“แอร์กัมพูชา” สั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX ล็อตแรก 10 ลำ ปิดดีลใหญ่สุดสำหรับสายการบินน้องใหม่

"แอร์กัมพูชา" สั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX ล็อตแรก 10 ลำ ปิดดีลใหญ่สุดสำหรับสายการบินน้องใหม่

5 ก.พ. 2569 10:58 น.

“แอร์กัมพูชา” สั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX ล็อตแรก 10 ลำ ปิดดีลใหญ่สุดสำหรับสายการบินน้องใหม่

โบอิ้งยืนยัน”แอร์ กัมพูชา”สั่งซื้อเครื่องบิน 737 MAX ล็อตแรก 10 ลำ ในงานสิงคโปร์แอร์โชว์ พร้อมสัญญาว่าจะซื้ออีก 10 ลำ นับเป็นการปิดดีลซื้อเครื่องบินล็อตใหญ่ที่สุดของสายการบินน้องใหม่แห่งนี้ 

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัทโบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของสหรัฐฯ ยืนยันว่า  “แอร์ กัมพูชา” สายการบินแห่งชาติของกัมพูชา ได้สั่งซื้อเครื่องบิน 737-8 MAX เป็นจำนวน 20 ลำ โดยมีการทำสัญญาสั่งซื้อล็อตแรกก่อน 10 ลำ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พร้อมสัญญาว่าจะซื้อเพิ่มอีก 10 ลำ 

โบอิ้งระบุในแถลงการณ์ที่เปิดเผยในงานสิงคโปร์ แอร์โชว์ว่า แอร์กัมพูชาได้สรุปคำสั่งซื้อดังกล่าวตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถือเป็นการจัดหาเครื่องบินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติของสายการบิน และเป็นการสั่งซื้อจากโบอิ้งเป็นครั้งแรก

โดยนายแบรด แมคมัลเลน รองประธานอาวุโสฝ่ายการขายและการตลาดเครื่องบินพาณิชย์ของโบอิ้ง กล่าวว่า โบอิ้งยินดีต้อนรับแอร์กัมพูชาในฐานะลูกค้า 737 MAX รายใหม่ และพร้อมสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินกัมพูชาและภูมิภาคเอเชีย

ทางด้านสายการบินแอร์กัมพูชาระบุว่า การนำ 737 MAX เข้าประจำฝูงบินจะช่วยทั้งการทดแทนเครื่องบินเดิมและการขยายเครือข่ายการบิน รองรับความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชีย โดยจะใช้เครื่องบินรุ่นนี้ในเส้นทางที่มีความต้องการสูง ขณะที่คำสั่งซื้อนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามด้านการเจรจาการค้าของรัฐบาลกัมพูชา เพื่อลดอัตราภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ซึ่งเดิมเคยถูกกำหนดไว้สูงถึงร้อยละ 49 ก่อนจะลดลงเหลือร้อยละ 36 และล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 19

สำหรับ โบอิ้ง 737 MAX 8 สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 178 คน มีพิสัยบินประมาณ 6,480 กิโลเมตร และประหยัดเชื้อเพลิงรวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 20% เมื่อเทียบกับเครื่องบินรุ่นเดิม ขณะที่ปัจจุบัน แอร์กัมพูชามีฝูงบินรวม 6 ลำ ให้บริการเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศไปยังเวียดนาม อินเดีย ไทย จีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง

ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 8 กันยายนแอร์กัมพูชาได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท โคแมค (COMAC) ของจีน เพื่อจัดซื้อเครื่องบินโดยสารรุ่น C909 จำนวน 20 ลำ โดยยืนยันคำสั่งซื้อแล้ว 10 ลำ เครื่องบินรุ่นนี้รองรับผู้โดยสาร 78–97 คน และมีพิสัยบินสูงสุดราว 2,225–3,700 กิโลเมตร.

ที่มา Fresh news

ญี่ปุ่นเตือนภัยหิมะถล่มหลายจังหวัดเสี่ยงทางตอนเหนือ หลังอากาศเริ่มอุ่นอาจทำให้หิมะตกหนักสะสมละลาย

ญี่ปุ่นเตือนภัยหิมะถล่มหลายจังหวัดเสี่ยงทางตอนเหนือ หลังอากาศเริ่มอุ่นอาจทำให้หิมะตกหนักสะสมละลาย

5 ก.พ. 2569 09:22 น.

ญี่ปุ่นเตือนภัยหิมะถล่มหลายจังหวัดเสี่ยงทางตอนเหนือ หลังอากาศเริ่มอุ่นอาจทำให้หิมะตกหนักสะสมละลาย

รัฐบาลญี่ปุ่นเตือนประชาชนภาคเหนือระวังหิมะถล่ม หลังอุณหภูมิพุ่งสูงฉับพลัน ซึ่งจะทำให้หิมะที่ตกสะสมมา 2 สัปดาห์เริ่มละลาย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตทั่วประเทศเพิ่มเป็นอย่างน้อย 35 ศพ

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลญี่ปุ่นออกคำเตือนภัยหิมะถล่มในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศ หลังอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายหลังเกิดพายุหิมะรุนแรงต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 สัปดาห์ ส่งผลให้การคมนาคมเป็นอัมพาต บ้านเรือนพังถล่ม และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยนายมาซาโน โอซากิ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวระหว่างแถลงข่าว ขอให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะอันตรายจากหิมะที่ร่วงหล่นและหิมะถล่มในหลายชุมชนทางตอนเหนือ โดยเฉพาะในจังหวัดอาโอโมริ เผชิญหิมะสะสมหนากว่า 2 เมตรตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถออกจากบ้าน โรงเรียนและสถานประกอบการต้องปิดทำการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม เมื่อวันพุธที่ผ่านมา อุณหภูมิในอาโอโมริพุ่งสูงถึง 8 องศาเซลเซียส เพิ่มความเสี่ยงที่ก้อนหิมะเปียกและหนักจะหล่นจากหลังคา หรือเกิดหิมะถล่มตามพื้นที่ลาดชัน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้

ขณะเดียวกัน ปริมาณหิมะสะสมในเมืองอาโอโมริลดลงต่ำกว่า 1.6 เมตรเป็นครั้งแรกในรอบ 4 วัน แต่สถานการณ์การจราจรยังคงโกลาหล โดยสื่อท้องถิ่นเผยภาพประชาชนต้องเดินตามทางแคบที่ขุดผ่านกำแพงหิมะสูงกว่าตัวคนถึงสองเท่า

ส่วนในจังหวัด นีงาตะ ซึ่งอยู่ฝั่งทะเลญี่ปุ่น รายงานพบผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 ศพ โดยรายหนึ่งถูกพบเสียชีวิตภายในบ้านที่ถล่มจากน้ำหนักหิมะ ส่วนอีกรายเสียชีวิตหลังโรงรถพังลงมา

ข้อมูลจากสำนักงานจัดการอัคคีภัยและภัยพิบัติญี่ปุ่น ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม เป็นต้นมา เหตุหิมะตกหนักได้คร่าชีวิตประชาชนแล้วอย่างน้อย 35 ศพ และมีผู้บาดเจ็บ 393 ราย ทั่วประเทศ โดยหลายกรณีเกิดจากหิมะถล่มจากหลังคาบ้าน หรือประชาชนพลัดตกจากหลังคาระหว่างพยายามกวาดหิมะ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งกำลังทหารกองกำลังป้องกันตนเอง เข้าช่วยเหลือในการเคลียร์หิมะในพื้นที่ภาคเหนือ ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า อากาศหนาวจะกลับมาอีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์ และอาจทำให้เกิดหิมะตกหนักรอบใหม่.

ที่มา Japan Times

หนุ่มอิลลินอยส์สารภาพ แฮกบัญชี Snapchat ผู้หญิงนับร้อย ขโมยภาพเปลือยขายในโซเชียล

หนุ่มอิลลินอยส์สารภาพ แฮกบัญชี Snapchat ผู้หญิงนับร้อย ขโมยภาพเปลือยขายในโซเชียล

5 ก.พ. 2569 09:12 น.

หนุ่มอิลลินอยส์สารภาพ แฮกบัญชี Snapchat ผู้หญิงนับร้อย ขโมยภาพเปลือยขายในโซเชียล

ชายชาวอิลลินอยส์ยอมรับสารภาพต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ว่า แฮกบัญชี Snapchat ของผู้หญิงเกือบ 600 คน ด้วยวิธีฟิชชิง เพื่อขโมยภาพเปลือยและกึ่งเปลือย ก่อนนำไปเก็บสะสม ขาย หรือแลกเปลี่ยนบนโลกออนไลน์

ไคล์ สวารา อายุ 26 ปี หนุ่มอเมริกันจากรัฐอิลลินอยส์ใ ห้การรับสารภาพในศาลรัฐบาลกลางเมืองบอสตัน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ในข้อหาฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์ และขโมยข้อมูลประจำตัวผู้อื่นขั้นร้ายแรง คดีนี้ขยายผลมาจากการดำเนินคดีก่อนหน้านี้กับอดีตโค้ชกรีฑาของมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น ซึ่งว่าจ้างสวาราให้แฮกบัญชีโซเชียลมีเดียของนักกีฬาและผู้หญิงรายอื่น

อัยการระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงรับสารภาพ ฝ่ายโจทก์จะเสนอให้ศาลพิพากษาจำคุกสวาราเป็นเวลา 3 ปี โดยมีกำหนดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้

ตามเอกสารของอัยการ สวาราใช้วิธีวิศวกรรมสังคม หรือ Social engineering ซึ่งเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ที่ใช้กลยุทธ์ทางจิตวิทยาเพื่อชักจูงให้ผู้คนกระทำการตามที่ต้องการ ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2020 ถึงกุมภาพันธ์ 2021 เพื่อหลอกเอาข้อมูลเข้าสู่ระบบของผู้หญิงบนแพลตฟอร์ม Snapchat

เขาส่งข้อความไปยังเหยื่อโดยอ้างว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนของ Snapchat และขอรหัสความปลอดภัย (security code) ซึ่งทำให้สามารถหลบเลี่ยงระบบยืนยันตัวตนของแพลตฟอร์มได้

อัยการระบุว่า มีผู้หญิง 571 คน ส่งรหัสความปลอดภัยให้สวารา และอย่างน้อย 59 บัญชี ถูกแฮกสำเร็จ ส่งผลให้เขาสามารถดาวน์โหลดภาพเปลือยหรือกึ่งเปลือยของเหยื่อได้

เอกสารฟ้องร้องยังระบุว่า สวาราโฆษณาความสามารถในการแฮกบัญชี Snapchat บนเว็บไซต์ Reddit และฟอรัมออนไลน์อื่น ๆ พร้อมเสนอเนื้อหาไว้ใช้เองหรือแลกเปลี่ยนกับผู้สนใจ

ในปี 2020 เขายังถูกว่าจ้างโดย สตีฟ เวทเธ อดีตโค้ชกรีฑาของมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น ให้แฮกบัญชีของผู้หญิงที่เวทเธเคยเป็นโค้ชหรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัว โดยได้รับค่าจ้างครั้งละ 50 ดอลลาร์สหรัฐ

