อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

1 ก.พ. 2569 12:30 น.

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทางการท้องถิ่นในฉนวนกาซาเปิดเผยว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลหลายระลอกทั่วพื้นที่กาซาเมื่อวันเสาร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 32 ศพ โดยหน่วยป้องกันภัยพลเรือนซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มฮามาส ระบุว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตมีเด็กและสตรีรวมอยู่ด้วย และหนึ่งในการโจมตี เฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธได้ยิงใส่เต็นท์ที่พักของผู้พลัดถิ่นในเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของกาซา

หน่วยป้องกันพลเรือนที่บริหารโดยกลุ่มฮามาสระบุว่า จุดที่รุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งคือเมืองข่านยูนิสทางตอนใต้ของฉนวนกาซา ซึ่งเฮลิคอปเตอร์โจมตีของอิสราเอลได้ยิงถล่มเต็นท์ที่พักของผู้พลัดถิ่น ส่งผลให้สมาชิกครอบครัวหนึ่งเสียชีวิตยกรวม 7 ราย ขณะที่ในเมืองกาซาซิตี โรงพยาบาลอัล-ชิฟายืนยันการเสียชีวิตของเด็ก 3 รายและผู้หญิง 2 รายจากเหตุถล่มอาพาร์ตเมนต์ที่พักอาศัย

ภาพวิดีโอจากหลายพื้นที่ในกาซาแสดงให้เห็นศพผู้เสียชีวิตถูกนำออกจากซากปรักหักพัง และอาคารจำนวนมากถูกทำลาย ญาติของผู้เสียชีวิตรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ด้วยความโศกเศร้าว่า “เราพบหลานสาวตัวน้อย 3 คนนอนเสียชีวิตอยู่กลางถนน พวกเขาพูดกันเรื่องหยุดยิง แต่ดูสิ่งที่เกิดขึ้นสิ เด็กพวกนี้ทำผิดอะไร?”

กองทัพอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าได้ปฏิบัติการโจมตีจริง เพื่อตอบโต้กรณีที่กลุ่มฮามาสละเมิดข้อตกลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าสามารถระบุตัว “ผู้ก่อการร้าย 8 ราย” ขณะกำลังออกจากอุโมงค์ในพื้นที่ราฟาห์ตะวันออก นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสำนักงานความมั่นคงอิสราเอล (ISA) โจมตีเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ผู้บัญชาการระดับสูงของฮามาส 4 ราย คลังเก็บอาวุธและโรงงานผลิตอาวุธ และฐานยิงขีปนาวุธ 2 แห่งในตอนกลางของฉนวนกาซา

กระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีครั้งนี้อย่างรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นสูงสุด เช่นเดียวกับกาตาร์ที่ประณามการละเมิดข้อตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าของอิสราเอล

ขณะที่กลุ่มฮามาสเรียกร้องให้สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เร่งดำเนินการทันทีเพื่อหยุดยั้งสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

สงครามครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2023 ปัจจุบันมียอดผู้เสียชีวิตสะสมในกาซากว่า 71,660 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่กองทัพอิสราเอลยอมรับว่ามีความเป็นไปได้จริง และสหประชาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่ามีความน่าเชื่อถือ แม้อิสราเอลจะไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่อย่างอิสระก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เริ่มข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 509 ราย และทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นาย

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนกำหนดการเปิดด่านราฟาห์อีกครั้งในวันนี้ (1 ก.พ.) และอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ “ข้อตกลงหยุดยิงระยะที่สอง” ที่นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ เพิ่งประกาศเริ่มดำเนินการ โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเทคโนแครตในกาซา และปลดอาวุธกลุ่มติดอาวุธทั้งหมดเพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูเมืองอย่างเต็มตัว.

ที่มา BBC

นายกฯ อังกฤษชี้ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย

นายกฯ อังกฤษชี้ "อดีตเจ้าชายแอนดรูว์" ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย

1 ก.พ. 2569 11:08 น.

นายกฯ อังกฤษชี้ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย

นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรไปให้การต่อคณะกรรมการรัฐสภาสหรัฐฯ หลังจากมีข้อมูลใหม่เปิดเผยถึงความเชื่อมโยงของ “แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์” กับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินและผู้กระทำความผิดทางเพศผู้ล่วงลับ หลังเอกสารลับกว่า 3 ล้านหน้าถูกเปิดเผย พบภาพ “แอนดรูว์” ในคฤหาสน์ฉาว

เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ระบุว่า แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ควรพิจารณาให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ เกี่ยวกับความเกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ล่วงละเมิดทางเพศซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิด หลังสหรัฐฯ เผยเอกสารคดีชุดใหม่ที่มีภาพถ่ายซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเขา

สตาร์เมอร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ใครก็ตามที่มีข้อมูล ควรพร้อมแบ่งปันข้อมูลนั้น” และย้ำว่าไม่อาจอ้างการยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง หากไม่พร้อมให้ความร่วมมือ พร้อมระบุว่า ผู้เสียหายของเอปสตีนต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก

ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นหลังการเผยแพร่เอกสารคดีเอปสตีนรอบล่าสุดของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งรวมภาพถ่ายที่ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นเมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ คุกเข่าเหนือหญิงคนหนึ่งที่นอนอยู่กับพื้น โดยไม่มีคำอธิบายบริบท ภาพบางส่วนแสดงการสัมผัสบริเวณท้องของหญิงซึ่งสวมเสื้อผ้าครบถ้วน และอีกภาพหนึ่งเขามองตรงเข้ากล้อง ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวมีลักษณะตรงกับการตกแต่งภายในคฤหาสน์ของเอปสตีนในนครนิวยอร์ก 

เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ซึ่งเดิมรู้จักในนามเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก ปฏิเสธการกระทำผิดมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้ สมาชิกพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสเคยเชิญเขาให้ตอบคำถามในเดือนพฤศจิกายน โดยสตาร์เมอร์ในขณะนั้นระบุว่าเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นการส่วนตัว

เอกสารชุดล่าสุดยังรวมอีเมลเมื่อปี 2010 ที่เอปสตีนเชิญเมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ พบหญิงวัย 26 ปี โดยการแลกเปลี่ยนอีเมลเกิดขึ้นสองปีหลังเอปสตีนรับสารภาพคดีชักชวนผู้เยาว์ ซึ่งต่อมาถูกจำคุก 18 เดือนก่อนพ้นโทษคุมประพฤติ ทั้งนี้ อีเมลไม่ชี้ถึงการกระทำผิด และเมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ยืนยันว่าไม่เคยเห็นหรือสงสัยพฤติกรรมที่นำไปสู่การจับกุมและลงโทษของเอปสตีน

นอกจากนี้ เอกสารยังบ่งชี้ว่าเอปสตีนอาจให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ซาราห์ เฟอร์กูสัน อดีตภรรยาของเมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ เป็นเวลาหลายปี รวมถึงอีเมลปี 2009 ที่มีการขอเงินช่วยค่าเช่า และการหารือแนวคิดธุรกิจ 

สตาร์เมอร์ยังถูกถามถึงกรณีเงิน 10,000 ปอนด์ ที่เอปสตีนโอนให้คู่ชีวิตของลอร์ดปีเตอร์ แมนเดลสัน ในปี 2009 ตามเอกสารที่เผยแพร่ โดยแมนเดลสันซึ่งเคยเป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ถูกปลดออกหลังพบว่าเคยส่งข้อความสนับสนุนเอปสตีนหลังถูกตัดสินคดี แมนเดลสันระบุว่าได้ชี้แจงความสัมพันธ์กับเอปสตีนต่อสาธารณะแล้ว และไม่มีอะไรเพิ่มเติม

การเผยแพร่เอกสารรอบล่าสุดครอบคลุมวิดีโอกว่า 2,000 รายการ และภาพกว่า 180,000 ภาพ โดยหลายส่วนมีการปิดทับข้อมูล สมาชิกเดโมแครตในคณะกรรมาธิการตุลาการสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมจัดให้เข้าดูเอกสารฉบับเต็มโดยเร่งด่วน โดยย้ำว่าการถูกกล่าวถึงหรือปรากฏภาพในเอกสาร ไม่ได้หมายความว่ามีความผิด และบุคคลจำนวนมากที่ถูกพาดพิงได้ปฏิเสธการกระทำผิดมาโดยตลอด.

ที่มา BBC

ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส

ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส

1 ก.พ. 2569 10:34 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส

ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งฉุกเฉินให้ปล่อยตัวเด็กชายวัย 5 ขวบและบิดา ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ หรือ ICE จับกุมในเมืองมินนิอาโพลิส จากศูนย์กักกันในรัฐเท็กซัส หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั่วประเทศจากการเข้าจับกุมกะทันหัน พร้อมประณามนโยบายการกวาดล้างผู้อพยพที่สร้างความกระทบกระเทือนจิตใจต่อเด็ก

ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งให้ปล่อยตัว “เลียม โคเนโฮ รามอส” เด็กชายวัย 5 ขวบ และบิดาคือ “เอเดรียน อเล็กซานเดอร์ โคเนโฮ อาเรียส” ออกจากศูนย์กักกันผู้อพยพในรัฐเท็กซัส โดยมีกำหนดให้ปล่อยตัวภายในวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้

กรณีของเลียมกลายเป็นไวรัลและสร้างความไม่พอใจไปทั่วประเทศ หลังจากมีการเผยแพร่ภาพเด็กชายสวมหมวกกระต่ายสีฟ้าและสะพายเป้ลายสไปเดอร์แมน ขณะถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ควบคุมตัวบริเวณทางเข้าบ้านพักในเมืองมินนิอาโพลิส

ขณะที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าไม่ได้จงใจพุ่งเป้าไปที่เด็ก แต่เป็นการปฏิบัติการต่อบิดาของเขา ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “ต่างด้าวผิดกฎหมาย” และพยายามทอดทิ้งลูกชายเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าใกล้ อย่างไรก็ตาม ทนายความของครอบครัวระบุว่า ทั้งคู่เดินทางมาจากประเทศเอกวาดอร์ในปี 2024 เพื่อลี้ภัยและได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองอย่างถูกต้องมาโดยตลอด

ผู้พิพากษาผู้พิพากษา เฟรด บีรี แห่งศาลเขตสหรัฐฯ ได้ระบุในคำสั่งปล่อยตัวโดยประณามการกักขังครั้งนี้ว่าเป็นผลมาจาก “ตัณหาอันชั่วร้ายในอำนาจที่ไร้การควบคุม” พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ว่าคดีนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากนโยบายที่ไร้ประสิทธิภาพและการมุ่งเน้นแต่จะทำยอดเนรเทศรายวัน จนยอมแลกกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับเด็ก

ผู้พิพากษาบีรี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในสมัยอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ยังย้ำว่าระบบการเนรเทศควรมีระเบียบและมีความเป็นมนุษย์มากกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมระบุว่าพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ในกรณีนี้ขาดความเมตตาธรรมขั้นพื้นฐาน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการยกระดับมาตรการควบคุมผู้อพยพของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้ยุทธการ “Operation Metro Surge” ในเมืองมินนิอาโพลิส ซึ่งกำลังเผชิญกับกระแสต่อต้านอย่างหนักหลังจากมีเหตุเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงพลเมืองสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 รายก่อนหน้านี้

แม้ว่าในวันเดียวกัน ศาลรัฐบาลกลางอีกแห่งจะปฏิเสธคำร้องของรัฐบาลท้องถิ่นที่ขอให้ระงับการส่งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนับพันนายลงพื้นที่ โดยระบุว่าทางรัฐยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าการปฏิบัติหน้าที่นั้นผิดกฎหมาย แต่กรณีของเด็กชายวัย 5 ขวบรายนี้ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงขอบเขตความเหมาะสมในการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในปัจจุบัน.

ที่มา BBC

มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท

มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท

1 ก.พ. 2569 10:15 น.

มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเลมาเลเซีย (MMEA) บุกจับกุมเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ขณะลักลอบถ่ายโอนน้ำมันดิบมูลค่ารวมกว่า 512 ล้านริงกิต หรือประมาณ 4,100 ล้านบาท นอกชายฝั่งรัฐปีนัง พบลูกเรือต่างชาติกว่า 50 ราย เตรียมขยายผลตรวจสอบการลักลอบสำแดงแหล่งที่มาน้ำมัน

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเลมาเลเซีย (MMEA) ประจำรัฐปีนัง ได้เข้าควบคุมเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ หลังสืบทราบว่ามีการแอบลักลอบถ่ายโอนน้ำมันดิบมูลค่ารวมกว่า 512 ล้านริงกิต (ประมาณ 4,100 ล้านบาท) โดยไม่ได้รับอนุญาต

นาวาเอก มูฮัมหมัด ซูฟี โมฮัมเหม็ด รามลี ผู้อำนวยการหน่วยงานทางทะเลปีนัง เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยเรือตรวจการณ์ได้รับแจ้งเหตุว่าพบเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ จอดทอดสมออยู่ห่างจากทิศตะวันตกของแหลมมูกา ประมาณ 24 ไมล์ทะเล

เมื่อเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบเรือทั้งสองลำจอดเคียงข้างกันในลักษณะพร้อมถ่ายโอนน้ำมัน โดยมีลูกเรือรวมทั้งหมด 53 ราย ประกอบด้วยชาวจีน เมียนมา อิหร่าน ปากีสถาน และอินเดีย

