ตร.ปากีสถานช่วยหญิงฝรั่งเศส ถูกสามีกักขัง-ทารุณกรรมนาน 12 ปี

ตร.ปากีสถานช่วยหญิงฝรั่งเศส ถูกสามีกักขัง-ทารุณกรรมนาน 12 ปี

25 มิ.ย. 2569 04:46 น.

ตร.ปากีสถานช่วยหญิงฝรั่งเศส ถูกสามีกักขัง-ทารุณกรรมนาน 12 ปี

(ภาพจาก Khyber Pakhtunkhwa Police)

ตำรวจปากีสถานจับกุมชายคนหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่า กักขังและทารุณกรรมภรรยาชาวฝรั่งเศสกับลูก ๆ ของเขามานานร่วม 12 ปี นับตั้งแต่ย้ายมาจากออสเตรเลีย

สำนักข่าว BBC รายงานเมื่อ 24 มิ.ย. 2569 อ้างการเปิดเผยของตำรวจท้องถิ่นในปากีสถานว่า เจ้าหน้าที่จับกุมตัวชายคนหนึ่ง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาว่ากักขังหน่วงเหนี่ยวภรรยาชาวฝรั่งเศสกับลูกๆ ของตนเองไว้ภายในบ้าน พร้อมทั้งทารุณกรรมพวกเขานานกว่าหนึ่งทศวรรษ

ผู้เป็นภรรยามีชื่อว่า ซิลวี ยาสมินา โดยเธออ้างกับตำรวจว่า สามีของเธอได้ทำร้ายร่างกายและจิตใจของคนในครอบครัว “เป็นประจำทุกวัน” และอธิบายว่าเขาเป็นคนที่มีพฤติกรรม “รุนแรงมาก”

ลูกชายคนหนึ่งของพวกเขาอาศัยจังหวะลักลอบหนีออกจากบ้านเพื่อไปแจ้งความกับตำรวจ นำไปสู่การบุกเข้าตรวจค้นบ้านพักในเมืองบารา (Bara) ซึ่งเป็นเมืองห่างไกลในแถบเทือกเขาของจังหวัดไคเบอร์ปัคตูนควา

ตำรวจพบตัวยาสมินาและลูก ๆ ทั้ง 5 คน อยู่ใน “ห้องที่คับแคบและทรุดโทรมอย่างหนัก” โดยตามร่างกายของทุกคนมีรอยฟกช้ำดำเขียวเต็มไปหมด

ขณะนี้ ยาสมินาและลูก ๆ ถูกนำตัวไปยังสถานพักพิงสตรีในเมืองเปศวาร์ (Peshawar) แล้ว โดยตำรวจระบุว่าพวกเธอมีแผนจะเดินทางกลับประเทศฝรั่งเศส

ทั้งนี้ ยาสมินา วัย 54 ปี เล่าว่า สามีของเธอกักขังเธอกับลูก ๆ ไว้ในบ้านอย่างสมบูรณ์ นับตั้งแต่ครอบครัวย้ายจากประเทศออสเตรเลียมายังปากีสถานในปี 2557

“จากคำให้การของฝ่ายหญิง… เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ไปพบปะกับใครเลย ลูกคนโตสองคนต้องเสียโอกาสทางการศึกษา ในขณะที่ลูกคนเล็กอีกสามคนซึ่งเกิดในปากีสถานก็ไม่เคยได้เข้าโรงเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว” นายตำรวจระดับสูงกล่าวกับ BBC ภาษาอูร์ดู

เจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เป็นสามีมากนัก ทราบเพียงว่าเป็นชาวปากีสถาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขา “พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย” ในออสเตรเลียตอนที่ทั้งคู่พบกันในปี 2546 และอาศัยอยู่ในออสเตรเลียจนถึงปี 2557 ก่อนจะย้ายมายังปากีสถานพร้อมกับลูกคนโตสองคน

“พวกเราถูกพรากเสรีภาพไป สามีของฉันไม่ได้ดูแลพวกเราในแบบที่สามีและพ่อของลูกพึงกระทำ เขาตบตีพวกเราและสร้างความกดดันให้กับการใช้ชีวิตของพวกเราในทุก ๆ วัน” ยาสมินาเขียนระบุในคำให้การที่ยื่นต่อตำรวจ ซึ่งเนื้อหาบางส่วนได้รับการเผยแพร่โดยสื่อท้องถิ่น

“ฉันรู้สึกว่าอนาคตของฉันถูกทำลายไปแล้ว และอนาคตของลูก ๆ ก็คงจะต้องถูกทำลายลงไปด้วยเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โดรนอิสราเอล คร่าอีก 2 ศพในเลบานอน แม้กำลังเจรจากันที่สหรัฐฯ

โดรนอิสราเอล คร่าอีก 2 ศพในเลบานอน แม้กำลังเจรจากันที่สหรัฐฯ

25 มิ.ย. 2569 03:50 น.

โดรนอิสราเอล คร่าอีก 2 ศพในเลบานอน แม้กำลังเจรจากันที่สหรัฐฯ

โดรนของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนอีก 2 ศพ ในขณะที่เอกอัครราชทูตของทั้งสองฝ่ายเจรจาข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐอเมริกาเป็นวันที่ 2

สื่อของรัฐบาลเลบานอนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 2 รายจากเหตุโดรนของอิสราเอลโจมตีในหมู่บ้าน คฟาร์ รุมมาน (Kfar Rumman) ทางตอนใต้ของเลบานอนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24 มิ.ย. 2569) ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลและเลบานอนกำลังผลักดันการเจรจาอันตึงเครียดเพื่อยุติการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

สำนักข่าวแห่งชาติของเลบานอน (NNA) รายงานว่า ผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 2 ราย เสียชีวิตหลังจากโดรนโจมตีรถยนต์ “ขับเคลื่อนสี่ล้อ” คันหนึ่งที่บริเวณชานเมืองดับชา (Dabsha) ใกล้กับหมู่บ้าน คฟาร์ รุมมาน

ทางด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ชี้แจงหลังถูกถามเรื่องการโจมตีดังกล่าวว่า พวกเขาตรวจพบยานพาหนะ “ที่บรรทุกผู้ต้องสงสัยกำลังขับข้ามเขตความมั่นคงบริเวณสันเขา อาลี อัล-ตาเฮอร์ (Ali al-Taher)” ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อทหารของ IDF กองทัพอากาศอิสราเอลจึงได้โจมตีผู้ต้องสงสัยดังกล่าว “เพื่อขจัดภัยคุกคาม”

ทั้งนี้ การหยุดยิงในเลบานอนเป็นหนึ่งในข้อกำหนดภายในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านตกลงร่วมกัน แต่จนถึงตอนนี้ อิสราเอลยังคงโจมตีในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสหรัฐฯ จะร้องขอ สร้างความยากลำบากอย่างยิ่งต่อความพยายามบรรลุข้อตกลงสันติภาพในภูมิภาค

การโจมตีครั้งล่าสุดยังเกิดขึ้นในขณะที่ เอกอัครราชทูตของอิสราเอลและเลบานอนได้พบปะกันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ เป็นวันที่ 2 เพื่อเจรจาโดยมีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง หลังจากข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อต้นเดือนนี้ แต่ยังไม่อาจหยุดยั้งการโจมตีได้

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนรายงานเมื่อวันอังคารว่า การโจมตีของอิสราเอลที่เริ่มปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้งเมื่อ 2 มี.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4,192 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 12,171 ราย

ในช่วงเวลาเดียวกัน นายกิเดียน ซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล ระบุว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ยิงจรวด ขีปนาวุธ และโดรนรวมกันมากกว่า 7,000 ลำ/ลูก เข้าใส่อิสราเอล ส่งผลให้มีทหารอิสราเอลเสียชีวิตแล้ว 36 นาย และพลเรือนเสียชีวิต 4 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รูบิโอเผย การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญกับอิหร่าน จะเริ่ม 30 มิ.ย. นี้

รูบิโอเผย การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญกับอิหร่าน จะเริ่ม 30 มิ.ย. นี้

25 มิ.ย. 2569 01:19 น.

รูบิโอเผย การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญกับอิหร่าน จะเริ่ม 30 มิ.ย. นี้

รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ เผยว่า การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญร่วมกับอิหร่าน จะเริ่มขึ้นในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์กลับเข้าประเทศโดยเร็ว

เมื่อวันพุธที่ 24 มิ.ย. 2569 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การหารือทางเทคนิคกับอิหร่านที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาที่ยังคงดำเนินอยู่ จะเป็นการเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญ (expert level) ร่วมกับคณะทำงานในหัวข้อต่าง ๆ

นายรูบิโอเชื่อว่า การเจรจาดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 30 มิ.ย. และเสริมว่าการหารือดังกล่าว “เป็นระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานนิวเคลียร์ ด้านมาตรการคว่ำบาตร และด้านอื่น ๆ เป็นต้น”

“จะมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมในการเจรจาเหล่านั้น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพลังงานและหน่วยงานอื่น ๆ นั่นคือความหมายของการเจรจาในระดับเทคนิค” นายรูบิโอกล่าวกับผู้สื่อข่าวในประเทศคูเวต

นอกจากนั้น รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยังได้เน้นย้ำว่า ควรอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์เดินทางเข้าอิหร่าน “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” พร้อมระบุกับผู้สื่อข่าวว่า “นั่นคือข้อผูกพันที่ (อิหร่าน) ได้ให้ไว้ และเป็นสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรักษาคำพูด”

ทั้งนี้ นายรูบิโอกำลังอยู่ระหว่างทริปเยือนประเทศคูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประเทศเหล่านี้ และเพื่อแสดงความขอบคุณ “สำหรับการสนับสนุนอันยอดเยี่ยมที่พวกเขามีให้แก่เราตลอดช่วงที่สหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน”

นายรูบิโอย้ำว่า สหรัฐฯ จะไม่ “บั่นทอนความมั่นคง” ของกลุ่มประเทศพันธมิตรบริเวณอ่าวเปอร์เซียในการเจรจากับอิหร่าน พร้อมระบุว่าเขา “ไม่พบสัญญาณความแคลงใจใด ๆ ต่อการรับประกันความมั่นคงของเรา” ที่มีให้แก่ภูมิภาคนี้

“ผมคิดว่าเรามีจุดยืนที่สอดคล้องกันอย่างเหนียวแน่น” รูบิโอกล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ จะ “ประสานเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์กับพันธมิตรในแถบอ่าวอาหรับ” ในประเด็นเรื่องโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน

“เรามีความสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิมกับประเทศเหล่านี้ย้อนกลับไปหลายทศวรรษ” รูบิโอกล่าว “เรามีการวางกำลังพลในประเทศเหล่านี้ และเรามีสินทรัพย์ทางทหารอยู่ในประเทศเหล่านี้ด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

24 มิ.ย. 2569 23:50 น.

หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

หญิงซิดนีย์ฟื้นแล้วหลังแพทย์ให้ยาทำให้เธออยู่ในภาวะโคม่าชั่วคราวนานนับสัปดาห์ หลังจากเธอถูกฉลามกัดได้รับบาดเจ็บสาหัส จนต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงตัดแขนข้างหนึ่งด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ครอบครัวของ เลอา สจวร์ต ที่ถูกฉลามกัดขณะว่ายน้ำ ณ ชายหาดยอดนิยมแห่งหนึ่งในนครซิดนีย์เมื่อกว่าหนึ่งสัปดาห์ก่อน เปิดเผยว่า เธอได้ฟื้นขึ้นมาเป็นเวลาสั้น ๆ แล้ว หลังจากที่แพทย์ต้องทำให้เธออยู่ในภาวะโคม่าจากการใช้ยาระงับความรู้สึก

สจวร์ต วัย 34 ปี ถูกฉลามโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. ที่หาดคูจี (Coogee Beach) โดยเธอได้รับบาดเจ็บจากรอยกัดหลายแผลบริเวณแขนและขา และสูญเสียเลือดในปริมาณมากอย่างรุนแรง ซึ่งเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในอาการขั้นวิกฤต และต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงการตัดแขนของเธอด้วย

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พี่ชายของเธอเปิดเผยว่า แพทย์ได้ลดปริมาณยาของสจวร์ตลงเพื่อให้เธอสามารถฟื้นขึ้นมาได้ชั่วครู่ โดยคำแรกที่เธอพูดคือคำว่า “ฉันรักคุณ” กับคุณแม่และคนรักที่คอยเฝ้าอยู่ข้างเตียง พร้อมกับถามว่าลูกสาวของเธอปลอดภัยดีหรือไม่

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ใคร ๆ คาดคิดไว้มาก สำหรับพวกเราแล้ว มันรู้สึกเหมือนปาฏิหาริย์ และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราหลายคนได้หวังและสวดภาวนาให้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา” โจชัว สจวร์ต โพสต์ข้อความบนสื่อออนไลน์ถึงผู้ที่ส่งกำลังใจให้พี่สาวของเขา

โจชัวกล่าวว่า พี่สาวยังคงต้องอยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดติดต่อกันถึง 5 วัน และยังมีกำหนดการผ่าตัดเพิ่มเติมอีกในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป

“เลอายังมีเส้นทางอีกยาวไกลรออยู่ข้างหน้า และยังคงต้องอยู่ในความดูแลขั้นวิกฤต แต่นี่ถือเป็นก้าวแรกที่ดีมาก ๆ และทำให้พวกเรามีความหวังในการฟื้นตัวระยะยาวของเธอ” โพสต์ของโจชัวระบุ

อนึ่ง ในปีนี้เกิดเหตุฉลามโจมตีในออสเตรเลียหลายครั้งมาก โดยในเดือนมกราคมเกิดเหตุถึง 4 ครั้ง ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน ซึ่งเหยื่อรวมถึงเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกกัดที่ชายหาดในซิดนีย์และเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว

นอกจากนั้น เมื่อเดือนพฤษภาคมยังเกิดเหตุฉลามโจมตีจนมีผู้เสียชีวิตถึง 2 ราย โดยรายแรกเป็นชายที่ถูกฉลามคร่าชีวิตในรัฐควีนส์แลนด์ขณะกำลังยิงปลา และอีกรายเกิดที่รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ผู้เคราะห์ร้ายเป็นคุณพ่อลูกสองวัย 38 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แอร์บัสตรวจสอบเครื่อง A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวที่ปีก

แอร์บัสตรวจสอบเครื่อง A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวที่ปีก

24 มิ.ย. 2569 23:05 น.

แอร์บัสตรวจสอบเครื่อง A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวที่ปีก

บริษัท แอร์บัส เตรียมตรวจสอบเครื่องบินรุ่น A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวบริเวณชิ้นส่วนสำคัญของปีกเครื่องบิน โดยมี 5 ลำที่ต้องตรวจสอบในทันที

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท แอร์บัส (Airbus) ผู้ผลิตเครื่องบินสัญชาติยุโรปรายใหญ่ ออกแถลงการณ์ระบุว่า พวกเขาจะดำเนินการตรวจสอบเครื่องบินรุ่น A380 จำนวน 16 ลำ โดยในจำนวนนี้มี 5 ลำที่ต้องได้รับการตรวจสอบทันที หลังพบรอยร้าวบริเวณชิ้นส่วนสำคัญของปีกเครื่องบินในสายการบินเอมิเรตส์ (Emirates) และแควนตัส (Qantas)

สำนักงานความปลอดภัยการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) ออกคำสั่งด่วนให้สายการบินต่าง ๆ ตรวจสอบโครงสร้างคานปีก (Wing-spar) ของเครื่องบินเจ็ตลำที่ได้รับผลกระทบ หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพพบรอยร้าวระหว่างการซ่อมบำรุงตามปกติ ภายใต้แนวปฏิบัติใหม่ของ EASA ที่ออกเมื่อธันวาคม 2568

รอยร้าวดังกล่าวปรากฏขึ้นบริเวณคานโครงสร้างที่วางตัวตามแนวยาวของปีก ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องรองรับแรงยกตัวทางอากาศพลศาสตร์ส่วนใหญ่ในระหว่างการบิน

ในบรรดาเครื่องบิน 16 ลำที่ต้องเข้ารับการตรวจสอบนั้น มี 15 ลำเป็นของสายการบินเอมิเรตส์ และอีก 1 ลำเป็นของสายการบินแควนตัส ส่วนเครื่องบิน 5 ลำที่ต้องได้รับการตรวจสอบในทันทีนั้น เป็นของสายการบินเอมิเรตส์ ซึ่งมีกำหนดเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวอย่างเร็วที่สุดในวันพุธนี้

ทั้งนี้ สายการบินที่ให้บริการด้วยเครื่องบินรุ่น A380 ได้แก่ เอมิเรตส์, สิงคโปร์แอร์ไลน์, บริติชแอร์เวย์, แควนตัส, ลุฟต์ฮันซา, กาตาร์แอร์เวย์, โคเรียนแอร์, เอทิฮัดแอร์เวย์, แอนา (ANA) และเอเชียน่าแอร์ไลน์ แต่สายการบินที่ได้รับผลกระทบมีเพียงสองสายการบินข้างต้นเท่านั้น

