แก๊สระเบิด-อพาร์ตเมนต์ถล่มบางส่วนในการาจี ดับอย่างน้อย 16 ศพ เจ็บ 13 ราย

แก๊สระเบิด-อพาร์ตเมนต์ถล่มบางส่วนในการาจี ดับอย่างน้อย 16 ศพ เจ็บ 13 ราย

19 ก.พ. 2569 16:52 น.

แก๊สระเบิด-อพาร์ตเมนต์ถล่มบางส่วนในการาจี ดับอย่างน้อย 16 ศพ เจ็บ 13 ราย

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่คาดว่ามาจากแก๊สหุงต้ม ทำให้อพาร์ตเมนต์ในเมืองการาจีของปากีสถานพังถล่มบางส่วน ทับผู้พักอาศัยในช่วงเช้ามืดวันแรกของเดือนรอมฎอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ด้านประธานาธิบดีสั่งสอบสวนด่วนและจี้กวดขันมาตรฐานความปลอดภัยอาคาร

เช้าวันนี้ (19 ก.พ.) เกิดเหตุระเบิดรุนแรงขึ้นที่อาคารที่พักอาศัยสูง 3 ชั้นแห่งหนึ่งในเมืองการาจี เมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศปากีสถาน แรงระเบิดส่งผลให้อาคารบางส่วนพังถล่มลงมาในช่วงเวลาประมาณเช้ามืด ขณะที่ชาวมุสลิมกำลังเตรียมประกอบอาหารมื้อเช้า เพื่อเริ่มการถือศีลอดในวันแรกของเดือนรอมฎอน

ฮัสซัน ข่าน โฆษกหน่วยกู้ภัยประจำจังหวัดสินธ์ ยืนยันว่า “มีผู้เสียชีวิตแล้ว 16 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งผู้หญิงและเด็ก รวมไปถึงมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 13 ราย”

ด้าน นัสรุลเลาะห์ อับบาซี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมือง ระบุว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าสาเหตุมาจากแก๊สระเบิด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะต้องทำการสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อระบุต้นตอที่แน่ชัด เนื่องจากแรงระเบิดทำให้โครงสร้างอาคารเสียหายอย่างหนักจนพังถล่มลงมา

โดยทั่วไป บ้านเรือนและอาคารที่พักอาศัยในเมืองการาจี รวมถึงพื้นที่อื่นของปากีสถาน ใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับการประกอบอาหาร อย่างไรก็ตาม หลายครัวเรือนยังพึ่งพาถังแก๊สปิโตรเลียมเหลว (LPG) เนื่องจากแรงดันก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการรั่วไหลและการระเบิด

นายอาซิฟ อาลี ซาร์ดารี ประธานาธิบดีปากีสถาน ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้รัฐบาลจังหวัดสินธ์เข้มงวดกับข้อบังคับด้านอาคาร และตรวจสอบความปลอดภัยของถังแก๊สอย่างจริงจังเพื่อป้องกันเหตุสลดซ้ำรอย

เหตุการณ์อาคารพังถล่มเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในปากีสถาน โดยเฉพาะในเมืองการาจีที่มีประชากรกว่า 20 ล้านคน ซึ่งมีปัญหาเรื้อรังทั้งเรื่องการก่อสร้างที่ต่ำกว่ามาตรฐาน การใช้วัสดุราคาถูกและไม่มีคุณภาพ การต่อเติมอาคารผิดกฎหมายทำให้โครงสร้างไม่สามารถรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นได้ นอกจากนั้น รัฐบาลเคยประกาศให้มีอาคารถึง 600 แห่งในเมืองการาจีอยู่ในข่าย “อันตราย” แต่ยังคงมีผู้พักอาศัยอยู่หนาแน่น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากเหตุแก๊สระเบิดในงานแต่งงานที่กรุงอิสลามาบัดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนไป 8 ราย รวมไปถึงคู่บ่าวสาว.

ที่มา AP

นายกฯ อังกฤษชี้ “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” ต่อกรณีฉาว “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์”

นายกฯ อังกฤษชี้ "ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย" ต่อกรณีฉาว "อดีตเจ้าชายแอนดรูว์"

19 ก.พ. 2569 16:12 น.

นายกฯ อังกฤษชี้ “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” ต่อกรณีฉาว “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์”

นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ เผย “ไม่มีใครอยู่เหนือกฏหมาย” เมื่อถูกถามเกี่ยวกับ “แอนดรูว์ เมาท์แบตเทน-วินด์เซอร์” หลังพบหลักฐานใหม่จากสหรัฐฯ โยงอดีตเจ้าชายแอนดรูว์กับเครือข่ายค้ามนุษย์ของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน แต่ปฏิเสธที่จะตอบว่าอดีตเจ้าชายแอนดรูว์จะเข้าพบตำรวจโดยสมัครใจหรือไม่

นายสตาร์เมอร์ให้สัมภาษณ์กับรายการ BBC Breakfast ว่าหลักการดังกล่าวเป็น “หลักการที่สำคัญอย่างยิ่ง” และต้องถูกบังคับใช้ในกรณีนี้เช่นเดียวกับกรณีอื่น ๆ โดยในขณะนี้ตำรวจกำลังพิจารณาข้อกล่าวหาที่รวมถึงกรณีที่หญิงรายหนึ่งถูกนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินชาวอเมริกันที่ถูกตัดสินคดีล่วงละเมิดทางเพศส่งตัวมายังสหราชอาณาจักรเพื่อพบกับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งเขายังคงปฏิเสธการกระทำผิดหลังจากทางการสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีการค้ามนุษย์ของนายเอปสตีน 

นอกจากนี้ ตำรวจเทมส์วัลเลย์ยังกำลังประเมินว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะสอบสวนเจ้าชายแอนดรูว์ในข้อหา “ประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ” และ “ละเมิดความลับทางราชการ” หรือไม่

เมื่อถูกถามว่าอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ควรเข้าพบตำรวจโดยสมัครใจหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบสวน แต่ย้ำว่า “หนึ่งในหลักการสำคัญของระบบเราคือ ทุกคนต้องเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย” พร้อมเสริมว่าหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องการเปิดอภิปรายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแอนดรูว์และเอปสตีน ตนก็จะไม่ขัดขวาง

ข้อกล่าวหาล่าสุดนี้ถูกจุดชนวนขึ้นหลังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารจำนวนมหาศาลเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเผยให้เห็นรายละเอียดความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างแอนดรูว์และเอปสตีน ข้อมูลระบุว่ามีการส่งตัวหญิงสาวรายที่สองมายังสหราชอาณาจักรในปี 2010 เพื่อมีเพศสัมพันธ์กับอดีตเจ้าชายที่ตำหนักรอยัล ลอดจ์ 

ทนายความของผู้เสียหายระบุว่า หลังจากอยู่กับอดีตเจ้าชายในคืนนั้น เธอได้รับอนุญาตให้เยี่ยมชมพระราชวังบักกิงแฮม ทั้งยังพบภาพถ่ายของเจ้าชายในลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับผู้หญิงคนหนึ่ง และมีหลักฐานว่าอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ได้ส่งเอกสารลับของรัฐบาลและข้อมูลเชิงพาณิชย์ที่มีความอ่อนไหวไปให้เอปสตีน

แม้ว่าแอนดรูว์จะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาโดยตลอด แต่หลังจากที่มีการเปิดเผยภาพถ่ายและอีเมลโต้ตอบกับเอปสตีนล่าสุด มีรายงานว่าแอนดรูว์ได้ย้ายออกจากที่พักเดิมในวินด์เซอร์ ไปยังเขตพระราชฐานแซนดริงแฮม มณฑลนอร์ฟอล์ก

ทั้งนี้ เจฟฟรีย์ เอปสตีน เสียชีวิตในคุกที่นิวยอร์กเมื่อปี 2019 ระหว่างรอการพิจารณาคดีค้ามนุษย์ทางเพศ โดยข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นว่าเขายังคงติดต่อกับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี แม้หลังจากที่เขาเคยรับสารภาพผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ไปแล้วก่อนหน้านี้ก็ตาม.

ที่มา BBC

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต “ยุน ซอกยอล” ฐานก่อกบฏ ปมประกาศกฎอัยการศึก

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต "ยุน ซอกยอล" ฐานก่อกบฏ ปมประกาศกฎอัยการศึก

19 ก.พ. 2569 14:38 น.

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต “ยุน ซอกยอล” ฐานก่อกบฏ ปมประกาศกฎอัยการศึก

ศาลกลางกรุงโซลมีคำพิพากษาตัดสินให้ นายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มีความผิดในข้อหาก่อกบฏ และใช้อำนาจในทางมิชอบ จากกรณีการประกาศกฎอัยการศึกแบบสายฟ้าแลบเมื่อเดือนธันวาคม 2024

ผู้พิพากษา จี กวี-ยอน ระบุในคำวินิจฉัยว่า การส่งกำลังทหารไปยังอาคารรัฐสภาของนายยุน มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และจงใจทำให้กลไกของรัฐสภาเป็นอัมพาต ซึ่งส่งผลเสียต่อสังคมอย่างมหาศาลและเป็นการทำลายรากฐานประชาธิปไตยของประเทศอย่างรุนแรง

ผู้พิพากษากล่าวว่า “ศาลไม่พบสัญญาณว่าจำเลยมีความสำนึกผิดต่อการกระทำดังกล่าว จึงมีคำสั่งลงโทษจำคุกตลอดชีวิต” 

ในระหว่างการอ่านคำพิพากษา นายยุน ซอกยอล มีสีหน้าเรียบเฉยและไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด ต่างจากกลุ่มผู้สนับสนุนนับพันคนที่มารวมตัวกัน ซึ่งพากันถอนหายใจและตะโกนด้วยความสิ้นหวังว่า “เกาหลีกำลังพังพินาศ” หลังทราบผลตัดสิน

ก่อนหน้านี้ นายยุนพยายามโต้แย้งว่าการประกาศกฎอัยการศึกเป็นเพียง “สัญลักษณ์” เพื่อเรียกร้องให้สังคมสนใจความผิดปกติของพรรคฝ่ายซ้าย แต่ศาลมองว่าข้ออ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้น

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายเกาหลีใต้ โทษสำหรับการก่อกบฏมีเพียงสองโทษ คือ จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต โดยนายยุนถูกตัดสินจำคุก 5 ปีไปแล้วในข้อหาที่เบากว่า นอกจากตัวอดีตประธานาธิบดีแล้ว ศาลยังได้ตัดสินลงโทษผู้เกี่ยวข้องในคณะรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงอีกหลายราย ดังนี้

  • คิม ยง-ฮยอน อดีตรัฐมนตรีกลาโหม ถูกตัดสินจำคุก 30 ปี
  • โร ซัง-วอน อดีตผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรอง ถูกตัดสินจำคุก 18 ปี
  • โช จี-โฮ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถูกตัดสินจำคุก 12 ปี
  • คิม บง-ซิก อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกรุงโซล ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี
  • มก ฮยอน-แท อดีตหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยรัฐสภา ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี

ศาลระบุว่า จำเลยทั้งหมดมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายในหนึ่งสัปดาห์ และคดีของยุนมีแนวโน้มจะถูกยกระดับไปถึงศาลฎีกา

ทั้งนี้ นายยุนบุกเข้าไปในรายการโทรทัศน์ช่วงดึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 เพื่อกล่าวปราศรัยที่สร้างความตกตะลึงให้กับประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามที่ไม่ชัดเจนจากอิทธิพลของเกาหลีเหนือและ “กองกำลังต่อต้านรัฐ” ที่อันตราย เขาประกาศระงับรัฐบาลพลเรือนและเริ่มต้นการปกครองโดยทหาร

กฎอัยการศึกถูกยกเลิกในอีก 6 ชั่วโมงต่อมา หลังจากที่สมาชิกสภารีบไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อลงมติฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ได้ใช้เฟอร์นิเจอร์สำนักงานปิดกั้นประตูเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารติดอาวุธเข้ามา การประกาศดังกล่าวทำให้เกิดการประท้วงอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นตื่นตระหนก และทำให้พันธมิตรทางทหารที่สำคัญ เช่น สหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัว

ด้านนางคิม กอนฮี ภรรยาของยุน ถูกตัดสินจำคุก 20 เดือนเมื่อต้นเดือนมกราคมในข้อหาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการรับสินบนขณะดำรงตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง.

ที่มา Yonhap / BBC / AFP

อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน

อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน

19 ก.พ. 2569 13:12 น.

อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน

สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (USABC) เปิดเผยว่ากลุ่มบริษัทจากอินโดนีเซียและสหรัฐฯ ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจมูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.18 แสนล้านบาท) เพียงหนึ่งวันก่อนที่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย มีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลงนามในข้อตกลงทางการค้าฉบับสมบูรณ์

พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีปราโบโว ซึ่งจัดโดยหอการค้าสหรัฐฯ โดยสาระสำคัญของข้อตกลงยังรวมถึงประเด็นความมั่นคงทางอาหารและสินค้าเกษตร ซึ่งอินโดนีเซียตกลงสั่งซื้อสินค้าเกษตรจำนวนมหาศาลจากสหรัฐฯ ประกอบด้วยถั่วเหลือง 1 ล้านเมตริกตัน (มูลค่า 685 ล้านดอลลาร์), ข้าวโพด 1.6 ล้านเมตริกตัน, ฝ้าย 93,000 ตัน (มูลค่า 122 ล้านดอลลาร์) ส่วนข้าวสาลี ตั้งเป้าซื้อ 1 ล้านตันในปีนี้ และขยายเป็น 5 ล้านตันภายในปี 2030 (มูลค่าประมาณ 1.25 พันล้านดอลลาร์) รวมถึงการนำเข้าเศษเสื้อผ้าใช้แล้วเพื่อนำมารีไซเคิล (มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์) ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์

