ทรัมป์เปิดตัว “TrumpRx” เว็บไซต์ยาราคาประหยัด หวังลดภาระค่ารักษาคนอเมริกัน

ทรัมป์เปิดตัว "TrumpRx" เว็บไซต์ยาราคาประหยัด หวังลดภาระค่ารักษาคนอเมริกัน

6 ก.พ. 2569 11:03 น.

ทรัมป์เปิดตัว “TrumpRx” เว็บไซต์ยาราคาประหยัด หวังลดภาระค่ารักษาคนอเมริกัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดตัวเว็บไซต์ TrumpRx.gov อย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ในราคาลดพิเศษ ถือเป็นนโยบายสำคัญในการผลักดันให้ราคายาในสหรัฐฯ ลดลง ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องความคุ้มค่าและผลประโยชน์ต่อผู้มีประกัน

การเปิดตัวมีขึ้นที่ทำเนียบขาว โดยมี นพ.เมห์เมต ออซ ผู้บริหารศูนย์บริการ Medicare และ Medicaid และโจ เก็บเบีย ผู้ร่วมก่อตั้ง Airbnb เข้าร่วม ทรัมป์ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายและมีสุขภาพที่ดีขึ้น

รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลได้ลงนามในข้อตกลง “ประเทศที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง” (Most-favored Nation) กับ 16 บริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลก โดยบริษัทเหล่านี้ตกลงที่จะลดราคายาให้กับโครงการสวัสดิการรัฐ (Medicaid) และผู้บริโภคที่จ่ายเงินสดผ่าน TrumpRx เพื่อแลกกับการได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากรัฐบาลสหรัฐฯ

ข้อตกลงดังกล่าวรวมถึง Eli Lilly และ Novo Nordisk ซึ่งตกลงลดราคายาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 เช่น Ozempic และ Wegovy ให้เหลือเฉลี่ยเดือนละ 149 ถึง 350 ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่อาจสูงกว่า 1,000 ดอลลาร์ ขณะที่ Novo ระบุว่า Wegovy ชนิดเม็ด ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนก่อน ยังจำหน่ายเฉพาะช่องทางตรงถึงผู้บริโภค ระหว่างรอการกำหนดความคุ้มครองจากบริษัทประกัน

ผู้บริหาร Novo Nordisk ระบุว่า TrumpRx จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่ผ่านการรับรองจาก FDA ได้สะดวกขึ้น และเพิ่มโอกาสเข้าถึงยาในราคาสำหรับผู้จ่ายเงินเอง

ปัจจุบัน ผู้ป่วยในสหรัฐฯ ต้องจ่ายค่ายาแพงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ เกือบสามเท่า ทำให้ทรัมป์กดดันบริษัทยาให้ลดราคาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทร่วมโครงการยังรวมถึง Pfizer, AstraZeneca และ Merck โดยมียาสำคัญที่นำมาลดราคา เช่น ยารักษาเบาหวาน  Januvia  ของบริษัท Merck, ยาละลายลิ่มเลือด Plavix ของ Sanofi, ยาลดคอเลสเตอรอล Repatha ของ Amgen, ยารักษาไวรัสตับอักเสบซี Epclusa  ของบริษัท Gilead และกลุ่มยาช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น Gonal-F และ Cetrotide

รายงานของ STAT News ระบุว่า เว็บไซต์ TrumpRx จะใช้ระบบของ GoodRx และไม่ได้จำหน่ายยาโดยตรง แต่จะเชื่อมผู้ป่วยไปยังเว็บไซต์อื่นเพื่อสั่งซื้อ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณสุขเตือนว่า ผลประหยัดค่าใช้จ่ายยังไม่ชัดเจน เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ที่ไม่ใช้ประกัน ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจไม่ถูกนับรวมในวงเงินประกัน และยังอาจสูงเกินกำลังสำหรับหลายคน

จูเลียต คูบันสกี จากสถาบัน KFF ระบุว่า โครงการนี้อาจไม่คุ้มค่าสำหรับผู้มีประกัน และไม่ควรถูกมองว่าเป็นการลดราคายาทั้งระบบ แม้จะเป็นประโยชน์ต่อบางกลุ่มก็ตาม

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ผลต่อผู้บริโภคจะยังไม่แน่นอน แต่บริษัทยาได้ประโยชน์จากการขายตรงโดยไม่ผ่านบริษัทประกัน และการขายในราคาลด ยังดีกว่าไม่สามารถจำหน่ายได้เลย.

ที่มา Reuters

ทรัมป์ เมินธรรมเนียมการทูต ประกาศหนุน“ซานาเอะ ทาคาอิจิ”ก่อนเลือกตั้งญี่ปุ่น นัดพบที่วอชิงตัน มี.ค.

ทรัมป์ เมินธรรมเนียมการทูต ประกาศหนุน“ซานาเอะ ทาคาอิจิ”ก่อนเลือกตั้งญี่ปุ่น นัดพบที่วอชิงตัน มี.ค.

6 ก.พ. 2569 10:36 น.

ทรัมป์ เมินธรรมเนียมการทูต ประกาศหนุน“ซานาเอะ ทาคาอิจิ”ก่อนเลือกตั้งญี่ปุ่น นัดพบที่วอชิงตัน มี.ค.

“โดนัลด์ ทรัมป์” ปธน.สหรัฐฯ แหวกธรรมเนียมการทูต ประกาศสนับสนุน “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอย่างเปิดเผย ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันอาทิตย์นี้ นัดพบบหารือกันที่วอชิงตัน มี.ค. นี้

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างความฮือฮาทางการเมืองอีกครั้ง ด้วยการประกาศสนับสนุนนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์นี้ พร้อมประกาศนัดพบกันที่กรุงวอชิงตัน ในวันที่ 19 มีนาคม

โดยทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันพฤหัสบดี ระบุว่า เขาประทับใจทาคาอิจิอย่างมาก หลังได้พบกันระหว่างการเยือนญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และมองว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของญี่ปุ่น 

ทรัมป์ยังเขียนข้อความยกย่องทาคาอิจิว่า เป็นผู้นำที่สมควรได้รับการยอมรับอย่างสูงจากผลงานที่เธอและพรรคร่วมรัฐบาลกำลังทำ พร้อมประกาศในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ขอให้การสนับสนุนเธออย่างเต็มที่ โดยเน้นข้อความด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ว่าเธอจะไม่ทำให้ประชาชนญี่ปุ่นผิดหวัง 

โดยการแสดงจุดยืนของทรัมป์ถูกมองว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาหนุนผู้นำหรือพรรคการเมืองของญี่ปุ่นอย่างเปิดเผยในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนธรรมเนียมทางการทูตที่มักหลีกเลี่ยงการแทรกแซงการเมืองภายในประเทศพันธมิตร

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทรัมป์เคยแสดงการสนับสนุนผู้นำต่างชาติที่เขาชื่นชอบมาแล้ว เช่น นายวิกเตอร์ ออร์บาน นายกรัฐมนตรีฮังการี.

ที่มา Japan Times

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนภัยหิมะตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันอาทิตย์

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนภัยหิมะตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันอาทิตย์

6 ก.พ. 2569 09:40 น.

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนภัยหิมะตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันอาทิตย์

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนประชาชนรับมือหิมะตกหนักต่อเนื่องศุกร์-อาทิตย์ โดยเฉพาะชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น ตั้งแต่ตะวันตกจรดเหนือ คาดปริมาณหิมะสะสมหนากระทบการเดินทาง เสี่ยงหิมะถล่ม หลังคาถล่ม ไฟฟ้าดับ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ออกคำเตือนเมื่อวันพฤหัสบดี ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังจากสถานการณ์หิมะตกหนักที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์นี้ โดยคาดว่าหิมะจะตกหนักที่สุดในวันอาทิตย์ ตามแนวชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น ครอบคลุมพื้นที่กว้างตั้งแต่ภาคตะวันตกจนถึงภาคเหนือของประเทศ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า พื้นที่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่นจะเผชิญพายุหิมะตั้งแต่วันศุกร์ ขณะที่ฝั่งทะเลญี่ปุ่นจะมีหิมะตกต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงช่วงพีคในวันอาทิตย์ โดยบางพื้นที่อาจมีหิมะตกในระดับที่ต้องออกคำเตือนพิเศษและแม้แต่พื้นที่ที่ไม่ค่อยมีหิมะ อาทิ เกาะคิวชู และแนวชายฝั่งแปซิฟิก ตั้งแต่ญี่ปุ่นตะวันตกถึงตะวันออก ก็อาจมีหิมะสะสมได้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ผิดปกติ

นักพยากรณ์อากาศระบุว่า หิมะระตกหนักลอกใหม่นี้อาจซ้ำเติมปริมาณหิมะสะสมที่ทำสถิติสูงในหลายพื้นที่ทางตะวันตกและเหนือของญี่ปุ่น พร้อมเตือนประชาชนให้ระวังพายุหิมะ การจราจรติดขัด หิมะถล่ม หิมะร่วงจากหลังคา รวมถึงความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนและพื้นที่เกษตร

