“ทรัมป์” ประกาศส่งเรือพยาบาลไปกรีนแลนด์ อ้างช่วยคนป่วย พร้อมเดินหน้าแผนซื้อเกาะ

"ทรัมป์" ประกาศส่งเรือพยาบาลไปกรีนแลนด์ อ้างช่วยคนป่วย พร้อมเดินหน้าแผนซื้อเกาะ

22 ก.พ. 2569 10:41 น.

“ทรัมป์” ประกาศส่งเรือพยาบาลไปกรีนแลนด์ อ้างช่วยคนป่วย พร้อมเดินหน้าแผนซื้อเกาะ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศความร่วมมือกับผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนา ส่งเรือพยาบาลมุ่งหน้าสู่กรีนแลนด์ อ้างมีผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการดูแล ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งกับเดนมาร์กและพันธมิตรนาโต หลังทรัมป์พยายามผลักดันแผนเข้าครอบครองกรีนแลนด์อย่างหนัก

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 ก.พ.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล พร้อมภาพกราฟิกเรือพยาบาลของสหรัฐฯ กำลังล่องไปในทะเลยามพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อประกาศแผนการส่งความช่วยเหลือทางการแพทย์ไปยังกรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กที่ทรัมป์เคยแสดงความประสงค์จะขอซื้อ

ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “เรากำลังร่วมมือกับ เจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนาที่ยอดเยี่ยม เพื่อส่งเรือพยาบาลลำใหญ่ไปยังกรีนแลนด์ เพื่อดูแลผู้คนจำนวนมากที่เจ็บป่วยและไม่ได้รับการดูแลที่นั่น เรือกำลังเดินทางไปแล้ว!!!”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าทางการกรีนแลนด์ได้ร้องขอความช่วยเหลือดังกล่าวหรือไม่ หรือเหตุใดทรัมป์จึงอนุมานว่าชาวกรีนแลนด์ไม่ได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสม

ทรัมป์พยายามหยิบยกประเด็นการครอบครองกรีนแลนด์จากเดนมาร์กมาโดยตลอด โดยอ้างเหตุผลด้าน “ความมั่นคงแห่งชาติ” เนื่องจากกรีนแลนด์มีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้กับรัสเซียและจีน ซึ่งทั้งกรีนแลนด์และเดนมาร์กต่างออกมาคัดค้านข้อเสนอนี้อย่างรุนแรง

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคม เดนมาร์กนำกองกำลังร่วมกับพันธมิตรนาโต เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร เข้าประจำการในพื้นที่เพื่อตอบโต้ท่าทีของสหรัฐฯ ทรัมป์เคยเผยว่าได้บรรลุ “แนวคิดข้อตกลง” กับนายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโต เกี่ยวกับความมั่นคงในอาร์กติกและกรีนแลนด์ โดยระบุว่าเป็นข้อตกลงที่ซับซ้อนแต่จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย แม้ทรัมป์จะย้ำความปรารถนาในการครอบครองดินแดนนี้ แต่ระบุว่า “ไม่มีแผนจะใช้กำลังทหาร” ตามที่เคยบอกเป็นนัยก่อนหน้านี้

ก่อนการประกาศของทรัมป์เพียงไม่กี่ชั่วโมง กองบัญชาการอาร์กติกร่วมของเดนมาร์ก รายงานว่าได้ส่งหน่วยกู้ภัยเข้าช่วยอพยพลูกเรือรายหนึ่งจาก เรือดำน้ำของสหรัฐฯ ที่อยู่ห่างจากเมืองนุก เมืองหลวงของกรีนแลนด์เพียง 7 ไมล์ทะเล เนื่องจากต้องได้รับการรักษาพยาบาลด่วน

นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดอริกที่ 10 แห่งเดนมาร์ก ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรีนแลนด์เป็นครั้งที่สองในรอบปี เพื่อแสดงเอกภาพของดินแดนท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ

ปัจจุบัน ทั้งทำเนียบขาวและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของเรือพยาบาลลำดังกล่าว หรือระบุเจาะจงว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือนั้นคือใคร.

ที่มา  Reuters / Yahoo

รัสเซียถล่มโรงงาน “โอรีโอ” ในยูเครน ชี้มุ่งเป้าโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ (คลิป)

รัสเซียถล่มโรงงาน "โอรีโอ" ในยูเครน ชี้มุ่งเป้าโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ (คลิป)

22 ก.พ. 2569 10:11 น.

รัสเซียถล่มโรงงาน “โอรีโอ” ในยูเครน ชี้มุ่งเป้าโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ (คลิป)

รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนเผย รัสเซียส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีแคว้นซูมีทางตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้โรงงานผลิตคุกกี้โอรีโอ ของบริษัทสัญชาติอเมริกัน “มอนเดลีช” ได้รับความเสียหายเป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่เริ่มสงคราม พร้อมประณามเหตุโดรนโจมตีรถพยาบาลซ้ำจนมีผู้เสียชีวิต 4 ราย ชี้เป้าหมายคือการโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ 

นายอันดรีย์ ซีบีฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 ก.พ.) ว่า ขีปนาวุธของรัสเซียได้โจมตีโรงงานผลิตของบริษัท บริษัท มอนเดลีช อินเตอร์เนชันแนล ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารจากสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองทรอสเตียนิตส์ ในแคว้นซูมี

โรงงานแห่งนี้เป็นฐานการผลิตสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก อาทิ คุกกี้โอรีโอ (Oreo), ช็อกโกแลตมิลก้า (Milka) และทอปเบอโรน (Toblerone) โดยนายซีบีฮาระบุว่านี่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร แต่เป็นโรงงานที่ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 จ้างงานชาวยูเครน และสร้างรายได้ให้กับทั้งเศรษฐกิจยูเครนและสหรัฐฯ

รมว.ต่างประเทศยูเครนกล่าวเสริมว่า “เมื่อขีปนาวุธรัสเซียโจมตีสถานที่เช่นนี้ พวกเขาไม่ได้เล็งเป้าแค่ยูเครน แต่กำลังโจมตีผลประโยชน์ทางธุรกิจของอเมริกาในยุโรป”  พร้อมย้ำว่ามอสโกไม่ควรพูดเรื่องการเจรจาทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ในขณะที่ยังโจมตีฐานการผลิตของบริษัทอเมริกันอยู่

นอกจากการโจมตีโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว นายโอเลห์ ฮรีโฮรอฟ ผู้ว่าราชการแคว้นซูมี รายงานเหตุสลดที่เมืองซน็อบ-นอฟโฮรอดสเก ซึ่งห่างจากชายแดนรัสเซียเพียง 4 กิโลเมตร โดยระบุว่ามีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย จากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธเมื่อวันที่ 21 ก.พ.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากพี่น้องคู่หนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการถูกระเบิดที่ทิ้งลงมาจากโดรน แต่ในระหว่างที่รถพยาบาลกำลังนำตัวทั้งคู่ส่งโรงงาน โดรนของรัสเซียได้พุ่งเป้าโจมตีรถพยาบาลคันดังกล่าวโดยเจตนา ส่งผลให้สองพี่น้องเสียชีวิตในที่สุด โดยหนึ่งในนั้นเป็นเยาวชนอายุเพียง 17 ปี นอกจากนี้ยังมีคู่สามีภรรยาอีกหนึ่งคู่ที่เสียชีวิตจากการโจมตีในระลอกเดียวกัน

เมืองทรอสเตียนิตส์ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนรัสเซียเพียง 30 กิโลเมตร เคยถูกกองทัพรัสเซียยึดครองในช่วงต้นของสงครามเต็มรูปแบบ ก่อนที่กองกำลังยูเครนจะยึดคืนมาได้ในเดือนมีนาคม 2022 โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองที่โรงงานดังกล่าวได้รับความเสียหายจากอาวุธของรัสเซีย

ขณะนี้บริษัทมอนเดลีชซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในนครชิคาโก รวมถึงทำเนียบรัฐบาลรัสเซีย ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ มอนเดลีชเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการที่ยังคงดำเนินธุรกิจในตลาดรัสเซียต่อไป แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ถอนตัวออกเพื่อคว่ำบาตรการทำสงครามก็ตาม.

ที่มา The Kyiv Independent / Reuters

นศ.อิหร่านกลับมาชุมนุมต้านรัฐบาลอีกครั้ง หลังเหตุปราบปรามนองเลือด

นศ.อิหร่านกลับมาชุมนุมต้านรัฐบาลอีกครั้ง หลังเหตุปราบปรามนองเลือด

22 ก.พ. 2569 09:41 น.

นศ.อิหร่านกลับมาชุมนุมต้านรัฐบาลอีกครั้ง หลังเหตุปราบปรามนองเลือด

นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วอิหร่านพร้อมใจลุกฮือประท้วงต่อต้านรัฐบาล ถือเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงอย่างนองเลือดเมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดกับสหรัฐฯ ยังคงทวีความรุนแรง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ใช้มาตรการทางทหารภายใน 10 วัน

สำนักข่าวบีบีซีได้ตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของคลิปวิดีโอเหตุการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 ก.พ.) พบว่ามีนักศึกษาจำนวนมากออกมาเดินขบวนประท้วงภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชารีฟ ในกรุงเตหะราน เนื่องในโอกาสเปิดภาคเรียนใหม่

ผู้ประท้วงต่างพากันชูธงชาติและตะโกนคำขวัญเผ็ดร้อนอย่าง “เผด็จการจงพินาศ” ซึ่งสื่อถึงอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของประเทศ นอกจากนี้ยังมีรายงานการเกิดเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มนักศึกษากับกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลที่รวมตัวกันในบริเวณใกล้เคียง

นอกจากมหาวิทยาลัยชารีฟแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมประท้วงในจุดอื่นๆ ทั่วกรุงเตหะรานและเมืองสำคัญ เช่นที่มหาวิทยาลัยชาฮิด เบเฮชตี มีการนั่งประท้วงโดยสงบ ส่วนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอามีร์ กาบีร์ มีการตะโกนขับไล่รัฐบาล และที่เมืองมัชฮัด เมืองใหญ่อันดับสองทางตะวันออกเฉียงเหนือ นักศึกษาออกมารวมตัวเรียกร้องเสรีภาพและสิทธิอันชอบธรรม

การประท้วงครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อไว้อาลัยแก่เหยื่อหลายพันคนที่เสียชีวิตจากการประท้วงครั้งใหญ่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากปัญหาเศรษฐกิจก่อนจะบานปลายเป็นการขับไล่รัฐบาล

ข้อมูลจาก Hrana หน่วยงานสิทธิมนุษยชนในสหรัฐฯ ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตที่ยืนยันได้แล้วอย่างน้อย 6,159 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 92 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 214 ราย และกำลังตรวจสอบรายงานการเสียชีวิตเพิ่มเติมอีกกว่า 17,000 ราย ขณะที่ทางการอิหร่านอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตราว 3,100 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงหรือประชาชนที่ถูกผู้ก่อจลาจลทำร้าย

สถานการณ์ภายในอิหร่านเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงระดับโลก โดยสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปสงสัยว่าอิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งแม้การเจรจาที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาจะดูมีความคืบหน้า แต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กลับให้สัมภาษณ์เชิงข่มขู่ว่า “โลกจะได้รู้กันภายใน 10 วันข้างหน้า ว่าจะมีการตกลงกันได้ หรือสหรัฐฯ จะต้องใช้ปฏิบัติการทางทหาร”

ปัจจุบันสหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทหารเข้าใกล้พื้นที่อิหร่านอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มฝ่ายค้านในต่างแดนบางส่วนพยายามสนับสนุนให้ทรัมป์ใช้กำลังทหารเพื่อล้มล้างรัฐบาลสายแข็งของอิหร่านโดยเร็ว

ในขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้มีการชุมนุมต่อเนื่องในวันนี้ (22 ก.พ.) สงครามข้อมูลข่าวสารบนโลกโซเชียลมีเดียก็ทวีความรุนแรงขึ้น ต่างฝ่ายต่างพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความต้องการที่แท้จริงของชาวอิหร่าน ท่ามกลางบรรยากาศความหวาดระแวงว่าประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสงครามกับมหาอำนาจตะวันตก.

ที่มา BBC

“เต่ายักษ์” กลับคืนสู่เกาะกาลาปากอส หลังสูญพันธุ์ไปกว่า 180 ปี

“เต่ายักษ์” กลับคืนสู่เกาะกาลาปากอส หลังสูญพันธุ์ไปกว่า 180 ปี

22 ก.พ. 2569 07:02 น.

“เต่ายักษ์” กลับคืนสู่เกาะกาลาปากอส หลังสูญพันธุ์ไปกว่า 180 ปี

“เต่ายักษ์” ที่สูญพันธุ์ไปจากเกาะโฟลรีอานา แห่งหมู่เกาะกาลาปากอสนานกว่า 180 ปี ถูกส่งกลับคืนสู่เกาะแห่งนี้อีกครั้งแล้ว หลังนักวิทยาศาสตร์พยายามเพาะพันธุ์มันกลับขึ้นมาใหม่มานานร่วม 10 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ก.พ. 2569 ว่า เต่ายักษ์ (Giant tortoise) กลับมาเดินท่องไปทั่วเกาะโฟลรีอานา (Floreana) แห่งหมู่เกาะกาลาปากอสอีกครั้งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 180 ปี หลังความพยายามฟื้นฟูสายพันธุ์ของมันกลับมาของนักวิทยาศาสตร์เริ่มผลิดอกออกผล

การปล่อยเต่ายักษ์วัยอ่อนที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงจำนวน 158 ตัวลงสู่เกาะแห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศเกาะโฟลรีอานา ซึ่งนำโดยผู้อำนวยการอุทยานแห่งชาติกาลาปากอส ซึ่งบรรดานักอนุรักษ์ชื่นชมว่าเป็น “หมุดหมายที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง”

การนำเต่ากลับคืนสู่ธรรมชาติในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากโครงการ “ผสมพันธุ์ย้อนกลับ” (back-breeding) ที่เริ่มขึ้นในปี 2560 หลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นพบเต่าที่มีเชื้อสายบรรพบุรุษของเต่ายักษ์โฟลรีอานาบนเกาะอิซาเบลาซึ่งอยู่ใกล้เคียง

สายพันธุ์ดั้งเดิมของเกาะโฟลรีอานาที่มีชื่อว่า Chelonoidis niger niger ได้สูญพันธุ์ไปในช่วงทศวรรษที่ 1840 ด้วยฝีมือของเหล่านักเดินเรือที่จับเต่าจากเกาะไปเป็นจำนวนหลายพันตัวเพื่อใช้เป็นเสบียงอาหารระหว่างการเดินทางอันยาวนาน

“การฟื้นฟูเกาะโฟลรีอานาได้บรรลุถึงหมุดหมายที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยการปล่อยเต่ายักษ์จากการเพาะเลี้ยงจำนวน 158 ตัวคืนสู่ธรรมชาติในสัปดาห์นี้” องค์กรการกุศลเพื่อการอนุรักษ์กาลาปากอส (GCT) ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.)

“ช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยมาอย่างยาวนานนี้มอบความหวัง ไม่ใช่แค่เพียงอนาคตของเกาะโฟลรีอานาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูเกาะต่าง ๆ ทั่วโลกในอนาคตด้วย” แถลงการณ์ระบุเสริม

ภาพจาก AFP PHOTO / ECUADOR'S MINISTRY OF ENVIRONMENT
ภาพจาก AFP PHOTO / ECUADOR’S MINISTRY OF ENVIRONMENT

ดร. เจน โจนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GCT บรรยายถึงช่วงเวลานี้ว่า เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างแท้จริง พร้อมกล่าวว่านี่คือเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จจากความร่วมมือตลอดสองทศวรรษระหว่างนักวิทยาศาสตร์ องค์กรการกุศล และชุมชนในท้องถิ่น

โครงการอนุรักษ์นี้เริ่มมีความเป็นไปได้หลังจากนักวิทยาศาสตร์ค้นพบเต่าที่มีเชื้อสายของสายพันธุ์โฟลรีอานาบริเวณภูเขาไฟวูล์ฟบนเกาะอิซาเบลาในปี 2551 จากนั้นจึงคัดเลือกเต่าลูกผสมจำนวน 23 ตัวที่มีความเชื่อมโยงทางพันธุกรรมใกล้เคียงกับสายพันธุ์ย่อยที่สูญพันธุ์ไปแล้วมากที่สุด และเริ่มการเพาะพันธุ์พวกมันในพื้นที่ควบคุมบนเกาะซานตาครูซ

จนถึงปี 2568 มีลูกเต่าฟักออกมามากกว่า 600 ตัว ซึ่งในจำนวนนี้มีหลายร้อยตัวที่เติบโตพอจะเอาชีวิตรอดในป่าได้แล้ว

ทาง GCT นิยามเต่ายักษ์เหล่านี้ว่าเป็น “วิศวกรแห่งระบบนิเวศ” และกล่าวว่าพวกมันมี “บทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม” เนื่องจากพฤติกรรมและการทำกิจกรรมของพวกมันมีส่วนช่วยในการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางธรรมชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เด็กอิตาลีดับสลด หลังได้รับการปลูกถ่าย หัวใจที่เป็นแผลน้ำแข็งกัด

เด็กอิตาลีดับสลด หลังได้รับการปลูกถ่าย หัวใจที่เป็นแผลน้ำแข็งกัด

22 ก.พ. 2569 03:07 น.

เด็กอิตาลีดับสลด หลังได้รับการปลูกถ่าย หัวใจที่เป็นแผลน้ำแข็งกัด

เด็กวัยเพียง 2 ขวบในอิตาลีเสียชีวิตแล้ว ราว 2 เดือนหลังจากเขาได้รับการปลูกถ่ายหัวใจที่เกิดความเสียหายระหว่างการขนส่ง จนทำให้เขาอาการทรุดหนักจนไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ด.ช. โดเมนิโก วัย 2 ขวบ เสียชีวิตเมื่อเวลาเกือบ 09:30 น. ของวันเสาร์ที่ 21 ก.พ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น จากอาการป่วยที่เกิดขึ้นจากการได้รับการปลูกถ่ายหัวใจที่มีสภาพชำรุดเสียหายเนื่องจากถูกน้ำแข็งกัดเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

ทางโรงพยาบาลโมนัลดีซึ่งเป็นสถานที่ที่เด็กชายเข้ารับการรักษา ระบุว่า เด็กชายวัย 2 ขวบผู้นี้เผชิญกับ “ภาวะทรุดหนักของอาการทางคลินิกอย่างกะทันหันและไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้”

มีรายงานว่า หัวใจที่นำมาปลูกถ่ายให้แก่ ด.ช.โดเมนิโกเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้น ถูกขนส่งมายังโรงพยาบาลโดยให้สัมผัสกับน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) โดยตรง ซึ่งส่งผลให้เนื้อเยื่อได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

ขณะนี้อัยการได้เริ่มดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และมีบุคลากรทางการแพทย์ 6 รายที่ถูกจัดอยู่ภายใต้การสอบสวนอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนทั่วประเทศอิตาลี

นายฟรานเชสโก เปตรุซซี ทนายความประจำครอบครัวของ ด.ช.โดเมนิโก บอกกับผู้สื่อข่าวว่า อวัยวะดังกล่าวมาถึงในสภาพที่ “เนื้อเยื่อถูกทำลายจากความเย็นจัด” (Frostbite) หลังจากถูกขนส่งเป็นระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร จากเมืองโบลซาโนไปยังเมืองเนเปิลส์ ในภาชนะที่ไม่เหมาะสมโดยวางไว้ข้างน้ำแข็ง และไม่มีเครื่องวัดอุณหภูมิที่จะคอยแจ้งเตือนทีมแพทย์หากอุณหภูมิต่ำเกินไป

เด็กน้อยวัย 2 ขวบต้องใช้เครื่องช่วยพยุงสัญญาณชีพในเมืองเนเปิลส์มานานเกือบ 2 เดือน โดยนางพาทริเซีย เมอร์โคลีโน มารดาของเขา ได้เคยส่งสาส์นวิงวอนต่อพระสันตะปาปาให้ทรงช่วยบุตรชายของเธอด้วย

ทางด้านนางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี กล่าวว่า “ชาวอิตาลีทั้งประเทศต่างโศกเศร้าต่อการจากไปของหนูน้อยโดเมนิโก นักสู้ที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป”

เธอยังได้เขียนข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า “ในนามของข้าพเจ้าและรัฐบาล ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและขอเป็นกำลังใจให้กับคุณแม่พาทริเซีย คุณพ่ออันโตนิโอ และบุคคลอันเป็นที่รักทุกคนของเขาด้วย” “ข้าพเจ้ามั่นใจว่าหน่วยงานที่มีอำนาจจะดำเนินการตรวจสอบเพื่อไขความกระจ่างต่อเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้อย่างเต็มที่”

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คณะผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ได้ข้อสรุปว่า สภาวะของโดเมนิโกนั้น “ไม่เอื้ออำนวย” ต่อการเข้ารับการปลูกถ่ายหัวใจครั้งใหม่ได้อีกต่อไป และเตือนด้วยว่า การใช้เครื่องพยุงชีพเป็นระยะเวลานานเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อปอด ตับ และไตของเด็กชายได้

นายเปตรุซซีกล่าวในขณะนั้นว่า ทางครอบครัวต้องการตรวจสอบบันทึกทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยระบุว่า “หากเวลาแห่งความหวังได้สิ้นสุดลงแล้ว เช่นนั้นเวลาแห่งความรับผิดชอบก็เริ่มต้นขึ้น”

นายออราซิโอ สกิลลาชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอิตาลี กล่าวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ว่า “เราต้องทำให้กระจ่างชัดที่สุดว่ามันเกิดอะไรขึ้น … เราติดค้างต่อทั้งตัวเด็ก ต่อครอบครัว และต่อชาวอิตาลีทุกคนที่จะต้องทำเรื่องนี้ให้ชัดเจน”

“เรามีระบบบริการสาธารณสุขระดับชาติที่ยอดเยี่ยม ซึ่งสามารถรับมือและแก้ไขสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้เกือบจะเสมอมา ดังนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่าประชาชนไม่ควรสูญเสียความเชื่อมั่นไป” นายสกิลลาชีกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียพบแล้ว 8 ศพ มินิบัสนักท่องเที่ยวจีน จมก้นทะเลสาบไบคาล

รัสเซียพบแล้ว 8 ศพ มินิบัสนักท่องเที่ยวจีน จมก้นทะเลสาบไบคาล

22 ก.พ. 2569 02:03 น.

รัสเซียพบแล้ว 8 ศพ มินิบัสนักท่องเที่ยวจีน จมก้นทะเลสาบไบคาล

นักประดาน้ำกู้ร่างผู้เสียชีวิตในเหตุรถมินิบัสซึ่งบรรทุกนักท่องเที่ยวชาวจีน ตกลงไปในทะเลสาบไบคาล ในไซบีเรียเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้แล้ว และกำลังสืบสวนหาสาเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้

เมื่อวันเสาร์ที่ 21 ก.พ. 2569 ทางการรัสเซียระบุว่าทีมนักประดาน้ำได้กู้ร่างของผู้เสียชีวิต 8 ราย ซึ่งประกอบด้วยนักท่องเที่ยวชาวจีน 7 คน และคนขับรถชาวรัสเซีย 1 คนขึ้นมาจากทะเลสาบไบคาลในไซบีเรียได้แล้ว หลังจากรถมินิบัสของพวกเขาพุ่งทะลุแผ่นน้ำแข็งและจมลงสู่ก้นทะเลสาบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

นายอิกอร์ คอบเซฟ ผู้ว่าราชการแคว้นอีร์คุตสค์ (Irkutsk) กล่าวว่า “ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและมิตรสหายของผู้เคราะห์ร้าย” โดยก่อนหน้านี้เขาระบุว่ามีนักท่องเที่ยวชาวจีน 1 รายสามารถหนีออกมาจากรถได้ทัน

ทั้งนี้ ทะเลสาบไบคาลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม และเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในโลกด้วยระดับความลึกสูงสุดถึง 1,642 เมตร ในช่วงฤดูหนาวอันทารุณโหดร้ายของไซบีเรีย ผิวหน้าของทะเลสาบมักจะกลายเป็นน้ำแข็ง และมักเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิตขึ้นหลายครั้งตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นายคอบเซฟระบุผ่านข้อความบนแอปพลิเคชันเทเลแกรม (Telegram) ว่า รถบัสคันดังกล่าวได้ตกลงไปในรอยแยกของน้ำแข็ง ที่มีความกว้าง 3 เมตรเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และจมลงไปในจุดที่มีความลึก 18 ม. ทำให้ทีมนักประดาน้ำจำเป็นต้องใช้กล้องใต้น้ำเพื่อช่วยในการค้นหาร่างผู้เสียชีวิต

“ผมขอเตือนทุกท่านอีกครั้งว่า การออกไปบนพื้นน้ำแข็งของทะเลสาบไบคาลในขณะนี้ไม่เพียงเป็นเรื่องที่ถูกสั่งห้ามเท่านั้น แต่มันอันตรายถึงชีวิต” นายคอบเซฟกล่าว พร้อมย้ำให้นักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการนำเที่ยวที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการเท่านั้น

เขากล่าวเสริมว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มนี้ ซึ่งรวมถึงเด็กอายุ 14 ปีหนึ่งคน ได้เดินทางมาท่องเที่ยวกันเองโดยไม่ได้ผ่านบริษัททัวร์ และขณะนี้ทางการกำลังดำเนินการสอบสวนทางอาญาเพื่อหาสาเหตุของโศกนาฏกรรมในครั้งนี้

หลังจากนั้นไม่นาน นายคอบเซฟก็โพสต์ข้อความอีกครั้ง โดยระบุว่า “น่าเศร้าที่แม้แต่โศกนาฏกรรมครั้งนี้ก็ยังไม่ได้ทำให้ผู้คนเข็ดหลาบ” พร้อมแจ้งว่ามีการช่วยเหลือประชาชนอีก 6 รายที่ติดอยู่ในรถจากอุบัติเหตุอีก 2 กรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อวันศุกร์และวันเสาร์ที่ผ่านมา

เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็เพิ่งมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิต 1 ศพ หลังจากรถที่เขาโดยสารมาเกิดพลิกคว่ำบนพื้นผิวน้ำแข็งของทะเลสาบไบคาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ประกาศ เพิ่มอัตรากำแพงภาษีใหม่ จาก 10 เป็น 15%

ทรัมป์ประกาศ เพิ่มอัตรากำแพงภาษีใหม่ จาก 10 เป็น 15%

22 ก.พ. 2569 00:01 น.

ทรัมป์ประกาศ เพิ่มอัตรากำแพงภาษีใหม่ จาก 10 เป็น 15%

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นอัตราภาษีใหม่ที่เขาเรียกเก็บจากทั่วโลกภายใต้มาตรา 122 จาก 10% เป็น 15% พร้อมโจมตีคำตัดสินของศาลสูงสุดอีกครั้ง ที่สั่งยกเลิกมาตรการภาษีฉบับก่อนของเขา

เมื่อวันเสาร์ที่ 21 ก.พ. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่านโพสต์บน Truth Social ว่า จะเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีศุลกากรสินค้าที่นำเข้าจากทั่วโลกภายใต้มาตรการใหม่ที่เขาประกาศเมื่อวันอังคาร จากอัตรา 10% เป็น 15% พร้อมเดินหน้าโจมตีคำตัดสินของศาลสูงสุดที่สั่งยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าฉบับก่อนหน้าของเขา

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าจะตั้งกำแพงภาษีอัตรา 10% กับสินค้าทุกชนิดที่นำเข้ามายังสหรัฐฯ ด้วยอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 แทนที่ “กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ” (IEEPA) ที่ศาลสูงสุดตัดสินว่า ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดอัตราภาษีศุลกากร

ทว่าในวันเสาร์ ทรัมป์ประกาศผ่าน Truth Social ว่าจะปรับเพิ่มอัตราดังกล่าวขึ้นเป็น 15% โดยจะเริ่มในวันอังคารที่ 24 ก.พ.นี้ แม้ว่าตามมาตรา 122 มาตรการดังกล่าวจะสามารถบังคับใช้ได้เป็นเวลา 150 วันเท่านั้น ก่อนที่รัฐบาลจะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า “จากการพิจารณาทบทวนอย่างละเอียด ถี่ถ้วน และครบถ้วน ต่อคำตัดสินเรื่องภาษีศุลกากรที่น่าตลกสิ้นดี เขียนออกมาได้แย่มาก และสะท้อนท่าทีต่อต้านอเมริกาอย่างถึงที่สุด ซึ่งออกโดยศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ หลังจากที่ใช้เวลาไตร่ตรองมานานหลายเดือน”

“ขอให้แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นการประกาศว่า ข้าพเจ้า ในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา จะดำเนินการปรับเพิ่มภาษีศุลกากร 10% จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งหลายประเทศในนั้นได้ ‘ขูดรีด’ สหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษโดยสหรัฐฯ ไม่มีการตอบโต้ (จนกระทั่งข้าพเจ้าก้าวเข้ามา!) ขึ้นสู่ระดับ 15% ตามที่กฎหมายอนุญาตและผ่านการพิสูจน์ทางข้อกฎหมายมาแล้ว โดยมีผลในทันที”

“ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ รัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์จะกำหนดและประกาศอัตราภาษีใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะสานต่อกระบวนการที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดของเราในการ ‘ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง’ ให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมา!!! ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ – ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial

ช็อก แม่-ทารกอินเดีย ถูกเผาทั้งเป็น ถูกกล่าวหาฝึกมนต์ดำ

ช็อก แม่-ทารกอินเดีย ถูกเผาทั้งเป็น ถูกกล่าวหาฝึกมนต์ดำ

21 ก.พ. 2569 23:31 น.

ช็อก แม่-ทารกอินเดีย ถูกเผาทั้งเป็น ถูกกล่าวหาฝึกมนต์ดำ

แม่กับลูกวัยทารกในอินเดีย ถูกชาวบ้านจุดไฟเผาทั้งเป็น เนื่องจากเธอถูกกล่าวหาว่า ฝึกฝนคุณไสยมนต์ดำ ทำให้ชาวบ้านป่วยเสียชีวิตและปศุสัตว์ล้มตาย โดยตำรวจจับผู้ต้องหาได้แล้ว 4 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ก.พ. 2569 ว่า ตำรวจในรัฐฌารขัณฑ์ ทางตะวันออกของอินเดีย จับกุมตัวผู้ต้องหา 4 ราย หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีเผาทั้งเป็นนาง โชติ สินกุ (Jyoti Sinku) และลูกชายวัย 10 เดือนของเธอเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากแม่ลูกคู่นี้ถูกกล่าวหาว่า ฝึกฝนคุณไสยมนต์ดำ

สามีของหญิงผู้เสียชีวิตซึ่งถูกทำร้ายด้วยเช่นกัน ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากแผลไฟไหม้และกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

ตำรวจระบุว่ากำลังเร่งติดตามตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติม ขณะที่กลุ่มผู้ต้องหา 4 รายถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมและสมคบคิดกระทำความผิดอาญา และนำตัวไปฝากขังแล้ว

ข้อมูลจากสำนักงานบันทึกอาชญากรรมแห่งชาติระบุว่า ระหว่างปี 2543-2559 มีคนถูกฆาตกรรมเพราะความหวาดระแวงเรื่องการเล่นคุณไสยหรือการเป็นแม่มดในอินเดียมากกว่า 2,500 ศพ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

เหตุฆาตกรรมนางโชติและบุตรชายเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 ก.พ.) เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่สมาชิก 5 คนของครอบครัวหนึ่งในรัฐพิหาร ซึ่งอยู่ติดกับรัฐฌารขัณฑ์ ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมและถูกเผาทั้งเป็นจากการถูกกล่าวหาว่าเล่นคุณไสยมนต์ดำเช่นเดียวกัน

คดีในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ด้อยโอกาสอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ความเชื่อทางไสยศาสตร์กว้างขวาง และการขาดแคลนระบบสาธารณสุขทำให้ชาวบ้านต้องพึ่งพา “หมอเถื่อน” ในการรักษาโรค

เหตุฆาตกรรมในรัฐฌารขัณฑ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านกุดไซ ซึ่งเป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์อันห่างไกล ประกอบด้วยบ้านที่สร้างจากดินประมาณ 50 หลัง ตั้งอยู่ห่างจากเมืองรันชี ซึ่งเป็นเมืองเอกของรัฐประมาณ 25 กม.

ชนวนเหตุของเรื่องนี้ดูเหมือนจะมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นาน ทั้งข่าวลือเรื่องปศุสัตว์ล้มตายกะทันหัน ตลอดจนการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของชายท้องถิ่นชื่อว่า ปุสตุน พิรัว (Pustun Birua)

นางจาโน พิรัว ภรรยาของชายคนดังกล่าวเล่าว่า เธอได้ไปปรึกษาหมอนอกระบบ (ซึ่งเป็นเรื่องปกติในหมู่บ้านที่ไม่มีแพทย์ประจำการ) หลังจากสามีของเธอเริ่มมีอาการวิตกกังวลและเป็นลมหมดสติ โดยหมอเถื่อนรายนั้นบอกกับเธอว่า สามีของเธอไม่ได้เจ็บป่วยด้วยโรคทางกายใด ๆ

เมื่อถูกถามว่าเหตุใดเธอจึงไม่พาสามีไปโรงพยาบาล เธอตอบว่า “พวกเราเป็นคนจน การจะพาเขาไปไกลขนาดนั้นจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้” ในขณะเดียวกัน ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปว่า นางโชติ สินกุ กำลังฝึกคุณไสยมนต์ดำ และเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชายคนดังกล่าวล้มป่วย

นายปุสตุนเสียชีวิตลงเมื่อเย็นวันอังคาร และในคืนนั้นเอง ตามคำบอกเล่าของ โกลฮัน สินกุ (Kolhan Sinku) สามีของนางโชติระบุว่า กลุ่มฝูงชนประมาณ 12 คน ซึ่งรวมถึงผู้หญิง 5 คน ได้บุกเข้ามาที่บ้านของพวกเขา และจุดไฟเผาทั้งภรรยาและลูกของเขา

“ผมพนมมืออ้อนวอนขอให้ไปตกลงเรื่องนี้กันที่สภาหมู่บ้าน แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่ยอมฟังผมเลย” สามีของนางโชติกล่าวจากเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐบาล UK พิจารณา ถอดอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากการสืบราชสันตติวงศ์

รัฐบาล UK พิจารณา ถอดอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากการสืบราชสันตติวงศ์

21 ก.พ. 2569 22:06 น.

รัฐบาล UK พิจารณา ถอดอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากการสืบราชสันตติวงศ์

รัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรยืนยันว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาเรื่องการถอดอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ หลังเขาถูกจับกุมและสอบสวนในคดีประพฤติมิชอบในหน้าที่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ก.พ. 2569 ว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังพิจารณาเสนอกฎหมายเพื่อ ถอดถอน แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ หลังเขาเผชิญเรื่องอื้อฉาวทางเพศ และเพิ่งถูกจับข้อหาประพฤติมิชอบขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ อันเกี่ยวข้องกับนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับ

นายลุค พอลลาร์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งสหราชอาณาจักรให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว บีบีซี ว่า รัฐบาลกำลังร่วมมือกับพระราชวังบักกิงแฮมเรื่องแผนการดังกล่าว เพื่อขัดขวางไม่ให้อดีตเจ้าชายแอนดรูว์อยู่ในสถานะที่อาจได้ขึ้นครองราชย์ในทันทีทันใด

นายพอลลาร์ดกล่าวด้วยว่า “เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมหวังว่าจะได้รับความสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง แต่เป็นเรื่องสมควรแล้วที่จะให้กระบวนการนี้เกิดขึ้นต่อเมื่อการสอบสวนของตำรวจสิ้นสุดลงเท่านั้น”

ด้านนายเจมส์ เมอร์เรย์ เลขานุการเอกกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า “คำถามใดๆ ในขอบข่ายนี้ค่อนข้างมีความซับซ้อน” พร้อมเสริมว่าควรปล่อยให้การสอบสวนของตำรวจที่กำลังดำเนินอยู่นั้น “ดำเนินไปตามขั้นตอนจนถึงที่สุดก่อน”

ในปัจจุบัน แอนดรูว์ซึ่งเป็นพระอนุชาของกษัตริย์ ยังคงอยู่ในลำดับที่ 8 ของการสืบสันตติวงศ์ แม้ว่าจะถูกถอดฐานันดรศักดิ์ต่าง ๆ รวมถึงคำนำหน้า “เจ้าชาย” เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ท่ามกลางกระแสกดดันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้กระทำความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ก.พ.) แอนดรูว์ถูกจับในข้อหาต้องสงสัยว่าประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในช่วงค่ำวันเดียวกัน หลังถูกควบคุมตัวนาน 11 ชั่วโมง โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด แต่อดีตเจ้าชายผู้นี้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและการกระทำผิดใด ๆ อย่างหนักแน่นมาโดยตลอด

ในวันเสาร์ (21 ก.พ.) มีผู้พบเห็นรถตำรวจไม่ติดตราสัญลักษณ์หลายคันแล่นเข้าไปใน รอยัล ลอดจ์ (Royal Lodge) ซึ่งเป็นที่พำนักขนาด 30 ห้องนอนในเมืองวินด์เซอร์ที่แอนดรูว์อาศัยอยู่มานานหลายปี และในช่วงหนึ่งของวันศุกร์ มีรถมากกว่า 20 คันจอดอยู่ในบริเวณที่พักดังกล่าว แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับการสอบสวนและการตรวจค้นหรือไม่

ทั้งนี้ การจะถอดถอนเชื้อพระวงศ์ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ จำเป็นต้องตราเป็น พระราชบัญญัติ (Act of Parliament) ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและสภาขุนนาง (วุฒิสภา) และจะมีผลบังคับใช้เมื่อกษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้กฎหมาย

นอกจากนี้ ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศในเครือจักรภพอีก 14 ประเทศที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ รวมถึงแคนาดา ออสเตรเลีย จาเมกา และนิวซีแลนด์ด้วย

ครั้งล่าสุดที่มีการเปลี่ยนแปลงลำดับการสืบราชสันตติวงศ์โดยพระราชบัญญัติคือในปี 2556 เมื่อ พระราชบัญญัติการสืบราชสันตติวงศ์ ค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) ได้คืนสิทธิ์ให้กับเชื้อพระวงศ์ที่เคยถูกตัดสิทธิ์ออกไปก่อนหน้านี้เนื่องจากสมรสกับชาวคาทอลิก

กฎหมายดังกล่าวยังเป็นการสิ้นสุดระบบ “รัชทายาทบุรุษเป็นใหญ่” ซึ่งเดิมกำหนดให้พระโอรสองค์เล็กสามารถแซงหน้าพระธิดาองค์โตในการสืบราชสันตติวงศ์ได้ โดยกฎหมายใหม่นี้มีผลบังคับใช้กับผู้ที่ประสูติหลังวันที่ 28 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป

สำหรับครั้งล่าสุดที่มีการถอดถอนบุคคลออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์โดยพระราชบัญญัติคือในปี 2479 เมื่ออดีตพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 และผู้สืบเชื้อสายของพระองค์ถูกถอดถอนออกไป เนื่องจากการสละราชสมบัติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตร.ญี่ปุ่นเผย ชาวฟุกุโอกะหายตัวเกือบ 10 คน เชื่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

ตร.ญี่ปุ่นเผย ชาวฟุกุโอกะหายตัวเกือบ 10 คน เชื่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

21 ก.พ. 2569 09:09 น.

ตร.ญี่ปุ่นเผย ชาวฟุกุโอกะหายตัวเกือบ 10 คน เชื่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

ตำรวจญี่ปุ่นแถลง มีชาวจังหวัดฟุกุโอกะ เกือบ 10 คนเดินทางไปประเทศกัมพูชาแล้วขาดการติดต่อ เชื่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา 

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ตำรวจจังหวัดฟุกุโอกะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีชาวฟุกุโอกะ เกือบ 10 คนเดินทางไปประเทศกัมพูชาแล้วขาดการติดต่อ โดยเชื่อว่าบางส่วนอาจเข้าไปพัวพันกับขบวนการหลอกลวงทางโทรศัพท์ หรืออาชญากรรมอื่น ๆ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์ปฏิบัติการแก๊งหลอกลวงในกัมพูชา และคาดว่าผู้สูญหายบางรายอาจเกี่ยวข้องกับคดีหลอกหลวง ซึ่งเป็นรูปแบบหลอกลวงที่มิจฉาชีพโทรศัพท์หรือใช้ช่องทางอื่นติดต่อเหยื่อ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือสมาชิกครอบครัวเพื่อหลอกโอนเงิน

ตำรวจระบุว่า เบื้องต้นพบว่าบางคนเดินทางออกจากญี่ปุ่น หลังได้รับการชักชวนผ่านโซเชียลมีเดีย โดยมีการเสนอทริปท่องเที่ยวต่างประเทศฟรี หรือประกาศรับสมัครงานรายได้สูง พร้อมกันนี้ ด้านตำรวจญี่ปุ่นออกคำเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อโฆษณาผ่านโซเชียลที่เสนอทริปต่างประเทศฟรี หรือการจ้างงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงผิดปกติ เนื่องจากอาจเป็นช่องทางล่อลวงเข้าสู่ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ.

ที่มา NHK