ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหลายพื้นที่ พายุ 2 ลูกจ่อซ้ำ เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหลายพื้นที่ พายุ 2 ลูกจ่อซ้ำ เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน

26 มิ.ย. 2569 10:22 น.

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหลายพื้นที่ พายุ 2 ลูกจ่อซ้ำ เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน

ญี่ปุ่นเผชิญฝนตกหนักหลายพื้นที่จากอิทธิพลร่องมรสุม ขณะพายุโซนร้อนกำลังแรง “เมขลา” และพายุโซนร้อน “ฮีโกส” เคลื่อนตัวเข้าใกล้ คาดหลายภูมิภาคมีฝนสะสมสูงสุด 200 มิลลิเมตร เตือนระวังดินถล่ม น้ำท่วม และแม่น้ำล้นตลิ่ง

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 สำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น รายงานว่า หลายพื้นที่ของประเทศกำลังเผชิญฝนตกหนัก จากอิทธิพลของร่องฝนฤดูที่พาดผ่านญี่ปุ่น ประกอบกับมวลอากาศอุ่นและชื้นที่ไหลเข้าปกคลุม แม้พายุโซนร้อน 2 ลูกจะยังไม่ขึ้นฝั่งก็ตาม

เมื่อเวลา 03.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น เมืองคามิ จังหวัดโคจิ มีปริมาณฝนสะสม 64.5 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่หมู่บ้านอิตสึกิ จังหวัดคุมาโมโตะ วัดปริมาณฝนได้ 46 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ทางการประกาศเตือนภัยระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับที่ประชาชนควรอพยพ สำหรับความเสี่ยงดินถล่มในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่นตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ รวมถึงมีการประกาศเตือนฝนตกหนักและน้ำท่วมในบางพื้นที่

ขณะเดียวกัน พายุโซนร้อนกำลังแรง “เมขลา” (Mekkhala) กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้จังหวัดโอกินาวา โดยบางพื้นที่เริ่มได้รับอิทธิพลจากพายุแล้ว และมีโอกาสเกิดกลุ่มเมฆฝนขนาดใหญ่จนถึงช่วงก่อนเที่ยงวันศุกร์ ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ พายุโซนร้อน “ฮีโกส” (Higos) มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าใกล้ฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่นในวันเสาร์ ซึ่งจะดึงความชื้นเข้าสู่ร่องฝนฤดู ทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักต่อเนื่อง

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นคาดว่า ภายในวันศุกร์ ภูมิภาคโทไก คิงกิ ชิโกกุ และโอกินาวา อาจมีฝนสะสมสูงสุดถึง 200 มิลลิเมตร ส่วนคิวชูและหมู่เกาะอามามิอาจมีฝนสูงสุด 180 มิลลิเมตร ภูมิภาคคันโต-โคชิน 150 มิลลิเมตร และภูมิภาคชูโกกุ 120 มิลลิเมตร

ทางการญี่ปุ่นจึงขอให้ประชาชนเฝ้าระวังดินถล่ม น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ แม่น้ำเอ่อล้นตลิ่ง รวมถึงอันตรายจากฟ้าผ่า ลมกระโชกแรง และพายุหมุนทอร์นาโดที่อาจเกิดขึ้นในบางพื้นที่.

ปารีสสั่งห้ามดื่มเหล้าในที่สาธารณะ จำกัดการซื้อกลับบ้าน หวังลดผู้ป่วยจากคลื่นความร้อนล้นรพ.

ปารีสสั่งห้ามดื่มเหล้าในที่สาธารณะ จำกัดการซื้อกลับบ้าน หวังลดผู้ป่วยจากคลื่นความร้อนล้นรพ.

26 มิ.ย. 2569 09:26 น.

ปารีสสั่งห้ามดื่มเหล้าในที่สาธารณะ จำกัดการซื้อกลับบ้าน หวังลดผู้ป่วยจากคลื่นความร้อนล้นรพ.

ฝรั่งเศสออกมาตรการเข้มรับมือคลื่นความร้อน สั่งห้ามดื่มแอลกอฮอล์ในที่สาธารณะ และจำกัดการซื้อในกรุงปารีส เพื่อบรรเทาภาระของรพ.ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ขณะที่คลื่นความร้อนจ่อแผ่ถึงเยอรมนี-เช็ก

ฝรั่งเศสประกาศคำสั่ง ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในที่สาธารณะ และจำกัดการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบซื้อกลับบ้านในกรุงปารีส เพื่อบรรเทาภาระของโรงพยาบาลที่กำลังเผชิญผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คลื่นความร้อนซึ่งปกคลุมยุโรปตะวันตกกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันออก โดยหลายประเทศเตรียมเผชิญอุณหภูมิสูงแตะ 40 องศาเซลเซียส

โดยกรุงปารีส สั่งห้ามประชาชนดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันศุกร์ ถึง 07.00 น. ของวันเสาร์ และใช้มาตรการเดียวกันในช่วงสุดสัปดาห์ ส่วนการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบซื้อกลับบ้านจะถูกระงับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 07.00 น. อย่างไรก็ตาม ร้านอาหารและบาร์ที่ได้รับอนุญาตยังสามารถให้บริการตามปกติ

เซบาสเตียง เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสเปิดเผยว่า รัฐบาลได้ยกระดับการเตือนภัยด้านสาธารณสุขขึ้นสู่ระดับสูงสุด เพื่อเพิ่มกำลังบุคลากรทางการแพทย์และดูแลกลุ่มเปราะบาง หลังโรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มรับภาระหนักจากผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากอากาศร้อน โดยปาทริซ โฟร์ ผู้บัญชาการตำรวจกรุงปารีสกล่าวว่า ขณะนี้สถานพยาบาลในเมืองหลวงกำลังเข้าใกล้จุดวิกฤต โรงพยาบาลกำลังจะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

ฝรั่งเศสเผชิญสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันหลายวัน โดยคืนวันพุธที่ผ่านมา อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยทั่วประเทศยังสูงถึง 22 องศาเซลเซียส ขณะที่เมืองน็องต์มีอุณหภูมิกลางคืนสูงถึง 27.2 องศาเซลเซียส

ด้าน สเตฟานี ริสต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศสเตือนว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้ไม่ได้เป็นอันตรายเฉพาะผู้สูงอายุ แต่กำลังส่งผลกระทบต่อคนหนุ่มสาวเช่นกัน โดยพบผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

เธอระบุว่าในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หน่วยรถพยาบาลในกรุงปารีสรับแจ้งเหตุผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น มากกว่าปกติถึง 4 เท่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขยืนยันผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความร้อนโดยตรง

ขณะเดียวกัน มีรายงานพบเด็กวัย 3 ขวบ เสียชีวิตภายในรถยนต์ในเขตชานกรุงปารีส เพียงไม่กี่วันหลังจากก่อนหน้านี้มีเด็กเล็กอีก 2 คนเสียชีวิตในรถยนต์ที่เมืองการ์ป็องตรา ทางตอนใต้ของประเทศ

ส่วนที่เมืองแรนส์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส หัวหน้าแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเปิดเผยว่า มีประชาชนเสียชีวิตภายในบ้าน 5-6 ราย ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศร้อนจัด โดยเจ้าหน้าที่พบศพหลังเข้าไปตรวจสอบ เนื่องจากผู้เสียชีวิตไม่รับโทรศัพท์จากการติดต่อเพื่อเช็กความปลอดภัย

เอ็มมานูเอล เกรกัวร์ นายกเทศมนตรีกรุงปารีสระบุว่า อัตราการเสียชีวิตในเมืองหลวงกำลังเพิ่มขึ้น พร้อมเตือนประชาชน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวไม่ให้ประมาทสภาพอากาศ โดยยังพบประชาชนจำนวนมากออกไปวิ่งออกกำลังกายในช่วงเย็น แม้อุณหภูมิยังคงสูง พร้อมเตือนว่าอย่าคิดว่าตัวเองแข็งแรงจนไม่เป็นอะไร และควรจะหยุดออกกำลังกายสักสองสามวันดีกว่า

ด้านรัฐมนตรีสาธารณสุขยังเตือนว่า แม้จะเป็นคนอายุน้อยและไม่มีโรคประจำตัว ก็สามารถได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนได้ รวมถึงการปั่นจักรยานหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งอาจทำให้หน้ามืด เป็นลม และต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

นักอุตุนิยมวิทยาคาดว่า คลื่นความร้อนจะเคลื่อนตัวไปยังยุโรปตอนกลางและตะวันออก โดยเยอรมนี และ สาธารณรัฐเช็ก อาจเผชิญอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียสในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่หลายประเทศ เช่น ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ต่างประกาศเตือนภัยสภาพอากาศร้อนในระดับสูง

ผลกระทบจากอุณหภูมิที่พุ่งสูงยังส่งผลให้การแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนที่เมืองฮัมบูร์กของเยอรมนีถูกยกเลิก การรถไฟเยอรมนีเปิดให้ผู้โดยสารยกเลิกตั๋วโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนพิพิธภัณฑ์ อุฟฟิซี เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ต้องระงับการจำหน่ายบัตรเข้าชมชั่วคราว เนื่องจากระบบปรับอากาศไม่สามารถรองรับทั้งจำนวนผู้เข้าชมและสภาพอากาศร้อนจัดได้

นอกจากนี้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของฝรั่งเศส 3 แห่ง ยังต้องหยุดเดินเครื่องชั่วคราวจากผลกระทบของคลื่นความร้อน

ไซมอน สตีล เลขาธิการบริหารด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ กล่าวว่า คลื่นความร้อนรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรปเป็นหลักฐานชัดเจนของผลกระทบจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน อนุรักษ์ป่าไม้ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้ว

ข้อมูลจากบริการติดตามสภาพภูมิอากาศ โคเปอร์นิคัสระบุว่า ยุโรปเป็นทวีปที่ร้อนขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 2 เท่า ส่งผลให้คลื่นความร้อนในฤดูร้อนเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ไฟป่ามีความรุนแรงมากขึ้น และทรัพยากรน้ำของหลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก.

ที่มา : BBC

ยังมีหวัง กู้ภัยเวเนฯ ยังพบผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารอีกอย่างต่อเนื่อง หลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่

ยังมีหวัง กู้ภัยเวเนฯ ยังพบผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารอีกอย่างต่อเนื่อง หลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่

26 มิ.ย. 2569 09:15 น.

ยังมีหวัง กู้ภัยเวเนฯ ยังพบผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารอีกอย่างต่อเนื่อง หลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเวเนซุเอลาช่วยหญิงรายหนึ่งออกจากซากอาคารถล่มในรัฐลากวยรา หลังแผ่นดินไหวรุนแรง 7.2 และ 7.5 แมกนิจูด ขณะที่ยอดผู้บาดเจ็บพุ่งกว่า 1,500 คน มีผู้ติดใต้ซากอาคารอีกกว่า 200 คน และยังมีผู้สูญหายจำนวนมาก

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาสมัครของเวเนซุเอลาช่วยเหลือหญิงรายหนึ่งออกจากซากอาคารที่พังถล่มในรัฐลากวยรา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้ง เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา โดยหนึ่งในหญิงผู้รอดชีวิตคือนางกราเซียลา โมรา ถูกพบติดอยู่ใต้ซากอาคาร โดยยังมีสติและสามารถยื่นแขนออกมาให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ ก่อนถูกนำขึ้นเปลส่งโรงพยาบาล ท่ามกลางเสียงปรบมือและกำลังใจจากทีมกู้ภัย

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 188 ราย มีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารมากกว่า 200 คน และคาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 แมกนิจูด ห่างกันเพียง 40 วินาที ถือเป็นหนึ่งในเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดของเวเนซุเอลาในรอบกว่าศตวรรษ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 1,500 คน และมีผู้สูญหายอีกหลายพันคนทั่วประเทศ

รายงานข่าวระบุว่า รัฐลากวยรา ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของกรุงการากัส เป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด ทั้งอาคารบ้านเรือนพังถล่มและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่แรงสั่นสะเทือนยังรับรู้ได้ไกลถึงภูมิภาคแอมะซอนของบราซิล ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงการากัสราว 1,700 กิโลเมตร.

สุดสลดพบร่างไร้วิญญาณ 2 พี่น้องวัย 3 และ 10 ขวบ ติดใต้ซากบ้านในเวเนซุเอลา แม่เป็นลมล้มพับ

สุดสลดพบร่างไร้วิญญาณ 2 พี่น้องวัย 3 และ 10 ขวบ ติดใต้ซากบ้านในเวเนซุเอลา แม่เป็นลมล้มพับ

26 มิ.ย. 2569 08:57 น.

สุดสลดพบร่างไร้วิญญาณ 2 พี่น้องวัย 3 และ 10 ขวบ ติดใต้ซากบ้านในเวเนซุเอลา แม่เป็นลมล้มพับ

กู้ภัยเวเนซุเอลานำร่างของเด็กวัย 3 ขวบ และ 10 ขวบ ออกจากซากอาคารที่พังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว ขณะที่ผู้เป็นแม่กรีดร้องด้วยความเสียใจ ก่อนทรุดลงหมดสติ ท่ามกลางความสะเทือนใจของญาติและเจ้าหน้าที่

เมืองลา กวยรา ประเทศเวเนซุเอลา เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความโศกเศร้า หลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างของ เลย์เดอร์ โรฮาส วัย 3 ขวบ และ เลย์มาร์ โรฮาส วัย 10 ขวบ อยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง โดยร่างของเด็กทั้งสองถูกห่อด้วยผ้าห่มและนำออกมาจากซากอาคาร ขณะที่ผู้เป็นแม่กรีดร้องด้วยความเสียใจ ก่อนทรุดลงหมดสติ ท่ามกลางความสะเทือนใจของญาติและเจ้าหน้าที่กู้ภัย

รามอน เอดูอาร์โด ลุงของเด็กทั้งสอง เปิดเผยถึงช่วงเวลาอันเลวร้ายว่า ครอบครัวพยายามช่วยเหลือทุกคนที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารอย่างสุดกำลัง แต่สามารถช่วยออกมาได้เพียง 1 คนเท่านั้น

แม้สำหรับครอบครัวนี้ และอีกหลายครอบครัวจะไม่มีปาฏิหาริย์ แต่ก็ยังมีข่าวดีจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยในบางจุดที่พบผู้รอดชีวิต โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยและทหารสามารถช่วยชีวิต เอเดรียนเด็กชายวัย 4 ขวบ ออกมาจากใต้ซากอาคารได้อย่างปลอดภัย ก่อนรีบนำตัวขึ้นรถพยาบาล ท่ามกลางความโล่งใจของครอบครัวที่เฝ้าติดตามการค้นหา

รวมถึงหญิงอีกราย ทราบชื่อคือเกรเซียลา โมรา ที่ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากใต้ซากอาคารได้สำเร็จ หลังจากที่เธอพยายามยื่นมือออกจากอาคารเพื่อขอความช่วยเหลือ ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจจากอาสาสมัครที่ร่วมปฏิบัติการ ก่อนรีบนำตัวขึ้นเปลส่งโรงพยาบาล

โดยโมราเล่าว่า ขณะที่แผ่นดินไหวเริ่มสั่นสะเทือน เธอรีบคว้ากรอบประตูและยึดไว้แน่นสุดแรง จนกระทั่งนิ้วหัก แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ แม้อาคารจะพังถล่มลงมาทีละชั้น เธอเล่าทั้งน้ำตาว่าเธอเห็นมือของเพื่อนและคว้าไว้ แต่สุดท้ายเพื่อนของเธอก็ไม่รอด และเธอยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องไห้
เหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเวเนซุเอลาเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.2 และ 7.5 แมกนิจูด เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดของประเทศในรอบกว่าศตวรรษ แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในหลายประเทศของภูมิภาค และมีการอพยพผู้คนออกจากอาคารไกลถึงพื้นที่ลุ่มน้ำแอมะซอนของบราซิล

ภาพจากโดรนเผยให้เห็นความเสียหายเป็นวงกว้างทั่วเมืองลา กวยรา ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงการากัส อาคารที่พักอาศัยจำนวนมากพังถล่ม โดยพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด นอกจากนี้ สนามบินนานาชาติหลักของประเทศยังได้รับความเสียหายและต้องปิดให้บริการ ส่งผลให้การลำเลียงกำลังพลและความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก

ข้อมูลล่าสุดจากทางการระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 235 คน บาดเจ็บกว่า 1,500 คน สูญหายอีกหลายพันคน และยังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารมากกว่า 200 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เกรงว่ายอดผู้เสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นอีก เพราะการค้นหากู้ภัยยังไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่.

ที่มา : BBC

เผย “กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3” ไม่ย้ายเข้าพระราชวังบักกิงแฮม หลังบูรณะ 1.6 หมื่นล้านบาท เสร็จปีหน้า

เผย "กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3" ไม่ย้ายเข้าพระราชวังบักกิงแฮม หลังบูรณะ 1.6 หมื่นล้านบาท เสร็จปีหน้า

26 มิ.ย. 2569 08:53 น.

เผย “กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3” ไม่ย้ายเข้าพระราชวังบักกิงแฮม หลังบูรณะ 1.6 หมื่นล้านบาท เสร็จปีหน้า

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา จะไม่ย้ายไปประทับที่พระราชวังบักกิงแฮม แม้โครงการบูรณะมูลค่ากว่า 369 ล้านปอนด์ หรือราว 16,200 ล้านบาท จะแล้วเสร็จในปีหน้า โดยจะประทับที่คลาเรนซ์เฮาส์ต่อไป พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชมพระราชวังมากขึ้น

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 สำนักพระราชวังอังกฤษเปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะไม่ทรงย้ายไปประทับที่พระราชวังบักกิงแฮม หลังโครงการบูรณะครั้งใหญ่ซึ่งใช้เวลานาน 10 ปี และใช้งบประมาณ 369 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 16,200 ล้านบาท มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2570

เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังยืนยันว่า พระราชวังบักกิงแฮมยังคงเป็นศูนย์กลางด้านพระราชพิธีและการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลาจะยังประทับที่คลาเรนซ์เฮาส์ ซึ่งเป็นพระตำหนักที่พระองค์ประทับมาตั้งแต่ครั้งดำรงพระอิสริยยศเจ้าชายแห่งเวลส์ 

นายเจมส์ ชาลเมอร์ส เจ้าหน้าที่อาวุโสผู้ดูแลด้านการเงินของสำนักพระราชวัง กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้จะช่วยให้พระราชวังบักกิงแฮมสามารถเปิดรับประชาชนได้มากขึ้น ทั้งการจัดกิจกรรม การขยายรอบเข้าชม และการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมีผู้มาเยือนราว 700,000 คนต่อปี

พระราชวังบักกิงแฮมสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 2360 และเป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของพระมหากษัตริย์อังกฤษมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ภายในมีห้องต่าง ๆ รวม 775 ห้อง และใช้เป็นสถานที่จัดพระราชพิธี รวมถึงการรับรองประมุขและผู้นำจากทั่วโลก ส่วนโครงการบูรณะเริ่มขึ้นในปี 2560 เพื่อปรับปรุงระบบประปา ระบบไฟฟ้า และระบบทำความร้อนที่เสื่อมสภาพ ตลอดจนเสริมความแข็งแรงของอาคาร เพื่อให้สามารถใช้งานต่อไปได้อีกอย่างน้อย 50 ปี.

ดับพุ่ง 188 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เร่งช่วยคนติดใต้ซากอาคาร

ดับพุ่ง 188 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เร่งช่วยคนติดใต้ซากอาคาร

26 มิ.ย. 2569 06:19 น.

ดับพุ่ง 188 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เร่งช่วยคนติดใต้ซากอาคาร

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนในเวเนซุเอลา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 188 ศพแล้ว ขณะที่หน่วยกู้ภัยกับชาวบ้านกำลังเร่งให้การช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (25 มิ.ย.) ทีมกู้ภัยกับชาวบ้านในเวเนซุเอลาต่างพยายามอย่างไม่ลดละ เพื่อช่วยเหลือบุคคลอันเป็นที่รักที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่พังถล่มลงมา หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงสองครั้งซ้อน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 188 ราย

สำนักธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า เกิดแผ่นดินไหวความรุนแรงขนาด 7.2 และ 7.5 ห่างกันไม่ถึงหนึ่งนาที ในพื้นที่ใกล้เมืองหลวงกรุงการากัส ทางตอนเหนือของประเทศ เมื่อช่วงเย็นวันพุธตามเวลาท้องถิ่น ทำให้อาคารบ้านเรือนจำนวนมากเกิดรอยร้าวและพังถล่มลงมา

ขณะนี้ความช่วยเหลือและทีมกู้ภัยจากนานาชาติต่างหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดย ฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 188 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีก 1,520 คน นอกจากนี้ยังสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของอาฟเตอร์ช็อกที่รุนแรงได้อย่างต่อเนื่องในวันพฤหัสบดี

อาคารหลายแห่งในเมืองลาไกวราพังถล่มลงมา หลังเกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อน
อาคารหลายแห่งในเมืองลาไกวราพังถล่มลงมา หลังเกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อน

เมืองลาไกวรา (La Guaira) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงการากัส ได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วง ประชาชนต้องเดินฝ่าเศษอิฐเศษปูนพร้อมตะโกนเรียกชื่อคนในครอบครัว และพยายามช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บอย่างสุดความสามารถ

“มีช่วงหนึ่งที่หญิงสาวชื่อเจนนิเฟอร์ ซึ่งอยู่บนชั้น 11 ขานรับเสียงของผม แต่พวกเราไม่มีเครื่องมืออะไรเลย พวกเราไม่มีทางที่จะช่วยเธอออกมาได้เลย” อันโตนิโอ แบร์มูเดซ ชาวบ้านที่อาคารที่พักของเขาในเมืองลาไกวราพังถล่มลงมา

แบร์มูเดซเล่าต่อว่า ในอีกจุดหนึ่งของซากอาคาร มีพ่อและลูกชายคนหนึ่งกำลังใช้ชะแลงและจอบพยายามงัดแผ่นคอนกรีตขนาดใหญ่ออก เพื่อเข้าไปให้ถึงตัวลูกชายอีกสองคนของเขาที่ติดอยู่ข้างใน