ขณะเดียวกัน อุณหภูมิในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่นสูงกว่าปกติสำหรับช่วงเวลานี้ของปี เพิ่มความเสี่ยงที่หิมะจะไถลจากหลังคา น้ำแข็งย้อยหล่น และเกิดดินถล่มจากหิมะ โดยคาดว่าอุณหภูมิในภูมิภาคโทโฮคุ จังหวัดนีงาตะ และภูมิภาคโฮคุริคุ จะสูงใกล้เคียงระดับเดือนมีนาคม

กรมอุตุฯ ญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงจนถึงเช้าวันเสาร์ เกาะฮอกไกโดจะเผชิญลมแรงและทะเลคลื่นสูงในวันศุกร์ โดยแรงลมอาจพุ่งถึง 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งบนบกและในทะเล นอกจากนี้อาจมีหิมะตกสะสมสูงสุด 50 เซนติเมตร  ส่วนในช่วงพีคจนถึงเช้าวันอาทิตย์ ปริมาณหิมะสะสมอาจเพิ่มสูงกว่านี้. 

ที่มา NHK

คู่รักสุดช็อก พบคลิปลับตัวเองถูกแอบถ่ายเผยแพร่ให้คนนับพันดู ขณะพักในโรงแรมจีน

คู่รักสุดช็อก พบคลิปลับตัวเองถูกแอบถ่ายเผยแพร่ให้คนนับพันดู ขณะพักในโรงแรมจีน

6 ก.พ. 2569 08:55 น.

คู่รักสุดช็อก พบคลิปลับตัวเองถูกแอบถ่ายเผยแพร่ให้คนนับพันดู ขณะพักในโรงแรมจีน

จากทริปพักผ่อนสู่ฝันร้าย คู่รักไม่รู้ตัวตกเป็นเหยื่ออุตสาหกรรม “สปายแคม” ถูกแอบถ่ายและเผยแพร่คลิปลับระหว่างเข้าพักโรงแรมในเซินเจิ้นของจีน ขณะที่ BBC สืบสวนพบกล้องลับในโรงแรมมากกว่า 180 แห่ง

สำนักข่าวบีบีซีแฉภัยเงียบของนักท่องเที่ยว ที่ตกเป็นเหยื่อกล้องแอบถ่ายภายในโรงแรมที่เมืองเซินเจิ้นของจีน โดยหนึ่งในเหยื่อที่เพิ่งรู้ตัว คือ เอริก (นามสมมติ) กำลังเลื่อนดูโซเชียลมีเดียที่เขาใช้เป็นประจำเพื่อดูสื่อลามก จู่ๆ เขาก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อวิดีโอที่ปรากฏตรงหน้ากลับเป็นภาพของ ตัวเขาเองและแฟนสาว

โดยคลิปจะเห็นตั้งแต่ช่วงที่ทั้งคู่เดินเข้าไปในห้อง วางกระเป๋า จนถึงช่วงเวลาส่วนตัวที่สุด เอริกรู้ทันทีว่า ทั้งหมดนั้นคือภาพจากคืนหนึ่งที่เขาและแฟนสาวพักในโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเซินเจิ้น ทางตอนใต้ของจีน เมื่อสามสัปดาห์ก่อน โดยที่พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า ในห้องมีใครอีกคนหนึ่งกำลังแอบดูอยู่

ช่วงเวลาส่วนตัวของทั้งคู่ถูกบันทึกด้วย กล้องลับที่ซ่อนอยู่ในห้องพักโรงแรม และถูกนำไปเผยแพร่ให้ผู้คนนับพันที่ล็อกอินเข้ามาดูผ่านช่องทางเดียวกับที่เอริกเคยใช้ดูสื่อลามก

อุตสาหกรรมสปายแคมโป๊ในจีน : ผิดกฎหมาย แต่ยังระบาด

สื่อลามกจากกล้องแอบถ่าย หรือที่เรียกว่า spy-cam porn มีอยู่ในจีนมานานอย่างน้อย 10 ปี แม้จีนจะมีกฎหมายห้ามผลิตและเผยแพร่สื่อลามกอย่างเข้มงวด

ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ประเด็นนี้กลับถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่เริ่มแลกเปลี่ยนวิธีสังเกตกล้องลับ ซึ่งบางตัวมีขนาดเล็กเท่ายางลบดินสอ บางคนถึงขั้น กางเต็นท์นอนในห้องโรงแรม เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแอบถ่าย

แม้รัฐบาลจีนจะออกกฎใหม่เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว บังคับให้โรงแรมตรวจสอบกล้องแอบถ่ายเป็นประจำ แต่ภัยคุกคามนี้ก็ยังไม่หมดไป

ขณะที่ทีมสืบสวนของ BBC พบกล้องลับถ่ายทอดสดในโรงแรมกว่า 180 แห่ง โดยมีวิดีโอจากกล้องลับในห้องโรงแรมหลายพันคลิป ถูกขายเป็นสื่อลามก กระจายอยู่บนเว็บไซต์และแอปหลายแห่ง และส่วนใหญ่โฆษณาผ่านแอป Telegram

ตลอด 18 เดือน BBC พบอย่างน้อย 6 เว็บไซต์ หรือ แอป ที่อ้างว่ามีกล้องลับในห้องโรงแรม มากกว่า 180 แห่ง ซึ่งไม่ได้แค่บันทึกภาพ แต่ถ่ายทอดสดกิจกรรมของแขกแบบเรียลไทม์

หนึ่งในเว็บไซต์ที่ถูกติดตามนาน 7 เดือน พบว่ามีกล้องอย่างน้อย 54 ตัว และมีผู้เข้าพักนับพันคนอาจตกเป็นเหยื่อ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าถูกบันทึกภาพ

BBC พบหนึ่งในผู้ค้าหลักใช้นามแฝงว่า “AKA” โดยคิดค่าดูถ่ายทอดสดเดือนละ 450 หยวน สามารถเลือกดูห้องโรงแรมหลายห้องพร้อมกัน และย้อนดูและดาวน์โหลดคลิปย้อนหลังได้

ในกลุ่ม Telegram ที่มีสมาชิกมากกว่า 10,000 คน ผู้ชมจะคอมเมนต์วิจารณ์รูปร่าง หน้าตา และสมรรถภาพทางเพศของแขกโรงแรมอย่างเปิดเผย ผู้หญิงถูกเรียกด้วยคำหยาบคายเป็นประจำ

BBC ยังสามารถตามรอยไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเจิ้งโจว และพบกล้องจริงซ่อนอยู่ในช่องระบายอากาศเหนือเตียง เชื่อมต่อกับไฟฟ้าของอาคารโดยตรง

ที่น่าตกใจคือ เครื่องตรวจจับกล้องลับที่ขายทั่วไปไม่สามารถตรวจพบกล้องนี้ได้

BBC ประเมินว่า AKA เพียงคนเดียวอาจทำรายได้อย่างน้อย 160,000 หยวน ในเวลาไม่ถึงปี ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อปีของคนจีนอยู่ราว 43,000 หยวน

ด้านองค์กรสิทธิสตรีในฮ่องกงอย่าง RainLily ระบุว่า การขอให้แพลตฟอร์มอย่าง Telegram ลบคลิปแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีไม่ใช่แพลตฟอร์มที่เป็นกลาง นโยบายของพวกเขาส่งผลโดยตรงต่อการแพร่กระจายของเนื้อหา

แม้ Telegram จะยืนยันว่าห้ามเผยแพร่สื่อลามกที่ไม่ได้รับความยินยอม แต่หลายเครือข่ายยังคงดำเนินการต่อไป.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คลิปแอบถ่าย

เผยทหารเกาหลีเหนือยังคงปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคเคิร์สค์ของรัสเซียเพื่อสู้รบกับยูเครน

เผยทหารเกาหลีเหนือยังคงปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคเคิร์สค์ของรัสเซียเพื่อสู้รบกับยูเครน

6 ก.พ. 2569 08:25 น.

เผยทหารเกาหลีเหนือยังคงปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคเคิร์สค์ของรัสเซียเพื่อสู้รบกับยูเครน

หน่วยข่าวกรองยูเครนเผย ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียตั้งแต่ปี 2567 ยังคงประจำการในแคว้นคูร์สก์ ใช้อาวุธหนักโจมตีกองกำลังยูเครน พร้อมหมุนเวียนกำลังภายใต้ข้อตกลงมอสโก–เปียงยาง

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานอ้างสื่อยูเครน “เคียฟ อินดิเพนเดนท์” ที่ระบุว่า กองกำลังทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน ตั้งแต่ปี 2567 ยังคงปฏิบัติการโจมตีกองทัพยูเครนอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ชายแดน

รายงานของยูเครนอ้างข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองทางทหารของยูเครน ระบุว่า ณ เดือนมกราคมที่ผ่านมา ทหารเกาหลีเหนือยังคงประจำการอยู่ในแคว้นคูร์สก์ของรัสเซีย และมีส่วนร่วมในการเปิดฉากโจมตีจังหวัดชายแดนของยูเครน โดยทหารเกาหลีเหนือใช้อาวุธปืนใหญ่ลำกล้อง รวมถึงระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง เพื่อโจมตีกองกำลังยูเครน พร้อมดำเนินภารกิจลาดตระเวนและสอดแนมทางอากาศและปืนใหญ่ในพื้นที่แนวหน้า

รายงานข่าวระบุว่า แม้ไม่มีการเปิดเผยจำนวนกำลังพลที่ชัดเจน แต่หน่วยข่าวกรองยูเครนระบุว่า ทหารเกาหลีเหนือที่ประจำการในแคว้นคูร์สก์มีการหมุนเวียนกำลังอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคีระหว่างรัฐบาลรัสเซียกับเกาหลีเหนือ และสำหรับทหารเกาหลีเหนือที่ผ่านการฝึกและปฏิบัติการรบแล้วราว 3,000 นาย ได้ถูกส่งกลับประเทศ โดยส่วนใหญ่นำประสบการณ์จากสนามรบไปถ่ายทอดให้กับกองทัพเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือได้ส่งทหารมากกว่า 11,000 นาย ไปสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 หลังจากคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือได้ลงนามในสนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้านกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่กรุงเปียงยาง เมื่อเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน.

ที่มา Yohap

ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังเจรจาที่อาบูดาบี

ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังเจรจาที่อาบูดาบี

6 ก.พ. 2569 03:03 น.

ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังเจรจาที่อาบูดาบี

ยูเครนกับรัสเซียดำเนินการแลกเปลี่ยนเชลยศึกระหว่างกันเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 เดือน จำนวนรวมมากกว่า 300 คน หลังผู้แทนจากทั้งสองฝ่าย เจรจาที่กรุงอาบูดาบี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการยูเครนกับรัสเซีย ดำเนินการแลกเปลี่ยนเชลยศึกและพลเรือนที่ถูกจับกุมตัวตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาอีกครั้งในวันพฤหัสบดีที่ 5 ก.พ. 2569 หลังจากผ่านการเจรจาสันติภาพนาน 2 วันที่กรุงอาบูดาบี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง

การปล่อยเชลยศึกครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 เดือน โดยชาวยูเครนรวม 157 คน ในจำนวนนี้เป็นพลเรือน 7 คน และทหารรัสเซียอีก 157 นาย ได้รับการส่งตัวกลับบ้าน

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ระบุในโพสต์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า การแลกเปลี่ยนเชลยศึกในวันพฤหัสบดีเกิดขึ้นหลังจากหยุดชะงักไปตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว

“เรากำลังพาทุกคนกลับบ้าน ชาวยูเครน 157 คน ทั้งทหารจากกองทัพ, กองกำลังพิทักษ์ชาติ, และหน่วยตรวจคนเข้าเมืองและชายแดน และพลเรือนก็กำลังกลับมาพร้อมกับทหารด้วย โดยส่วนใหญ่ถูกคุมขังมาตั้งแต่ปี 2555” ประธานาธิบดียูเครนกล่าว พร้อมให้คำมั่นว่าจะพาทุกคนกลับมาให้ครบทุกรายที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในรัสเซีย

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า เคียฟส่งคืนเชลยศึกชาวรัสเซียกลับมาจำนวน 157 คน และเสริมว่า มีพลเรือนรัสเซีย 3 คนที่ถูกคุมขังโดยมิชอบ ได้รับการส่งตัวคืนด้วยเช่นกัน โดยพวกเขาเป็นผู้อยู่อาศัยในแคว้นเคิร์สก์ ทางตะวันตก ถูกทหารยูเครนบุกโจมตีและยึดครองพื้นที่บางส่วนระหว่างปี 2567-2568

ทั้งนี้ ทีมเจรจาจากรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมการหารือในเมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเชื่อว่าประเด็นหลักที่ยังคงเป็นข้อขัดแย้ง คือเรื่องการยอมยกดินแดนที่ยูเครนกำลังถูกกดดัน และเรื่องหลักประกันความมั่นคงสำหรับยูเครน เพื่อป้องกันการโจมตีจากรัสเซียในอนาคต

การประชุม 2 วันจบลงโดยไม่มีความคืบหน้าสำคัญใดๆ โดยประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนกล่าวว่า การเจรจาไม่ใช่เรื่องง่าย และเขาต้องการเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ

สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ

6 ก.พ. 2569 02:04 น.

สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ

สหรัฐฯ กับรัสเซีย ตกลงฟื้นฟูการติดต่อสื่อสารระหว่างกองทัพ ให้กลับไปอยู่ในระดับปกติอีกครั้ง หลังถูกระงับไปก่อนที่สงครามในยูเครนจะเริ่มขึ้นไม่นาน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ก.พ. 2569 สหรัฐฯ และรัสเซียตกลงที่จะรื้อฟื้นการสื่อสารในระดับสูงระหว่างกองทัพต่อกองทัพขึ้นใหม่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง และเดินหน้าผลักดันการยุติสงครามในยูเครน

กองทัพสหรัฐฯ ในยุโรปเปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการทหารของรัสเซียและอเมริกาในกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

กองบัญชาการทหารสหรัฐฯ ภาคพื้นยุโรป ระบุในแถลงการณ์ว่า ช่องทางการสื่อสารที่ได้รับการฟื้นฟูนี้ จะช่วยให้เกิดการติดต่อระดับทหารต่อทหารอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่ฝ่ายต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อมุ่งไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ การสื่อสารระดับสูงระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับรัสเซีย ถูกระงับไปในปี 2564 เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศตึงเครียดขึ้น ก่อนที่รัสเซียจะเปิดฉากยกทัพบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 24 ก.พ. 2565

การกลับมาเปิดสายด่วนระหว่างกองทัพต่อกองทัพอีกครั้ง ถือเป็นความพยายามที่จะบรรเทาความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นหลังจากสงครามเริ่มขึ้น และเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันระหว่างกองกำลังรัสเซียและสหรัฐฯ

ฝ่ายมอสโกแสดงความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องเครื่องบินสอดแนมของสหรัฐฯ และเครื่องบินของนาโต (Nato) ในทะเลดำ โดยเจ้าหน้าที่รัสเซียบางส่วนได้กล่าวหาว่าเครื่องบินสอดแนมของอเมริกาช่วยรวบรวมข่าวกรองที่ทำให้ยูเครนสามารถโจมตีเป้าหมายของรัสเซียได้

ขณะที่สมาชิกนาโตก็แสดงความกังวลเรื่องอากาศยานของรัสเซีย โดยเฉพาะโดรนที่บินรุกล้ำน่านฟ้าของชาติพันธมิตร โดยชาติยุโรปบางประเทศมองว่า นี่คือความพยายามของมอสโกเพื่อทดสอบการตอบสนองของนาโต

เมื่อเดือนกันยายน 2568 ฝูงโดรนของรัสเซียได้บินเข้าไปในน่านฟ้าของโปแลนด์ ทำให้เครื่องบินของนาโตต้องทะยานขึ้นสกัดกั้นและยิงทำลายอุปกรณ์บางส่วนลง ถือเป็นการเผชิญหน้ากันโดยตรงครั้งแรกระหว่างนาโตและมอสโกนับตั้งแต่สงครามในยูเครนเริ่มขึ้น

และในปลายเดือนเดียวกันนั้น เครื่องบินขับไล่ของนาโตก็ต้องคุ้มกันเครื่องบินรบรัสเซีย 3 ลำออกไปจากน่านฟ้าของเอสโตเนีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เมืองฟูจิโยชิดะ ยกเลิกเทศกาลชมซากุระ นักท่องเที่ยวทะลัก-มารยาทแย่

เมืองฟูจิโยชิดะ ยกเลิกเทศกาลชมซากุระ นักท่องเที่ยวทะลัก-มารยาทแย่

6 ก.พ. 2569 00:32 น.

เมืองฟูจิโยชิดะ ยกเลิกเทศกาลชมซากุระ นักท่องเที่ยวทะลัก-มารยาทแย่

เมืองฟูจิโยชิดะ ของญี่ปุ่น ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องดอกซากุระ กับวิวภูเขาไฟฟูจิที่งดงาม ประกาศยกเลิกจัดเทศกาลชมซากุระประจำปีนี้ หลังเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวล้นและพฤติกรรมไม่เหมาะสม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ก.พ. 2569 ว่า ทางการท้องถิ่นของเมืองฟูจิโยชิดะ (Fujiyoshida) ใกล้ภูเขาไฟฟูจิ ประกาศยกเลิกเทศกาลชมดอกซากุระประจำปีนี้ ซึ่งจะจัดในเดือนเมษายน เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลนั้น สร้างภาระหนักเกินกว่าที่ชาวบ้านท้องถิ่นจะรับมือได้

การทะลักเข้ามาของนักท่องเที่ยวในเมืองฟูจิโยชิดะ ก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดเรื้อรังและปัญหาขยะ ในขณะที่ชาวเมืองบางส่วนระบุว่าพวกเขาต้องเผชิญกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยว เช่น การบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคล หรือแม้แต่การขับถ่ายในสวนของชาวบ้าน

เมืองฟูจิโยชิดะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากเป็นจุดที่สามารถชมดอกซากุระอันมีชื่อเสียงระดับโลกขณะเบ่งบานเต็มที่ โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิอันงดงาม

อย่างไรก็ตาม นายกเทศมนตรีเมืองฟูจิโยชิดะอธิบายว่า ทัศนียภาพอันสวยงามนี้กำลังคุกคามการใช้ชีวิตอันเงียบสงบของพลเมือง และพวกเขารู้สึกได้ถึงวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น

“เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพลเมืองของเรา เราจึงตัดสินใจปิดฉากเทศกาลที่มีมายาวนานถึง 10 ปีนี้ลง” นายชิเงรุ โฮริอุจิ นายกเทศมนตรีเมืองฟูจิโยชิดะ กล่าวระหว่างการประกาศยกเลิกงานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.)

ทั้งนี้ เดิมทีทางการเมืองฟูจิโยชิดะเริ่มจัดงานชมดอกซากุระประจำปีนี้ที่สวนอาราคุรายามะ เซ็นเก็น ด้วยความหวังที่จะเสริมสร้างเสน่ห์ของท้องถิ่น และเพิ่มจำนวนผู้มาเยือน ด้วยการสร้างบรรยากาศที่คึกคักให้แก่ย่านนี้

แต่ทางการระบุว่าจำนวนผู้มาเยือนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด” จนเกินขีดความสามารถของเมืองและส่งผลให้เกิดสภาวะการท่องเที่ยวที่ล้นเกิน (Overtourism) ซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตของชาวบ้านท้องถิ่น

ตามข้อมูลล่าสุดจากทางการเมืองฟูจิโยชิดะ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาในเมืองมากถึงวันละ 10,000 คนในช่วงที่ดอกไม้บานสะพรั่งที่สุด

การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินเยนที่อ่อนลงอย่างมาก และความนิยมที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรายงานว่า นักท่องเที่ยวบางส่วนถึงขั้นเปิดประตูบ้านพักอาศัยโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อขอใช้ห้องน้ำ รวมถึงมีการบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคล ทิ้งขยะ และ ขับถ่ายในสวนของบ้านคนอื่น พร้อมทั้งส่งเสียงโวยวายเมื่อชาวบ้านเข้ามาตักเตือน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเทศกาลจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ทางการของเมืองฟูจิโยชิดะก็ยังคงเตรียมพร้อมรับมือกับผู้มาเยือน ซึ่งจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีเผย ทำสงครามกับรัสเซีย 4 ปี ทหารยูเครนดับ 55,000 ศพ

เซเลนสกีเผย ทำสงครามกับรัสเซีย 4 ปี ทหารยูเครนดับ 55,000 ศพ

5 ก.พ. 2569 23:05 น.

เซเลนสกีเผย ทำสงครามกับรัสเซีย 4 ปี ทหารยูเครนดับ 55,000 ศพ

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เปิดเผยว่า จำนวนทหารฝ่ายยูเครนที่เสียชีวิตระหว่างการทำสงครามกับรัสเซียตลอด 4 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 55,000 ศพ ขณะที่มีผู้สูญหายอีกหลายหมื่นคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยว่า จำนวนทหารของยูเครนที่เสียชีวิตในสนามรบ ตลอดการทำสงครามกับรัสเซียเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 55,000 ศพ และยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ถูกจัดอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สูญหายอย่างเป็นทางการ

เซเลนสกีเผยเรื่องดังกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ France 2 ของฝรั่งเศสเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 ก.พ. 2569)

ทั้งนี้ ยูเครนกับรัสเซียต่างประเมินความสูญเสียของกองทัพอีกฝ่ายเป็นประจำ แต่กลับสงวนท่าทีไม่เปิดเผยรายละเอียดความสูญเสียของฝ่ายตนเอง อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว BBC ยืนยันชื่อผู้เสียชีวิตที่สู้รบให้กับฝ่ายรัสเซียได้แล้วเกือบ 160,000 ราย

ครั้งล่าสุดที่นายเซเลนสกีอัปเดตตัวเลขความสูญเสียของกองทัพฝ่ายตัวเองคือเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ซึ่งในตอนนั้นเขาระบุจำนวนผู้เสียชีวิตไว้ที่ 43,000 ศพ ขณะที่กระทรวงมหาดไทยของยูเครนระบุเมื่อ 6 เดือนก่อนว่า ได้บันทึกรายชื่อผู้สูญหายอย่างเป็นทางการไว้มากกว่า 70,000 ราย ซึ่งรวมทั้งทหารและพลเรือน

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เสียชีวิตและสูญหายที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมากและส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจ

อีกด้านหนึ่ง ผู้แทนของยูเครนกับรัสเซียกำลังหารือร่วมกันที่กรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นวันที่ 2 ในวันพฤหัสบดี (5 ก.พ.) โดยมีนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ ในฐานะทูตพิเศษของสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย

การเจรจาดังกล่าวถือเป็นการประชุมไตรภาคีระหว่างยูเครน รัสเซีย และ สหรัฐฯ ครั้งที่ 2 เพื่อพยายามหาข้อสรุปในรายละเอียดของข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐฯ เป็นผู้เสนอ โดยนายวิตคอฟฟ์โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า การหารือเป็นไปอย่าง “ละเอียดและเกิดผลลัพธ์ที่ดี” แต่ “ยังมีงานสำคัญที่ต้องทำอีกมาก”

ประเด็นที่ยากที่สุดคือเรื่องดินแดน โดยรัสเซียเรียกร้องให้ยูเครนยอมยกพื้นที่ส่วนที่เหลือในภูมิภาคดอนบาส ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมทางตะวันออกที่มอสโกยังไม่ได้ครอบครองอยู่ในปัจจุบันให้แก่รัสเซีย

ด้านนายเซเลนสกีกล่าวว่า การเจรจาไม่ใช่เรื่องง่าย และยูเครนจะเจรจาอย่างสร้างสรรค์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่านี้เช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ-อิหร่าน ตกลงเจรจานิวเคลียร์ ที่โอมานในวันศุกร์นี้

สหรัฐฯ-อิหร่าน ตกลงเจรจานิวเคลียร์ ที่โอมานในวันศุกร์นี้

5 ก.พ. 2569 21:59 น.

สหรัฐฯ-อิหร่าน ตกลงเจรจานิวเคลียร์ ที่โอมานในวันศุกร์นี้

เจ้าหน้าที่ของอิหร่านกับสหรัฐฯ เตรียมเจรจากันเรื่องนิวเคลียร์ที่ประเทศโอมานในวันศุกร์นี้ ในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศยังคงเพิ่มสูง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ใช้กำลังทหาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ก.พ. 2569 ว่า สหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ตกลงที่จะจัดการเจรจาว่าด้วยเรื่องนิวเคลียร์ ที่ประเทศโอมาน ในวันศุกร์นี้ (6 ก.พ.) ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งคำเตือนอย่างตรงไปตรงมาถึงอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า การประชุมจะเริ่มขึ้นในเวลา 10:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (06:00 น. ตามเวลา GMT) ที่กรุงมัสกัต ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ก็ได้ยืนยันเช่นกันว่าการเจรจาจะจัดขึ้นที่นั่น

ก่อนหน้านี้ การเจรจาดังกล่าวดูเหมือนจะตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงว่าอาจจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากทั้งสองประเทศมีความเห็นไม่ลงรอยกันเกี่ยวกับสถานที่และขอบเขตของการหารือ

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เดินหน้าเสริมกำลังทหารในภูมิภาคอ่าวอาหรับ ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะใช้มาตรการทางทหารหากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลงเรื่องโครงการนิวเคลียร์ และไม่ยุติการสังหารผู้ประท้วง

นักข่าวถามนายทรัมป์ในวันพุธที่ผ่านมาว่า คาเมเนอีควรจะกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตอบว่า “ผมบอกได้เลยว่าเขาควรจะกังวลให้มาก”

นักการทูตอาหรับรายหนึ่งเผยกับ CBS News ว่า การเจรจาระหว่างเตหะรานและวอชิงตันไม่เคยถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนในช่วงเช้าวันพุธ

ต่อมาเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สามรายยืนยันรายงานของ Axios ว่า การเจรจาได้กลับเข้าสู่ลู่ทางอีกครั้งในช่วงบ่าย หลังจากผู้นำอาหรับและผู้นำมุสลิมหลายคน เรียกร้องรัฐบาลทรัมป์ว่าอย่าเพิ่งทำตามคำขู่ที่จะถอนตัวจากการเจรจา

Axios ระบุอีกว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ตอบรับคำขอดังกล่าว “เพื่อเป็นการให้เกียรติ” ต่อพันธมิตร แต่พวกเขายังคง “เคลือบแคลงใจอย่างมาก” ต่อโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในงานแถลงข่าวก่อนหน้านี้ว่า นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ เตรียมพบปะกับเจ้าหน้าที่อิหร่านในตุรกี พร้อมกับตัวแทนจากชาติมหาอำนาจในภูมิภาคอื่นๆ ก่อนที่พวกเขาจะได้รับ “รายงานที่ขัดแย้งกัน” เกี่ยวกับการเข้าร่วมของทางอิหร่าน

รูบิโอยืนยันด้วยว่า การที่การเจรจาจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีความหมายได้นั้น จะมุ่งเน้นเพียงแค่เรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านตามที่เจ้าหน้าที่อิหร่านเรียกร้องไม่ได้

“การเจรจาจะต้องครอบคลุมถึงประเด็นต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงระยะยิงของขีปนาวุธ, การสนับสนุนองค์กรก่อการร้ายทั่วภูมิภาค, โครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา และรวมถึงการปฏิบัติต่อประชาชนของตนเองด้วย” นายรูบิโอกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc