จีนส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน “เหลียวหนิง” ซ้อมรบใกล้ฟิลิปปินส์

จีนส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน “เหลียวหนิง” ซ้อมรบใกล้ฟิลิปปินส์

2 มิ.ย. 2569 12:08 น.

จีนส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน “เหลียวหนิง” ซ้อมรบใกล้ฟิลิปปินส์

เรือบรรทุกเครื่องบิน “เหลียวหนิง” ของจีน พร้อมกองเรือคุ้มกันปฏิบัติการในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกของฟิลิปปินส์ เครื่องบิน-ฮ.บินขึ้น-ลงกว่า 170 ครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาค

วันที่ 1 มิถุนายน 2569 กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า กองทัพเรือจีนได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน เหลียวหนิง พร้อมเรือรบคุ้มกันเข้าปฏิบัติการฝึกทางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกของฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่นตรวจพบเรือเหลียวหนิง และกองเรือร่วมปฏิบัติการแล่นอยู่ในน่านน้ำทางตะวันออกของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 26-28 พฤษภาคม โดยกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้มีการเผยแพร่แผนที่แสดงเส้นทางการเคลื่อนที่ของกองเรือจีน

ข้อมูลจากญี่ปุ่นระบุว่า เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือเหลียวหนิงทำการขึ้นและลงจากดาดฟ้าเรือรวมประมาณ 170 ครั้ง ระหว่างที่กองเรือแล่นปฏิบัติการในพื้นที่มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก นอกจากนี้กองเรือจีนยังเคลื่อนเข้าใกล้พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะมิยาโกจิมะ จังหวัดโอกินาวา ในระยะประมาณ 590 กิโลเมตร

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เรือเหลียวหนิงกำลังเคลื่อนตัวลงทางตะวันออกเฉียงใต้ตามแนวฟิลิปปินส์ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตำแหน่งล่าสุด

ด้านกระทรวงกลาโหมของไต้หวัน เปิดเผยว่า ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของเรือเหลียวหนิงอย่างใกล้ชิดเช่นกัน โดยระบุว่าเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ได้แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม รายงานระบุว่า จีนเพิ่มความเคลื่อนไหวทางทหารในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ มีความใกล้ชิดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Reuters

รัสเซียถล่มยูเครนระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย บาดเจ็บกว่า 60 คน

รัสเซียถล่มยูเครนระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย บาดเจ็บกว่า 60 คน

2 มิ.ย. 2569 11:40 น.

รัสเซียถล่มยูเครนระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย บาดเจ็บกว่า 60 คน

รัสเซียเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งใหญ่ต่อหลายเมืองสำคัญของยูเครน รวมถึงกรุงเคียฟ เมืองดนีโปร และคาร์คิฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน และบาดเจ็บมากกว่า 60 คน ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เพิ่งออกมาเตือนก่อนหน้านี้ไม่กี่วันว่า รัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่ระลอกใหม่ ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 และยังไร้วี่แววการเจรจาสันติภาพ

นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และบาดเจ็บ 58 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กเล็กรวมอยู่ด้วย การโจมตีส่งผลให้อาคารที่พักอาศัยสูง 24 ชั้นพังถล่มลงมา ซึ่งคาดว่ายังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง นอกจากนี้ยังมีไฟไหม้อาคาร 9 ชั้น และความเสียหายในย่านโอโบลอน ที่เศษขีปนาวุธตกใส่รถยนต์และพื้นที่ใกล้เคียงโรงเรียนอนุบาล ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพลงไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดิน

ด้านเมืองดนีโปร ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บ 25 ราย จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยมีการเผยแพร่ภาพความเสียหายของอาคารที่พักอาศัย รถยนต์ที่ถูกไฟไหม้ และสนามเด็กเล่นที่พังยับเยิน ส่วนที่เมืองคาร์คิฟ นายกเทศมนตรีอิกอร์ เทเรคอฟ ระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 1 คน

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีเซเลนสกี ได้กล่าวสุนทรพจน์ผ่านวิดีโอเตือนประชาชนว่า “ข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองยืนยันว่ารัสเซียเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่ และมันได้เกิดขึ้นแล้ว” พร้อมย้ำให้ประชาชนอย่าละเลยสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ทั้งนี้ ผู้นำยูเครนยังได้เรียกร้องไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสภาคองเกรสของสหรัฐฯ เพื่อขอสนับสนุนระบบขีปนาวุธ “แพทริออต” เพิ่มเติม เพื่อใช้สกัดกั้นขีปนาวุธบอลลิสติกของรัสเซียที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในขณะนี้

รัสเซียเคยประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะโจมตี “เป้าหมายทางทหารและศูนย์กลางการเมือง” ในกรุงเคียฟอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโต้เหตุโดรนโจมตีหอพักในภูมิภาคลูฮันสก์เมื่อเดือนก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 21 ราย แม้ทางยูเครนจะปฏิเสธความรับผิดชอบในเหตุดังกล่าวก็ตาม

ขณะเดียวกัน ยูเครนก็ได้ทำการตอบโต้ด้วยโดรนเช่นกัน โดยรายงานระบุว่าโดรนของยูเครนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายในภูมิภาคเคิร์สก์ของรัสเซีย และเกิดไฟไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันอิลสกี ในเมืองคราสโนดาร์ ทางตอนใต้ของรัสเซีย

ปัจจุบันสงครามรัสเซีย-ยูเครนย่างเข้าสู่ปีที่ 5 นับตั้งแต่การบุกรุกเต็มรูปแบบในปี 2022 โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว รัสเซียได้ส่งโดรนพิสัยไกลโจมตียูเครนถึง 8,150 ลำ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้ถึงร้อยละ 24 ขณะที่ความพยายามในการเจรจาสันติภาพยังคงหยุดชะงัก เนื่องจากประชาคมโลกกำลังมุ่งเน้นความสนใจไปที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นหลัก. 

ที่มา Reuters / AFP

ตำรวจแคนาดายึดเสื้อบอลปลอมรับฟุตบอลโลก มูลค่ากว่า 83 ล้านบาท

ตำรวจแคนาดายึดเสื้อบอลปลอมรับฟุตบอลโลก มูลค่ากว่า 83 ล้านบาท

2 มิ.ย. 2569 11:12 น.

ตำรวจแคนาดายึดเสื้อบอลปลอมรับฟุตบอลโลก มูลค่ากว่า 83 ล้านบาท

ตำรวจนครโตรอนโตของแคนาดาบุกทลายโกดังสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ยึดสินค้ากว่า 16,000 ชิ้น รวมถึงเสื้อบอลและถ้วยฟุตบอลโลกปลอม มูลค่ารวมกว่า 3.56 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 83.8 ล้านบาท ถือเป็นการจับกุมสินค้าเลียนแบบประเภทฟุตบอลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคนาดา ก่อนที่การแข่งขันฟุตบอลโลกจะเปิดฉากขึ้นเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์

สำนักงานตำรวจนครโตรอนโต ประเทศแคนาดา แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาชาย 2 ราย พร้อมของกลางสินค้าประเภทฟุตบอลละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมหาศาล ซึ่งมีมูลค่าในตลาดสูงถึง 3.56 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 83.8 ล้านบาท)

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นหลังจากหน่วยสืบสวนวางแผนเฉพาะกิจเพื่อรองรับการแข่งขันฟุตบอลโลกของตำรวจโตรอนโต ได้รับแจ้งเบาะแสเมื่อเดือนพฤษภาคมจากสำนักงานกฎหมาย “Lipkus Law” ที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายต่อต้านการปลอมแปลงแห่งแคนาดา นำไปสู่การขยายผลเข้าตรวจค้นโกดังสินค้าแห่งหนึ่งในเมืองมิสซิสซอกา ซึ่งถูกใช้เป็นแหล่งพักและกระจายสินค้าส่งต่อไปยังร้านค้าปลีกต่าง ๆ

จากการตรวจสอบภายในโกดัง เจ้าหน้าที่พบเสื้อฟุตบอลและธงชาติปลอมแปลงที่ติดตราสัญลักษณ์แบรนด์ดังระดับโลก อาทิ FIFA, Nike, Adidas และ Puma มากกว่า 16,000 ชิ้น นอกจากนี้ยังพบหมวก และถ้วยรางวัลฟุตบอลโลกจำลองปลอมอีก 2 ใบ

เจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย เป็นชายอายุ 41 ปี จากเมืองมิลตัน และชายอายุ 62 ปี จากเมืองมิสซิสซอกา โดยทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงที่มีมูลค่าความเสียหายเกิน 5,000 ดอลลาร์แคนาดา พร้อมด้วยข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงอีกหลายกระทง

โรเบิร์ต จอห์นสัน รองผู้บัญชาการตำรวจโตรอนโต เปิดเผยว่า “นี่คือขบวนการขนาดใหญ่ที่ตั้งใจเข้ามาฉวยโอกาสจากแฟนบอล และใช้ความรักในกีฬาของพวกเขามาแสวงหาผลประโยชน์” ขณะที่ เดวิด เอคลุนด์ ผู้กำกับการตำรวจ ระบุว่า จากจำนวนของกลางที่ยึดได้จำนวนมาก ทำให้เชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองน่าจะทำธุรกิจผิดกฎหมายนี้มานานแล้ว และเงินที่ได้จากขบวนการสินค้าปลอมเหล่านี้ มักจะถูกนำไปใช้หมุนเวียนเพื่อขับเคลื่อนเครือข่ายอาชญากรรมจัดตั้งอื่น ๆ ต่อไป

ทั้งนี้ นครโตรอนโตกำลังเตรียมพร้อมเป็นเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขันฟุตบอลโลกจำนวน 6 แมตช์ ซึ่งรวมถึงนัดเปิดสนามของทีมชาติแคนาดาที่จะพบกับบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเยือนนครงโตรอนโตมากกว่า 300,000 คน ทำให้ความต้องการสินค้าที่ระลึกพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ด้าน เดวิด ลิปคุส ตัวแทนจากสำนักงานกฎหมาย Lipkus Law ได้ให้คำแนะนำแก่แฟนบอลในการเลือกซื้อสินค้าว่า ให้ตรวจสอบคุณภาพการตัดเย็บ เนื้อผ้า และรอยปั๊มตราแบรนด์ รวมถึงมองหาคำผิดบนป้ายสินค้า ที่สำคัญหากพบสินค้า “แบรนด์พรีเมียม” แต่กลับขายในราคาที่ถูกจนผิดปกติให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นของปลอม

พร้อมทิ้งท้ายเตือนสติผู้บริโภคว่า “การซื้อของปลอมไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีใครเสียหาย เพราะมันคือท่อน้ำเลี้ยงที่ส่งต่อไปยังเครือข่ายสิ่งผิดกฎหมาย และอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของตัวคุณเองด้วย” โดยหากใครที่รู้ตัวว่าหลงซื้อสินค้าปลอมไปแล้ว สามารถแจ้งเรื่องได้ที่ตำรวจท้องที่ หรือศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงแห่งแคนาดา.

ที่มา CBC News / Reuters

เครื่องบินกองทัพไต้หวันตก ขณะซ้อมแผนเหตุเครื่องยนต์ขัดข้อง นักบินดับ 2 นาย

เครื่องบินกองทัพไต้หวันตก ขณะซ้อมแผนเหตุเครื่องยนต์ขัดข้อง นักบินดับ 2 นาย

2 มิ.ย. 2569 11:01 น.

เครื่องบินกองทัพไต้หวันตก ขณะซ้อมแผนเหตุเครื่องยนต์ขัดข้อง นักบินดับ 2 นาย

กองทัพอากาศตั้งคณะสอบสวนหาสาเหตุ หลังเครื่องบินฝึก T-34 ตกในฐานทัพอากาศเกาสง ขณะซ้อมจำลองสถานการณ์เครื่องบินขัดข้อง ด้านผู้นำไต้หวันแสดงความเสียใจ ยกย่องนักบินผู้เสียสละเพื่อชาติ

เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินฝึกของกองทัพอากาศไต้หวัน ตกภายในฐานทัพอากาศทางตอนใต้ของประเทศ ระหว่างการฝึกจำลองสถานการณ์เครื่องยนต์ขัดข้อง ส่งผลให้นักบินเสียชีวิตทั้ง 2 นาย

โดยกระทรวงกลาโหมไต้หวันเปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.08 น. ของวันที่ 2 มิถุนายน โดยเครื่องบินฝึกแบบ T-34 ประสบอุบัติเหตุตกบริเวณปลายด้านเหนือของรันเวย์ภายในฐานทัพอากาศกังซาน เมืองเกาสง ทำให้นักบินทั้งสองนายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยทางการเปิดเผยเพียงยศและนามสกุล คือ พันโทลู่ และพันโทกัว

ภายหลังเกิดเหตุ กองทัพอากาศไต้หวันได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างเร่งด่วน ขณะที่นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน กล่าวแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งนี้ พร้อมยกย่องนักบินทั้งสองว่าเป็นวีรบุรุษ ที่อุทิศตนเสียสละและทุ่มเทในการปกป้องความมั่นคงของไต้หวัน

ขณะที่โฆษกกองทัพอากาศไต้หวันปฏิเสธให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุบัติเหตุในระหว่างที่การสอบสวนยังดำเนินอยู่

ข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุว่า เครื่องบินฝึก T-34 ผลิตโดยบริษัทบีชคราฟต์ เป็นเครื่องบินใบพัดเครื่องยนต์เดี่ยวที่ถูกใช้เป็นเครื่องบินฝึกหลักสำหรับนักบินทหารอากาศของไต้หวันมานานหลายทศวรรษเครื่องบินรุ่นดังกล่าวเริ่มเข้าประจำการในไต้หวันตั้งแต่ปี 2527 หรือกว่า 40 ปีมาแล้ว

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือน หลังจากกองทัพไต้หวันเผชิญเหตุเครื่องบินขับไล่ F-16 ตกลงในทะเลทางตะวันออกของเกาะระหว่างภารกิจฝึกตามปกติเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่านักบินสามารถดีดตัวออกจากเครื่องได้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบตัว.

ที่มา :channelnewsasia

NASA เผยแท่นปล่อยจรวดที่เกิดระเบิดขณะทดสอบ เสียหายหนักและอาจใช้เวลาซ่อมนานหลายปี

NASA เผยแท่นปล่อยจรวดที่เกิดระเบิดขณะทดสอบ เสียหายหนักและอาจใช้เวลาซ่อมนานหลายปี

2 มิ.ย. 2569 10:17 น.

NASA เผยแท่นปล่อยจรวดที่เกิดระเบิดขณะทดสอบ เสียหายหนักและอาจใช้เวลาซ่อมนานหลายปี

ผู้บริหาร NASA เผยแท่นปล่อยจรวด New Glenn ที่ระเบิดระหว่างทดสอบเครื่องยนต์ได้รับความเสียหายรุนแรง แท่นปล่อยพังยับ คาดกระทบภารกิจอวกาศและโครงการดาวเทียมของ Amazon ที่หวังแข่งกับ SpaceX

ความพยายามของบริษัท บลู ออริจิน (Blue Origin) ในการท้าชิงความเป็นผู้นำด้านธุรกิจอวกาศจากสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) กำลังเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ หลังเกิดเหตุระเบิดรุนแรงระหว่างการทดสอบจรวด “นิว เกล็นน์” (New Glenn) ส่งผลให้แท่นปล่อยจรวดได้รับความเสียหายอย่างหนัก และอาจต้องใช้เวลานานในการซ่อมแซม

จาเร็ด ไอแซกแมน ผู้บริหารองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแท่นปล่อยจรวดของบลู ออริจินนั้นรุนแรงมาก และการฟื้นฟูอาจต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่เขาระบุว่า กรอบเวลาที่แท่นปล่อยจะกลับมาใช้งานได้เต็มรูปแบบในปี 2028 ถือว่ายังมีความเป็นไปได้

เหตุการณ์ไม่คาดคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะที่จรวดนิว เกล็นน์ กำลังเข้ารับการทดสอบการจุดเครื่องยนต์แบบอยู่กับที่ หรือ Static Hot-Fire Test ซึ่งเป็นขั้นตอนมาตรฐานก่อนปล่อยขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งเกิดขึ้นภายในศูนย์ปล่อยจรวดของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ที่เมืองเคปคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา

อย่างไรก็ตาม การทดสอบกลับจบลงด้วยการระเบิดครั้งใหญ่ จนเกิดลูกไฟขนาดมหึมาปกคลุมบริเวณแท่นปล่อยจรวด สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของฐานปล่อย

อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญสำหรับบลู ออริจิน และโครงการดาวเทียมของบริษัท Amazon ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของมหาเศรษฐี เจฟฟ์ เบโซส ที่กำลังพยายามเร่งสร้างศักยภาพการแข่งขันกับสเปซเอ็กซ์ของ อีลอน มัสก์ ผู้นำตลาดธุรกิจส่งดาวเทียมและขนส่งอวกาศเชิงพาณิชย์ของโลก

แหล่งข่าวในบริษัทและอุตสาหกรรมอวกาศเปิดเผยว่า แรงระเบิดส่งผลให้แท่นปล่อยจรวดได้รับความเสียหายอย่างหนักจนแทบถูกทำลายทั้งหมด และจำเป็นต้องซ่อมแซมครั้งใหญ่

วิศวกรประเมินเบื้องต้นว่า การซ่อมแซมอาจทำให้การดำเนินงานของบลู ออริจิน ต้องหยุดชะงักอย่างน้อย 6 เดือน หรืออาจยาวนานกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว 

นอกจากนี้ ดาวเทียมในโครงการอินเทอร์เน็ตอวกาศของ Amazon ซึ่งเดิมมีกำหนดถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรด้วยจรวดลำนี้ ยังไม่ได้ถูกติดตั้งเข้ากับจรวดในช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ ทำให้ไม่มีความเสียหายต่อดาวเทียม

