สิงคโปร์อายุยืน อายุขัยเฉลี่ยพุ่งแตะ 83.9 ปี สูงกว่าก่อนโควิด ชี้ประชากรสุขภาพดีขึ้น

สิงคโปร์อายุยืน อายุขัยเฉลี่ยพุ่งแตะ 83.9 ปี สูงกว่าก่อนโควิด ชี้ประชากรสุขภาพดีขึ้น

3 มิ.ย. 2569 11:25 น.

สิงคโปร์อายุยืน อายุขัยเฉลี่ยพุ่งแตะ 83.9 ปี สูงกว่าก่อนโควิด ชี้ประชากรสุขภาพดีขึ้น

คนสิงคโปร์มีอายุยืนขึ้นต่อเนื่องในรอบ 10 ปี โดยผู้สูงอายุ 65 ปี มีแนวโน้มมีชีวิตอยู่ได้ถึงเกือบ 87 ปี ขณะที่ผู้หญิงยังครองสถิติอายุยืนกว่าผู้ชาย

สำนักงานสถิติแห่งชาติสิงคโปร์ เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นว่า อายุขัยเฉลี่ยแรกเกิดของประชากรสิงคโปร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 83.9 ปี เพิ่มขึ้น 0.2 ปีจากปี 2024 และเพิ่มขึ้น 1 ปี เมื่อเทียบกับปี 2015 ที่อยู่ที่ 82.9 ปี

ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยในปี 2019 อายุขัยเฉลี่ยของชาวสิงคโปร์อยู่ที่ 83.7 ปี

รายงานระบุว่า ผู้ที่มีอายุ 65 ปีในปี 2025 มีแนวโน้มจะมีชีวิตอยู่ต่อได้จนถึงอายุเฉลี่ย 86.6 ปี เพิ่มขึ้น 0.2 ปีจากปี 2024 และเพิ่มขึ้น 0.8 ปี เมื่อเทียบกับปี 2015

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติสิงคโปร์ระบุว่า ตัวเลขอายุขัยเป็นการคำนวณจากอัตราการเสียชีวิตในปัจจุบัน เพื่อสะท้อนแนวโน้มอายุยืนของประชากร แต่ไม่ได้รวมปัจจัยการเปลี่ยนแปลงด้านอัตราการเสียชีวิตในอนาคต

เมื่อแยกข้อมูลตามเพศยังพบว่า ผู้ชายสิงคโปร์มีอายุขัยเฉลี่ยแรกเกิดในปี 2025 อยู่ที่ 81.8 ปี เพิ่มขึ้น 0.3 ปีจากปี 2024 และเพิ่มขึ้น 1.3 ปีจากปี 2015 ที่อยู่ที่ 80.5 ปี ขณะที่ผู้หญิงสิงคโปร์มีอายุขัยเฉลี่ยแรกเกิดอยู่ที่ 86 ปี เพิ่มขึ้น 0.2 ปีจากปี 2024 และเพิ่มขึ้น 0.9 ปีจากปี 2015

สำหรับผู้สูงอายุ 65 ปี ผู้ชายมีแนวโน้มจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงอายุเฉลี่ย 84.9 ปี ส่วนผู้หญิงมีแนวโน้มอยู่ได้ถึง 88.1 ปี

นอกจากนี้ รายงานยังพบว่า อัตราการรอดชีวิตของเด็กแรกเกิดในสิงคโปร์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2015-2025

เด็กผู้ชายแรกเกิดมีโอกาสมีชีวิตถึงอายุ 65 ปีเพิ่มขึ้นจาก 89% เป็น 90.3% และมีโอกาสอยู่ถึงอายุ 85 ปีเพิ่มขึ้นจาก 42.3% เป็น 47.6%

ส่วนเด็กผู้หญิงแรกเกิดมีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่า โดยมีโอกาสอยู่ถึงอายุ 65 ปีเพิ่มจาก 93.6% เป็น 94.4% และมีโอกาสอยู่ถึงอายุ 85 ปีเพิ่มจาก 59% เป็น 64.3%.

ที่มา : channelnewsasia

สหรัฐฯ ทลายอุโมงค์ลับเชื่อมเม็กซิโก ยึดโคเคนกว่า 1 ตัน มูลค่า 1,400 ล้าน

สหรัฐฯ ทลายอุโมงค์ลับเชื่อมเม็กซิโก ยึดโคเคนกว่า 1 ตัน มูลค่า 1,400 ล้าน

3 มิ.ย. 2569 10:49 น.

สหรัฐฯ ทลายอุโมงค์ลับเชื่อมเม็กซิโก ยึดโคเคนกว่า 1 ตัน มูลค่า 1,400 ล้าน

หน่วยงานความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทลายอุโมงค์ลับใต้ดินเชื่อมเม็กซิโก-สหรัฐฯ ที่ถูกใช้ลำเลียงโคเคนมูลค่ากว่า 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,470 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อหาผู้ต้องหา 4 ราย หลังสืบสวนนานหลายเดือน พบอุโมงค์มีระบบไฟฟ้า รางขนส่ง และระบบระบายอากาศครบครัน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยผลการสืบสวนคดียาเสพติดข้ามชาติครั้งสำคัญ หลังหน่วยปฏิบัติการร่วมด้านความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security Task Force) ค้นพบอุโมงค์ลับใต้ดินขนาดใหญ่ที่เชื่อมระหว่างเมืองติฮัวนา ประเทศเม็กซิโก กับย่านโอเตย์ เมซา ในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 4 คน ในข้อหาสมคบคิดลักลอบขนส่งและจำหน่ายยาเสพติด

อุโมงค์ดังกล่าวมีความยาวประมาณ 589 เมตร ลึกเกือบ 17 เมตร และมีความสูงประมาณ 1.4 เมตร ภายในติดตั้งระบบไฟฟ้า ระบบระบายอากาศ รางลำเลียงสินค้า และผนังเสริมความแข็งแรงอย่างดี โดยเชื่อมต่อจากเมืองติฮัวนาเข้าสู่ร้านค้าชื่อ “Buy 4 Less” ใกล้ด่านพรมแดนโอเตย์ เมซา หนึ่งในจุดผ่านแดนที่มีการสัญจรคับคั่งที่สุดของสหรัฐฯ

ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ประกอบด้วย เกรกอริโอ เอพิฟานิโอ เอร์นานเดซ โลเปซ และ โฮเซ ฆิเมเนซ ชาวเมืองซานดิเอโก รวมถึง แบรนดอน เอสกาลันเต ซานโดวัล และ อันโตนิโอ คอร์เตซ ชาวเม็กซิโก โดยเอร์นานเดซถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมในคดีสมคบคิดใช้อุโมงค์ข้ามพรมแดนและนำเข้าสารเสพติดผิดกฎหมาย

การสืบสวนเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 หลังเจ้าหน้าที่พบความเคลื่อนไหวผิดปกติภายในร้าน Buy 4 Less ซึ่งแทบไม่มีลูกค้าเข้าใช้บริการ แต่กลับมีบุคคลกลุ่มหนึ่งเข้าออกสถานที่อย่างสม่ำเสมอ และขนกระเป๋าเดินทางจำนวนมากเข้าออกอาคาร รวมถึงข้ามพรมแดนไปยังเม็กซิโก

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตเห็นการลำเลียงตู้แช่แข็งขนาดใหญ่และพัสดุต้องสงสัยระหว่างรถหลายคันในพื้นที่ใกล้เคียง ก่อนที่ตำรวจและสุนัขดมกลิ่นจะเข้าตรวจค้นและพบโคเคนจำนวนมหาศาลซุกซ่อนอยู่ภายใน

จากการตรวจค้นรถบรรทุก 2 คันและรถตู้อีก 1 คัน เจ้าหน้าที่พบพัสดุบรรจุโคเคนรวม 851 ห่อ น้ำหนักรวมกว่า 1,029 กิโลกรัม หรือมากกว่า 1 ตัน โดยมีมูลค่าตลาดประมาณ 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภายหลังการยึดยาเสพติด ศาลได้อนุมัติหมายค้นร้าน Buy 4 Less และอาคารอีกแห่งที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่จึงค้นพบทางออกของอุโมงค์ลับซึ่งถูกซ่อนอยู่ใต้พื้นห้องเก็บสินค้า และเข้าถึงได้ด้วยระบบลิฟต์ไฮดรอลิกที่ออกแบบมาอย่างซับซ้อน

นายเควิน เมอร์ฟี รักษาการเจ้าหน้าที่พิเศษประจำหน่วยสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในซานดิเอโก ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีครั้งสำคัญต่อเครือข่ายค้ายาเสพติดของแก๊งค้ายา “ฮาลิสโก นิว เจเนอเรชัน” (Jalisco New Generation) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเม็กซิโก

ด้านเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนสหรัฐฯ และสำนักงานนายอำเภอซานดิเอโก ต่างย้ำว่าความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถทำลายเครือข่ายลักลอบขนยาเสพติดข้ามพรมแดนได้สำเร็จ

ข้อมูลของทางการสหรัฐฯ ระบุว่า ตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา มีการค้นพบอุโมงค์ใต้ดินข้ามพรมแดนในเขตรัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้แล้ว 99 แห่ง โดย 28 แห่งจัดเป็นอุโมงค์ที่มีความซับซ้อนสูง ขณะที่อุโมงค์ที่ยังใช้งานอยู่ล่าสุดถูกค้นพบเมื่อปี 2022

ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนมีกำหนดขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในเมืองซานดิเอโกต่อไป ขณะที่การสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายค้ายาเสพติดที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินต่อเนื่อง.

ที่มา US Attorney CAS

พายุโซนร้อน “ชังมี” ขึ้นฝั่งญี่ปุ่น มุ่งหน้าภูมิภาคคันโต ฝนถล่มหนัก เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน

พายุโซนร้อน “ชังมี” ขึ้นฝั่งญี่ปุ่น มุ่งหน้าภูมิภาคคันโต ฝนถล่มหนัก เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน

3 มิ.ย. 2569 09:03 น.

พายุโซนร้อน “ชังมี” ขึ้นฝั่งญี่ปุ่น มุ่งหน้าภูมิภาคคันโต ฝนถล่มหนัก เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน

ญี่ปุ่นเผชิญฝนตกหนักจากพายุโซนร้อนกำลังแรง “ชังมี” หลังขึ้นฝั่งจังหวัดวากายามะก่อนเคลื่อนตัวสู่ภูมิภาคคันโตและโทไก ทางการออกคำเตือนอพยพหลายพื้นที่ เสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม ขณะที่กรุงโตเกียวเฝ้าระวังแม่น้ำหลายสายเอ่อล้นตลิ่ง ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมสูงในหลายพื้นที่

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) เปิดเผยว่า พายุโซนร้อนกำลังแรง “ชังมี” (Jangmi) ยังคงส่งผลให้หลายพื้นที่ของญี่ปุ่นเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในหลายจังหวัด โดยพายุชังมีขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดวาคายามะ เมื่อเวลาประมาณ 04.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนเคลื่อนตัวไปทางภูมิภาคคันโต-โคชิน โดยล่าสุดกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่คันโต และภูมิภาคโทไก

ขณะเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นได้ปรับลดคำเตือนฉุกเฉินระดับ 5 สำหรับแม่น้ำโคซางาวะในจังหวัดวากายามะลงมาอยู่ที่ระดับ 2 หลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย แต่ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกันได้เพิ่มพื้นที่อิซุ ในจังหวัดชิซูโอกะ เข้าในรายชื่อพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มเมฆฝนกำลังแรง พร้อมเตือนประชาชนให้ระวังดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน

สำหรับกรุงโตเกียว ทางการได้ออกคำเตือนระดับ 4 เกี่ยวกับความเสี่ยงน้ำท่วมในแม่น้ำหลายสาย ได้แก่ คันดะ เมกุโระ เซ็มปุกุจิ โนะกาวะ และเซ็นกาวะ ซึ่งเป็นระดับที่แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอพยพออกจากพื้นที่อันตราย.

ที่มา NHK

ผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ-ข้อครหาทุจริต

ผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ-ข้อครหาทุจริต

3 มิ.ย. 2569 08:49 น.

ผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ-ข้อครหาทุจริต

ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย มีคำสั่งปลดหัวหน้าหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการอาหารกลางวันฟรีสำหรับนักเรียน ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล หลังเผชิญปัญหาอาหารเป็นพิษจำนวนมาก และข้อกล่าวหาทุจริตงบประมาณ

โครงการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงหลักของปราโบโวในการเลือกตั้งปี 2024 โดยรัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าแก้ปัญหาทุพโภชนาการในเด็ก และลดปัญหาเด็กแคระแกร็นจากภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีเด็กอินโดนีเซียมากกว่า 20% ได้รับผลกระทบ

รัฐบาลระบุว่า ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการเมื่อเดือนมกราคมปีที่ผ่านมา จนถึงเดือนมีนาคม โครงการสามารถแจกจ่ายอาหารให้ประชาชนแล้วกว่า 61 ล้านคน แต่ในช่วงเวลาเดียวกันกลับมีประชาชนหลายหมื่นคนล้มป่วยจากปัญหาอาหารเป็นพิษอย่างต่อเนื่อง

ปราเซตโย ฮาดี รัฐมนตรีประจำสำนักเลขาธิการรัฐ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้นำของสำนักงานโภชนาการแห่งชาติ โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญคือความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพอาหารและการบริหารจัดการโครงการ

ผู้ที่ถูกปลดคือ ดาดัน ฮินดายานา นักกีฏวิทยา ซึ่งเป็นผู้บริหารสำนักงานโภชนาการแห่งชาติตั้งแต่ก่อตั้ง โดยมี นานิก ซูดารยาติ เดยัง รองหัวหน้าหน่วยงาน เข้ามารับตำแหน่งแทน

ก่อนหน้านี้ องค์กรตรวจสอบการทุจริตอินโดนีเซีย วอตช์ (Indonesia Corruption Watch) ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อดาดัน โดยกล่าวหาว่าพบความผิดปกติด้านการใช้งบประมาณของโครงการ

ขณะที่ดาดันเคยชี้แจงต่อรัฐสภาเมื่อปีที่แล้วว่า โครงการอาหารฟรีมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุอาหารเป็นพิษอย่างน้อย 11,000 ราย และมีผู้ป่วยมากกว่า 600 รายต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

ด้านประธานาธิบดีปราโบโวยอมรับว่าโครงการยังมีปัญหา และให้คำมั่นว่าจะดำเนินการลงโทษผู้ที่พบว่ากระทำผิดโดยเร็ว

ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าว่า โครงการอาหารฟรีจะสามารถให้บริการเด็ก นักเรียน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรรวม 82.9 ล้านคน หรือประมาณหนึ่งในสามของประชากรทั้งประเทศ.

ที่มา : channelnewsasia

ยูเอ็นเตือนรับมือ “เอลนีโญ” รุนแรง อาจหนักสุดในรอบหลายสิบปี และอาจเริ่มในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ยูเอ็นเตือนรับมือ "เอลนีโญ" รุนแรง อาจหนักสุดในรอบหลายสิบปี และอาจเริ่มในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

3 มิ.ย. 2569 08:40 น.

ยูเอ็นเตือนรับมือ “เอลนีโญ” รุนแรง อาจหนักสุดในรอบหลายสิบปี และอาจเริ่มในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเตือน “เอลนีโญ” ระลอกใหม่อาจเริ่มในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า มีแนวโน้มรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดภัยแล้ง คลื่นความร้อน ไฟป่า และน้ำท่วมทั่วโลก

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ของสหประชาชาติ ออกคำเตือนให้ประเทศต่างๆ เตรียมพร้อมรับมือปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Nio) ระลอกใหม่ ซึ่งอาจเริ่มก่อตัวขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และมีแนวโน้มพัฒนาเป็นหนึ่งในเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

โดยคาดว่าเอลนีโญจะมีกำลังแรงขึ้นตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 และอาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลกอย่างกว้างขวาง ขณะที่แบบจำลองพยากรณ์จากหลายประเทศชี้ว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้อาจพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งเป็นระดับความรุนแรงสูงสุด นักวิทยาศาสตร์ยังระบุว่า การรวมตัวกันของเอลนีโญและภาวะโลกร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ อาจส่งผลให้สภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวนรุนแรงขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า และฝนตกหนักในหลายภูมิภาค

ศาสตราจารย์อดัม สไกฟ์ หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์สภาพภูมิอากาศระยะเดือนถึงทศวรรษของ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษ กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์มีความมั่นใจอย่างมากว่าจะเกิดเอลนีโญขนาดใหญ่ และอาจเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ 

ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พบสัญญาณสำคัญจากมหาสมุทรแปซิฟิก โดยข้อมูลจากดาวเทียม ทุ่นตรวจวัด และอุปกรณ์สำรวจใต้ทะเล แสดงให้เห็นมวลน้ำอุ่นขนาดมหาศาลที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 6 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ กำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกใต้ผิวน้ำลึกหลายร้อยเมตร และเมื่อความร้อนใต้ทะเลลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ จะทำให้อุณหภูมิอากาศสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลก

ด้านนายอันโตนิโอ กูเตียร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เตือนว่า เอลนีโญจะเป็นเชื้อเพลิงเติมไฟให้กับโลกที่กำลังร้อนขึ้น ผลกระทบจะรุนแรงขึ้น แผ่ขยายไกลขึ้น และข้ามพรมแดนด้วยความรวดเร็วที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล 

แม้เอลนีโญแต่ละครั้งจะส่งผลแตกต่างกันไปตามภูมิภาค แต่โดยทั่วไป เอลนีโญรุนแรงมักทำให้หลายพื้นที่ของทวีปอเมริกาใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลียเผชิญอากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้งและไฟป่า นอกจากนี้ยังอาจทำให้มรสุมอินเดียอ่อนกำลังลง ส่งผลต่อปริมาณฝนในภูมิภาค ขณะที่บางพื้นที่ของสหรัฐฯ อาจเผชิญฝนตกหนักและความเสี่ยงน้ำท่วมเพิ่มขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากเอลนีโญครั้งนี้พัฒนาสู่ระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” จริง โลกอาจต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้วครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ ท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์จากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.

 ที่มา BBC

ไฟนรกกลางกรุงจาการ์ตา! เพลิงเผาชุมชนแออัดวอด 300 หลัง ชาวบ้านกว่า 600 คนไร้ที่อยู่

ไฟนรกกลางกรุงจาการ์ตา! เพลิงเผาชุมชนแออัดวอด 300 หลัง ชาวบ้านกว่า 600 คนไร้ที่อยู่

3 มิ.ย. 2569 08:04 น.

ไฟนรกกลางกรุงจาการ์ตา! เพลิงเผาชุมชนแออัดวอด 300 หลัง ชาวบ้านกว่า 600 คนไร้ที่อยู่

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในพื้นที่ชุมชนแออัดเคมาโยรัน ใจกลางกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ส่งผลให้บ้านเรือนและอาคารได้รับความเสียหายจำนวนมาก ท่ามกลางความแตกตื่นของประชาชนในพื้นที่

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เปลวเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว ก่อนเผาทำลายบ้านเรือนและอาคารประมาณ 300 หลัง ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 600 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่และกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไฟไหม้ครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมสถานการณ์และดับไฟได้สำเร็จภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เบื้องต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า สาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้คาดว่าเกิดจาก ไฟฟ้าลัดวงจร ภายในบ้านหลังหนึ่งที่ไม่มีผู้อยู่อาศัย เนื่องจากเจ้าของบ้านไม่อยู่ในขณะเกิดเหตุ ทำให้ไฟเริ่มลุกไหม้และขยายวงกว้างไปยังพื้นที่โดยรอบ

เหตุไฟไหม้ครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อชุมชนในกรุงจาการ์ตา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น และสะท้อนถึงความเสี่ยงจากระบบไฟฟ้าในพื้นที่อยู่อาศัยที่มีอาคารปลูกติดกันจำนวนมาก.

ที่มา : Xinhua

กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน

3 มิ.ย. 2569 06:09 น.

กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เครื่องบินรบยิงมิสไซล์เข้าใส่เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่ง ที่กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่าน และสามารถสกัดไม่ให้เรือเดินทางไปถึงจุดหมายได้สำเร็จ

เมื่อวันอังคารที่ 2 มิ.ย. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ “เซ็นต์คอม” (CENTCOM) แถลงว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการ “ยับยั้ง” เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่าน โดยการยิงโจมตีด้วยขีปนาวุธ “เฮลไฟร์” (Hellfire) ซึ่งแปลว่า “ไฟนรก”

แถลงการณ์ของ CENTCOM ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “เล็กซี” (Lexie) ซึ่งติดธงชาติบอตสวานา กำลังแล่นผ่าน “น่านน้ำสากลมุ่งหน้าไปยังเกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน โดยลูกเรือของเรือลำดังกล่าว “เพิกเฉยต่อคำเตือนหลายครั้ง” และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของสหรัฐฯ ในการบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อเรือทุกลำเดินทางเข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน

“ในท้ายที่สุด เครื่องบินของสหรัฐฯ ได้เข้ายับยั้งเรือลำดังกล่าวโดยการยิงขีปนาวุธเฮลไฟร์เข้าใส่ห้องเครื่องของเรือ ซึ่งทำให้เรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ไม่สามารถเดินทางไปถึงอิหร่านได้” แถลงการณ์ของ CENTCOM ระบุ

ทั้งนี้ ท่าเรือน้ำลึกที่เกาะคาร์กในอ่าวเปอร์เซียเป็นจุดรองรับการส่งออกน้ำมันของอิหร่านสูงถึงร้อยละ 90 โดยกองทัพสหรัฐฯ ทำการยับยั้งเรือที่แล่นมุ่งหน้าไปยังอิหร่านในลักษณะคล้ายกันนี้มาแล้วในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าว เมห์ร (Mehr) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวในพื้นที่และผู้อยู่อาศัยว่า เกิดเสียงดังคล้ายระเบิด ดังขึ้นใกล้กับเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ของอิหร่านในช่วงเช้ามืดของวันพุธ (3 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น

สำนักข่าว เมห์ร รายงานเพิ่มเติมว่า ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุของเสียงดังกล่าว พร้อมระบุว่าทั้งทางกองทัพและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเหตุการณ์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ คว่ำบาตร แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

สหรัฐฯ คว่ำบาตร แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

3 มิ.ย. 2569 05:23 น.

สหรัฐฯ คว่ำบาตร แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรแพลตฟอร์มการซื้อขายเงินคริปโตรายใหญ่ที่สุดของอิหร่านแล้ว เพื่อบีบให้อิหร่านยอมทำข้อตกลงยุติสงครามตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ

เมื่อวันอังคารที่ 2 มิ.ย. 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรแพลตฟอร์มซื้อขายเงินคริปโตรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน โดยเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของสหรัฐฯ เพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ และทำข้อตกลงยุติสงคราม แม้ว่าการเจรจาจะหยุดชะงัก

มาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่บริษัท โนบิเท็กซ์ (Nobitex), ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้ร่วมก่อตั้งอีก 3 คน รวมถึงแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายอื่นของอิหร่านอีก 3 แห่ง

กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ กล่าวหาโนบิเท็กซ์ว่า “เป็นผู้ให้บริการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการก่อการร้ายของอิหร่าน, ความพยายามหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร และการทำธุรกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กับกลุ่มผู้ใช้มัลแวร์เรียกค่าไถ่ซึ่งเกี่ยวข้องกับ IRGC”

“นอกจากนี้ โนบิเท็กซ์ยังได้ช่วยเหลือธนาคารกลางของอิหร่านในการเข้าถึงเหรียญสเตเบิลคอยน์ (stablecoins) มูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ เพื่อใช้พยุงค่าเงินเรียลของอิหร่านที่กำลังดิ่งเหว พร้อมทั้งเปิดทางให้บุคคลวงในของรัฐบาล เข้าถึงแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างประเทศและหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรในหลายเขตอำนาจศาลได้”

กระทรวงการคลังระบุอีกว่า “หลังจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่านเริ่มต้นขึ้น โนบิเท็กซ์ก็มีบทบาทในการปกป้องและโยกย้ายสินทรัพย์รวมถึงเงินทุนออกนอกประเทศอิหร่าน เพื่อปกป้องความมั่งคั่งของระบอบการปกครอง แม้ว่าจะเผชิญกับภาวะชัตดาวน์อินเทอร์เน็ตก็ตาม”

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากบริษัทติดตามเส้นทางเงินคริปโตอิสระหลายแห่งระบุว่า เมื่อปี 2568 กลุ่มแฮกเกอร์ฝ่ายสนับสนุนอิสราเอล โจรกรรมเงินคริปโตคิดเป็นมูลค่าราว 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปจากโนบิเท็กซ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แคนาดายื่นขอต่ออายุข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนืออย่างเป็นทางการ

แคนาดายื่นขอต่ออายุข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนืออย่างเป็นทางการ

3 มิ.ย. 2569 04:37 น.

แคนาดายื่นขอต่ออายุข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนืออย่างเป็นทางการ

รัฐบาลแคนาดายื่นคำร้องขอต่ออายุข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนืออย่างเป็นทางการแล้ว ก่อนที่ข้อตกลงจะหมดอายุในเดือนกรกฎาคม ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ

เมื่อ 2 มิ.ย. 2569 รัฐบาลแคนาดายื่นคำร้องเพื่อขอต่ออายุข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือร่วมกับสหรัฐฯ และเม็กซิโก หรือที่เรียกว่า USMCA อย่างเป็นทางการแล้ว เนื่องจากใกล้จะถึงกำหนดเส้นตายในการเจรจาข้อตกลงใหม่ในเดือนกรกฎาคมนี้

ในประกาศขอต่ออายุเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดมินิก เลอบล็อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าแคนาดา-สหรัฐฯ ได้ร้องขอให้มีการต่ออายุข้อตกลงดังกล่าวออกไปอีก 16 ปี โดยระบุว่าข้อตกลงนี้ “เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง” ต่อทั้งสามประเทศ

การยื่นคำร้องนี้เกิดขึ้นในขณะที่เลอบล็องเดินทางไปยังกรุงวอชิงตันเพื่อเข้าพบกับ เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ โดยนายกรีเออร์เพิ่งเสร็จสิ้นการเจรจาทวิภาคีอย่างเป็นทางการรอบล่าสุดกับเม็กซิโก ทว่าการเจรจากับแคนาดายังคงล่าช้ากว่า เนื่องจากทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องภาษีศุลกากรเฉพาะภาคส่วนและการผลิตยานยนต์

นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดากล่าวต่อสาธารณชนว่า เขาต้องการให้สหรัฐฯ ยกเลิกหรือลดภาษีศุลกากรเฉพาะภาคส่วนที่เรียกเก็บจากเหล็ก อลูมิเนียม รถยนต์ และไม้แปรรูปของแคนาดา ในขณะที่กรีเออร์ได้ส่งสัญญาณว่าแคนาดาอาจต้องยอมรับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในบางรูปแบบ

สหรัฐฯ ยังได้หยิบยกประเด็นขัดแย้งทางการค้าหลายประการกับแคนาดา รวมถึงการตัดสินใจของหลายรัฐในแคนาดาที่นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของอเมริกาออกจากชั้นวางสินค้า เพื่อตอบโต้มาตรการกำแพงภาษีที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องการให้ธุรกิจของอเมริกาสามารถเข้าถึงตลาดแคนาดาได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์นม ซึ่งแคนาดามีการควบคุมโควตาการผลิตและการนำเข้าอย่างเข้มงวดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศ

เมื่อสัปดาห์ก่อน นายกรีเออร์ระบุด้วยว่า เขาหารือเกี่ยวกับประเด็นการเพิ่มอัตราส่วนชิ้นส่วนรถยนต์ที่สหรัฐฯ ผลิต ภายในรถยนต์ที่ผลิตในอเมริกาเหนือ โดยจะเพิ่มอัตราส่วนชิ้นส่วนของสหรัฐฯ เป็น 50% ตลอดจนการประสานงานร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโกในเรื่องภาษีศุลกากรภายนอกที่จะเรียกเก็บจากประเทศอื่น ๆ

ด้านนายคาร์นีย์บอกผู้สื่อข่าวว่า รถยนต์ที่ผลิตในแคนาดานั้นมีสัดส่วนชิ้นส่วนของสหรัฐฯ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับจำนวนดังกล่าวอยู่แล้ว

ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีแคนาดากำลังเผชิญกับแรงกดดันภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ให้เร่งบรรลุข้อตกลง โดยพรรค “อนุรักษ์นิยม” ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน หยิบยกประเด็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ล่าช้าของแคนาดา รวมถึงอัตราการว่างงานที่สูงในกลุ่มคนหนุ่มสาวขึ้นมาโจมตี พร้อมทั้งตราหน้าคาร์นีย์ว่าเป็น “นักมายากลลวงโลก” ที่ล้มเหลวในการทำตามสัญญาที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของแคนาดาให้เติบโต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ลาออกแล้ว ตำรวจผู้เกี่ยวข้องคดี “เฮนรี โนวัก” หลังปล่อยคนเจ็บสิ้นใจ

ลาออกแล้ว ตำรวจผู้เกี่ยวข้องคดี “เฮนรี โนวัก” หลังปล่อยคนเจ็บสิ้นใจ

3 มิ.ย. 2569 02:59 น.

ลาออกแล้ว ตำรวจผู้เกี่ยวข้องคดี “เฮนรี โนวัก” หลังปล่อยคนเจ็บสิ้นใจ

1 ใน 4 ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีการเสียชีวิตของนาย เฮนรี โนวัก ลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากมีการเปิดเผยว่า พวกเขาหลงเชื่อคำพูดของคนร้าย และใส่กุญแจมือหนุ่มรายนี้ทั้งที่ถูกแทงบาดเจ็บสาหัส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 มิ.ย. 2569 อ้างการเปิดเผยของตำรวจมณฑลแฮมป์เชียร์ว่า เจ้าหน้าที่นายหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีของ เฮนรี โนวัก หลังจากที่ศาลได้เปิดเผยคลิปวิดีโอเหตุการณ์ซึ่งแสดงให้เห็น ใส่กุญแจมือนักศึกษาหนุ่มรายนี้ในขณะที่เขากำลังนอนหายใจรวยรินใกล้สิ้นใจ เนื่องจากถูกแทง

โฆษกของกองบังคับการตำรวจเปิดเผยกับบีบีซี (BBC) ว่า มีเจ้าหน้าที่ 1 นายลาออกไปแล้ว ทว่าอีก 3 นายยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายและฆาตกรรมนาย เฮนรี โนวัก วัย 18 ปี เกิดขึ้นในคืนวันที่ 3 ธันวาคม 2568 โดยเขาถูกแทงเสียชีวิตขณะเดินอยู่บนถนนเบลมอนต์ ย่านพอร์ตสวูด เมืองเซาแธมป์ตัน สหราชอาณาจักร

คดีนี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายนปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ศาลมีการพิจารณาคดี และมีการเปิดเผยรายละเอียดว่า คนร้ายซึ่งก็คือนาย วิคครัม ดิกวา (Vickrum Digwa) อายุ 23 ปี โกหกตำรวจว่าตัวเขาถูกทำร้ายและถูกเหยียดเชื้อชาติ (อ้างว่าถูกเหยื่อดึงผ้าโพกศีรษะออก) เพื่อบิดเบือนรูปคดี

ตำรวจแฮมป์เชียร์ที่มาถึงจุดเกิดเหตุกลับเชื่อคำกล่าวอ้างของผู้ก่อเหตุ และใส่กุญแจมือนายโนวักที่กำลังนอนหายใจรวยริน โดยในคลิปจะได้ยินเสียงนายโนวักพูดว่า “ผมถูกแทง” แต่ตำรวจนายหนึ่งตอบกลับไปว่า “ฉันไม่คิดว่านายโดนหรอกเพื่อน” จนเป็นเหตุให้การช่วยเหลือทางการแพทย์ล่าช้าจนเขาเสียชีวิต

ในการพิจารณาคดีช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 คณะลูกขุนและผู้พิพากษาปฏิเสธข้ออ้างเรื่องการป้องกันตัวของนายดิกวา โดยระบุว่าคำให้การของผู้ก่อเหตุเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น และตัดสินจำคุกตลอดชีวิต โดยต้องรับโทษขั้นต่ำ 21 ปี จึงจะมีสิทธิ์ขอทำทัณฑ์บนเพื่อออกจากเรือนจำก่อนกำหนด

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวและคลิปวิดีโอจากกล้องติดตัวของตำรวจที่ถูกเผยแพร่ออกมา จุดชนวนให้สังคมตั้งคำถามกับการทำงานของตำรวจอังกฤษ ขณะที่เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรก็บอกว่าเขา “รู้สึกสะอิดสะเอียน” หลังจากได้ดูคลิปวิดีโอ

เซอร์ สตาร์เมอร์ ยังเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบว่า “ข้อกล่าวหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ” ส่งผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : independent