เวทเธถูกศาลตัดสินจำคุก 5 ปี เมื่อปี 2024 จากคดีหลอกลวงหญิงสาวให้ส่งภาพเปลือย หรือขโมยภาพลับจากเหยื่อทั่วประเทศอย่างน้อย 56 คน

ด้าน ทอดด์ พิวจ์ (Todd Pugh) ทนายความของสวารา แถลงว่า ลูกความได้ยอมรับผิดกับครอบครัวและคนใกล้ชิดมาโดยตลอด และการรับสารภาพครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะจากสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไป.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ snapchat

สี จิ้นผิง–ปูติน วิดีโอคอลตอกย้ำสัมพันธ์ จีน–รัสเซีย ท่ามกลางสถานการณ์นานาชาติปั่นป่วน

สี จิ้นผิง–ปูติน วิดีโอคอลตอกย้ำสัมพันธ์ จีน–รัสเซีย ท่ามกลางสถานการณ์นานาชาติปั่นป่วน

5 ก.พ. 2569 08:36 น.

สี จิ้นผิง–ปูติน วิดีโอคอลตอกย้ำสัมพันธ์ จีน–รัสเซีย ท่ามกลางสถานการณ์นานาชาติปั่นป่วน

สี จิ้นผิงผู้นำจีนและวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย สนทนาทางวิดีโอคอล ยกย่องความสัมพันธ์ทวิภาคี 2 ชาติว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเสถียรภาพในเวทีโลก ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

การพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนครบรอบ 4 ปีของปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 โดยผู้ช่วยทำเนียบเครมลินระบุว่า การสนทนาใช้เวลานานราว 1 ชั่วโมง 25 นาที และเป็นไปในบรรยากาศที่ เป็นมิตรและไว้วางใจกัน

จีนและรัสเซียพยายามแสดงจุดยืนร่วมกันมากขึ้นในการเผชิญหน้ากับชาติตะวันตก โดยความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครน และเผชิญมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างหนักจากสหรัฐฯ และพันธมิตร

มอสโกหันไปพึ่งพาจีนมากขึ้น ทั้งด้านการค้าและเศรษฐกิจ เพื่อพยุงประเทศท่ามกลางแรงกดดันจากการคว่ำบาตร ขณะที่จีนไม่เคยออกมาประณามสงครามของรัสเซีย หรือเรียกร้องให้ถอนกำลังออกจากยูเครน ทำให้พันธมิตรของยูเครนหลายประเทศเชื่อว่าปักกิ่งให้การสนับสนุนมอสโกในทางอ้อม

ด้านสื่อทางการจีน CCTV รายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวกับปูตินว่า “ตั้งแต่ต้นปีนี้ สถานการณ์ระหว่างประเทศมีความปั่นป่วนมากขึ้นเรื่อย ๆ” ซึ่งผู้นำจีนระบุว่า ทั้งสองฝ่ายควรทำให้ความสัมพันธ์จีน–รัสเซียพัฒนาอย่างมั่นคงบนเส้นทางที่ถูกต้อง ผ่านการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และการมีบทบาทเชิงรุกในฐานะมหาอำนาจโลก

ขณะที่ประธานาธิบดีปูติน ซึ่งเรียกสี จิ้นผิงว่าเพื่อนรัก กล่าวในทำนองเดียวกันว่า พันธมิตรด้านนโยบายต่างประเทศระหว่างมอสโกและปักกิ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเสถียรภาพของเวทีโลก

ปูตินระบุว่า ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และความร่วมมือแบบรอบด้านระหว่างรัสเซียและจีน ถือเป็นแบบอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกว่าความร่วมมือในด้านยุทธศาสตร์จะครอบคลุมประเด็นใดบ้าง

ทำเนียบเครมลินเปิดเผยว่า ผู้นำทั้งสองยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความเห็นที่แทบจะตรงกันทั้งหมด พร้อมทั้งหารือถึงสถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่าน และประเด็นความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ หลังข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสำคัญระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ ใกล้หมดอายุ

ปูตินยังยืนยันกับสี จิ้นผิงว่า รัสเซียจะดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบภายหลังข้อตกลงดังกล่าวสิ้นสุดลง

ระหว่างการสนทนา สี จิ้นผิงยังย้ำถึงความมุ่งมั่นของจีนต่อระบบระหว่างประเทศที่มี องค์การสหประชาชาติ (UN) เป็นแกนกลาง โดยจีนถือครองที่นั่งถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ พร้อมสิทธิยับยั้ง (veto)

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความกังวล หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสนอแนวคิดจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพซึ่งถูกมองว่าอาจเป็นความพยายามลดบทบาทของ UN บนเวทีโลก

การหารือกับปูตินเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่สื่อจีนจะรายงานว่า สี จิ้นผิง ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จีนเร่งกระชับความสัมพันธ์กับผู้นำหลายประเทศ เพื่อสร้างแนวร่วมทางการทูต ท่ามกลางนโยบายสหรัฐฯ ที่ถูกมองว่าคาดเดาได้ยาก โดยผู้นำจากฝรั่งเศส แคนาดา ฟินแลนด์ รวมถึงพันธมิตรดั้งเดิมอย่างอุรุกวัย ต่างเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สี จิ้นผิง

สหรัฐฯ จับตาเกาหลีเหนืออาจรื้อฟื้นตำแหน่ง “ประธานาธิบดี” ให้คิม จองอึน อย่างเป็นทางการ

สหรัฐฯ จับตาเกาหลีเหนืออาจรื้อฟื้นตำแหน่ง “ประธานาธิบดี” ให้คิม จองอึน อย่างเป็นทางการ

5 ก.พ. 2569 08:35 น.

สหรัฐฯ จับตาเกาหลีเหนืออาจรื้อฟื้นตำแหน่ง “ประธานาธิบดี” ให้คิม จองอึน อย่างเป็นทางการ

สหรัฐฯ จับตา “คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ อาจได้รับตำแหน่ง “ประธานาธิบดี” อีกครั้ง หลังเกาหลีเหนือเริ่มใช้คำว่า “ประมุขแห่งรัฐ” อย่างเป็นทางการ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจ

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ “38 North” ของสหรัฐฯ ซึ่งติดตามสถานการณ์การเมืองเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด ระบุว่า เกาหลีเหนืออาจรื้อฟื้นตำแหน่ง “ประธานาธิบดี” และแต่งตั้งนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุด ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ภายหลังการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีครั้งที่ 9 ซึ่งคาดว่าจะกำหนดทิศทางนโยบายสำคัญด้านการทูต ความมั่นคง และเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า และการประชุมสภาประชาชนสูงสุดที่คาดว่าจะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้

รายงานของ 38 North ชี้ว่า ตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 เป็นต้นมา เกาหลีเหนือเริ่มเรียกคิม จองอึน อย่างเป็นทางการว่า “ประมุขแห่งรัฐ” (Head of State) ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ

ขณะที่ตำแหน่ง “ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี” เคยถูกใช้โดยนายคิม อิลซุง ผู้ก่อตั้งประเทศและปู่ของคิม จองอึน ตั้งแต่ปี 2515 จนถึงแก่อสัญกรรมในปี 2537 โดยรัฐธรรมนูญปี 2515 ระบุชัดว่า ประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและเป็นผู้แทนอธิปไตยของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในปี 2541 เกาหลีเหนือได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ตัดตำแหน่งประธานาธิบดีออก ส่งผลให้คิม จองอิล บุตรชายของคิม อิลซุง บริหารประเทศในตำแหน่งผู้นำสูงสุด และประธานคณะกรรมาธิการกลาโหมแห่งชาติแทน

ด้านผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากเกาหลีเหนือรื้อฟื้นตำแหน่งประธานาธิบดีและแต่งตั้งคิม จองอึน อย่างเป็นทางการ ความหมายของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงการยกระดับเชิงสัญลักษณ์หรือเกียรติยศเท่านั้น แต่ยังอาจสะท้อนการจัดวางอำนาจรัฐในรูปแบบใหม่. 

ที่มา Yonhap

ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ

ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ

5 ก.พ. 2569 05:55 น.

ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ

สนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียกำลังจะหมดอายุลงในวันพฤหัสบดีนี้ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดการแข่งขันสะสมอาวุธครั้งใหม่ระหว่างทั้งสองประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ก.พ. 2569 ว่า สนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นิวสตาร์ท” (New START) ซึ่งสหรัฐฯ กับรัสเซียลงนามร่วมกันในปี 2553 เป็นหนึ่งในข้อตกลงเพียงไม่กี่ฉบับที่ออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดสงครามนิวเคลียร์

สนธิสัญญาฉบับนี้ได้จำกัดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ที่ติดตั้งพร้อมใช้งานของแต่ละฝ่ายไว้ไม่เกิน 1,550 หัวรบ นอกจากนี้ยังสร้างกลไกความโปร่งใส ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล การแจ้งเตือน และการเข้าตรวจสอบในพื้นที่จริง

การหมดอายุของสนธิสัญญาฉบับนี้ถือเป็นการปิดฉากความร่วมมือด้านการควบคุมอาวุธระหว่างวอชิงตันและมอสโกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นความร่วมมือที่เคยช่วยให้สงครามเย็นยุติลงได้

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงกระตุ้นให้สหรัฐฯ และรัสเซียต่ออายุสนธิสัญญาดังกล่าว โดยตรัสว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบัน “บีบบังคับให้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันสะสมอาวุธระลอกใหม่”

ทั้งนี้ สนธิสัญญา START ฉบับดั้งเดิม ซึ่งลงนามในปี 2534 โดยสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต ได้สั่งห้ามมิให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์เกิน 6,000 หัวรบ ก่อนจะสานต่อเป็นสนธิสัญญา New START ซึ่งลงนามในปี 2553 ณ กรุงปราก โดยสหรัฐฯ และรัสเซีย ในฐานะรัฐผู้สืบทอดอำนาจต่อจากสหภาพโซเวียตที่ล่มสลายไป

แม้ว่ารัสเซียจะสั่งระงับการใช้สนธิสัญญาไปเมื่อ 3 ปีก่อน เนื่องจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นจากสงครามยูเครน แต่เชื่อกันว่าทั้งสองประเทศยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดในสนธิสัญญาอยู่

ข้อตกลงนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่มีการควบคุม และทำให้สองประเทศที่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกมีมาตรการด้านความโปร่งใส เพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินเจตนาของอีกฝ่ายผิดพลาด

การหมดอายุของสนธิสัญญาฉบับนี้เป็นไปตามรูปแบบที่น่ากังวล เนื่องจากสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับอื่นๆ ที่บังคับใช้มาอย่างยาวนานก็ถูกปล่อยให้หมดอายุไปจนหมดแล้ว

สนธิสัญญาดังกล่าวรวมถึง สนธิสัญญากองกำลังนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces Agreement) ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากในการขจัดการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์พิสัยใกล้ภายในทวีปยุโรป

สนธิสัญญาเปิดน่านฟ้า (Open Skies Treaty) ซึ่งอนุญาตให้ประเทศคู่สัญญา รวมถึงสหรัฐฯ และรัสเซีย สามารถส่งเครื่องบินสอดแนมที่ไม่มีอาวุธบินเหนือน่านฟ้าของกันและกัน เพื่อตรวจสอบและเฝ้าระวังกองกำลังทางทหาร

และสนธิสัญญากองกำลังอาวุธตามยุทธวิธีในยุโรป (Conventional Armed Forces in Europe Treaty) ซึ่งจำกัดจำนวนรถถัง กำลังพล และระบบปืนใหญ่ ที่ทั้งกองทัพรัสเซียและกองกำลังนาโต (NATO) สามารถประจำการภายในยุโรปได้

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ระบุว่าเขาตั้งใจที่จะ “ดำเนินการอย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ” หากสนธิสัญญาหมดอายุลง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเย็นวันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียได้แถลงว่า “ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เราถือว่าคู่สัญญาในสนธิสัญญา New START ไม่มีความผูกพันตามพันธกรณีหรือคำประกาศที่สอดคล้องกันภายใต้กรอบของสนธิสัญญาอีกต่อไป ซึ่งรวมถึงบทบัญญัติหลักต่างๆ และโดยหลักการแล้ว แต่ละฝ่ายมีอิสระที่จะเลือกดำเนินการในขั้นตอนต่อไป”

ทางด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ดูจะมีความกังวลน้อยกว่า โดยเมื่อเดือนที่แล้วเขาได้ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทมส์ว่า “ถ้ามันจะหมดอายุ ก็ปล่อยให้มันหมดไป… เดี๋ยวเราค่อยทำข้อตกลงใหม่ที่ดีกว่าเดิม”

วอชิงตันเชื่อว่าสนธิสัญญาควบคุมอาวุธใดๆ ในอนาคตควรจะรวมประเทศจีนเข้าไปด้วย เนื่องจากจีนกำลังเร่งสะสมคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตนเช่นกัน ขณะที่ฝ่ายรัสเซียเชื่อว่า สนธิสัญญาควบคุมอาวุธในอนาคตควรครอบคลุมถึงฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ในยุโรปด้วย

นางดาเรีย ดอลซิโควา นักวิจัยอาวุโสจากโครงการนโยบายอาวุธนิวเคลียร์และการแพร่ขยายอาวุธของสถาบัน RUSI ในสหราชอาณาจักร กล่าวว่าการหมดอายุของสนธิสัญญา New START เป็นเรื่องที่ “น่ากังวล เพราะทั้ง สหรัฐฯ กับ รัสเซีย ต่างมีปัจจัยกระตุ้นให้ขยายขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของตนเอง”

ปัจจุบัน ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงกองกำลังนิวเคลียร์ให้ทันสมัยและเพิ่มพูนขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งหมายความว่าการแข่งขันสะสมอาวุธระลอกใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว

ดอลซิโควา ระบุว่า ดูเหมือนรัสเซียจะมีความกังวลเกี่ยวกับขีดความสามารถของพวกเขาในการเจาะทะลวงระบบป้องกันของสหรัฐฯ และความกังวลยิ่งมากขึ้น เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ มีแผนจะสร้าง “โดมทองคำ” (Golden Dome) เพื่อปกป้องอเมริกาเหนือจากอาวุธพิสัยไกล โดยมีกรีนแลนด์เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

แต่ในขณะเดียวกัน รัสเซียก็กำลังพัฒนาอาวุธใหม่ๆ เพื่อเอาชนะระบบป้องกันภัยทางอากาศเช่นกัน เช่น “โพไซดอน” ตอร์ปิโดไร้คนขับใต้ทะเลลึกข้ามทวีปที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์และขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ และ “บูเรเวสต์นิก” ขีปนาวุธร่อนที่ติดตั้งและขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์

นอกจากนี้ สหรัฐฯ รัสเซีย และจีน ต่างกำลังพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกพิสัยไกลที่สามารถเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางด้วยความเร็วกว่า 4,000 ไมล์ต่อชั่วโมง (6,437 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งยากต่อการยิงสกัดอย่างมาก

ดอลซิโควากล่าวว่าขีดความสามารถทางทหารที่ขยายตัวขึ้นเหล่านี้จะยิ่งทำให้การบรรลุสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับใหม่ยากยิ่งขึ้น แม้อาจจะยังเป็นไปได้ แต่การหมดอายุของสนธิสัญญา New START คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงการก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่ผันผวนและอันตรายยิ่งกว่าเดิม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สั่งจำคุกตลอดชีวิต “ไรอัน เราท์” พยายามลอบสังหาร “ทรัมป์”

สั่งจำคุกตลอดชีวิต “ไรอัน เราท์” พยายามลอบสังหาร “ทรัมป์”

5 ก.พ. 2569 05:15 น.

สั่งจำคุกตลอดชีวิต “ไรอัน เราท์” พยายามลอบสังหาร “ทรัมป์”

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุกนาย ไรอัน เราท์ ตลอดชีวิต จากความผิดฐานพยายามลอบสังหาร โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กอล์ฟคลับ ในรัฐฟลอริดาเมื่อปี 2567 แต่ถูกเจ้าหน้าที่ขัดขวางเอาไว้ได้เสียก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ก.พ. 2569 ว่า ศาลในสหรัฐฯ พิพากษาให้นาย ไรอัน เราท์ ต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต จากความผิดฐานพยายามลอบสังหารประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กอล์ฟคลับ ในรัฐฟลอริดา เมื่อเดือนกันยายน 2567

เมื่อปีก่อน นายเราท์วัย 59 ปี ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาพยายามสังหารทรัมป์ ซึ่งในขณะนั้นยังคงเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่สนาม “ทรัมป์ อินเทอร์เนชันแนล กอล์ฟ คลับ” ในเมืองเวสต์ปาล์มบีช

เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือ หน่วยตำรวจลับ ในพื้นที่ดังกล่าวสังเกตเห็นลำกล้องปืนไรเฟิลโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ จึงได้ยิงใส่นายเราท์ ทำให้เขารีบหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ ก่อนจะถูกตามจับกุมตัวได้ในบริเวณใกล้เคียง

ในบันทึกคำพิพากษา ผู้พิพากษา ไอลีน แคนนอน ระบุว่า การกระทำผิดของนายเราท์นั้น คู่ควรแก่การรับโทษจำคุกตลอดชีวิตอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

“เขาใช้เวลานานหลายเดือนในการวางแผนลอบสังหารผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนสำคัญ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งหมายที่จะฆ่าใครก็ตามที่ขวางทาง และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ไม่เคยแสดงความเสียใจหรือความสำนึกผิดต่อเหยื่อของเขาเลย” ผู้พิพากษาเขียนระบุ

ด้านมาร์ติน รอสส์ ทนายความของนายเราท์กล่าวว่า พวกเขาจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้ ในขณะที่นายเราท์ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ทั้งนี้ นายเราท์เป็นชาวรัฐนอร์ทแคโรไลนาโดยกำเนิดและอาศัยอยู่ในฮาวายก่อนจะถูกจับกุม เขาแสดงพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้หลายครั้งในระหว่างกระบวนการไต่สวน รวมถึงการท้าทายทรัมป์ให้มาแข่งกอล์ฟ และมีการอ้างถึง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย

หลังจากคณะลูกขุนตัดสินว่าเขามีความผิด นายเราท์พยายามใช้ปากกาแทงคอของตัวเอง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจศาลจะรีบควบคุมตัวเขาออกจากห้องพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว

เจ้าหน้าที่เชื่อว่าในวันเกิดเหตุ นายเราท์ไม่มีจังหวะที่มองเห็นตัวทรัมป์ได้อย่างชัดเจนเลย แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางบอกกับคณะลูกขุนว่า ในภายหลังพวกเขาตรวจพบปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติพร้อมกล้องเล็งและแม็กกาซีนแบบเพิ่มความจุในจุดที่เขาซ่อนตัวอยู่ด้วย

นอกจากนี้ คณะลูกขุนยังได้รับทราบข้อมูลว่า นายเราท์ทิ้งรายชื่อสถานที่ที่ทรัมป์น่าจะปรากฏตัวเอาไว้ รวมถึงโน้ตที่เขียนถึงเพื่อนคนหนึ่งซึ่งบรรยายถึงเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “ความพยายามลอบสังหาร”

ในคำแถลงปิดคดี นายเราท์พูดถึงตัวเองโดยใช้สรรพนามบุรุษที่สาม และกล่าวถึงหัวข้อต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ตั้งแต่ประวัติศาสตร์สหรัฐฯ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ไปจนถึงความตั้งใจที่จะซื้อเรือ ทำให้ผู้พิพากษาต้องพูดขัดจังหวะเขาอยู่หลายครั้งและสั่งให้คณะลูกขุนออกไปนอกห้องพิจารณาคดี

ด้าน จอห์น ชิปลีย์ หัวหน้าพนักงานอัยการในคดีนี้ กล่าวว่ามีการนำเสนอ “หลักฐานจำนวนมหาศาล” ที่ชี้ให้เห็นว่า “นายเราท์เกือบจะทำภารกิจนี้สำเร็จมากเพียงใด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จดหมายแฉ เอปสตีน-แอนดรูว์ ขอนักระบำเปลื้องผ้าเล่นเซ็กซ์

จดหมายแฉ เอปสตีน-แอนดรูว์ ขอนักระบำเปลื้องผ้าเล่นเซ็กซ์

5 ก.พ. 2569 03:46 น.

จดหมายแฉ เอปสตีน-แอนดรูว์ ขอนักระบำเปลื้องผ้าเล่นเซ็กซ์

จดหมายในเอกสารคดีเอปสตีนชุดล่าสุดแฉว่า อดีตนักการเงินรายนี้กับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ขอร่วมหลับนอนกับนักระบำเปลื้องผ้าที่พวกเขาจ้างมาที่บ้าน และจ่ายเงินค่าจ้างไม่ครบด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ก.พ. 2569 ว่า จดหมายทางกฎหมายฉบับหนึ่งระบุว่า อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ กับนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีทางเพศผู้ล่วงลับ ขอให้นักระบำเปลื้องผ้าสาวคนหนึ่งร่วมกิจกรรมทางเพศหลายอย่าง ที่บ้านพักของนายเอปสตีนในรัฐฟลอริดาเมื่อปี 2549

ในจดหมายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารคดีเอปสตีนชุดล่าสุดที่ได้รับการเปิดเผยออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน ทนายความของหญิงนิรนามรายนี้ระบุว่า เธอได้รับข้อเสนอเงินจำนวน 10,000 ดอลลาร์เพื่อให้ไปเต้นรำ และหลังจากที่เธอแสดงเสร็จ เอปสตีนกับแอนดรูว์ก็ขอร่วมหลับนอนแบบสามคน

ทนายระบุในจดหมายซึ่งเขียนในเดือนมีนาคม 2554 ว่า ลูกความของเธอพยายามปฏิเสธ โดยระบุว่าเธอได้รับจ้างให้มาเต้นระบำไม่ใช่มีเซ็กซ์ แต่เอปสตีนบอกเธอว่าจะจ่ายค่าจ้างเต้นรำให้ในภายหลัง และพูดจาหว่านล้อมจนเธอยอมทำกิจกรรมทางเพศกับพวกเขาหลายอย่าง เอปสตีนกับแอนดรูว์ยังชวนให้เธอไปหมู่เกาะเวอร์จินด้วยกัน แต่เธอปฏิเสธ

ทนายความเผยอีกว่า สุดท้ายหญิงรายนี้ก็ได้รับเงินค่าจ้างเพียง 2,000 ดอลลาร์จากที่ตกลงกันไว้ 10,000 ดอลลาร์ แต่เธอพร้อมจะเก็บเรื่องราวนี้ ซึ่งเธอระบุว่า “ถูกปฏิบัติราวกับเป็นโสเภณี” ไว้เป็นความลับ เพื่อแลกกับเงินชดเชยจำนวน 250,000 ดอลลาร์

อย่างไรก็ดี ในจดหมายไม่ได้ระบุเอาไว้ว่า มีการตกลงเงินชดเชยกันเรียบร้อยแล้วหรือไม่

จดหมายระบุอีกว่า นอกจากหญิงนักระบำรายนี้แล้ว ยังมีนักเต้นระบำเปลื้องผ้าคนอื่นๆ จาก “ราเชลส์ สตริปคลับ” ในเวสต์ปาล์มบีช ถูกพาไปยังบ้านของเอปสตีนด้วย โดยเธอกับหญิงสาวคนอื่นๆ แต่งกายยั่วยวนในงานปาร์ตีดังกล่าว และบางคนดูเหมือนจะมีอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น

ทั้งนี้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้เข้าให้การเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับอดีตผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศผู้ล่วงลับ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับคดีออกมาหลายล้านฉบับ นายแอนดรูว์ก็ถูกพูดถึงหลายครั้ง

ในเอกสารชุดล่าสุด มีภาพถ่ายที่ดูเหมือนจะเป็นอดีตเจ้าชายในลักษณะคุกเข่าคร่อมร่างผู้หญิงคนหนึ่งที่นอนอยู่บนพื้น โดยทั้งคู่ยังคงสวมใส่เสื้อผ้าครบถ้วน ขณะที่มีอีเมลที่บ่งชี้ว่า เอปสตีนจัดแจงให้แอนดรูว์ได้ทานอาหารค่ำกับหญิงชาวรัสเซียวัย 26 ปีคนหนึ่งเมื่อเดือนสิงหาคม 2553 ด้วย

ก่อนหน้านี้ แอนดรูว์เผชิญข้อกล่าวหาว่า ล่วงละเมิดทางเพศ เวอร์จิเนีย จุฟเฟร ในตอนที่เธอยังเป็นวัยรุ่น โดยเธอกล่าวหาว่า ตนเองถูกเอปสตีนล่อลวงเพื่อมาค้าประเวณี แต่แอนดรูว์ปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ทำข้อตกลงยุติคดีแพ่งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศกับ เวอร์จิเนีย จุฟเฟร และยอมจ่ายเงินชดเชยให้เธอในปี 2565

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา

รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา

5 ก.พ. 2569 02:40 น.

รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา

รัฐบาลทรัมป์สั่งถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา หลังเผชิญกระแสประท้วงรุนแรง ชี้จะลดเจ้าหน้าที่ลงอีกไปสู่ระดับก่อนเดือนธันวาคม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจำนวน 700 นายออกจากรัฐมินนิโซตา ซึ่งถูกส่งลงพื้นที่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในปฏิบัติการ “Operation Metro Surge” ในเมืองมินนีแอโพลิสที่ส่งผลให้มีพลเมืองสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 ราย และจุดชนวนให้เกิดการประท้วงไปทั่วประเทศ

นายทอม โฮแมน ผู้ตรวจการชายแดน (Border Tsar) ซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายชายแดนระดับสูงสุดของรัฐบาลทรัมป์ แถลงเมื่อวันพุธ (4 ก.พ.) ว่า การถอนกำลังจะเริ่มขึ้นในทันที โดยครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) และหน่วยตระเวนชายแดน (Border Patrol)

นายโฮแมนระบุว่า จะมีเจ้าหน้าที่คงเหลืออยู่ 2,000 นาย แต่เขามีเป้าหมายที่จะลดจำนวนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางในเมืองนี้ ให้กลับไปอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเริ่มปฏิบัติการเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนในรัฐมินนิโซตาจะมีกล้องบันทึกภาพติดตัว โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้กำหนดให้การจัดหาตัวกล้องบันทึกภาพติดตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ทุกคนในเมืองมินนีแอโพลิสเป็นภารกิจสำคัญอันดับแรก และยังมีแผนที่จะติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวให้กับเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศอีกด้วย

นายโฮแมนบอกอีกว่า ปฏิบัติการในมินนีแอโพลิสถือว่าประสบความสำเร็จ แม้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจะถูกยื่นฟ้องต่อศาลหลายคดี รวมถึงเหตุการณ์เสียชีวิตของ เรเน กูด และ อเล็กซ์ เพรตติ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงเสียชีวิต

นายโฮแมนยอมรับว่านี่ไม่ใช่ปฏิบัติการที่สมบูรณ์แบบ แต่กล่าวว่ามันมีความ “คล่องตัวมากขึ้น” ด้วยการมีสายบังคับบัญชาที่เป็นเอกภาพและชัดเจน “ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้มันไม่ดีนะ แต่เราได้ปรับปรุงให้มันดีขึ้น” เขากล่าว

โฮแมนเผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางได้เข้าจับกุมและควบคุมตัว “คนไม่ดี” ซึ่งรวมถึงผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม 14 ราย คดีทำร้ายร่างกาย 139 ราย ตลอดจนผู้กระทำความผิดทางเพศ 87 ราย และสมาชิกแก๊งอาชญากรรมอีก 28 ราย

ทั้งนี้ นายโฮแมนเข้าควบคุมปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางในเมืองมินนีแอโพลิสเมื่อปลายเดือนมกราคม หลังเกิดเหตุยิงนายเพรตติ และเขาเคยกล่าวไว้ว่าเขาจะลดจำนวนเจ้าหน้าที่ลงตามระดับความร่วมมือที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ระดับรัฐและท้องถิ่น

นายโฮแมนยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า เขากำลังลดจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางลงประมาณ 1 ใน 3 หลังจากพวกเขาได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในระดับที่ “ไม่เคยปรากฏมาก่อน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เด็กฝรั่งเศส แทงครูศิลปะเจ็บหนัก รับลงมือเพราะความเกลียดชัง

เด็กฝรั่งเศส แทงครูศิลปะเจ็บหนัก รับลงมือเพราะความเกลียดชัง

5 ก.พ. 2569 01:24 น.

เด็กฝรั่งเศส แทงครูศิลปะเจ็บหนัก รับลงมือเพราะความเกลียดชัง

เด็กชายวัยเพียง 14 ปี ก่อเหตุใช้มีดแทงครูสอนศิลปะจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อหน้าเพื่อนๆ ที่โรงเรียน โดยเขายอมรับกับตำรวจว่า ลงมือเพราะเขามีความเกลียดชังต่อครูคนนี้มากเกินไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเด็กชายวัย 14 ปี ในประเทศฝรั่งเศส ใช้มีดแทงครูสอนศิลปะของเขาหลายครั้งจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่เขาจะถูกจับกุมตัว และบอกกับตำรวจว่า เขาลงมือทำร้ายครูหญิงรายนี้ก็เพราะ เขามีความเกลียดชังมากเกินไป

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเปิดเผยว่า อาการของครูหญิงวัย 60 ปีรายนี้ยังคงน่ากังวลอย่างมาก หลังจากเธอถูกเด็กชายแทง 3 ถึง 4 ครั้งบริเวณหน้าอกต่อหน้ากลุ่มนักเรียน 22 คน ที่โรงเรียนลา กีชาร์ด (La Guicharde) ในเมืองซานารี-ซูร์-แมร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.)

นายราฟาเอล บัลลองด์ อัยการเมืองตูลง ระบุในแถลงการณ์ว่า เด็กชายคนดังกล่าววางแผนโจมตีไว้ล่วงหน้า โดยเขาให้การกับตำรวจว่าหยิบมีดมาจากห้องครัวที่บ้านด้วยความตั้งใจที่จะมาแทงครูของเขา

นายบัลลองด์บอกอีกว่า เจ้าหน้าที่ไม่พบแรงจูงใจทางศาสนาหรือการเมืองในการก่อเหตุครั้งนี้ และอ้างด้วยว่า เด็กชายเกิดความไม่พอใจที่ครูรายงานพฤติกรรมผิดวินัยของเขาหลายครั้ง ซึ่งเด็กชายมองว่าเป็นเรื่องที่ “ไม่ยุติธรรม”

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ผู้ก่อเหตุวัย 14 ปีรายนี้บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า เขารู้สึกเสียใจอย่างที่สุดต่อการกระทำของตนเอง และตอนนี้เขารู้สึกเกลียดชังตัวเองมากกว่าตัวผู้บาดเจ็บเสียอีก

เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสระบุว่า การตัดสินใจว่าจะมีการฝากขังระหว่างรอการพิจารณาคดีหรือไม่นั้น จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กชายเดินทางไปปรากฏตัวต่อศาลแล้ว

ตามข้อมูลจาก AFP ครูผู้ถูกทำร้ายในคดีนี้ ทำงานที่โรงเรียนแห่งนี้มานาน 28 ปีแล้ว โดยตอนนี้เธอกำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลทหารแซงต์-แอน ในเมืองตูลง โดยมีรายงานว่าอาการของเธอเริ่มคงที่แล้วหลังจากเข้ารับการผ่าตัด แต่ยังคงอยู่ในสภาวะวิกฤต

อนึ่ง นี่นับเป็นเหตุการณ์นักเรียนทำร้ายคนในโรงเรียนครั้งล่าสุดของฝรั่งเศส โดยเมื่อปีก่อน เด็กชายวัย 14 ปีถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมผู้ช่วยครู หลังจากถูกกล่าวหาว่าใช้มีดแทงเธอจนเสียชีวิตในเดือนมิถุนายน

ก่อนหน้านั้นในเดือนเมษายนปีเดียวกัน นักเรียนอีกคนก่อเหตุไล่แทงคนในเมืองนองต์ ทางตะวันตกของประเทศ ทำให้มีเด็กหญิงรายหนึ่งเสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน

เมื่อปี 2563 นายซามูแอล ปาตี ครูคนหนึ่งถูกผู้ลี้ภัยชาวเชเชนฆาตกรรมบริเวณด้านนอกโรงเรียนที่เขาสอนอยู่ในชานเมืองปารีส ซึ่งเป็นการโจมตีที่มีแรงจูงใจมาจากลัทธิสุดโต่งทางศาสนา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc