วัดระฆังฯร่วมมือพช.สภาสตรีฯตั้งโรงทานทำอาหารถวายพระช่วยบุคลากรทางการแพทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/619353

วันที่ 31 มี.ค. 2563 เวลา 13:27 น.

วัดระฆังฯร่วมมือพช.สภาสตรีฯตั้งโรงทานทำอาหารถวายพระช่วยบุคลากรทางการแพทย์

วัดระฆังโฆสิตารามจับมือพช.สภาสตรีฯตั้งโรงทานทำอาหารถวายพระ บุคลากรทางการแพทย์และแจกจ่ายให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ตามพระบัญชาสมด็จพระสังฆราช “จา พนม”มาร่วมโครงการ

พระธรรมธีรราชมหามุนี เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ได้จัดตั้งโรงทานคณะสงฆ์วัดระฆังโฆสิตาราม ตามดำริสมเด็จพระสังฆราช โดยร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำโดยนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และหลายหน่วยงานต่างๆ ร่วมจัดโรงทานทำอาหารถวายพระและส่งให้บุคคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนช่วยเหลือคนตกงาน เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.ถึง 15 เม.ย. 2563 โดยในวันแรกจา พนม ดาราดังระดับโลกร่วมทำครัวและนำอาหารไปมอบให้ตามโรงพยาบาลด้วย

ทั้งนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ประสานงานกับวัดทั่วประเทศที่มีศักยภาพเพียงพอ จัดตั้งโรงทานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบความยากลำบากจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้คำนึงถึงความพร้อมของแต่ละวัด และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในชุมชน

นอกจากนั้น ให้ประสานงานร่วมกับหน่วยงาน บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่อยู่ในแต่ละพื้นที่ที่ดำเนินการจัดตั้งโรงทานและการแจกจ่าย ให้เป็นไปตามหลักสุขอนามัย โดยไม่มีการจัดพิธีการ พิธีกรรม กิจกรรม หรือการบริหารจัดการใดๆ ที่มีบุคคลจำนวนมากมารวมตัวกัน รวมทั้งให้ปฏิบัติตามคำสั่ง มาตรการ และคำแนะนำของทางราชการอย่างเคร่งครัดนั้น

“สมเด็จพระสังฆราช” ทรงเป็นประธานสวดมนต์เพื่อเป็นขวัญ-กำลังใจแก่ประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/618779

วันที่ 25 มี.ค. 2563 เวลา 20:31 น.

"สมเด็จพระสังฆราช" ทรงเป็นประธานสวดมนต์เพื่อเป็นขวัญ-กำลังใจแก่ประเทศ

“สมเด็จพระสังฆราช” ทรงเป็นประธานในการเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสวัสดิมงคล เป็นขวัญ และกำลังใจแก่ประเทศชาติ

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 63 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พร้อมด้วยคณะสงฆ์วัดราชบพิธ ทรงเป็นประธานในการเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสวัสดิมงคล เป็นขวัญ และกำลังใจแก่ประเทศชาติและประชาชน ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

การนี้ คณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรได้เจริญพระพุทธมนต์โดยพร้อมเพรียงกัน

อังกฤษท้าชนจีน ประกาศรับชาวฮ่องกง3ล้านคนมาอยู่ด้วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625148

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 18:26 น.

อังกฤษท้าชนจีน ประกาศรับชาวฮ่องกง3ล้านคนมาอยู่ด้วย

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันแห่งสหราชอาณาจักรลั่นจะไม่ยอมหันหลังให้กับฮ่องกงซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน กล่าวว่าเขาจะให้โอกาสประชาชนในฮ่องกงจำนวน 3 ล้านคนมาลี้ภัยและใช้ชีวิตใหม่ในสหราชอาณาจักร หากจีนมีแผนที่จะบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

“หลายคนในฮ่องกงกลัวว่าวิถีชีวิตของพวกเขาจะถูกคุกคาม ถึงแม้ว่าจีนจะยืนยันว่าจะให้การปกป้องก็ต้อง หากจีนเดินหน้าเพื่อทำให้ความกลัวมีชอบธรรมแล้วล่ะก็ สหราชอาณาจักรก็ไม่อาจเฉยเมยต่อมโนสำนึกและเดินจากไป แต่เราจะปฏิบัติตามภาระหน้าที่ของเราและมอบทางเลือกอื่นแทน” จอห์นสันเขียนในบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The Times of London

ด้านโดมินิก แรบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรเผยว่า ได้ติดต่อไปยังออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ สหรัฐ และแคนาดาเกี่ยวกับแผนฉุกเฉินในกรณีที่ชาวฮ่องกงต้องเดินทางหนีกฎหมายความั่นคงแห่งชาติที่ผลักดันโดยจีน

“ผมยกมันขึ้นมาเป็นวาระเรียกร้องกับกลุ่ม Five Eyes (พันธมิตรแบ่งปันข่าวกรอง 5 ชาติ) เมื่อวานนี้ ถึงความเป็นไปได้ที่จะการแบ่งปันภาระ ถ้าเกิดการอพยพจำนวนมากจากฮ่องกง” แรบกล่าวกับที่ประชุมรัฐสภา

ด้านจีนมีปฏิกริยารุนแรงในทันทีโดยเตือนไม่ให้อังกฤษแทรกแซงกิจการของฮ่องกง จ้าวลี่เจียนโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงว่าสหราชอาณาจักรจะต้องหยุดแทรกแซงฮ่องกงและกิจการภายในของจีนในทันที มิเช่นนั้นจะถูกตอบโต้อย่างแน่นอน

“เราขอแนะนำให้สหราชอาณาจักรถอยออกมาก่อนจะเกิดหายนะ ทิ้งวิธีคิดแบบสงครามเย็นและเจ้าอาณานิคมเสีย และยอมรับและเคารพว่าฮ่องกงได้กลับคืนสู่จีนแล้ว” จ้าวลี่เจียนกล่าว

Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP

คนเอเชียน้ำตาตกห้างร้านถูกปล้นทำลายจากจลาจลในสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625135

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 16:21 น.

คนเอเชียน้ำตาตกห้างร้านถูกปล้นทำลายจากจลาจลในสหรัฐ

การประท้วงต่อต้านการเหยียดผิวคนแอฟริกัน-อเมริกันแต่กลับทำให้คนเอเชียน-อเมริกันต้องพบกับความสูญเสีย

การชุมนุมประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมให้กับการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวดำที่ถูกตำรวจอเมริกันกระทำรุนแรงจนเสียชีวิตที่ลุกลามการเป็นจลาจลนั้นในเวลานี้เหตุการณ์ดังกล่าวแทนที่จะเป็นการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนสีผิวต่างๆ ที่ถูกเหยียดหยาม กลับเป็นการสร้างความทุกข์ให้กับคนเอเชียในสหรัฐ เนื่องจากธุรกิจของพวกเขาถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีบุกเข้ามาปล้นและทำลายข้าวของ

มีรายงานว่าร้านค้าและธุรกิจของคนเอเชียถูกทำลายใน 6 รัฐของสหรัฐเป็นอย่างน้อย เช่นที่รัฐมินนีโซตา เมืองชิคาโก นครนิวยอร์ก เมืองโอกแลนด์ เมืองซานฟรานซิสโก เมืองลอสแองเจลิส

ตัวอย่างเช่นที่ย่าน Little Tokyo ของชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นในใจกลางเมืองลอสแองเจลิส มีร้านค้าหลายร้านถูกบุกปล้น หนึ่งในร้านที่ถูกปล้นคือ JapanLA โพสต์อินสตาแกรมของร้านบอกว่า “เราสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ Black Lives Matter ฉันเชื่อว่ากลุ่มนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำนั้น (แต่) ธุรกิจขนาดเล็กได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิดและถูกปิดเป็นเวลา 2 เดือน … พวกคุณที่บอกว่าเราแค่สร้างขึ้นมาใหม่และเรามีประกันถือเป็นการซ้ำเติมเราตอนที่เราล้มลง”

ที่ย่าน Chinatown ของคนเชื้อสายจีนในซานฟรานซิสโกก็ถูกปล้นและทำลายข้าวของเช่นกัน ทั้งๆ ที่ย่านคนเอเชียไม่เกี่ยวอะไรกับการเหยียดผิวคนผิวดำ ตรงกันข้ามคนเอเชียกำลังถูกคนสีผิวต่างๆ เหยียดหยามเพราะกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของโคโรนาไวรัส จนธุรกิจต่างๆ ไม่มีคนไปใช้บริการ

Dion Lim ผู้สื่อข่าวของ ABC7 ได้โพสต์คลิปกลุ่มจลาจลประมาณ 30 คนที่บุกเข้าไปในร้านคนเอเชียเพื่อปล้นสิ่งของ เธอบอกว่า “ นี่เป็นกลุ่มโจรประมาณ 30 คนบุกเข้าไปในร้านเมื่อช่วงดึก ในย่านที่ธุรกิจประสบกับการขาดทุนเพราะการเหยียดอยู่แล้ว เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่โชคร้ายเอามากๆ”

ที่เมืองมินนีแอโพลิสต้นเหตุของความวุ่นวายครั้งนี้ มีร้านของชาวเอเชียชื่อ Yuan Yuan Restaurant ถูกทำลาย แต่แล้วมีชายชาวผิวดำคนหนึ่งชื่อ Keivaris Anthony มาถ่ายคลิปที่ร้านซึ่งวอดวายจากการจลาจล จากนั้นถามชายที่คาดว่าเป็นเจ้าของร้านว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ชายคนนั้นดูเหมือนจะไม่มีอารมณ์จะตอบ ชายผิวดำจึงหยิบขวดน้ำเลมอนไปโดยไม่จ่ายเงินแล้วพูดจาหยาบคายใส่ จากนั้นเดินหนีไปพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง

ในเวลาต่อมา Keivaris Anthony อ้างว่าเขาเป็นนักแสดงตลกและต้องการจะแจกรอยยิ้ม และบ่นว่าคนเอเชียคิดมากเกินไป

Photo by Robyn Beck / AFP

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด จลาจลในสหรัฐอาจทำให้โควิดระบาดหนักขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625120

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 13:53 น.

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด จลาจลในสหรัฐอาจทำให้โควิดระบาดหนักขึ้น

ถึงแม้ว่าผู้ประท้วงจะสวมหน้ากากป้องกันแต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกันเกินไปได้

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการชุมนุมขนาดใหญ่และเหตุจลาจลทั่วสหรัฐเพื่อประท้วงการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์อาจทำให้ความพยายามควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในสหรัฐต้องล้มเหลว

ดร. เคธี่ พาซาเรตตีบอกกับสำนักข่าว NBC News ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุปัจจัยที่จะทำให้โควิดระบาดขยายวงไปอีก และบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างมาก

เคชา แลนด์ นายกเทศมนตรีเมืองแอตแลนตากล่าวว่า หากผู้ประท้วงคนไหนออกไปประท้วงในคืนวันก่อน ก็ควรจะไปรับการตรวจการติดเชื้อโควิดในสัปดาห์นี้ เพราะว่าสหรัฐยังคงมีการระบาดใหญ่ เป็นการระบาดที่ฆ่าคนผิวดำและผิวสีน้ำตาลในอัตราที่สูง

ทั้งนี้ จากสถิติที่รวบรวมโดย APM Research Lab พบว่าคนผิวดำเสียชีวิตจากการติดโรคโควิด-19 มากกว่าคนผิวขาวถึง 3 เท่า และจากสถิติในรัฐนิวยอร์กพบว่า พื้นที่ที่มีการเสียชีวิตสูงสุด 8 ใน 10 แห่ง เป็นพื้นที่ที่มีคนผิวดำหรือชาวลาติโนเป็นคนส่วนใหญ่

ดร. เบน ซิงเกอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาโรคเกี่ยวกับปอดที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์ไฟน์เบิร์ก ในชิคาโกกล่าวกับ NBC News ว่าสาเหตุที่ทำให้คนผิวดำติดโรคมากวก่าคนผิวขาวเพราะคนผิวดำมีสถานะทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่า ทำให้มีความสามารถในการป้องกันตัวจากการติดเชื้อได้น้อยกว่า เนื่องจากปัญหาสุขภาพที่มีอยู่เดิมและปัญหาในการเข้าถึงการดูแลสุขอนามัย ปัญหาเหล่านี้ชัดเจนขึ้นมาเพราะสหรัฐกำลังอยู่ในช่วงของการระบาดใหญา

ดร. เคธี่ พาซาเรตตีบอกว่า แม้ผู้ชุมนุมหลายคนจะสวมหน้ากากอนามัย แต่การรักษาระยะห่างประมาณ 2 เมตรจากคนอื่นๆ เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ระหว่างการชุมนุม

Photo by CHANDAN KHANNA / AFP

กลาโหมสหรัฐสั่งเคลื่อนกำลังพลเข้าคุมสถานการณ์ในวอชิงตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625102

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 12:03 น.

กลาโหมสหรัฐสั่งเคลื่อนกำลังพลเข้าคุมสถานการณ์ในวอชิงตัน

ประชาชนจากหลายเมืองยังคงหลั่งไหลมารวมตัวกันประท้วง แม้ว่าจะมีการประกาศเคอร์ฟิวในวงกว้าง

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐหรือเพนตากอนสั่งให้ทหารในกองทัพสหรัฐประมาณ 1,600 นายเคลื่อนกำลังพลไปยังพื้นที่เขตกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หลังจากเกิดการประท้วงรุนแรงหลายครั้งในเมืองหลวงของประเทศ

โจนาธาน รัท ฮอฟฟ์แมน โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “ทหารประจำการไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานทัพทหารในเขตเมืองหลวงแห่งชาติ แต่ไม่ได้อยู่ในวอชิงตัน ดี.ซี.”

เขากล่าวว่ากองทัพอยู่ในสถานะพร้อมรับการเตือนภัยที่เพิ่มมากขึ้น แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการป้องกันของเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐไม่ได้สั่งให้ทหารในกองทัพออกมาเคลื่อนไหว มีเพียงทหารของกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ หรือ National Guard ของแต่ละรัฐที่สั่งให้ออกมาควบคุมสถานการณ์ในรัฐต่างๆ หากรัฐบาลกลางสั่งให้กองทัพของรัฐบาลกลางเคลื่อนไหวแสดงว่าสถานการณ์อาจจะหนักจนรัฐบาลท้องถิ่นรับมือไม่ไหว

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่ว่าจะส่งทหารของกองทัพรัฐบาลเข้ามาควบคุมสถานการณ์ และจากเอกสารของเพนตากอนที่ได้รับการตรวจสอบโดยสำนักข่าว AP พบว่ากระทรวงกลาโหมได้ร่างแผนฉุกเฉินเพื่อวางแนวทางการใช้ทหารประจำการหากจำเป็น โดยมีแผนการส่งทหารจากกองทัพบกเพื่อปกป้องทำเนียบขาวและอาคารรัฐบาลกลางอื่นๆ หากสถานการณ์ความปลอดภัยในเมืองหลวงของประเทศย่ำแย่ลงละกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติไม่สามารถรับมือได้

ภาพประกอบข่าว – สารวัตรทหารกำลังควบคุมผู้ประท้วงใกล้ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ภาพถ่ายโดย ROBERTO SCHMIDT / AFP)

การกดขี่คนผิวดำในประเทศที่ความเท่าเทียมกันไม่มีอยู่จริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625069

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 10:01 น.

การกดขี่คนผิวดำในประเทศที่ความเท่าเทียมกันไม่มีอยู่จริง

สหรัฐอาจจะรับประกันว่าประชาชนทุกคนเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติแล้วชีวิตของคนสีผิวอื่นที่ไม่ใช่ผิวขาวยังถูกเอาเปรียบและกีดกันอย่างเป็นระบบ

1. ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาสหรัฐมีจลาจลทางเชื้อชาติถึง 9 ครั้ง หรือเกือบ 2 ปีครั้ง แต่ละครั้งไม่ใช่แค่การประจันหน้าระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจแบบพอหอมปากหอมคอแล้วก็เลิกกันไป แต่เป็นความรุนแรงที่กระจายไปทั่วประเทศมีความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

2. สหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศที่มีจลาจลทางเชื้อชาติมากที่สุด และด้วยความที่สหรัฐมักจะโฆษณาว่าตัวเองเป็นประเทศแห่งเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน สหรัฐจึงมักถูกประเทศคู่กรณีเย้ยหยันว่ามือถือสากปากถือศีล เพราะไม่สามารถรับประกันเสรีภาพให้กับคนทุกคนอย่างแท้จริง

3. ในยุคสงครามเย็นที่สหรัฐเผชิญหน้ากับสหภาพโซเวียต โซเวียตก็มักจะโจมตีสหรัฐเรื่องนี้จนมีคำขวัญว่า “แล้วคุณก็กำลังแขวนคอคนผิวดำ” (And you are hanging blacks) เพื่อชี้ให้ถึงความบกพร่องของประเทศที่ส่งออกประชาธิปไตยเสรีนิยม แต่กลับละเมิดสิทธิพลเมืองผิวสีที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่

4. เวลานี้สงครามเย็นครั้งใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างจีนกับสหรัฐ และเป็นอีกครั้งที่จีนหยิบยกเอา “วาทกรรม” นี้มาโจมตีสหรัฐเหมือนโซเวียตเพื่อชี้ให้เห็นว่าขณะที่สหรัฐโจมตีประเทศอื่นว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน (เช่นข้อกล่าวหาว่าจีนปราบผู้ประท้วงที่ฮ่องกงอย่างรุนแรง) สหรัฐกลับทำร้ายประชาชนตัวเอง

5. แต่ทั้งจีนกับสหภาพโซเวียต (รวมถึงรัสเซียในตอนนี้ด้วย) ต่างก็อาจเข้าข่ายว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองเช่นกัน กระนั้นก็ตาม จีนและโซเวียตไม่ได้มีกฎหมายเหยียดเชื้อชาติและสีผิว ส่วนสหรัฐเคยมีกฎหมายนี้และใช้กันมานานนับร้อยปี ทั้งยังมีการฆ่าต่างสีผิวบ่อยครั้งไม่เกินจากที่ถูกกล่าวหาว่า “แล้วคุณก็กำลังแขวนคอคนผิวดำ”

6. อย่างที่ทราบกันดีว่าสหรัฐนำคนผิวดำมาเป็นทาส โดยเฉพาะในภาคใต้ซึ่งมีการปลูกฝ้ายเป็นหลักเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้มหาศาล แรงงานทาสจึงมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ แต่คนผิวดำมากมายต้องล้มตายและถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่มนุษย์

7. รัฐบาลสหรัฐในยุคประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นจึงประกาศเลิกทาส แต่ภาคใต้ไม่ยอมปฏิบัติตามจึงกลายเป็นสงครามกลางเมือง จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายภาคใต้ นับแต่นั้นทาสจึงไม่มีอีกต่อไปในสหรัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าการเหยียดคนให้ต่ำกว่าคนจะหมดไปด้วย

8. หลังจากแพ้สงครามกลางเมืองที่บังคับให้เลิกจับคนผิวดำมาลงเป็นทาส ฝ่ายใต้ยังเลิกนิสัยเดิมไม่ได้ ใช้ช่องโหว่ในรัฐธรรมนูญออกกฏหมาย เพื่อแยกคนขาวออกจากคนผิวดำในทุกและวิถีชีวิตไม่ให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาใช้ชีวิตปะปนกัน เรียกว่านโยบายแยกเชื้อชาติ (racial segregation)

9. รัฐธรรมนูญสหรัฐไม่ได้สมบูรณ์แบบหรือเป็นคัมภีร์ของลัทธิเสรีนิยม แต่เดิมมันรักษาสิทธิแค่ “ผู้ชายผิวขาว” จนกระทั่งมาแก้ไขครั้งที่ 13 ให้เลิกทาส และไขครั้งที่ 15 ให้สิทธิทุกเชื้อชาติ แต่ถึงจะแก้ไขแล้วศาลสูงก็ยังวินิจฉัยในปี 1896 ว่าการแบ่งแยกนั้นทำได้บนหลักการ “กีดกันแต่เท่าเทียม” (separate but equal)

10. การกีดกันห้ามคนผิวดำเรียนโรงเรียนเดียวกับคนผิวขาว เวลานั่งรถบัสต้องไปนั่งในที่ที่จัดไว้ให้ห้ามปะปนกับคนผิวขาว ร้านอาหารก็ต้องแยกกัน โรงหนัง โรงพยาบาล ห้องสมุด ห้องน้ำ ตู้โทรศัพท์ และอีกมากมาย รวมถึงกองทัพก็แยกเป็นหน่วยผิวดำ นักกีฬาก็ไม่ปะปนกัน และที่ห้ามเด็ดขาดคือห้ามแต่งงานข้ามสีผิว

11. การกีดกันนี้ไม่ได้ใช้กับคนผิวดำเท่านั้น แต่คนเอเชียก็ห้ามมาปะปนกับคนผิวขาว และในทางปฏิบัติหลักการ “กีดกันแต่เท่าเทียม” ไม่มีอยู่จริง เพราะความจริงก็คือชีวิตของคนผิวสีอื่นแย่กว่าคนผิวขาวไปทุกอย่าง เช่น เงินเดือนครูคนผิวดำต่ำกว่าคนผิวขาวถึงครึ่งหนึ่ง

12. กฎหมายที่คุ้มครองการกีดกันนี้เรียกว่า Jim Crow laws ตั้งชื่อตาม Jim Crow เป็นการ์ตูนที่ถูกวาดขึ้นเพื่อแทนตัวตลกผิวดำเพื่อเยาะเย้ยคนผิวดำให้ดูต้อยต่ำ กฎหมายนี้เริ่มตั้งแต่หลังสงครามกลางเมือง มาสิ้นสุดในยุคที่คนผิวดำเริ่มลุกขึ้นสู้จนกลายเป็นขบวนการสิทธิพลเมืองในทศวรรษที่ 60

13. แต่ในทางปฏิบัติคนผิวดำยังถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมอยู่ดี เรื่องนี้เห็นชัดเจนในเขตภาคเหนือของสหรัฐที่แม้จะไม่มีกฎหมายกีดกันแบบ Jim Crow laws แต่ในวิถีชีวิตปกติ คนผิวขาวและคนผิวดำนั้นแยกกันอยู่ และแยกโรงเรียนกันในทางปฏิบัติแม้จะมีกฎหมายห้ามก็ตาม

14. ในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ บางชุมชนในภาคเหนือจะขึ้นป้ายว่าขอให้คนผิวขาวเข้ามาอยู่อาศัยเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้คนผิวดำเข้ามาอยู่ วิธีการนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ราคาบ้านและที่ดินตกลง เพราะเมื่อคนผิวดำเข้ามาอยู่จะทำให้คนผิวขาวย้ายหนีออกไป ราคาบ้านก็จะตกลง สุดท้ายแล้วสถานที่นั้จะกลายเป็นย่านคนผิวดำ

15. นายหน้าอสังหาริมทรัพย์รู้แกวจึงใช้วิธีที่เรียกว่า Blockbusting ด้วยการเป่าหูเจ้าของบ้านผิวขาวว่าจะมีคนผิวดำย้ายเข้ามาอยู่ให้รีบขายบ้านในราคาถูกเสีย เมื่อได้บ้านมาแล้วเอเย่นต์ก็จะขายบ้านในราคาแพงกว่าเดิมให้คนผิวดำที่มีรายได้สูงและต้องการจะหนีชีวิตในสลัมมาอยู่ในบ้านดีๆ

16. เมื่อคนผิวดำได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันและการกีดกันตามกฎหมายจบสิ้นลง คนผิวขาวก็เริ่มอพยพจากเขตเมืองหรือดาวทาวน์ไปอยู่ชานเมืองหรือซับเบิร์บ ปล่อยให้คนผิวดำอยู่กันอย่างแออัดในสลัมเขตเมือง หรือเกตโต้ การอพยพของคนผิวขาวไปอยู่บ้านเดี่ยวชานเมืองเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 50 – 60 เป็นช่วงเดียวกับที่คนผิวดำได้รับสิทธิพลเมืองเต็มที่ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า คนขาวอพยพ (White flight)

17. ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนขาวเผ่นหนีคือรับไม่ได้ที่จะต้องมาอยู่ปะปนกับคนผิวดำหลังจากสิ้นสุดยุคแห่งการกีดกันสีผิว (desegregation) เช่น ในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ซึ่งเป็นเขตเหนือที่ค่อนข้างจะเข้ากับคนผิวดำได้มากกว่าภาคใต้ ในปี 1957 ที่โรงเรียนมัธยม Clifton Park มีนักเขียนผิวขาว 2,023 คนผิวดำ 34 คน อีก ปีต่อมามีผิวดำ 2,037 คนผิวขาว 12 คน

18. การเผ่นหนีของคนผิวขาวทำให้เขตเมืองเต็มไปด้วยคนผิวดำและเชื้อชาติอื่นๆ และด้วยสถานะทางเศรษฐกิจที่แย่กว่าทำให้เขตเมืองมีอาชญากรรมสูง ส่วนคนผิวขาวเมื่อเผ่นหนีมาอยู่ชานเมืองมีการสร้างแนวรั้วและประตูป้องกันจาก “อาชญากรรมจากข้างนอก” ส่วนคนผิวดำก็อยู่กระจุกตัวด้วยกันเอง การทำเช่นนี้ทำให้การกีดกันเชื้อชาติ (segregation) หวนกลับมาอีกทางปฏิบัติ

19. กอปรกับเมื่อคนผิวขาวหนีออกไปทำให้เมืองขายรายได้จากภาษีจึงมีสภาพทรุดโทรมลง นำไปสู่ความล่มสลายของเมือง (Urban decay) ในเวลาต่อมาจึงมีการสร้างภาพว่าเขตเมืองที่เสื่อมโทรมกับอาชญากรรมที่เกิดจากย่านคนยากจนเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนผิวดำ

20. ดังนั้นการใช้กำลังกับตำรวจต่อคนผิวดำจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะภาพลักษณ์ของคนผิวดำที่ถูกโยงเข้ากับแหล่งเสื่อมโทรมในเขตเมือง แก๊งอาชญากร และคนรายได้ต่ำ ตำรวจอเมริกันจึงมักปฏิบัติต่อคนผิวดำอย่างมีอคติ นำไปสู่การใช้กำลังเกินกว่าเหตุ เช่น การวิสามัญฆาตกรรมโดยไม่สมเหตุผล หรือการใช้กำลังอย่างป่าเถื่อน เช่น กรณีของจอร์จ ฟลอยด์ และตามมาด้วยการประท้วงและจลาจลสีผิวครั้งแล้วครั้งเล่า

21. แต่คนผิวดำไม่สามารถจะถีบตัวเองจากความยากจนได้ง่ายๆ เพราะธนาคารมักจะกีดกันไม่เข้าถึงสินเชื่อ (Mortgage discrimination) ดังนั้นคนผิวดำจำนวนมากจึงต้องจมปลักในย่านเสื่อมโทรมของเมือง การกีดกั้นแบบนี้ยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้แม้จะมีกฎหมายป้องกันตั้งแต่ปี 1975 เช่นเดียวกับการเผ่นหนีของคนขาวและความพยายามไม่มาปะปนกันของคน 2 ผิวสี

22. คนผิวดำจำนวนมากสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจนกลายเป็นคนมีรายได้สูงก็พยายามหนีออกมาจากเมืองมาอยู่ซับเบิร์บเหมือนคนผิวขาวเรียกว่าปรากฏการณ์ คนผิวดำอพยพ (Black flight) แต่แม้คนผิวดำจะมีรายได้มาก ธนาคารก็ยังไม่ยอมปล่อยเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ระดับไพร์ม) ให้ แต่ธนาคากลับปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยสูง (ระดับซับไพร์ม) ให้ สินเชื่อซับไพร์มจะปล่อยให้คนมีประวัติหนี้เสียและมีโอกาสเบี้ยวสูง ดอกเบี้ยจึงแพงระยับ

23. การปล่อยซับไพร์มให้คนผิวดำแสดงว่าธนาคารยังกีดกันและใช้จุดนี้ตักตวงจนคนผิวดำที่พอจะลืมตาอ้าปากได้ เป็นการสูบเลือดสูบเนื้อพวกเขาไปพร้อมๆ กับเหยียดผิวอย่างถูกกฎหมาย ตัวอย่างชัดๆ คือในปี 2006 คนผิวดำที่มีรายได้ 200,000 เหรียญสหรัฐต่อปีโอกาสถูกยัดเยียดเงินกู้ซับไพร์มมากกว่าคนผิวขาวที่รายได้ต่ำกว่าคือ 30,000 ต่อปี

24. เมื่อวิกฤตซับไพร์มกลายเป็นฟองสบู่ในปี 2007 คนที่เจ็บหนักคือคนผิวดำ พวกเขาต้องสูญเสียเงินเก็บ เสียบ้าน (คนผิวดำจำนวนถึง 240,000 คนที่เสียบ้านไป หรือมีโอกาสเสียบ้านมากกว่าคนผิวขาวถึง 70%) หากโชคดีก็กลับไปอยู่ในสลัมเขตเมืองเหมือนเดิม หากโชคร้ายก็กลายเป็นคนไร้บ้าน นี่คือความอยุติธรรมในสังคมอเมริกันที่คนส่วนในโลกคาดคิดไม่ถึง

25. ดังนั้นเวลาเราจะตัดสินว่าสังคมไหนมีเสรีภาพและความเท่าเทียมกันหรือไม่ เราจะดูคำพูดสวยหรูในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายไม่ได้ ยังมีเงื่อนไขปัจจัยอีกมากมายที่เปิดโอกาสให้คนกดขี่คนด้วยกันอย่างไม่ผิดกฎหมาย

แน่นอนว่าสหรัฐอาจเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในเรื่องนี้ แต่ไม่ใช่ว่าส่วนอื่นๆ ของโลกจะปลอดจากการเหยียดแบบร้อยเปอร์เซนต์เหมือนกัน

บทความโดยกรกิจ ดิษฐาน

Photo by CHANDAN KHANNA / AFP

“โตเกียว”อาจล็อกดาวน์ครั้งใหม่ หลังพบผู้ติดเชื้อโควิดพุ่ง34ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625089

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 08:04 น.

"โตเกียว"อาจล็อกดาวน์ครั้งใหม่ หลังพบผู้ติดเชื้อโควิดพุ่ง34ราย

ผู้ว่าฯกรุงโตเกียวเตือนประชาชนใช้ความระมัดระวังในการไปสถานบันเทิง หลังพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่พุ่ง 34 ราย เล็งกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กรุงโตเกียวอาจต้องกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง หลังจากที่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่มขึ้นถึง 34 ราย โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ดังกล่าวถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ญี่ปุ่นยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์

นางยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว ได้ออกคำเตือนให้ประชาชนที่อาศัยในกรุงโตเกียวระมัดระวังในการเดินทางไปยังแหล่งสถานบันเทิง โดยเฉพาะย่านชินจูกุ ซึ่งมีความเสี่ยงทำให้เกิดการติดเชื้อโควิด-19

“หากตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในกรุงโตเกียวเพิ่มขึ้นมากกว่า 50 ราย ทางกรุงโตเกียวก็จะกลับมาออกคำสั่งล็อกดาวน์เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนยุติกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม” ผู้ว่าฯกรุงโตเกียวระบุ

รายงานข่าวระบุว่า กรุงโตเกียวมียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมจำนวน 5,283 ราย และมีผู้เสียชีวิต 306 ราย ขณะที่ทั้งประเทศญี่ปุ่นมียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมจำนวน 16,951 ราย และมีผู้เสียชีวิต 903 ราย

10 อันดับผลไม้แคลอรี่ต่ำที่นำมาทดแทนมื้อเย็นได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625052

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 17:00 น.

10 อันดับผลไม้แคลอรี่ต่ำที่นำมาทดแทนมื้อเย็นได้

ขึ้นชื่อว่าผลไม้ ใครก็บอกว่าดี แต่จะดีแค่วิตามินสูงอย่างเดียวคงไม่พอ สำหรับคนรักสุขภาพยุคนี้ต้องเลือกที่มีแคลอรี่ต่ำ แบบจะกินเช้า กินค่ำ ก็ไม่รู้สึกผิด

เรียง 10 อันดับผลไม้แคลอรี่ต่ำ ทางเลือกในการกินเมนูผลไม้ลดความอ้วน จะควบคุมน้ำหนักหรือจะควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่เหมาะสมก็จัดไปได้เลย

อันดับที่ 10 แอปเปิล ให้พลังงานอยู่ที่ 50 Kcal / 100 กรัม แอปเปิลเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ สามารถกินสดๆได้ หรือนำไปปั่นเพื่อทำน้ำผลไม้ก็ได้ ในแอปเปิ้ลมีวิตามินมากมาย ซึ่งในเปลือกของแอปเปิ้ลเองก็ยังมีประโยชน์อีกด้วย ลองเลือกซื้อติดตู้เย็นไว้ ดึกๆ จะได้แอบลงมาทานได้

อันดับที่ 9 แตงโม ให้พลังงานอยู่ที่ 30 Kcal / 100 กรัม กินแล้วอิ่มไว ภายในแตงโมเป็นสีแดง มีเส้นใยอาหารจำนวนมาก นอกจากจะช่วยลดความอ้วนได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ยังช่วยในเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย

อันดับที่ 8 ส้ม ในส้ม 1 ผลให้พลังงานอยู่ที่ 60 Kcal และสำหรับส้มเขียวหวาน 2 ผลกลาง จะให้พลังงานที่เท่ากันสำหรับส้มโอ 2 กลีบ แต่ช้าก่อน ถึงแม้ส้มจะช่วยลดความอ้วนได้ แต่อย่ากินส้มในขณะท้องว่าง หรือตอนมื้อเช้า เพราะเมื่อกินส้ม หรือน้ำส้มตอนท้องว่าง จะทำให้ปวดท้องเป็นโรคกระเพาะได้ การเลือกกินส้มตอนที่ท้องไม่ว่าง หรือมื้อเย็นจะดีที่สุด

อันดับที่ 7 แครนเบอร์รี่ ให้พลังงาน 46 Kcal / 100 กรัม ช่วยป้องกันนิ่วในไต แถมช่วยต้านเชื้อไวรัสอีกด้วย สามารถช่วยลดความอ้วนได้ในขณะที่ไม่ค่อยหิว และก็นำมากินเล่นๆได้ในมื้อเย็นอีกด้วย

อันดับที่ 6 สตรอเบอร์รี่ ให้พลังงาน 60 Kcal / 1 ถ้วยโดยประมาณ สตรอเบอร์รี่ เป็นผลไม้โปรดของสาวๆหลายๆคน เพราะมีรสชาติอร่อย เปรี้ยวอมหวาน เหมาะกับการกินเพื่อลดความอ้วนในขณะที่ไม่หิวข้าวมากสักเท่าไหร่ แนะนำให้กินในมื้อเย็นเพราะเป็นมื้อที่ไม่ต้องใช้พลังงานมาก

อันดับที่ 5 สับปะรด ให้พลังงานอยู่ที่ 50 Kcal / 100 กรัม สามารถหาซื้อได้ทั่วไป เป็นผลไม้ราคาไม่แพง แต่ประโยชน์ที่ได้รับ ไม่ได้อยู่แค่ราคา แต่เป็นวิตามินที่อัดแน่นอยู่ในตัวสับปะรดต่างหาก

อันดับที่ 4 อะโวคาโด 100 กรัม ให้พลังงานแค่ 189 กิโลแคลอรี่ และอะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินสูง ช่วยลดความอ้วน สามารถกินอะโวคาโดแทนอาหารในมื้อเย็นได้ สาวๆลองหาซื้ออะโวคาโดมาลองกินดู เผื่อจะติดใจในรสชาติมันๆหอมๆ ของผลไม้ชนิดนี้

อันดับที่ 3 เชอร์รี่ ให้พลังงานอยู่ที่ 60 Kcal / 100 กรัม นอกจากวิตามินที่สูงแล้ว รสชาติและกลิ่นหวานๆของเชอร์รี่ ยังทำให้อารมณ์ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงสายตาที่อ่อนล้าแก่ผู้ที่อดหลับอดนอนจนอ่อนล้าได้เป็นอย่างดีอีกเช่นกัน

อันดับที่ 2 มะละกอ ให้พลังงานอยู่ที่ 60 Kcal / 8 ชิ้นพอดีคำ มะละกอเป็นผลไม้แคลอรี่ต่ำช่วยลดความอ้วน เพราะกินแล้วอิ่มไว บางที่ใช้ผลิตเป็นสมุนไพรบำรุงผิว นอกจากจะสุขภาพดีจากภายนอกแล้วมีประโยชน์ช่วยดูแลผิวให้ชุ่มชื้น ดีจากภายในอีกด้วยค่ะ

อันดับที่ 1 กีวี่ ให้พลังงานอยู่ที่ 60 Kcal / 100 กรัม กีวี่ เป็นผลไม้อันดับ 1 ที่มีปริมาณแคลอรี่ต่ำที่สุด หากใครที่ต้องการที่สุดของการลดน้ำหนักนั้น ก็ลองหากีวี่มากินดูสิคะ

สำหรับวิธีการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดจะต้องมาพร้อมกับสุขภาพที่ดี และสำหรับ 10 อันดับผลไม้แคลอรี่ต่ำที่นำมาเสนอนั้นสามารถนำมาทดแทนอาหารมื้อเย็นได้ในวันที่ไม่หิว แต่ถ้าหากว่าหิวก็ให้ไปเลือกกินเมนูอาหารแคลอรี่ต่ำ แต่ได้สารอาหารครบ 5 หมู่แทนจะดีกว่า ข้อสำคัญ ไม่ควรลดน้ำหนักแบบหักโหม แต่ให้ลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ จะเป็นประโยชน์มากที่สุด

ที่มา : Tops

อยากช้อปต้องได้ช้อป! เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ ‘ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/625041

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 14:57 น.

อยากช้อปต้องได้ช้อป! เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ 'ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน'

นาทีนี้ต้องช้อป ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ผนึกพลังทุกธุรกิจในเครือและพาร์ทเนอร์ ร่วมกัน Rebuild Thailand, Rebuild Economy เดินหน้าสร้างเศรษฐกิจไทยช่วยไทย “ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน” ลดราคา ล็อกราคา เริ่มแล้ววันนี้-31 ก.ค. 2563

เอาใจนักช้อปพร้อมรณรงค์ช้อปปิ้งวิถีใหม่ ประหยัด ปลอดภัยไปด้วยกันในแบบ NOW Normal เมื่อกลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง 13 ธุรกิจในเครือ นำโดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น พร้อมด้วยพันธมิตรธุรกิจ ร้านค้า พาร์ทเนอร์ทั่วประเทศ ได้แก่ ศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัลพัฒนา (เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา, เซ็นทรัลเฟสติวัล, เซ็นทรัลภูเก็ต, เซ็นทรัลวิลเลจ), ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, ท็อปส์, ซุปเปอร์สปอร์ต, พาวเวอร์บาย, เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป, บีทูเอส, ออฟฟิศเมท, เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป, โรงแรมเซ็นทารา, เจดี เซ็นทรัล, บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน, บัตรเครดิตกสิกรไทย, บัตรเครดิตเคทีซี, บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ เดินหน้าแผน ‘Rebuild Thailand, Rebuild Economy’ ชูยุทธศาสตร์สร้างเศรษฐกิจไทยช่วยไทย มุ่งสร้างงาน สร้างรายได้ และช่วยลดค่าครองชีพประชาชน ผ่าน 2 แกนกลยุทธ์หลักคือ

  1. Strengthen Localized Economy : กระจายโอกาสเข้าถึงช่องทางจัดจำหน่ายสู่ท้องถิ่น กับการเปิดพื้นที่ศูนย์การค้าฟรีให้กับเกษตรกร, SMEs, รวมถึงนิสิตนักศึกษา และ New Jobbers ด้วยจุดแข็งของศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั้ง 33 สาขาทั่วประเทศ
  2. Support NOW Normal Life : ช่วยลดค่าครองชีพและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยสินค้าลดราคากว่า 90% พร้อมทั้งจัดหาบริการที่ตอบโจทย์ ‘NOW Normal’ ให้ประชาชน เน้นช้อปปิ้งวิถีใหม่ที่ประหยัดและปลอดภัยไปด้วยกัน สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าที่มาใช้บริการด้วยมาตรฐานของมาตรการต้นแบบ “เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ”

โดยได้กระตุ้นให้คนไทย “ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน” เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยช่วยไทยอย่างเป็นรูปธรรม แสดงพลังความเป็นไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตโควิด-19 ผ่านการสนับสนุนสินค้าและการเปิดตลาดให้เกษตรกร SMEs ผู้ประกอบการไทย และศิษย์เก่าและนักศึกษามหาวิทยาลัย รวมกว่า 270 ร้าน ได้มีช่องทางในการระบายสินค้า รวมถึงเน้นลดราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพและลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคให้ประหยัดสูงสุดถึง 90% ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2563 ทุกศูนย์ทุกห้างทั่วประเทศ

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “จากสถานการณ์โควิด-19 ในไทยที่ดีขึ้นตามลำดับ และภาครัฐได้ประกาศคลายล็อคดาวน์ในหลายธุรกิจ ขณะนี้เพื่อช่วยให้ประเทศและเศรษฐกิจเดินหน้าอีกครั้ง กลุ่มเซ็นทรัล นำโดยเซ็นทรัลพัฒนา จึงได้แสดงพลัง Synergy ของธุรกิจในเครือ และร่วมกับพาร์ทเนอร์ เชิญชวนคนไทยให้มา ‘ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน’ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังให้กระเตื้องขึ้น เน้นชูพลัง ‘ไทยอุดหนุนไทย’ แสดงศักยภาพของผู้ประกอบการ และภาคการผลิตของไทยที่มีคุณภาพ และพลังของผู้บริโภคที่เชื่อว่ายังมีกำลังซื้ออยู่มาก ซึ่งถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันวงล้อเศรษฐกิจไทยจะสามารถเคลื่อนตัวไปได้อีกครั้ง ผ่านกลยุทธ์และกิจกรรมการตลาด ดังนี้

1) Strengthen Localized Economy: นำจุดแข็งของศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่มีอยู่ 33 สาขาทั่วประเทศ และเป็นศูนย์กลางของแต่ละท้องถิ่น เพื่อเปิดโอกาสการเข้าถึงช่องทางจัดจำหน่าย และระบายสินค้าให้กับเกษตรกร, SMEs และประชาชนที่ว่างงาน ภายใต้ ‘งานตลาดรวมใจ คนไทยช่วยชาติ’ ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิ.ย. 63  นำผลไม้เกรดพรีเมี่ยมส่งออกและสินค้าแปรรูปมาจำหน่ายในราคาย่อมเยา โดยได้เปิดพื้นที่ให้ฟรี ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต, เซ็นทรัลพลาซา บางนา, เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2, เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3, เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ และเซ็นทรัลเวิลด์ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมผู้ประกอบการหน้าใหม่กับงาน ‘U Market Place’ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ก.ค. 63 ที่รวบรวมสินค้าและบริการหลากหลายของคอมมูนิตี้ศิษย์เก่าและนักศึกษาสถาบันต่างๆ จาก Online สู่ On-Ground Market ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว, เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2, เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3, เซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า และเซ็นทรัลพลาซา ศาลายา

2) Support NOW Normal Life: ตอกย้ำแบรนด์ซินเนอจี้ของกรุ๊ปที่มีความหลากหลายของสินค้าและบริการครอบคลุมในทุกเซกเมนต์ เน้นการลดราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพและช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภค เช่น โปรโมชั่นเมนูเด็ด Reprice ราคาอาหารเริ่มต้นที่ 19 บาท ณ ศูนย์อาหารที่อยู่ภายใต้ศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัลพัฒนา ช่วยผู้บริโภคประหยัดในการจับจ่ายสินค้าอุปโภค-บริโภคที่ลดราคาสูงสุดถึง 90% ในทุกศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า รวมถึงช่องทางออนไลน์ โดยจัดหาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ NOW Normal Life ของประชาชน เน้นช้อปปิ้งวิถีใหม่ที่ทั้งประหยัดและปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษมากมายสำหรับสมาชิก The 1 อาทิ เมื่อช้อปครบทุก 2,000 บาท รับสิทธิ์ลุ้นฟรี บัตรกำนัลช้อปปิ้งจากแบรนด์ดัง, โทรศัพท์มือถือ Samsung Galaxy S20+ รวม 64 เครื่อง พร้อมรางวัลอื่นรวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตยังสามารถได้รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 12% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ได้แก่ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน, บัตรเครดิตกสิกรไทย, บัตรเครดิตเคทีซี, และบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ และสิทธิพิเศษอื่นๆ มากมาย”

คุณปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บจ. สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัลรีเทล เผยว่า “เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ และช่วยคู่ค้าให้สามารถกระจายสินค้า มีเงินหมุนเวียนในระบบ และคืนกำไรให้กับลูกค้า จึงได้จัดแคมเปญ CENTRAL MEGA SALE (เซ็นทรัล เมก้า เซล) โดยมีโปรโมชั่นส่วนลดสูงสุด 70% ลดเพิ่มสูงสุด 37% จากคะแนน The 1 และบัตรเครดิต ใช้คะแนน The 1 เพียง 400 คะแนน (จากปกติ 800 คะแนน) แลกรับคูปองส่วนลดแทนเงินสด 100 บาท ตลอดจนรับฟรี คูปองส่วนลดแทนเงินสด เครดิตเงินคืน และบัตรของขวัญเซ็นทรัลรวมสูงสุด 22% เมื่อช้อปตามเงื่อนไข ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2563”

คุณวัตินาพร บัณฑุชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่  Brand Marketing & Advertising  บจ.เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ในเครือเซ็นทรัลรีเทล เสริมว่า “ท็อปส์และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ผู้นำฟู้ดสโตร์และพรีเมี่ยมซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำของไทย ได้จัดเตรียมโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าเมื่อช้อปสินค้าที่ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ซูเปอร์สโตร์ และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ทุกสาขา อาทิ ล็อคราคาสินค้า 90 วัน ตั้งแต่วันนี้ – 4 กรกฎาคม 2563 และลดราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคหลายพันรายการ,รับคูปองส่วนลดสูงสุด 50% เมื่อช้อปครบ 600 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ, รับคูปองส่วนลดเมื่อนำถุงมาช้อปปิ้ง, รับบัตรของขวัญท็อปส์เมื่อช้อปสินค้าตั้งแต่ 800 บาทขึ้นไป, สินค้าราคาพิเศษลด 30-50%, พิเศษสำหรับสมาชิกไลน์ @CPN Life รับคูปองส่วนลด 40 บาท เมื่อช้อปครบ 600 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ นอกจากนี้ ยังมีการปรับ เปลี่ยนวิถีการช้อปปิ้งใหม่เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ Now Normal ได้แก่ Seamless Experience Shopping ช้อปผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิ Tops online, Tops Application, GrabMart ผ่านแอพพลิเคชั่น Grab, บริการ Chat&Shop ผ่าน Line @TopsThailand, บริการ Phone&Delivery ,บริการไดรฟ์ทรู รับสินค้าโดยไม่ต้องลงจากรถ, ช้อปสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นดอลฟิน และบริการส่งสินค้าถึงบ้าน Safety and Hygiene เป็นต้น”

มร.สเตฟาน จูเบิร์ท ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายบริหารสินค้า และรักษาการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) ในเครือเซ็นทรัลรีเทล กล่าวว่า “โรบินสัน จัดดีลพิเศษลดสูงสุด 70% ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน – 20 กรกฎาคม 2563 พิเศษสำหรับสมาชิก The 1 ลดเพิ่ม 12.5% เมื่อใช้คะแนนแลกเท่ายอดช้อป (เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ) ทุกศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตลอดเดือนมิถุนายน รับฟรีคูปองส่วนลดสูงสุด 5,000 บาท เมื่อช้อปครบตามเงื่อนไขที่กำหนด (ยกเว้นวันจันทร์ – วันพฤหัสบดี ลูกค้าที่ชำระสินค้าผ่านบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน หรือบัตรเครดิตกสิกรไทย รับสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 3 – 30 มิถุนายน 2563) พิเศษเฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์ รับคูปองส่วนลดเพิ่ม 100 บาท เมื่อช้อปผ่านบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน หรือ บัตรเครดิตกสิกรไทย ตั้งแต่ 3,000 บาท ขึ้นไป / ใบเสร็จ (ตั้งแต่วันที่ 3 – 30 มิถุนายน 2563) ที่ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ทุกสาขา, ROBINSON CHAT & SHOP, ROBINSON CALL & SHOP, ROBINSON FACEBOOK INBOX และ ROBINSON CLICK & COLLECT”

มร. ทอม ทรัสเซล รองประธานฝ่ายแบรนด์ การตลาด และดิจิทัล โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า “เซ็นทาราขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งช่วยเดินหน้าเศรษฐกิจ เราจึงตั้งใจมอบข้อเสนอสุดคุ้มให้คนไทยได้ท่องเที่ยวและพักผ่อนเมื่อเราสามารถเดินทางได้อีกครั้ง โดยได้เปิดตัว “เซ็นทารา คอมพลีท แคร์” (Centara Complete Care) โปรแกรมด้านการบริการที่เพิ่มความเชื่อมั่นอย่างสูงสุดด้วยมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านสุขภาพและการเว้นระยะห่างอย่างรอบด้าน แต่ยังคงไว้ซึ่งความเอาใจใส่และการบริการที่อบอุ่นอย่างเหนือระดับเฉกเช่นเดิม เพื่อลูกค้าของเซ็นทาราทุกคน สำหรับแคมเปญช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน ลูกค้าสามารถจองห้องพักและเข้าพักได้ ในราคาสุดคุ้มเริ่มต้นเพียง 864 บาทสุทธิ/คืน  และยังสามารถเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเข้าพักได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น”

คุณธีรินทร์ คูสมิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายารการตลาด บริษัท เพาเวอร์ บาย จำกัด ปิดท้ายว่า “ทางเพาเวอร์บายก็ลดหนักจัดใหญ่เพื่อตอบการกลับมาช้อปของลูกค้า โดยมอบโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษภายใต้คอนเซปต์ ‘Welcome Back Sale ลดสูงสุด 70% ทั้งร้าน’ รวมถึงออนไลน์ในกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ไอที อุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่ลดสูงสุดถึง 70% (เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ) พิเศษสำหรับสมาชิก The 1 ใช้คะแนนแลกลดเพิ่ม 12.5% (ของคะแนนที่แลกแต่ไม่เกินราคาสินค้า) ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2563 ที่เพาเวอร์บายทุกสาขา และ http://www.powerbuy.co.th”

พบกับแคมเปญ “ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน” มาร่วมช้อปปิ้งวิถีใหม่ที่ปลอดภัยไปด้วยกัน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา, เซ็นทรัลเฟสติวัล, เซ็นทรัลภูเก็ต, เซ็นทรัลวิลเลจ, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสันทั่วประเทศ ซูเปอร์สปอร์ต, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, พาวเวอร์บาย, บีทูเอส, ออฟฟิศเมท และช้อปออนไลน์ 24 ชั่วโมง ผ่านทางเซ็นทรัลออนไลน์ และเจดี เซ็นทรัล ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน–31 กรกฎาคม 2563