ทั้งนี้ จรวดนิว เกล็นน์ ได้รับการตั้งชื่อตาม จอห์น เกล็นน์ นักบินอวกาศชาวอเมริกันผู้เป็นชาวสหรัฐฯ คนแรกที่โคจรรอบโลก

เดิมทีจรวดรุ่นนี้ถูกวางบทบาทให้เป็นกำลังสำคัญในการขนส่งยานลงจอดบนดวงจันทร์ อุปกรณ์ และสัมภาระต่าง ๆ สำหรับโครงการอาร์เทมิสของ NASA ซึ่งมีเป้าหมายส่งมนุษย์กลับไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง.

ที่มา : channelnewsasia

อินเดียย้ำเดินหน้าสานสัมพันธ์เมียนมา หลังโมดี หารือ มิน อ่อง หล่าย ที่กรุงนิวเดลี

อินเดียย้ำเดินหน้าสานสัมพันธ์เมียนมา หลังโมดี หารือ มิน อ่อง หล่าย ที่กรุงนิวเดลี

2 มิ.ย. 2569 09:17 น.

อินเดียย้ำเดินหน้าสานสัมพันธ์เมียนมา หลังโมดี หารือ มิน อ่อง หล่าย ที่กรุงนิวเดลี

อินเดียยืนยันเดินหน้าสานสัมพันธ์กับเมียนมาต่อเนื่อง หลังนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี พบหารือกับประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากชาติตะวันตก

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายวิกรม มิศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย กล่าวว่า รัฐบาลอินเดียยืนยันจะเดินหน้ารักษาความสัมพันธ์และหารือกับเมียนมาต่อไป หลังนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี พบหารือกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลเมียนมา ที่กรุงนิวเดลี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้เมียนมายังคงเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากหลายประเทศตะวันตก หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564

นายวิกรมกล่าวว่า ระหว่างการหารือ ผู้นำอินเดียและเมียนมาได้พูดคุยประเด็นความร่วมมือด้านการค้า ความมั่นคง การป้องกันประเทศ การบริหารจัดการชายแดน รวมถึงการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ โดยที่ผ่านมานโยบายของอินเดียที่มีต่อเมียนมาไม่ได้มีขึ้นเพื่อแสดงความเห็นต่อโครงสร้างการเมืองภายในประเทศ พร้อมระบุว่า อินเดียเชื่อว่าการมีส่วนร่วมและการพูดคุยอย่างต่อเนื่องคือแนวทางที่เหมาะสมที่สุด โดยระบุว่า อินเดียยึดหลักว่าการเจรจาอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญ การตัดขาดไม่ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่า 

แม้หลังการหารือนายกรัฐมนตรีโมดี และมิน อ่อง หล่าย จะไม่ได้แถลงข่าวร่วมต่อสื่อมวลชนเหมือนการพบปะทวิภาคีทั่วไป แต่รัฐบาลอินเดียยืนยันว่า ความร่วมมือกับเมียนมายังคงเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและการพัฒนาของนิวเดลีในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ การเยือนครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนอินเดีย นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นความพยายามสืบทอดอำนาจของกองทัพ ซึ่งการพบกันของผู้นำทั้งสองมีขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์จากกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่มองว่า การเปิดรับผู้นำเมียนมาอาจถูกตีความว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหาร.

แข่งกับเวลา! นักวิทยาศาสตร์เร่งพัฒนาวัคซีนอีโบลา 3 ชนิด หลังยอดเสียชีวิตพุ่งเกือบ 250 ราย

 แข่งกับเวลา! นักวิทยาศาสตร์เร่งพัฒนาวัคซีนอีโบลา 3 ชนิด หลังยอดเสียชีวิตพุ่งเกือบ 250 ราย

2 มิ.ย. 2569 09:16 น.

แข่งกับเวลา! นักวิทยาศาสตร์เร่งพัฒนาวัคซีนอีโบลา 3 ชนิด หลังยอดเสียชีวิตพุ่งเกือบ 250 ราย

บริษัท Moderna และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเร่งวิจัยวัคซีน 3 ชนิด รับมือเชื้ออีโบลา ขณะที่ WHO เตือนการระบาดของอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูจิโอในคองโกน่ากังวล

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด บริษัทโมเดอร์นา และ IAVI แข่งกับเวลา เร่งพัฒนาวัคซีนอีโบลา รุ่นใหม่ถึง 3 ชนิด เพื่อรับมือกับไวรัสสายพันธุ์บุนดิบูจิโอโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติใช้งานได้ หวั่นซ้ำรอยการระบาดครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์แอฟริกาตะวันตก  

โดยล่าสุดการระบาดของโรคอีโบลาสายพันธุ์ “บุนดิบูจิโอ”กำลังสร้างความกังวลให้กับวงการสาธารณสุขทั่วโลก หลังยอดผู้เสียชีวิตพุ่งเข้าใกล้ 250 ราย และจำนวนผู้ป่วยต้องสงสัยในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพิ่มขึ้นเกิน 1,000 รายแล้ว

องค์การริเริ่มวัคซีนเอดส์นานาชาติ หรือ IAVI เปิดเผยว่า การระบาดครั้งนี้มีแนวโน้มรุนแรงจนกลายเป็นการระบาดครั้งเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น โดยIAVI กำลังพัฒนาวัคซีนโดยดัดแปลงจากวัคซีนอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ ผลการทดลองในลิงพบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพป้องกันใกล้เคียง 100% อย่างไรก็ตาม หากดำเนินการตามขั้นตอนปกติ อาจต้องใช้เวลาอีก 7-9 เดือนก่อนเข้าสู่การทดลองทางคลินิกในมนุษย์ แม้นักวิจัยจะพยายามเร่งกระบวนการให้เร็วที่สุดก็ตาม

ขณะเดียวกัน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และบริษัทโมเดอร์นา ก็กำลังเร่งพัฒนาวัคซีนของตนเอง โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากกลุ่มพันธมิตรเพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาด หรือ ซีอีพีไอ โดยบริษัทโมเดอร์นาประกาศนำเทคโนโลยี mRNA ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 มาปรับใช้กับอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูจิโอ

สเตฟาน บองเซล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโมเดอร์นา กล่าวว่า บริษัทจะเร่งดำเนินงานอย่างเต็มที่เพื่อช่วยควบคุมการระบาด และนำวัคซีนไปสู่ชุมชนที่ต้องการมากที่สุด

ขณะที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดก็อยู่ระหว่างการพัฒนาวัคซีนอีโบลารุ่นใหม่เช่นกัน โดยคาดว่าจะพร้อมเข้าสู่การทดลองทางคลินิกภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า

แม้วัคซีนทั้ง 3 ชนิดจะใช้เทคโนโลยีแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจดจำ “ไกลโคโปรตีนบุนดิบูจิโอ” ซึ่งอยู่บนผิวของไวรัส เพื่อให้ร่างกายสามารถตอบสนองและกำจัดเชื้อได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดการติดเชื้อจริง

ปัจจุบันมีการยืนยันผู้ติดเชื้ออีโบลาแล้ว 9 รายในประเทศอูกันดา ขณะที่การระบาดในคองโกยังคงขยายวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ความขัดแย้งซึ่งมีข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์และระบบสาธารณสุข

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเริ่มเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับการระบาดครั้งรุนแรงในแอฟริกาตะวันตกระหว่างปี 2557-2559 ซึ่งถือเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยในเวลานั้นมีผู้ติดเชื้อเกือบ 29,000 คน และเสียชีวิตมากกว่า 11,000 คน

ดร.มาร์ก ไฟน์เบิร์ก ประธาน IAVI กล่าวว่า การระบาดในปัจจุบันกำลังส่งสัญญาณอันตรายอย่างชัดเจน และอาจรุนแรงเทียบเท่าหรือมากกว่าการระบาดครั้งใหญ่ในอดีต เขาระบุว่า การพัฒนาวัคซีนและมาตรการป้องกันอื่น ๆ ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้

ด้านองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน ก็แสดงความกังวลเช่นกัน โดยระบุว่าสถานการณ์น่าวิตกอย่างยิ่ง และไม่เคยพบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นรวดเร็วเช่นนี้ในช่วงแรกของการระบาดมาก่อน

ไวรัสอีโบลามีทั้งหมด 6 สายพันธุ์ แต่มีเพียง 3 สายพันธุ์ที่เคยก่อให้เกิดการระบาดในมนุษย์

แม้ปัจจุบันจะมีวัคซีนสำหรับอีโบลาสายพันธุ์ “ซาอีร์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุด แต่การระบาดครั้งนี้เกิดจากสายพันธุ์ “บุนดิบูจิโอ” ซึ่งเคยถูกตรวจพบเพียง 2 ครั้งในประวัติศาสตร์ และยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ

ด้านดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า หากสามารถพัฒนาวัคซีนสำหรับอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูจิโอได้สำเร็จ จะช่วยควบคุมการระบาดในปัจจุบัน และเพิ่มความพร้อมของโลกในการรับมือกับการระบาดครั้งต่อไปในอนาคต.

ที่มา : BBC

บึ้มรุนแรง ระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝังใต้ดินที่บ้านหลังหนึ่งในอินโดฯ ดับ 5 ศพ บาดเจ็บ 20 ราย

บึ้มรุนแรง ระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝังใต้ดินที่บ้านหลังหนึ่งในอินโดฯ ดับ 5 ศพ บาดเจ็บ 20 ราย

2 มิ.ย. 2569 08:49 น.

บึ้มรุนแรง ระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝังใต้ดินที่บ้านหลังหนึ่งในอินโดฯ ดับ 5 ศพ บาดเจ็บ 20 ราย

เกิดระเบิดรุนแรงใต้บ้านยกพื้นในหมู่บ้านชาวประมงแคว้นปาปัว ของอินโดนีเซีย คาดเป็นลูกระเบิดตกค้างจากสงครามโลกครั้งที่ 2 คร่าชีวิตชาวบ้านอย่างน้อย 5 ศพ บาดเจ็บเกือบ 20 ราย บ้านพังเสียหาย 9 หลัง

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุระเบิดรุนแรงใต้บ้านยกพื้นหลังหนึ่งในหมู่บ้านชาวประมงของแคว้นปาปัว ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ มีผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบ 20 คน และมีผู้สูญหายอีก 3 ราย 

คาห์โย ซูการ์นิโต โฆษกตำรวจปาปัว เปิดเผยว่า สาเหตุเบื้องต้นเชื่อว่าเกิดจากลูกระเบิดหรือกระสุนปืนครกที่ตกค้างมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งฝังอยู่ใต้ตัวบ้าน ก่อนเกิดการระเบิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด โดยเชื่ออย่างมากว่าต้นตอของแรงระเบิดมาจากวัตถุระเบิดเก่าที่หลงเหลือจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ภาพจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น คอมปาส ทีวี เผยให้เห็นลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งขึ้นกลางอากาศ ตามด้วยกลุ่มควันหนาทึบ ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากแตกตื่นวิ่งหนีเอาชีวิตรอดหลังได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วพื้นที่ โดยแรงระเบิดยังสร้างความเสียหายให้บ้านเรือนในหมู่บ้านอย่างน้อย 9 หลัง

ตำรวจระบุว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 19 ราย ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและเข้ารับการรักษาแล้ว ขณะเดียวกันยังมีผู้สูญหายอีก 3 ราย โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหา โฆษกตำรวจปาปัวเผยเพิ่มเติมว่า การพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตบางส่วนยังทำได้ยาก เนื่องจากพบชิ้นส่วนร่างกายในจุดเกิดเหตุหลายชิ้น และต้องรอการตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งจะมีการสรุปความคืบหน้าอีกครั้งหลังการค้นหาผู้สูญหายและการสอบสวนแล้วเสร็จ.

บราซิลโล่งอก ผู้ต้องสงสัยป่วยอีโบลาทั้ง 2 คน มีผลตรวจเชื้อเป็นลบ

บราซิลโล่งอก ผู้ต้องสงสัยป่วยอีโบลาทั้ง 2 คน มีผลตรวจเชื้อเป็นลบ

2 มิ.ย. 2569 06:03 น.

บราซิลโล่งอก ผู้ต้องสงสัยป่วยอีโบลาทั้ง 2 คน มีผลตรวจเชื้อเป็นลบ

ทางการบราซิลเปิดเผยว่า ผู้ป่วย 2 คนที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีโบลาเนื่องจากเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงในแอฟริกา มีผลตรวจเชื้อในห้องทดลองออกมาเป็นลบ

เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 หน่วยงานสาธารณสุขเมืองเซาเปาโลของบราซิลแถลงว่า คนไข้ 2 รายที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสอีโบลา เนื่องจากแสดงอาการป่วยหลังเดินทางมาจากประเทศที่กำลังมีการระบาดในแอฟริกา มีผลตรวจเชื้อในห้องปฏิบัติการออกมาเป็นลบ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าพวกเขาไม่ติดเชื้อ

หน่วยงานสาธารณสุขเมืองเซาเปาโลระบุว่า ชายวัย 37 ปี ที่เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) ซึ่งกำลังเผชิญการระบาดอย่างหนัก ได้รับการวินิจฉัยก่อนหน้านี้ว่าติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

