ปมเวเนฯ ร้อน จีนค้านการใช้กำลังต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง ขณะทูตพิเศษจีนพบมาดูโรก่อนสหรัฐฯ ปฏิบัติการ

ปมเวเนฯ ร้อน จีนค้านการใช้กำลังต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง ขณะทูตพิเศษจีนพบมาดูโรก่อนสหรัฐฯ ปฏิบัติการ

5 ม.ค. 2569 11:55 น.

ปมเวเนฯ ร้อน จีนค้านการใช้กำลังต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง ขณะทูตพิเศษจีนพบมาดูโรก่อนสหรัฐฯ ปฏิบัติการ

รัฐมนตรีต่างประเทศจีนย้ำ จีนต่อต้านการใช้กำลังและการยัดเยียดเจตจำนงของประเทศหนึ่งต่ออีกประเทศ เผยทูตพิเศษปธน.สี จิ้นผิง พบนิโกลัส มาดูโร เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโค่นอำนาจ

วันที่ 5 มกราคม 2568 เว็บไซต์ข่าวซีซีทีวีของทางการจีนรายงานว่า สถานการณ์เวเนซุเอลายังคงทวีความตึงเครียดในเวทีโลก โดยนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกแถลงจุดยืนชัดเจนว่า จีนคัดค้านการใช้หรือข่มขู่ใช้กำลัง รวมถึงการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งพยายามยัดเยียดเจตจำนงของตนต่อประเทศอื่น โดยระบุว่า ไม่มีประเทศใดควรทำตัวเป็นตำรวจโลก หรือผู้พิพากษานานาชาติ

คำแถลงดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมหารือเชิงยุทธศาสตร์รอบที่ 7 ระหว่างจีน–ปากีสถาน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 4 มกราคม โดยหวัง อี้ ระบุว่า สถานการณ์ระหว่างประเทศขณะนี้เต็มไปด้วยความผันผวน ความซับซ้อน และการใช้อำนาจฝ่ายเดียวที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมย้ำว่าอธิปไตยและความมั่นคงของทุกประเทศต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

นายหวัง อี้กล่าวว่า จีนพร้อมจีนพร้อมทำงานร่วมกับประชาคมโลก รวมถึงปากีสถาน เพื่อยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติ รักษาหลักศีลธรรมระหว่างประเทศ และส่งเสริมสันติภาพ การพัฒนา รวมถึงการสร้าง  ประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน 

ขณะเดียวกัน มีการเปิดเผยว่า ชิว เสี่ยวฉี ทูตพิเศษของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ด้านกิจการลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ได้เดินทางไปพบกับนายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ที่กรุงการากัส เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่สหรัฐฯ จะเปิดปฏิบัติการทางทหารซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจในเวเนซุเอลา

การพบหารือดังกล่าวมีผู้แทนระดับสูงของจีนร่วมคณะ รวมถึงเอกอัครราชทูตจีนประจำเวเนซุเอลา โดยมาดูโรกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมชื่นชมบทบาทผู้นำของจีนในเวทีโลก ขณะที่รัฐบาลเวเนซุเอลาระบุว่า การพบปะครั้งนี้เป็นการตอกย้ำแนวคิดโลกหลายขั้วอำนาจ  และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างปักกิ่งกับเวเนซุเอลา ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการฝ่ายเดียวของตะวันตก

เวเนซุเอลาย้ำว่า จีนและเวเนซุเอลาเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ผ่านการทดสอบ และยืนหยัดร่วมกันในการปกป้องการพัฒนาที่มีอธิปไตยของประเทศในกลุ่มโลกใต้ แม้ฝ่ายจีนยังไม่เปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการหารือครั้งนี้

 ที่มา CCTV/ RT

นายกฯ เดนมาร์กจี้สหรัฐฯ หยุด “ข่มขู่” หวังฮุบเกาะกรีนแลนด์

นายกฯ เดนมาร์กจี้สหรัฐฯ หยุด "ข่มขู่" หวังฮุบเกาะกรีนแลนด์

5 ม.ค. 2569 11:42 น.

นายกฯ เดนมาร์กจี้สหรัฐฯ หยุด “ข่มขู่” หวังฮุบเกาะกรีนแลนด์

เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกายุติการ “ข่มขู่” กรีนแลนด์ พร้อมระบุว่าแนวคิดที่สหรัฐฯ จะเข้าควบคุมดินแดนกรีนแลนด์นั้นเป็นเรื่องไร้สาระ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์สื่อสหรัฐฯ ว่าประเทศของเขา “จำเป็นต้องได้กรีนแลนด์อย่างแน่นอน”

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างเดนมาร์กและสหรัฐอเมริกาพุ่งขึ้นอีกครั้ง เมื่อนางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ออกแถลงการณ์ตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรง โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดพฤติกรรม “ข่มขู่” กรีนแลนด์ และระบุว่าแนวคิดที่สหรัฐฯ จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์นั้นเป็นเรื่องที่ “ไร้สาระสิ้นดี”

ความกังวลเรื่องการผนวกดินแดนกรีนแลนด์ถูกจุดชนวนขึ้นอีกครั้ง หลังจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) กองทัพสหรัฐฯ ได้บุกโจมตีกรุงการากัสเพื่อเข้าควบคุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งปัจจุบันถูกคุมตัวอยู่ที่นิวยอร์ก โดยทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะ “บริหาร” เวเนซุเอลาอย่างไม่มีกำหนดเพื่อขุดเจาะน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาล เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดผวาให้แก่ชาติพันธมิตรในยุโรปว่า กรีนแลนด์อาจเป็นเป้าหมายถัดไป

โพสต์ปริศนาที่จุดชนวนไฟสถานการณ์ย่ำแย่ลง เมื่อ เคที มิลเลอร์ ภรรยาของ สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาผู้ทรงอิทธิพลของทรัมป์ ได้โพสต์ภาพเกาะกรีนแลนด์ที่เป็นสีธงชาติสหรัฐฯ บนแพลตฟอร์ม X พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “SOON” (เร็วๆ นี้) ซึ่ง นายเจนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ระบุว่าเป็นพฤติกรรมที่ “ไม่ให้เกียรติ” และย้ำว่าประเทศของเขาไม่ได้มีไว้ขาย และอนาคตของกรีนแลนด์ไม่ได้ตัดสินผ่านโพสต์ในโซเชียลมีเดีย

ประธานาธิบดีทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Atlantic และย้ำอีกครั้งบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องได้กรีนแลนด์เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากกรีนแลนด์ตั้งอยู่ในพื้นที่อาร์กติก ซึ่งมีความสำคัญทางทหารสูงมาก อีกทั้งยังเป็นแหล่งแร่ธาตุหายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมไฮเทค และทรัมป์อ้างว่าเดนมาร์กไม่มีกำลังเพียงพอที่จะดูแลความมั่นคงในพื้นที่นี้ได้

ด้านนายเยสเปอร์ โมลเลอร์ โซเรนเซน เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนสติสหรัฐฯ ว่า เดนมาร์กเป็นสมาชิกนาโต และได้เพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงในอาร์กติกอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมย้ำว่าทั้งสองประเทศควรปฏิบัติต่อกันในฐานะ “พันธมิตรที่ใกล้ชิด” และเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลทรัมป์เริ่มแต่งตั้งทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์และการแสดงท่าทีแข็งกร้าวอย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่ทั้งรัฐบาลเดนมาร์กและสหภาพยุโรปในขณะนี้.

ที่มา AFP

ร้านซูชิดังทุ่ม 100 ล้านบาท ประมูล “ทูน่าครีบน้ำเงิน” ตลาดปลาโตเกียวรับปีใหม่

ร้านซูชิดังทุ่ม 100 ล้านบาท ประมูล "ทูน่าครีบน้ำเงิน" ตลาดปลาโตเกียวรับปีใหม่

5 ม.ค. 2569 10:58 น.

ร้านซูชิดังทุ่ม 100 ล้านบาท ประมูล “ทูน่าครีบน้ำเงิน” ตลาดปลาโตเกียวรับปีใหม่

เจ้าพ่อร้านซูชิญี่ปุ่นควักกระเป๋าจ่าย 510.3 ล้านเยน (ราว 101.77 ล้านบาท) ประมูลทูน่าครีบน้ำเงินยักษ์หนัก 243 กก. ในการประมูลรับปีใหม่ที่ตลาดปลาโตเกียว ทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นสัญญาณดี ประชากรปลาเริ่มฟื้นตัวจากภาวะใกล้สูญพันธุ์

นายคิโยชิ คิมูระ เจ้าของฉายา “ราชาทูน่า” และประธานเครือร้านซูชิชื่อดัง สร้างความฮือฮาอีกครั้ง หลังชนะการประมูลปลาทูน่าครีบน้ำเงิน ขนาดมหึมาน้ำหนัก 243 กิโลกรัม ในการประมูลรอบปฐมฤกษ์รับปีใหม่ ณ ตลาดปลาหลักของกรุงโตเกียว ด้วยราคาสูงถึง 510.3 ล้านเยน หรือประมาณ 101.77 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นราคาสูงสุดนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติในปี 1999 ทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้เมื่อปี 2019 ซึ่งขณะนั้นจบราคาไปที่ 333.6 ล้านเยน หลังการย้ายตลาดจากย่านสึกิจิเดิมไปยังสถานที่แห่งใหม่ ขณะที่ปีที่แล้วราคาสูงสุดอยู่ที่ 207 ล้านเยน

ปลาทูน่าตัวดังกล่าวถูกจับได้บริเวณชายฝั่งตอนเหนือของญี่ปุ่น นายคิมูระเปิดเผยหลังการประมูลในช่วงเช้ามืดว่า “ตอนแรกผมคิดว่าน่าจะซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่านี้สักหน่อย แต่ราคากลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมเองก็ตกใจกับราคาเหมือนกัน แต่หวังว่าการที่ผู้คนได้ทานทูน่าที่เป็นมงคลนี้จะช่วยให้พวกเขารู้สึกมีพลังและกระปรี้กระเปร่าขึ้น”

ด้านนายเดฟ เกิร์ชแมน จากทีมประมงระหว่างประเทศของ Pew Charitable Trusts มองว่าการประมูลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคา แต่เป็นเครื่องสะท้อนว่าประชากรปลาทูน่าครีบน้ำเงินในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังเริ่มฟื้นตัว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยตกอยู่ในสภาวะ “ใกล้ล่มสลาย” จากการทำประมงเกินขนาด

เกิร์ชแมนระบุว่า แผนฟื้นฟูที่เริ่มใช้ในปี 2017 นั้นได้ผลดี และหากผู้มีอำนาจตัดสินใจจากประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ร่วมกันผลักดันแผนการจัดการที่ยั่งยืนในปี 2026 นี้ อนาคตของปลาทูน่าครีบน้ำเงินก็จะกลับมาสดใสและมั่นคงอีกครั้ง

ทั้งนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ราคาประมูลปลาทูน่ารับปีใหม่เคยตกลงไปอย่างมากเนื่องจากร้านอาหารต้องจำกัดการให้บริการ แต่การทุบสถิติในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมซูชิและตลาดอาหารทะเลของญี่ปุ่น.

ที่มา AFP

ทรัมป์ขู่ใช้กำลังทหารกับโคลอมเบียเป็นประเทศต่อไป หลังจัดการกับเวเนซุเอลาแล้ว

ทรัมป์ขู่ใช้กำลังทหารกับโคลอมเบียเป็นประเทศต่อไป หลังจัดการกับเวเนซุเอลาแล้ว

5 ม.ค. 2569 10:26 น.

ทรัมป์ขู่ใช้กำลังทหารกับโคลอมเบียเป็นประเทศต่อไป หลังจัดการกับเวเนซุเอลาแล้ว

ทรัมป์ขู่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อรัฐบาลโคลอมเบีย หลังเพิ่งเปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา โดยระบุโคลอมเบียกำลังป่วยหนัก

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน เมื่อวันอาทิตย์ว่า โคลอมเบียเป็นประเทศที่ป่วยหนัก และถูกปกครองโดยผู้นำที่ป่วย ซึ่งชื่นชอบการผลิตโคเคนและส่งขายเข้าสหรัฐ โดยคำกล่าวดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการพาดพิงโดยตรงถึง ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ของโคลอมเบีย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามอย่างตรงไปตรงมาว่า สหรัฐกำลังพิจารณาปฏิบัติการทางทหารต่อโคลอมเบียหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า“มันฟังดูดีสำหรับผม”

คำขู่ดังกล่าวมีขึ้นหลังสหรัฐดำเนิน ปฏิบัติการบุกจับประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาอย่างอุกอาจ ก่อนควบคุมตัวไปยังนครนิวยอร์ก เพื่อดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐจะเข้าควบคุมเวเนซุเอลา และส่งบริษัทอเมริกันเข้าไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่ทรุดโทรมอย่างหนัก พร้อมชี้ว่าน้ำมันเวเนซุเอลาจะถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐและประเทศพันธมิตร

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเฉพาะกาลของเวเนซุเอลา ซึ่งนำโดย เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ ระบุว่า รัฐบาลเวเนซุเอลายังคงเป็นเอกภาพและยืนหยัดสนับสนุนมาดูโร

โรดริเกซ ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการด้วยการรับรองจากศาลสูงสุดของเวเนซุเอลา ยังยืนยันว่า มาดูโรยังคงเป็นประธานาธิบดีที่ชอบธรรม พร้อมปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่า เธอพร้อมร่วมมือกับสหรัฐ

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Atlantic ทางโทรศัพท์ โดยขู่ว่า โรดริเกซจะต้องจ่ายราคาที่แพงมาก อาจแพงกว่ามาดูโรหากไม่ทำในสิ่งที่เขาเรียกว่าสิ่งที่ถูกต้อง

ขณะเดียวกัน ยังไม่ชัดเจนว่า ทรัมป์จะบริหารหรือควบคุมเวเนซุเอลาในทางปฏิบัติอย่างไร โดยนักวิเคราะห์เตือนว่า แนวทางดังกล่าวอาจทำให้ทรัมป์สูญเสียฐานเสียงบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศ

แม้การจับกุมมาดูโรจะสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก แต่แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดระบุว่า ปฏิบัติการนี้ถูกวางแผนมานานหลายเดือน และมีการซักซ้อมอย่างละเอียด

กองกำลังพิเศษระดับหัวกะทิของสหรัฐ รวมถึงหน่วย Delta Force ของกองทัพบก ได้สร้างแบบจำลองบ้านพักที่มั่นคงของมาดูโรขึ้นมาอย่างสมจริง เพื่อฝึกวิธีการบุกเข้าควบคุมตัว

แหล่งข่าวเผยว่า สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ หรือ CIA ได้ส่งเจ้าหน้าที่ขนาดเล็กเข้าไปปฏิบัติการภาคพื้นดินตั้งแต่เดือนสิงหาคม เพื่อเก็บข้อมูลรูปแบบการใช้ชีวิตของมาดูโร ทำให้การจับกุมเป็นไปอย่างราบรื่น

นอกจากนี้ แหล่งข่าวอีกสองรายระบุว่า CIA ยังมีสายข่าวที่อยู่ใกล้ชิดกับมาดูโร ซึ่งคอยติดตามการเคลื่อนไหว และสามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้แบบเรียลไทม์ขณะปฏิบัติการดำเนินอยู่

รายงานระบุว่า คำสั่งไฟเขียวขั้นสุดท้ายสำหรับปฏิบัติการนี้ ถูกอนุมัติโดยทรัมป์เมื่อเวลา 22.46 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกสหรัฐ ในคืนวันศุกร์.

ที่มา : channelnewsasia

อ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

ทรัมป์เปิดภาพแรก “นิโกลัส มาดูโร” ใส่กุญแจมือ ถูกปิดตา ควบคุมตัวบนเรือรบสหรัฐฯ

ทรัมป์เปิดภาพแรก "นิโกลัส มาดูโร" ใส่กุญแจมือ ถูกปิดตา ควบคุมตัวบนเรือรบสหรัฐฯ

5 ม.ค. 2569 10:19 น.

ทรัมป์เปิดภาพแรก “นิโกลัส มาดูโร” ใส่กุญแจมือ ถูกปิดตา ควบคุมตัวบนเรือรบสหรัฐฯ

ทรัมป์เผยภาพแรกหลัง “นิโกลัส มาดูโร” ผู้นำเวเนซุเอลาถูกจับตัวขึ้นเรือรบสหรัฐฯ ชี้รายละเอียดภาพชัด มาดูโรถูกล็อกกุญแจมือ สวมแว่นดำปิดตา พร้อมอุปกรณ์ชูชีพ ด้านหลังมีจนท.ปราบปรามยาเสพติดคุมเข้ม

วันที่ 4 มกราคม 2569 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ภาพถ่ายผ่านบัญชี Truth Social เผยให้เห็นบุคคลที่เขาระบุว่าเป็น นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา หลังถูกกองทัพสหรัฐฯ จับกุมและนำตัวขึ้นเรือรบ ยูเอสเอส อิโวจิมา ภายหลังปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลา

ทรัมป์ระบุว่า “สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่ต่อเวเนซุเอลาอย่างประสบความสำเร็จ และได้จับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมภรรยา ก่อนนำตัวออกนอกประเทศ”

ทางด้านนายจอห์น มิลเลอร์ หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านกฎหมายและข่าวกรองของ CNN อธิบายรายละเอียดในภาพนี้ว่า มาดูโรถูกใส่กุญแจมือ และสวมแว่นตาสีดำปิดตา ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อไม่ให้ผู้ถูกควบคุมตัวมองเห็นเส้นทางและขั้นตอนการเคลื่อนย้าย ระหว่างการนำตัวจากกรุงการากัสไปยังสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ยังพบว่า มาดูโร สวมชูชีพแบบพับได้ ที่คล้องอยู่บริเวณลำคอ ซึ่งสามารถกางออกเป็น ชูชีพเรืองแสง ได้ในกรณีฉุกเฉิน สอดคล้องกับมาตรการความปลอดภัยทางทหารบนเรือรบ

ด้านหลังของภาพ ปรากฏเจ้าหน้าที่สวมเสื้อระบุอักษร DEA ซึ่งย่อมาจาก Drug Enforcement Administration หรือ สำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่หลักในการปราบปรามการค้ายาเสพติด การผลิต และการจำหน่ายยาเสพติดผิดกฎหมาย ทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ

การเปิดเผยภาพนี้ยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติว่า ปฏิบัติการครั้งนี้อาจเป็นการละเมิดอธิปไตยรัฐ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับภูมิภาคลาตินอเมริกา.

ที่มา CNN

เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก คิม จองอึน ประกาศพร้อมทำสงคราม

เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก คิม จองอึน ประกาศพร้อมทำสงคราม

5 ม.ค. 2569 08:52 น.

เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก คิม จองอึน ประกาศพร้อมทำสงคราม

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ควบคุมการทดสอบยิง ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก รุ่นใหม่ด้วยตนเอง เพื่อยกระดับความพร้อมของกองกำลังนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ สำหรับทำสงครามจริง

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA รายงานเมื่อวันจันทร์ (5 ม.ค.) ว่า การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเปียงยางระบุว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุด ซึ่งเป็นการพาดพิงโดยตรงถึงเหตุการณ์ความตึงเครียดระดับโลกในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา พันธมิตรทางอุดมการณ์ของเกาหลีเหนือ

ด้านเกาหลีใต้และญี่ปุ่นยืนยันว่า ตรวจพบการยิง ขีปนาวุธอย่างน้อย 2 ลูก จากบริเวณใกล้กรุงเปียงยางเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งนับเป็นการทดสอบอาวุธครั้งแรกของเกาหลีเหนือในปีนี้ โดยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ จะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับผู้นำจีน

ผู้นำเกาหลีใต้ระบุว่า หวังใช้บทบาทและอิทธิพลของจีนในการโน้มน้าวเกาหลีเหนือ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างโซลกับเปียงยางที่อยู่ในภาวะตึงเครียดมาอย่างยาวนาน

KCNA อ้างคำกล่าวของคิม จองอึน ว่า การทดสอบครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของกองกำลังนิวเคลียร์แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หรือ DPRK พร้อมย้ำว่า เกาหลีเหนือได้บรรลุความก้าวหน้าที่สำคัญ ในการทำให้กองกำลังนิวเคลียร์สามารถใช้งานได้จริง และเตรียมพร้อมสำหรับสงครามในสถานการณ์จริง

คิม จองอึน ระบุด้วยว่า เป้าหมายของการพัฒนาอาวุธดังกล่าว คือการเสริมสร้างศักยภาพการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ให้อยู่ในระดับที่ก้าวหน้ามากขึ้น โดยเหตุผลความจำเป็นของการพัฒนานั้นเห็นได้ชัดจากวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนในปัจจุบัน

นักวิเคราะห์มองว่า ปฏิบัติการของสหรัฐในเวเนซุเอลาถือเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุด สำหรับผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งเคยกล่าวหามาโดยตลอดว่า วอชิงตันมีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศเกาหลีเหนือ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เกาหลีเหนือใช้โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ เป็นเครื่องมือยับยั้งสิ่งที่เปียงยางเรียกว่าความพยายามล้มล้างรัฐบาล จากสหรัฐและพันธมิตร

สำหรับ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ซึ่งเกาหลีเหนือเริ่มทดสอบครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เป็นอาวุธที่สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่า 5 เท่าของเสียง และสามารถเปลี่ยนทิศทางได้ระหว่างการบิน ทำให้ระบบป้องกันขีปนาวุธตรวจจับและสกัดกั้นได้ยากยิ่ง

อาวุธประเภทนี้ถูกนำมาใช้จริงในสมรภูมิหลายแห่งในปีนี้ ทั้งโดยรัสเซียในการโจมตีเมืองต่าง ๆ ในยูเครน รวมถึงอิหร่านในการโจมตีอิสราเอล โดยเกาหลีเหนือได้กระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

“ทรัมป์” ประกาศยึดประเทศเวเนฯ จัดการฟื้นฟูพลังงาน ตั้ง 4 ข้อหาหนัก “มาดูโร” จีนเรียกร้องปล่อยตัว

"ทรัมป์" ประกาศยึดประเทศเวเนฯ จัดการฟื้นฟูพลังงาน ตั้ง 4 ข้อหาหนัก "มาดูโร" จีนเรียกร้องปล่อยตัว

“ทรัมป์” ประกาศยึดประเทศเวเนฯ จัดการฟื้นฟูพลังงาน ตั้ง 4 ข้อหาหนัก “มาดูโร” จีนเรียกร้องปล่อยตัว

5 ม.ค. 2569 08:21 น.

“ทรัมป์” ประกาศกร้าว สหรัฐฯ จะเป็นผู้บริหารประเทศเวเนซุเอลาจนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่าน อย่างเหมาะสมหลังส่งหน่วยรบพิเศษบุกจับตัว ปธน.เวเนฯพร้อมภริยา นำขึ้นศาลสหรัฐฯใน 4 ข้อหาพัวพันขบวนการก่อการร้าย-ยาเสพติด-ครอบครองอาวุธสงคราม พร้อมขู่ผู้นำชาติเห็นต่างทั้งคิวบา โคลอมเบีย บราซิล ที่

รู้จัก “ซิเลีย ฟลอเรส” ภริยามาดูโร ผู้ถูกสหรัฐฯ จับกุมตัวพร้อมสามี

รู้จัก “ซิเลีย ฟลอเรส” ภริยามาดูโร ผู้ถูกสหรัฐฯ จับกุมตัวพร้อมสามี

5 ม.ค. 2569 06:28 น.

รู้จัก “ซิเลีย ฟลอเรส” ภริยามาดูโร ผู้ถูกสหรัฐฯ จับกุมตัวพร้อมสามี

ในปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค. 2569) พวกเขาไม่เพียงควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ไปเท่านั้น พวกเขายังจับตัวภริยาของเขาไปด้วย

ซิเลีย ฟลอเรส อดีตทนายความในวัย 69 ปี ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเวเนซุเอลามาอย่างยาวนาน เธอเป็นนักการเมืองที่มีความสามารถในตัวเองและเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดชะตากรรมของประเทศมานานหลายทศวรรษ

เธอดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาแห่งชาติเวเนซุเอลามาหลายปี และช่วยเสริมสร้างฐานอำนาจของสามีให้แข็งแกร่งขึ้น หลังจากที่เขาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2556 จนมาดูโรขนานนามเธอว่า “นักรบหมายเลขหนึ่ง” (First Warrior) ล้อกับตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง (First lady)

ฟลอเรสเลือกที่จะลดบทบาทตัวเองลง เน้นภาพลักษณ์แม่ที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากขึ้น เธอเคยเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ Con Cilia en Familia และปรากฏตัวในสื่อของรัฐเป็นครั้งคราวเพื่อเต้นซัลซ่ากับสามี แต่ในเบื้องหลัง เชื่อกันว่าเธอเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาคนสำคัญของมาดูโร และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดทางการเมืองของเขา

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟลอเรสถูกฟ้องร้องเรื่องการทุจริตและการเล่นพรรคเล่นพวกหลายข้อหา และมีสมาชิกในครอบครัวถูกศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาลักลอบขนโคเคน แต่ตอนนี้ เธอก็ต้องเผชิญข้อหาค้ายาเสพติดและข้อหาเกี่ยวกับอาวุธในศาลนิวยอร์ก พร้อมกับสามีของเธอ

ซิเลีย ฟลอเรส กับ นิโกลัส มาดูโร
ซิเลีย ฟลอเรส กับ นิโกลัส มาดูโร

เคยเป็นทนายของชาเวซ ก่อนพบมาดูโร

ฟลอเรสพบกับมาดูโรในช่วงต้นทศวรรษ 90 ขณะที่เธอเป็นทนายความดาวรุ่งรุ่นใหม่ และได้รับหน้าที่เป็นทีมทนายแก้ต่างให้กับกลุ่มผู้ก่อการรัฐประหารที่ล้มเหลวในปี 2535 โดยหนึ่งในแกนนำของกลุ่มคือ ฮูโก ชาเวซ ชายผู้ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประธานาธิบดีจอมเผด็จการ คู่ปรับของสหรัฐอเมริกา

ในช่วงปีเหล่านั้นเองที่เธอได้พบกับมาดูโร ซึ่งในขณะนั้นทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับชาเวซ

“ผมได้พบกับซิเลียในเส้นทางชีวิตนี้” มาดูโรย้อนความหลัง “เธอเป็นทนายความให้กับนายทหารผู้รักชาติหลายคนที่ถูกคุมขัง แต่เธอก็ยังเป็นทนายของท่านผู้บัญชาการชาเวซด้วย และก็นะ การเป็นทนายให้ผู้บัญชาการชาเวซในคุกน่ะ… มันเป็นงานที่หนักหนาสาหัสมาก … ผมเจอเธอในช่วงปีแห่งการต่อสู้เหล่านั้น แล้วเธอก็ทำให้ผมประทับใจ”

นับตั้งแต่นั้นมา โชคชะตาของทั้งคู่ก็ได้ผูกติดอยู่กับชาเวซและขบวนการทางการเมืองของเขาที่รู้จักกันในชื่อ “ชาบิสโม” (Chavismo)

หลังจากชาเวซชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2541 ฟลอเรสก็ก้าวหน้าในเส้นทางการเมืองอย่างรวดเร็ว โดยได้เข้าเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติในปี 2543 และขึ้นเป็นประธานสมัชชาในปี 2549

ตลอด 6 ปีหลังจากนั้น เธอเป็นผู้นำรัฐสภาที่แทบจะครองอำนาจโดยพรรคการเมืองเดียว เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหลักปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าการเลือกตั้งนั้นไม่เสรีและไม่ยุติธรรม

เมื่อชาเวซเสียชีวิตในปี 2556 ฟลอเรสได้ทุ่มกำลังสนับสนุนมาดูโรอย่างเต็มที่ จนเขาสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ตามมาได้อย่างหวุดหวิด

ฟลอเรสแต่งงานกับมาดูโรในปี 2556 เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ที่ดำเนินมาหลายปีเป็นทางการเสียที หลังก่อนหน้านั้นทั้งสองอาศัยอยู่ร่วมกันและช่วยกันเลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากความสัมพันธ์ครั้งก่อน ซึ่งเป็นบุตรของเธอ 3 คน และบุตรของมาดูโร 1 คน

ภาพขณะเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายมาดูโรลงจากเครื่องบิน ที่ท่าอากาศยานในนิวยอร์ก
ภาพขณะเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายมาดูโรลงจากเครื่องบิน ที่ท่าอากาศยานในนิวยอร์ก

ผู้กุมอำนาจอยู่เบื้องหลัง

“ในสายตาของผู้ที่เกลียดชังฟลอเรส เธอถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่ทุจริตอย่างหนัก ละเมิดสิทธิมนุษยชน และโหดเหี้ยม” คริสโตเฟอร์ ซาบาตินี สมาชิกอาวุโสจากโครงการละตินอเมริกาของ Chatham House กล่าว

“เธอคือผู้กุมอำนาจหลังบัลลังก์” เขากล่าวเสริม “แต่ก็เหมือนกับผู้มีอำนาจหลังบัลลังก์ที่ดีคนอื่นๆ คุณจะมองไม่ค่อยเห็นร่องรอยการลงมือของเธอมากนัก จึงไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเธอมีอำนาจมากเพียงใด”

ด้านเอสเตฟานียา เรเยส นักรัฐศาสตร์ บอกกับ CNN ว่า เป็นการยากที่จะวัดปริมาณอำนาจของเธอ เพราะเธอใช้อำนาจนั้นจาก “เบื้องหลัง” และไม่ได้เป็นไปตามระบบสถาบัน

“หากมีการบริหารงานแบบผู้นำคู่ (dual leadership) จริง” เรเยสกล่าว “มันก็ไม่เคยถูกทำให้เป็นทางการ ต่างจากกรณีในนิการากัวระหว่างประธานาธิบดีแดเนียล ออร์เตกา และภริยาของเขา คือรองประธานาธิบดี โรซาริโอ มูริลโย”

เรเยสตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟลอเรสปรากฏตัวในบทบาทสนับสนุนภาพลักษณ์ของความเป็นแม่ เพื่อหาทางเชื่อมโยงกับสาธารณชน แทนที่จะใช้บทบาทบุคคลที่ลงแข่งขันเลือกตั้ง

ภาพความเสียหายในเวเนซุุเอลาหลังสหรัฐฯ โจมตีใส่
ภาพความเสียหายในเวเนซุุเอลาหลังสหรัฐฯ โจมตีใส่

เผชิญข้อหาคอร์รัปชันมากมาย

ตลอดเส้นทางอาชีพของฟลอเรส เธอต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตมากมาย

ในปี 2555 เธอถูกสหภาพแรงงานกล่าวหาเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวก (Nepotism) จากการใช้อิทธิพลในการจ้างงานคนถึง 40 คน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกในครอบครัวของเธอจำนวนมาก

ในเดือนพฤศจิกายน 2015 เธอเข้าไปพัวพันกับคดี “หลานชายนายพลค้ายา” เมื่อหลานชายของเธอสองคน คือ ฟรานซิสโก ฟลอเรส เด เฟรตัส และ เอฟราอิน อันโตนิโอ แคมโป ฟลอเรส ถูกจับกุมในประเทศเฮติ จากปฏิบัติการล่อซื้อของหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA)

พวกเขาถูกจับได้ขณะพยายามลักลอบขนโคเคนน้ำหนัก 800 กิโลกรัมเข้าสู่สหรัฐฯ

ฟลอเรสกล่าวหาว่า ทางการสหรัฐฯ “ลักพาตัว” หลานชายของเธอ แต่ผู้พิพากษาได้ตัดสินจำคุกชายทั้งสองคนเป็นเวลา 18 ปีในข้อหาค้ายาเสพติด อย่างไรก็ตาม พวกเขาถูกส่งตัวกลับเวเนซุเอลาในปี 2022 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษภายใต้รัฐบาลของโจ ไบเดน

แต่เมื่อเดือนก่อน รัฐบาลทรัมป์ประกาศคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อหลานชายทั้งสองคน รวมถึงหลานชายคนที่สามคือ คาร์ลอส เอริก มัลปิกา ฟลอเรส โดยสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “นิโคลัส มาดูโร และพรรคพวกอาชญากรในเวเนซุเอลา กำลังทำให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการมอมเมาประชาชนอเมริกัน”

สหรัฐฯ เปิดข้อกล่าวหาใหม่

หลังฟลอเรสถูกจับกุมตัวได้ไม่นาน สหรัฐฯ ก็เปิดเผยข้อหาต่างๆ ที่พวกเขาจะยื่นฟ้องร้องเธอ ซึ่งรวมถึง ค้ายาเสพติด และการรับเงินสินบนจำนวนหลายแสนดอลลาร์ในปี 2550 เพื่อจัดแจงให้เกิดการพบปะกันระหว่าง “ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่” กับผู้อำนวยการสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติของเวเนซุเอลา

เธอมีกำหนดการที่จะต้องเดินทางไปปรากฏตัวต่อศาลในรัฐนิวยอร์กในวันจันทร์นี้ (5 ม.ค. 2569)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

มือปืนบุกโจมตี หมู่บ้านไนจีเรียดับ 30 ศพ โดนลักพาตัวอีกอื้อ

มือปืนบุกโจมตี หมู่บ้านไนจีเรียดับ 30 ศพ โดนลักพาตัวอีกอื้อ

5 ม.ค. 2569 04:55 น.

มือปืนบุกโจมตี หมู่บ้านไนจีเรียดับ 30 ศพ โดนลักพาตัวอีกอื้อ

กลุ่มมือปืนบุกโจมตีหมู่บ้านทางตอนเหนือของไนจีเรีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ และลักพาตัวผู้คนไปอีกหลายราย รวมถึงเด็กๆ ด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มมือปืนบุกโจมตีหมู่บ้านแห่งหนึ่งในรัฐไนเจอร์ ทางตอนเหนือของประเทศไนจีเรีย สังหารชาวบ้านไปอย่างน้อย 30 ศพ และมีอีกหลายคนที่ถูกลักพาตัวไปหรือสูญหาย นับเป็นเหตุนองเลือดครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งแห่งนี้

นายวาซิว อาบิโอดุน โฆษกตำรวจประจำรัฐ ระบุในแถลงการณ์ว่า กลุ่มมือปืนโจมตีหมู่บ้านคาซูวัน-ดาจิ (Kasuwan-Daji) ในเขตปกครองบอร์กู (Borgu) เมื่อเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค. 2569) และเปิดฉากกราดยิงใส่ชาวบ้าน นอกจากนี้พวกเขายังเผาทำลายตลาดท้องถิ่นและบ้านเรือนอีกหลายหลังจนวอดวาย

ชาวบ้านอย่างน้อย 2 คนเปิดเผยในวันอาทิตย์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 37 ศพ และคาดว่าอาจสูงกว่านั้นมาก เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่ชาวบ้านอีกกลุ่มกล่าวว่ากองกำลังความมั่นคงยังเดินทางมาไม่ถึง ซึ่งสวนทางกับคำกล่าวอ้างของตำรวจที่ระบุว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปค้นหาผู้ที่ถูกลักพาตัวแล้ว

ด้านบาทหลวงสตีเฟน คาบิรัต โฆษกคริสตจักรคาทอลิกประจำสังฆมณฑลคอนทาโกรา (Kontagora) ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า กลุ่มมือปืนสังหารคนไปมากกว่า 40 ศพ และลักพาตัวผู้คนไปอีกจำนวนมาก รวมถึงเด็กๆ ด้วย

ขณะที่ประธานาธิบดีโบลา ตินูบู แห่งไนจีเรีย ออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้ และกล่าวว่าเขาได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเร่งไล่ล่ากลุ่มมือปืนและช่วยเหลือตัวประกันโดยด่วนแล้ว

อนึ่ง การโจมตีในลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในไนจีเรีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในแอฟริกา โดยมักจะมีแก๊งนอกกฎหมายจำนวนมากที่ต้องการแย่งชิงอำนาจการปกครองท้องถิ่น มุ่งเป้าโจมตีชุมชนในพื้นที่ห่างไกลที่การรักษาความปลอดภัยและอำนาจรัฐเข้าไปไม่ถึง

หมู่บ้านคาซูวัน-ดาจิ อยู่ใกล้กับชุมชนปาปิรี (Papiri) ซึ่งเคยเป็นจุดที่นักเรียนกว่า 300 คนและครูของพวกเขา ถูกลักพาตัวไปจากโรงเรียนคาทอลิก เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ผู้โดยสารตกค้างทั่วยุโรป หลังระบบสื่อสารขัดข้องบีบกรีซปิดน่านฟ้า

ผู้โดยสารตกค้างทั่วยุโรป หลังระบบสื่อสารขัดข้องบีบกรีซปิดน่านฟ้า

5 ม.ค. 2569 03:51 น.

ผู้โดยสารตกค้างทั่วยุโรป หลังระบบสื่อสารขัดข้องบีบกรีซปิดน่านฟ้า

เที่ยวบินจำนวนมากทั่วยุโรปประสบปัญหาล่าช้าหรือถูกยกเลิก หลังจากเกิดเหตุระบบสื่อสารขัดข้องที่กรีซ จนบีบให้ต้องปิดน่านฟ้าชั่วคราว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้โดยสารเครื่องบินจำนวนนับหมื่นคนต้องตกค้างอยู่ตามสนามบินต่างๆ ทั่วทั้งยุโรป เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ม.ค. 2569 หลังจากเหตุระบบสื่อสารขัดข้องบีบให้ประเทศกรีซต้องปิดน่านฟ้า ส่งผลให้มีการยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบินเป็นวงกว้าง

เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบหาสาเหตุที่ทำให้ระบบการสื่อสารทางวิทยุถูกรบกวนเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ต้องระงับเที่ยวบินขาเข้าและขาออกเป็นการชั่วคราว

ล่าสุด เริ่มมีการอนุญาตให้เที่ยวบินขาออกบางส่วนกลับมาให้บริการได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เที่ยวบินขาเข้ายังคงได้รับคำสั่งให้เปลี่ยนเส้นทางบินหรือบินกลับไปยังจุดเริ่มต้นเดินทาง โดยสนามบินหลักในกรุงเอเธนส์เป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ขณะที่สนามบินเทสซาโลนิกิ (Thessaloniki) ต้องปิดทำการโดยสิ้นเชิง

ทั้งนี้ เพียงแค่ที่สนามบินเอเธนส์แห่งเดียว มีเที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกได้รับผลกระทบแล้วมากกว่า 90 เที่ยวบิน แม้ว่าบางเที่ยวบินจะเริ่มกลับมาให้บริการได้บ้างแล้วก็ตาม

พนักงานสนามบินคนหนึ่งให้ข้อมูลกับสำนักข่าว BBC ว่า ขณะนี้มีการอนุญาตให้เครื่องบินทะยานขึ้นได้ชั่วโมงละ 35 ลำ แต่ยังคงไม่สามารถรับเที่ยวบินขาเข้าได้

ก่อนหน้านี้ เที่ยวบินที่เดินทางออกจากดับลิน บาร์เซโลนา และปารีส ได้รับคำสั่งให้บินกลับไปยังสนามบินต้นทาง ในขณะที่เที่ยวบินจากโคเปนเฮเกนและมอลตาถูกยกเลิกทั้งหมด

ส่วนเที่ยวบินขาเข้าอื่นๆ ที่มุ่งหน้าสู่เอเธนส์ถูกสั่งให้รอ (standby) ในขณะที่เที่ยวบินเข้าและออกจากสนามบินอื่นๆ ของกรีซก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยสถานีโทรทัศน์สาธารณะ ERT รายงานว่า เที่ยวบิน 3 เที่ยวจากสนามบินเฮราคลิออนบนเกาะครีต ซึ่งรวมถึงเที่ยวบินที่จะไปมิวนิก ต้องประสบความล่าช้า

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า เที่ยวบินขาเข้าส่วนใหญ่หากไม่ถูกยกเลิก ก็จะถูกเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่ประเทศตุรกีแทน

เหตุขัดข้องครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การจราจรทางอากาศเข้าและออกกรุงเอเธนส์กำลังหนาแน่น เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากเดินทางกลับจากการหยุดพักผ่อนช่วงฤดูหนาว ซึ่งโดยปกติแล้วที่นี่จะมีเที่ยวบินตามตารางมากกว่า 600 เที่ยวต่อวัน

ทั้งนี้ คาดว่าสาเหตุของความโกลาหลที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับระบบวิทยุที่เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศใช้สื่อสารกับเครื่องบินในน่านฟ้า

โดยนายปานาจิโอติส ซาร์รอส (Panagiotis Psarros) ประธานสมาคมเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศของกรีซ บอกกับ ERT ว่า คลื่นความถี่ทั้งหมด “หายไปอย่างกะทันหัน” พร้อมเสริมว่า “เราไม่สามารถสื่อสารกับเครื่องบินที่อยู่บนท้องฟ้าได้เลย”

ในเวลาต่อมา ERT ก็รายงานว่า ผลการสอบสวนเบื้องต้นโดยหน่วยงานความมั่นคงของกรีซบ่งชี้ว่า ปัญหาน่าจะเกิดจากความล้มเหลวของเสาสัญญาณในเทือกเขาเกราเนีย (Gerania Mountains) ใกล้กับกรุงเอเธนส์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc