สหรัฐฯ ยึดเรือน้ำมันติดธงรัสเซียได้แล้ว หลังไล่ตามมา 2 สัปดาห์

สหรัฐฯ ยึดเรือน้ำมันติดธงรัสเซียได้แล้ว หลังไล่ตามมา 2 สัปดาห์

7 ม.ค. 2569 22:03 น.

สหรัฐฯ ยึดเรือน้ำมันติดธงรัสเซียได้แล้ว หลังไล่ตามมา 2 สัปดาห์

หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ พยายามเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติรัสเซีย ในมหาสมุทรแอตแลนติก หลังจากไล่ตามมานาน 2 สัปดาห์ โดยอ้างว่าเรือลำนี้กำลังขนน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันพุธที่ 7 ม.ค. 2569 ว่า หน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซียและมีความเชื่อมโยงกับเวเนซุเอลาได้แล้ว หลังจากมีการไล่ล่ากันในมหาสมุทรแอตแลนติกนานกว่า 2 สัปดาห์ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดเนื่องจากมีเรือดำน้ำและเรือรบของรัสเซียอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

การเข้ายึดครั้งนี้อาจเพิ่มความตึงเครียดกับรัสเซีย โดยเกิดขึ้นหลังจากเรือบรรทุกน้ำมันซึ่งเดิมชื่อ “เบลลา 1” (Bella 1) แต่ปัจจุบันใช้ชื่อ “มาริเนรา” (Marinera) ได้เล็ดลอดผ่าน “การปิดล้อม” ทางทะเลของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปยังเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร และขัดขืนความพยายามของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ในการขอขึ้นตรวจเรือ

กองบัญชาการภูมิภาคยุโรปของกองทัพสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า รัฐบาลทรัมป์เข้ายึดเรือลำดังกล่าวเนื่องจากละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

“การปิดล้อมน้ำมันเวเนซุเอลาที่ถูกคว่ำบาตรและผิดกฎหมายยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นที่ใดในโลกก็ตาม” พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุในการตอบกลับโพสต์ของกองบัญชาการภูมิภาคยุโรป

ด้านทางการรัสเซียออกมาประณามสหรัฐฯ อย่างรุนแรงต่อกรณีการเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าว

กระทรวงคมนาคมของรัสเซียระบุในแถลงการณ์ว่า “ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 เสรีภาพในการเดินเรือย่อมมีผลบังคับใช้ในน่านน้ำสากล และไม่มีรัฐใดมีสิทธิใช้กำลังต่อเรือที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องภายใต้อำนาจตุลาการของรัฐอื่น”

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังระบุอีกว่า เรือลำดังกล่าวได้รับ “อนุญาตชั่วคราว” ให้เดินเรือภายใต้ธงชาติรัสเซียเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พร้อมเสริมว่า “การติดต่อกับตัวเรือขาดหายไป” หลังจากกองทัพเรือของสหรัฐฯ ได้บุกขึ้นเรือในน่านน้ำสากล ซึ่งอยู่นอกเขตน่านน้ำทางทะเลของรัฐใดๆ

เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ประสงค์ออกนามระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการโดยหน่วยยามฝั่งและกองทัพสหรัฐฯ โดยนี่ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ที่กองทัพสหรัฐฯ พยายามเข้ายึดเรือที่ติดธงชาติรัสเซีย

เจ้าหน้าที่เสริมว่ามีเรือทางทหารของรัสเซียอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดปฏิบัติการ รวมถึงเรือดำน้ำลำหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าเรือเหล่านี้อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุเพียงใด ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้กับประเทศไอซ์แลนด์

หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ พยายามสกัดกั้นเรือลำนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ทางเรือปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่ขึ้นตรวจค้น ซึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เรือลำดังกล่าวได้เปลี่ยนสัญชาติธงเรือจากประเทศกายอานา ไปเป็นรัสเซียแทน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยกับรอยเตอร์สว่า ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำที่มีความเชื่อมโยงกับเวเนซุเอลาในเขตน่านน้ำละตินอเมริกา ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าบังคับใช้มาตรการ “ปิดล้อม” เรือที่ถูกคว่ำบาตรจากเวเนซุเอลาอย่างต่อเนื่อง

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ บุกจู่โจมกรุงการากัสช่วงก่อนรุ่งสางของวันเสาร์ที่ผ่านมา เข้าจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร และนำตัวเขาไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลาเรียกการจับกุมตัวมาดูโรครั้งนี้ว่าเป็นการ “ลักพาตัว” และกล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังพยายามขโมยทรัพยากรน้ำมันสำรองมหาศาลของประเทศ ซึ่งคาดการณ์ว่ามีปริมาณมากที่สุดในโลก

ด้านนายทรัมป์กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ โต้กลับ โดยกล่าวหาเวเนซุเอลาว่า ขโมยน้ำมันของสหรัฐฯ สื่อถึงกรณีที่เวเนซุเอลาประกาศโอนกิจการด้านพลังงานของบริษัทเอกชน รวมถึงบริษัทต่างชาติทั้งหมด มาเป็นของรัฐ ในช่วงกว่า 50 ปีที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เลือกตั้ง อบต. 11 ม.ค.69 ต้องกาบัตรกี่ใบ แจ้งไม่ไปใช้สิทธิอย่างไร

เลือกตั้ง อบต. 11 ม.ค.69 ต้องกาบัตรกี่ใบ แจ้งไม่ไปใช้สิทธิอย่างไร

7 ม.ค. 2569 21:55 น.

เลือกตั้ง อบต. 11 ม.ค.69 ต้องกาบัตรกี่ใบ แจ้งไม่ไปใช้สิทธิอย่างไร

การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 เป็นการเลือกตั้งกรณีครบวาระทั่วประเทศ โดยมีรายละเอียดการจัดการเลือกตั้งและผลกระทบทางกฎหมาย ดังนี้

1. วิธีการจัดการเลือกตั้ง (ขั้นตอนการลงคะแนน)

การไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 11 ม.ค. 69 มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้:

  • เวลาลงคะแนน: ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.
  • หลักฐานที่ต้องใช้: บัตรประจำตัวประชาชน (บัตรหมดอายุก็ใช้ได้) หรือบัตรที่ทางราชการออกให้ที่มีรูปถ่ายและเลขบัตรประชาชน (เช่น ใบขับขี่, พาสปอร์ต) หรือเปิดผ่านแอปพลิเคชัน ThaID
  • จำนวนบัตรเลือกตั้ง: โดยทั่วไปคุณจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ
    1. สีชมพู : สำหรับเลือก “นายก อบต.” (เลือกได้เพียงเบอร์เดียว)
    2. สีเขียว : สำหรับเลือก “สมาชิกสภา อบต.” (เลือกได้ตามจำนวนที่เขตนั้นกำหนด เลือกได้ไม่เกิน 6 หมายเลข)

2. ผลทางกฎหมายหากไม่ไปเลือกตั้ง

หากคุณมีสิทธิเลือกตั้งแต่ไม่ไปใช้สิทธิ และไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิ จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งครั้งนั้นๆ โดยมีผลเสียดังนี้:

  • ด้านการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น: * ไม่สามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส., ส.ว., สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้
    • ไม่สามารถสมัครรับเลือกเป็นกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้านได้

ด้านตำแหน่งทางการเมือง:

  • ไม่สามารถดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง หรือข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองได้

ไม่สามารถดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น, เลขานุการ/ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือเลขานุการประธานสภาท้องถิ่นได้

ด้านการตรวจสอบ: * เสียสิทธิในการเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

3. ผลกระทบในระยะยาว

แม้การถูกจำกัดสิทธิจะมีกำหนดเพียง 2 ปี แต่หากมีการเลือกตั้งครั้งถัดไป (เช่น เลือกตั้ง ส.ส. หรือเลือกตั้งท้องถิ่นอื่นๆ) ในช่วงเวลาที่คุณยังถูกจำกัดสิทธิอยู่ คุณจะเสียโอกาสในการก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองหรือการรับตำแหน่งสำคัญในท้องถิ่นทันที นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงประวัติการใช้สิทธิพลเมืองในฐานข้อมูลของรัฐด้วย

4. การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิ

หากติดธุระจำเป็นจริงๆ คุณสามารถแจ้งเหตุเพื่อรักษาไม่ให้เสียสิทธิได้ ดังนี้:

  • ช่วงเวลาแจ้ง: 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง (4-10 ม.ค. 69) หรือ 7 วันหลังวันเลือกตั้ง (12-18 ม.ค. 69)
  • ช่องทาง: 1. ยื่นด้วยตนเองหรือมอบหมายผู้อื่นที่ที่ว่าการอำเภอ
2. ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
3. แจ้งผ่านแอปพลิเคชัน Smart Vote หรือเว็บไซต์ของกรมการปกครอง (วิธีนี้สะดวกที่สุด)

ส่อง 5 อันดับ อบต. รายได้รวมมากที่สุด ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 11 ม.ค. 69

ส่อง 5 อันดับ อบต. รายได้รวมมากที่สุด ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 11 ม.ค. 69

7 ม.ค. 2569 20:45 น.

ส่อง 5 อันดับ อบต. รายได้รวมมากที่สุด ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 11 ม.ค. 69

ส่อง 5 อันดับ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่มีรายได้รวมมากที่สุด จากข้อมูลล่าสุดปี 2567 ก่อนถึงการเลือกตั้ง อบต.รอบใหม่ 11 ม.ค. 69

ในวันที่ 11 ม.ค.2569 ที่จะถึงนี้ จะเป็นวันเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งมีความสำคัญในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กที่สุด และมีเขตพื้นที่ที่ต้องดูแลอยู่นอกเขตเมือง มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด โดยจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลและให้บริการประชาชนในหมู่บ้านและตำบลแทนส่วนกลาง เพื่อให้ประชาชนทุกหนแห่งได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

ข้อมูลจากกรมการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 6 ธ.ค. 2568 พบว่าทั่วประเทศ มี อบต. ทั้งหมด 4,993 แห่ง โดยตัวเลขนี้มีแนวโน้มจะลดลงเรื่อย ๆ จากการควบรวม อบต. บางส่วน หรือการยก อบต. ที่มีความเจริญในระดับหนึ่งให้เป็นเทศบาลเพื่อให้มีอิสระในการบริหารงานมากขึ้น

อบต.ถูกจับตามองในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะในมิติด้านรายได้และงบประมาณ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจ การจัดเก็บรายได้ในท้องถิ่น รวมถึงขนาดและความซับซ้อนของภารกิจที่ อบต. แต่ละแห่งต้องรับผิดชอบ