“พวกเขายังมีชีวิตอยู่… แต่เราทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้ว เราทำได้แค่บอกให้พวกเขาอย่าใช้เสียงมากเกินไป และให้หายใจเข้าสั้นๆ โดยหวังว่าอย่างน้อยทั้งสามคนที่ติดอยู่ตรงนั้นจะได้รับการช่วยเหลือออกมา”

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว AFP ในพื้นที่รายงานว่า พบเห็นกลุ่มชาวบ้านเริ่มเข้าไปปล้นสะดมสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นแห่งหนึ่งในลาไกวรา ท่ามกลางภาวะไฟฟ้าดับภายในเมือง โดยชาวบ้านจำนวนมากต้องใช้เวลาทั้งคืนนอนอยู่บนท้องถนน หรือไม่ก็ต้องเดินตามหาญาติพี่น้องที่สูญหาย

เจ้าหน้าที่จากนานาประเทศถูกส่งมาช่วยเหลือเวเนซุเอลา โดยในภาพเป็นทีมกู้ภัยจากเอลซัลวาดอร์
เจ้าหน้าที่จากนานาประเทศถูกส่งมาช่วยเหลือเวเนซุเอลา โดยในภาพเป็นทีมกู้ภัยจากเอลซัลวาดอร์

ทั้งนี้ สวิตเซอร์แลนด์, สเปน, ฝรั่งเศส, โปรตุเกส และเม็กซิโก เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรกๆ ที่ส่งทีมกู้ภัยและผู้เชี่ยวชาญไปยังเวเนซุเอลา ขณะที่ จีน, อินเดีย, บราซิล รวมถึงอิหร่านเสนอตัวเข้าช่วยเหลือเช่นกัน ขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ได้ประทานเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจำนวน 100,000 ยูโร

อย่างไรก็ดี สนามบินนานาชาติของเวเนซุเอลาซึ่งตั้งอยู่ในเมืองลาไกวราได้รับความเสียหายอย่างหนักและต้องประกาศปิดทำการ จนอาจส่งผลให้การดำเนินงานบรรเทาทุกข์และขนส่งความช่วยเหลือมีความซับซ้อนและยากลำบากยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คิงชาร์ลส์เผย จ่ายภาษีกว่า 12.9 ล้านปอนด์ ในปีงบประมาณ 2567-68

คิงชาร์ลส์เผย จ่ายภาษีกว่า 12.9 ล้านปอนด์ ในปีงบประมาณ 2567-68

26 มิ.ย. 2569 05:39 น.

คิงชาร์ลส์เผย จ่ายภาษีกว่า 12.9 ล้านปอนด์ ในปีงบประมาณ 2567-68

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 กับเจ้าชายวิลเลียมทรงเปิดเผยข้อมูลการชำระภาษีส่วนพระองค์ออกมาแล้ว เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและส่งเสริมความรับผิดชอบของราชวงศ์

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเปิดเผยข้อมูลการชำระภาษีส่วนพระองค์ออกมาแล้ว โดยระบุว่า พระองค์ชำระภาษีเป็นจำนวนเงิน 12.9 ล้านปอนด์ (ราว 567.5 ล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2567-2568 ซึ่งนับเป็นกษัตริย์พระองค์แรกในประวัติศาสตร์ของอังกฤษที่ทรงเปิดเผยยอดเงินค่าภาษีต่อสาธารณชน

จำนวนภาษีที่ทรงชำระนี้ ส่งผลให้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ติดอันดับผู้เสียภาษีสูงสุด 100 อันดับแรกของสหราชอาณาจักร

ด้านเจ้าชายวิลเลียม รัชทายาทลำดับที่ 1 แห่งราชบัลลังก์อังกฤษ ก็ทรงแจ้งยอดชำระภาษีเป็นจำนวน 7.76 ล้านปอนด์ (ราว 341 ล้านบาท) ในช่วงเวลาเดียวกัน

สำนักพระราชวังระบุว่า การที่ทั้งสองพระองค์เปิดเผยยอดชำระภาษีด้วยความสมัครใจนี้ เป็นการตัดสินใจส่วนพระองค์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและ “ส่งเสริมให้สาธารณชนเข้าใจถึงความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ของราชวงศ์”

จากข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมา ตั้งแต่กษัตริย์ชาร์ลส์เสด็จขึ้นครองราชย์และเจ้าชายวิลเลียมดำรงตำแหน่งเจ้าชายแห่งเวลส์ ยอดรวมภาษีที่ทั้งสองพระองค์ชำระให้แก่กรมสรรพากรและศุลกากร (HMRC) มีมูลค่ารวมกันมากกว่า 50 ล้านปอนด์แล้ว

มีการเปิดเผยด้วยว่าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์และสมเด็จพระราชินีคามิลลา จะยังคงประทับอยู่ที่พระตำหนักแคลเรนซ์ต่อไป โดยจะไม่มีการย้ายเข้าไปประทับในพระราชวังบักกิงแฮม

เงินทุนหลักของราชสำนัก (Sovereign Grant) ซึ่งเป็นเงินรายปีส่วนพระมหากษัตริย์อังกฤษ จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 99.9 ล้านปอนด์เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570-2571 เป็นต้นไป (เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 3 ปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 51.8 ล้านปอนด์) โดยเงินนี้จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น เงินเดือนเจ้าหน้าที่ การดูแลรักษาอาคารสถานที่ และค่าเดินทางในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ

ทั้งนี้ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงได้รับรายได้ประจำปีจากเขตที่ดินดัชชีแห่งแลงคาสเตอร์ (Duchy of Lancaster) ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้กษัตริย์มีแหล่งเงินทุนอิสระสำหรับค่าใช้จ่ายในงานราชการและส่วนพระองค์

ทรัพย์สินดังกล่าวประกอบด้วยที่ดิน การลงทุน และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสร้างรายได้ประจำปีให้แก่พระองค์ โดยในปีงบประมาณ 2568-2569 คิดเป็นมูลค่า 25.2 ล้านปอนด์ นอกจากนี้ แหล่งรายได้อื่นๆ ที่ต้องเสียภาษี ได้แก่ เงินลงทุนและเงินออมส่วนพระองค์ รวมถึงรายได้ที่มาจากพระตำหนักส่วนพระองค์อย่าง บัลมอรอล (Balmoral) และแซนดริงแฮม (Sandringham)

ส่วนเจ้าชายวิลเลียมทรงได้รับรายได้จากเขตที่ดินดัชชีแห่งคอร์นวอลล์ (Duchy of Cornwall) ซึ่งเป็นทรัพย์สินมรดกตกทอดที่มีเนื้อที่กว่า 130,000 เอเคอร์ และมีมูลค่านับพันล้านปอนด์ รวมถึงสนามคริกเก็ต ดิ โอวอล ในลอนดอนด้วย โดยรายได้นี้จะถูกนำมาใช้เป็นทุนสำหรับงานราชการ การดำเนินงานของสำนักงานส่วนพระองค์ และการใช้ชีวิตส่วนพระองค์ของครอบครัว

เจ้าชายวิลเลียมยังทรงประกาศว่า พระองค์จะไม่รับผลประโยชน์ส่วนพระองค์จากค่าเช่ารายปีมูลค่า 1.5 ล้านปอนด์ที่ได้จากเรือนจำดาร์ตมัวร์ (Dartmoor) ที่ถูกปล่อยร้างตั้งแต่ปี 2567 อีกต่อไป และจะนำเงินส่วนนี้ไปใช้สนับสนุนชุมชนในท้องถิ่นแทน โดยเฉพาะในแถบพื้นที่ชนบทของเมืองพรินซ์ทาวน์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเรือนจำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย

26 มิ.ย. 2569 04:00 น.

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาตให้รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราวของผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรียจำนวนหลายแสนคน ทำให้คนกลุ่มนี้เสี่ยงถูกเนรเทศกลับไปเผชิญกับอันตรายในประเทศบ้านเกิด

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. 2569 ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ตัดสินให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถดำเนินแผนการยกเลิก “สถานะผู้ได้รับความคุ้มครองชั่วคราว” (TPS) ของผู้อพยพชาวเฮติประมาณ 350,000 คน และชาวซีเรียอีกราว 6,000 คน ซึ่งส่งผลให้คนกลุ่มนี้อาจถูกส่งตัวกลับประเทศ

ผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยม ซามูเอล อาลีโต ตัวแทนเสียงข้างมาก ระบุว่า ศาลไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่ายเรื่องการตัดสินอนาคตของนโยบายนี้ เนื่องจากกฎหมายจำกัดสิทธิ์ของศาลอย่างชัดเจนในการทบทวนการตัดสินใจของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ว่าจะขยายเวลาหรือยุติการคุ้มครอง TPS

นอกจากนั้น ศาลยังปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า การยกเลิกสถานะของชาวเฮติมาจากอคติทางเชื้อชาติ โดยระบุว่า วาทกรรมของทรัมป์ เช่น ข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานว่าชาวเฮติจับสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านกิน ยังไม่ถือว่าเป็นความพยายาม “เหยียดเชื้อชาติอย่างโจ่งแจ้ง” และไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่านโยบายนี้ตั้งอยู่บนฐานรากของการเหยียดผิว

ขณะที่ เอเลนา คาแกน ตุลาการฝ่ายเสียงข้างน้อยโต้แย้งว่า คำพูดของทรัมป์แสดงออกถึงการเหยียดเชื้อชาติอย่างชัดเจน และสิ่งนี้มีผลต่อการตัดสินใจผลักดันชาวเฮติออกนอกประเทศ

ด้านทนายความฝั่งผู้อพยพและองค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนว่า คำตัดสินนี้เปรียบเสมือนการส่งผู้บริสุทธิ์หลายแสนคนกลับไปเผชิญความรุนแรงและความตายในประเทศบ้านเกิด ซึ่งขัดแย้งกับหลักมนุษยธรรม ทั้งที่คนเหล่านี้เข้ามาสร้างชีวิตและเสียภาษีอย่างถูกต้องในสหรัฐฯ มานานหลายปี

ทั้งนี้ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ตัดสินใจยกเลิกมาตรการ TPS เนื่องจากนาง คริสตี โนเอม รัฐมนตรีความมั่นคงฯ ในขณะนั้น อ้างว่าสถานการณ์ในเฮติและซีเรียดีขึ้นแล้วจนไม่จำเป็นต้องได้รับสถานะ TPS

แต่ข้อมูลดังกล่าวขัดแย้งกับประกาศของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ยังคงเตือนพลเมืองอเมริกันว่า “ห้ามเดินทาง” ไปยังทั้งสองประเทศเนื่องจาก เฮติยังคงอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน มีคดีอาชญากรรมร้ายแรง ปล้นจี้ ล่วงละเมิดทางเพศ และลักพาตัวเรียกค่าไถ่เกิดขึ้นเป็นประจำ

ส่วนซีเรีย กระทรวงการต่างประเทศระบุชัดเจนว่า “ไม่มีพื้นที่ใดในซีเรียที่ปลอดภัยจากความรุนแรง”

เมื่อปีก่อน ศาลสูงสุดเคยอนุมัติให้รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกสถานะคุ้มครองในลักษณะเดียวกันนี้ของชาวเวเนซุเอลากว่า 600,000 คนมาแล้ว ซึ่งรัฐบาลนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานอ้างอิงในคดีนี้

หากสูญเสียสถานะ TPS ผู้อพยพชาวเฮติและซีเรียจะถูกเข้าสู่กระบวนการเนรเทศตามปกติ อย่างไรก็ตาม ทนายความกำลังเร่งหาช่องทางกฎหมายอื่นๆ เช่น การยื่นเรื่องขอลี้ภัย (Asylum) เพื่อให้พวกเขาได้อยู่ต่อ

นอกเหนือจากคดีนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังได้ยกเลิกสถานะ TPS ของผู้อพยพจากประเทศอื่นๆ เช่น อัฟกานิสถานและแคเมอรูน รวมถึงยุติโครงการในสมัยของประธานาธิบดีไบเดนที่เคยอนุญาตให้ผู้อพยพกว่า 500,000 คนจากคิวบา เฮติ นิการากัว และเวเนซุเอลา พำนักในสหรัฐฯ ระหว่างรอการพิจารณาคดีได้ด้วย

อนึ่ง โครงการ TPS เป็นโครงการบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมของสหรัฐฯ ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2533 เพื่อให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่ผู้ที่หนีภัยสงครามหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติร้ายแรงจากประเทศบ้านเกิด และอนุญาตให้ทำงานในสหรัฐฯ ได้ชั่วคราวเป็นเวลา 18 เดือน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nbcnews

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เปิดทาง รบ.ทรัมป์ฟื้นนโยบาย จำกัดสิทธิ์ผู้ลี้ภัยที่ชายแดน

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เปิดทาง รบ.ทรัมป์ฟื้นนโยบาย จำกัดสิทธิ์ผู้ลี้ภัยที่ชายแดน

26 มิ.ย. 2569 03:36 น.

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เปิดทาง รบ.ทรัมป์ฟื้นนโยบาย จำกัดสิทธิ์ผู้ลี้ภัยที่ชายแดน

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินเปิดทางให้รัฐบาลทรัมป์สามารถนำนโยบายจำกัดจำนวนผู้มีสิทธิ์ขอลี้ภัยบริเวณชายแดน ที่เคยใช้ในยุคโอบามากับทรัมป์สมัยแรก กลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้งแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เปิดทางให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีสิทธิ์ที่จะฟื้นคืนนโยบายคนเข้าเมืองรูปแบบเดิม ซึ่งเคยถูกนำมาใช้เพื่อผลักดันกลุ่มผู้อพยพที่ต้องการขอลี้ภัยบริเวณชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง

คณะตุลาการศาลสูงสุดมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ให้กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เคยสั่งระงับแนวปฏิบัติดังกล่าว ซึ่งเป็นมาตรการจำกัดจำนวนผู้มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอลี้ภัยในแต่ละวัน โดยนโยบายนี้ริเริ่มขึ้นครั้งแรกในสมัยรัฐบาลโอบามา ก่อนจะถูกขยายผลและบังคับใช้อย่างเข้มข้นขึ้นในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของประธานาธิบดีทรัมป์

ทั้งนี้ กลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิผู้อพยพ ซึ่งต่อต้านนโยบายดังกล่าวระบุว่า มาตรการนี้ หรือที่เรียกว่าระบบ Metering ได้สร้างวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม เนื่องจากส่งผลให้ผู้อพยพหลายพันคนต้องติดค้างและอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวที่ไม่ปลอดภัยเพื่อเฝ้ารอคิวของตนเอง

ส่วนฝ่ายรัฐบาลทรัมป์แย้งว่า มาตรการนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารจัดการและรับมือกับจำนวนผู้ขอลี้ภัยบริเวณชายแดนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนโยบายจำกัดโควตารายวันนี้ยังไม่ได้ถูกนำกลับมาบังคับใช้ในทันที แม้ว่าทางการจะมีการกำหนดข้อจำกัดอื่นๆ กับผู้ขอลี้ภัยอยู่แล้วก็ตาม โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะฟื้นนโยบายนี้เมื่อใด แต่ได้ออกมาแสดงความยินดีต่อคำตัดสินดังกล่าวแล้ว

“คำตัดสินนี้เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ใช้เครื่องมือสำคัญในการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนทางตอนใต้ของเราต่อไป” เจมส์ เพอร์ซิวัล ที่ปรึกษากฎหมายทั่วไปของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิกล่าว

ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลให้เหตุผลว่า มาตรการจัดสรรคิวนี้เป็นเครื่องมือการจัดการสำคัญที่ประธานาธิบดีจากทั้งสองพรรคการเมืองเคยนำมาใช้ และควรคงไว้ให้สามารถเลือกใช้ได้ต่อไป

ขณะที่ทนายความฝั่งรัฐบาลกลางระบุว่า ผู้ที่ถูกปฏิเสธบริเวณชายแดนสามารถเดินทางกลับมายื่นเรื่องใหม่ได้ในภายหลัง แม้ว่าในความเป็นจริงช่วงที่มีการใช้นโยบายนี้ แถวรอคิวจะยาวเหยียดนับหลายพันคนก็ตาม

อนึ่ง คดีนี้เป็นหนึ่งในคดีความด้านกฎหมายคนเข้าเมืองหลายคดีที่ศาลฎีกากำลังพิจารณาในวาระนี้ รวมถึงความพยายามของทรัมป์ในการจำกัดสิทธิ์การให้สัญชาติโดยกำเนิด นอกจากนี้ ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ศาลฎีกายังมีคำตัดสินอนุญาตให้รัฐบาลของเขา ยุติการคุ้มครองผู้อพยพที่หลบหนีความรุนแรงจากบ้านเกิด ไม่ให้ถูกส่งกลับประเทศอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ยุโรประอุ ฝรั่งเศสเตือนคนรุ่นใหม่ก็เสี่ยง สเปนดับพุ่ง 200 ศพ

ยุโรประอุ ฝรั่งเศสเตือนคนรุ่นใหม่ก็เสี่ยง สเปนดับพุ่ง 200 ศพ

26 มิ.ย. 2569 03:14 น.

ยุโรประอุ ฝรั่งเศสเตือนคนรุ่นใหม่ก็เสี่ยง สเปนดับพุ่ง 200 ศพ

มวลความร้อนในยุโรปเริ่มเคลื่อนตัวไปทางตะวันออก แผ่ความร้อนปกคลุมหลายประเทศมากขึ้น ในขณะที่ฝรั่งเศสยกระดับเตือนภัยอีกโดยระบุว่า แม้แต่คนหนุ่มสาวก็เสี่ยงอันตรายจากความร้อน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. 2569 ทางการฝรั่งเศสประกาศยกระดับเตือนภัยด้านสาธารณสุขสู่ระดับสูงสุด (ระดับ 3) เพื่อระดมบุคลากรทางการแพทย์มารับมือสถานการณ์คลื่นความร้อน โดยรัฐมนตรีสาธารณสุขเตือนว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้ไม่ได้เป็นอันตรายแค่กับผู้สูงอายุ แต่คนหนุ่มสาวที่แข็งแรงดีก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

หน่วยรถพยาบาลในกรุงปารีสรายงานว่า พบผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest) เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในรอบ 24 ชั่วโมง โดยนายเอ็มมานูเอล เกรกัวร์ นายกเทศมนตรีกรุงปารีสวิจารณ์ว่ากลุ่มวัยรุ่นที่ยังออกมาวิ่งจ็อกกิงท่ามกลางสภาพอากาศเช่นนี้ถือเป็นพฤติกรรมที่ “ไร้ความรับผิดชอบ”

ที่เมืองแรนส์ (Rennes) พบผู้เสียชีวิตในบ้านพักแล้ว 5-6 ราย มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ในภูมิภาคเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดแคลน นอกจากนี้ยังมีรายงานสลดพบเด็กอายุ 3 ขวบเสียชีวิตเนื่องจากถูกทิ้งไว้ในรถยนต์ในแถบปารีส และก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก็มีเด็กเสียชีวิตในลักษณะเดียวกันอีก 2 รายทางตอนใต้ของประเทศ

สถานการณ์คลื่นความร้อนยังทำให้สหภาพครูฝรั่งเศสประกาศนัดหยุดงานประท้วง เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการทำงานร้อนจนไม่สามารถรับได้ ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 3 แห่งต้องหยุดทำงานชั่วคราวเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด

ฝรั่งเศสยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน โดยบางพื้นที่ทางตะวันตกเตรียมรับมือพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง และมีการสั่งยกเลิกเทศกาลดนตรี Garorock วันแรก เนื่องจากคาดว่าอุณหภูมิจะสูงถึง 42 องศาเซลเซียส และอาจมีลมกระโชกแรง

ทั้งนี้ หลังจากสเปน สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสเผชิญความร้อนจัดมาหลายวัน มวลความร้อนกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก ส่งผลกระทบวงกว้างในหลายประเทศมากขึ้น

ที่เยอรมนีและสาธารณรัฐเช็ก อุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียสในช่วงสุดสัปดาห์ ทางการเยอรมนีสั่งยกเลิกการแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนที่เมืองฮัมบูร์ก และบริการรถไฟในทั้งสองประเทศประกาศให้ผู้โดยสารสามารถยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางได้ฟรีหากไม่จำเป็น

ส่วนที่สเปน แม้สภาพอากาศจะเริ่มเย็นลงจากมวลอากาศในมหาสมุทรแอตแลนติกที่เคลื่อนเข้ามา แต่ระบบเฝ้าระวังรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตที่อาจเกี่ยวเนื่องจากความร้อนแล้วถึง 213 ราย โดยเฉพาะวันพุธ (24 มิ.ย.) วันเดียวก็พบผู้เคราะห์ร้ายสูงถึง 95 รายแล้ว

ที่สหราชอาณาจักร สำนักอุตุนิยมวิทยาได้ขยายเวลาการเตือนภัยความร้อนรุนแรงระดับสีแดงในลอนดอนและอังกฤษตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่ในอิตาลี พิพิธภัณฑ์อุฟฟิซิ (Uffizi) ในเมืองฟลอเรนซ์ ต้องหยุดขายตั๋วชั่วคราวเนื่องจากระบบปรับอากาศไม่สามารถรองรับความร้อนจัดได้ โดยคาดว่าอุณหภูมิในอิตาลีจะพุ่งแตะ 40 องศาเซลเซียสในวันจันทร์หน้า

ผู้เชี่ยวชาญในอิตาลีชี้ว่า สภาพอากาศในเดือนมิถุนายนของศตวรรษนี้เปลี่ยนไปจากศตวรรษก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยอุณหภูมิเฉลี่ยตอนกลางคืนสูงถึง 29 องศาเซลเซียส จากเดิมในอดีตที่เคยอยู่ที่ 17 องศาเซลเซียสเท่านั้น

ส่วนประเทศอื่นๆ ในยุโรปอย่างเช่น ลักเซมเบิร์กประกาศเตือนภัยระดับสีแดง, สวิตเซอร์แลนด์ประกาศเตือนภัยภัยแล้งรุนแรงสูงสุด, ส่วนเนเธอร์แลนด์และออสเตรีย เฉพาะในกรุงเวียนนา คาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งแตะ 39-40 องศาเซลเซียสในช่วงสุดสัปดาห์เช่นกัน

หัวหน้าฝ่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า “คลื่นความร้อนที่โหดร้ายในยุโรปครั้งนี้มีร่องรอยของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis) ปรากฏอยู่อย่างชัดเจน” พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและสร้างระบบรับมือที่รวดเร็วกว่าเดิม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc