อิสราเอลลั่น จะถอนทหารออกจากเลบานอนเมื่อฮิซบอลเลาะห์ปลดอาวุธ

อิสราเอลลั่น จะถอนทหารออกจากเลบานอนเมื่อฮิซบอลเลาะห์ปลดอาวุธ

25 มิ.ย. 2569 23:52 น.

อิสราเอลลั่น จะถอนทหารออกจากเลบานอนเมื่อฮิซบอลเลาะห์ปลดอาวุธ

ทางการอิสราเอลยืนยันว่า พวกเขาจะถอนกำลังทหารออกจากภาคใต้ของเลบานอนก็ต่อเมื่อ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยอมปลดอาวุธและลดกำลังพลแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ปฏิเสธมาตลอด

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. 2569 รัฐบาลอิสราเอลแถลงว่า พวกเขาจะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนก็ต่อเมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยอมปลดอาวุธแล้วเท่านั้น ในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังเข้าร่วมการเจรจาที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกลางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

กองทัพอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศเป็นวงกว้างในเลบานอน และส่งกำลังทหารเข้าไปยังพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เข้าร่วมในสงครามตะวันออกกลางเมื่อต้นเดือนมีนาคม เพื่อช่วยเหลืออิหร่านที่ถูกสหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตีอย่างหนัก

เดวิด เมนเซอร์ โฆษกรัฐบาลอิสราเอล กล่าวในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า “เราจะไม่ถอนกำลังทหารออกจากทางตอนใต้ของเลบานอน ตราบใดที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงเป็นภัยคุกคาม, ยังไม่ถูกปลดอาวุธ และยังไม่ถูกลดกำลังพลทางทหาร”

ด้านความคืบหน้าของการเจรจา เจ้าหน้าที่ของเลบานอนได้เริ่มเปิดฉากเจรจาโดยตรงกับอิสราเอล ณ กรุงวอชิงตัน ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยการเจรจารอบล่าสุดซึ่งดำเนินมาเป็นเวลา 3 วันแล้ว และมีกำหนดจะสิ้นสุดลงในวันพฤหัสบดีนี้

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเจรจาครั้งนี้ว่า ประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองใกล้ที่จะบรรลุเจตจำนงร่วมกัน

เมื่อถูกถามถึงเรื่องการเจรจา นายเมนเซอร์ระบุว่า “เรากำลังแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนที่สุดว่า เราต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในภาคเหนือและทั้งประเทศอิสราเอล และเราจะไม่ยอมให้กองกำลังก่อการร้ายใดๆ เข้าใกล้ชายแดนของเรา ซึ่งนั่นหมายความว่า การปรับกำลังพลของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) จะเกิดขึ้นหลังจาก ไม่ใช่ก่อนหน้า แต่เป็นหลังจากการปลดอาวุธและลดกำลังพลของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในภาคใต้ของเลบานอนเท่านั้น”

“เราเคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาแล้วในปี 2567” นายเมนเซอร์กล่าวเสริม “ในตอนนั้นกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ควรจะต้องถูกปลดอาวุธ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดาว TikTok โดนข้อหา ฆาตกรรมแฟนตัวเองในดูไบ เสี่ยงรับโทษประหาร

ดาว TikTok โดนข้อหา ฆาตกรรมแฟนตัวเองในดูไบ เสี่ยงรับโทษประหาร

25 มิ.ย. 2569 22:54 น.

ดาว TikTok โดนข้อหา ฆาตกรรมแฟนตัวเองในดูไบ เสี่ยงรับโทษประหาร

(ภาพจาก Detained in Dubai)

ดาว TikTok สาวชาวอังกฤษ ถูกจับในดูไบข้อหาฆาตกรรมแฟนหนุ่ม ซึ่งเสี่ยงทำให้เธอต้องรับโทษประหารชีวิต โดยกลุ่มสิทธิพยายามเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่จัดคดีนี้เป็นคดีความรุนแรงในครอบครัว

เมื่อ 25 มิ.ย. 2569 กลุ่ม “Detained in Dubai” ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชนเปิดเผยว่า บรู๊ค จอร์จ อินฟลูเอนเซอร์สาวบนแพลตฟอร์ม TikTok วัย 23 ปี ถูกตั้งข้อหาแทงชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเธอคบหาดูใจด้วยหลังจากพบกันทางออนไลน์ และขณะนี้กำลังจะเผชิญโทษประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า

น.ส.จอร์จ อ้างว่า เธอคว้ามีดขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวระหว่างที่ถูกคนรักทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งทางกลุ่มขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเธอชั่วคราวโดยการประกันตัว และขอให้ดำเนินคดีนี้ในฐานะที่เป็นเหตุความรุนแรงในครอบครัว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาเครือจักรภพของอังกฤษ (FCDO) แถลงว่า กำลังให้ความช่วยเหลือหญิงชาวอังกฤษที่ถูกควบคุมตัวใน UAE รายนี้ รวมถึงครอบครัวของเธอ

ทั้งนี้ น.ส.จอร์จ จากเมืองเกรฟเซนด์ ในมณฑลเคนต์ ของอังกฤษ ซึ่งเป็นอดีตพนักงานของห้างสรรพสินค้า John Lewis ถูกจับกุมตัวในช่วงเช้ามืดของวันที่ 22 มิ.ย. และถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยหากเธอถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เธอจะต้องเผชิญโทษประหารชีวิตตามกฎหมายของ UAE

กลุ่ม “Detained in Dubai” ระบุเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่จอร์จถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจเขต “บูร์ ดูไบ” (Bur Dubai) เธออ้างว่าถูกบังคับให้เปลื้องผ้าต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจชาย โดยไม่มีเจ้าหน้าที่หญิงอยู่ด้วยเลย ซึ่งเธอกล่าวว่าเป็นประสบการณ์ที่ “สร้างความอับอายและสะเทือนใจอย่างรุนแรง”

ขณะที่ ราธา สเตอร์ลิง ประธานบริหารของกลุ่ม “Detained in Dubai” เปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ของจอร์จกับแฟนหนุ่มเริ่มมีปัญหา มีการทำร้ายร่างกายและจิตใจกันในการเดินทางมาเยือนดูไบเป็นครั้งที่ 2

จอร์จอ้างว่าคนรักของเธอเริ่ม “ควบคุมบงการและทำร้ายเธอมากขึ้นเรื่อยๆ” และเธอพยายามที่จะเดินทางออกจากดูไบ หลังจากที่เขาชกต่อยเธอ, ยึดหนังสือเดินทางของเธอเอาไว้ และทำร้ายร่างกายเธอซ้ำอีกครั้งที่อพาร์ตเมนต์ของพวกเขา จนเธอ “กลัวว่าจะเอาชีวิตไม่รอด จึงคว้ามีดทำครัวที่อยู่ใกล้มือเพื่อป้องกันตัว”

สเตอร์ลิงกล่าวว่า “คนสนิทของบรู๊คเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเธออาจถูกล่อลวงมายังดูไบด้วยกลอุบายเพื่อวัตถุประสงค์ในการแสวงหาประโยชน์”

“ความกังวลของพวกเขาถูกตอกย้ำด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างไม่มีสาเหตุของฝ่ายชาย, ตั๋วเครื่องบินแบบเที่ยวเดียว, การจัดฉากถ่ายแบบชุดบิกินี่โดยช่างภาพมืออาชีพในการมาเยือนครั้งแรก, การอ้างว่าถูกยึดหนังสือเดินทาง, การที่บรู๊คบอกกับเพื่อนๆ ว่า “มีบางอย่างไม่ถูกต้อง” และความกลัวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เธอรู้สึกว่าจำเป็นต้องหนี”

กลุ่ม “Detained in Dubai” บอกอีกว่า จอร์จยังไม่ได้รับโอกาสในการติดต่อกับสถานทูตของเธอ และต้องให้การกับเจ้าหน้าที่โดยไม่มีทนายความอยู่ร่วมด้วย

สเตอร์ลิงกล่าวว่า คดีนี้ “ได้จุดชนวนความกังวลอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับประเด็นความรุนแรงต่อสตรี, สิทธิในการป้องกันตนเอง, กระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องเหมาะสม และการปฏิบัติต่อชาวอังกฤษที่ถูกควบคุมตัวในต่างแดน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 164 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา อาคารถล่มนับร้อยแห่ง

ดับพุ่ง 164 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา อาคารถล่มนับร้อยแห่ง

25 มิ.ย. 2569 21:42 น.

ดับพุ่ง 164 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา อาคารถล่มนับร้อยแห่ง

ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนเพิ่มเป็น 164 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีกเกือบ 1,000 ราย ขณะที่หน่วยกู้ภัยเร่งช่วยเหลือชาวบ้านที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่ม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. 2569 นางเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 164 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีก 971 คน

ตามข้อมูลจาก สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติของสหรัฐฯ (USGS) เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 เมื่อเวลาประมาณ 18.04 น.วันพุธที่ 24 มิ.ย.ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างจากกรุงการากัสไปทางตะวันตกประมาณ 160 กิโลเมตร และตามมาด้วยแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ในเวลาห่างกันเพียง 40 วินาที

อาคารหลังหนึ่งในกรุงการากัสพังถล่มลงมาหลังเกิดแผ่นดินไหว
อาคารหลังหนึ่งในกรุงการากัสพังถล่มลงมาหลังเกิดแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหว 7.5 นับเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดที่เวเนซุเอลาเคยเผชิญนับตั้งแต่ปี 2443 สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในกรุงการากัสซึ่งเป็นเมืองหลวงและพื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้มีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่พังถล่ม และเกิดอาฟเตอร์ช็อกรุนแรงตามมาอีกหลายระลอก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและชาวบ้านในพื้นที่ต้องปีนป่ายซากอาคารที่พังราบคาบท่ามกลางความมืด เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตและช่วยชีวิตผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ขณะที่ประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย ได้เสนอตัวส่งความช่วยเหลือมาอย่างเร่งด่วน

อนึ่ง ชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากพักผ่อนอยู่ภายในบ้านขณะเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากตรงกับวันหยุดราชการ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมา ในกรุงการากัส
เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมา ในกรุงการากัส

ด้านสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (UN OCHA) ระบุว่า มีอาคารมากกว่า 100 แห่งพังถล่มลงในเมืองลาไกวรา (La Guaira) ซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงการากัส โดยประธานาธิบดีโรดริเกซอนุญาตให้ทีมค้นหาและกู้ภัยของสหประชาชาติเข้าปฏิบัติการ เพื่อให้การสนับสนุนด้านการขนส่งและความช่วยเหลืออื่นๆ

ทีมกู้ภัยนานาชาติจะมุ่งเน้นการปฏิบัติงานในพื้นที่ลาไกวราและกรุงการากัสเป็นหลัก ส่วนพื้นที่อื่นๆ ของเวเนซุเอลานั้น จะอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนและทีมเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

อย่างไรก็ดี มีความกังวลว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นจนถึงหลายพันคนหรือหลักหมื่นคน โดย USGS ได้ใช้แบบจำลองคาดการณ์เพื่อประเมินยอดผู้เสียชีวิต โดยระบุว่าตัวเลขน่าจะพุ่งสูงถึงหลักพัน และมีความเป็นไปได้สูงมากที่อาจจะเกิน 10,000 ราย

ขณะที่เว็บไซต์ซึ่งผู้นำกลุ่มฝ่ายค้านจัดตั้งขึ้นเพื่อติดตามผู้สูญหาย ระบุรายชื่อผู้ที่ยังไม่สามารถติดต่อได้มากกว่า 10,000 คน ณ เวลา 05.40 น. วันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย.ตามเวลาท้องถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งฮวบแตะระดับ “ก่อนสงครามอิหร่าน”

ราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งฮวบแตะระดับ "ก่อนสงครามอิหร่าน"

25 มิ.ย. 2569 17:12 น.

ราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งฮวบแตะระดับ “ก่อนสงครามอิหร่าน”

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ขณะที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” สั่งสอบสวนบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ หลังพบราคาขายปลีกหน้าปั๊มสวนทางต้นทุนน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในวันนี้ (25 มิ.ย.) โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ร่วงลง 1.28 ดอลลาร์ หรือ 1.74% ลงไปแตะระดับต่ำสุดชั่วคราวที่ 72.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ของสหรัฐฯ ดิ่งลง 1.15 ดอลลาร์ หรือ 1.63% ลงมาอยู่ที่ 69.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. หรือหนึ่งวันก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว มาจากความหวังเรื่องอุปทานน้ำมันดิบจากตะวันกลางที่จะกลับเข้าสู่ตลาดในปริมาณมหาศาล หลังจากที่ทางเดินเรือขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดในโลกอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” เริ่มทยอยเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง หลังจากถูกอิหร่านสั่งปิดเพื่อตอบโต้การโจมตีในช่วงสงคราม

ทิศทางราคาน้ำมันเริ่มกลับเป็นขาลงนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิหร่านได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อกำหนดกรอบเวลา 60 วันในการเจรจาประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและมาตรการยุติสงคราม จนนำไปสู่การเจรจาครั้งสำคัญที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์คือสหรัฐฯ ยอมผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่านชั่วคราว

คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ เปิดเผยในงานเสวนาแห่งหนึ่งว่า ขณะนี้ปริมาณการไหลเวียนของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดสงครามแล้ว โดยในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีน้ำมันดิบไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาร์เรลที่ถูกขนส่งผ่านช่องแคบนี้ออกไป อย่างไรก็ตาม การจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์อาจต้องใช้เวลาอีกไม่กี่สัปดาห์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเคลียร์ทุ่นระเบิดและสิ่งกีดขวางทางน้ำออกให้หมดเสียก่อน

ข้อมูลจาก Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลทางทะเลระบุว่า จำนวนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนใหญ่เป็นเรือขนส่งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว และปุ๋ย โดยมีรายงานว่า ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมามีเรือแล่นผ่านไปแล้วราวกว่า 80 ลำ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เส้นทางเดินเรือทางตอนใต้ที่กองทัพเรือสหรัฐฯ คัดกรองแล้วว่าปลอดภัยจากทุ่นระเบิด ขณะที่ประเทศโอมานก็ได้เปิดเส้นทางเดินเรือชั่วคราวเมื่อวันพุธเพื่อช่วยระบายเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างอยู่เป็นจำนวนมากในอ่าวเปอร์เซีย

อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระบุว่า ตลาดน้ำมันอาจไม่ได้เพิ่มกำลังการผลิตจากฝั่งอิหร่านมากนัก โดยโกลด์แมน แซกส์ คาดการณ์ว่า จีนจะยังคงเป็นผู้ซื้อหลักของน้ำมันดิบอิหร่าน เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร ต่อเรือของอิหร่านยังคงมีผลบังคับใช้อยู่

แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว แต่ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปหน้าปั๊มกลับไม่ได้ลดลงในอัตราส่วนที่เท่ากัน โดยปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ ลดลงมาอยู่ที่ราว 3.93 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หลังจากพุ่งแตะสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ที่ราคา 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อเดือนเมษายน แต่ตัวเลขนี้ก็ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามค่อนข้างมาก

ประเด็นดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งให้มีการตรวจสอบบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เช่น Shell และ ExxonMobil โดยทรัมป์กล่าวหาบริษัทเหล่านี้ว่ากำลัง “ขูดรีด”ผู้ขับขี่รถยนต์ในอเมริกา

ด้านสถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา (API) ตัวแทนกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้ว่า ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปไม่มีทางที่จะขยับลดลงเป็นเส้นขนานพร้อมๆ กับราคาน้ำมันดิบได้ทันที ขณะที่ในฝั่งสหราชอาณาจักร หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าได้ออกมาเปิดเผยผลตรวจสอบว่า ไม่พบหลักฐานการโก่งราคาอย่างแพร่หลายในหมู่บริษัทพลังงานอังกฤษ โดยชี้ว่าอัตรากำไรเฉลี่ยของบริษัทยังคงทรงตัวนับตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม

อีกหนึ่งประเด็นในภาคพลังงานที่ต้องจับตาคือ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงน้ำมันของประเทศอิรักเปิดเผยว่า อิรักอาจจำเป็นต้องพิจารณา “ทุกทางเลือกที่เป็นไปได้” หากกลุ่มโอเปก (OPEC) ไม่ยอมปรับเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันดิบให้กับประเทศของตน ซึ่งกระแสข่าวเรื่องการส่งสัญญาณขู่ถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปกของอิรักในครั้งนี้ เกิดขึ้นคล้อยหลังเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ประกาศถอนตัวไปก่อนหน้านี้ โดยอิรักถือเป็น 1 ใน 5 ประเทศสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มโอเปกขึ้นมาที่กรุงแบกแดด.

ที่มา BBC / Reuters

คลื่นความร้อนสเปน คร่าชีวิต 212 รายใน 4 วัน ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบหนัก

คลื่นความร้อนสเปน คร่าชีวิต 212 รายใน 4 วัน ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบหนัก

25 มิ.ย. 2569 16:27 น.

คลื่นความร้อนสเปน คร่าชีวิต 212 รายใน 4 วัน ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบหนัก

สเปนเผชิญวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว หลังคลื่นความร้อนระลอกแรกของฤดูร้อนพัดถล่ม ทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1950 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าเกี่ยวเนื่องกับความร้อนพุ่งสูงถึง 212 รายภายในเวลาเพียง 4 วัน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ

ระบบเฝ้าระวังอัตราการเสียชีวิตรายวัน (MoMo) ซึ่งประสานงานโดยศูนย์ระบาดวิทยาแห่งชาติ สถาบันสุขภาพการ์ลอสที่ 3 (ISCIII) ในประเทศสเปน ได้เปิดเผยรายงานสถิติตัวเลขผู้เสียชีวิตเบื้องต้นจากวิกฤตคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปยุโรป โดยระบุว่า ระหว่างวันที่ 21-24 มิ.ย. ที่ผ่านมา สเปนมีผู้เสียชีวิตที่เชื่อมโยงกับสภาพอากาศร้อนจัดทางสถิติสูงถึง 212 ราย โดยภูมิภาคตอนกลางและตอนเหนือของคาบสมุทรไอบีเรียเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

สถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า วันพุธที่ผ่านมา (24 มิ.ย.) เป็นวันที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดโดยมีผู้เสียชีวิตถึง 96 ราย หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งหมด ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสเปน ระบุว่าวันอังคารและวันพุธที่ผ่านมา ถือเป็นวันที่ร้อนที่สุดของเดือนนี้นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติมาตั้งแต่ปี 1950 โดยมียอดผู้เสียชีวิตในวันอังคาร 66 ราย วันพุธ 38 ราย และวันอาทิตย์อีก 13 ราย ตามลำดับ

เดียนา โกเมซ นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ระบาดวิทยาแห่งชาติ ชี้แจงว่า ตัวเลข 212 รายนี้ยังเป็นเพียงสถิติขั้นต้น และจำเป็นต้องรออีกราวหนึ่งสัปดาห์เพื่อสรุปข้อมูลจริงที่นิ่งแล้ว โดยระบบ MoMo จะใช้การคำนวณทางสถิติเปรียบเทียบระหว่างจำนวนผู้เสียชีวิตที่เกิดขึ้นจริง กับจำนวนผู้เสียชีวิตที่คาดการณ์ตามเกณฑ์ปกติในช่วงเวลาเดียวกันของปี

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลชุดนี้สะท้อนชัดเจนถึงอัตราการเสียชีวิตที่ “พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ในช่วง 4 วันสุดท้ายของเดือนมิถุนายน ส่งผลให้ในเดือนมิถุนายนนี้ มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนรวมแล้ว 380 ราย ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 55% เกิดขึ้นในช่วงคลื่นความร้อนระลอกล่าสุดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น สถิตินี้ยังซ้ำเติมสถานการณ์ที่ผิดปกติมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งบันทึกยอดผู้เสียชีวิตจากความร้อนไว้สูงถึง 101 ราย นับเป็นสถิติเดือนพฤษภาคมที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์สเปน

เมื่อแยกตามภูมิภาค พบว่าแคว้นคาตาลูญญามียอดผู้เสียชีวิตสูงสุดที่ 43 ราย ตามมาด้วยกาสตีญาและเลออน 32 ราย, บาสก์ 30 ราย และมาดริด 28 ราย

ผลการประเมินชี้ว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว โดยในจำนวนผู้เสียชีวิต 212 รายนั้น มีถึง 200 รายที่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป และในกลุ่มนี้มีผู้สูงอายุที่อายุเกิน 85 ปีสูงถึง 148 ราย

นอกจากนี้ โกเมซยังระบุถึงแนวโน้มที่น่ากังวลว่า คลื่นความร้อนในปัจจุบันเริ่มมาเยือนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จากปกติที่เกิดในช่วงต้นฤดู ซึ่งผลการวิจัยเบื้องต้นชี้ว่า “ยิ่งคลื่นความร้อนมาเร็วกว่ากำหนดในปฏิทินมากเท่าไหร่ อัตราการเสียชีวิตของประชากรก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น” เนื่องจากร่างกายของมนุษย์ยังปรับตัวไม่ทันกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนคือ ในเดือนมิถุนายนปีนี้ สเปนต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ “คืนมหาโหด” ติดต่อกัน โดยเฉพาะช่วงรุ่งสางของวันที่ 22 และ 23 มิถุนายน ที่อุณหภูมิต่ำสุดในตอนกลางคืนไม่ลดลงต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นค่ำคืนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในเดือนมิถุนายน

แม้ว่าระบบ MoMo จะยังไม่ได้แยกแยะสถิติการเสียชีวิตจากอุณหภูมิในตอนกลางคืนโดยตรง แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่าจำเป็นต้องเร่งศึกษาเรื่องนี้ เนื่องจากมีหลักฐานทางการแพทย์เด่นชัดว่า การที่อุณหภูมิตอนกลางคืนไม่ลดลง ทำให้ร่างกายมนุษย์ไม่ได้พักผ่อนและฟื้นฟู ส่งผลให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานหนักจนนำไปสู่ความตายในที่สุด

สอดคล้องกับงานวิจัยระดับโลก นำโดยศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป (ECMWF) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Climate Change ซึ่งระบุว่า ปัจจุบันอุณหภูมิในตอนกลางคืนทั่วโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าตอนกลางวัน โดยในช่วงแต่ละปี ค่ำคืนที่ร้อนที่สุด 10 อันดับแรก มีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.32 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ แซงหน้าอัตราการร้อนขึ้นของตอนกลางวันซึ่งอยู่ที่ 0.27 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ

สำหรับสภาพอากาศในช่วงสุดสัปดาห์นี้ คาดว่าอุณหภูมิจะเริ่มลดลงทั่วทั้งคาบสมุทรไอบีเรีย โดยเฉพาะพื้นที่แถบชายฝั่งกันตาเบรียทางตอนเหนือที่จะเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่แถบลุ่มน้ำเอโบร ทางตะวันออก และหมู่เกาะแบลีแอริก อุณหภูมิจะยังคงสูงเกิน 34–36 องศาเซลเซียส และอาจพุ่งแตะ 38–39 องศาเซลเซียสในบางจุด ขณะที่ปรากฏการณ์ “คืนเขตร้อน” ที่อุณหภูมิตอนกลางคืนไม่ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส จะยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่ตอนกลาง ตอนใต้ และแถบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน.

ที่มา El Independiente / AFP

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษคุก 14 ปี 2 ผู้สื่อข่าว ปมถ่ายภาพติดทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษคุก 14 ปี 2 ผู้สื่อข่าว ปมถ่ายภาพติดทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

25 มิ.ย. 2569 15:26 น.

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษคุก 14 ปี 2 ผู้สื่อข่าว ปมถ่ายภาพติดทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

ศาลฎีกากัมพูชาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 2 ผู้สื่อข่าวออนไลน์เป็นเวลา 14 ปี ในข้อหากบฏและเผยแพร่ความลับทางทหาร หลังโพสต์ภาพพื้นที่สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาลงบนเฟซบุ๊ก ซึ่งรวมถึงภาพทุ่นระเบิดที่ปราสาทตาควายที่สื่อไทยนำไปอ้างอิง

ศาลฎีกากัมพูชาได้ออกคำพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกนายพร โสเพียบ อายุ 39 ปี ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว Battambang Post TV Online และ นายเพียบ พารา อายุ 41 ปี จากสำนักข่าว TSP 68 TV Online เป็นเวลา 14 ปี ในข้อหา “กบฏ” และ “ส่งมอบข้อมูลที่เป็นภัยต่อการป้องกันประเทศให้แก่รัฐต่างชาติ” ตามมาตรา 445 แห่งประมวลกฎหมายอาญากัมพูชา โดยคำตัดสินของศาลฎีกาถือเป็นที่สิ้นสุดและจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์เท่านั้น

คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากกรณีที่ผู้สื่อข่าวทั้งสองคนถูกจับกุมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2025 หลังจากเดินทางกลับจากการลงพื้นที่รายงานข่าวบริเวณชายแดนจังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างกัมพูชากับไทย โดยทางการกัมพูชาตั้งข้อหาว่าทั้งสองลักลอบถ่ายภาพและผลิตเนื้อหาที่เปิดเผยตำแหน่งยุทธศาสตร์รวมถึงความลับทางทหารในเขตหวงห้ามลงบนสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก ขณะที่ผู้สื่อข่าวทั้งสองยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยระบุว่าพวกเขาได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างถูกต้อง

หนึ่งในภาพถ่ายที่เป็นประเด็นสำคัญคือ ภาพของ “ทุ่นระเบิด” ซึ่งสื่อมวลชนของไทยได้นำไปเผยแพร่และใช้อ้างอิงเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาของฝั่งไทยที่ระบุว่า กัมพูชาได้ลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน จนเป็นเหตุให้ทหารพรานของไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบระเบิดระหว่างลาดตระเวน

ซึ่งก่อนหน้านี้ ทางการกัมพูชาได้ปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่าไม่ได้ใช้ทุ่นระเบิดในความขัดแย้งดังกล่าวเนื่องจากต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และอ้างว่าระเบิดเหล่านั้นอาจเป็นระเบิดตกค้างจากสงครามกลางเมืองในอดีตที่สิ้นสุดไปตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ทั้งนี้ เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตรวมกันราว 100 ราย และทำให้ประชาชนนับแสนคนต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน ก่อนที่จะมีการเจรจาสงบศึกกัน

หลังคำตัดสินของศาลฎีกา ไบรโอนี ลู  รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียขององค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรตส์วอตช์ กล่าวกับสำนักข่าวเอพีว่า “การสั่งฟ้องโดยมิชอบและบทลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุต่อผู้สื่อข่าวทั้งสองคน แสดงให้เห็นถึงความเพิกเฉยและไม่แยแสต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนจากทางการกัมพูชา รัฐบาลของฮุน มาเนต กำลังปิดกั้นแหล่งข้อมูลที่เป็นอิสระของประชาชน และขัดขวางไม่ให้นักข่าวสะท้อนความจริงของกัมพูชาให้โลกได้รับรู้”

ขณะที่ นายเนธ เพียกตรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้อมูลข่าวสารของกัมพูชา ได้ออกมาแถลงโต้แย้งข้อวิจารณ์ โดยระบุว่าศาลได้ทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนี้มีไว้เพื่อคุ้มครองวิชาชีพสื่อมวลชนควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ

“กัมพูชาเคารพเสรีภาพของสื่อและบทบาทสำคัญของนักข่าวในสังคมประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม นักข่าวก็เหมือนกับพลเมืองทุกคน ที่ต้องแยกแยะระหว่างการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ถูกกฎหมายกับการกระทำที่ละเมิดกฎหมาย เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีขีดจำกัด และไม่ได้ให้สิทธิ์คุ้มกันทางอาญาแก่ใคร” 

ด้าน นายอัม สัม อัต ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ Licadho กลุ่มสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แสดงความผิดหวังต่อคำตัดสิน โดยชี้ว่า หากนักข่าวทำผิดพลาดในแง่ของวิชาชีพหรือเนื้อหา ก็ควรได้รับการพิจารณาคดีภายใต้ “กฎหมายว่าด้วยการแถลงข่าวและสื่อมวลชน” ซึ่งมีบทลงโทษที่เบากว่ามาก ไม่ใช่การนำประมวลกฎหมายอาญาข้อหาร้ายแรงอย่างคดีความมั่นคงหรือข้อหากบฏมาบังคับใช้เช่นนี้

คำตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นคล้อยหลังไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ศาลฎีกาเพิ่งพิพากษายืนในคดีของ นายรง ชุน นักการเมืองฝ่ายค้านชื่อดังวัย 56 ปี ในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสังคม หลังจากที่เขาลงพื้นที่ไปพบปะกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินในโครงการก่อสร้างของรัฐบาล

ทั้งนี้ ในรายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลกประจำปี 2025 โดยองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน กัมพูชาถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 161 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่สถานการณ์เสรีภาพสื่อเข้าขั้น “วิกฤตร้ายแรง” ขณะที่องค์กร Freedom House ในสหรัฐฯ ได้ปรับลดระดับความน่าเชื่อถือด้านเสรีภาพสื่อของกัมพูชาลงในปีนี้ โดยระบุเหตุผลว่า “สำนักข่าวอิสระเกือบทั้งหมดในประเทศกัมพูชาถูกบีบให้ปิดตัวลงหมดแล้ว”

แม้นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ผู้นำคนปัจจุบันที่จบการศึกษาจากสหรัฐฯ จะก้าวขึ้นสู่อำนาจต่อจาก นายฮุน เซน บิดาของตนเมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ท่ามกลางความหวังของหลายฝ่ายว่าอาจเห็นการเปิดกว้างทางการเมืองมากขึ้น แต่สถานการณ์การจับกุมนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม นักการเมืองฝ่ายค้าน รวมถึงนักข่าวสายสืบสวนสอบสวนคดีทุจริตและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ากัมพูชายังไม่มีสัญญาณของการเปิดเสรีทางการเมืองแต่อย่างใด.

ที่มา Associated Press / Reuters

ฝรั่งเศสเผชิญศึก “แอร์เย็น-โลกร้อน” คลื่นความร้อนทำการเมืองแตกแยก

ฝรั่งเศสเผชิญศึก "แอร์เย็น-โลกร้อน" คลื่นความร้อนทำการเมืองแตกแยก

25 มิ.ย. 2569 14:49 น.

ฝรั่งเศสเผชิญศึก “แอร์เย็น-โลกร้อน” คลื่นความร้อนทำการเมืองแตกแยก

เมื่ออุณหภูมิพุ่งทะยานเกิน 40 องศาเซลเซียส จนฝรั่งเศสต้องบันทึกสถิติวันที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ “เครื่องปรับอากาศ” ที่ชาวฝรั่งเศสเคยตั้งแง่รังเกียจ กลายมาเป็นข้อพิพาททางการเมืองครั้งใหญ่ ระหว่างฝ่ายขวาประชานิยมที่หนุนแจกงบอุดหนุนให้ติดแอร์ทั่วประเทศ กับฝ่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เริ่มยอมรับ แอร์อาจเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปท่ามกลางวิกฤตโลกร้อน

ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศฝรั่งเศสกำลังถูกบีบให้ต้องทบทวนทัศนคติที่มีต่อ “เครื่องปรับอากาศ” หรือที่เรียกในภาษาฝรั่งเศสว่า “ลา คลีม” (La clim) ใหม่ทั้งหมด หลังจากสัปดาห์นี้ข้อถกเถียงเรื่องการติดตั้งแอร์ได้ปะทุขึ้นอย่างดุเดือดในแวดวงการเมือง หลังประเทศเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงจนอุณหภูมิพุ่งสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ส่งผลให้โรงเรียนหลายพันแห่งต้องสั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราว ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ต่างร้องเรียนว่าสภาพอากาศในสถานพยาบาลนั้นร้อนจัดจนเกินจะรับไหว

ในปัจจุบัน ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการติดเครื่องปรับอากาศต่ำมาก โดยมีบ้านเรือนเพียง 25% เท่านั้นที่มีแอร์ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสเปนและอิตาลีที่มีอัตราการติดตั้งอยู่ที่ 50% หรือในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนสูงถึง 90% แม้กระทั่งในโรงเรียนและโรงพยาบาลของฝรั่งเศสก็แทบจะไม่มีการติดตั้งแอร์เลยเช่นกัน

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในสัปดาห์นี้คือ ทัศนคติของนักการเมืองฝั่งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  ซึ่งที่ผ่านมามองว่าการเปิดแอร์คือตัวการทำลายโลก โดย มารี ตงเดอลิเยร์ ผู้นำพรรคสิ่งแวดล้อม (The Ecologists) ได้ออกมาเริ่มยอมรับข้อห้ามทางความคิดของฝั่งตัวเอง โดยยอมรับว่าโรงเรียนและโรงพยาบาลจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศแล้วในปัจจุบัน ตงเดอลิเยร์ระบุว่า “มีบางสถานที่ที่เราไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีแอร์อีกต่อไปแล้วในตอนนี้” 

การออกมาพูดเช่นนี้ถือเป็นการยอมรับความจริงที่เจ็บปวด เพราะที่ผ่านมากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในฝรั่งเศสโจมตีการใช้แอร์ว่าเป็น “ทางออกที่แย่ที่สุด” เนื่องจากเป็นเพียงการบรรเทาผลกระทบที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ที่ต้นตอของภาวะโลกร้อน แถมยังซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศผ่านกระบวนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสารทำความเย็นที่มักจะรั่วไหล รวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้า และปรากฏการณ์ “เกาะความร้อนในเมือง” (Urban Heat Island) ที่คอมเพรสเซอร์แอร์จะพ่นลมร้อนออกมาสู่ท้องถนน ซึ่งผลการศึกษาชี้ว่าสามารถทำให้อุณหภูมิในเมืองพุ่งสูงขึ้นได้อีกถึง 2-3 องศาเซลเซียส

ในขณะที่ฝั่งซ้ายและรัฐบาลพยายามออกกฎเกณฑ์การก่อสร้างอาคารใหม่ให้เน้นระบบฉนวนกันความร้อนและการปลูกต้นไม้เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้แอร์ จนเกิดกรณีอื้อฉาวที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งใหม่ในเมืองน็องต์ มีการติดตั้งแอร์เพียงแค่ครึ่งหนึ่งของห้องพักทั้งหมด จนสหภาพแรงงานแพทย์ออกมาประท้วง ทางด้านพรรคการเมืองฝั่งขวากลับฉวยโอกาสนี้รุกคืบด้วยนโยบายประชานิยม

มารีน เลอ เปน ผู้นำพรรคขวาจัด National Rally (RN) ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำ “แผนแม่บทเครื่องปรับอากาศแห่งชาติ”  เพื่อติดตั้งแอร์ในโรงเรียนและโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ โดยโฆษกพรรคระบุว่า แผนการนี้รวมถึงการที่รัฐบาลจะสนับสนุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยมูลค่าสูงถึง 20,000 ล้านยูโร (ประมาณ 7.57 แสนล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือประชาชนราว 30-40 ล้านครัวเรือนในการจัดซื้อและติดตั้งแอร์ในบ้าน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ได้ออกมาโจมตีแผนของเลอ เปน ว่าเป็นเพียงการฉวยโอกาสทางการเมืองและไม่มีการคำนวณงบประมาณที่ชัดเจน พร้อมทั้งเหน็บแนมว่าพรรคขวาจัดเป็นกลุ่มสุดท้ายในประเทศที่ยอมรับความจริงเรื่องโลกร้อน ดังนั้นจึงไม่มีความน่าเชื่อถือพอที่จะมาพูดถึงการแก้ปัญหา

ความขัดแย้งนี้ยังลามไปถึงการคมนาคมขนส่ง โดย วาเลรี เปเครส ประธานสภาภูมิภาคปารีสจากพรรคฝ่ายขวากลาง ได้ออกมาวิจารณ์รัฐบาลว่าบริหารงานภายใต้ “อุดมการณ์ต่อต้านแอร์” พร้อมประกาศเป้าหมายว่าจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศบนรถบัสและรถไฟในภูมิภาคปารีสทั้งหมดให้ได้ภายในปี 2032 พร้อมโจมตีอดีตผู้บริหารจากพรรคสังคมนิยมฝ่ายซ้าย ว่าล้มเหลวและมองไม่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้

แม้ว่าข้อถกเถียงทางการเมืองจะยังคงดำเนินไปอย่างเผ็ดร้อน แต่ความจริงที่ชาวฝรั่งเศสต้องเผชิญในสัปดาห์นี้คือ ยอดขายแอร์เคลื่อนที่ตามห้างสรรพสินค้าพุ่งกระฉูด เนื่องจากผู้คนในอพาร์ตเมนต์ที่กำลังเผชิญกับความร้อนต่างต้องการเพียงแค่ให้ตัวเองนอนหลับได้ในตอนกลางคืน และให้บุตรหลานเรียนหนังสือได้ในตอนกลางวัน ทำให้ทุกฝ่ายเริ่มได้ข้อสรุปตรงกันในท้ายที่สุดว่า ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงจนอันตรายต่อชีวิต “การติดแอร์เพิ่มขึ้น” กลายเป็นสิ่งสะท้อนความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของฝรั่งเศสในยุคปัจจุบัน.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน หลัง สว. เพิ่งโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

"ทรัมป์" ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน หลัง สว. เพิ่งโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

25 มิ.ย. 2569 13:17 น.

“ทรัมป์” ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน หลัง สว. เพิ่งโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำของบเพิ่มเติม 87,600 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.9 ล้านล้านบาท ต่อรัฐสภา โดยกว่า 2 ใน 3 เป็นงบด้านกลาโหมและค่าใช้จ่ายเร่งด่วนจากสงครามอิหร่าน เพียงวันเดียวหลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติเพื่อจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีทรัมป์ ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นภายในพรรครีพับลิกัน และแรงกดดันจากการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง

ทำเนียบขาวได้ส่งหนังสือคำร้องอย่างเป็นทางการไปยังนายไมก์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เพื่อขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 87,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.92 ล้านล้านบาท) โดยเงินก้อนใหญ่ถึง 67,150 ล้านดอลลาร์  (ราว 2.24 ล้านล้านบาท) จะถูกจัดสรรให้แก่กระทรวงกลาโหมเพื่อใช้ในปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านภายใต้รหัส “ปฏิบัติการ Epic Fury” หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

งบประมาณก้อนดังกล่าวจะแบ่งเป็นค่าจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และกระสุน 21,000 ล้านดอลลาร์, ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทั่วไปและการฟื้นฟูคลังอาวุธ 17,300 ล้านดอลลาร์, และงบประมาณสำหรับโครงการลับอีก 12,100 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณราว 300 ล้านดอลลาร์ เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยในสถานเอกอัครราชทูตและฐานทัพทางการทูตของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้ หลังจากตกเป็นเป้าโจมตีในช่วงต้นของสงคราม

คำขอนี้เผชิญกับอุปสรรคในสภาคองเกรส เนื่องจากเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่สภานิติบัญญัติร่วมกันผ่านร่างมติ “จำกัดอำนาจในการทำสงคราม” ของประธานาธิบดี โดยระบุให้ทรัมป์ยุติการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภาฝั่งรีพับลิกันบางส่วนแปรพักตร์ไปลงมติร่วมกับพรรคเดโมแครต

มีรายงานว่า ในระหว่างการร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่อาคารรัฐสภา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดฉากโต้เถียงและตะโกนใส่หน้า นายบิล คาสซิดี สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่โหวตสวนมติพรรค โดย สว.คาสซิดี ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมลุกขึ้นยืนแล้วพูดใส่หน้าเขาว่า ‘คุณยังไม่ได้บอกประชาชนอเมริกันเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น’ ทีแรกบอกว่าสงครามนี้จะใช้เวลาแค่ 4 สัปดาห์ แต่นี่มันลากยาวมา 4 เดือนแล้ว และเป้าหมายแรกเริ่มของเราก็ยังไม่สำเร็จสักอย่าง”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้ระบายความอัดอั้นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยตราหน้า สว. รีพับลิกันทั้ง 4 คนที่โหวตสวนทางว่าเป็นพวก “ขี้แพ้” และยังได้กล่าวกับนายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโต ว่า สมาชิกรัฐสภาเหล่านั้น “โง่เขลาและอยากจะแพ้สงคราม”

ปัจจุบัน แม้ทั้งสองฝ่ายจะอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว แต่ทำเนียบขาวย้ำว่าเพนตากอนจำเป็นต้อง “สะสมอาวุธทดแทน” ส่วนที่ใช้ไป อย่างไรก็ตาม งบประมาณนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่พรรคเดโมแครตและประชาชนอย่างมาก เนื่องจากสงครามครั้งนี้ส่งผลให้ราคาอาหารและพลังงานในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง

นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “เราควรจะลดค่าครองชีพให้ประชาชนอเมริกัน ไม่ใช่มาเซ็นเช็คเปล่าใบหนาๆ ให้ทรัมป์เอาไปใช้ทำสงคราม” เช่นเดียวกับ สว. แพตตี้ เมอร์รีย์  แกนนำคณะกรรมาธิการงบประมาณที่ประกาศกร้าวว่า จะไม่มีการเป็นตรายางอนุมัติเงินอีกหลายหมื่นล้านให้กับ “สงครามหายนะที่ทรัมป์เลือกเอง” ครั้งนี้แน่นอน

คาดว่ารีพับลิกันจะต้องเจอกับอุปสรรคในการผลักดันงบประมาณนี้ให้ผ่านสภา เนื่องจากครองเสียงข้างมากเพียงปริ่มน้ำ และจำเป็นต้องพึ่งพาเสียงสนับสนุนจากเดโมแครตบางส่วน ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ กำลังเป็นตัวบีบคั้นให้สมาชิกรัฐสภาฝั่งอนุรักษ์นิยมต้องคิดหนัก เพราะสงครามนี้ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลย โดยก่อนหน้านี้ นายจูลส์ เฮิรสต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของเพนตากอนเผยว่า สงครามนี้ใช้เงินภาษีประชาชนไปแล้วกว่า 29,000 ล้านดอลลาร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้นมาก

เพื่อเพิ่มโอกาสในการผ่านร่างงบประมาณ ทำเนียบขาวได้พ่วงงบประมาณช่วยเหลือในส่วนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามเข้ามาด้วย ได้แก่ เงิน 11,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวอเมริกัน, 1,400 ล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือและสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตอนกลาง ไม่ให้ลามเข้าสู่สหรัฐฯ, เงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือกองทุนบำนาญของอดีตพนักงานบริษัท เดลฟาย (Delphi) เครือผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ที่ถูกตัดลดงบไปตอนวิกฤตล้มละลายเมื่อปี 2009, เงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการปรับปรุงสถานีรถไฟเพนน์สเตชันในนครนิวยอร์ก และอีก 500 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการก่อสร้างรอบๆ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ที่มา Reuters / BBC

พระสงฆ์มาเลเซียคว้าเงิน 1 ล้านริงกิต หลังธนาคารจัดแคมเปญแจกเงินลูกค้า

พระสงฆ์มาเลเซียคว้าเงิน 1 ล้านริงกิต หลังธนาคารจัดแคมเปญแจกเงินลูกค้า

25 มิ.ย. 2569 12:25 น.

พระสงฆ์มาเลเซียคว้าเงิน 1 ล้านริงกิต หลังธนาคารจัดแคมเปญแจกเงินลูกค้า

พระสงฆ์ชาวมาเลเซียวัย 73 ปีจากรัฐปีนัง กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านหลังเป็นผู้โชคดีจากโครงการของธนาคารออมทรัพย์แห่งชาติ  โดยเจ้าตัวยอมรับว่าไม่เคยคาดคิดว่าเงินเก็บจากอั่งเปาและเงินบริจาคจะนำโชคใหญ่ พร้อมยืนยันจะใช้เงินอย่างรอบคอบและแบ่งปันช่วยเหลือผู้เดือดร้อน

พระชาน ไช เซียง พระสงฆ์วัย 73 ปี ซึ่งเกิดที่เมืองบัตเตอร์เวิร์ธ รัฐปีนัง และปัจจุบันจำพรรษาอยู่ที่ย่านแอร์อีตัมในรัฐปีนัง กลายเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลมูลค่า 1 ล้านริงกิตมาเลเซีย หรือราว 8.11 ล้านบาท จากการจับรางวัลครั้งที่ 124 ของโครงการออมทรัพย์ Sijil Simpanan Premium หรือ SSP ของธนาคารออมทรัพย์แห่งชาติ (Bank Simpanan Nasional – BSN)

พระชานเปิดเผยว่า เริ่มฝากเงินในบัญชี BSN SSP ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2025 หลังได้รับคำแนะนำจากเพื่อน โดยเริ่มต้นด้วยยอดเงินฝากประมาณ 2,000 ริงกิต และมีเป้าหมายเพียงเพื่อเก็บรักษาเงินให้ปลอดภัย ไม่ได้คาดหวังว่าจะถูกรางวัล

ก่อนจะเข้าบวชในปี 1985 พระชานเคยทำงานเป็นหนุ่มโรงงานในสิงคโปร์และปีนังมาก่อน และจำพรรษาอยู่ที่วัดในแอร์อีตัมมานานกว่า 30 ปี  กล่าวว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีดวงกับการจับฉลากรางวัลใดๆ เลยในชีวิต พอโชคดีครั้งแรกก็ได้รับรางวัลใหญ่ทันที และกล่าวว่าเงินออมส่วนใหญ่มาจากเงินทำบุญ ซองอั่งเปา และเงินบริจาคจากประชาชน โดยบางส่วนได้นำไปช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน และเก็บบางส่วนไว้ใช้ในยามจำเป็น

พระชานกล่าวระหว่างรับมอบเช็คสัญลักษณ์ที่สาขาหลักของ BSN ในรัฐปีนัง “ตอนแรกไม่เชื่อ เพราะทางธนาคารโทรมาถึงสามครั้ง คิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่เดินทางมาพบด้วยตัวเอง จึงเชื่อว่าถูกรางวัลจริง”

แม้จะได้รับเงินรางวัลจำนวนมาก แต่พระชานระบุว่าจะไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต และยังไม่มีแผนใช้เงินในทันที โดยตั้งใจนำเงินฝากกลับเข้าธนาคารและใช้เมื่อจำเป็น พระชานกล่าวเพิ่มเติมว่า เงินจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสม “ถ้าใช้เงินอย่างถูกต้อง เราก็สามารถทำให้ตัวเองและคนอื่นมีความสุขได้ นั่นคือคุณค่าที่แท้จริง”

นอกจากนี้ พระชานยังระบุว่า จะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะด้านค่ารักษาพยาบาล พร้อมเตือนว่าค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในปัจจุบันสูงขึ้น ทุกคนจึงควรวางแผนดูแลตัวเอง

พระชานซึ่งไม่เคยแต่งงานและไม่เคยถูกรางวัลมาก่อน กล่าวว่า เงินก้อนนี้ยังจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ 3 คน จากทั้งหมด 8 คนในครอบครัว

สำหรับแคมเปญสลากออมทรัพย์ BSN SSP ในปี 2026 นี้ จัดขึ้นภายใต้แคมเปญ “BSN SSP Jom Jadi Jutawan” (มาเป็นเศรษฐีกันเถอะ) โดยจะมีการจับรางวัลแจกเงินสด 1 ล้านริงกิตให้กับผู้โชคดีเดือนละ 1 คน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน ส่วนการจับรางวัลใหญ่รอบส่งท้ายปีในเดือนธันวาคม จะเพิ่มความพิเศษเป็นเงินสด 1 ล้านริงกิต ควบคู่กับรถยนต์หรู ปอร์เช่ มาคัน เอ็กซ์ (Porsche Macan X) อีก 1 คัน.

ที่มา New Straits Times / Malay Mail

เกาหลีใต้รวบ “ลี มัน-ฮี” ผู้นำลัทธิ “ชินชอนจี” เอี่ยวระดมสาวกแทรกแซงเลือกตั้ง

เกาหลีใต้รวบ "ลี มัน-ฮี" ผู้นำลัทธิ "ชินชอนจี" เอี่ยวระดมสาวกแทรกแซงเลือกตั้ง

25 มิ.ย. 2569 11:22 น.

เกาหลีใต้รวบ “ลี มัน-ฮี” ผู้นำลัทธิ “ชินชอนจี” เอี่ยวระดมสาวกแทรกแซงเลือกตั้ง

เกาหลีใต้สั่งจับกุมตัว “ลี มัน-ฮี” ผู้ก่อตั้งลัทธิ “ชินชอนจี” วัย 95 ปี หลังเผชิญข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายพรรคการเมือง โดยถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการระดมผู้ติดตามหลายหมื่นคนสมัครสมาชิกพรรคพลังประชาชน เพื่อแทรกแซงกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครเลือกตั้ง หวังเอื้อประโยชน์กลุ่มการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมและอดีต ปธน. ยุน ซุกยอล

ศาลแขวงกลางกรุงโซลได้อนุมัติหมายจับ นายลี มัน-ฮี  วัย 95 ปี ผู้ก่อตั้งและผู้นำลัทธิ “ชินชอนจี” ในข้อหาแทรกแซงการเลือกตั้งและฝ่าฝืนกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งระบุห้ามไม่ให้องค์กรทางศาสนาเข้ามาข้องแวะกับการเมือง โดยศาลให้เหตุผลในการออกหมายจับในช่วงดึกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่ผู้ต้องหาจะทำลายพยานหลักฐาน

ในช่วงบ่ายของวันพุธ (24 มิ.ย.) ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่ง นายลี มัน-ฮี ซึ่งอยู่ในสภาพร่างกายที่ซูบผอม ต้องใช้ไม้เท้าและมีเจ้าหน้าที่โบสถ์คอยประคอง ได้เดินทางมาเข้ารับการไต่สวนคำร้องขอออกหมายจับ โดยปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆ ต่อสื่อมวลชน ขณะที่ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี ทางโบสถ์ชินชอนจีได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจับกุมดังกล่าว โดยระบุว่าผู้นำของตนได้ให้ความร่วมมือกับการสอบสวนมาโดยตลอด พร้อมทั้งแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพและอายุที่มากแล้วของนายลี

คณะพนักงานสอบสวนระบุว่า นายลี มัน-ฮี ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสั่งการผ่านเครือข่ายสาขาของโบสถ์ เพื่อกดดันและระดมสาวกมากกว่า 50,000 คน ให้สมัครเข้าเป็นสมาชิก พรรคพลังประชาชน (PPP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม ในช่วงระหว่างปี 2021 ถึง 2024

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแทรกแซงและส่งอิทธิพลต่อการหยั่งเสียงเลือกตั้งภายในพรรค ทั้งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีและเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา โดยมีเป้าหมายหลักในการสนับสนุน นายยุน ซุกยอล อดีตประธานาธิบดี เพื่อแลกกับการที่ลัทธิชินชอนจีจะได้รับผลประโยชน์และการคุ้มครองจากรัฐบาล รวมถึงการอนุมัติใบอนุญาตในการขยายสิ่งปลูกสร้างและอาคารของทางโบสถ์

การจับกุมผู้นำลัทธิชินชอนจีในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลสอบสวนครั้งใหญ่นับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยทีมอัยการและตำรวจพิเศษภายใต้รัฐบาชุดปัจจุบันของประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การถอนรากถอนโคนความสัมพันธ์อันมิชอบระหว่างกลุ่มศาสนากับนักการเมือง ซึ่งรวมถึงกรณีของลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคีด้วย

ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน นางฮัก จา ฮัน ผู้นำสูงสุดของโบสถ์แห่งความสามัคคี และภรรยาหม้ายของนายซัน มยอง มูน ผู้ก่อตั้งลัทธิ ก็ถูกจับกุมและส่งฟ้องศาลในข้อหาสั่งการให้เจ้าหน้าที่โบสถ์ติดสินบนภรรยาของนายยุน ซุกยอล และนักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมเพื่อเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจเช่นกัน ซึ่งต่อมาในเดือนเมษายน ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาจำนางคิม กอน-ฮี ภรรยาของอดีต ปธน.ยุน เป็นเวลา 4 ปี จากความผิดหลายข้อหารวมถึงการรับของกำนัลหรูหราจากเจ้าหน้าที่ลัทธิดังกล่าว

ทั้งนี้ อดีตประธานาธิบดี ยุน ซุกยอล ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายน 2025 หลังจากก่อเหตุประกาศกฎอัยการศึกระยะสั้นในเดือนธันวาคม 2024 และถูกจับกุมในเดือนกรกฎาคม 2025 โดยปัจจุบันถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหากบฏ และโทษจำคุกแยกอีก 30 ปีจากข้อหาสั่งส่งโดรนบินเหนือน่านฟ้าเกาหลีเหนือเพื่อสร้างความตึงเครียดและใช้เป็นข้ออ้างประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งขณะนี้อดีตผู้นำอยู่ในระหว่างการยื่นอุทธรณ์

ลัทธิชินชอนจี (Shincheonji) ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 โดย นายลี มัน-ฮี ชื่อของลัทธิมีความหมายว่า “ฟ้าใหม่และดินใหม่” ปัจจุบันอ้างว่ามีสาวกราว 200,000 คน โดยนายลีอ้างตนว่าเป็นผู้ส่งสารของพระเยซูหรือ “ศิษยาภิบาลแห่งพระสัญญา” ขณะที่กลุ่มชาวคริสต์กระแสหลักมักตราหน้าลัทธินี้ว่าเป็นศาสดาปลอมและเป็นลัทธิล้างสมอง ทั้งนี้ ลัทธิชินชอนจีเคยตกเป็นข่าวดังทั่วโลกในปี 2020 จากการเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแรกในเกาหลีใต้ ซึ่งผู้ติดเชื้อในขณะนั้นมากกว่าครึ่งมีความเชื่อมโยงกับสาวกของลัทธินี้ แต่นายลีพ้นผิดในข้อหาละเมิดกฎหมายสาธารณสุขในปี 2021

ส่วนโบสถ์แห่งความสามัคคี (Unification Church) ก่อตั้งขึ้นในปี 1954 โดย นายซัน มยอง มูน ผู้ล่วงลับ ผู้อ้างตนเป็นพระเมสสิยาห์ ปัจจุบันมี นางฮัก จา ฮัน ภรรยาหม้ายเป็นผู้นำ ลัทธินี้ขยายเครือข่ายไปทั่วโลก มีสาวกหลายล้านคนและมีผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล โดยเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากพิธี “แต่งงานหมู่” ครั้งละหลายพันคู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวจากคนละประเทศที่ทางลัทธิจัดหาคู่ให้.

ที่มา Associated Press / Reuters