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามูลค่าน้ำมันดิบที่ยึดได้สูงกว่า 512 ล้านริงกิต (ประมาณ 4,100 ล้านบาท) มูลค่าเรือบรรทุกน้ำมันทั้ง 2 ลำ รวม 718 ล้านริงกิต (ประมาณ 5,750 ล้านบาท) ขณะนี้กัปตันเรือและลูกเรือทั้งหมดถูกควบคุมตัวเพื่อส่งมอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยข้อหาเบื้องต้นประกอบด้วยการทอดสมอโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับสูงสุด 100,000 ริงกิต การถ่ายโอนน้ำมันระหว่างเรือผิดกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุดลำละ 200,000 ริงกิตตามมาตรา 491B(1) ของพระราชบัญญัติการเดินเรือ ปี 1952

น่านน้ำมาเลเซียมักถูกใช้เป็นจุดถ่ายโอนน้ำมันผิดกฎหมาย เพื่ออำพรางแหล่งที่มาของน้ำมันดิบ ซึ่งทางการมาเลเซียได้ประกาศตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมาว่า จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการลักลอบที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทะเลของประเทศ.

ที่มา The Star

กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

1 ก.พ. 2569 06:26 น.

กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

กองทัพปากีสถานปะทะกับนักรบกลุ่มติดอาวุธในหลายพื้นที่ของจังหวัดบาโลจิสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ศพ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกลุ่มติดอาวุธ ขณะที่มีพลเรือนถูกสังหารด้วย 18 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพปากีสถานเปิดเผยว่า มีสมาชิกกลุ่มติดอาวุธเสียชีวิตอย่างน้อย 92 ศพ จากการสู้รบกับกองกำลังความมั่นคงในหลายเมืองทั่วจังหวัดบาโลจิสถาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ในวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569

แถลงการณ์ของกองทัพระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิต 15 นายในระหว่างปฏิบัติการกวาดล้าง ในขณะที่กลุ่มติดอาวุธได้พุ่งเป้าโจมตีพลเรือนในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย ซึ่งรวมถึงสตรีและเด็กด้วย

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากกองทัพปากีสถานระบุว่า สังหารกลุ่มติดอาวุธไป 41 ราย ในการบุกจู่โจมแยกกันหลายจุดในบาโลจิสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีพรมแดนติดกับอิหร่านและอัฟกานิสถาน และเผชิญกับความพยายามแบ่งแยกดินแดนมานานหลายทศวรรษ

ขณะที่กองทัพปลดปล่อยบาโลจิสถาน (BLA) ซึ่งเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ถูกทางการสั่งแบน ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีหลายจุดในวันเสาร์ โดยระบุว่าเป็นการลงมือพร้อมกันทั่วทั้งจังหวัด นอกจากนี้ BLA ยังอ้างว่าได้สังหารเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของปากีสถานไป 84 นาย และปฏิบัติการดำเนินต่อเนื่องนานถึง 15 ชั่วโมง

ด้านสำนักงานประชาสัมพันธ์ของกองทัพปากีสถาน (ISPR) ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวดำเนินการโดยกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอินเดีย และกองกำลังความมั่นคงสามารถขัดขวางความพยายามที่จะเข้ายึดครองเมืองหรือสถานที่ยุทธศาสตร์สำคัญต่าง ๆ ไว้ได้

“รายงานข่าวกรองยืนยันอย่างชัดเจนว่า การโจมตีเหล่านี้ถูกวางแผนและสั่งการโดยหัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายที่ปฏิบัติการจากนอกปากีสถาน ซึ่งมีการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุตลอดช่วงเวลาที่เกิดเหตุ” แถลงการณ์ระบุ

รายงานระบุว่ามีการเปิดฉากโจมตีในหลายพื้นที่ ได้แก่ เกตตา, มัสตุง, นอชกี, ดัลบันดิน, คารัน, ปันจ์กูร์, ทุมป์, กวาดาร์ และ ปาสนี

นายโมห์ซิน นากวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของปากีสถาน ออกมาประณามการโจมตีและชื่นชมกองกำลังความมั่นคงที่สามารถตอบโต้การโจมตีได้สำเร็จ โดยระบุในแถลงการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ได้สังหารกลุ่มติดอาวุธไปหลายสิบราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เอกสารเอปสตีนชุดใหม่ แฉยับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ มีภาพคร่อมร่างผู้หญิง

เอกสารเอปสตีนชุดใหม่ แฉยับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ มีภาพคร่อมร่างผู้หญิง

1 ก.พ. 2569 04:00 น.

เอกสารเอปสตีนชุดใหม่ แฉยับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ มีภาพคร่อมร่างผู้หญิง

เอกสารคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ชุดล่าสุด มีชื่อและภาพของคนดังมากมาย รวมถึงภาพอดีตเจ้าชายแอนดรูว์กำลังคร่อมร่างของหญิงคนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มแรงกดดันให้เขามากขึ้นอีก

หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ม.ค. 2569) กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เผยแพร่เอกสารมากกว่า 3 ล้านฉบับที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินและผู้กระทำผิดคดีทางเพศผู้ล่วงลับ มีคนดังและผู้มีชื่อเสียงหลายคนปรากฏชื่อหรือภาพอยู่ในเอกสารด้วย

นายทอดด์ แบลนซ์ อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ ออกมาแก้ตัวที่เปิดเผยเอกสารล่าช้า โดยระบุว่า เอกสารชุดใหม่นี้ ซึ่งรวมถึงวิดีโอมากกว่า 2,000 ไฟล์ และรูปภาพอีกกว่า 180,000 ภาพ มีปริมาณมหาศาลจนหากนำมาวางซ้อนกันจะสูงเท่าหอไอเฟล 2 หอ และต้องผ่านการตรวจสอบเพื่อปิดบังข้อมูลที่อาจเสี่ยงต่อการระบุตัวตนของเหยื่อ

หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษในคดีของเอปสตีนคือ แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ อดีตเจ้าชายแดนสหราชอาณาจักร โดยในเอกสารชุดล่าสุดมีภาพที่เขากำลังคุกเข่าคร่อมผู้หญิงคนหนึ่งที่นอนอยู่บนพื้น โดยมี 2 ภาพที่แสดงให้เห็นเขากำลังสัมผัสหน้าท้องของบุคคลดังกล่าว ส่วนอีกภาพเผยให้เห็นเขากำลังจ้องมองมาที่กล้องโดยตรง

นอกจากนั้น อีเมลอีกส่วนหนึ่งที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ยังบ่งชี้ว่า เจฟฟรีย์ เอปสตีน ได้เชิญให้อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับหญิงชาวรัสเซียวัย 26 ปีคนหนึ่งด้วย โดยเป็นการคุยโต้ตอบกันในเดือนสิงหาคม 2553 หรือ 2 ปี หลังจากเอปสตีนให้การรับสารภาพในข้อหาจัดหาผู้เยาว์เพื่อการค้าประเวณี

ข้อความและรูปภาพดังกล่าวจะยิ่งสร้างแรงกดดันให้แก่แอนดรูว์ยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจาก เขากำลังเผชิญการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมานานหลายปี เรื่องมิตรภาพในอดีตของเขากับเอปสตีน แม้ว่า ภาพและข้อความเหล่านั้นจะไม่ได้ชี้ชัดถึงการกระทำผิดทางกฎหมายก็ตาม

ทั้งนี้ นอกจากอดีตเจ้าชายแอนดรูว์แล้ว ชื่อของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ปรากฏในเอกสารชุดล่าสุดนี้ด้วย โดยเอกสารฉบับหนึ่งจากสายด่วนแจ้งเบาะแสของ FBI มีการกล่าวหาเขาหลายประการ อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนในขณะนั้นระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีความน่าเชื่อถือ

เอกสารชุดนี้ยังรวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับช่วงเวลาที่นายเอปสตีนอยู่ในเรือนจำ และสถานการณ์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของเขา โดยมีการระบุว่า เอปสตีน “สมัครใจที่จะไม่มีเพื่อนร่วมห้องขัง” และ “มีพฤติกรรมบงการเพื่อหลีกเลี่ยงการมีเพื่อนร่วมห้อง”

เอกสารยังกล่าวหา บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ ว่า เขาติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้มหาเศรษฐีรายนี้ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงว่า ข้อกล่าวหาเหล่านั้น “ไร้สาระอย่างยิ่งและไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย”

ขณะเดียวกัน มีชื่อของ อีลอน มัสก์ ปรากฏอยู่ในเอกสารมากกว่า 1,000 ครั้ง แม้ว่าบางส่วนอาจเป็นการอ้างอิงซ้ำซ้อน เนื่องจากเอกสารหลายหน้าถูกทำสำเนาซ้ำหลายครั้ง แต่เขาเคยส่งอีเมลโต้ตอบกับเอปสตีนในปี 2555 กับปี 2556 เพื่อเตรียมการให้เขาไปเยือนเกาะส่วนตัวของเอปสตีน

“คงมีแค่ทาลูลาห์กับผม” มัสก์เขียนข้อความที่ดูเหมือนจะอ้างถึง ทาลูลาห์ ไรลีย์ นักแสดงหญิงชาวอังกฤษซึ่งเป็นอดีตภรรยาของเขา “วันหรือคืนไหนที่จะมีการปาร์ตี้ที่สุดเหวี่ยงที่สุดบนเกาะของคุณ?” มัสก์ถาม

ด้านเอปสตีนตอบว่า “อัตราส่วน (ชายหญิง) บนเกาะของผมอาจทำให้ทาลูลาห์รู้สึกไม่สบายใจได้” ก่อนที่มัสก์จะตอบกลับว่า “เรื่องอัตราส่วนไม่ใช่ปัญหาสำหรับทาลูลาห์”

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ามัสก์จะไม่ได้เดินทางไปเยือนเกาะดังกล่าวทั้งสองครั้ง โดยเขาอ้างในอีเมลว่าเป็นปัญหาด้านการเดินทาง

อนึ่ง เอปสตีนมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมาย และการที่มีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนักการเงินผู้อื้อฉาวรายนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าบุคคลเหล่านั้นได้กระทำความผิดแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับทะลุ 200 ศพ เหมืองแร่ดีอาร์คองโกถล่ม พบรอดชีวิต 20 ราย

ดับทะลุ 200 ศพ เหมืองแร่ดีอาร์คองโกถล่ม พบรอดชีวิต 20 ราย

1 ก.พ. 2569 03:20 น.

ดับทะลุ 200 ศพ เหมืองแร่ดีอาร์คองโกถล่ม พบรอดชีวิต 20 ราย

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุเหมืองแร่ถล่มในดีอาร์คองโก เพิ่มขึ้นจนเกิน 200 ศพแล้ว ในขณะที่มีผู้รอดชีวิตกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 20 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุเหมืองถล่มที่เมืองรูบายา (Rubaya) ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (28 ม.ค.) เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 200 ศพแล้วในวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569

โฆษกของผู้ว่าการจังหวัดคิวูเหนือ บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า เหมืองในเมืองรูบายาพังทลายเนื่องจากฝนตกหนัก ขณะที่มีรายงานข่าวระบุว่า ตอนเกิดเหตุมีทั้งสตรีและเด็กรวมอยู่ในกลุ่มผู้ที่กำลังขุดหาแร่โคลตัน ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ใช้ในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์

อดีตผู้ดูแลเหมืองรายหนึ่งเปิดเผยกับ BBC ว่า พื้นที่เหมืองดังกล่าวไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม ส่งผลให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการกู้ภัยเมื่อเกิดเหตุขึ้น นอกจากนั้น สภาพดินที่ร่วนซุยและเปราะบางยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

กลุ่มผู้เสียชีวิตจากเหตุเหมืองถล่มในครั้งนี้ประกอบไปด้วยสตรี เด็ก และนักขุดแร่รายย่อย ซึ่งไม่ได้ถูกจ้างงานโดยบริษัทเหมืองแร่รายใหญ่อย่างเป็นทางการ ขณะที่รายงานระบุว่ามีผู้รอดชีวิตประมาณ 20 รายที่กำลังเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ เมืองรูบายาเป็นหนึ่งในหลายเมืองทั่วจังหวัดคิวูเหนือ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่ม M23 ซึ่งผู้สังเกตการณ์นานาชาติระบุว่ากลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างรวันดา

อนึ่ง เหมืองในเมืองรูบายาถือเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีปริมาณแร่โคลตันสูงถึง 15% ของปริมาณสำรองทั่วโลก และคิดเป็นครึ่งหนึ่งของแหล่งแร่ทั้งหมดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

สินแร่โลหะชนิดนี้ประกอบด้วยธาตุแทนทาลัม ซึ่งใช้ในการผลิตตัวเก็บประจุประสิทธิภาพสูงสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลากหลายประเภท ส่งผลให้แร่ชนิดนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

1 ก.พ. 2569 01:37 น.

สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์บางส่วนอีกครั้ง แม้วุฒิสภาจะเห็นชอบข้อตกลงงบประมาณแล้ว เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรยังอยู่ระหว่างปิดสมัยประชุมสภา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์บางส่วนแล้ว ในวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569 แม้ว่าบรรดาวุฒิสมาชิกจะเห็นพ้องในวินาทีสุดท้าย ที่จะอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณ ให้หน่วยงานส่วนใหญ่ยังมีเงินใช้ไปจนถึงเดือนกันยายนก็ตาม

การขาดช่วงของงบประมาณเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาเที่ยงคืนของวันเสาร์ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งยังอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุม

อนึ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทำข้อตกลงดังกล่าวกับพรรคเดโมแครต หลังจากที่ทางพรรคปฏิเสธที่จะเพิ่มงบประมาณสำหรับการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง สืบเนื่องจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงพลเมืองสหรัฐฯ ในเมืองมินนีแอโพลิสจนเสียชีวิต 2 ศพในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปีที่ผ่านมา ที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์บางส่วน โดยครั้งก่อนเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2568 และดำเนินต่อเนื่องนานถึง 43 วัน ซึ่งถือเป็นการชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อบริการที่สำคัญของรัฐ รวมถึงการเดินทางทางอากาศ เจ้าหน้าที่รัฐนับแสนคนไม่ได้รับค่าจ้างนานหลายสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม คาดกันว่าการชัตดาวน์ครั้งล่าสุดนี้ไม่น่าจะยาวนานหรือขยายวงกว้างเท่าครั้งก่อน เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดจะกลับมาเปิดสมัยประชุมในวันจันทร์นี้ (2 ก.พ.)

แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น ทำเนียบขาวได้สั่งการให้หลายหน่วยงาน ซึ่งรวมถึงกระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงกลาโหม ดำเนินการตามแผนรองรับการชัตดาวน์ไปก่อน

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กระตุ้นให้สมาชิกพรรครีพับลิกัน ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติเห็นชอบกับข้อตกลงดังกล่าว

ขณะที่บรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติวางแผนที่จะใช้เวลาช่วง 2 สัปดาห์ที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยังมีงบประมาณสนับสนุนอยู่ ในการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปเรื่องข้อตกลง โดยพรรคเดโมแครตต้องการให้ข้อตกลงนั้นรวมไปถึงนโยบายใหม่สำหรับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองด้วย

“เราจำเป็นต้องควบคุม ICE (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร) และยุติความรุนแรง” นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภากล่าว โดยอ้างถึงหน่วยงาน ICE

“นั่นหมายถึงการยุติการลาดตระเวนแบบสุ่ม (Roving patrols) หมายถึงการกำหนดให้มีกฎระเบียบ การตรวจสอบ และหมายศาล… ต้องไม่มีการสวมหน้ากากอำพราง กล้องบันทึกภาพต้องเปิดใช้งานตลอดเวลา และเจ้าหน้าที่ต้องมีสัญลักษณ์ระบุตัวตนที่ชัดเจน ต้องไม่มีตำรวจลับ”

ทั้งสมาชิกสภาจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อยุทธวิธีที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนำมาใช้ ภายหลังเหตุการณ์ยิงนาย อเล็กซ์ เพรตติ เสียชีวิตที่เมืองมินนีแอโพลิสเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่อ้างว่าต้องยิงเพื่อป้องกันตนเอง แต่ภาพจากคลิปแสดงให้เห็นว่า นายเพรตติไม่ได้พยายามขัดขืน หรือมีอาวุธในมือแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีก 14 คาดสาเหตุจากแก๊สรั่ว

ระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีก 14 คาดสาเหตุจากแก๊สรั่ว

31 ม.ค. 2569 23:53 น.

ระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีก 14 คาดสาเหตุจากแก๊สรั่ว

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่เมืองท่าทางตอนใต้ของอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีก 14 ราย โดยในเบื้องต้นคาดว่า สาเหตุเกิดจากแก๊สรั่ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของอิหร่านเปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่เมืองท่าบันดาร์ อับบาส (Bandar Abbas) ทางตอนใต้ของอิหร่าน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บอีก 14 ราย โดยที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุของการระเบิดครั้งนี้

สื่อของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นที่อาคารสูง 8 ชั้นแห่งหนึ่ง ส่งผลให้อาคารเสียหายอย่างน้อย 2 ชั้น รถยนต์กับร้านค้าบริเวณถนนมูอัลเล็มได้รับความเสียหายไปด้วย โดยทีมกู้ภัยและนักดับเพลิงได้ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ และเคลียร์เศษซากความเสียหายเพื่อช่วยผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ภาพจากโทรทัศน์รัฐบาลเผยให้เห็นด้านหน้าของอาคารที่ถูกแรงระเบิดจนพังทลาย ทำให้เห็นส่วนประกอบภายในอาคาร และมีเศษซากความเสียหายกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ขณะที่สื่ออื่น ๆ ของอิหร่านก็ได้นำเสนอรายงานในทิศทางเดียวกันโดยไม่ได้ระบุถึงสาเหตุเช่นกัน

หลังจากที่มีข่าวลือแพร่สะพัดในโลกออนไลน์ว่าเหตุระเบิดอาจเป็นผลจากการโจมตี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ก็ออกแถลงการณ์ปฏิเสธผ่านสื่อว่า ไม่มีการโจมตีอาคารใด ๆ ของกองกำลังทางเรือในเมืองดังกล่าวตามที่เป็นข่าว

ในเวลาต่อมา นายโมฮัมหมัด อามิน ลียากัต หัวหน้าหน่วยดับเพลิงท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์ผ่านโทรทัศน์รัฐบาลว่า เหตุระเบิดดังกล่าวเป็นผลมาจากแก๊สรั่ว “สาเหตุเบื้องต้นของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับอาคารในเมืองบันดาร์ อับบาส คือมีการรั่วไหลและการสะสมของแก๊ส จนนำไปสู่การระเบิด นี่คือข้อสันนิษฐานในขั้นต้น”

ในวันเดียวกันนี้ยังเกิดเหตุระเบิดอีก 1 จุด ที่ย่านเคียนชาห์ร (Kianshahr) ของเมืองอาห์วาซ (Ahvaz) ในจังหวัดคูเซสถานทางตอนตะวันตกเฉียงใต้ โดยมีผู้เสียชีวิต 4 ศพ เบื้องต้น สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากแก๊สระเบิด

ทั้งนี้ เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จากกรณีที่อิหร่านปราบปรามผู้ประท้วงทั่วประเทศอย่างหนัก รวมถึงประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เพิ่งประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินมุ่งหน้าไปยังอิหร่านแล้ว

อนึ่ง เมืองท่าบันดาร์ อับบาส เคยเผชิญกับเหตุระเบิดครั้งใหญ่มาแล้วเมื่อเดือนเมษายนปี 2568 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพและมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 1,000 คน โดยในครั้งนั้น คณะกรรมการสอบสวนระบุว่า สาเหตุของระเบิดเกิดจากการละเมิดหลักการป้องกันพลเรือนและความปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดับแล้ว 28 ศพ อิสราเอลถล่มฉนวนกาซา โดนเต็นท์ผู้อพยพปาเลสไตน์

ดับแล้ว 28 ศพ อิสราเอลถล่มฉนวนกาซา โดนเต็นท์ผู้อพยพปาเลสไตน์

31 ม.ค. 2569 23:00 น.

ดับแล้ว 28 ศพ อิสราเอลถล่มฉนวนกาซา โดนเต็นท์ผู้อพยพปาเลสไตน์

อิสราเอลโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซารอบใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 28 ศพ อ้างทำเพื่อตอบโต้กลุ่มฮามาสที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ของฉนวนกาซา เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 28 ศพ บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

หน่วยงานป้องกันพลเรือนในกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส ระบุว่ามีเด็กและสตรีรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย พร้อมเสริมว่าในการโจมตีครั้งหนึ่ง เฮลิคอปเตอร์จู่โจมได้ยิงถล่มเต็นท์ที่พักพิงของผู้พลัดถิ่นในเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา

กลุ่มฮามาสระบุเพิ่มเติมว่า เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย 7 รายเป็นสมาชิกจากครอบครัวผู้พลัดถิ่นครอบครัวเดียวกันในข่านยูนิส ขณะที่โฆษกหน่วยป้องกันพลเรือนให้ข้อมูลเสริมว่า การโจมตีได้พุ่งเป้าไปที่อาคารที่พักอาศัย เต็นท์ ศูนย์พักพิง และสถานีตำรวจ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลอัล-ชิฟา (Shifa) ในเมืองกาซา ซิตี้ ระบุว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลโดนอาคารที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่ง ส่งผลให้เด็ก 3 ราย และสตรี 2 รายเสียชีวิต

อนึ่ง นับตั้งแต่การหยุดยิงเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2568 อิสราเอลยังคงโจมตีพื้นที่ต่างๆ ในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง จนมีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 504 ศพ ขณะที่มีทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นายในช่วงเวลาเดียวกัน

สำหรับการโจมตีครั้งล่าสุด กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่าพวกเขาได้ร่วมมือกับหน่วยความมั่นคงอิสราเอล (ISA) ในการโจมตีเป้าหมายหลายแห่ง ซึ่งรวมถึง “ผู้บัญชาการ 4 ราย และผู้ก่อการร้ายเพิ่มเติม” ตลอดจนคลังเก็บอาวุธ โรงงานผลิตอาวุธ และ “ฐานปล่อยจรวดของกลุ่มฮามาส 2 แห่งในพื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา”

IDF ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบโต้ที่กลุ่มฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากพวกเขาตรวจพบผู้ก่อการร้าย 8 ราย ออกมาจากอุโมงค์ใต้ดินในพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองราฟาห์ ทางใต้สุดของฉนวนกาซา โดยตามข้อตกลงหยุดยิง พื้นที่ดังกล่าวจะถูกใช้เป็นที่วางกำลังของกองทัพอิสราเอล

ด้านกลุ่มฮามาสออกมาประณามการโจมตีล่าสุดของอิสราเอล และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินการในทันที พร้อมเสริมว่าการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลอิสราเอลยังคงดำเนินสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันโหดเหี้ยมในฉนวนกาซาต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc