เขาเข้าศึกษาต่อที่ Industrial School เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ความสามารถของเขาเป็นที่เตะตาของ Guiherme Correia ผู้อำนวยการสถาบันอย่างมาก เขาจึงได้รับการแนะนำให้พบกับ Joao AntonioCorreia เพื่อให้พี่ชายเขารับเป็นศิษย์ ในปี 1865เขาเข้ารับการศึกษาที่ Porto Academy of Fine Arts และได้รับคะแนนยอดเยี่ยมในหลายวิชาอีกทั้งยังได้กลายเป็นศิษย์ของศิลปินดังๆ อีกหลายคน จนในปี 1869 เขาก็ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานใน Treinnial Exhibition ครั้งที่ 10

Auteuil

เมื่ออายุได้ 23 ปี เขาสมัครเพื่อเข้าเรียน Landscape Painting ในปารีส และได้รับการยอมรับจากสมาชิกให้เข้าแข่งขันใน Artur Loureiro เขาได้รับการตอบรับและเดินทางไปปารีส
ในวันที่ 29 ตุลาคม เพื่อเข้าเรียนกับ Yvon, Alexandre Cabanel, Beauveri และ Daubigny ที่ National and Special Fine Arts School โดยศิลปินที่มีอิทธิพลต่อเขามากที่สุดคือ Charles Daubigny สมาชิกของศิลปินที่เน้นการวาดภาพ กลางแจ้งอันเป็นที่มาของงานศิลปะแนว Impressionism ในช่วงเวลานั้น เขาวาดภาพ Landscape หลายภาพจากสถานที่จริงหลายแห่งมากเฉกเช่นเดียวกันกับศิลปินแนว Impressionism ชาวฝรั่งเศสอีกหลายคน ในปี 1847 เขาได้นำเสนอผลงาน Landscape อีกสองชิ้นในงาน Triennial Exhibition ครั้งที่ 11

Bank of Oise in Auvers

ในปี 1877 เขาเดินทางไปอิตาลีกับ Marques de Oliveira แต่ก็ต้องย้ายกลับมาอยู่ปารีส ระหว่างนั้นเขาเดินทางไปอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียมหลายครั้งเพื่อหาสถานที่รังสรรค์ผลงาน เขาได้นำเสนอผลงานอีก 11 ชิ้นในงาน TriennialExhibition ครั้งที่ 12 ด้วยความสามารถอันโดดเด่น เขาจึงได้รับการเชิญให้เป็นอาจารย์สอนภาควิชา Landscape ที่ Lisbon Academy of Fine Arts ในปี 1880 เขาได้นำเสนอผลงานอีก 20 ชิ้น ใน Sociedade Promotora de Belas Artes ครั้งที่สามซึ่งผลงานหลายชิ้นสามารถขายให้กับคหบดี รวมทั้งพระเจ้าเฟอร์นานโดที่สองในราคาถึง 300,000 เหรียญ นับจากนั้นมาผลงานของเขาก็ขายได้ในราคาสูงตลอดมา แม้บางครั้งจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสียๆ หายๆ จากเพื่อนศิลปินด้วยกันว่าเขาให้ความสนใจกับผลงานที่ทำให้ขายได้มากกว่าศิลปะจริงๆ ก็ตาม ถึงกระนั้นเขาก็ยังนำผลงานมาเข้าแข่งขันและประกวดต่างๆ และได้รับรางวัลอย่างสม่ำเสมอ

Wheatfield

ในปี 1886 เขาได้นำเสนอแนวคิดใหม่ด้วยการเขียนภาพม้าและฝูงม้าเข้าไปในภาพทิวทัศน์ และได้นำเสนอผลงานที่มีม้าและฝูงม้าใน Modern Art Salon ครั้งที่ 6 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี เขายังคงประสบความสำเร็จทั้งทางด้านผลงานและการเงินเรื่อยมาจนถึงเดือนพฤษภาคม 1893 หลังบุตรสาวคนที่สี่เกิดเขาป่วยหนักและเสียชีวิตด้วยโรคไทฟอยด์

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสยลผลงานแนว Impressionism ของเขาในมิวเซียมจะเห็นว่า แม้ Silva Porto จะไม่ใช่ศิลปินที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แต่ฝีมือของเขาโดยเฉพาะการวาดแสงและเงาโดยเฉพาะภาพ Leading the Flock นั้นไม่เป็นรองศิลปินแนว Impressionism ดังๆ ชาวฝรั่งเศสไม่ว่าจะเป็น Monet, Manet หรือ Saurat เลยทีเดียว

Roman countryside costume

Roman countryside costume

Landscape with a plain

Landscape with a plain

Leading the flock

Leading the flock

แหวกฟ้าหาฝัน : Henrique Pousao ศิลปินแสนอาภัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/394396

แหวกฟ้าหาฝัน : Henrique Pousao ศิลปินแสนอาภัพ

แหวกฟ้าหาฝัน : Henrique Pousao ศิลปินแสนอาภัพ

วันอาทิตย์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Anacapri

ใน Soares dos Reis Museum ไม่เพียงมีงานยุคโรแมนติกของ Augusto Roquemont และ Joao Antonio Correia เท่านั้น ที่นี่ยังมีงานของศิลปินพื้นเมืองที่แสนอาภัพอีกคนนั่นคือ Henrique Ceasar de Araujo Pousao หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Henrique Pousao เขาเกิดจากบิดาที่จบการศึกษาด้านกฎหมาย แต่เป็นหลานของ Caetano Alves de Araujo จิตรกรที่เป็นผู้ทำงานตกแต่งหอสวดมนต์ Santisimo Sacramento ในโบสถ์ Nossa Senhora da Conceicao เขาเข้าเรียนที่เมือง Elva ก่อนมารดาจะเสียชีวิตด้วยวัณโรค และเริ่มให้ความสนใจกับการวาดภาพจนเริ่มมีผลิตผลงานออกมาบ้าง เช่น Portrait of a Cousin

Capri

หลังจากบิดาของเขาแต่งงานใหม่ เขาจึงย้ายตามบิดาไปยัง Barcelos และได้รับแรงบันดาลใจจากภาพเขียนและภาพร่างของศิลปินท้องถิ่นในย่านนั้น เมื่อบิดาเห็นเขาให้ความสนใจกับการวาดภาพ บิดาจึงส่งเขามาอยู่ที่ Porto กับเพื่อนที่ให้ความสนใจในการลงทุนกับศิลปะ เขาได้เข้ารับการศึกษาที่ Porto Academy of Fine Arts ตามคำแนะนำของ AntonioJose da costa ศิลปินที่เป็นครูของเขา และได้รับการศึกษาศิลปะกับ Joao AntonioCorreia จนจบการศึกษาในปี 1880หลังจบการศึกษาเขากลับไปที่ Porto และขอทุนการศึกษาเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ ระหว่างรอให้ทุนเขาเข้าทำงานที่ Porto Art center และเขียนหนังสือให้กับนิตยสาร Ocidente

Cecilia

หลังได้รับอนุมัติทุนการศึกษาเขาเข้าเรียนด้านการวาดภาพภูมิสถาปัตย์ในเดือนพฤศจิกายน 1881 ในระหว่างเรียนหนังสือเขากลับล้มป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับปอด และได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ไปรักษาตัวที่ Bourboule เมือง Marseille ประเทศฝรั่งเศส หลังจากกลับมาอยู่ปารีสได้ 2 เดือน แพทย์ก็แนะนำให้เขาย้ายไปอยู่ที่โรมอีก เขาจึงได้มีโอกาสร่วมเป็นสมาชิกกับศิลปินท้องถิ่น และวาดภาพ Ceciliaภาพเด็กหญิงที่กำลังอธิษฐานซึ่งได้รับการจัดแสดงที่ Paris ในเวลาต่อมา และจัดแสดงอยู่ใน Soares dos Reis Museum ในปัจจุบันด้วย หลังจากกลับจากโรม ในช่วงฤดูร้อนเขาก็ป่วยอีกและต้องย้ายไปอยู่ที่ Anacapriเกาะหนึ่งในหมู่เกาะ Capri ประเทศอิตาลี ในช่วงเวลานั้นเขาก็ได้วาดภาพทิวทัศน์ Whitehouses of Capri เมื่อรักษาตัว จนดีขึ้นและย้ายกลับไปอยู่โรมได้ไม่นาน เขาก็ป่วยหนักอีก และจำเป็นต้องย้ายมาอยู่ที่ Anacapri อีกครั้ง

Napolitan Girl

การที่เขาป่วยหนักมาก เขาจึงตัดสินใจจะกลับโปรตุเกส ระหว่างทางเขาเดินทางผ่านเมืองต่างๆ เช่น Sorrento, Castellamare, Naples, Marseille, Barcelona, Venice, Seville และพบกับบิดาที่เมือง Olhao เป็นเวลาสั้นๆ ก่อนกลับไปเสียชีวิตด้วยโรคปอดที่ Vila Vicosa เมื่ออายุเพียงแค่ 23 ปี ระหว่างทางกลับบ้านเขาได้สร้างสรรค์ผลงานมากมายทิ้งไว้ เมื่อเขาเสียชีวิตลง บิดาจึงตัดสินใจยกผลงานของเขาทั้งหมดของเขาให้กับ Soares dos Reis Museum

Old woman winding a skein

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนมิวเซียมจะพบว่า แม้เขาจะอายุน้อยและไม่สามารถเข้าเรียนศิลปะอย่างสม่ำเสมอด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ แต่ผลงานที่เขารังสรรค์ขึ้นโดยเฉพาะระหว่างทางที่เขาไปพักเพื่อรักษาตัวหรือกลับบ้านในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตสะท้อนฝีไม้ลายมือและความเป็นอัจฉริยภาพของเขาได้เป็นอย่างดี เป็นที่น่าเสียดายของโลกมากที่เขาเสียชีวิตด้วยอายุเพียงแค่ 23 ปีเท่านั้น

Self Portrait

Self Portrait

Roman Girl

Roman Girl

Village of St. Sauves

Village of St. Sauves

แหวกฟ้าหาฝัน : Naturalist ใน Soares dos Reis Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/392911

แหวกฟ้าหาฝัน : Naturalist ใน Soares dos Reis Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Naturalist ใน Soares dos Reis Museum

วันอาทิตย์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Interior (Seamstress working)

หลายคนคงสงสัยว่า Naturalist คืออะไร Naturalist คือศิลปินแนว Naturalism ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานแนว Realism ที่เน้นความเป็นธรรมชาติของสิ่งที่วาดมากกว่าคำนึงถึงข้อจำกัดของความเป็นจริงและคำว่าสวย คำนี้ถูกใช้ครั้งแรกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 แต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 คำนี้ถูกใช้กับงานที่ถูกรังสรรค์โดยศิลปินฝรั่งเศสที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ที่มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติอันเป็นที่มาของศิลปะที่เรียกว่าImpressionism งานจิตรกรรมแนว Naturalism ที่เริ่มในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดย Gustave Courbet นั้นเน้นเรื่องราวในชีวิตประจำวันซึ่งแตกต่างจากงานในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่เน้นในเรื่องการจัดวางองค์ประกอบที่ถูกต้องเป็นหลัก โดยมีการควบรวมเอาภาพของมนุษย์เข้าไปปรากฏในภาพทิวทัศน์ต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากภาพเขียนในสมัยก่อนหน้าอันเป็นผลมาจากการที่เริ่มมีการถ่ายภาพกันอย่างแพร่หลายแล้ว

Cephalus And Procris

ใน Soares dos Reis Museum ไม่เพียงมีงานแนวโรแมนติกเท่านั้น ที่นี่ยังมีงานแนว Naturalism ที่สำคัญของโปรตุเกสด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของ Joao Marques da Silva Oliveira ศิลปินแนว Naturalism ที่สำคัญที่สุดของประเทศ เขาเกิดวันที่ 23 สิงหาคม 1853 ณ เมือง Porto เขาสนใจเขียนภาพตั้งแต่เด็กและเข้าเรียน Porto Academy of Fine Arts ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 11 ปีเท่านั้นโดยเริ่มต้นเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ก่อนที่จะหันมาเรียนทางด้าน Civil Architecture และ Perspective ภายหลัง ต่อมาเขาเข้าเรียนต่อทางด้านการออกแบบอีก 5 ปีและได้รับรางวัลที่หนึ่งทางด้าน Historical Design ระหว่างปี 1866-69 เขาได้จัดแสดงผลงานที่ Triennial Exhibition of Porto ครั้งที่ 9-10 และได้เข้าเรียนกับ Joao Antonio Correia จนได้กลายเป็นหนึ่งในศิษย์เอก และสามารถชนะการแข่งขันได้ทุนการศึกษาไปเรียนต่างประเทศในปีสุดท้าย

Girl Head

ในปี 1873 เขาย้ายไปอยู่ปารีสกับ Silva Porto ในฐานะนักเรียนทุนทางด้าน Historical Painting เขาได้มีโอกาสพบกับจิตรกรแนว Naturalism อยู่หลายคนส่งผลให้เขาสามารถพัฒนาฝีมือจนได้รับรางวัลในการแข่งขัน เมื่อเขากลับมา Porto เขาได้นำเสนอผลงานศิลปะภาพเขียนทิวทัศน์ภายนอกจนถูกนำเสนอชื่อเข้ารับรางวัลจาก Porto Academy of Fine Arts และกลายเป็นรองประธาน Centro ArtisticoPortugense สถาบันใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาศิลปะของประเทศ

เมื่อเมือง Porto และ Lisbon ได้แยกกันจัดตั้ง School of Fine Arts เขาเลยเข้าดำรงตำแหน่งอาจารย์ภาควิชา Historical Painting ที่ Porto ในช่วงเวลานั้น เขาไม่เพียงเป็นผู้นำแนวคิดทางด้าน Naturalismให้กับการศึกษา เขายังทุ่มเทให้กับการสอน และนำความทันสมัยมาสู่ School of Fine Arts เมือง Porto ส่งผลให้เขาได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ในที่สุดนับจากนั้นมา ผลงานของเขาก็ได้รับรางวัลจากสถาบันต่างๆ ในประเทศตลอดเกือบทุกปี รวมทั้ง National Society of Fine Arts ด้วย ภายหลังเขาลาออกจากสถาบันการศึกษาและเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการSoares dos Reis Museum โดยยังคงดำรงตำแหน่งใน Council of Art and Archeology

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Landscape ต่างๆ ดูคล้ายงานแนวImpressionism มากนั่นคือ มีการเล่นกับแสงเงามีความสดใส และมีชีวิตชีวาไม่ด้อยไปกว่าผลงานของศิลปินฝรั่งเศสที่ดังๆ สมกับที่เขาได้รับรางวัลมากมายและเป็นที่ภาคภูมิใจของชาวปอร์โตอย่างแท้จริง

Self Portrait

Self Portrait

Portrait of Silva Porto1

Portrait of Silva Porto1

Landscape

Landscape

แหวกฟ้าหาฝัน : Joao Antonio Correia ใน Soares dos Reis Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/391354

แหวกฟ้าหาฝัน : Joao Antonio Correia ใน Soares dos Reis Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Joao Antonio Correia ใน Soares dos Reis Museum

วันอาทิตย์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

The Negro

ใน Soares dos Reis Museum มีผลงานของศิลปิน Porto อยู่หลายคน อาทิ Joao Antonio Correia เขาเกิดวันที่ 26 ธันวาคม 1822 ในครอบครัวที่บิดาทำธุรกิจค้าผ้า เขาเข้าเรียนด้านภาพร่างที่ Royal Academyof Maritime and Trade Affairs of the city of Porto ในปี 1837 เขาได้รับรางวัลจากการวาดภาพเลียนแบบ Venus ligando as asas de Amor เมื่อจบชั้นปีที่ 1ต่อมาเขาเข้าเรียนต่อทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ที่ Porto Academy of Fine Arts และใช้เวลา 7 ปี เรียนด้านการวาดภาพกายวิภาคไปด้วย เขาได้รับรางวัลที่ 1 จากภาพที่ชื่อ A morte do conde Andeiro หรือ The Death of Count Andeiro ในงานประกวด 1st triennial exhibition 1842 และเข้าแข่งขันเพื่อรับตำแหน่งอาจารย์ภาควิชาภาพร่างที่ Polytechnic Academy ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 4 แต่เขากลับพลาดตำแหน่งเพราะอายุไม่ถึงเกณฑ์ เขาจึงตัดสินใจเรียนต่อจนถึงปี 5

Portrait of Antonio Martin Fernandes Guimaraes

ปี 1848 เขาอาศัยอยู่ในปารีสด้วยเงินสนับสนุนส่วนตัวจากคหบดีชาว Porto รวมทั้ง Manuel de Cerqueira Vilaca Bacelar ซึ่งทำให้เขาได้รับประสบการณ์จากศิลปินหลายคนที่มีผลงานหลากหลายแบบ อาทิ Classicism, Naturalism, Romanticism ที่อาศัยอยู่ในปารีสในช่วงเวลานั้นอันมีอิทธิพลต่องานของเขาในเวลาต่อมา ในปี 1851 เขาได้รับการจ้างให้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ในภาควิชาประวัติศาสตร์จิตรกรรมที่ Porto Academy of Fine Arts และสามารถไต่เต้าขึ้นจนดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในเวลาต่อมา ในปี 1858 เขาได้นำเสนอการสอนเขียนภาพด้วยนางแบบเปลือยจริงในห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโดยได้สอนศิลปินโปรตุเกสอีกหลายคน เช่น Soares dos Reis, Marques de Oliveira, Silva Porto, Henrique Pousão e Artur Loureiro ในปี 1882 เขาเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Porto Academy of Fine Arts จวบจนวาระสุดท้ายในปี 1896

Portrait of Manuel Jose Carneiro

ในช่วงเวลากว่า 45 ปี ที่เขาทำงานนั้น งานของเขาได้รับการชื่นชมเป็นอันมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพเหมือนของราชวงศ์และคหบดี แม้ผลงานของเขาส่วนหนึ่งจะคล้ายกับงานของ Roquemont บ้างก็ตาม การที่เขาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และมีฝีมือที่โดดเด่นประกอบกับเขาเป็นคนพื้นเมืองจึงทำให้คหบดีในเมืองต้องการได้งานของเขามาประดับบ้านส่งผลให้งานส่วนใหญ่ของเขาเป็นภาพเหมือน อย่างไรก็ดี เขายังมีงานแท่นบูชาและหอสวดมนต์อยู่บ้าง แต่ไม่มาก

Portrait of Paulino de Oliveira

ภาพที่โดดเด่นที่สุดและเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุดของเขาก็คือ The Negro ภาพคนผิวดำที่เหม่อมองไปด้านข้างด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ดูมั่นใจและภาคภูมิใจในตัวเองถูกรังสรรค์ขึ้นในปี 1869 นี้เป็นตัวอย่างงานที่ดูเหมือนจริงราวภาพถ่าย นักท่องเที่ยวที่ได้เห็นมีโอกาสยลThe Negro ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาซึ่งจัดแสดงอยู่ที่ Soares dos Ries Museum นี้ ย่อมสามารถตระหนักได้ว่าเหตุใด คหบดีจึงต้องการฝีมือเขามาประดับบ้านและสามารถยอมรับโดยสดุดีว่าเขาเป็นศิลปินที่ชาวโปรตุเกสภาคภูมิใจที่สุดคนหนึ่งแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

Self Portrait

แหวกฟ้าหาฝัน : งานจิตรกรรมใน Soares dos Reis Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/389938

แหวกฟ้าหาฝัน : งานจิตรกรรมใน Soares dos Reis Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : งานจิตรกรรมใน Soares dos Reis Museum

วันอาทิตย์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Procession

โดยทั่วไปมิวเซียมแห่งชาติมักมีงานเด่นเป็นงานจิตรกรรม Soares dos Reis Museum ก็เช่นกัน ที่นี่มีผลงานจิตรกรรมมากถึง 2,500 ชิ้นที่จัดแสดงเรียงตามลำดับเวลาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16-20 โดยงานส่วนหนึ่งเป็นงานที่ได้รับมาจากมิวเซียมประจำเมือง งานของศิลปินต่างชาติจะเริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยเป็นงานของศิลปินชาวดัชท์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนงานในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นของสะสมเก่าของราชวงศ์โดยเป็นงานแนว Romanticism และ Naturalism

อย่างไรก็ดี ผลงานของศิลปินที่มากที่สุดในมิวเซียมยังคงเป็นของศิลปินประจำชาติที่มีตั้งแต่ Silva Porto, Marques de Oliveira and Henrique Pousão ซึ่งพวกเขาถนัดในการสร้างสรรค์งานที่มาจากบรรยากาศจริงนอกอาคารอันเป็นผลมาจากการดูงานจากศิลปินฝรั่งเศส และอิตาลี นอกจากนี้ที่นี่ยังมีงานของคริสต์ศตวรรษที่ 20 อยู่บ้างแต่ไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าโปรตุเกสเข้าสู่Modern art เฉกเช่นเดียวกันกับชาติยุโรปตะวันตกอื่นๆ

Procession detail

ศิลปินเด่นๆ ในมิวเซียมมีหลายคน เช่น Auguste Roquemont เขาเกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ.1806 จาก Prince Frederick Augustus of Hessen-Darmstadt ณ เมืองเจนีวาประเทศสวิส เขาเข้ารับการศึกษาครั้งแรก ณ กรุงปารีสเมื่ออายุได้ 8 ปีก่อนจะย้ายไปเรียนต่อที่โรม โบโลญา ฟลอเรนซ์และเวนิสตามลำดับโดยในช่วงแรกเขาเข้าเรียนศิลปะและสร้างสรรค์งานศิลปะแนวเรอเนสซองส์และบาโรค ในปี 1820 เขาได้รับรางวัลจาก Academy of Fine Art ณ เมืองเวนิส ต่อมาในปี 1828 บิดาของเขาซึ่งรับราชการอยู่ในเวลานั้น เรียกตัวเขากลับจากอิตาลีเพื่อมาเป็นเลขาส่วนตัว เขาจึงย้ายมาอยู่บ้านของ Count Miguel de Azenha ที่Guimaraes ประเทศโปรตุเกส ก่อนที่จะย้ายไปเป็นครูสอน Joao Antonio Correia โดยได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Drawing Class of Royal Academy of Navy and Commerce of the city of Porto ในเวลาต่อมา

หลังจากที่ฝ่าย Liberal ชนะสงคราม เขาก็ย้ายกลับมาอยู่ Guimares อีก และเริ่มผลิตผลงานแนว Portrait และ Miniature ต่างๆ รวมทั้งงานตกแต่งโบสถ์ด้วย หลังจากนั้นเขายังเป็นครูสอนศิลปินโปรตุเกสรุ่นหลังอีกหลายคน และมีอิทธิพลอย่างสูงต่องานยุคโรแมนติกเริ่มต้นของโปรตุเกส การที่เขาเป็นอาจารย์และมีอิทธิพลอย่างสูงต่องานศิลปินหลังคริสต์ศตวรรษที่ 18 เขาจึงมีผลงานใน Soares dos Reis Museum เป็นจำนวนมาก เช่น Self Portrait, Portrait of Barao do Seixo และ Baronesa do Seixo เป็นต้น นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานส่วนใหญ่ของเขาซึ่งเป็นภาพเหมือนมีความละเอียดอ่อนเหมือนจริงมาก ผลจากความมีชื่อเสียงและฝีมือที่เฉียบขาดของเขาส่งผลให้คหบดีต้องการฝีมือของเขามาประดับบ้านเป็นจำนวนมาก ถึงกระนั้นก็ตาม การที่เขาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยจึงทำให้เขายังคงสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสังคมด้วยการวาดภาพคนและเรื่องราวทั่วไปอยู่เนืองๆ เช่น Fish woman,Head of old woman และ Processionเพื่อทดลองวิธีการใหม่ๆ และเป็นแบบอย่างให้กับนักศึกษา

Portrait of Baronesa do Seixo

Portrait of Baronesa do Seixo

Baronesa do Seixo detail

Baronesa do Seixo detail

Fish woman

Fish woman

Head of old woman

Head of old woman

Portrait of Barao do Seixo

Portrait of Barao do Seixo

Self Portrait

Self Portrait

แหวกฟ้าหาฝัน : ของจัดแสดงใน Soares dos Reis museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/388442

แหวกฟ้าหาฝัน : ของจัดแสดงใน Soares dos Reis museum

แหวกฟ้าหาฝัน : ของจัดแสดงใน Soares dos Reis museum

วันอาทิตย์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Stamacher

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Soares dos Reis museum ไม่เพียงจะได้ยลผลงานของ Antonio Soares dos Reis ศิลปินชื่อดังอันเป็นที่มาของชื่อมิวเซียมแล้ว ที่นี่ยังมีงานอีกหลายหลายหมวด เช่น งานกระเบื้อง มิวเซียมแห่งนี้เป็นมิวเซียมที่มีงานกระเบื้องมากที่สุดในโปรตุเกสโดยเฉพาะงานชิ้นสำคัญๆ ของประเทศซึ่งได้รับการถ่ายโอนมาจากเทศบาลเมือง การจัดแสดงจะเรียงลำดับตามเวลาโดยชิ้นแรกย้อนไปในปี 1621 แต่งานหลักๆ เริ่มต้นในช่วงเวลาของ Marques de Pombal ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และมีเรื่อยมาจากทุกทิศทางทั่วประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทางภาคเหนือของประเทศ เช่น Viana do Castelo และ Gaia ยิ่งกว่านั้น งานกระเบื้องของมิวเซียมยังมีงานของประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ชิงอีกต่างหากด้วยนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนจะได้ศึกษางานกระเบื้องที่มีความสวยงามและหลากหลายอย่างจุใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้วยชามที่มีสีสันสดใส

Glassware

นอกจากงานกระเบื้อง ที่นี่ยังมีงาน Glassware หรือเครื่องแก้วเป็นของคู่กัน เครื่องแก้วของมิวเซียมแห่งนี้เป็นผลงานของศิลปินต่างชาติเป็นส่วนใหญ่โดยย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับการเริ่มอุตสาหกรรมเครื่องแก้วโดยจัดแสดงเรียงตามลำดับเวลา แม้งานส่วนใหญ่จะเป็นงานจากการผลิตแบบอุตสาหกรรม แต่ก็มาจากการออกแบบของศิลปินดังๆ เช่น ศิลปินสเปน อังกฤษ โบฮีเมีย รวมทั้งศิลปินพื้นเมืองชาวโปรตุเกสเอง

เครื่องตกแต่งกระเบื้อง

ยิ่งกว่านั้น ที่นี่ยังมีงานเครื่องประดับจัดแสดงอีกต่างหาก โดยทั่วไปมิวเซียมที่ต้องการจัดแสดงผลงานศิลปะที่หลากหลายอาจมีการจัดแสดงเครื่องประดับด้วย แม้จะไม่ใช่ Treasury museum ตรงๆ ก็ตาม ทั้งนี้เพราะ Art Jewelry หรือเครื่องประดับในฐานะที่เป็นงานศิลปะนี้เป็นงานศิลปะที่ต้องประกอบไปด้วยการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ และความประณีตในการผลิตชิ้นงาน ซ้ำยังมีราคาสูงอีกต่างหาก งานเครื่องประดับแนวศิลปะจึงไม่เพียงมีคุณค่าจากวัสดุที่ใช้ในการประกอบ แต่ยังมีคุณค่าจากความประณีตในการออกแบบและการประดิษฐ์ด้วย ศิลปินที่ผลิตงานแนวนี้จึงมักจำเป็นต้องมีความรู้มากกว่าศิลปินด้านอื่นๆ งานเครื่องประดับในฐานะเป็นผลงานศิลป์เริ่มรุ่งเรืองในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แม้ว่าก่อนหน้านี้งานเครื่องประดับจะมีมาอย่างยาวนานแล้วก็ตาม แต่มักเป็นของชนชั้นสูง เช่น กษัตริย์ ขุนนาง และศาสนจักรเท่านั้น ซึ่งในสมัยโบราณเน้นความหรูหราโดยใช้อัญมณีที่มีขนาดใหญ่เป็นหลัก

ชุดงานกระเบื้อง

ส่วนของเครื่องประดับที่จัดแสดงในมิวเซียมแห่งนี้ย้อนหลังไปในช่วงปี 1932 อันเป็นช่วงเวลาที่คนทั่วไปเริ่มมีฐานะดีขึ้น หรือมีคหบดีเพิ่มขึ้นจำนวนมาก อย่างไรก็ดี ของสะสมเริ่มต้นของมิวเซียมแห่งนี้ก็มาจากพระราชวังของท่านบิชอป และมีของสะสมเพิ่มเรื่อยมาโดยได้มาจากพระราชวังหลวงบ้าง ของบริจาคบ้าง หรือรัฐบาลซื้อหามาเพิ่มบ้าง หรือแม้แต่แลกเปลี่ยนกันมาจัดแสดงระหว่างมิวเซียมแห่งชาติในแต่ละเมืองของประเทศโปรตุเกส ของจัดแสดงที่เก่าแก่สุดของมิวเซียมแห่งนี้ย้อนหลังไปถึงยุคโลหะเลยทีเดียว ส่วนของจัดแสดงที่สวยงามที่สุดในมิวเซียมแห่งนี้คือ Stomacher เข็มกลัดที่ทำจากเงิน และอัญมณีหลากสีขนาด 32×30 ซม.นี้ ดั้งเดิมเป็นของราชวงศ์และเก็บอยู่ที่ Palacio dasNecessidades จนกระทั่งปี 1910 อันเป็นปีที่ราชวงศ์ล้มลง เข็มกลัดที่แสนหรูหรา ประณีต และเคยใช้ใส่ร่วมกับชุดราตรีกลางคืนนี้ได้กลายเป็นต้นแบบ ของงานอัญมณีที่แพร่หลายในยุโรปในเวลาต่อมา นักท่องเที่ยวที่ได้ยล Stamacher ไม่เพียงได้สัมผัสความวิจิตรบรรจงและอลังการของอัญมณีชิ้นนี้ เท่านั้นยังสามารถตระหนักได้ว่าสมบัติชิ้นนี้สมกับเป็น Highlight หนึ่งของมิวเซียมแห่งนี้จริงๆ

 

งาน Jewellry

งาน Jewellry

งานกระเบื้องจากโรงงานท้องถิ่น

งานกระเบื้องจากโรงงานท้องถิ่น

เครื่องกระเบื้อง Decorative art

เครื่องกระเบื้อง Decorative art

งานกระเบื้อง 3 มิติ

งานกระเบื้อง 3 มิติ

แหวกฟ้าหาฝัน : Antonio Soares dos Reis ใน Soares dos Reis National Museum เมือง Porto

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/387002

แหวกฟ้าหาฝัน : Antonio Soares dos Reis ใน Soares dos Reis National Museum เมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : Antonio Soares dos Reis ใน Soares dos Reis National Museum เมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Antonio Soares dos Reis นักประติมากรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวโปรตุเกสนี้ เกิดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1847ณ Cristovao de Mafamunde, Vila Nova de Gaia เขาเป็นบุตรของ Manuel Soares Junior เจ้าของร้านขายของชำที่ค่อนข้างจะเจ้าระเบียบ เขาเป็นผู้มีความสามารถทางด้านศิลปะตั้งแต่เด็กโดยเริ่มสร้างสรรค์งานศิลปะจากดินตากแห้งภายในสวนหลังบ้าน Diago de Macedo และ Resende จิตรกรเพื่อนบ้านเห็นผลงานของเขาจึงหว่านล้อมบิดาให้ส่งเขาไปเรียนศิลปะเมื่ออายุได้เพียงแค่ 14 ปี เขาสามารถเข้าเรียนศิลปะและได้รับรางวัลและคำชมเชยมากมายตั้งแต่เรียนจวบจนจบการศึกษาโดยได้รับรางวัลที่หนึ่งทั้งในด้านภาพร่าง สถาปัตยกรรมและประติมากรรม เมื่อจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยด้วยผลงานยอดเยี่ยม เขาจึงได้รับทุนการศึกษาให้ไปเรียนต่อที่ปารีสและได้เข้าฝึกอบรมปฏิบัติการกับ M.Jouffroy ที่ Ecole Imperiale et Speciale des Beaux Arts และสามารถชนะรางวัลในการแข่งขันได้อีก แต่เมื่อเกิดสงคราม Franco-Prussia เขาตัดสินใจกลับโปรตุเกส แต่ทางมหาวิทยาลัยบังคับเขาไปเรียนต่อที่โรมจนจบ ที่โรมนี่เองที่เขาได้สร้างงานmasterpiece อันเลื่องชื่อให้ตัวเองที่ชื่อว่า The Exile

ห้องแสดงประติมากรรม

เมื่อเขากลับมาโปรตุเกสในปี 1872 เขาได้รับความชื่นชมอย่างมากจากมหาวิทยาลัยและได้รับแต่งตั้งให้ทำงานใน Porto Academy of Fine Arts จนถึงปี 1880 เขากลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งArtistic Center ในปอร์โต และได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยที่ทำงานอยู่อันเป็นผลมาจากการที่เขาส่งเสริมงานด้านประติมากรรมให้กับประเทศ ความมีชื่อเสียงของเขาเปิดโอกาสให้เขาได้สร้างสรรค์งานจำพวกอนุสาวรีย์ เช่น AfonsoHenriques และงานประติมากรรมศีรษะของผู้มีชื่อเสียงจำนวนมาก นอกจากนี้เขายังชนะรางวัลที่หนึ่งเหรียญทองในการแข่งขัน General Fine Arts Exhibition ที่แมดริดสเปน และได้รับรางวัลอัศวินจากพระเจ้า Alphonse ที่ 13 แห่งสเปน

Conde de Ferreira by Antonio Soares dos Reis

แม้เขาจะดูประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัลและการยกย่อง แต่กลับมีข่าวลือตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า เขาไม่ได้เป็นคนรังสรรค์ผลงานเองที่ได้รับรางวัลเอง เขาจึงรู้สึกซึมเศร้าและเริ่ม เจ็บป่วยโดยมีอาการผิดปกติทางด้านสมองและหงุดหงิดง่ายจนแยกตัวออกจากสังคม ในปี 1885 เขาตัดสินใจแต่งงานกับ Amelia Aguiar de Macedo และมีบุตรด้วยกันสองคน ความแตกต่างกันทางด้านธรรมชาติ การศึกษา และชีวิตทั่วไป ระหว่างเขาและภรรยาทำให้ทั้งสองทะเลาะกันเป็นประจำ ความเครียดเรื่องงานและเรื่องครอบครัวทำให้เขาตัดสินใจยิงตัวตายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 1889ในห้องทำงานตัวเองโดยทิ้งจดหมายลาตายไว้ว่าเขาเป็นคริสเตียน แต่เขาทนมีชีวิตต่อไปไม่ได้แล้ว เขาขอโทษทุกคนที่เขาทะเลาะด้วย แต่เขาไม่สามารถยกโทษคนที่ทำร้ายเขาได้

Exiled by Antonio Soares dos Reis

Antonio Soares dos Reis จากโลกนี้ไปด้วยอายุเพียงแค่ 42 ปี โดยทิ้งผลงานเด่นที่สุดไว้กับมิวเซียมที่ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา นั่นคือ Exiled ผลงาน masterpiece ที่เขารังสรรค์ในโรมในปี 1872 และได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทองในการแข่งขันที่ Madrid World Fair ในปี 1881 นี้เขาได้รับแรงบันดาลใจจากบทกวีชื่อ Exile ของ Alexandre Herculano นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมจะเห็นว่า ผลงานแนว Romaticism ที่มีความอ่อนช้อยเหมือนจริงมากตั้งแต่ผม แววตา ผิวพรรณ กล้ามเนื้อ การไขว้กันของมือ และคลื่นในทะเลที่ตัวละครนั่งอยู่ชิ้นนี้คู่ควรกับรางวัลจนส่งผลให้ศิลปินเป็นนักประติมากรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคจริงๆ

นอกจากงานเด่นของ Soares dos Reis แล้วมิวเซียมแห่งนี้ยังมีงานประติมากรรมมากถึง 700 กว่าชิ้นโดยเป็นงานตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบัน งานส่วนหนึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์ของเมืองซึ่งเป็นผลงานจากการเรียนการสอนของภาควิชาประติมากรรมของ Academia Portuense de Belas Artes หรือ Belas Artes da Universidade do Portoที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Antonio Soares dos Reisนั่นเอง

Exiled by Antonio Soares dos Reis

Ismael by Augusto Santo

St. Joseph by Antonio Soares dos Reis

แหวกฟ้าหาฝัน : Soares dos Reis National Museum เมือง Porto

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/385927

แหวกฟ้าหาฝัน : Soares dos Reis National Museum เมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : Soares dos Reis National Museum เมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียม เวลาไปเมืองใหญ่ๆมักสนุกสนานกับการเข้ามิวเซียม ทั้งนี้เพราะเมืองใหญ่ ไม่เพียงแต่จะมีจำนวนมิวเซียมให้เข้ามากกว่าเมืองเล็กแล้ว มิวเซียมยังมักมีขนาดใหญ่และของสะสมจำนวนมากกว่าเมืองเล็กด้วย ยกเว้นเมืองเล็กนั้นๆ เคยเป็นเมืองหลวงหรือเมืองสำคัญมาก่อนจึงมีมิวเซียมจำนวนมากและขนาดใหญ่ซึ่งมีจำนวนเมืองเล็กเช่นนี้ไม่มากนัก มิวเซียมแห่งหนึ่งที่น่าสนใจและควรเข้าให้ได้เมื่อนักท่องเที่ยวมีโอกาสมาเยือน Porto ก็คือ Soares dos Reis National Museum มิวเซียมที่ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1833ณ Carrancas Palace นี้เป็นมิวเซียมแห่งแรกของประเทศที่จัดแสดงผลงานของศิลปินโปรตุเกสเป็นหลัก และงานประติมากรรมของ Antonio Soares dos Reis นักประติมากรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโปรตุเกสด้วย

มิวเซียมที่ถูกจัดตั้งขึ้นจากพระราชดำริของพระเจ้าปีเตอร์ที่ 4 เพื่อไว้จัดแสดงงานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาที่พระองค์ยึด
มาจากคอนแวนต์ต่างๆ ทั่วประเทศนี้ปัจจุบันจัดตั้งในอาคารของมิวเซียมที่เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 1795 เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตระกูล Moraes e Castro มหาเศรษฐีในเวลานั้น อาคารที่ถูกออกแบบนีโอคลาสิกโดย Francisco Almada e Mendonca ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ Joaquim da Costa Lima Sampaio สถาปนิกชื่อดังประจำเมือง Porto นี้มีการตกแต่งภายในอาคารอย่างวิจิตรบรรจง เช่น มีการเขียนภาพปูนเปียกโดย Luis Chiari นักจิตรกรรมชาวอิตาลี เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ในห้องอาหารและห้องดนตรีที่ถูกตกแต่งโดย Robert Adam

 

Carrancas Palace

ต่อมาในปี 1861 ที่พำนักของตระกูล Moraes e Castro ถูกเปลี่ยนเป็น Royal Palace และถูกครอบครองโดย D.Pedro V เพื่อใช้เป็นที่อยู่เมื่อมาพักในภาคเหนือซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พระราชวังแห่งนี้ ถูกใช้น้อยมาก ถึงกระนั้นก็ตาม พระราชวังแห่งนี้กลับเสื่อมโทรมลงจากการหนีไปของราชวงศ์ และถูกยกให้เป็นโรงพยาบาลตามพินัยกรรมของเจ้าของ อย่างไรก็ดี ในปี 1833 เมื่อ National Soares dos Reis Museum ที่ตั้งอยู่ในอาคาร Santo Antonio da Cidade เสื่อมโทรมมาก รัฐบาลกลางจึงเปลี่ยน Royal Palace แห่งนี้ให้เป็นมิวเซียมแทน และเริ่มทำการปรับปรุงครั้งแรกในปี 1942 ภายใต้การคุมงานของวิศวกรFernandes Sa และอีก 50 ปีต่อมา มิวเซียมก็ได้รับการปรับปรุงอีกครั้งภายใต้การดูแลของFernando Tavora แต่การปรับปรุงครั้งหลังนี้กลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า เมื่อ Porto ได้รับการสถาปนาให้เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมในปี 2001รัฐบาลจึงทำการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ภายในมิวเซียมเพื่อให้มีพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะมากขึ้นและมีความทันสมัยขึ้นโดยมีการปรับอาคารให้มีชั้นใต้ดิน และพื้นที่ให้เหมาะกับการใช้สอยของผู้พิการด้วย

 

ตัวอย่างของจัดแสดงในมิวเซียม

 

ห้องในพระราชวัง

 

ตัวอย่างการตกแต่งแนว Neoclassicism

สำหรับของจัดแสดงนั้น เริ่มแรกเป็นผลงานทางศิลปะที่พระเจ้าปีเตอร์ที่ 4 ยึดมาจากคอนแวนต์ ต่อมาในปี 1911 มิวเซียมได้งานของ Soares dos Reis นักประติมากรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของโปรตุเกสชิ้นที่โดดเด่นที่สุดของเขามาครอบครองจึงได้เปลี่ยนชื่อมิวเซียมตามชื่อศิลปินเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมแห่งนี้ ไม่เพียงแต่จะได้ยลผลงานที่ดีที่สุดของ Antonio Soares dos Reis แล้วที่นี่ก็มีงานสะสมของศิลปินโปรตุเกสคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 อีกเป็นจำนวนมาก เช่น Domingos Sequeira, Vieira Portuense, Augusto Roquemont, Miguel Ângelo Lupi, António Carvalho de Silva Porto, Marques de Oliveira, Henrique Pousão, Aurélia de Souza, Dórdio Gomes, Júlio Resende and sculptors Soares do Reis, Augusto Santo, António Teixeira Lopes, Rodolfo Pinto do Couto อีกต่างหากด้วย