ส่วนผู้ป่วยอีกรายในเมืองรีโอเดจาเนโร ซึ่งเพิ่งเดินทางไปยังประเทศยูกันดา ก็มีผลตรวจอีโบลาเป็นลบเช่นกัน หลังจากที่เขาตรวจพบเชื้อมาเลเรียไปก่อนหน้านี้

ทางการท้องถิ่นระบุว่า ชายในเซาเปาโล “มีอาการไข้ขึ้น” ส่วนชายในรีโอเดจาเนโรซึ่งเป็นชาวเบลเยียม มี “อาการที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น ไอ หนาวสั่น และท้องเสีย”

หากผลตรวจของผู้ป่วยเหล่านี้ออกมาเป็นบวก จะถือเป็นกรณีการติดเชื้อรายแรกนอกทวีปแอฟริกานับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดระลอกใหม่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน แต่ผลการตรวจยืนยันแล้วว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันดีอาร์คองโกมีผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีโบลามากกว่า 1,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อแล้วถึง 246 ศพ โดยเคสส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในจังหวัดอิตูรี (Ituri), คีวูเหนือ (North Kivu) และคีวูใต้ (South Kivu)

ส่วนที่ยูกันดามีรายงานผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้ว 9 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

การระบาดในครั้งนี้เกิดจากสายพันธุ์ที่พบได้ยากที่เรียกว่า สายพันธุ์บุลดีบูเกียว (Bundibugyo) ซึ่งยังไม่มีวัคซีนเฉพาะทางในการรักษา และมีอัตราการคร่าชีวิตผู้ติดเชื้อราว 1 ใน 3

ในปัจจุบันกำลังมีการพัฒนาวัคซีนใหม่ 3 ชนิดเพื่อรับมือกับสายพันธุ์บุลดีบูเกียวนี้ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาวัคซีนเอดส์ (IAVI), มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และบริษัทเวชภัณฑ์โมเดอร์นา (Moderna)

อนึ่ง ตามปกติแล้วไวรัสอีโบลาจะติดเชื้อในสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาวผลไม้ แต่การระบาดในมนุษย์มักจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้คนรับประทานหรือสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อ และแพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรงกับของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ เช่น เหงื่อ, น้ำลาย, เลือด, อสุจิ, อุจจาระ, ปัสสาวะ หรืออาเจียน

ที่มา : bbc

เลบานอนเผย ฮิซบอลเลาะห์ตกลงรับข้อเสนอหยุดยิงของสหรัฐฯ

เลบานอนเผย ฮิซบอลเลาะห์ตกลงรับข้อเสนอหยุดยิงของสหรัฐฯ

2 มิ.ย. 2569 05:39 น.

เลบานอนเผย ฮิซบอลเลาะห์ตกลงรับข้อเสนอหยุดยิงของสหรัฐฯ

ทางการเลบานอนเผยว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยอมรับข้อเสนอหยุดยิงอิสราเอลของสหรัฐฯ แล้ว โดยระบุว่า พวกเขาจะงดโจมตีอิสราเอลแลกกับการที่อิสราเอลหยุดโจมตีกรุงเบรุต

เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 รัฐบาลเลบานอนได้รับการยืนยันว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ตกลงรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้มีการหยุดยิงกับอิสราเอลแล้ว ตามแถลงการณ์จากสถานเอกอัครราชทูตเลบานอนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา

“ภายใต้ข้อเสนอดังกล่าว การโจมตีของอิสราเอลต่อพื้นที่ชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุตจะต้องยุติลง เพื่อแลกกับการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะงดเว้นจากการก่อเหตุโจมตีต่ออิสราเอล” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ระบุเสริมว่า หลังจากนั้นกรอบความร่วมมือในการหยุดยิงจะขยายขอบเขตครอบคลุมพื้นที่ส่วนที่เหลือทั้งหมดของเลบานอน

แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศว่าเขาได้ต่อสายพูดคุยกับแกนนำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ “ผ่านทางผู้แทนระดับสูง” โดยระบุว่า “และพวกเขาก็ตกลงกันว่าการยิงตอบโต้ทั้งหมดจะยุติลง — ฝ่ายอิสราเอลจะไม่โจมตีพวกเขา และพวกเขาก็จะไม่โจมตีอิสราเอล”

ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ประกาศหลังคุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า อิสราเอลจะโจมตีภาคใต้ของเลบานอน “ตามแผนที่วางไว้” และจะเปิดฉากโจมตีกรุงเบรุตหากการโจมตีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงดำเนินต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn