รูบิโอย้ำ สงครามอิหร่าน “จบแล้ว” ชี้สหรัฐฯ คว้า “ชัยชนะ”

รูบิโอย้ำ สงครามอิหร่าน “จบแล้ว” ชี้สหรัฐฯ คว้า “ชัยชนะ”

3 มิ.ย. 2569 23:45 น.

รูบิโอย้ำ สงครามอิหร่าน “จบแล้ว” ชี้สหรัฐฯ คว้า “ชัยชนะ”

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันอีกครั้งว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน “จบแล้ว” และว่าสหรัฐฯ ปฏิบัติตามเป้าหมายได้ทั้งหมด ซึ่งนั่นหมายความว่าสหรัฐฯ ชนะ

เมื่อวันพุธที่ 3 มิ.ย. 2569 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันระหว่างให้การต่อคณะกรรมการกิจการต่างประเทศแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ว่า สงครามกับอิหร่านนั้น “จบลงแล้ว” พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ ประสบ “ชัยชนะ” แล้ว

ในการโต้เถียงอันดุเดือดกับ ซารา เจคอบส์ สส. หญิงจากพรรคเดโมแครต รูบิโอถูกกดดันอย่างหนักเรื่องที่เขาประเมินก่อนหน้านี้ว่า ปฏิบัติการ “อีปิก ฟิวรี” (Epic Fury) ของสหรัฐฯ ในอิหร่าน ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดย สส.เจคอบตั้งคำถามว่า “หากสงครามจบลงแล้ว ใครเป็นฝ่ายชนะคะ?”

นายรูบิโอซึ่งปฏิเสธที่จะเรียกการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ว่า “สงคราม” กล่าวว่าการที่ปฏิบัติการทางทหารสิ้นสุดลงแล้วนั้นถือเป็น “ข้อเท็จจริง”

“เราไม่ได้ทำการโจมตีอย่างต่อเนื่องภายในอิหร่านเพื่อลดขีดความสามารถทางทหารของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว เพราะปฏิบัติการอีปิก ฟิวรี ได้สิ้นสุดลงแล้ว” รูบิโอกล่าว

“เรื่องที่สอง สำหรับคำถามที่ว่าใครชนะ ผมบอกคุณได้เลยว่า เราเป็นผู้กำหนดนิยามของชัยชนะ ซึ่งเรานิยามชัยชนะว่าคือการทำลายฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของพวกเขา, การลดจำนวนแท่นยิงขีปนาวุธที่พวกเขาครอบครองลงอย่างมีนัยสำคัญ, การลดคลังโดรนของพวกเขาลงอย่างมีนัยสำคัญ และเราก็บรรลุเป้าหมายเหล่านั้นทั้งหมด นอกเหนือไปจากการทำลายกองทัพอากาศที่หลงเหลืออยู่ของพวกเขา และกวาดล้างกองทัพเรือตามแบบแผนทั้งหมดของพวกเขาจนหมดสิ้น”

“สิ่งเหล่านั้นหมดไปแล้ว” รูบิโออ้าง “ดังนั้น ผมจึงถือว่านั่นคือชัยชนะ และพวกเราก็คิดเช่นนั้น และนั่นคือวัตถุประสงค์ของปฏิบัติการอีปิก ฟิวรี”

รูบิโอถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับรายงานการประเมินของหน่วยข่าวกรองที่ระบุว่า อิหร่านกำลังฟื้นฟูฐานอุตสาหกรรมทางการทหารของตนขึ้นมาใหม่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงประเด็นเรื่องการสูญเสียกำลังพลของสหรัฐฯ และการที่ระบอบการปกครองของอิหร่านยังคงอยู่รอด “สิ่งนี้ดูเหมือนการชนะหรือการแพ้สำหรับคุณกันแน่?” สส.เจคอบส์ถาม

รูบิโออ้างว่าตนไม่ทราบเรื่องรายงานการประเมินของหน่วยข่าวกรองดังกล่าว และแย้งว่า “ผู้คนมักบิดเบือนข้อมูลและการวิเคราะห์ของหน่วยข่าวกรองเพื่อจุดประสงค์ในการสร้างเรื่องราวตามที่ตนต้องการ” พร้อมเสริมว่า ระบอบการปกครองของอิหร่านนั้น “แตกแยกอย่างที่สุด” และเศรษฐกิจของอิหร่านก็กำลังสั่นคลอน

อย่างไรก็ตาม สส.เจคอบกล่าวโต้ตอบกลับไปว่า “ประชาชนอเมริกันไม่ได้โง่นะคะท่านรัฐมนตรี พวกเราทุกคนต่างรู้ดีว่าสงครามครั้งนี้ยังไม่จบ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่

ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่

3 มิ.ย. 2569 22:29 น.

ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่

หลายประเทศในตะวันออกกลางออกมาประณามอิหร่าน ที่เปิดฉากโจมตีบาห์เรนและคูเวตระลอกใหม่เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายสิบคน และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย

เมื่อ 3 มิ.ย. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของคูเวตประณามการโจมตีของอิหร่าน โดยระบุว่าการโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายที่ “สิ่งอำนวยความสะดวกของพลเรือนและสถานที่สำคัญ” อีกทั้งยังสร้างความเสียหายต่อคณะผู้แทนทางการทูตด้วย

คูเวตระบุอีกว่า “การโจมตีอันก้าวร้าว โจ่งแจ้ง” ของอิหร่านนี้ นำไปสู่ “การยกระดับความรุนแรง ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนบ่อนทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค” พวกเขายังขอประณามอย่างรุนแรงที่สุด ที่อิหร่านโจมตีเป้าหมายในบาห์เรนด้วย

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เรียกการกระทำของอิหร่านว่าเป็น “การโจมตีก่อการร้าย” ต่อคูเวตและบาห์เรน พร้อมแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับทั้งสองประเทศอย่างเต็มที่ และเสริมว่าการมุ่งเป้าโจมตีคณะผู้แทนและสำนักงานทางการทูต ถือเป็นการละเมิดบรรทัดฐานและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย ก็ขอประณามและต่อต้านอย่างรุนแรงที่สุด ต่อการกระทำอันก้าวร้าวป่าเถื่อนของอิหร่าน และการละเมิดอธิปไตยอย่างโจ่งแจ้งต่อราชอาณาจักรบาห์เรน และรัฐคูเวตอันเป็นพี่น้องของซาอุดีอาระเบีย

ส่วนกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ระบุว่า พวกเขาถือว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการละเมิดอธิปไตยของคูเวตและบาห์เรนอย่างร้ายแรง และละเมิดอนุสัญญาเจนีวากับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศด้วย

กระทรวงการต่างประเทศของจอร์แดนออกมาได้วิพากษ์วิจารณ์การโจมตีของอิหร่านเช่นกัน โดยเรียกว่าเป็นทั้งการละเมิดอธิปไตยของบาห์เรนและคูเวตอย่างร้ายแรง เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง เสถียรภาพ และบูรณภาพแห่งดินแดนของทั้งสองประเทศ และเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศรวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศของเยเมนระบุว่า พวกเขาขอประณามอย่างรุนแรง ต่อการโจมตีอัน “ก้าวร้าว” ของอิหร่าน โดยชี้ว่าการที่รัฐบาลเตหะรานมุ่งเป้าโจมตีประเทศเพื่อนบ้านนั้น “เผยให้เห็นถึงธาตุแท้อันก้าวร้าวและฝักใฝ่การก่อการร้ายของระบอบการปกครองอิหร่าน รวมถึงแนวทางของอิหร่านที่มุ่งบ่อนทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค”

นอกจากนี้ ประธานาธิบดี โจเซฟ อูน แห่งเลบานอนก็ร่วมประณามการโจมตีของอิหร่านซึ่งมุ่งไปที่เป้าหมายพลเรือน โดยเรียกว่าเป็น “การละเมิดอธิปไตยของประเทศพี่น้องทั้งสอง และเป็นการฝ่าฝืนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

คูเวตสั่งขับไล่ทูตอิหร่าน 2 คน หลังเตหะรานโจมตีสนามบินดับ 1 เจ็บอื้อ

คูเวตสั่งขับไล่ทูตอิหร่าน 2 คน หลังเตหะรานโจมตีสนามบินดับ 1 เจ็บอื้อ

3 มิ.ย. 2569 21:53 น.

คูเวตสั่งขับไล่ทูตอิหร่าน 2 คน หลังเตหะรานโจมตีสนามบินดับ 1 เจ็บอื้อ

คูเวตประกาศให้ทูตอิหร่าน 2 คนเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา และขอให้เดินทางออกจากประเทศ หลังอิหร่านโจมตีโดนท่าอากาศยานานาชาติคูเวต จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

เมื่อวันพุธที่ 3 มิ.ย. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของคูเวตออกแถลงการณ์ระบุว่า คูเวตได้ประกาศให้สมาชิกของคณะผู้แทนทางการทูตของอิหร่าน 2 คน เป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา” (Persona non grata) พร้อมทั้งเรียกร้องให้บุคคลทั้งสองเดินทางออกจากประเทศ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า “การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจาก อิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัวและโดรนอย่างต่อเนื่องและไม่ลดละ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งเมื่อช่วงรุ่งสางของวันนี้ โดยมีเป้าหมายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกของพลเรือนและสถานที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต”

ความเคลื่อนไหวของคูเวตเกิดขึ้นหลังจากมีการเรียกตัว นายฮาเหม็ด ฮามิด ยาคูบี ฟาร์ อุปทูตอิหร่านประจำประเทศคูเวต เข้าพบเพื่อยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อกรณีการโจมตีคูเวตครั้งล่าสุดโดยอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศคูเวตแถลงว่า ในบรรดาการโจมตีระลอกต่างๆ ของอิหร่าน มีการโจมตีครั้งหนึ่งมุ่งเป้าไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต ส่งผลให้ชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 60 คน ทำให้นี่เป็นการโจมตีของอิหร่านที่ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บมากที่สุด นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

ด้านอิหร่านอ้างว่า พวกเขามุ่งเป้าหมายโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน รวมถึงเรือลำหนึ่งใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธ “เฮลไฟร์” (Hellfire) โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติบอตสวานา ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่านบนเกาะคาร์ก (Kharg Island)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โดรนอิหร่านโจมตีสนามบินคูเวต ดับ 1 ราย สหรัฐฯ-อิหร่านยังปะทะเดือดในอ่าวเปอร์เซีย

โดรนอิหร่านโจมตีสนามบินคูเวต ดับ 1 ราย สหรัฐฯ-อิหร่านยังปะทะเดือดในอ่าวเปอร์เซีย

3 มิ.ย. 2569 16:03 น.

โดรนอิหร่านโจมตีสนามบินคูเวต ดับ 1 ราย สหรัฐฯ-อิหร่านยังปะทะเดือดในอ่าวเปอร์เซีย

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังโดรนอิหร่านโจมตีอาคารผู้โดยสารของสนามบินนานาชาติคูเวต ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บหลายราย และต้องระงับการบินชั่วคราว ขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านต่างกล่าวหากันว่าเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีรอบใหม่

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งคูเวตรายงานว่า การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านต่ออาคารผู้โดยสาร 1 ที่สนามบินนานาชาติคูเวต ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง สำนักงานการบินพลเรือนระบุว่า ได้ระงับเที่ยวบินทั้งหมดและเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินสำรองจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม และเปลี่ยนเส้นทางเครื่องบินขาเข้าให้ไปลงยังสนามบินสำรอง

ด้านสายการบินคูเวตแอร์เวย์ส แถลงว่ากำลังกลับมาให้บริการเที่ยวบินจากสนามบินนานาชาติคูเวต ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านก่อนหน้านี้ โดยคูเวตแอร์เวย์สให้บริการเที่ยวบินจากอาคารผู้โดยสาร 4 ของสนามบิน

ก่อนหน้านี้ หน่วยงานการบินพลเรือนกล่าวว่าความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่านเกิดขึ้นที่อาคารผู้โดยสารหมายเลข 1 ซึ่งใช้โดยสายการบินระหว่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศของคูเวตกล่าวว่า “การรุกรานของอิหร่านส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายราย” นอกจากนี้ยังส่งผลให้สิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญและสถานทูตได้รับความเสียหายด้วย

พลจัตวา ซาอุด อับดุลอาซิซ อัล-อัตวาน โฆษกกระทรวงกลาโหมคูเวต ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การรุกรานที่ชั่วร้ายจากอิหร่าน” ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายทางวัตถุและมีผู้บาดเจ็บ แม้จะไม่ได้ระบุจำนวนที่แน่ชัดแต่ยืนยันว่าผู้ได้รับบาดเจ็บอยู่ภายใต้การดูแลทางการแพทย์แล้ว ทั้งนี้ สนามบินคูเวตเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากถูกโจมตีหลายครั้งในช่วงสงคราม

เหตุโจมตีครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดในระลอกนี้มาจากการที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) อ้างว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่มโจมตีหอสื่อสารบนเกาะเกชม์ ของอิหร่านก่อน ทำให้อิหร่านต้องตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่ฐานทัพอากาศ เฮลิคอปเตอร์ และกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ แถลงว่าสามารถสกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่านไว้ได้ โดยระบุว่าขีปนาวุธอิหร่าน 2 ลูกที่ยิงใส่คูเวตตกลงกลางทางหรือแตกกระจายก่อนถึงเป้าหมาย ส่วนอีก 3 ลูกที่ยิงใส่บาห์เรนถูกทำลายโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศ

จากการที่ทั้งคูเวตและบาห์เรนตกเป็นเป้าหมายพร้อมกัน นายอันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ออกมาเรียกร้องให้กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวและเป็นหนึ่งเดียว โดยระบุว่า “การรุกรานของอิหร่านไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่พุ่งเป้าไปที่พวกเราทุกคน”

ในอีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนยังคงรุนแรงต่อเนื่อง แม้จะมีการหารือเพื่อยุติความขัดแย้งในวอชิงตันก็ตาม โดยนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้ว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์เป็นอุปสรรคสำคัญต่อข้อตกลงสันติภาพ

ขณะที่นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล สั่งยกระดับการโจมตีทางตอนใต้ของเบรุต ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของฮิซบอลเลาะห์ โดยอ้างว่ากลุ่มติดอาวุธละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำซาก อย่างไรก็ตาม มีรายงานจาก Axios สื่อสหรัฐฯ ระบุว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ต่อสายตรงถึงเนทันยาฮูและแสดงความไม่พอใจต่อการยกระดับความรุนแรงดังกล่าว โดยเรียกการกระทำนี้ว่า “บ้าคลั่ง” 

ทั้งนี้ ในเลบานอนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,465 ราย นับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม รวมเหตุโจมตีล่าสุดใกล้เมืองไทร์ที่เสียชีวิตอีก 6 ราย ส่วนอิสราเอลมีทหารเสียชีวิตอย่างน้อย 26 นาย และผู้รับเหมาพลเรือน 1 ราย ส่วนที่คูเวต พบความเสียหายหนักที่อาคารผู้โดยสาร 1 และมีผู้บาดเจ็บหลายราย โดยยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด

สถานการณ์ในขณะนี้ยังคงหมิ่นเหม่ต่อการลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคเต็มตัว เนื่องจากอิหร่านย้ำชัดว่าหากอิสราเอลยังคงขยายวงการโจมตีในเลบานอน ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ถือปฏิบัติมาตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน อาจถึงกาลสิ้นสุดลงทันที.

ที่มา AFP

ไฟไหม้โรงแรมกลางนิวเดลี ดับอย่างน้อย 21 ศพ ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ

ไฟไหม้โรงแรมกลางนิวเดลี ดับอย่างน้อย 21 ศพ ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ

3 มิ.ย. 2569 15:13 น.

ไฟไหม้โรงแรมกลางนิวเดลี ดับอย่างน้อย 21 ศพ ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่โรงแรมกึ่งบีแอนด์บีในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 21 ศพ และบาดเจ็บจำนวนมาก พบผู้เข้าพักส่วนใหญ่เป็นญาติผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เดินทางมารักษาตัว

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ขึ้นที่โรงแรม “ฟลอริช สเตย์ บีแอนด์บี” (Flourish Stay B&B) ตั้งอยู่ภายในซอยแคบย่านเฮาซ์ รานี เขตมัลวิยานคร ทางตอนใต้ของกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (3 มิ.ย.)

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้เมื่อเวลาประมาณ 08.48 น. ตามเวลาท้องถิ่น จึงได้ประสานงานนำรถดับเพลิงจำนวน 8 คัน รถบรรทุกน้ำ และรถตอบโต้ภัยพิบัติรวดเร็วรุดไปยังที่เกิดเหตุเพื่อวางแผนกู้ภัย อพยพ และบรรเทาสาธารณภัยทันที ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมและดับเพลิงได้สำเร็จแล้ว แต่ยังคงเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคาดว่าในช่วงเกิดเหตุซึ่งเป็นช่วงเช้าตรู่ ผู้เข้าพักส่วนใหญ่กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่

รายงานล่าสุดระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้แล้วอย่างน้อย 21 ศพ และเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกมาได้มากกว่า 40 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาจากชั้นใต้ดินของร้านอาหาร “เลมอน กรีน”  ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารเดียวกันจำนวน 3 คน ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงด้วยรถพยาบาลฉุกเฉินทันที ขณะนี้ยังไม่ทราบอาการที่แน่ชัด

พยานในที่เกิดเหตุและคลิปวิดีโอที่มีการแชร์บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นภาพเหตุการณ์สุดระทึก ขณะที่เปลวเพลิงและควันไฟกำลังโหมกระหน่ำอาคารขนาด 25 ห้องพักอย่างรุนแรง มีผู้หญิงอย่างน้อย 2 ราย ตัดสินใจกระโดดลงมาจากหน้าต่างชั้นบนของโรงแรมลงมายังพื้นถนนเบื้องล่างเพื่อเอาชีวิตรอด โดยมีชาวบ้านในพื้นที่โดยรอบรีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือและพยายามนำฟูกนอนมาปูรองรับแรงกระแทก

ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่า โรงแรมดังกล่าวมีแขกเข้าพักอยู่ประมาณ 40 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “ชาวต่างชาติ” จากภูมิภาคเอเชียกลางและแอฟริกา ที่เดินทางมายังประเทศอินเดียเพื่อรับการรักษาพยาบาล โดยผู้เข้าพักเหล่านี้เป็นญาติและผู้ดูแลผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแม็กซ์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง

นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เพื่อแสดงความเสียใจต่อโศกนาฏกรรมดังกล่าว โดยระบุว่า “โศกเศร้าเป็นอย่างยิ่งต่อความสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้ที่มัลวิยา นคร ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย และขอให้ผู้บาดเจ็บหายดีโดยเร็ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งช่วยเหลืออย่างเต็มที่” พร้อมกันนี้ นายกฯ โมดี ได้ประกาศมอบเงินชดเชยเยียวยาจากกองทุนบรรเทาทุกข์แห่งชาติ ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 200,000 รูปี (ประมาณ 87,000 บาท) และผู้บาดเจ็บรายละ 50,000 รูปี (ประมาณ 22,000 บาท)

ด้าน นางเรขา คุปตา มุขมนตรีแห่งกรุงนิวเดลี ได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียเช่นกัน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลท้องถิ่นเดลีกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้สั่งการให้หน่วยงานสาธารณสุขระดมความช่วยเหลือทางการแพทย์และการสนับสนุนที่จำเป็นทั้งหมดแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลัง

สำหรับสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในครั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และยังไม่มีการสรุปสาเหตุที่แน่ชัดในขณะนี้.

ที่มา Hindustan Times / NDTV

โดรนยูเครนโจมตีเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ไฟไหม้คลังน้ำมัน-ฐานทัพ รับงานประชุมเศรษฐกิจใหญ่

โดรนยูเครนโจมตีเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ไฟไหม้คลังน้ำมัน-ฐานทัพ รับงานประชุมเศรษฐกิจใหญ่

3 มิ.ย. 2569 14:45 น.

โดรนยูเครนโจมตีเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ไฟไหม้คลังน้ำมัน-ฐานทัพ รับงานประชุมเศรษฐกิจใหญ่

โดรนยูเครนบุกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและทหารในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ส่งผลให้คลังน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซียและฐานทัพเรือเกิดไฟไหม้ ท่ามกลางการเปิดฉากงานประชุมเศรษฐกิจระดับโลก SPIEF ที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีกำหนดเข้าร่วม

ทางการรัสเซียและยูเครนเปิดเผยว่า เกิดเหตุฝูงโดรนของกองทัพยูเครนบุกโจมตีเป้าหมายทางทหารและพลังงานในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทางตอนเหนือของรัสเซียอย่างหนักในช่วงเช้ามืดของวันพุธ (3 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดฉากงานประชุมเศรษฐกิจระดับนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (SPIEF)

รายงานระบุว่า แรงระเบิดส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่คลังน้ำมัน “เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ออยล์ เทอร์มินอล” ซึ่งเป็นศูนย์บริหารจัดการน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย นอกจากนี้ โดรนส่วนหนึ่งยังพุ่งเป้าโจมตีฐานทัพเรือโครนสตัดท์ ที่ตั้งอยู่ในเมืองเดียวกันอีกด้วย

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่แขก 20,000 คนจาก 130 ประเทศทั่วโลกที่เดินทางมาร่วมงานประชุมเศรษฐกิจ 3 วัน ซึ่งในอดีตเคยเป็นเวทีหลักที่รัสเซียใช้ในการดึงดูดนักลงทุนตะวันตก โดยเซอร์ฮีย์ สเตอร์เนนโก ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยูเครน ได้โพสต์คลิปวิดีโอภาพของผู้ร่วมงานกำลังเดินเข้าสู่อาคารจัดงาน โดยมีฉากหลังเป็นกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมระบุว่า “ฟอรัมเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเปิดฉากได้อย่างสวยงามด้วยกลุ่มควันดำจากการโจมตีของยูเครน”

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ออกมายอมรับและยืนยันถึงผลสำเร็จของปฏิบัติการดังกล่าว พร้อมเผยแพร่ภาพวิดีโอคลังน้ำมันที่กำลังถูกไฟลุกไหม้อย่างหนักผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่า “แผนการคว่ำบาตรระยะไกลของยูเครนกำลังถูกนำมาใช้และดำเนินไปอย่างถูกต้องตามที่จำเป็น เพื่อนำพาความสงบสุขให้ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครนระบุเสริมว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขัดขวางและลดความน่าเชื่อถือของงานประชุมทางเศรษฐกิจดังกล่าว ซึ่งประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย มีกำหนดการที่จะเดินทางมาร่วมงานและขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญในวันศุกร์นี้ด้วย

ด้านนายอเล็กซานเดอร์ เบกลอฟ ผู้ว่าการเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ยอมรับว่ามีโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งได้รับความเสียหายจริง แต่ยืนยันว่าไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ขณะที่ นายอเล็กซานเดอร์ โดรซเดนโก ผู้ว่าการภูมิภาคเลนินกราด รายงานว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดโดรนตกในพื้นที่ได้ถึง 50 ลำ อย่างไรก็ตาม เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบให้ท่าอากาศยานปูลโกโว ซึ่งเป็นสนามบินหลักของเมืองต้องสั่งปิดให้บริการชั่วคราวนานหลายชั่วโมง ส่งผลให้เที่ยวบินขาออกมากกว่า 20 เที่ยวบินต้องดีเลย์หรือถูกยกเลิก

ปฏิบัติการล้างแค้นของยูเครนในครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่กองทัพรัสเซียระดมยิงขีปนาวุธและโดรนถล่มยูเครนครั้งใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 23 ศพทั่วประเทศ

นอกจากเหตุโจมตีในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแล้ว มีรายงานเพิ่มเติมจากช่องทางทวิตเตอร์และเทเลแกรมในรัสเซียว่า ในคืนวันที่ 2-3 มิ.ย. โรงงานโปรเกรส ในเมืองมิชูรินสค์ เขตตัมบอฟ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตอุปกรณ์สำหรับระบบควบคุมเครื่องบินและขีปนาวุธของกองทัพรัสเซีย ก็ตกเป็นเป้าหมายและถูกโดรนโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้เช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการโจมตีระยะไกลของยูเครนที่สามารถรุกคืบเข้าสู่ส่วนลึกของแผ่นดินรัสเซียได้อย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน.

ที่มา Euronews / Ukrainska Pravda

สหรัฐฯ จ่อขึ้นภาษี 60 ประเทศ 10% หรือ 12.5% รวม “ไทย” ชี้ล้มเหลวสกัดสินค้าแรงงานบังคับ

สหรัฐฯ จ่อขึ้นภาษี 60 ประเทศ 10% หรือ 12.5% รวม "ไทย" ชี้ล้มเหลวสกัดสินค้าแรงงานบังคับ

3 มิ.ย. 2569 14:05 น.

สหรัฐฯ จ่อขึ้นภาษี 60 ประเทศ 10% หรือ 12.5% รวม “ไทย” ชี้ล้มเหลวสกัดสินค้าแรงงานบังคับ

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เสนอเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก 10% หรือ 12.5% รวมถึงไทย หลังผลสอบสวนตามมาตรา 301 ชี้ว่าหลายประเทศล้มเหลวในการห้ามและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ โดยสหรัฐฯ มองว่าการปล่อยให้สินค้าดังกล่าวเข้าสู่ตลาดสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อแรงงานและผู้ผลิตอเมริกัน

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศการตัดสินใจภายใต้มาตรา 301  แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ระบุว่า การดำเนินการ นโยบาย และแนวปฏิบัติของ 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ที่ล้มเหลวในการสั่งห้ามและบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ (Forced Labor) อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นการกระทำที่ “ไม่สมเหตุสมผล” และเป็นอุปสรรคหรือจำกัดการพาณิชย์ของสหรัฐฯ

นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ แถลงว่า “การที่พันธมิตรทางการค้าที่สำคัญที่สุดของเรา ล้มเหลวในการจัดการกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ สิ่งนี้สร้างกลไกที่บีบให้แรงงานชาวอเมริกันต้องแข่งขันในเวทีโลกบนสนามที่ไม่เท่าเทียม เราจะไม่ยอมทนต่อความเหลื่อมล้ำนี้อีกต่อไป พันธมิตรแต่ละรายต้องทำมากกว่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าการค้าจะไม่ไปส่งเสริมและตอกย้ำการใช้แรงงานบังคับให้ฝังรากลึกในระดับโลก”

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นความพยายามของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการฟื้นฟูกำแพงภาษีฉุกเฉินขึ้นมาใหม่ หลังจากมาตรการภาษีเดิมถูกศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้เป็นโมฆะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยการประกาศครั้งนี้มีขึ้นก่อนที่มาตรการภาษีชั่วคราว 10% กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้

จากการสอบสวนที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2026 ยูเอสทีอาร์ได้แยกกลุ่มประเทศที่ล้มเหลวออกเป็น 2 กลุ่ม เพื่อเสนออัตราภาษีเพิ่มเติม โดยกลุ่มที่ 1 เสนอจัดเก็บภาษีเพิ่ม 10% รวม 15 เขตเศรษฐกิจ ประกอบด้วยกลุ่มประเทศที่มีมาตรการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับอยู่บ้าง หรือมีข้อผูกพันที่จะบังคับใช้ผ่านข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน เช่น ข้อตกลง USMCA ได้แก่ แคนาดา, เอกวาดอร์, สหภาพยุโรป, อินโดนีเซีย, เม็กซิโก, ปากีสถาน, อาร์เจนตินา, บังกลาเทศ, กัมพูชา, เอลซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, มาเลเซีย, ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร

ส่วนกลุ่มที่ 2 เสนอจัดเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% รวม 45 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทย เป็นกลุ่มประเทศที่ล้มเหลวทั้งในการออกข้อบัญญัติสั่งห้าม และขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ไทย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ฮ่องกง, นอร์เวย์, สวิตเซอร์แลนด์, รัสเซีย, แอฟริกาใต้, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บราซิล และเวียดนาม 

นอกจากนี้ ยูเอสทีอาร์ยังระบุเหตุผล 4 ประการที่ทำให้พฤติกรรมของประเทศเหล่านี้ไม่สมเหตุสมผล คือ (1) ทำลายเป้าหมายสากลในการขจัดแรงงานบังคับ (2) เปิดทางให้บริษัทที่ใช้แรงงานบังคับสามารถผลิตสินค้าในราคาที่ต่ำกว่า ส่งผลให้กลไกตลาดบิดเบือน (3) ทำลายความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่ไม่ใช้แรงงานบังคับ และ (4) มีส่วนช่วยให้เกิดการลักลอบหลีกเลี่ยงกฎหมายสั่งห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับที่มีอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ จะมีการยกเว้นภาษีเพิ่มเติมให้กับสินค้าบางประเภทตามที่ระบุในภาคผนวก เช่น สินค้ากลุ่มพลังงาน, แร่ธาตุหายาก รวมถึงโลหะบางประเภท, เนื้อวัว, กาแฟ, ผักและผลไม้บางชนิด, ผลิตภัณฑ์ยา, สารเคมีอินทรีย์ และชิ้นส่วนเครื่องบิน

นอกจากนี้ USTR ยังได้เสนอ “กลไกสำหรับสินค้าสิ่งทอ”  ซึ่งจะอนุญาตให้นำเข้าเสื้อผ้าและสิ่งทอในปริมาณที่กำหนดจากบางประเทศ เข้าสู่สหรัฐฯ ได้ในอัตราภาษีมาตรา 301 ที่ต่ำกว่าปกติ เพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศ

มาตรการนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานและการส่งออกของทั้ง 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคการส่งออกของไทยจำเป็นต้องติดตามผลการสืบสวนและการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้อย่างใกล้ชิด.

ที่มา USTR / Reuters

นิวยอร์กเร่งล่ากลุ่มคนปริศนา แอบมุดท่อระบายน้ำยามวิกาล

นิวยอร์กเร่งล่ากลุ่มคนปริศนา แอบมุดท่อระบายน้ำยามวิกาล

3 มิ.ย. 2569 11:59 น.

นิวยอร์กเร่งล่ากลุ่มคนปริศนา แอบมุดท่อระบายน้ำยามวิกาล

ชาวนิวยอร์กและเจ้าหน้าที่กำลังพยายามไขปริศนา หลังมีคลิปวิดีโอหลายเหตุการณ์บันทึกภาพกลุ่มคนลึกลับเดินเข้าออกระบบท่อระบายน้ำใต้ดินกลางดึกในย่านบรูกลินและควีนส์ โดยตำรวจเชื่อว่าอาจเป็นกลุ่มนักล่าสมบัติหรือผู้ชื่นชอบการสำรวจพื้นที่ร้างใต้ดิน

เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในนครนิวยอร์ก หลังจากมีการเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดหลายจุดที่บันทึกภาพกลุ่มคนลึกลับ แอบเปิดฝาท่อระบายน้ำ เพื่อลงไปและขึ้นมาจากระบบท่อระบายน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ของเมืองในช่วงกลางดึก

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเช้ามืดวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 พ.ค.) ในย่านวิลเลียมส์เบิร์ก เขตบรูกลิน กล้องบันทึกภาพกลุ่มคนประมาณ 7 คน กำลังโผล่ขึ้นมาจากท่อระบายน้ำกลางสี่แยก ท่ามกลางรถยนต์ที่สัญจรไปมา โดยบางคนสวมไฟฉายคาดศีรษะและถืออุปกรณ์ที่ดูเหมือนพลั่ว มีรายงานว่าหนึ่งในนั้นเกือบถูกรถชนขณะกำลังพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากใต้ดิน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ในเขตควีนส์ กล้องวงจรปิดของร้านแต่งรถแห่งหนึ่งยังจับภาพคน 3 คน สวมชุดลุยน้ำแบบกันน้ำ และอุปกรณ์ป้องกันครบชุด ช่วยกันแงะฝาท่อและปีนลงไปด้านล่าง โดยคนสุดท้ายไม่ลืมที่จะปิดฝาท่อให้สนิทขณะที่รถยนต์บนท้องถนนกำลังชะลอตัวดูด้วยความมึนงง

สำนักงานตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) และแหล่งข่าวจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า กลุ่มคนเหล่านี้อาจเป็น “นักล่าสมบัติ” หรือกลุ่มนักสำรวจเมือง ที่พยายามลงไปค้นหาของมีค่าที่อาจหล่นหายลงไปในระบบท่อระบายน้ำ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมดังกล่าวถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย และอาจถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์หรือบุกรุกพื้นที่หวงห้ามหากถูกจับกุม

จากการตรวจสอบเบื้องต้นของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม พบว่าโครงสร้างพื้นฐานของท่อระบายน้ำในจุดที่เกิดเหตุยังไม่ได้รับความเสียหาย แต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ

โฆษกสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเตือนผ่านสื่อว่า “การลงไปในระบบท่อระบายน้ำเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและอันตรายถึงขีดสุด” เนื่องจากภายในท่อระบายน้ำเต็มไปด้วยภัยเงียบที่อาจคร่าชีวิตได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซพิษที่สะสมอยู่ใต้ดินอาจทำให้หมดสติหรือเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น นอกจากนั้น พื้นผิวใต้ดินอาจมีการกัดเซาะหรือพังทลายได้ง่าย และหากมีฝนตกหรือการระบายน้ำมหาศาล ผู้ที่อยู่ด้านล่างจะไม่มีทางหนีได้ทัน ส่วนสภาพพื้นที่ที่แคบและซับซ้อนทำให้การช่วยเหลือเป็นไปได้ยาก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากมีกรณีสะเทือนขวัญที่มีหญิงรายหนึ่งตกลงไปในท่อระบายน้ำที่ฝาปิดไม่สนิทในย่านมิดทาวน์แมนแฮตตันจนเสียชีวิต ทำให้ชาวเมืองยิ่งมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของฝาท่อทั่วเมือง

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ เนื่องจากกลุ่มคนดังกล่าวได้หลบหนีไปด้วยยานพาหนะไม่ทราบชนิดหลังเสร็จสิ้นภารกิจใต้ดิน ซึ่งทางตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมเพื่อระบุตัวตนกลุ่มคนปริศนาเหล่านี้ต่อไป.

ที่มา AP / BBC

ตำรวจอังกฤษฉาว ใส่กุญแจมือวัยรุ่นถูกแทงจนตาย หลังหลงเชื่อคำลวง “เหยียดผิว” จากฆาตกร

ตำรวจอังกฤษฉาว ใส่กุญแจมือวัยรุ่นถูกแทงจนตาย หลังหลงเชื่อคำลวง "เหยียดผิว" จากฆาตกร

3 มิ.ย. 2569 11:30 น.

ตำรวจอังกฤษฉาว ใส่กุญแจมือวัยรุ่นถูกแทงจนตาย หลังหลงเชื่อคำลวง “เหยียดผิว” จากฆาตกร

อังกฤษเผชิญกระแสถกเถียงร้อนแรงเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจ ประเด็นเชื้อชาติ และอาชญากรรมจากอาวุธมีคม หลังคลิปจากกล้องติดตัวตำรวจเผยให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ใส่กุญแจมือวัยรุ่นชายวัย 18 ปีที่ถูกแทงสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังเชื่อคำกล่าวหาเหยียดเชื้อชาติของผู้ก่อเหตุที่ยังอยู่ในที่เกิดเหตุ 

กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั่วสหราชอาณาจักร สำหรับคดีการเสียชีวิตของนายเฮนรี โนวัค นักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 18 ปี ที่ถูกแทงเสียชีวิตโดยนายวิกครัม ดิกวา วัย 23 ปี เหตุเกิดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งหลังจากศาลตัดสินจำคุกนายดิกวาตลอดชีวิต และมีการเปิดเผยคลิปวิดีโอจากกล้องติดตัวตำรวจ ที่แสดงให้เห็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ 

ในคลิปวิดีโอ โนวัคซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น พยายามบอกตำรวจซ้ำๆ ว่า “ผมถูกแทง” และ “ผมหายใจไม่ออก” รวมกว่า 9 ครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับเข้ามารวบข้อมือ ดึงตัวเขาให้ลุกขึ้นนั่งเพื่อใส่กุญแจมือ โดยมีคำพูดจากเจ้าหน้าที่ปรากฏในคลิปว่า “นายถูกแทงเหรอ? ตรงไหนล่ะ? ฉันไม่คิดว่างั้นนะเพื่อน” ก่อนจะแจ้งข้อหาโนวัคว่าถูกจับในข้อหาทำร้ายร่างกาย ขณะที่เขากำลังหมดสติ

สาเหตุที่ตำรวจพุ่งเป้าไปที่ผู้ตาย แทนที่จะเป็นฆาตกร เนื่องจากในที่เกิดเหตุ วิกครัม ดิกวา ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นชาวซิกข์ ได้โกหกตำรวจว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของการถูกทำร้ายโดยมีการเหยียดเชื้อชาติจากนายโนวัค ซึ่งเป็นคนผิวขาว แต่เจ้าหน้าที่ในขณะนั้นดูจะปักใจเชื่อคำอ้างของนายดิกวาในทันที อย่างไรก็ตาม ศาลระบุชัดเจนว่าคำกล่าวอ้างเรื่องการเหยียดผิวของดิกวาเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น

ประเด็นนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงนโยบาย “พันธกรณีต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ” (Anti-racism commitments) ของสภาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (NPCC) ที่เสนอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์แตกต่างออกไปเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม โดยฝ่ายค้านและนักการเมืองหลายฝ่ายมองว่า นโยบายนี้ทำให้ตำรวจกลัวการถูกหาว่าเหยียดผิว จนละเลยข้อเท็จจริงตรงหน้าและล้มเหลวในการช่วยชีวิตผู้ที่กำลังจะตาย

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ออกมาเปิดเผยว่าเขารู้สึกสะอิดสะเอียนเมื่อได้ดูวิดีโอดังกล่าว และระบุว่า “มีคำถามสำคัญที่ตำรวจต้องตอบ ว่าการกล่าวหาเรื่องเหยียดผิวส่งผลต่อการตัดสินใจในกรณีนี้อย่างไร”

ขณะที่ ไนเจล ฟาราจ ผู้นำพรรครีฟอร์ม ยูเค กล่าวด้วยความโกรธแค้นว่า “นี่คือหลักฐานของอังกฤษที่มีมาตรฐานการทำงานแบบสองมาตรฐาน คำลวงเรื่องเหยียดผิวกลับมีน้ำหนักมากกว่าชีวิตของคนที่กำลังจะตาย”

ผลจากเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการประท้วงรุนแรงในเมืองเซาแทมป์ตัน มีผู้ชุมนุมหลายร้อยคนปะทะกับตำรวจปราบจลาจล มีการขว้างปาอิฐและถังขยะใส่เจ้าหน้าที่ จนรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมต้องออกมาประณามการฉวยโอกาสใช้ความตายของโนวัคมาสร้างความแตกแยก

ครอบครัวของโนวัค ออกแถลงการณ์ระบุว่า การกระทำของตำรวจต่อลูกชายของเขานั้น “ไร้มนุษยธรรมและเป็นการลดทอนศักดิ์ศรี” อย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม พ่อของโนวัคย้ำว่าไม่อยากให้ความตายของลูกชายถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความเกลียดชังทางเชื้อชาติหรือศาสนา เพราะคดีนี้คือ “คดีฆาตกรรม” ไม่ใช่เรื่องของศาสนาซิกข์

ปัจจุบัน สำนักงานอิสระเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ (IOPC) กำลังเร่งสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหนึ่งในนั้นลาออกไปแล้ว ส่วนอีกสามรายยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ ขณะที่อัยการสูงสุดกำลังพิจารณาทบทวนโทษจำคุกของนายดิกวาตามคำร้องเรียนว่าบทลงโทษเบาเกินไป เมื่อเทียบกับพฤติการณ์การฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมและความพยายามบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม.

ที่มา BBC / Reuters

ครม.ญี่ปุ่น ไฟเขียวอัดงบพิเศษ 3.1 ล้านล้านเยน รับมือพิษสงครามตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อพุ่ง

ครม.ญี่ปุ่น ไฟเขียวอัดงบพิเศษ 3.1 ล้านล้านเยน รับมือพิษสงครามตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อพุ่ง

3 มิ.ย. 2569 11:26 น.

ครม.ญี่ปุ่น ไฟเขียวอัดงบพิเศษ 3.1 ล้านล้านเยน รับมือพิษสงครามตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อพุ่ง

รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม 3.1 ล้านล้านเยน หวังบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง เตรียมอุดหนุนราคาน้ำมันเชืิ้อเพลิง-ค่าครองชีพประชาชน

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมวงเงิน 3.1 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 6.9 แสนล้านบาท เพื่อรับมือผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่ได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

โดยมาตรกานี้ประกอบด้วยการจัดตั้งกองทุนสำรองใหม่มูลค่า 2.5 ล้านล้านเยน สำหรับใช้สนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ โดยคาดว่าจะถูกนำมาใช้ตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นลำดับแรก

นอกจากนี้รัฐบาลยังอนุมัติแผนจัดหาเงินทุนสำรองสำหรับงบประมาณ ซึ่งจะต้องอาัยการกู้ยืมเพิ่มเติมแม้ว่าจะมีการออกพันธบัตรเพิ่มเติม แต่รัฐบาลระบุว่าปริมาณพันธบัตรที่จะเข้าสู่ตลาดโดยรวมจะไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากจะยกเลิกการใช้วงเงินกู้บางส่วนที่ได้รับอนุมัติไว้ในงบประมาณปีก่อน โดยร่างงบประมาณนี้ถูกส่งเข้าสู่รัฐสภาเมื่อวันพุธ และคาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายในวันศุกร์นี้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการลดภาษีการบริโภคสำหรับอาหารและเครื่องดื่มเหลือ 1% เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่เดือนเมษายน 2570 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

ทางด้านนางซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ยืนยันว่ามาตรการที่ออกมาจะไม่สร้างแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตร เนื่องจากปริมาณพันธบัตรที่ออกสู่ตลาดโดยรวมจะไม่เพิ่มขึ้น ทำให้เชื่อว่าสามารถดำเนินมาตรการนี้ได้โดยไม่กระทบต่อตลาด.

ที่มา Japan Times