“การตรวจสอบจะเริ่มขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า และจะมีการดำเนินการซ่อมบำรุงที่จำเป็นทั้งหมดก่อนที่เครื่องบินจะกลับมาให้บริการอีกครั้ง” สายการบินเอมิเรตส์แถลงเมื่อวันพุธ พร้อมระบุว่าจะทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับแอร์บัสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “เพื่อลดผลกระทบต่อตารางการบินให้เหลือน้อยที่สุด”

ที่ผ่านมาเครื่องบินรุ่น A380 เคยประสบปัญหาเกี่ยวกับปีกเครื่องบินมาก่อน โดยในปี 2555 EASA เคยออกคำสั่งให้มีการตรวจสอบ หลังจากตรวจพบรอยร้าวบริเวณชิ้นส่วนยึด (Brackets) ที่เชื่อมต่อระหว่างแผ่นผิวปีกภายนอกเข้ากับโครงสร้างซี่โครงปีกด้านใน (Internal ribs)

เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ส่งผลกระทบต่อฝูงบิน A380 ทั่วโลก จนเกิดโครงการซ่อมบำรุงที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งทางแอร์บัสได้แก้ไขปัญหานี้ในเวลาต่อมาด้วยการปรับเปลี่ยนการออกแบบในเครื่องบินล็อตที่ผลิตหลังจากนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฝรั่งเศสยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศเป็นรายแรกแล้ว โดยเป็นแพทย์ที่เดินทางกลับมาจากดีอาร์คองโก ซึ่งกำลังเผชิญการระบาดครั้งใหญ่

ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม พบผู้ติดเชื้ออีโบลาในประเทศรายแรก

24 มิ.ย. 2569 21:59 น.

ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม พบผู้ติดเชื้ออีโบลาในประเทศรายแรก

ฝรั่งเศสยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศเป็นรายแรกแล้ว โดยเป็นแพทย์ที่เดินทางกลับมาจากดีอาร์คองโก ซึ่งกำลังเผชิญการระบาดครั้งใหญ่

เมื่อวันพุธที่ 24 มิ.ย. 2569 ทางการฝรั่งเศสยืนยันการพบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นรายแรกของประเทศ โดยผู้ป่วยเป็นแพทย์ที่เพิ่งเดินทางกลับจากการปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรมในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก ซึ่งกำลังเผชิญการระบาดอย่างหนักของเชื้ออีโบลา

กระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศสแถลงเมื่อวันพุธว่า แพทย์คนดังกล่าวถูกส่งตัว “เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลเฉพาะทางในทันที” และในขณะนี้มีอาการคงที่

ทางกระทรวงเน้นย้ำด้วยว่า ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปนั้น “อยู่ในระดับที่ต่ำมาก” และเสริมว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการติดตามตัวผู้ที่อาจจะเคยสัมผัสใกล้ชิดกับแพทย์รายดังกล่าว และจัดตั้ง “ระบบเฝ้าระวังเฉพาะกิจ” สำหรับเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ที่เดินทางกลับมาจากดีอาร์คองโกแล้ว

กรณีนี้ถือเป็นผู้ป่วยอีโบลารายแรกที่ได้รับการยืนยันในทวีปยุโรป แม้ว่าเมื่อเดือนก่อน จะมีแพทย์ชาวอเมริกันรายหนึ่งซึ่งมีผลตรวจเชื้อเป็นบวกในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ได้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของประเทศเยอรมนีก็ตาม

ดีอาร์คองโกประกาศการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาเมื่อเดือนพฤษภาคม แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าไวรัสชนิดนี้ได้แพร่กระจายตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนแล้ว

จนถึงตอนนี้ มีรายงานผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นเพราะไวรัสอีโบลามากกว่า 260 ศพ ขณะที่มีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้วอีกกว่า 1,000 ราย

ขณะเดียวกัน ยูกันดาซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของดีอาร์คองโก ก็ยืนยันพบผู้ติดเชื้ออีโบลาแล้วเช่นกัน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มีผู้ติดเชื้อที่ทราบแน่ชัดแล้ว 20 ราย และยืนยันยอดผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

อนึ่ง บุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษต่อโรคอีโบลา เนื่องจากเชื้อไวรัสนี้แพร่กระจายผ่านทางสารคัดหลั่งของร่างกาย โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ระบุว่า มีบุคลากรทางการแพทย์ 75 รายติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโก และ 17 รายในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ ไวรัสอีโบลาที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบันคือสายพันธุ์ “บุนดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

ด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) และหน่วยงานสาธารณสุขของสหรัฐฯ ระบุตรงกันว่า การแพร่ระบาดของอีโบลาในครั้งนี้มีศักยภาพที่จะกลายเป็นหนึ่งในการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อหนาแน่นในจังหวัดทางภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดอิตูรี (Ituri), จังหวัดคีวูใต้ (South Kivu) และจังหวัดคีวูเหนือ (North Kivu) โดยจังหวัดอิตูรียังคงเป็นศูนย์กลางหลักของการแพร่เชื้อ โดยผู้ติดเชื้อกว่า 90% ถูกพบที่นั่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นจัดซื้อสเปรย์กันหมี 700 ชุด แจก รร.ชานกรุงโตเกียว รับมือหมีบุกเมือง

ญี่ปุ่นจัดซื้อสเปรย์กันหมี 700 ชุด แจก รร.ชานกรุงโตเกียว รับมือหมีบุกเมือง

24 มิ.ย. 2569 17:13 น.

ญี่ปุ่นจัดซื้อสเปรย์กันหมี 700 ชุด แจก รร.ชานกรุงโตเกียว รับมือหมีบุกเมือง

ทางการเมืองฮาชิโอจิ ชานกรุงโตเกียว ประกาศอนุมัติงบประมาณฉุกเฉินจัดซื้อสเปรย์ป้องกันหมีจำนวน 700 ชุด แจกจ่ายให้แก่โรงเรียนและองค์กรชุมชน หลังวิกฤตหมีป่าบุกรุกพื้นที่ชุมชนเมืองในญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากเหตุหมีทำร้ายสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ราย

โฆษกเมืองฮาชิโอจิ เปิดเผยว่า ทางเมืองได้อนุมัติแผนงบประมาณฉุกเฉินจำนวน 15 ล้านเยน (ประมาณ 3 ล้านบาท) เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันตัวและอุปกรณ์ผลักดันหมีป่า ซึ่งรวมถึงสเปรย์พริกไทยป้องกันหมีจำนวน 700 กระบอก รั้วไฟฟ้าแบบเคลื่อนย้ายได้ และอุปกรณ์ส่งสัญญาณเสียงความถี่สูง เพื่อกระจายส่งมอบให้กับโรงเรียนปฐมศึกษา มัธยมศึกษา รวมถึงกลุ่มอาสาสมัครและองค์กรชุมชนในพื้นที่

เมืองฮาชิโอจิ ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองทางตะวันตกของกรุงโตเกียว ซึ่งรายล้อมไปด้วยภูเขาและป่าไม้ ทำให้นิยมในหมู่ชาวเมืองที่จะเดินทางมาปีนเขาและเดินป่าในวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา มีรายงานการพบหมีหรือร่องรอยของหมีในพื้นที่แล้วถึง 11 ครั้ง โดยสถานีโทรทัศน์ NHK เผยภาพจากกล้องวงจรปิดตรวจจับความเคลื่อนไหวที่สามารถบันทึกภาพของหมีดำขนาดใหญ่กำลังป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้กับบ้านพักอาศัยของประชาชนเมื่อวันที่ 29 เมษายน

ข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นระบุว่า ในปีงบประมาณที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายสูงถึง 13 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ และสถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 พฤษภาคมของปีนี้ มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกแล้วถึง 5 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 20 คน

นอกจากนี้ สถิติทั่วประเทศระบุว่ายอดการแจ้งเหตุพบหมีป่าทะลุ 50,000 ครั้ง ซึ่งมากกว่าสถิติเดิมที่เคยทำไว้เมื่อสองปีก่อนถึงกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ที่หมีป่าเพิ่งตื่นจากการจำศีลและเริ่มออกจากป่ามาหาอาหารในเขตเมืองเนื่องจากสภาวะขาดแคลนอาหารในป่าธรรมชาติ

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สถานการณ์หมีป่าบุกเมืองได้ส่งผลให้โรงเรียนทุกแห่งในเมืองอุสึโนมิยะ ทางตอนเหนือของโตเกียว ต้องประกาศปิดการเรียนการสอนอย่างกะทันหัน หลังจากมีหมีป่าหลุดเข้ามาเดินเตร็ดเตร่ในเมืองและสามารถหลบหนีการตามล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจและพรานป่านานถึง 4 วันเต็มก่อนจะถูกจับกุมตัวได้ และก่อนหน้านั้นไม่นานก็เกิดเหตุหมีป่า “สุดฉลาด” ที่สามารถเปิดหน้าต่างและหมุนเปิดลูกบิดประตูเองได้ บุกเข้าทำร้ายคนงาน 4 รายในโรงงานสองแห่งที่จังหวัดฟุกุชิมะ

ด้านเรียวสุเกะ ซาโต โฆษกส่วนท้องถิ่นของเมืองฮาชิโอจิระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทางเมืองกำลังเร่งร่างคู่มือปฏิบัติการฉุกเฉินร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและสมาคมพรานป่าท้องถิ่น เพื่อกำหนดขั้นตอนการเข้าระงับเหตุและจับกุมอย่างทันท่วงทีหากมีหมีหลุดเข้ามาบนท้องถนนในย่านที่พักอาศัย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลางและส่วนภูมิภาคของญี่ปุ่นได้เริ่มดำเนินมาตรการเชิงรุก ด้วยการสั่งถางพุ่มไม้หนาตามริมตลิ่งแม่น้ำ รวมถึงพื้นที่รอยต่อระหว่างชุมชนเมืองและเขตภูเขา เพื่อทำลายพื้นที่ซ่อนตัวและสกัดกั้นไม่ให้หมีป่าใช้เป็นเส้นทางลัดเลาะเข้าสู่เขตที่อยู่อาศัยของประชาชน.

ที่มา AFP

ฝรั่งเศสไฟฟ้าดับท่ามกลางอากาศร้อนจัด แอร์-พัดลมขายเกลี้ยงทำลายสถิติพันเท่า

ฝรั่งเศสไฟฟ้าดับท่ามกลางอากาศร้อนจัด แอร์-พัดลมขายเกลี้ยงทำลายสถิติพันเท่า

24 มิ.ย. 2569 16:38 น.

ฝรั่งเศสไฟฟ้าดับท่ามกลางอากาศร้อนจัด แอร์-พัดลมขายเกลี้ยงทำลายสถิติพันเท่า

ยุโรปเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงครั้งประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานขัดข้องเนื่องจากไม่รองรับสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยที่ฝรั่งเศสเกิดเหตุหม้อแปลงไฟฟ้าขัดข้องจากความร้อน ทำให้อาคารและบ้านเรือนกว่า 106,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งทะลุ 41 องศาเซลเซียส ขณะที่ยอดขายพัดลมและเครื่องปรับอากาศพุ่งทะยานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 1,000 เท่า

สถานการณ์คลื่นความร้อนรุนแรงยังคงปกคลุมทวีปยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดยในสัปดาห์นี้อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งกลางวันและกลางคืนของฝรั่งเศสพุ่งสูงถึง 29.8 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นสถิติที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปี 1947 ส่งผลให้ทางการฝรั่งเศสต้องประกาศยกระดับเตือนภัยสภาพอากาศขั้นสูงสุด เป็นสีแดง เพิ่มอีก 4 จังหวัด ทำให้ปัจจุบันมีประชาชนราว 44 ล้านคน หรือกว่าร้อยละ 90 ของประเทศ กำลังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดระดับวิกฤต โดยอุณหภูมิพุ่งสูงระหว่าง 39 ถึง 41 องศาเซลเซียส ครอบคลุมตั้งแต่แคว้นบริตตานีไปจนถึงกรุงปารีส

ความร้อนที่รุนแรงและยาวนานได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนัก ล่าสุดทางการฝรั่งเศสรายงานเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในจังหวัดฟีนิสแตร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือ หลังจากหม้อแปลงไฟฟ้าขัดข้องจากอุณหภูมิที่สูงเกินขีดจำกัด ส่งผลกระทบให้บ้านเรือนและลูกค้าสูงสุดถึง 106,000 รายไม่มีไฟฟ้าใช้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและวิศวกรต้องเร่งทำงานตลอดทั้งคืนเพื่อจ่ายไฟสำรองและติดตั้งเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินให้แก่ศูนย์การแพทย์และบ้านพักคนชราเป็นอันดับแรก

วิกฤตสภาพอากาศในครั้งนี้ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของชาวฝรั่งเศสเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากอาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ในยุโรปถูกสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บความอบอุ่นในฤดูหนาวและไม่มีการติดตั้งระบบทำความเย็น ทำให้อุปสงค์ของเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ความเย็นพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

อเล็กซองดร์ บงปาร์ต ประธานบริหารของเครือซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ “คาร์ฟูร์” เปิดเผยว่า เพียงแค่วันจันทร์วันเดียว บริษัทสามารถทำยอดขายพัดลมและเครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่ได้สูงถึง 30,000 เครื่องภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งคิดเป็นยอดขายที่มากกว่าวันปกติถึง 1,000 เท่า ขณะที่แพลตฟอร์มอเมซอน รายงานยอดขายสินค้ากลุ่มนี้โตขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ด้านช่างไฟฟ้าในพื้นที่ต่างยอมรับว่าได้รับโทรศัพท์ติดต่อให้เข้าติดตั้งเครื่องปรับอากาศ “กรณีฉุกเฉิน” จนล้นมือจนผู้พักอาศัยหลายคนเลือกที่จะละเลยขั้นตอนการขออนุญาตจากนิติบุคคลเนื่องจากไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศที่อบอ้าวได้

“การมาเที่ยวปารีสในสภาพอากาศแบบนี้มันแย่มาก พวกเรากำลังจะหมดลมหายใจ ทั้งบนท้องถนน ในสถานีรถไฟใต้ดิน หรือแม้แต่ในห้องพักที่เช่าไว้” จอห์น บีเลอร์ วิศวกรชาวอเมริกันวัย 45 ปีที่เดินทางมาท่องเที่ยวกล่าว พร้อมระบุว่าเขาจำเป็นต้องย้ายไปนอนโรงแรมที่มีเครื่องปรับอากาศแทน

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุสลดในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อผลชันสูตรพลิกศพพบว่าเด็กเล็กสองคนอายุ 2 และ 4 ขวบ เสียชีวิตเนื่องจากทนความร้อนไม่ไหวหลังติดอยู่ภายในรถยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้านพัก โดยมารดาระบุว่าเด็ก ๆ แอบเข้าไปเล่นในรถโดยที่เธอไม่ทราบ

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า คลื่นความร้อนรอบนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยปรากฏการณ์สภาพอากาศที่เรียกว่า “โอเมก้า บล็อก” (Omega block) ซึ่งมีลักษณะของมวลอากาศที่ล็อกความร้อนให้อบอวลและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ วันต่อวัน โดยมีปัจจัยเร่งมาจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากฝีมือมนุษย์ อุณหภูมิในปัจจุบันควรจะเย็นกว่านี้ประมาณ 2 ถึง 4 องศาเซลเซียส

สถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านต่างวิกฤตไม่แพ้กัน โดยที่สหราชอาณาจักร สำนักงานสาธารณสุขได้ประกาศเตือนภัยความร้อน “ระดับสีแดง” ซึ่งเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ชาติ เนื่องจากอุณหภูมิพุ่งสูงแตะปลายระดับ 30 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตแม้ในกลุ่มคนที่มีสุขภาพแข็งแรง ขณะที่ผู้ให้บริการรถไฟได้สั่งจำกัดความเร็วและแนะนำให้ประชาชนเดินทางเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น เนื่องจากความร้อนส่งผลกระทบต่อรางรถไฟ ด้านสมาคมครูใหญ่แห่งชาติระบุว่า โรงเรียนเกือบทุกแห่งต้องปรับตารางเรียนเนื่องจากอาคารเรียนในอังกฤษไม่พร้อมรองรับความร้อนระดับนี้

ส่วนอิตาลี กระทรวงสาธารณสุขประกาศเตือนภัยระดับสีแดงใน 16 เมืองใหญ่ รวมถึงโรมและมิลาน โดยคาดว่าสภาพอากาศจะย่ำแย่ลงอีกในพื้นที่แถบชายฝั่งเนื่องจากความชื้นสูง ซึ่งอาจทำให้ดัชนีความร้อน หรืออุณหภูมิที่มนุษย์รู้สึกจริง พุ่งสูงถึง 45 องศาเซลเซียส

ขณะที่เนเธอร์แลนด์ได้ประกาศเตือนภัยระดับสีส้ม ทางรถไฟแห่งชาติประกาศลดเที่ยววิ่งในหลายเส้นทาง ขณะที่สภาเมืองอัมสเตอร์ดัมเปิดให้ผู้ถือบัตรผ่านเมืองสามารถเข้าใช้บริการสระว่ายน้ำกลางแจ้งฟรีเพื่อคลายร้อน

ทั้งนี้ คลื่นความร้อนดังกล่าวมีแนวโน้มจะเคลื่อนตัวเข้าท่วมยุโรปตะวันออกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยโปแลนด์คาดการณ์ว่าอุณหภูมิอาจทำลายสถิติสูงสุดเดิมที่ 40.2 องศาเซลเซียสที่เคยทำไว้ในปี 1921 ขณะที่โครเอเชียและฮังการีได้เตรียมยกระดับการเตือนภัยสู่ขั้นสูงสุดแล้วเช่นกัน โดยมีเพียงประเทศสเปนเท่านั้นที่เริ่มมีสัญญาณของอุณหภูมิที่ลดลงเล็กน้อยในบางพื้นที่.

ที่มา AFP / Reuters

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 8 ผู้ต้องหา รวม 450 ปี ก่อจลาจลต้าน ICE-ยิงตำรวจเจ็บ

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 8 ผู้ต้องหา รวม 450 ปี ก่อจลาจลต้าน ICE-ยิงตำรวจเจ็บ

24 มิ.ย. 2569 15:02 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 8 ผู้ต้องหา รวม 450 ปี ก่อจลาจลต้าน ICE-ยิงตำรวจเจ็บ

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ พิพากษาลงโทษจำคุกกลุ่มผู้ประท้วงที่มีความเชื่อมโยงกับขบวนการฝ่ายซ้ายจัด “Antifa” จำนวน 8 ราย รวมโทษจำคุกสูงถึง 450 ปี จากคดีก่อเหตุจลาจล และเปิดฉากยิงถล่มเจ้าหน้าที่ตำรวจจนได้รับบาดเจ็บ บริเวณหน้าศูนย์กักกันคนเข้าเมืองในรัฐเท็กซัส เมื่อวันชาติสหรัฐฯ ปีที่ผ่านมา โดยแกนนำกลุ่มซึ่งเป็นอดีตทหารกองหนุนโดนโทษสูงสุดถึง 100 ปี

ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ในเมืองฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส ได้อ่านคำพิพากษาลงโทษจำคุกสมาชิกขบวนการฝ่ายซ้ายจัด “แอนติฟา” (Antifa) จำนวน 8 ราย โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 30 ปี ไปจนถึง 100 ปี รวมโทษจำคุกของทุกคนสูงถึง 450 ปี จากคดีบุกโจมตีศูนย์กักกันผู้ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) “แพรรีแลนด์” ในเมืองอัลวาราโด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2025 หรือวันชาติสหรัฐฯ โดยอัยการระบุว่า กลุ่มติดอาวุธแอนติฟาที่แต่งกายด้วยชุดยุทธวิธีสีดำได้มารวมตัวกัน ก่อนจะเปิดฉากยิงปืน สาดกระสุน และขว้างปาระเบิดเพลิงรวมถึงดอกไม้ไฟเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาคารของรัฐบาลกลาง ตลอดจนทุบทำลายยานพาหนะและป้อมยาม ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ซึ่งผู้พิพากษาสหรัฐฯ ได้ประณามการกระทำในวันนั้นว่าเป็น “การจู่โจมต่อระบอบประชาธิปไตย” อย่างร้ายแรง

ผู้ได้รับการลงโทษหนักที่สุดคือ เบนจามิน ฮานิล ซง ซึ่งเป็นอดีตทหารกองหนุนหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ และถูกระบุว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มและผู้จัดตั้งปฏิบัติการในครั้งนี้ เขาถูกตัดสินความผิดในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และถูกสั่งจำคุกเป็นเวลา 100 ปี โดยนางโฮป ซง มารดาของเขา และทนายความได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าลูกชายไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร

ด้านนายซงได้ระบุในแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรว่า เหตุผลที่เขาตัดสินใจลั่นไกปืนในคืนนั้น เป็นเพราะเขาเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเตรียมจะวิสามัญผู้ประท้วงอีกรายหนึ่ง โดยทางทนายความฝ่ายจำเลยยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ โดยระบุว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย แต่เป็นเพียงกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีและต้องการให้เสียงของตนเองเป็นที่รับรู้เท่านั้น

สำหรับผู้ต้องหาอีก 7 รายที่ถูกตัดสินโทษในรอบนี้ ได้แก่ มาริเซลา รูเอดา ถูกตัดสินจำคุก 70 ปี, ออทัมน์ ฮิลล์ (หรือ คาเมรอน อาร์โนลด์), ซาวันนา แบตเทน, แซกการี อีเวตต์ส, มีแกน มอร์ริส (หรือ แบรดฟอร์ด มอร์ริส) และ เอลิซาเบธ โซโต ถูกตัดสินจำคุกคนละ 50 ปี และแดเนียล โรลันโด ซานเชซ-เอสตราดา ถูกตัดสินจำคุก 30 ปี

พวกเขาทั้งหมดถูกคณะลูกขุนตัดสินความผิดในหลายข้อหาหนัก เช่น การก่อจลาจล, การใช้อาวุธและวัตถุระเบิด, การให้ความสนับสนุนด้านวัตถุแก่ผู้ก่อการร้าย และการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ยังมีจำเลยรายที่ 9 คือ อิเนส โซโต รวมถึงผู้สมรู้ร่วมคิดอีก 7 รายที่ยอมรับสารภาพก่อนการพิจารณาคดี มีกำหนดเข้ารับฟังคำพิพากษาลงโทษในวันที่ 1 กรกฎาคมที่จะถึงนี้

ท็อดด์ บลานช์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ประณามกลุ่มผู้ก่อเหตุอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “บทลงโทษที่ออกมาในวันนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ก่อการร้ายแอนติฟาที่โจมตีเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและทรัพย์สินของส่วนรวม จะต้องเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรมที่รวดเร็วและเด็ดขาดโดยไม่มีข้อละเว้น”

ทั้งนี้ กลุ่ม “Antifa” หรือขบวนการต่อต้านฟาสซิสต์ กลายเป็นเป้าหมายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเขาได้ลงนามในคำสั่งบริหารเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อจัดให้ขบวนการฝ่ายซ้ายจัดที่ไร้แกนนำกลุ่มนี้ให้เป็น “องค์กรก่อการร้ายภายในประเทศ” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักสิทธิมนุษยชนว่า แอนติฟาเป็นเพียงแนวคิดอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่ใช่องค์กรที่มีโครงสร้างสมาชิกหรือแกนนำที่ชัดเจน และการนับถืออุดมการณ์ใด ๆ ไม่ควรถูกตีเป็นความผิดทางอาญาที่ต้องรับโทษหนักเช่นนี้.

ที่มา BBC / Reuters

ทรัมป์สั่งสอบ บ.น้ำมัน “โก่งราคา” เหตุราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ลดตามต้นทุนน้ำมันดิบ

ทรัมป์สั่งสอบ บ.น้ำมัน "โก่งราคา" เหตุราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ลดตามต้นทุนน้ำมันดิบ

24 มิ.ย. 2569 14:01 น.

ทรัมป์สั่งสอบ บ.น้ำมัน “โก่งราคา” เหตุราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ลดตามต้นทุนน้ำมันดิบ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมเปิดฉากสืบสวนกลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในข้อหา “โก่งราคา” หลังพบว่าราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงล่าช้าและไม่สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบโลกที่ร่วงลงอย่างรุนแรง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล ในช่วงกลางดึกวันอังคารที่ผ่านมา สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เข้าตรวจสอบบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในประเทศทันที โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้กำลัง “ขูดรีด” ผู้บริโภค เนื่องจากไม่ยอมปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มให้ลดลงในสัดส่วนที่เท่ากับการดิ่งลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

“บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ทั้งหลายไม่ได้ลดราคาหน้าปั๊มให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบที่พวกเขาซื้อมาในราคาที่ถูกลงอย่างมาก ตอนนี้ราคาน้ำมันดิบกำลังร่วงลงราวกับก้อนหินตกตึก! พูดง่าย ๆ ก็คือ ลูกค้ากำลังถูกโก่งราคา” ทรัมป์ระบุในโพสต์ พร้อมทิ้งท้ายอย่างดุดันว่า “ราคาหน้าปั๊มควรจะลดลงเร็วกว่าที่ผมกำลังเห็นอยู่ในตอนนี้!”

อย่างไรก็ดี ทั้งทำเนียบขาวและกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมใด ๆ นอกเวลาทำการปกติเกี่ยวกับคำสั่งสายฟ้าแลบของผู้นำสหรัฐฯ ในครั้งนี้

ชนวนเหตุของความไม่พอใจของทรัมป์เกิดจากความเหลื่อมล้ำของตัวเลขราคาพลังงาน โดยหลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว และเริ่มเปิดเส้นทางเดินเรือผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของโลกอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ดิ่งลงแล้วถึง 23% นับตั้งแต่จุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม และหากเทียบกับช่วงพุ่งทะยานสูงสุดในเดือนมีนาคม ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงมาแล้วถึง 40%

แต่ข้อมูลจาก GasBuddy ระบุว่า ราคาขายปลีกน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐฯ เมื่อเช้าวันพุธ (24 มิ.ย.) อยู่ที่ 3.906 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หรือประมาณ 3.93 ดอลลาร์ตามข้อมูลของสมาคมยานยนต์อเมริกัน ซึ่งลดลงเพียง 14% จากจุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม และยังคงสูงกว่าระดับ 2.764 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยในเดือนมกราคม ก่อนที่สงครามกับอิหร่านจะปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์

ราคาน้ำมันนับเป็นประเด็นทางการเมืองที่อ่อนไหวอย่างยิ่งในสหรัฐฯ เนื่องจากรถยนต์ส่วนบุคคลที่ใช้น้ำมันยังคงเป็นพาหนะหลักในการเดินทางของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมา ทรัมป์เผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแรงตีกลับอย่างรุนแรงจากสาธารณชน ที่ไม่พอใจต่อการตัดสินใจเข้าร่วมทำสงครามในตะวันออกกลางจนส่งผลให้ราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงลิ่ว และมองว่ารัฐบาลนำเงินภาษีของประชาชนหลายพันล้านดอลลาร์ไปละเลงในสงคราม

แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ จะเคยคาดการณ์ซ้ำ ๆ ว่าราคาน้ำมันจะ “ร่วงลงราวกับก้อนหิน” ทันทีที่สงครามยุติลง แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายรายกลับมองต่างมุม โดยคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์ในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายามลดอุณหภูมิความไม่พอใจของประชาชน ในขณะที่ตัวเขาและพรรครีพับลิกันกำลังเผชิญศึกหนักในการรักษาเก้าอี้เสียงข้างมากอันน้อยนิดในสภาคองเกรส สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้.

ที่มา Reuters / AFP