ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย

ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย

4 ก.พ. 2569 05:50 น.

ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย

ประธานาธิบดีอิหร่านประกาศว่าพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่า หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ สิ่งที่เลวร้ายก็อาจจะเกิดขึ้น

เมื่อวันอังคารที่ 3 ก.พ. 2569 นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ออกมาระบุว่า ประเทศของเขาพร้อมที่จะเจรจากับสหรัฐฯ หลังจากได้รับคำร้องขอจาก “รัฐบาลที่เป็นมิตรในภูมิภาค” ให้ตอบรับข้อเสนอเพื่อเปิดการหารือ

นายเปเซชเคียนระบุในโพสต์บน X ว่า เขาได้สั่งการให้นาย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ดำเนินการเจรจา ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม คือเป็นสภาพแวดล้อมที่ปราศจากการข่มขู่และความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล

ประธานาธิบดีอิหร่านระบุด้วยว่า อิหร่านจะดำเนินการ “เจรจาที่ยุติธรรมและเสมอภาค” กับสหรัฐฯ พร้อมเสริมว่าการหารือเหล่านั้นควร “ดำเนินอยู่ภายใต้กรอบผลประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศ”

ข้อความของนายเปเซชเคียนมีขึ้นหลังจากที่ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกมาเตือนว่า หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านไม่ว่าจะรูปแบบใดจะกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิด “สงครามระดับภูมิภาค”

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ตอบโต้ว่า หากอิหร่านไม่ตกลงในข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์และไม่หยุดสังหารกลุ่มผู้ประท้วง พวกเขาจะได้รู้ว่า สงครามจะเกิดขึ้นจริงตามที่พูดหรือไม่

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า การเจรจาดังกล่าวอาจจัดขึ้นที่กรุงอิสตันบูลในวันศุกร์นี้ โดยนายอารักชีมีกำหนดการพบปะกับ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ

รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจากอียิปต์ โอมาน ปากีสถาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในการหารือครั้งนี้ด้วย

ก่อนหน้านี้ นายอารักชีเพิ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่า เขามั่นใจว่า “เราจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้” เพื่อ “สร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงยืนกรานว่าโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขามีเป้าหมายเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าอิหร่านกำลังพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อีกด้านหนึ่งที่สหรัฐฯ ผู้สื่อข่าวได้ถามนายทรัมป์ถึงแนวโน้มของการบรรลุข้อตกลง ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ตอบว่า “ถ้าเราหาทางออกร่วมกันได้ นั่นก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ถ้าเราทำไม่ได้ สิ่งที่เลวร้ายก็น่าจะเกิดขึ้น”

นายทรัมป์ย้ำว่า “กองกำลังมหาศาล” กำลังมุ่งหน้าไปยังอิหร่าน ซึ่งรวมถึงเรือรบที่ “ใหญ่ที่สุดและดีที่สุด”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ดำเนินการเสริมกำลังทางทหารในพื้นที่ใกล้กับอิหร่านอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงส่ง เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งมีฝูงบินประจำการประมาณ 70 ลำ และเรือพิฆาตอีก 3 ลำที่ติดตั้งขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กไปยังทำเลอาหรับ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายอดีตผู้นำเผด็จการลิเบีย ถูกสังหารแล้ว

ซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายอดีตผู้นำเผด็จการลิเบีย ถูกสังหารแล้ว

4 ก.พ. 2569 05:18 น.

ซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายอดีตผู้นำเผด็จการลิเบีย ถูกสังหารแล้ว

ซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายของ มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตจอมเผด็จการแห่งลิเบีย เสียชีวิตแล้ว โดยไม่มีการระบุแน่ชัดว่า เขาเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายของพันเอก มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำเผด็จการแห่งลิเบีย ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นทายาททางการเมืองของบิดา ถูกสังหารแล้ว ขณะมีอายุได้ 53 ปี โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุที่แน่ชัด

หัวหน้าทีมการเมืองของเขาเปิดเผยข่าวดังกล่าวในวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ. 2569) ขณะที่น้องสาวของเขาให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ลิเบียว่า เขาเสียชีวิตบริเวณใกล้ชายแดนลิเบียที่ติดกับประเทศแอลจีเรีย แต่ไม่ได้ยืนยันสาเหตุการเสียชีวิต

สาเหตุการเสียชีวิตของนายซาอิฟยังคงไม่แน่ชัด เนื่องจากมีรายงานที่ขัดแย้งกันปรากฏอยู่ในสื่อต่างๆ ของลิเบีย

ทั้งนี้ ซาอิฟ อัล-อิสลาม กัดดาฟี ถูกมองมาอย่างยาวนานว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและน่าเกรงขามที่สุดในประเทศรองจากบิดา ผู้ซึ่งปกครองลิเบียตั้งแต่ปี 2512 จนกระทั่งถูกโค่นอำนาจและสังหารระหว่างการปฏิวัติอาหรับสปริงในปี 2554

ซาอิฟเกิดในปี 2515 และมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างลิเบียกับชาติตะวันตกตั้งแต่ปี 2543 จนกระทั่งระบอบกัดดาฟีล่มสลาย

หลังจากการสิ้นอำนาจของบิดา ซาอิฟ ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนสำคัญในการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างโหดเหี้ยม ก็ถูกกลุ่มติดอาวุธฝ่ายตรงข้ามในเมืองซินตัน (Zintan) คุมขังเป็นเวลาเกือบ 6 ปี

ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ต้องการนำตัวเขามาดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากบทบาทที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในปี 2564 ขณะที่ศาลในลิเบียมีคำพิพากษาลับหลังจำเลยในปี 2558 ให้ประหารชีวิตเขาจากข้อหาเดียวกัน

ซาอิฟมีส่วนในการกำหนดนโยบายและนำการเจรจาระดับสูงหลายครั้ง แม้จะไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรัฐบาลก็ตาม รวมถึงการเจรจาที่ทำให้บิดาของเขายอมยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์

ข้อตกลงเหล่านั้นส่งผลให้มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศต่อลิเบีย และทำให้บางฝ่ายมองว่า ซาอิฟ เป็นนักปฏิรูปและเป็นโฉมหน้าที่ยอมรับได้ของลิเบียที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ซาอิฟปฏิเสธมาโดยตลอดว่าเขาไม่ต้องการสืบทอดอำนาจต่อจากบิดา โดยกล่าวว่าบังเหียนแห่งอำนาจ “ไม่ใช่ไร่นาที่จะตกทอดเป็นมรดกกันได้” อย่างไรก็ตามในปี 2554 เขาประกาศจะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่การเลือกตั้งก็ไม่เกิดขึ้น เพราะเกิดการลุกฮือของประชาชนเสียก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สามีเก่า “จิล ไบเดน” ถูกตั้งข้อหา ฆาตกรรมภรรยาตัวเอง

สามีเก่า “จิล ไบเดน” ถูกตั้งข้อหา ฆาตกรรมภรรยาตัวเอง

4 ก.พ. 2569 02:50 น.

สามีเก่า “จิล ไบเดน” ถูกตั้งข้อหา ฆาตกรรมภรรยาตัวเอง

สามีเก่าของ จิล ไบเดน อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ถูกตำรวจตั้งข้อหาฆาตกรรมภรรยาคนปัจจุบันของตัวเอง หลังจากเกิดการทะเลาะวิวาทภายในบ้าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 ก.พ. 2569 ว่า นาย วิลเลียม สตีเวนสัน อดีตสามีของ จิล ไบเดน ภริยาของนาย โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมนาง ลินดา สตีเวนสัน ซึ่งเป็นภรรยาคนปัจจุบันของเขา

ตำรวจนิวคาสเซิล เคาน์ตี รัฐเดลาแวร์ แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า นาย วิลเลียม สตีเวนสัน วัย 77 ปี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน (ฆาตกรรมระดับ 1) ต่อการเสียชีวิตของ ลินดา ภรรยาวัย 64 ปี หลังจากเจ้าหน้าที่สืบสวนที่มานานหลายสัปดาห์

ตำรวจระบุว่า ขณะนี้สตีเวนสันถูกควบคุมตัวอยู่ที่ทัณฑสถานในเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ หลังจากที่ไม่สามารถหาเงินมาวางหลักประกันตัวมูลค่า 500,000 ดอลลาร์ได้

เจ้าหน้าที่ระบุในแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ตำรวจได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทภายในครอบครัวที่บ้านของสตีเวนสัน และเมื่อไปถึง ตำรวจก็พบร่างของ ลินดา สตีเวนสัน นอนหมดสติและไม่มีการตอบสนองอยู่ภายในห้องนั่งเล่น

ตำรวจระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้พยายามช่วยชีวิตในเบื้องต้นแล้วแต่ไม่เป็นผล และขณะนี้กำลังดำเนินการชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด

ทั้งนี้ จิล ไบเดน เคยแต่งงานกับสตีเวนสัน อดีตนักอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยในช่วงปี 2513-2518 โดยทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อตอนที่จิลอายุเพียง 18 ปี และสตีเวนสันอายุ 23 ปี ก่อนที่เธอจะพบกับ โจ ไบเดน ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2518 และแต่งงานกันในปี 2520

ปัจจุบันสตีเวนสันเป็นนักธุรกิจและเป็นเจ้าของ “Stone Balloon” บาร์ยอดนิยมของเหล่านักศึกษาใกล้กับมหาวิทยาลัยเดลาแวร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจสหรัฐฯ เชื่อ แม่นักข่าว NBC ถูกลักพาตัว พบรอยเลือดในบ้าน

ตำรวจสหรัฐฯ เชื่อ แม่นักข่าว NBC ถูกลักพาตัว พบรอยเลือดในบ้าน

4 ก.พ. 2569 01:34 น.

ตำรวจสหรัฐฯ เชื่อ แม่นักข่าว NBC ถูกลักพาตัว พบรอยเลือดในบ้าน

ตำรวจรัฐแอริโซนาเชื่อว่า มารดาของนักข่าวสาวของสำนักข่าว NBC News ที่หายตัวไป ไม่ได้ออกจากบ้านด้วยความสมัครใจของตัวเอง ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังระดมกำลังออกค้นหา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 ก.พ. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐแอริโซนาของสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขาสงสัยว่ามารดาของนาง ซาวันนาห์ กัทธรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดังของสถานีโทรทัศน์ NBC News “ไม่ได้จากไปโดยสมัครใจ” และถูกลักพาตัวไปจากบ้านพักของเธอ

นางแนนซี กัทธรี วัย 84 ปี ถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายที่บ้านพักนอกเมืองทูซอน รัฐแอริโซนา เมื่อช่วงเย็นวันเสาร์ (31 ม.ค.) โดยครอบครัวได้แจ้งความคนหายในวันถัดมา

นายคริส นานอส นายอำเภอเขตพิมา เคาน์ตี กล่าวว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ สภาพภายในบ้านของ แนนซี กัทธรี ทำให้เจ้าหน้าที่กังวลอย่างยิ่ง โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุของคนร้ายคืออะไร โดยยังไม่ตัดความเป็นไปได้ใดๆ รวมถึงข้อสันนิษฐานที่ว่า นางกัทธรีตกเป็นเป้าหมายเพราะชื่อเสียงของลูกสาว

สำนักข่าว CBS News รายงานว่า ตำรวจพบรอยเลือดภายในบ้านของ แนนซี กัทธรี และกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อระบุว่าเป็นเลือดของใคร ขณะที่นายนานอสไม่ยืนยันว่า นางกัทธรีได้รับบาดเจ็บหรือไม่ และตำรวจกำลังตรวจสอบว่า เธอเคยถูกสะกดรอยตามหรือถูกคุกคามมาก่อนหรือไม่

นายอำเภอกล่าวเสริมว่า “เราได้ทุ่มเททุกอย่างที่มีลงไปในภารกิจนี้” โดยมีการใช้ทั้งโดรน เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ เซนเซอร์ตรวจจับความร้อน และกล้องอินฟราเรด

ทั้งนี้ ซาวันนาห์ กัทธรี ซึ่งเป็นพิธีกรรายการ Today show ไม่ได้จัดรายการเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา และเดิมทีเธอมีกำหนดการเป็นพิธีกรร่วมในพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวให้กับช่อง NBC ในวันศุกร์นี้ด้วย แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ยังไม่แน่ชัดว่าเธอจะเข้าร่วมการรายงานข่าวดังกล่าวหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา

รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา

3 ก.พ. 2569 23:52 น.

รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา

รัสเซียยิงมิสไซล์โจมตียูเครนระลอกใหม่ โดยมุ่งเป้าหมายไปที่โรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ในขณะที่ชาวยูเครนกำลังเผชิญอากาศหนาว อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 ก.พ. 2569 ว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธวิถีโค้ง (ballistic missiles) จำนวนมากเป็นประวัติการณ์ เพื่อโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน

DTEK บริษัทพลังงานเอกชนของยูเครนระบุว่า การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนพร้อมกันได้พุ่งเป้าไปที่โรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเคียฟ กับโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่งในเมืองโอเดสซา ทำให้นี่เป็นการโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดของรัสเซียในปีนี้

การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้อาคารชุดที่พักอาศัยกว่า 1,000 แห่งในเมืองหลวงต้องตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีระบบทำความร้อนอีกครั้ง นอกจากนี้ยังทำให้โรงไฟฟ้าในเมืองคาร์คิฟทางตะวันออกได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส

เซเลนสกีกล่าวว่า รัสเซียกำลัง “เลือกใช้วิธีก่อการร้ายและการยกระดับความรุนแรง” แทนที่จะใช้การทูตเพื่อยุติสงครามนี้ พร้อมเรียกร้องให้บรรดาพันธมิตรของยูเครนใช้ “แรงกดดันขั้นสูงสุด” ต่อมอสโก

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นหลังจากสิ่งที่เรียกว่า “ข้อตกลงพักรบด้านพลังงาน” ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตกลงไว้กับวลาดิเมียร์ ปูติน สิ้นสุดลงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยผู้นำยูเครนตั้งข้อสังเกตว่า รัสเซียเพียงใช้ช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อสะสมขีปนาวุธและเตรียมตัวสำหรับการโจมตีระลอกถัดไปเท่านั้น

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า นักข่าวของพวกเขาได้ยินเสียงระเบิดครั้งแรกในกรุงเคียฟหลังผ่านเที่ยงคืนไม่นาน และเสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศก็ดังต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 ชั่วโมง โดยมีเสียงระเบิดดังขึ้นตามมาอีกหลายครั้ง

ขณะที่นายเซเลนสกีระบุว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธวิถีโค้งและขีปนาวุธร่อน (cruise missiles) รวมแล้วกว่า 70 ลูก ซึ่งเยอะกว่าปกติอย่างมาก พร้อมด้วยโดรนอีก 450 ลำที่ถูกนำมาใช้เพื่อโจมตีให้ระบบป้องกันทางอากาศของยูเครนรับมือไม่ไหว

กองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธไว้ได้เพียง 38 ลูกเท่านั้น ซึ่งหมายความว่ามีขีปนาวุธจำนวนมากที่พุ่งชนเป้าหมายได้สำเร็จ

ยูเครนเรียกร้องต่อชาติพันธมิตรมาตลอด เรื่องปัญหาการขาดแคลนขีปนาวุธสำหรับป้องกันทางอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยูเครนต้องพึ่งพาขีปนาวุธ “แพทริออต” (Patriot) ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ เป็นหลัก

“การจัดส่งขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันทางอากาศให้ทันท่วงทีและการปกป้องชีวิตตามปกติคือสิ่งสำคัญอันดับแรกของเรา” เซเลนสกีเขียนข้อความบน X “หากไม่มีการกดดันรัสเซีย สงครามนี้ก็จะไม่มีวันสิ้นสุด”

ด้านเลขาธิการนาโตออกมากล่าวว่า เขากำลังกระตุ้นให้ประเทศสมาชิก “นำทรัพยากรที่มีอยู่ออกมาใช้อย่างเต็มที่” และจัดส่งขีปนาวุธที่ยูเครนจำเป็นต้องใช้ให้โดยด่วน และว่า การโจมตีข้ามคืนของรัสเซียในครั้งนี้ไม่ได้ “แสดงถึงความจริงจังในการสร้างสันติภาพ” เลยแม้แต่น้อย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย

สเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย

3 ก.พ. 2569 22:48 น.

สเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย

สเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดียแล้ว ตามรอยออสเตรเลีย โดยระบุว่า เพื่อปกป้องเด็กๆ จากพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสิ่งเลวร้ายบนโลกออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสเปนเตรียมเริ่มกระบวนการสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดีย และกำหนดให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องใช้เครื่องมือยืนยันตัวตนที่เข้มงวด เจริญรอยตาม ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส และเดนมาร์ก เพื่อควบคุมอิทธิพลที่สื่อออนไลน์มีต่อเด็ก

“ลูกหลานของเรากำลังถูกปล่อยให้เผชิญกับพื้นที่ที่พวกเขาไม่ควรต้องเผชิญเพียงลำพัง พื้นที่ที่เต็มไปด้วยการเสพติด การล่วงละเมิด ภาพลามกอนาจาร การปั่นหัว และความรุนแรง” นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ แห่งสเปน กล่าวเมื่อวันอังคาร (3 ก.พ. 2569) ที่การประชุมสุดยอดรัฐบาลโลก (WGS) ในนครดูไบ

นายซานเชซบอกอีกว่า รัฐบาลของเขาจะนำเสนอกฎหมายใหม่เพื่อเอาผิดทางอาญากับผู้บริหารโซเชียลมีเดีย หากล้มเหลวในการลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง “เราจะไม่ยอมรับเรื่องนี้อีกต่อไป เราจะปกป้องพวกเขาจากดินแดนดิจิทัลที่ไร้กฎเกณฑ์”

กฎระเบียบใหม่นี้จะลงโทษทั้งบุคคลและแพลตฟอร์มที่ช่วยขยายการรับรู้เนื้อหาที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการใช้ผ่านอัลกอริทึมด้วย “เราจะกำหนดให้การบงการด้วยอัลกอริทึมและการขยายการรับรู้เนื้อหาที่ผิดกฎหมายเป็นความผิดทางอาญาฐานใหม่” เขากล่าว “การแพร่กระจายความเกลียดชังต้องมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย”

ทั้งนี้ กระบวนการผ่านกฎหมายจะเริ่มต้นขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยนายซานเชซระบุว่า มีมาตรการอื่น ๆ ที่จะถูกนำเสนอด้วย รวมถึงการพัฒนา “ดัชนีชี้วัดความเกลียดชังและการแบ่งขั้ว” ซึ่งเป็นระบบสำหรับติดตามและวัดผลเชิงปริมาณว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ เติมเชื้อไฟให้เกิดความแตกแยกและขยายความเกลียดชังได้อย่างไร

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ออสเตรเลียกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่บังคับใช้มาตรการสั่งแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยสั่งระงับการเข้าถึง 10 แพลตฟอร์มหลัก ซึ่งรวมถึง Facebook, TikTok, Instagram, Snapchat และ X ขณะที่อังกฤษกำลังพิจารณามาตรการที่คล้ายคลึงกัน

ส่วนฝรั่งเศสและเดนมาร์กก็ได้ประกาศแผนที่จะระงับไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าใช้งานโซเชียลมีเดียเมื่อไม่นานมานี้ แต่กระบวนการผ่านกฎหมายยังไม่เสร็จสิ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

จนท.ฝรั่งเศส บุกตรวจค้นสำนักงาน X เรียก อีลอน มัสก์ เข้าให้การ

จนท.ฝรั่งเศส บุกตรวจค้นสำนักงาน X เรียก อีลอน มัสก์ เข้าให้การ

3 ก.พ. 2569 21:52 น.

จนท.ฝรั่งเศส บุกตรวจค้นสำนักงาน X เรียก อีลอน มัสก์ เข้าให้การ

เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสบุกเข้าตรวจค้นสำนักงานของ X ในกรุงปารีส เพื่อขยายผลสืบสวนกรณีแชตบอท Grok และเรียกตัว อีลอน มัสก์ กับอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารเข้าให้ปากคำ

เมื่อวันอังคารที่ 3 ก.พ. 2569 สำนักงานอัยการกรุงปารีสออกแถลงการณ์ระบุว่า ตำรวจฝรั่งเศสได้บุกเข้าตรวจค้นสำนักงานของ X เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยม และมีคำสั่งเรียกตัว อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีพันล้านและเจ้าของโซเชียลมีเดียเจ้านี้มาตอบข้อซักถามในเดือนเมษายน

สำนักงานอัยการระบุเมื่อวันอังคารว่า การตรวจค้นครั้งนี้เชื่อมโยงกับการสอบสวนซึ่งฝรั่งเศสได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 โดยหน่วยต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้เข้าตรวจค้นโดยได้รับความช่วยเหลือจาก Europol (ตำรวจยุโรป)

นางลอเร เบคคูโอ อัยการสูงสุดของกรุงปารีสเผยว่า ทั้งอีลอน มัสก์ ในฐานะประธานบอร์ดบริหารของ X และ ลินดา ยัคคาริโน อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ถูกเรียกตัวเข้าให้ปากคำในเดือนเมษายน ขณะที่พนักงานของ X จะถูกสอบปากคำในฐานะพยาน

นางเบคคูโอบอกอีกว่า การสอบสวนซึ่งเดิมทีเน้นไปที่ข้อสงสัยเรื่องการใช้อัลกอริทึมในทางที่ผิด ได้ถูกขยายขอบเขตให้ครอบคลุมถึงประเด็น “ภาพตัดต่อลามกอนาจาร” ที่สร้างโดย Grok แชตบอทปัญญาประดิษฐ์ของแพลตฟอร์ม X และการเผยแพร่เนื้อหาที่ปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว

ก่อนหน้านี้ X ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และระบุในเดือนกรกฎาคมปีก่อนว่า การสอบสวนของฝรั่งเศสนั้น “มีแรงจูงใจทางการเมือง” และเป็นการโจมตีเสรีภาพในการแสดงออก

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมาธิการยุโรปได้เริ่มตรวจสอบ Grok หลังแชตบอทตัวนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เรื่องความสามารถในการสร้างภาพที่มีเนื้อหาทางเพศอย่างชัดเจน โดยการตรวจสอบฟังก์ชันดังกล่าวทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เมื่อพบว่าแชตบอทตัวนี้ได้สร้างภาพเปลือยจำนวนมหาศาล ซึ่งรวมถึงภาพของผู้หญิงและเด็ก ตามคำสั่งของผู้ใช้งาน X

อัยการกรุงปารีสระบุว่า พวกเขาจะทำการตรวจสอบความผิดทางอาญาที่อาจเกิดขึ้นในหลายประเด็น รวมถึงการมีส่วนร่วมในการครอบครองและเผยแพร่ภาพลามกอนาจารเด็ก และการละเมิดสิทธิในภาพลักษณ์ของบุคคลด้วยภาพดีพเฟค (Deepfakes) ที่มีเนื้อหาทางเพศ

เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคม X ได้ประกาศข้อจำกัดใหม่ในการสร้างรูปภาพของ Grok โดยระบุว่าแชตบอทจะไม่สามารถสร้างภาพเปลือยของบุคคลที่มีตัวตนจริงได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก AI Forensics ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรในยุโรประบุว่า ณ วันที่ 20 มกราคม แชตบอทยังคงถูกนำไปใช้สร้างภาพในเชิงอนาจารของบุคคลได้อยู่

ทางการอินโดนีเซียและมาเลเซียได้สั่งระงับการใช้งาน Grok เมื่อปลายเดือนมกราคม แต่ได้ยกเลิกคำสั่งแบนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจาก X ให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการใช้งานแชตบอทในทางที่ผิด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นอร์เวย์เริ่มการพิจารณาคดีข่มขืน “มาริอุส บอร์ก ฮอยบี” พระโอรสมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต

นอร์เวย์เริ่มการพิจารณาคดีข่มขืน "มาริอุส บอร์ก ฮอยบี" พระโอรสมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต

3 ก.พ. 2569 16:17 น.

นอร์เวย์เริ่มการพิจารณาคดีข่มขืน “มาริอุส บอร์ก ฮอยบี” พระโอรสมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต

เปิดฉากการพิจารณาคดีครั้งประวัติศาสตร์ในกรุงออสโล “มาริอุส บอร์ก ฮอยบี” พระโอรสของเจ้าหญิงเมตเตอ-มาริต แห่งนอร์เวย์ เผชิญข้อหาหนักถึง 38 คดี รวมถึงข้อหาข่มขืน 4 กระทง ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาของราชวงศ์ หลังมีการเปิดเผยอีเมลกว่า 900 ฉบับระบุว่าเจ้าหญิงทรงติดต่อกับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” อดีตอาชญากรทางเพศชื่อดัง

การพิจารณาคดีอาญาต่อมาริอุส บอร์ก ฮอยบี วัย 29 ปี พระโอรสของมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต แห่งนอร์เวย์ เริ่มต้นขึ้นที่ศาลแขวงออสโล วันนี้ (3 ก.พ.) นับเป็นหนึ่งในคดีที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของประเทศในรอบหลายปี หลังเขาถูกตั้งข้อหารวม 38 กระทง รวมถึงข้อหาข่มขืน 4 กระทง

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นหนึ่งปีครึ่งหลังจากฮอยบีถูกตำรวจจับกุมจากเหตุรุนแรงที่อพาร์ตเมนต์ของหญิงรายหนึ่งในกรุงออสโล โดยการพิจารณาคดีซึ่งมีกำหนดนาน 7 สัปดาห์ เปิดฉากขึ้นท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด ภายหลังมีรายงานว่า ก่อนเริ่มคดีเพียงหนึ่งวัน เขาถูกควบคุมตัวอีกครั้งจากข้อหาทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ด้วยอาวุธมีด และฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเข้าใกล้

ศาลมีคำสั่งควบคุมตัวฮอยบีไว้เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ทำให้เขาต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในสภาพผู้ต้องหาที่ถูกคุมขัง ขณะที่ทีมทนายความเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

ข้อกล่าวหาที่ฮอยบีเผชิญครอบคลุมตั้งแต่ การข่มขืนโดยมีเพศสัมพันธ์กับหญิงที่หมดสติเมื่อเดือนตุลาคม 2023 การข่มขืนโดยการล่วงละเมิดทางเพศต่อหญิงที่ไม่สามารถขัดขืนได้อีก 3 กรณี การกระทำล่วงละเมิดทางเพศโดยไม่ยินยอม รวมถึงการบันทึกภาพเหยื่อ การทำร้ายร่างกาย การใช้ความรุนแรงและข่มขู่คู่รักปัจจุบันหรืออดีต การฝ่าฝืนคำสั่งศาล การลำเลียงกัญชาจำนวน 3.5 กิโลกรัม และความผิดฐานขับรถเร็วเกินกำหนด

ทีมทนายของฮอยบีระบุว่า เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาร้ายแรงส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศ แต่ยอมรับความผิดบางกระทงที่มีโทษเบากว่า ทั้งนี้ หากถูกตัดสินว่ามีความผิด อาจต้องรับโทษจำคุกอย่างน้อย 10 ปี

ศาลได้กำหนดมาตรการเข้มงวด ห้ามเผยแพร่ภาพถ่ายของฮอยบีทั้งในและนอกศาล และห้ามเปิดเผยข้อมูลใด ๆ ที่อาจระบุตัวผู้หญิงทั้ง 4 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเหยื่อ

ราชวงศ์นอร์เวย์จะไม่เข้าร่วมการพิจารณาคดีครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นในห้องพิจารณาคดีหมายเลข 250 ของศาลแขวงออสโล แม้ผู้สังเกตการณ์มองว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เนื่องจากสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 และสมเด็จพระราชินีซอนยา มีกำหนดเสด็จไปชมการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่อิตาลี แต่ก็ยิ่งตอกย้ำภาพความโดดเดี่ยวของฮอยบี

ขณะเดียวกัน มกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต กำลังเผชิญเสียงวิพากษ์อย่างหนัก หลังมีการเปิดเผยอีเมลกว่า 900 ฉบับที่แสดงถึงการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศ โดยพระองค์ยอมรับว่าใช้ “วิจารณญาณที่ไม่เหมาะสม” และเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อพระเกียรติยศอย่างชัดเจน

องค์กรด้านสิทธิทางเพศและสังคมประกาศยุติการให้มกุฎราชกุมารีดำรงตำแหน่งองค์อุปถัมภ์รางวัลประจำปี ขณะที่นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์เรียกร้องให้พระองค์ชี้แจงความสัมพันธ์กับเอปสตีนอย่างโปร่งใส

นักวิเคราะห์ด้านราชวงศ์ระบุว่า เหตุอื้อฉาวครั้งนี้อาจส่งผลระยะยาวต่อภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์นอร์เวย์ แม้ผลสำรวจล่าสุดยังชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังสนับสนุนระบบราชาธิปไตยก็ตาม แต่หลายฝ่ายมองว่า ราชวงศ์กำลังเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย.

หิมะถล่มญี่ปุ่น ดับแล้ว 30 ศพ

หิมะถล่มญี่ปุ่น ดับแล้ว 30 ศพ

3 ก.พ. 2569 14:43 น.

หิมะถล่มญี่ปุ่น ดับแล้ว 30 ศพ

หิมะตกหนักผิดปกติในญี่ปุ่น คร่าชีวิตปชช.แล้ว 30 ราย อาโอโมริวิกฤตสุด หิมะทับถมสูง 4.5 เมตร นายกฯเรียกรมต.ประชุมหาแนวทางแก้ไข ในขณะที่ผู้ว่าอาโอโมริขอรัฐบาลส่งกองกำลังเข้าช่วยจนท.ท้องถิ่น

วันนี้ (3 ก.พ.) ทางการญี่ปุ่นรายงานว่าเหตุหิมะตกหนักผิดปกติทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 30 ราย โดยจากจำนวน 30 ราย มีหญิงชราอายุ 91 ปี 1 ราย ถูกพบอยู่ใต้กองหิมะหนา 3 เมตร บริเวณนอกบ้าน

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้อยู่อาศัยในจังหวัดอาโอโมริ พื้นที่ที่ถูกหิมะถล่มหนักที่สุดจนเกิดกองหิมะหนา 4.5 เมตร บนท้องถนนในพื้นที่นอกเมือง ด้าน นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรี ได้จัดประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษในช่วงเช้าที่ผ่านมา (3 ก.พ.) เพื่อออกคำสั่งให้รัฐมนตรีทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันเหตุการเสียชีวิตและอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นอีกอา

ทั้งนี้มวลอากาศเย็นที่มีความรุนแรงส่งผลให้พื้นที่ตามแนวชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นเผชิญกับหิมะตกหนัก โดยในบางพื้นที่หิมะตกหนักมากกว่าปกติกว่าเท่าตัว

หน่วยงานดับเพลิงและรับมือภัยพิบัติรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคมจนถึงวันนี้ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุหิมะตกหนักแล้ว 30 ราย

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตยังรวมถึง นางคินะ จิน หญิงชราวัย 91 ปี โดยร่างของเธอถูกพบอยู่ใต้กองหิมะบริเวณนอกบ้านในเมืองอาจิกาซาวะ จังหวัดอาโอโมริ สันนิษฐานว่า นางคินะ อาจถูกหิมะจากบนหลังคาร่วงลงมาทับ จนทำให้ขาดอากาศหายใจและเสียชีวิต นอกจากนั้นยังพบพลั่วอะลูมิเนียมวางอยู่ข้างตัวของ นางคินะ อีกด้วย 

เจ้าหน้าที่อธิบายว่า “เมื่อกาศอุ่นขึ้นหิมะที่กองสะสมอยู่บนหลังคาจะละลายและร่วงลงมา บริเวณใต้หลังคาจึงมีความอันตรายมาก” 

นายโซอิจิโร่ มิยาชิตะ ผู้ว่าราชการจังหวัดอาโอโมริ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขาได้ขอให้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นเข้ามาช่วยบรรเทาสาธารณภัย โดยให้เหล่าทหารเข้ามาช่วยเหลือผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง พร้อมระบุว่า ในเมืองอาโอโมริซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัด มีกำแพงหิมะทับถมบนพื้นสูงถึง 1.8 เมตร และอุบัติเหตุจากหิมะก็เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ตอนนี้เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นแบกรับภาระการกำจัดหิมะออกจากถนนและอาคารบ้านเรือนกันเองไม่ไหวแล้ว.

ที่มา: CNA

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส

สั่งติดกล้อง "บอดี้แคม" จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส

3 ก.พ. 2569 14:41 น.

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ สั่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางในมินนิอาโพลิสติดตั้งกล้องบอดี้แคม โดยมีผลบังคับใช้ทันที หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมพลเมืองสหรัฐฯ 2 ราย จนกลายเป็นประเด็นร้อนบีบให้รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปท่ามกลางวิกฤตชัตดาวน์

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ (DHS) ประกาศมาตรการเร่งด่วน สั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองระดับรัฐบาลกลางที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เมืองมินนิอาโพลิส รัฐมินนิโซตา ต้องติดตั้งกล้องบันทึกภาพติดตัว หรือ บอดี้แคม โดยให้มีผลบังคับใช้ในทันที

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากกรณีการเสียชีวิตของพลเมืองสหรัฐฯ 2 ราย คือ อเล็กซ์ เพรตตี และ เรเน กู๊ด เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเสียชีวิตระหว่างการปราบปรามผู้อพยพอย่างเข้มงวดในพื้นที่ โดยผลชันสูตรพลิกศพของเพรตตีระบุชัดเจนว่าเป็นการ “ถูกฆาตกรรม” จากบาดแผลถูกยิงหลายนัดโดยฝีมือเจ้าหน้าที่

ด้านสำนักงานศุลกากรและป้องกันตะเข็บชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่สองนายที่เกี่ยวข้องกับเหตุยิงเพรตตีได้สวมกล้องบอดี้แคมขณะเกิดเหตุ และขณะนี้ถูกสั่งพักงานแล้ว โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดการสอบสวนด้านสิทธิพลเมืองต่อกรณีนี้อย่างเป็นทางการ

คริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ระบุว่ามีแผนจะขยายโครงการติดตั้งกล้องนี้ไปทั่วประเทศทันทีที่ได้รับงบประมาณ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ความขัดแย้งวันที่ 3 ของการ “ชัตดาวน์รัฐบาลบางส่วน” เนื่องจากพรรคเดโมแครตยื่นเงื่อนไขให้มีการปฏิรูปการตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงการติดตั้งกล้องบอดี้แคม เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงผ่านงบประมาณ

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความเห็นว่าการติดกล้องเป็นเรื่องดีต่อเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายถึง 80% เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้คนโกหกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

เพื่อลดอุณหภูมิความตึงเครียด รัฐบาลทรัมป์ได้สั่งย้าย เกรกอรี โบวิโน หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนชายแดนออกจากพื้นที่ และส่ง ทอม โฮแมน ผู้คุมพรมแดนสหรัฐฯ เข้ามาดูแลแทน ซึ่งโฮแมนได้เข้าพบกับผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาและนายกเทศมนตรีเมืองมินนิอาโพลิสเพื่อหารือถึงแผนการ “ถอนกำลัง” เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางบางส่วนออกจากพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ เนื่องจากรัฐบาลกลางตำหนิมินนิอาโพลิสที่ดำเนินนโยบาย “เมืองที่พักพิง” ซึ่งปฏิเสธการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางในการปราบปรามผู้อพยพ ขณะที่ผู้นำท้องถิ่นเรียกร้องให้ถอนกำลังเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางกว่า 3,000 นายที่ถูกส่งเข้ามาตามคำสั่งของทรัมป์ออกไปทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของคนในพื้นที่.

ที่มา BBC