สื่อสหรัฐฯ อ้าง ทรัมป์ตะโกนด่าเนทันยาฮู หลังสั่งโจมตีเบรุตอีกระลอก

สื่อสหรัฐฯ อ้าง ทรัมป์ตะโกนด่าเนทันยาฮู หลังสั่งโจมตีเบรุตอีกระลอก

3 มิ.ย. 2569 00:56 น.

สื่อสหรัฐฯ อ้าง ทรัมป์ตะโกนด่าเนทันยาฮู หลังสั่งโจมตีเบรุตอีกระลอก

สื่อสหรัฐฯ อ้างว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ตะโกนด่าทอ นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระหว่างที่ทั้งสองคุยโทรศัพท์กันเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากไม่พอใจที่เนทันยาฮูสั่งเดินหน้าโจมตีเมืองหลวงเลบานอน จนอิหร่านสั่งหยุดเจรจา

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักงานรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความเกรี้ยวกราดด่าทอนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล อย่างรุนแรง ระหว่างการคุยโทรศัพท์เมื่อวันจันทร์ หลังอิสราเอลขยายปฏิบัติการทางทหารในเลบานอน จนทำให้อิหร่านประกาศระงับการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ

ตามรายงานของ แอกซิออส (Axios) เว็บไซต์ข่าวของสหรัฐฯ ที่มักจะตีแผ่รายงานการสนทนาระดับสูงระหว่างผู้นำทั้งสองอยู่บ่อยครั้ง ระบุว่า ทรัมป์ตะโกนใส่เนทันยาฮูว่า “แกกำลังทำบ้าอะไรอยู่?” (What the f- are you doing?) ระหว่างการคุยโทรศัพท์เมื่อวันจันทร์

รายงานดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งที่สรุปคำพูดของทรัมป์ที่มีต่อเนทันยาฮูไว้ว่า “แกมันบ้าไปแล้ว (You’re f-ing crazy) แกคงได้ไปนอนในคุกไปแล้วถ้าไม่มีฉัน ฉันกำลังช่วยชีวิตแกอยู่นะ ตอนนี้ทุกคนเกลียดแกกันหมดแล้ว และทุกคนก็เกลียดอิสราเอลเพราะเรื่องนี้ด้วย”

การคุยโทรศัพท์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เนทันยาฮูสั่งการให้กองทัพอิสราเอลกลับมาทิ้งระเบิดในย่านดาฮิยา (Dahiya) ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เพื่อโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โดยกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) สั่งให้ชาวเลบานอนหลายพันคนอพยพจากพื้นที่ทางใต้ของกรุงเบรุต

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งอิหร่านแถลงเมื่อวันอังคารว่า จะระงับการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ ชั่วคราว สืบเนื่องจากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลที่ยังคงดำเนินอยู่ทางตอนใต้ของเลบานอน โดยรัฐบาลเตหะรานยืนกรานว่าเลบานอนควรได้รับการคุ้มครองภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่กำลังดำเนินอยู่แต่เปราะบางเต็มทีด้วย

การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮูเกิดขึ้นทันทีหลังอิหร่านประกาศเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลให้การเจรจาหยุดนิ่งอย่างสิ้นเชิง เพียงไม่กี่วันหลังจากทรัมป์เพิ่งออกมาอ้างว่า คณะเจรจาสามารถบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นแล้ว และตัวเขาเองกำลังพิจารณาว่าจะลงนามในข้อตกลงนั้นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม สถานีโทรทัศน์แชนเนล 12 (Channel 12) สื่ออิสระของอิสราเอลออกมาโต้แย้งรายงานของ แอกซิออส โดย อามิต ซีกัล หัวหน้านักวิเคราะห์การเมืองของสถานี ระบุว่า ทรัมป์ไม่ได้โจมตีเนทันยาฮูเป็นการส่วนตัว และผู้นำทั้งสองได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันว่า เนทันยาฮูจะยอมระงับการโจมตีพื้นที่ชานเมืองเบรุต หากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยุติการโจมตีอิสราเอลเช่นกัน

ทั้งนี้ ทรัมป์และเนทันยาฮูเคยมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกันมาก่อนในอดีต แม้ว่าอิสราเอลจะยังคงเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ และผู้นำทั้งสองได้ร่วมมือกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ตามคำรบเร้าของเนทันยาฮูก็ตาม

เมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ออกมาพูดอย่างรุนแรงว่า “อิหร่านกับอิสราเอลไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำบ้าอะไรกันอยู่” ในช่วงที่ทั้งสองฝ่ายทำสงคราม 12 วัน ซึ่งมีการใช้ทั้งกำลังทางอากาศ ขีปนาวุธ และโดรน

นอกจากนั้น นายเนทันยาฮูเคยแสดงความยินดีต่อชัยชนะของ โจ ไบเดน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2563 และเมื่อนักข่าวไปถามนายทรัมป์เรื่องนี้ เขาก็ตอบว่า “ช่างหัวมัน” (F- him)

ปัจจุบัน ทรัมป์กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากกลุ่มต่าง ๆ ภายในพรรครีพับลิกัน โดยพันธมิตรกลุ่มที่สนับสนุนอิสราเอลเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินการขั้นเด็ดขาดรุนแรงยิ่งขึ้นในความขัดแย้งกับอิหร่าน ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ พยายามหาทางยุติสงครามอย่างรวดเร็วเพื่อบรรเทาความเสียหายทางเศรษฐกิจ ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้

ด้านเนทันยาฮูเองก็กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองเช่นกัน โดยในสัปดาห์นี้ รัฐสภาอิสราเอลผ่านร่างกฎหมายในวาระแรกเพื่อยุบสภา “คเนสเซต” (Knesset) และเปิดทางให้มีการเลือกตั้งก่อนกำหนด ขณะที่การพิจารณาคดีทุจริตของเนทันยาฮูก็มีกำหนดที่จะดำเนินต่อไป หลังต้องเลื่อนหลายครั้งเนื่องจากสถานการณ์ความมั่นคงของอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

WHO เผย ผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโก ลดลงเหลือ 116 ราย

WHO เผย ผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโก ลดลงเหลือ 116 ราย

3 มิ.ย. 2569 00:02 น.

WHO เผย ผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโก ลดลงเหลือ 116 ราย

องค์การอนามัยโลกเผยว่า จำนวนผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโกลดลงจากกว่า 900 ราย เหลือ 116 รายแล้ว หลังผลการตรวจส่วนใหญ่ออกมาเป็นลบ

เมื่อ 2 มิ.ย. 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ปรับลดจำนวนผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อไวรัสอีโบลาในแอฟริกากลางลงอย่างมาก โดยเหลือเพียง 116 ราย จากเดิมที่มีรายงานมากกว่า 900 ราย ขณะที่ยอดผู้ป่วยยืนยันผลแล้วว่าติดเชื้อในขณะนี้อยู่ที่ 330 ราย

องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า ตามข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. มีการลงทะเบียนผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อไวรัสมรณะดังกล่าวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก จำนวน 116 ราย ซึ่งลดลงอย่างมากจากจำนวน 906 รายเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว

ในปัจจุบัน มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันผลว่าติดเชื้อในดีอาร์คองโกประมาณ 321 ราย ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงผู้เสียชีวิต 48 ราย ขณะที่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา มีรายงานผู้ป่วยยืนยันผลแล้ว 9 ราย ซึ่งรวมถึงผู้เสียชีวิต 1 ราย

คริสเตียน ลินด์ไมเออร์ โฆษกของ WHO กล่าวว่า แม้ว่าผู้ป่วยบางรายได้รับการยืนยันผลว่าติดเชื้อจริง แต่ก็มีผู้ป่วยอีกเป็นจำนวนมากที่ “ถูกคัดออกจากระบบข้อมูล” หลังจากผลตรวจแสดงให้เห็นว่าพวกเขาป่วยด้วยโรคอื่นที่มีอาการเริ่มแรกคล้ายคลึงกัน หรือเป็นไข้จากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

WHO เน้นย้ำว่า “ใครก็ตามที่ถูกตรวจพบโดยระบบเฝ้าระวังโรค หรือเดินทางมายังสถานพยาบาลด้วยอาการใด ๆ ที่อาจเข้าข่ายคล้ายโรคอีโบลา” จะถูกนับเป็นผู้ป่วยต้องสงสัยเอาไว้ก่อน เพื่อรอผลการตรวจอย่างเป็นทางการจากห้องปฏิบัติการ

ทั้งนี้ จุดศูนย์กลางการระบาดครั้งล่าสุดนี้อยู่ที่จังหวัด อิตูรี (Ituri) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของดีอาร์คองโก โดยพวกเขาประกาศการระบาดเมื่อ 15 พ.ค. แต่คาดกันว่า เชื้ออีโบลาเริ่มระบาดอย่างเงียบๆ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนแล้ว

เหตุผลประการหนึ่งคือ ผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์บันดิบูเกียว (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไวรัสอีโบลาที่อยู่เบื้องหลังการระบาดครั้งนี้ จะแสดงอาการเริ่มแรกคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ ไข้มาลาเรีย หรือไข้รากสาดน้อย (ไทฟอยด์) ซึ่งส่งผลให้การตรวจพบโรคล่าช้าออกไป

ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนหรือการรักษาที่ได้รับการรับรองสำหรับไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บันดิบูเกียว ดังนั้น ความพยายามในการควบคุมการแพร่ระบาดจึงต้องพึ่งพามาตรการป้องกันเป็นหลัก และรักษาไปตามอาการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

หมีคลั่งอาละวาดในญี่ปุ่น ทำร้ายคนบาดเจ็บแล้ว 4 ราย

หมีคลั่งอาละวาดในญี่ปุ่น ทำร้ายคนบาดเจ็บแล้ว 4 ราย

2 มิ.ย. 2569 23:05 น.

หมีคลั่งอาละวาดในญี่ปุ่น ทำร้ายคนบาดเจ็บแล้ว 4 ราย

(เครดิตภาพ undefined/Kyodo News via AP)

เกิดเหตุหมีอาละวาดทำร้ายคนในโรงงานและเขตที่อยู่อาศัยในจังหวัดฟุกุชิมะ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้ว 4 ราย โดยรายหนึ่งมีอาการสาหัส

เมื่อวันอังคารที่ 2 มิ.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจและรายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า เกิดเหตุหมีทำร้ายคนส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย โดยเหตุเกิดภายในโรงงาน 2 แห่งและย่านที่พักอาศัยในจังหวัดฟุกุชิมะ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น

หนังสือพิมพ์โยมิอูริ ชิมบุน รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยดับเพลิงว่า มีผู้พบเห็นหมีตัวนี้ครั้งแรกในโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มีพนักงานถูกทำร้ายนำไปสู่การโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า หมีตัวดังกล่าวเริ่มอาละวาดอย่างต่อเนื่องทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มอีก 2 ราย โดยรายหนึ่งอยู่ในย่านที่พักอาศัย ส่วนอีกรายอยู่ภายในบริเวณโรงงานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ใกล้เคียง และเชื่อว่าตอนนี้หมีตัวดังกล่าวยังคงติดอยู่ภายในโรงงาน

หนึ่งในผู้ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่รายอื่น ๆ ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุหมีทำร้ายในญี่ปุ่นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ราย และตัวเลขการพบเห็นหมีทั่วประเทศพุ่งทะลุ 50,000 ครั้ง ซึ่งมากกว่าสถิติสูงสุดเดิมที่เคยบันทึกไว้เมื่อ 2 ปีก่อนถึง 2 เท่า

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ในปีนี้มีรายงานการพบเห็นหมีสูงเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง เนื่องจากพวกมันเริ่มตื่นจากการจำศีลในช่วงฤดูหนาว และมีผู้พบเห็นหมีบุกเข้าไปในบ้านเรือน เดินเพ่นพ่านใกล้โรงเรียน รวมถึงอาละวาดในซูเปอร์มาร์เก็ตและรีสอร์ทน้ำพุร้อนแทบจะรายวัน

ข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมระบุว่า ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เกิดเหตุหมีทำร้ายคนเสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 5 ราย นอกจากนั้น ยังมีรายงานการพบเห็นหมีบริเวณชานเมืองโตเกียวในปีนี้มากกว่าสิบครั้ง โดยมีรายงานว่าชายชาวรัสเซียวัยประมาณ 30 ปี ถูกหมีขย้ำขณะเดินป่าในเขตเมืองด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัสเซียถล่มยูเครนหนักสุดในรอบหลายเดือน ดับแล้ว 21 ศพรวมเด็ก 2 คน

รัสเซียถล่มยูเครนหนักสุดในรอบหลายเดือน ดับแล้ว 21 ศพรวมเด็ก 2 คน

2 มิ.ย. 2569 21:55 น.

รัสเซียถล่มยูเครนหนักสุดในรอบหลายเดือน ดับแล้ว 21 ศพรวมเด็ก 2 คน

รัสเซียส่งโดรน ยิงขีปนาวุธ เข้าโจมตียูเครนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายเดือน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ศพ บาดเจ็บอีกนับร้อยราย ส่วนฝ่ายยูเครนก็ส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียจนเกิดไฟลุกไหม้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอังคารที่ 2 มิ.ย. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ศพทั่วประเทศยูเครน รวมถึงเด็ก 2 ราย โดยนี่นับเป็นหนึ่งในการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของมอสโกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของยูเครนเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 15 ศพในเมืองดนีโปร โดยหน่วยกู้ภัยเพิ่งกู้ศพของเด็กชายวัย 8 ขวบ กับผู้หญิงอีก 3 รายขึ้นมาจากซากปรักหักพังของอาคารที่พักอาศัยได้สำเร็จ ส่วนในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ

ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรน 656 ลำ และยิงขีปนาวุธประเภทต่าง ๆ ทั้งขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic), ขีปนาวุธร่อน (cruise) และขีปนาวุธต่อต้านเรือ รวม 73 ลูก ในการโจมตีเมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนและระบบพลังงานทั่วประเทศ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 100 ราย

ด้านรัฐบาลเครมลินของรัสเซียแถลงว่า รัสเซียกำลังดำเนินการ “โจมตีอย่างเป็นระบบ” ตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ หลังจากกล่าวหายูเครนว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีหอพักนักศึกษาแห่งหนึ่ง ในแคว้นลูฮานสค์ทางตะวันออกของยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่ฝ่ายยูเครนอ้างว่า โจมตีหน่วยทหารของรัสเซีย

นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “แนวปฏิบัตินี้จะดำเนินต่อไป” พร้อมอ้างว่าการโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายที่โครงสร้างพื้นฐานทางทหารของยูเครน ขณะเดียวกันกระทรวงกลาโหมของรัสเซียแถลงว่า การโจมตีทั้งหมดประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

ทั้งนี้ หลังการโจมตีครั้งล่าสุด เซเลนสกีเรียกร้องให้สหรัฐฯ ช่วยเหลือในการจัดหาขีปนาวุธสำหรับระบบ “แพทริออต” อย่างเร่งด่วน เนื่องจากกำลังขาดแคลนอย่างหนัก หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ระงับการจัดส่งอาวุธให้แก่ยูเครนโดยตรง แต่ให้บรรดาพันธมิตรในยุโรปของเคียฟใช้วิธีสั่งซื้อขีปนาวุธดังกล่าวจากสหรัฐฯ ก่อน แล้วจึงค่อยส่งต่อไปยังยูเครนแทน

อีกด้านหนึ่ง นายอเล็กซานเดอร์ คินชไตน์ ผู้ว่าการแคว้นคูร์สค์ ทางตะวันตกของรัสเซีย เปิดเผยว่า ยูเครนส่งโดรนมาโจมตีเมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 มิ.ย.) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และเกิดเพลิงไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันในเมืองคราสโนดาร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยกองทัพยูเครนยอมรับว่า อยู่เบื้องหลังการโจมตีทั้ง 2 จุดจริง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้คำสั่ง “ทรัมป์” แบนทหารข้ามเพศ “ผิดกฎหมาย” สั่งคุ้มครองห้ามไล่ออก

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้คำสั่ง "ทรัมป์" แบนทหารข้ามเพศ "ผิดกฎหมาย" สั่งคุ้มครองห้ามไล่ออก

2 มิ.ย. 2569 15:58 น.

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้คำสั่ง “ทรัมป์” แบนทหารข้ามเพศ “ผิดกฎหมาย” สั่งคุ้มครองห้ามไล่ออก

คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ มีมติ 2 ต่อ 1 ชี้ว่านโยบายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งห้ามบุคคลข้ามเพศรับราชการทหารเป็นสิ่ง “ผิดกฎหมาย” และเป็นการเลือกปฏิบัติ ศาลจึงสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามกองทัพขับไล่กำลังพลข้ามเพศที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน แต่ยังคงให้สิทธิกระทรวงกลาโหมในการระงับการรับสมัครทหารข้ามเพศรายใหม่ไว้ก่อน

คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์สหรัฐประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีมติเสียงข้างมาก 2 ต่อ 1 ว่า นโยบายของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ที่จำกัดการรับบุคคลข้ามเพศเข้ารับราชการทหาร เป็นมาตรการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อบุคคลตามอัตลักษณ์ทางเพศ

คำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคทางกฎหมายต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งผลักดันนโยบายจำกัดสิทธิของบุคคลข้ามเพศในหลายด้านนับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้สั่งระงับนโยบายทั้งหมด โดยอนุญาตให้กองทัพยังคงห้ามบุคคลข้ามเพศสมัครเข้ารับราชการทหารรายใหม่ได้ต่อไปในระหว่างที่คดียังอยู่ในกระบวนการพิจารณา แต่ห้ามปลดทหารข้ามเพศที่เป็นโจทก์ในคดีออกจากราชการ

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนมกราคม 2025 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร โดยอ้างว่า อัตลักษณ์ทางเพศของกลุ่มคนข้ามเพศนั้น “ขัดแย้งกับพันธสัญญาของทหารที่ต้องมีวิถีชีวิตที่มีเกียรติ ซื่อสัตย์ และมีวินัย แม้กระทั่งในชีวิตส่วนตัว” และส่งผลเสียต่อความพร้อมรบของกองทัพ

ต่อมา นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกนโยบายกำหนดให้ผู้ที่มีภาวะความทุกข์ทรมานคับข้องใจจากเพศสภาพที่ไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด หรือ Gender Dysphoria ถูกพิจารณาว่าไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการรับราชการทหารโดยหลักการ

ผู้พิพากษาโรเบิร์ต วิลกินส์ ซึ่งเขียนคำวินิจฉัยเสียงข้างมาก ระบุว่า นโยบายดังกล่าวดูเหมือนมีแรงจูงใจจากความต้องการสร้างความเสียหายต่อกลุ่มคนที่ไม่ได้รับความนิยมทางการเมือง มากกว่าจะตั้งอยู่บนเหตุผลด้านความมั่นคงหรือประสิทธิภาพทางทหาร

ศาลยังให้เหตุผลว่า การปลดทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วออกจากราชการจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกว่าการชะลอการรับสมัครผู้สมัครใหม่ที่เป็นบุคคลข้ามเพศ

ด้านเจนนิเฟอร์ เลวี ผู้อำนวยการอาวุโสด้านสิทธิคนข้ามเพศและกลุ่มหลากหลายทางเพศขององค์กร GLAD Law ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายโจทก์ ระบุว่าคำตัดสินครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความกล้าหาญและความทุ่มเทของทหารข้ามเพศที่รับใช้ประเทศมาโดยตลอด

ขณะที่ฝั่งเพนตากอนยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ แต่นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ บนแพลตฟอร์ม X เพื่อตอบโต้ข่าวนี้ว่า “See you at SCOTUS” (แล้วเจอกันที่ศาลฎีกา) ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดของประเทศอย่างแน่นอน

คำตัดสินครั้งนี้เป็นการยืนตามคำสั่งบางส่วนของ อานา เรเยส ผู้พิพากษาศาลแขวง เมื่อเดือนมีนาคม 2025 ซึ่งเคยวินิจฉัยว่านโยบายดังกล่าวอาจละเมิดสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาจัสติน วอล์คเกอร์ ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยในคดีนี้ เห็นว่าศาลไม่มีอำนาจหรือความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะตัดสินว่ากองทัพควรรับหรือไม่รับบุคคลข้ามเพศเข้าประจำการ โดยอำนาจดังกล่าวเป็นของรัฐสภาและผู้บัญชาการทหารสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ

ปัจจุบัน กองทัพสหรัฐมีทหารประจำการประมาณ 1.3 ล้านนาย ขณะที่กลุ่มสิทธิความหลากหลายทางเพศประเมินว่ามีทหารข้ามเพศรับราชการอยู่ราว 15,000 คน แม้เจ้าหน้าที่กองทัพจะระบุว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจอยู่เพียงระดับหลักพันก็ตาม

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม 2025 ศาลสูงสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้รัฐบาลบังคับใช้นโยบายดังกล่าวเป็นการชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีในอีกคดีหนึ่งที่รัฐวอชิงตัน ทำให้ข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลข้ามเพศในกองทัพสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป และอาจกลับเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุดอีกครั้งในอนาคตอันใกล้.

ที่มา Associated Press / Reuters

อุตุฯ โลกเตือนโลกจ่อเผชิญ “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

อุตุฯ โลกเตือนโลกจ่อเผชิญ "ซูเปอร์เอลนีโญ" อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

2 มิ.ย. 2569 15:15 น.

อุตุฯ โลกเตือนโลกจ่อเผชิญ “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก เตือนปรากฏการณ์เอลนีโญมีโอกาสสูงถึง 80% ที่จะก่อตัวในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมนี้ และอาจทวีความรุนแรงจนกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ ส่งผลให้ทั่วโลกเผชิญคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก และสภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสภาพอากาศและภูมิอากาศของสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์เตือนภัยเร่งด่วน ระบุว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เฟสใหม่ของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ “เอลนีโญ” (El Niño) ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ โดยคาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 และจะส่งผลให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาคทั่วโลก

ข้อมูลจากเครือข่ายพยากรณ์อากาศระดับโลกของ WMO ระบุว่า ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเอลนีโญในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม สูงถึงร้อยละ 80 และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบหรือเกินร้อยละ 90 ภายในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของหลายประเทศต่างคาดการณ์ตรงกันว่า เอลนีโญในระลอกนี้อาจยกระดับกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) หรือหนึ่งในปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรตอนกลางและตอนตะวันออกอุ่นขึ้นผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อทิศทางลม ความกดอากาศ และรูปแบบของฝนทั่วโลก โดยปกติจะเกิดขึ้นทุก ๆ 2-7 ปี และกินเวลานานประมาณ 9-12 เดือน

WMO เผยว่าจากการเฝ้าติดตามในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่าอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในแถบแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรกำลังพุ่งแตะเพดานที่ชี้วัดการเกิดเอลนีโญแล้ว โดยอุณหภูมิต่ำกว่าผิวน้ำ สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงกว่า 6 องศาเซลเซียส ขณะที่ดัชนีความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางชั้นบรรยากาศก็สอดคล้องกับการก่อตัวของเอลนีโญเช่นกัน

ทั้งนี้ แถลงการณ์ระบุว่าแม้จะไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีส่วนทำให้เอลนีโญเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรงขึ้นโดยตรง แต่ภาวะโลกร้อนจะเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ให้ผลกระทบของเอลนีโญรุนแรงและแผ่ขยายวงกว้างยิ่งขึ้น เนื่องจากมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศที่ร้อนขึ้นจะเพิ่มพลังงานและความชื้น มหาศาล ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติที่รุนแรงกว่าเดิม

นายอันโตนิอู กูแตร์เรช เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ส่งสารผ่านวิดีโอเตือนประชากรโลกว่า “เอลนีโญกำลังมาเยือนถึงหน้าบ้านเราแล้ว โลกต้องปฏิบัติต่อสิ่งนี้เสมือนเป็นคำเตือนเร่งด่วนด้านภูมิอากาศ สภาพการณ์ของเอลนีโญเปรียบเสมือนการสาดน้ำมันเข้าไปในกองไฟของโลกที่กำลังร้อนระอุ ผลกระทบของมันจะรุนแรงขึ้น แผ่ไปไกลขึ้น และข้ามพรมแดนด้วยความเร็วที่สร้างความเสียหายอย่างย่อยยับ” พร้อมย้ำว่าทางออกเดียวคือการยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน และจัดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ครอบคลุมทุกคนบนโลก

เซเลสเต เซาโล ผู้อำนวยการ WMO ระบุว่า โลกจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นความร้อนทั้งบนบกและในมหาสมุทร โดยในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมนี้ แบบจำลองพยากรณ์ว่าพื้นที่เกือบทั้งหมดของโลกจะมีอุณหภูมิ “สูงกว่าปกติ” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคต่างๆ โดยในแอฟริกาตะวันออก  คาดว่าจะเผชิญกับปริมาณฝนที่ “ต่ำกว่าปกติ” ในช่วงฤดูฝนสำคัญ ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน ซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางอาหาร

ด้านเอเชียใต้ ปริมาณน้ำฝนจากลมมรสุมมีแนวโน้มจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและการเพาะปลูก ขณะที่อเมริกากลาง จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศในฤดูร้อนที่แห้งแล้งและร้อนจัดกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา

ส่วนมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติก น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นจะช่วยกระตุ้นการเกิดพายุเฮอริเคนในฝั่งแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก แต่ในทางกลับกันจะช่วยยับยั้งการก่อตัวของพายุในฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก

WMO ทิ้งท้ายว่าความเสียหายจากเอลนีโญในอดีตเคยทำให้ปี 2023 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสอง และส่งผลให้ปี 2024 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดทุบสถิติโลก โดยมีอุณหภูมิสูงกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมถึง 1.55 องศาเซลเซียส การออกคำเตือนล่วงหน้าในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ภาคส่วนที่อ่อนไหว เช่น ภาคการเกษตร การจัดการน้ำ พลังงาน และสาธารณสุขทั่วโลก เตรียมแผนรับมือล่วงหน้าเพื่อลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด.

ที่มา AFP

จีนสั่งล้างบาง “ครัวผี” บนแอปฯ ส่งอาหาร ปลอมใบอนุญาต-ไร้หน้าร้าน

จีนสั่งล้างบาง "ครัวผี" บนแอปฯ ส่งอาหาร ปลอมใบอนุญาต-ไร้หน้าร้าน

2 มิ.ย. 2569 14:31 น.

จีนสั่งล้างบาง “ครัวผี” บนแอปฯ ส่งอาหาร ปลอมใบอนุญาต-ไร้หน้าร้าน

ทางการจีนเดินหน้าปราบปราม “ครัวผี” หรือร้านค้าที่เน้นขายบนแอปฯ ส่งอาหารแต่ไม่มีหน้าร้านจริง หลังตรวจพบพฤติกรรมสวมใบอนุญาตปลอมกว่า 67,000 แห่ง ออกกฎเหล็กบังคับแอปพลิเคชันส่งอาหารรายใหญ่ต้องตรวจสอบสถานที่ตั้งและใบอนุญาตอย่างเข้มงวด

แพลตฟอร์มสั่งอาหารเดลิเวอรีรายใหญ่ของประเทศจีน ต้องเผชิญกับมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นจากทางการจีน โดยกฎระเบียบใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา กำหนดให้แอปพลิเคชันส่งอาหารทุกรายต้องตรวจสอบใบอนุญาตและที่ตั้งสถานประกอบการของร้านค้าอย่างละเอียด ซึ่งข้อมูลบนแอปฯ จะต้องตรงกับสถานที่ตั้งจริงของร้าน และร้านค้าจะต้องระบุให้ชัดเจนหากไม่มีบริการนั่งรับประทานที่ร้าน เพื่อขจัดปัญหา “ครัวผี”  ที่กำลังสร้างความกังวลด้านความปลอดภัยทางอาหารแก่ผู้บริโภคอย่างหนัก

การยกระดับมาตรการกวาดล้างครั้งใหญ่ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว เมื่อชายคนหนึ่งในกรุงปักกิ่งได้ร้องเรียนต่อหน่วยงานท้องถิ่น หลังจากสั่งเค้กผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรีแล้วพบว่า ดอกไม้ที่ใช้ตกแต่งบนหน้าเค้กเป็นดอกไม้ที่ไม่สามารถรับประทานได้

จากการขยายผลตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบความจริงที่น่าตกใจว่า แบรนด์ร้านเค้กดังกล่าวมีชื่อจดทะเบียนบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่เกือบ 380 แห่ง แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีหน้าร้านจริงเลยแม้แต่แห่งเดียว และร้านค้าออนไลน์เหล่านั้นล้วนใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจปลอม ยิ่งไปกว่านั้น ออเดอร์เค้กทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังแพลตฟอร์มคนกลาง เพื่อประมูลงานให้แก่โรงงานหรือผู้ผลิตบุคคลที่สามที่เสนอราคาต่ำที่สุด

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบยอดสั่งซื้อเค้กในระบบลักษณะนี้สูงถึง 3.6 ล้านออเดอร์ จากแพลตฟอร์มคนกลาง 2 แห่ง และยังตรวจพบ “ร้านค้าผี” ในลักษณะเดียวกันนี้อีกกว่า 67,000 ร้าน กระจายอยู่บนแพลตฟอร์มส่งอาหารยักษ์ใหญ่ 7 แห่ง ซึ่งร่วมมือกันจัดตั้งเป็นเครือข่ายซัพพลายเชนที่ผิดกฎหมาย โดยพนักงานของแอปพลิเคชันรายหนึ่งยอมรับกับเจ้าหน้าที่ว่า ที่ผ่านมาทางแพลตฟอร์มค่อนข้างปล่อยปละละเลย เพราะหากตรวจสอบเข้มงวดเกินไป ร้านค้าเหล่านี้ก็หนีไปเปิดขายบนแอปฯ คู่แข่งแทน

ตลาดส่งอาหารของจีนมีการแข่งขันที่รุนแรงและตัดราคากันอย่างดุเดือดจนน่ากังวล ซึ่งผลกระทบมักจะตกไปอยู่กับไรเดอร์ส่งอาหารที่ต้องทำเวลาภายใต้กรอบเวลาที่บีบคั้นเพื่อแลกกับค่าแรงอันน้อยนิด

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำนักงานบริหารจัดการกฎระเบียบตลาดแห่งรัฐของจีน ได้สั่งปรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและเดลิเวอรีรายใหญ่ 7 ราย ซึ่งรวมถึง เทาเป่า (Taobao), เจดีดอทคอม (JD.com), เหม่ยต้วน (Meituan) และ พินตัวตัว (Pinduoduo) เป็นมูลค่ารวมกันสูงถึง 3.6 พันล้านหยวน (ราว 18,000 ล้านบาท) โดยความผิดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการปล่อยให้มีร้านค้าผีและการส่งสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง

ท่ามกลางการปราบปรามที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง บรรดาร้านค้าเดลิเวอรีที่ถูกกฎหมายต่างพยายามกู้ความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค โดยในเมืองหางโจว ทางตะวันออกของจีน ร้านค้าเดลิเวอรีมากกว่า 20 แห่งได้ติดตั้งระบบ “ครัวโปร่งใส” ที่จะถ่ายทอดสดกระบวนการทำอาหารแบบเรียลไทม์เพื่อให้ลูกค้าตรวจสอบความสะอาดได้ตลอดเวลา

ขณะเดียวกันที่มณฑลอันฮุย หน่วยงานท้องถิ่นได้ลงนามข้อตกลงความปลอดภัยด้านอาหารร่วมกับแพลตฟอร์มเหม่ยต้วน, เทาเป่า และเจดีดอทคอม โดยจะมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยตรวจสอบความสะอาดภายในห้องครัว รวมถึงการจัดตั้งระบบให้รางวัลแก่ “ไรเดอร์ส่งอาหาร” หากช่วยแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนเกี่ยวกับร้านค้าที่ทำผิดกฎหมายและไม่ได้มาตรฐาน เพื่อร่วมกันล้างบางระบบครัวผีสิงให้หมดไปจากประเทศ.

ที่มา BBC

น้ำมันแพงดันคนฟิลิปปินส์แห่ซื้อรถ EV ไตรมาสแรกยอดขายพุ่ง 36% แต่สถานีชาร์จยังไม่พอ

น้ำมันแพงดันคนฟิลิปปินส์แห่ซื้อรถ EV ไตรมาสแรกยอดขายพุ่ง 36% แต่สถานีชาร์จยังไม่พอ

2 มิ.ย. 2569 13:11 น.

น้ำมันแพงดันคนฟิลิปปินส์แห่ซื้อรถ EV ไตรมาสแรกยอดขายพุ่ง 36% แต่สถานีชาร์จยังไม่พอ

วิกฤตพลังงานตะวันออกกลางกระตุ้นความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในฟิลิปปินส์ ดันยอดขายแตะ 14,000 คันใน 3 เดือนแรกของปี ขณะที่ภาครัฐเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานรองรับเป้าหมาย EV ครองถนน 50% ภายในปี 2040

ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำลังพุ่งสูง เร่งให้ชาวฟิลิปปินส์หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยยอดขายรถ EV ในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 36% ในไตรมาสแรกของปี 2026 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางความพยายามลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในผู้ที่ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าระบุว่ารถ EV ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมากในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง โดยก่อนหน้านี้ต้องจ่ายค่าน้ำมันราว 8,000 เปโซต่อเดือน หรือประมาณ 130 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงค่าไฟฟ้าหลักร้อยเปโซเท่านั้น

นอกจากนี้ รถยังสามารถวิ่งได้ตลอดทั้งวันด้วยการชาร์จเพียงครั้งเดียว และเมื่อกลับถึงบ้านยังเหลือแบตเตอรี่ประมาณ 40-50%

โดยราคาน้ำมันในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่านับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก

ผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในการเดินทาง และรถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความสนใจมากที่สุด

ข้อมูลจากอุตสาหกรรมยานยนต์ระบุว่า ยอดขายรถ EV ในไตรมาสแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า มีการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 14,000 คันในช่วง 3 เดือนแรกของปีเพียงอย่างเดียว คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของยอดขายรวมทั้งปี 2025 ที่อยู่ที่ 32,000 คัน แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด EV ทำให้หลายบริษัทประสบปัญหารถไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ไมค์ ลิม ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท EV Supreme เปิดเผยว่ายอดขายที่โชว์รูมในเขตเมโทรมะนิลาของเขาเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่านับตั้งแต่วิกฤตราคาน้ำมันเริ่มต้น

ด้านวิลลี ตี เท็น ประธานสมาคมรถยนต์ไฟฟ้าแห่งฟิลิปปินส์กล่าวว่า หลายแบรนด์ต้องเปิดระบบรอรับรถล่วงหน้า เนื่องจากไม่มีใครคาดคิดว่าความต้องการจะเพิ่มสูงถึงระดับนี้ ทำให้ผู้จำหน่ายรถหลายรายเดินทางไปยังงานแสดงรถยนต์นานาชาติที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อเจรจาขอเพิ่มโควตาการส่งมอบรถจากผู้ผลิตต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดต้นทุนการใช้งานและลดการปล่อยคาร์บอน แต่ปัญหาสำคัญที่ยังขัดขวางการเติบโตของตลาดคือ ราคาจำหน่ายรถที่ยังสูง และจำนวนสถานีชาร์จที่ยังไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันมีสถานีชาร์จที่เปิดใช้งานจริงเพียงประมาณ 900 แห่งเท่านั้น ขณะที่แผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลฟิลิปปินส์ มีเป้าหมายติดตั้งสถานีชาร์จมากกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2028

ด้านแพทริก อาคีโน ผู้อำนวยการสำนักบริหารการใช้พลังงาน กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ระบุว่า แม้ภาคเอกชนจะสนใจลงทุนอย่างมาก แต่กระบวนการอนุมัติและการรับรองต่าง ๆ อาจใช้เวลานานอย่างน้อย 6 เดือนก่อนเริ่มก่อสร้างได้

นอกจากจำนวนสถานีชาร์จแล้ว ความเร็วในการชาร์จไฟยังเป็นอีกประเด็นที่ผู้ใช้รถให้ความสำคัญ โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สถานีชาร์จหลายแห่งในปัจจุบันยังใช้ระบบชาร์จที่ใช้เวลานาน ทำให้ผู้ขับขี่บางส่วนกังวลเรื่องระยะทางและความสะดวกในการใช้งาน

เกลนฟอร์ด ฟิลิป อาร์ทุซ ผู้ประกอบการรถรับส่งผ่านแอปพลิเคชันกล่าวว่า การเติมน้ำมันใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่รถ EV จำเป็นต้องหยุดชาร์จไฟ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง

ทั้งนี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์ตั้งเป้าหมายให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วน 50% ของยานพาหนะบนท้องถนนภายในปี 2040 พร้อมออกมาตรการสนับสนุนหลายด้าน เช่น สินเชื่อพิเศษสำหรับการซื้อรถ EV และสิทธิประโยชน์ทางภาษี

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากรัฐบาลและภาคเอกชนไม่สามารถเร่งขยายสถานีชาร์จ เพิ่มประสิทธิภาพระบบชาร์จ และแก้ปัญหาการขาดแคลนรถได้ทันเวลา เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าของฟิลิปปินส์อาจเผชิญความท้าทายอย่างมากในอนาคต.

ที่มา : channelnewsasia

กัมพูชาเดินหน้ากลไก “ประนีประนอมภาคบังคับ” เคลียร์ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย

กัมพูชาเดินหน้ากลไก "ประนีประนอมภาคบังคับ" เคลียร์ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย

2 มิ.ย. 2569 13:11 น.

กัมพูชาเดินหน้ากลไก “ประนีประนอมภาคบังคับ” เคลียร์ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย

กัมพูชาประกาศเริ่มกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลกับไทย หลังไทยประกาศยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว ด้าน “ฮุน มาเนต” ย้ำทำเพื่อปกป้องอธิปไตย พร้อมหวังยุติความขัดแย้งเรื้อรังเหนือพื้นที่ทับซ้อนที่มีขุมทรัพย์พลังงานมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์

รัฐบาลกัมพูชาได้แจ้งต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) และรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการว่า ได้เริ่มใช้กระบวนการ “ประนีประนอมภาคบังคับ”ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีมติฝ่ายเดียวเมื่อเดือนที่ผ่านมา ในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 44 ซึ่งเคยเป็นกรอบการเจรจาหลักระหว่างสองประเทศ โดยการยกเลิกดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของนายอนุทินที่ชนะเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่พุ่งสูงขึ้นหลังเกิดการปะทะกันทางทหารบริเวณชายแดนถึง 2 ครั้งในปีที่ผ่านมา

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ TVK ว่า กัมพูชาได้ยื่นหนังสือต่อเลขาธิการสหประชาชาติเพื่อเริ่มกระบวนการประนีประนอมภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยระบุว่า “เราดำเนินขั้นตอนสำคัญนี้เพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งกัมพูชาและไทยจะได้รับประโยชน์จากการตั้งถิ่นฐานที่เป็นธรรมและยั่งยืนภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก”

พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลดังกล่าว ถูกประเมินโดยกระทรวงพลังงานของไทยว่ามีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมหาศาล คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.76 ล้านล้านบาท) ซึ่งความพยายามจัดสรรผลประโยชน์นี้ถูกขัดขวางด้วยความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดนทางบกยาว 800 กิโลเมตร ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากยุคอาณานิคมฝรั่งเศส

สถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมายังคงตึงเครียด หลังเกิดการสู้รบบริเวณชายแดนเมื่อเดือนกรกฎาคมและธันวาคมปีที่แล้ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและพื้นที่บางส่วนถูกยึดครอง แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงกล่าวหากันไปมาเรื่องการละเมิดข้อตกลง โดยกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยถอนกำลังทหารและตำหนิกรณีปราสาทหินได้รับความเสียหายจากการสู้รบ

ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับจะเปิดโอกาสให้คณะผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาตรวจสอบข้อพิพาทและทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม ผลการพิจารณาของคณะกรรมการชุดนี้จะ “ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย” ต่อทั้งสองฝ่าย แต่จะทำหน้าที่เป็นกรอบการเจรจาที่เป็นสากลและเป็นกลางมากขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศของไทยยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใด ๆ ต่อความเคลื่อนไหวของกัมพูชาในครั้งนี้ ท่ามกลางการจับตามองของนักลงทุนด้านพลังงานที่รอคอยความชัดเจนในการขุดเจาะทรัพยากรในอ่าวไทยมาอย่างยาวนาน.

ที่มา AFP / Reuters / The Phnom Penh Post

ญี่ปุ่นปล่อยนกช้อนหอยหงอน 8 ตัวคืนสู่ธรรมชาติ หลังสูญพันธุ์หลายสิบปี

ญี่ปุ่นปล่อยนกช้อนหอยหงอน 8 ตัวคืนสู่ธรรมชาติ หลังสูญพันธุ์หลายสิบปี

2 มิ.ย. 2569 12:28 น.

ญี่ปุ่นปล่อยนกช้อนหอยหงอน 8 ตัวคืนสู่ธรรมชาติ หลังสูญพันธุ์หลายสิบปี

ญี่ปุ่นทำพิธีปล่อย “นกช้อนหอยหงอน” หรือ “นกโทกิ” จำนวน 8 ตัวคืนสู่ป่าในภูมิภาคโนโตะ หลังนกช้อนหอยหงอนญี่ปุ่นป่าตัวสุดท้ายบนเกาะฮอนชู ถูกจับได้ในจังหวัดอิชิกาวะ เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1970 หรือกว่า 56 ปีก่อน เนื่องจากการล่าและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม

ญี่ปุ่นจัดพิธีปล่อย “นกช้อนหอยหงอน” (Crested Ibis) หรือที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักกันในชื่อ “นกโทกิ” จำนวน 8 ตัว คืนสู่ธรรมชาติอย่างเป็นทางการ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นสถานที่แห่งสุดท้ายที่มีผู้พบเห็นนกชนิดนี้ตามธรรมชาติ โดยเมื่อปี 1970 นกช้อนหอยหงอนญี่ปุ่นป่าตัวสุดท้ายบนเกาะฮอนชู ถูกจับได้ในจังหวัดอิชิกาวะ

พิธีการดังกล่าวจัดขึ้นโดยมีเจ้าชายอากิชิโนะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น พร้อมด้วยเจ้าหญิงคิโกะ พระชายา และคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูง ร่วมตัดริบบิ้นปล่อยนกออกจากกรงไม้ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชนในพื้นที่ที่มาร่วมชมภาพนกสีขาวแต้มแดงที่โบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง โดยนกทั้ง 8 ตัวนี้ได้รับการเลี้ยงดูมาจากศูนย์อนุรักษ์บนเกาะซาโดะ ในจังหวัดนีงาตะที่อยู่ใกล้เคียง และยังมีนกอีก 10 ตัวที่อยู่ระหว่างรอการปล่อยสู่ธรรมชาติ

นกช้อนหอยหงอน เป็นนกท้องถิ่นของเอเชียตะวันออก มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์คือขนสีขาวบริสุทธิ์ แต่จะมีเฉดสีชมพูอมส้มซ่อนอยู่ใต้ปีก และมีแต้มสีแดงสดรอบดวงตา ในอดีตพวกมันต้องเผชิญกับการถูกล่าอย่างหนัก ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง จนทำให้สูญพันธุ์ไปจากเกาะฮอนชูซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1970 และนกช้อนหอยหงอนสายพันธุ์พื้นเมืองญี่ปุ่นตัวสุดท้ายได้ตายไปในปี 2003 ที่เกาะซาโดะ

อย่างไรก็ตาม นกสายพันธุ์นี้สามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีกครั้งด้วยความช่วยเหลือจากประเทศจีน โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ในปี 1999 จีนได้มอบนกช้อนหอยหงอนคู่หนึ่งให้แก่ญี่ปุ่น จนนำไปสู่ความสำเร็จในการเพาะพันธุ์เทียมและให้กำเนิดลูกนกตัวแรกในกรงเลี้ยง หลังจากนั้นความพยายามในการเพาะพันธุ์และอนุรักษ์ก็รุดหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2008 ญี่ปุ่นได้เริ่มปล่อยนกที่เพาะพันธุ์ได้จำนวน 10 ตัวแรกคืนสู่ป่าบนเกาะซาโดะ ซึ่งในปัจจุบัน ประชากรของพวกมันบนเกาะได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นราว ๆ 500 ตัว

การปล่อยนกโทกิคืนสู่ป่าในภูมิภาคโนโตะครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จทางสิ่งแวดล้อม แต่ชาวเมืองยังมองว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีและเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของภูมิภาคโนโตะ ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูเมืองและสภาพจิตใจหลังจากเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงเมื่อปี 2024

ทั้งนี้ เทรนด์การอนุรักษ์และคืนชีวิตให้นกช้อนหอยหงอนไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2019 ประเทศเกาหลีใต้ก็ประสบความสำเร็จในการปล่อยนกช้อนหอยหงอนจำนวน 40 ตัวคืนสู่พื้นที่ชุ่มน้ำอูโพ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโซลเช่นกัน หลังจากที่นกชนิดนี้ได้สูญพันธุ์ไปจากคาบสมุทรเกาหลีตั้งแต่ปี 1979 ซึ่งครั้งสุดท้ายที่มีผู้พบเห็นคือบริเวณเขตปลอดทหารที่กั้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้.

ที่มา Associated Press / Independent