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมข้อมูลรายได้รวมของ อบต.ทั่วประเทศ โดยข้อมูลทางการล่าสุดปี 2567 พบว่า อบต. หลายแห่งมีรายได้รวมในระดับสูง โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่มีการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจ มีแหล่งอุตสาหกรรม การคมนาคม และกิจกรรมทางธุรกิจจำนวนมาก ส่งผลให้สามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

5 อันดับ อบต. ที่มีรายได้รวมมากที่สุด ปี 2567 

1. อบต.บางพลีใหญ่ จ.สมุทรปราการ

  • พื้นที่ 39.36 ตร.กม.
  • ประชากร 92,568 คน
  • รายได้รวม 1,027.83 ล้านบาท แบ่งเป็น

– เงินจัดเก็บเอง 385.19 ล้านบาท

– เงินรัฐจัดสรร 494.96 ล้านบาท

– เงินอุดหนุน 147.69 ล้านบาท

2.อบต.บางโฉลง จ.สมุทรปราการ

  • พื้นที่ 33.50 ตร.กม.
  • ประชากร 44,573 คน
  • รายได้รวม 673.18 ล้านบาท แบ่งเป็น

– เงินจัดเก็บเอง 408.76 ล้านบาท

– เงินรัฐจัดสรร 253.33 ล้านบาท

– เงินอุดหนุน 7.52 ล้านบาท

3.อบต.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ

  • พื้นที่ 56.11 ตร.กม.
  • ประชากร 32,035 คน
  • รายได้รวม 663.00 ล้านบาท แบ่งเป็น

– เงินจัดเก็บเอง 344.96 ล้านบาท

– เงินรัฐจัดสรร 256.9 ล้านบาท

– เงินอุดหนุน 64.71 ล้านบาท

4. อบต.มาบยางพร จ.ระยอง

  • พื้นที่ 64.65 ตร.กม.
  • ประชากร 24,086 คน
  • รายได้รวม 624.55 ล้านบาท แบ่งเป็น

– เงินจัดเก็บเอง 410.45 ล้านบาท

– เงินรัฐจัดสรร 175.03 ล้านบาท

– เงินอุดหนุน 39.07 ล้านบาท

5.อบต.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ

  • พื้นที่ 31.00 ตร.กม.
  • ประชากร 37,233 คน
  • รายได้รวม 574.62 ล้านบาท แบ่งเป็น

– เงินจัดเก็บเอง 231.24 ล้านบาท

– เงินรัฐจัดสรร 274.65 ล้านบาท

– เงินอุดหนุน 68.73 ล้านบาท

จากข้อมูล 5 อันดับ อบต. ที่มีรายได้สูงสุด พบว่า 4 ใน 5 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนอีก 1 แห่ง อยู่ในจังหวัดระยอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม ระดับรายได้ของ อบต.แต่ละพื้นที่เป็นเพียงหนึ่งในข้อมูลที่สะท้อนขนาดและภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการดำเนินงานและการบริหารจัดการในทางปฏิบัติยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องอีกหลายด้าน

แพทย์ไม่แนะนำผ่าตัด “มหาเธร์” วัย 100 ปี หลังล้มกระดูกสะโพกหัก หวั่นความเสี่ยงจากอายุ

แพทย์ไม่แนะนำผ่าตัด "มหาเธร์" วัย 100 ปี หลังล้มกระดูกสะโพกหัก หวั่นความเสี่ยงจากอายุ

7 ม.ค. 2569 17:28 น.

แพทย์ไม่แนะนำผ่าตัด “มหาเธร์” วัย 100 ปี หลังล้มกระดูกสะโพกหัก หวั่นความเสี่ยงจากอายุ

นายมุคริซ มหาเธร์ บุตรชายของ ดร.มหาเธร์ โมฮาหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยว่าบิดาของเขาซึ่งมีอายุ 100 ปี จะไม่เข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการกระดูกสะโพกขวาหักหลังจากล้มในบ้าน เนื่องจากข้อจำกัดด้านวัยที่สูงมากจนการผ่าตัดอาจมีความเสี่ยงสูงเกินไป แต่จะใช้วิธีฟื้นฟูร่างกายตามมาตรฐานแทน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (6 ม.ค.) โดยนายนายมุคริซระบุว่า ดร.มหาเธร์ ล้มลงภายในบ้านพักหลังจากเสร็จสิ้นการเดินออกกำลังกายตามปกติในตอนเช้า จากนั้นได้ถูกนำตัวส่งสถาบันหัวใจแห่งชาติในกรุงกัวลาลัมเปอร์ด้วยรถพยาบาลในสภาพที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ซึ่งผลการตรวจยืนยันว่ากระดูกสะโพกขวาหัก

ในวิดีโอที่ส่งต่อกันในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมือง นายมุคริซกล่าวว่า “เมื่อพิจารณาจากอายุที่แตะระดับ 100 ปีแล้ว การผ่าตัดจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ใช้วิธีการฟื้นฟูสมรรถภาพตามมาตรฐาน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาสักระยะ เป้าหมายคือเพื่อให้ท่านกลับมามีสุขภาพแข็งแรงและปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติเหมือนที่เคยทำมาโดยตลอด”

ด้านนางมารีนา บุตรสาวของ ดร.มหาเธร์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเบอร์นามาว่า อาการบาดเจ็บของบิดานั้น “รุนแรงแต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต” พร้อมเสริมว่า “ในวัย 100 ปี การล้มหรือกระดูกหักย่อมเป็นเรื่องแย่เสมอ และต้องใช้เวลาในการเยียวยา”

ดร.มหาเธร์ เคยเข้ารับการผ่าตัดบายพาสหัวใจมาแล้วหลายครั้งในอดีต และเพิ่งเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการอ่อนเพลียหลังจบงานฉลองวันเกิดครบ 100 ปี เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาถือเป็นรัฐบุรุษคนสำคัญที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียถึง 2 สมัย (ค.ศ. 1981-2003 และ 2018-2020) และเคยเป็นผู้นำประเทศจากการเลือกตั้งที่มีอายุมากที่สุดในโลกขณะดำรงตำแหน่งสมัยที่สองในวัย 94 ปี

ขณะนี้ครอบครัวได้ขอความกรุณาจากสาธารณชนให้ความเป็นส่วนตัวแก่ ดร.มหาเธร์ เพื่อให้เขาได้พักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มที่ในช่วงหลายสัปดาห์ต่อจากนี้.

ที่มา AFP

จนท.หน่วยงานพลังงานนิวเคลียร์ญี่ปุ่น ทำมือถือ “ข้อมูลลับ” หายในจีน เสี่ยงข้อมูลลับรั่วไหล

จนท.หน่วยงานพลังงานนิวเคลียร์ญี่ปุ่น ทำมือถือ "ข้อมูลลับ" หายในจีน เสี่ยงข้อมูลลับรั่วไหล

7 ม.ค. 2569 15:54 น.

จนท.หน่วยงานพลังงานนิวเคลียร์ญี่ปุ่น ทำมือถือ “ข้อมูลลับ” หายในจีน เสี่ยงข้อมูลลับรั่วไหล

สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของสำนักงานกำกับดูแลพลังงานนิวเคลียร์ญี่ปุ่น หรือ NRA ทำโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในราชการสูญหายระหว่างเดินทางส่วนตัวไปยังจีน โดยภายในเครื่องมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการทำงานด้านความมั่นคงนิวเคลียร์ รวมถึงรายละเอียดการติดต่อของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับภารกิจลับ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยคาดว่าเจ้าหน้าที่รายนี้ทำโทรศัพท์หายขณะเข้ารับการตรวจค้นด้านความปลอดภัยที่สนามบินในนครเซี่ยงไฮ้ แต่กว่าจะรู้ตัวว่าเครื่องหายไปก็ผ่านไปแล้วถึง 3 วัน ซึ่งแม้จะพยายามประสานงานกับทางสนามบินแล้วแต่ก็ไม่พบร่องรอย และทาง NRA ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อมูลดังกล่าวถูกเจาะหรือรั่วไหลไปแล้วหรือไม่

สมาร์ทโฟนดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ “ป้องกันภัยพิบัติ” ที่ออกให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน เช่น อุบัติเหตุนิวเคลียร์หรือแผ่นดินไหวรุนแรงได้ทันท่วงที ข้อมูลที่อยู่ในเครื่องประกอบด้วยรายละเอียดการติดต่อของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านการรักษาความปลอดภัยนิวเคลียร์ รวมถึงแผนผังและการติดต่อของหน่วยงานที่ป้องกันเหตุการก่อการร้ายและการโจรกรรมวัสดุกัมมันตภาพรังสี และข้อมูลระบุตัวตนของบุคลากรที่ตามปกติจะต้องถูกเก็บเป็นความลับสุดยอดเพื่อลดความเสี่ยงด้านความมั่นคง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพยายามฟื้นฟูโครงการพลังงานนิวเคลียร์ที่หยุดชะงักมาตั้งแต่เหตุภัยพิบัติฟูกุชิมะเมื่อปี 2011 นอกจากนี้ นี่ยังไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดความประมาทในวงการนิวเคลียร์ญี่ปุ่น โดยเมื่อปี 2023 เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก วางปึกเอกสารลับไว้บนหลังคารถแล้วขับออกไปจนเอกสารปลิวหาย

ส่วนสัปดาห์นี้ บริษัท ชูบุ อิเล็คทริค พาวเวอร์ ถูกตรวจพบว่า “เลือกใช้ข้อมูลเฉพาะบางส่วน” เพื่อให้ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัย จน NRA ต้องสั่งระงับการพิจารณาอนุญาตเดินเครื่องโรงไฟฟ้า เนื่องจากพบการปลอมแปลงข้อมูลการตรวจสอบที่สำคัญ

NRA ได้รายงานเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของญี่ปุ่นแล้ว พร้อมประกาศคำสั่งห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่นำสมาร์ทโฟนที่ออกโดยหน่วยงานติดตัวไปต่างประเทศ และจะมีการทบทวนกฎระเบียบภายในอย่างเข้มงวด รวมถึงการเพิ่มแนวทางปฏิบัติในการพกพาอุปกรณ์ราชการไปยังต่างแดนเพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต.

ที่มา BBC

บุตรชาย “นายพลโบเมียะ” สถาปนาสาธารณรัฐกอทูเล พร้อมจัดตั้งรัฐบาล เป็นอิสระจากเมียนมา

บุตรชาย "นายพลโบเมียะ" สถาปนาสาธารณรัฐกอทูเล พร้อมจัดตั้งรัฐบาล เป็นอิสระจากเมียนมา

7 ม.ค. 2569 14:59 น.

บุตรชาย “นายพลโบเมียะ” สถาปนาสาธารณรัฐกอทูเล พร้อมจัดตั้งรัฐบาล เป็นอิสระจากเมียนมา

พล.อ.เนอดา เมียะ บุตรชาย “นายพลโบเมียะ” อดีตผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ได้ประกาศสถาปนาตนเองเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐกอทูเล พร้อมจัดตั้งคณะรัฐบาล ที่ค่ายอูเกอคี บ้านชูกะลี ต.ชูกะลี อ.วาเล่ย์ จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา โดยระบุว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมของชนชาวกะเหรี่ยง ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนสากล

ตามประกาศดังกล่าว ในการจัดตั้งรัฐบาลกอทูเล พล.อ.เนอดา เมียะ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี พลโทซอซา เกโพ รองประธานาธิบดี คนที่ 1 นายเดวิด ตากาบอ รองประธานาธิบดีคนที่ 2 นายซอโพ ทูเลย์ นายกรัฐมนตรี และนายเดวิด ลอว์ดู รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในเบื้องต้น 

พล.อ.เนอดา กล่าวว่า จากนี้เป็นต้นไปชาวกะเหรี่ยงจะขอมีเสรีภาพ ที่ไม่ขึ้นการปกครองกับทหารเมียนมา และจะมีนโยบายโดยจะมีรัฐธรรมนูญ มีรัฐกอทูเล มีคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานด้านต่างๆ ส่วนการประสานงานกับชนกลุ่มน้อยที่เป็นกองกำลังต่างๆ และกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อเอกราช และเพื่อประชาธิปไตยนั้น ถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน

รัฐบาลสาธารณรัฐกอทูเลกล่าวในแถลงการณ์ ระบุอ้างอิงถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รวมถึงอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมว่า ประชาชนแห่งรัฐสาธารณรัฐกอทูเลจำเป็นต้องดำเนินการครั้งสำคัญนี้เนื่องจากพวกเขาถูกกดขี่ข่มเหงถูกเลือกปฏิบัติในทุกด้านของชีวิต และต้องเผชิญกับสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างเย็นชามานานเป็นเวลา 77 ปีเริ่มตั้งแต่ปี 1949 นับจากนั้น 1 ปี หลังจากการได้รับเอกราชของประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยผู้ปกครองทางทหารเมียนมา หรือผู้เผด็จการได้ยึดมั่นในความเหนือกว่าทางเชื้อชาติ

พล.อ.เนอดา เมียะ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นบุตรชายของพลเอกโบเมียะ อดีตประธานาธิบดีกลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพกอทูเล (KTLA) และอดีตผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันชาติกะเหรี่ยง (KNDO)

พล.อ.เนอดา เมียะ ถูกปลดออกจากตำแหน่งในปี 2022 โดย KNU เนื่องจากรับผิดชอบต่อการสังหารพลเรือน 25 คน โดยกลุ่ม KNU ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ KTLA ที่นำโดยนายพลโบเมียะ และการกระทำของกลุ่มนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับ KNU นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง.

“ทรัมป์” บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเวเนซุเอลา 50 ล้านบาร์เรล กว่า 6 หมื่นล้าน

"ทรัมป์" บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเวเนซุเอลา 50 ล้านบาร์เรล กว่า 6 หมื่นล้าน

7 ม.ค. 2569 12:05 น.

“ทรัมป์” บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเวเนซุเอลา 50 ล้านบาร์เรล กว่า 6 หมื่นล้าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และเวเนซุเอลาได้บรรลุข้อตกลงสำคัญในการส่งออกน้ำมันดิบมูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 62,430 ล้านบาท) มายังสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางการค้าครั้งใหญ่ที่ดึงอุปทานน้ำมันออกจากประเทศจีน และเป็นการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เวเนซุเอลาเปิดประตูรับบริษัทน้ำมันอเมริกัน

ภายใต้ข้อตกลงนี้ เวเนซุเอลาจะส่งมอบน้ำมันที่เคยถูกคว่ำบาตรจำนวน 30 ถึง 50 ล้านบาร์เรล ซึ่งปัจจุบันถูกกักไว้ในเรือบรรทุกน้ำมันและคลังเก็บเนื่องจากการปิดกั้นการส่งออก ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม โดยทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “น้ำมันนี้จะถูกขายในราคาตลาด และเงินรายได้ทั้งหมดจะถูกควบคุมโดยผม ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อให้มั่นใจว่าจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ”

นายคริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการนี้ โดยน้ำมันจะถูกส่งตรงจากเรือเข้าสู่ท่าเรือของสหรัฐฯ ทันที

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียด หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมตัวนายกรัฐมนตรีนิโกลัส มาดูโร เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทางการเวเนซุเอลาประณามว่าเป็นการลักพาตัว ขณะที่สหรัฐฯ ได้สนับสนุน นางเดลซี โรดริเกซ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการ ซึ่งเธอได้ตอบรับเงื่อนไขในการให้บริษัทเอกชนและสหรัฐฯ เข้าถึงอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศได้อย่างเต็มที่

ทันทีที่มีการประกาศข้อตกลง ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงทันทีมากกว่า 1.5% เนื่องจากคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดมากขึ้น โดยปัจจุบันบริษัท “เชฟรอน”  เป็นบริษัทอเมริกันเพียงแห่งเดียวที่ยังได้รับอนุญาตให้ดำเนินการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาได้ต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงกลไกการขายในรูปแบบ “การประมูล” เพื่อให้ผู้ซื้อในสหรัฐฯ สามารถเสนอราคาชิงสินค้าได้ รวมถึงการพิจารณานำน้ำมันดิบชนิดหนักจากเวเนซุเอลาเข้าไปเก็บไว้ในคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในอนาคตด้วย

นายดัก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในสหรัฐฯ ระบุว่านี่คือ “ข่าวดี” สำหรับความมั่นคงด้านแรงงานและราคาน้ำมันในอนาคต โดยมองว่าเวเนซุเอลามีโอกาสที่จะได้รับเงินทุนไหลเข้าเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยีและความร่วมมือกับอเมริกา ซึ่งหากไม่มีข้อตกลงนี้ เวเนซุเอลาอาจจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลงอีกเนื่องจากคลังเก็บน้ำมันเต็มจนไม่สามารถผลิตเพิ่มได้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาจะสามารถเข้าถึงเงินรายได้จากการขายน้ำมันครั้งนี้ได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากข้อจำกัดจากการคว่ำบาตรที่ตัดขาดรัฐบาลจากการทำธุรกรรมในระบบดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา Reuters

ช็อกโซเชียล! เผยคลิปพนักงานร้านชาชื่อดังใช้มือเปล่าชงชาว่อนเน็ต -ถูกไล่ออกและปิดร้านแล้ว (คลิป)

ช็อกโซเชียล! เผยคลิปพนักงานร้านชาชื่อดังใช้มือเปล่าชงชาว่อนเน็ต -ถูกไล่ออกและปิดร้านแล้ว (คลิป)

7 ม.ค. 2569 11:38 น.

ช็อกโซเชียล! เผยคลิปพนักงานร้านชาชื่อดังใช้มือเปล่าชงชาว่อนเน็ต -ถูกไล่ออกและปิดร้านแล้ว (คลิป)

ร้านชานมชื่อดัง ที่มีสาขาในหลายประเทศรวมถึงไทย กำลังถูกวิจารณ์รุนแรงในจีน หลังมีคลิปวิดีโอเผยให้เห็นพนักงานหญิงรายหนึ่ง ใช้มือเปล่าชงเครื่องดื่ม ภายในสาขาฝูเจี้ยน ล่าสุดถูกไล่ออกและปิดร้าน

คลิปที่มีการเผยแพร่ใน Douyin ได้สร้างความตื่นตกใจให้แก่ชาวเน็ตทั่วโลก โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ชื่นชอบเครื่องดื่มพวกชานม โดยในคลิปที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ ปรากฏภาพพนักงานซึ่งสวมหน้ากากและชุดยูนิฟอร์มของร้านชานมชื่อดังที่มีสาขาในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย กำลังจับวัตถุดิบด้วยมือเปล่า คนเครื่องดื่มโดยไม่สวมถุงมือ และเทน้ำชาผ่านมือของตัวเองลงในแก้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีช่วงที่พนักงานรายดังกล่าว กวาดชาที่หกเลอะเทอะบนเคาน์เตอร์ ใส่ลงไปในแก้วเครื่องดื่ม ก่อนจะใช้มือเปล่าคนต่ออีกครั้ง ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากตั้งคำถามถึงมาตรฐานสุขอนามัยของร้าน

ล่าสุด ร้านชาแบรนด์ดังออกแถลงการณ์ผ่านบัญชี Weibo เมื่อวันอังคารที่ 6 มกราคม ยืนยันว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ร้านสาขา Longwen Baolong Plaza เมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดและการสอบสวนภายใน พบว่าพนักงานเป็นผู้ถ่ายคลิปเอง โดยอ้างว่าต้องการสร้างกระแสออนไลน์ และเรียกเครื่องดื่มดังกล่าวว่าเป็นชานมสไตล์อินเดีย

บริษัทยังเปิดเผยว่า เครื่องดื่มดังกล่าวถูกทำขึ้นจาก วัตถุดิบเหลือก่อนปิดร้าน และหลังถ่ายคลิปเสร็จ เครื่องดื่มถูก ทิ้งทันที ไม่ได้นำไปจำหน่ายให้ลูกค้า

ทางบริษัทระบุในแถลงการณ์ว่า รู้สึกตกใจและโกรธอย่างยิ่ง กับพฤติกรรมดังกล่าว พร้อมย้ำว่าการกระทำของพนักงานรายนี้ ละเมิดมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของบริษัทอย่างร้ายแรง และขัดกับหลักการดำเนินธุรกิจอย่างซื่อสัตย์

พร้อมเน้นย้ำว่า กระบวนการผลิตชาของทางร้าน โดยปกติพึ่งพาเครื่องจักรอัตโนมัติทั้งหมด และจะไม่ยอมให้มีการทำให้เรื่องความปลอดภัยด้านอาหารกลายเป็นเรื่องล้อเล่นหรือคอนเทนต์เรียกยอดวิว

ทั้งนี้ ทางบริษัทได้สั่งปิดร้านดังกล่าวทันที และเลิกจ้างพนักงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งนอกจากพนักงานผู้ก่อเหตุจะถูกไล่ออกแล้วผู้จัดการร้านและหัวหน้างานระดับภูมิภาคยังถูกลดตำแหน่ง เนื่องจากความบกพร่องในการดูแลและกำกับพนักงาน พร้อมย้ำจะไม่เปิดร้านอีกจนกว่าจะผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยอาหารอย่างเข้มงวด และจะนำเหตุการณ์นี้ไปปรับปรุงด้วยมาตรฐานที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในทุกสาขา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ชานม

“เลโก้” เปิดตัว “Smart Bricks” ตัวต่ออัจฉริยะตอบสนองเสียง-แสง-การเคลื่อนไหว

"เลโก้" เปิดตัว "Smart Bricks" ตัวต่ออัจฉริยะตอบสนองเสียง-แสง-การเคลื่อนไหว

7 ม.ค. 2569 11:20 น.

“เลโก้” เปิดตัว “Smart Bricks” ตัวต่ออัจฉริยะตอบสนองเสียง-แสง-การเคลื่อนไหว

“เลโก้” ยักษ์ใหญ่แห่งวงการของเล่นจากเดนมาร์ก เปิดตัวนวัตกรรมที่ได้รับการขนานนามว่า “ปฏิวัติวงการที่สุดในรอบเกือบ 50 ปี” อย่าง “Smart Bricks” ภายในงาน Consumer Electronics Show (CES) 2026 โดยระบุว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยชุบชีวิตให้ตัวต่อสามารถเปล่งแสง ส่งเสียง และตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวได้จริง ขณะผู้เชี่ยวชาญด้านการเล่นเด็กเตือนเสี่ยงบั่นทอนเสน่ห์การใช้จินตนาการของการต่อตัวต่อแบบคลาสสิก

เลโก้ บริษัทของเล่นสัญชาติเดนมาร์ก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “Smart Bricks” บล็อกตัวต่อที่บรรจุเทคโนโลยีภายใน สามารถตอบสนองต่อเสียง แสง และการเคลื่อนไหว ระหว่างงาน Consumer Electronics Show (CES) 2026 ที่นครลาสเวกัส โดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบ “Smart Play” ที่ผสานชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับบล็อกพลาสติกแบบดั้งเดิม บริษัทระบุว่าเป็นนวัตกรรมที่พลิกโฉมมากที่สุดในรอบเกือบ 50 ปี และเตรียมวางจำหน่ายเดือนมีนาคมนี้พร้อมชุดธีมสตาร์วอร์ส

หัวใจสำคัญของระบบ Smart Play คือตัวต่อขนาด 2×4 ที่ดูภายนอกเหมือนปกติ แต่ภายในบรรจุด้วยเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว, ชิปประมวลผลพิเศษ, ลำโพงขนาดเล็ก และไฟ LED ตัวต่อนี้สามารถรับรู้ตำแหน่ง ระยะห่าง และการหมุน เพื่อสร้างปฏิกิริยาโต้ตอบที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ยังมี Smart Minifigures (ตัวละครอัจฉริยะ) และ Smart Tags (แผ่นป้ายอัจฉริยะ) ที่มีรหัสระบุตัวตนแบบดิจิทัล เมื่อนำมาเล่นร่วมกันจะทำให้เกิดเหตุการณ์จำลองที่น่าทึ่ง เช่น เค้กวันเกิดเลโก้ โดยเมื่อเด็กๆ ทำท่า “เป่าเทียน” ตัวต่อจะรับรู้และส่งเสียงเชียร์พร้อมเพลง Happy Birthday หรือเฮลิคอปเตอร์เลโก้ จะมีเสียงใบพัดดังขึ้นเมื่อยกขึ้นบิน และหากเกิดการ “ตกกระแทก” ตัวต่อ Smart Brick จะเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที

แม้จะเป็นนวัตกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ จอช โกลิน ผู้อำนวยการกลุ่มสวัสดิภาพเด็ก Fairplay กลับมองว่านี่อาจเป็นดาบสองคม โดยเขากล่าวว่า “เสน่ห์ของเลโก้คือการที่เด็กๆ ใช้จินตนาการสร้างเสียงและท่าทางการเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง ซึ่งการเติมฟีเจอร์ดิจิทัลเข้าไปอาจไปลดทอนพลังแห่งการสร้างสรรค์นั้น”

เช่นเดียวกับ ศ.แอนดรูว์ แมนเชส จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ที่ยอมรับในความล้ำสมัยแต่ตั้งข้อสังเกตเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล โดยเฉพาะของเล่นอัจฉริยะในยุค AI ที่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันของเด็กๆ

จูเลีย โกลดิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาดของเลโก้ ยืนยันว่า บริษัทมองโลกดิจิทัลเป็นโอกาสในการ “ขยายขอบเขตการเล่น” มากกว่าจะเป็นภัยคุกคาม โดยเทคโนโลยีนี้จะเชื่อมต่อกับการต่อทางกายภาพอย่างแนบเนียน เพื่อสร้างความเซอร์ไพรส์และแรงบันดาลใจให้เด็กๆ เล่นได้นานขึ้น

ขณะที่รายงานประจำปี 2024 นีลส์ บี. คริสเตียนเซน ผู้บริหารสูงสุดของเลโก้ ระบุว่าบริษัทเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ทั้งนี้ เลโก้มีแผนจะวางจำหน่ายชุด Smart Play ครั้งแรกในเดือนมีนาคมปีนี้ โดยเริ่มจากชุดธีมสตาร์วอร์ส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การรุกตลาดดิจิทัลอย่างหนัก หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับนินเทนโด และ Epic Games มาก่อนหน้านี้.

ที่มา BBC

“อัลดริช เอมส์” อดีตเจ้าหน้าที่ CIA ผู้ขายความลับให้โซเวียต เสียชีวิตแล้วในวัย 84 ปี

"อัลดริช เอมส์" อดีตเจ้าหน้าที่ CIA ผู้ขายความลับให้โซเวียต เสียชีวิตแล้วในวัย 84 ปี

7 ม.ค. 2569 11:00 น.

“อัลดริช เอมส์” อดีตเจ้าหน้าที่ CIA ผู้ขายความลับให้โซเวียต เสียชีวิตแล้วในวัย 84 ปี

“อัลดริช เอมส์” อดีตเจ้าหน้าที่ CIA อดีตสายลับสองหน้าผู้สร้างความเสียหายร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ผู้ขายความลับให้โซเวียต เสียชีวิตในเรือนจำ หลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิต เขาเคยเปิดเผยตัวตนสายลับฝั่งตะวันตกหลายสิบราย ส่งผลให้ทรัพย์สินด้านข่าวกรองของ CIA สูญเสียอย่างหนักและมีผู้ถูกสังหารอย่างน้อย 10 ราย

อัลดริช เอมส์ (Aldrich Ames) อดีตเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ CIA ผู้กลายเป็นหนึ่งในสายลับสองหน้าที่สร้างความเสียหายมากที่สุดให้กับอเมริกา ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 84 ปี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ม.ค.) ณ สถาบันราชทัณฑ์กลางในเมืองคัมเบอร์แลนด์ รัฐแมริแลนด์ ขณะกำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน

เอมส์ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1994 หลังจากยอมรับว่าได้ขายข้อมูลลับระดับสุดยอดให้กับสหภาพโซเวียต (ซึ่งต่อมาคือรัสเซีย) ตลอดระยะเวลา 9 ปีของการจารกรรม เอมส์ได้เปิดเผยปฏิบัติการลับกว่า 100 รายการ และหักหลังสายลับที่ทำงานให้ฝั่งตะวันตกกว่า 30 ราย ซึ่งส่งผลให้มีสายลับของ CIA ถูกสังหารอย่างน้อย 10 ราย

แรงจูงใจสำคัญของเอมส์คือเรื่องเงิน เขาเริ่มส่งรายชื่อสายลับให้แก่หน่วยสืบราชการลับของสหภาพโซเวียต หรือ KGB ครั้งแรกในปี 1985 เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ โดยได้รับค่าตอบแทนครั้งแรก 50,000 ดอลลาร์ ทาง KGB ตั้งรหัสเรียกเขาว่า “โคโลโคล” (Kolokol) หรือ “ระฆัง” ตลอดอาชีพการเป็นสายลับสองหน้า เขาได้รับเงินตอบแทนรวมกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 85 ล้านบาท)

เงินจำนวนมหาศาลนี้ถูกนำไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ทั้งการซื้อรถหรูยี่ห้อจากัวร์ การท่องเที่ยวต่างประเทศ และซื้อบ้านราคา 540,000 ดอลลาร์ ทั้งที่เงินเดือนประจำจาก CIA ของเขาไม่เคยเกิน 70,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งความผิดปกติทางการเงินนี้เองที่เริ่มทำให้เขาถูกจับตามอง

เอมส์เริ่มงานที่ CIA ในปี 1962 โดยความช่วยเหลือของพ่อซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ของหน่วยงาน ชีวิตของเขาเริ่มมีปัญหาเมื่อเผชิญกับอาการติดสุราและปัญหาครอบครัว จนกระทั่งได้พบกับ “มารีอา เดล โรซาริโอ คาซาส ดูปุย” ภรรยาคนที่สองซึ่งเป็นอดีตทูตวัฒนธรรมโคลอมเบียและเป็นแหล่งข่าวของ CIA

ความพยายามในการรักษาไลฟ์สไตล์ที่หรูหราของภรรยาและภาระหนี้สินจากการหย่าร้างกับภรรยาคนแรก ทำให้เอมส์ตัดสินใจใช้ตำแหน่งหัวหน้าแผนกต่อต้านข่าวกรองโซเวียต เข้าถึงความลับเพื่อนำไปหาเงิน

การสืบสวนหา “หนอนบ่อนไส้” นานหลายปี เอมส์ถูกจับกุมและยอมทำข้อตกลงรับสารภาพเพื่อให้ภรรยาของเขาได้รับโทษเบาลง โดยโรซาริโอรับโทษจำคุก 5 ปีฐานสมรู้ร่วมคิด ส่วนเอมส์ต้องจบชีวิตลงในคุก

เจมส์ วูลซีย์ ผู้อำนวยการ CIA ในขณะนั้น ได้ประณามเอมส์ว่าเป็น “คนทรยศใจโฉด” พร้อมกล่าวทิ้งท้ายอย่างเจ็บแสบว่า “สายลับเหล่านั้นต้องตาย เพียงเพราะคนขายชาติที่อยากได้บ้านหลังใหญ่ขึ้นและรถจากัวร์คันใหม่เท่านั้น”

ที่มา BBC