ด้านบริษัทฟรีพอร์ต-แมคมอแรน (Freeport-McMoRan) ยักษ์ใหญ่ด้านการทำเหมืองของสหรัฐฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจกับกระทรวงการลงทุนของอินโดนีเซียเพื่อร่วมมือในด้านแร่ธาตุสำคัญ และตกลงในเบื้องต้นที่จะขยายใบอนุญาตขุดเหมืองเกินกว่าปี 2041 เพื่อดำเนินการสำรวจและขยายแหล่งทรัพยากรในระยะยาว

ส่วนบริษัทเปอร์ตามินา (Pertamina) รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตน้ำมันของอินโดนีเซีย ลงนามความร่วมมือกับบริษัท ฮัลลิเบอร์ตัน (Halliburton) บริษัทบริการแหล่งน้ำมันสหรัฐฯ เพื่อความร่วมมือในการฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งขุดเจาะน้ำมัน

ข้อตกลงดังกล่าวยังรวมถึงข้อตกลงร่วมลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์จำนวน 2 ฉบับ โดยฉบับหนึ่งมีมูลค่า 4.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ของบริษัท เอสเซนส์ โกลบอล กรุ๊ป (Essence Global Group) และอีกฉบับเป็นการร่วมลงทุนที่ไม่ได้ระบุมูลค่า ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัท ไทเนอร์จี เทคโนโลยี กรุ๊ป (Tynergy Technology Group)

ประธานาธิบดีปราโบโว ระบุว่า ข้อตกลงเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับใช้ความร่วมมือทางการค้าที่จะมีการลงนามร่วมกับประธานาธิบดีทรัมป์ในวันพฤหัสบดีนี้ โดยเชื่อมั่นว่าการซื้อสินค้าและเงินลงทุนจำนวนมากจะช่วยลดตัวเลขการได้เปรียบดุลการค้าของอินโดนีเซียที่มีต่อสหรัฐฯ และกล่าวว่า “ผมมองอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างเราด้วยความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง”

ทั้งนี้ ผู้นำอินโดนีเซียเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ของทรัมป์ โดยคาดหวังว่าจะสามารถเจรจาลดอัตราภาษีนำเข้าจาก 19% เหลือ 18% ตามที่เคยตกลงไว้เมื่อปีที่แล้ว เพื่อให้เท่าเทียมกับอัตราที่สหรัฐฯ มอบให้อินเดียเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หลังอ้าง “หุ่นยนต์สุนัข” จากจีนเป็นผลงานตัวเอง

มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หลังอ้าง "หุ่นยนต์สุนัข" จากจีนเป็นผลงานตัวเอง

19 ก.พ. 2569 12:25 น.

มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หลังอ้าง “หุ่นยนต์สุนัข” จากจีนเป็นผลงานตัวเอง

กลายเป็นดราม่าสนั่นงานประชุมสุดยอดด้านปัญญาประดิษฐ์ที่กรุงนิวเดลี เมื่ออาจารย์มหาวิทยาลัยดังของอินเดียให้สัมภาษณ์อ้างหุ่นยนต์สุนัข “Orion” คือผลงานวิจัยของสถาบัน แต่ชาวเน็ตตาดีจับโป๊ะได้ว่าเป็นรุ่น Go2 ของบริษัท “ยูนิทรี โรโบติกส์” ของจีน ที่มีจำหน่ายทั่วไป ล่าสุดบูธโดนตัดไฟ เจ้าตัวแจงสื่อสารคลาดเคลื่อน

มหาวิทยาลัยกัลโกเทียส ของอินเดีย กำลังเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในงานประชุมสุดยอด “อินเดีย เอไอ อิมแพ็ก ซัมมิต” (India AI Impact Summit) ที่กรุงนิวเดลี หลังจากที่เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยอ้างว่าหุ่นยนต์สุนัขที่นำมาจัดแสดงเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทางสถาบันพัฒนาขึ้นเอง แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นหุ่นยนต์ที่ผลิตโดยบริษัทของประเทศจีน

จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายเหตุการณ์นี้กลายเป็นไวรัลหลังจากที่ เนฮา ซิงห์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยดังกล่าว ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ดีดี นิวส์ ว่า หุ่นยนต์สุนัขที่ชื่อว่า “Orion” ถูก “พัฒนา” ขึ้นที่ศูนย์ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตได้ตรวจสอบและระบุว่าหุ่นยนต์ดังกล่าวคือรุ่น Go2 ที่ผลิตโดยบริษัทยูนิทรี โรโบติกส์ จากประเทศจีน ซึ่งมีวางจำหน่ายทั่วไปในราคาประมาณ 200,000 รูปี (ราว 68,585 บาท)

ทางมหาวิทยาลัยได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่าไม่ได้มีเจตนาอ้างว่าเป็นผู้สร้างหุ่นยนต์ตัวนี้ขึ้นมาเอง และเรียกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “แคมเปญโฆษณาชวนเชื่อ” โดยระบุว่าการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามให้ความรู้แก่นักศึกษาในการใช้เครื่องมือที่มีอยู่ทั่วโลกเพื่อพัฒนาทักษะด้านเอไอ

ขณะที่ศาสตราจารย์เนฮา ซิงห์ ชี้แจงกับผู้สื่อข่าวภายหลังว่า คำพูดของเธอถูกเข้าใจผิด โดยกล่าวว่า “อาจเป็นเพราะฉันสื่อสารสิ่งที่ต้องการพูดได้ไม่ดีพอ หรือพวกคุณอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันต้องการจะสื่อเอง”

รายงานระบุว่า หลังจากเกิดเหตุอื้อฉาว มหาวิทยาลัยถูกขอให้ย้ายออกจากพื้นที่จัดแสดง แม้ทางคณาอาจารย์จะอ้างว่ายังไม่ได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ แต่สำนักข่าว PTI รายงานว่าไฟฟ้าที่บูธดังกล่าวถูกตัดในเวลาต่อมา ซึ่งผู้สื่อข่าวในพื้นที่ยืนยันว่าไฟที่บูธปิดสนิทและไม่มีเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยอยู่ประจำบูธ

เหตุการณ์นี้สร้างความอับอายให้กับผู้จัดงาน เนื่องจากวิดีโอสัมภาษณ์ดังกล่าวเคยถูกแชร์ลงในบัญชี X ทางการของ อัศวินี ไวษณอว์ รัฐมนตรีกระทรวงไอทีของอินเดีย ก่อนจะถูกลบออกไปในภายหลัง ด้าน เอส. กฤษณัน ปลัดกระทรวงไอที ระบุว่าเหตุการณ์นี้ไม่ควรมากลบความตั้งใจของผู้เข้าร่วมงานรายอื่น และเน้นย้ำว่าผู้เข้าร่วมงานควรปฏิบัติตามจรรยาบรรณที่เหมาะสม

ทั้งนี้ งานประชุม “อินเดีย เอไอ อิมแพ็ก ซัมมิต” เปิดฉากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ก.พ.) โดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เพื่อผลักดันให้อินเดียเป็นศูนย์กลางด้านเอไอของโลก มีตัวแทนจากกว่า 100 ประเทศเข้าร่วม รวมถึงผู้นำระดับโลกและผู้บริหารระดับสูงอย่างนายซุนดาร์ พิชัย ซีอีโอของกูเกิล แม้ว่าในวันแรกจะเจอปัญหาเรื่องความแออัดและการจัดการคิว แต่ในวันที่สามของการจัดงานบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักโดยมีผู้เข้าชมงานนับหมื่นคน.

ที่มา BBC

Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยเฉิดฉายบนตึก One World Trade Center

Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยเฉิดฉายบนตึก One World Trade Center

19 ก.พ. 2569 12:17 น.

Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยเฉิดฉายบนตึก One World Trade Center

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก ผนึกกำลังพันธมิตร จัดแฟชั่นโชว์ธีม “Up to the Sky” บนตึก One World Trade Center ในช่วง New York Fashion Week ดัน 4 แบรนด์ไทยบุกตลาดอเมริกา 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก (Thaitrade NY) ภายใต้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าผลักดันศักยภาพสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ไทยสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ผ่านโครงการ Megatrend Project ด้วยการจัดแฟชั่นโชว์เต็มรูปแบบในธีม “Up to the Sky” ในช่วง New York Fashion Week

งานจัดขึ้น ณ ชั้น 102 บนอาคาร One World Trade Center แลนด์มาร์กสำคัญของมหานครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพลัง ความแข็งแกร่ง และการก้าวสู่อนาคต สอดรับกับแนวคิด “Up to the Sky” ที่สะท้อนการเติบโตของแบรนด์แฟชั่นไทยในเวทีสากล

ดร. เกษสุรีย์ วิจารณากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากปีก่อน โดยมีคณะผู้ทรงคุณวุฒิในวงการแฟชั่นร่วมคัดเลือกแบรนด์ไทยที่มีความพร้อมและมีศักยภาพโดดเด่น เหมาะกับตลาดมหานครนิวยอร์ก จากผู้สมัคร 19 แบรนด์ เหลือ 4 แบรนด์ที่ได้ร่วมแสดงผลงาน ได้แก่ Landmee, Sarran, Takara Wong Studios และ Vickteerut โดยทั้ง 4 แบรนด์ได้นำเสนอคอลเลกชันที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพงานออกแบบของไทยสู่สายตาผู้ชมระดับนานาชาติ

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการร่วมเดินแบบของแฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากสหรัฐฯ อย่าง Elton Ilirjani ซึ่งมียอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมกว่า 11.8 ล้านคน ช่วยขยายการรับรู้แบรนด์ไทยในวงกว้าง และสร้างแรงสนใจจากผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายในตลาดอเมริกา

ภายในงานมีผู้สื่อข่าว อินฟลูเอนเซอร์ ผู้ซื้อ และแขกวีไอพีในแวดวงแฟชั่นเข้าร่วมกว่า 400 ราย โดยได้รับเกียรติจาก น.ส.สมใจ ตะเภาพงษ์ กงสุลใหญ่นครนิวยอร์ก และ น.ส.ชมพู มฤศโชติ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนิวยอร์ก เข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรม

การจัดแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของแฟชั่นไทยในระดับสากล แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยในการแข่งขันในตลาดแฟชั่นต่างประเทศ เพิ่มโอกาสทางการค้า และยกระดับมูลค่าแบรนด์สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ไทยในตลาดสหรัฐอเมริกาในระยะยาว.

 ที่มา : ไพโรจน์ ปักษาษิณ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐนิวยอร์ก

“คิม จองอึน” โชว์ขับรถแท่นยิงจรวดหลายลำกล้อง ประกาศเดินหน้าพัฒนากองทัพ ก่อนประชุมใหญ่พรรคแรงงาน

"คิม จองอึน" โชว์ขับรถแท่นยิงจรวดหลายลำกล้อง ประกาศเดินหน้าพัฒนากองทัพ ก่อนประชุมใหญ่พรรคแรงงาน

19 ก.พ. 2569 12:16 น.

“คิม จองอึน” โชว์ขับรถแท่นยิงจรวดหลายลำกล้อง ประกาศเดินหน้าพัฒนากองทัพ ก่อนประชุมใหญ่พรรคแรงงาน

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ โชว์ขับรถแท่นยิงจรวดหลายลำกล้อง ประกาศเดินหน้าพัฒนากองทัพ ก่อนประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี  ของเกาหลีเหนือ รายงานในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เข้าร่วมกิจกรรมจัดแสดงระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง ซึ่งจัดขึ้นบริเวณด้านนอกสถานที่เตรียมจัดการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี ครั้งที่ 9

โดยระหว่างพิธี นายคิม จองอึน ได้แสดงการขับขี่รถแท่นยิงจรวดแบบหลายลำกล้อง พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ว่า การประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 จะกำหนด “แผนและเป้าหมายระยะต่อไปในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศแบบพึ่งพาตนเอง”

 กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นบริเวณด้านนอกอาคารศูนย์วัฒนธรรม 25 เมษายน ในกรุงเปียงยาง ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมใหญ่พรรคแรงงานใน 2 ครั้งล่าสุด แม้ยังไม่มีการประกาศวันจัดการประชุมใหญ่ครั้งล่าสุดอย่างเป็นทางการ แต่สื่อรัฐได้เผยภาพผู้แทนจากทั่วประเทศทยอยเดินทางถึงกรุงเปียงยางในสัปดาห์นี้ และเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงพิธีจัดแสดงเครื่องยิงจรวด.

ที่มา Yonhap

ญี่ปุ่นสั่งห้ามใช้ “พาวเวอร์แบงก์” บนเครื่องบิน เริ่มเม.ย.นี้ หลังเกิดเหตุแบตฯ ลุกไหม้หลายครั้ง

ญี่ปุ่นสั่งห้ามใช้ "พาวเวอร์แบงก์" บนเครื่องบิน เริ่มเม.ย.นี้ หลังเกิดเหตุแบตฯ ลุกไหม้หลายครั้ง

19 ก.พ. 2569 11:50 น.

ญี่ปุ่นสั่งห้ามใช้ “พาวเวอร์แบงก์” บนเครื่องบิน เริ่มเม.ย.นี้ หลังเกิดเหตุแบตฯ ลุกไหม้หลายครั้ง

กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นเตรียมออกแนวปฏิบัติใหม่ ห้ามผู้โดยสารใช้และชาร์จพาวเวอร์แบงก์ในห้องโดยสาร จำกัดพกขึ้นเครื่องไม่เกิน 2 ชิ้น หลังเกิดเหตุแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนลุกไหม้

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นเตรียมออกมาตรการเข้ม ห้ามผู้โดยสารใช้ “พาวเวอร์แบงก์” หรือแบตเตอรี่สำรอง ภายในห้องโดยสารของเที่ยวบินที่เดินทางเข้าและออกจากสนามบินในประเทศญี่ปุ่น โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดในเดือนเมษายนนี้  

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการห้ามนี้จะถูกบรรจุไว้ในแนวปฏิบัติภายใต้กฎหมายการบินพลเรือนของญี่ปุ่น (Civil Aeronautics Act) เพื่อเป็นการรับมือกับเหตุการณ์ที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเกิดไฟลุกไหม้หรือมีควันภายในห้องโดยสารเครื่องบินโดยสารหลายครั้งที่ผ่านมา

โดยตามแนวปฏิบัติฉบับแก้ไข ผู้โดยสารจะถูกห้ามใช้พาวเวอร์แบงก์ชาร์จสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นระหว่างอยู่บนเครื่องบิน รวมถึงห้ามนำพาวเวอร์แบงก์ไปชาร์จที่ปลั๊กไฟบริเวณที่นั่งด้วย นอกจากนี้ ยังจำกัดจำนวนพาวเวอร์แบงก์ที่ผู้โดยสารสามารถนำขึ้นห้องโดยสารได้ไม่เกินคนละ 2 ชิ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดความร้อนสูงหรือการลุกไหม้ของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน

รายงานยังระบุถึงเหตุการณ์เมื่อเดือนมกราคม 2568 ที่เครื่องบินลำหนึ่งซึ่งกำลังเตรียมออกเดินทางจากเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากพาวเวอร์แบงก์ที่เก็บไว้ในช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ และอีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2568 บนเที่ยวบินระหว่างประเทศของสายการบินเจแปน แอร์ไลน์ส เมื่อพาวเวอร์แบงก์เกิดควันขณะกำลังใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนภายในห้องโดยสาร

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ สายการบินต่างประเทศบางแห่งได้ประกาศห้ามใช้พาวเวอร์แบงก์ภายในห้องโดยสารแล้ว ขณะที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการออกข้อกำหนดควบคุมในระดับสากล ขณะที่การออกมาตรการครั้งนี้สะท้อนความกังวลด้านความปลอดภัยการบินที่เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอย่างแพร่หลายในหมู่ผู้โดยสารทั่วโลก.

ที่มา NHK

สภาเปรูเลือก ปธน. คนที่ 8 ในรอบ 10 ปี หลังผู้นำรักษาการถูกปลด

สภาเปรูเลือก ปธน. คนที่ 8 ในรอบ 10 ปี หลังผู้นำรักษาการถูกปลด

19 ก.พ. 2569 11:47 น.

สภาเปรูเลือก ปธน. คนที่ 8 ในรอบ 10 ปี หลังผู้นำรักษาการถูกปลด

สภาคองเกรสเปรูลงมติเลือกนายโฮเซ มาเรีย บัลกาซาร์ เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ที่ถือเป็นประธานาธิบดีคนที่ 8 ในรอบ 10 ปี ท่ามกลางวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน 10 ปี โดยภารกิจหลักคือการนำพาประเทศสู่การเลือกตั้งทั่วไปในอีก 5 เดือนข้างหน้า หลังผู้นำคนล่าสุดถูกถอดถอนฐานขาดความเหมาะสมทางจริยธรรมจากปมพบปะนักธุรกิจจีนอย่างลับๆ

รัฐสภาเปรูมีมติเลือก นายโฮเซ มารีอา บัลกาซาร์ สมาชิกนิติบัญญัติวัย 83 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 8 ของประเทศภายในรอบ 10 ปี เพื่อเข้าทำหน้าที่แทนผู้นำรักษาการคนก่อนที่เพิ่งถูกขับออกจากตำแหน่งเพียงหนึ่งวันก่อนหน้า ด้วยข้อหาพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชันหลังเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 4 เดือน

นายบัลกาซาร์ อดีตผู้พิพากษาและตัวแทนจากพรรค Perú Libre ฝ่ายซ้าย สามารถเอาชนะคู่แข่งอีก 3 ราย โดยได้รับเสียงข้างมากจากสมาชิกสภาทั้งหมด 130 ที่นั่ง การเปลี่ยนตัวผู้นำบ่อยครั้งของเปรูครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ฝังรากลึกซึ่งเกิดจากการที่ผู้นำไม่มีเสียงข้างมากในสภา สนับสนุน ส่งผลให้ฝ่ายนิติบัญญัติมักใช้ช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญในข้อ “ความไม่เหมาะสมทางจริยธรรมอย่างถาวร” เพื่อถอดถอนประธานาธิบดีอยู่บ่อยครั้ง 

ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร (17 ก.พ.) สภาได้ลงมติถอดถอน นายโฮเซ เฆรี ประธานาธิบดีรักษาการสายอนุรักษนิยมที่ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 หลังจากที่มีการเปิดเผยว่าเขาแอบไปพบปะหารือกับกลุ่มนักธุรกิจชาวจีน รวมถึงผู้รับเหมาของรัฐโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า แม้นายเฆรีจะอ้างว่าเป็นการประสานงานเพื่อจัดงานเทศกาลเปรู-จีนก็ตาม

ขณะนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดได้เริ่มการสอบสวนเบื้องต้นต่อนายเฆรีใน 2 ประเด็นหลัก คือ ข้อหากระทำการเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเอกชนอย่างผิดกฎหมาย และการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อรัฐ

นายบัลกาซาร์จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นเวลา 5 เดือน เพื่อประคองสถานการณ์ไปจนกว่าจะมีการส่งมอบอำนาจให้แก่ผู้ชนะการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 เมษายนนี้ ซึ่งชาวเปรูจะต้องเลือกทั้งประธานาธิบดีและรัฐสภาชุดใหม่ โดยหากไม่มีผู้สมัครรายใดได้รับคะแนนเสียงเกิน 50% จะต้องมีการเลือกตั้งรอบตัดสินในเดือนมิถุนายน

ทั้งนี้ ผู้ที่จะมาสืบทอดอำนาจต่อจากนายบัลกาซาร์จะต้องเผชิญกับภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะวิกฤตอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งเหตุฆาตกรรมและการกรรโชกทรัพย์ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักแก่เจ้าของธุรกิจรายย่อยและชนชั้นแรงงาน ขณะที่หลายกลุ่มการเมืองต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการให้หลักประกันว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสที่สุด.


ที่มา Associated Press

สหรัฐฯ เตรียมถอนทหาร 1,000 นายสุดท้ายจากซีเรีย รับมือความตึงเครียด “อิหร่าน”

สหรัฐฯ เตรียมถอนทหาร 1,000 นายสุดท้ายจากซีเรีย รับมือความตึงเครียด "อิหร่าน"

19 ก.พ. 2569 11:05 น.

สหรัฐฯ เตรียมถอนทหาร 1,000 นายสุดท้ายจากซีเรีย รับมือความตึงเครียด “อิหร่าน”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวเปิดเผยว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมการที่จะถอนทหาร 1,000 นาย ที่เหลืออยู่ในซีเรียเกือบทั้งหมดออกภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยระบุว่ารัฐบาลซีเรียได้ตกลงที่จะเป็นผู้นำหลักในการต่อต้านการก่อการร้ายภายในพรมแดนของตนเอง ทำให้การคงกำลังทหารสหรัฐฯ “ในระดับกว้าง” ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

กองกำลังสหรัฐฯ เข้ามาปฏิบัติภารกิจในซีเรียตั้งแต่ปี 2015 เพื่อปราบปรามกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจถอนทหารครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเร่งเสริมกำลังทหารในตะวันออกกลาง เนื่องจากความตึงเครียดกับอิหร่านที่พุ่งสูงขึ้น

ขณะที่เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งเป็นเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีและฝูงบินขับไล่จำนวนมากได้ประจำการอยู่ใกล้กับอิหร่านแล้ว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสหรัฐฯ ได้ส่งเรือยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ซึ่งเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในโลกมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง โดยคาดว่าจะถึงพื้นที่ภายใน 3 สัปดาห์

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งการให้กองทัพเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในวันเสาร์นี้ (21 ก.พ.) แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดก็ตาม

การเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากรัฐบาลอัสซาดล่มสลายในปี 2024 และสถานการณ์ความมั่นคงในซีเรียดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลทรัมป์ได้พยายามสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับกรุงดามัสกัส และเพิ่มความร่วมมือกับ ประธานาธิบดี อาเหม็ด อัล-ชารา ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำซีเรียคนแรกที่เข้าพบทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ เมื่อเดือนมกราคม รัฐบาลซีเรียเพิ่งบรรลุข้อตกลงในการรวมกองกำลังประชาธิปไตยซีเรียที่นำโดยชาวเคิร์ดเข้ากับกองทัพรัฐบาลซีเรีย ขณะที่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศซีเรียเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อย้ำเรื่องการรักษาสัญญาหยุดยิงและการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายที่ยังคงหลงเหลืออยู่

ก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม เกิดเหตุมือปืนกลุ่มไอเอสซุ่มโจมตีในเมืองพัลไมรา ส่งผลให้ล่ามหนึ่งรายและเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิจากหน่วยไอโอวา 2 นายเสียชีวิต นำไปสู่การปฏิบัติการตอบโต้ของรัฐบาลทรัมป์ภายใต้ชื่อ “ปฏิบัติการฮอว์กอาย สไตรค์”  เพื่อกวาดล้างกลุ่มไอเอสในพื้นที่

แม้จะมีการถอนทหารประมาณ 1,000 นายที่เหลืออยู่ แต่ทำเนียบขาวยืนยันว่า สหรัฐฯ ยังคงพร้อมที่จะตอบโต้ต่อภัยคุกคามในภูมิภาคทุกรูปแบบภายใต้แผนการเปลี่ยนผ่านตามสถานการณ์ความมั่นคง.

ที่มา BBC