ญี่ปุ่นเปิดบาร์แปลกใหม่ “บาร์ปรึกษาการเปลี่ยนงาน” นั่งดื่มฟรี คุยเรื่องอาชีพแบบไม่กดดัน

ญี่ปุ่นเปิดบาร์แปลกใหม่ "บาร์ปรึกษาการเปลี่ยนงาน" นั่งดื่มฟรี คุยเรื่องอาชีพแบบไม่กดดัน

30 ม.ค. 2569 16:27 น.

ญี่ปุ่นเปิดบาร์แปลกใหม่ “บาร์ปรึกษาการเปลี่ยนงาน” นั่งดื่มฟรี คุยเรื่องอาชีพแบบไม่กดดัน

ญี่ปุ่นเปิดตัวบาร์รูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร สำหรับผู้ที่กำลังคิดจะลาออกหรือเปลี่ยนงาน โดยตั้งอยู่ใกล้สถานีโยโกฮามา ใช้ชื่อว่า “เทนโชคุ โซดัน บาร์” (Tenshoku Sodan Bar) หรือ “บาร์ปรึกษาการเปลี่ยนงาน” ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้มาใช้บริการพูดคุยเรื่องเส้นทางอาชีพ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง พร้อมเครื่องดื่มทั้งแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์แบบฟรีทั้งหมด

รอบๆ สถานีรถไฟหลักในญี่ปุ่นมักเต็มไปด้วยร้านอิซากายะและบาร์เหล้าสาเก แต่สำหรับผู้ที่เดินอยู่แถวสถานีโยโกฮามา จะพบกับบาร์ที่มีชื่อว่า “Tenshoku Sodan Bar” (転職相談Bar) หรือ “บาร์ให้คำปรึกษาการเปลี่ยนงาน” ซึ่งเป้าหมายของร้านไม่ใช่การมอมเหล้าเพื่อหาคนเข้าทำงาน แต่คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนที่ตกอยู่ในสภาวะ “ก้ำกึ่ง” ระหว่างการรักงานที่ทำอยู่กับการอยากลาออกให้จบๆ ไป

ทางร้านเล็งเห็นว่า การจะไปปรึกษาเพื่อนหรือครอบครัวอาจได้ความเห็นที่ลำเอียงตามความห่วงใยส่วนตัว หรือการเดินเข้าบริษัทจัดหางานแบบเป็นทางการก็สร้างความกดดัน เพราะต้องเตรียมเรซูเม่ แต่งกายสุภาพ และตอบคำถามที่ชัดเจนเรื่องเงินเดือนหรือเป้าหมายในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากหากคุณแค่ “รู้สึกไม่แน่ใจ” ในงานปัจจุบัน

จุดเด่นของบาร์แห่งนี้คือการให้บริการ “ฟรีทุกอย่าง” ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มทั้งแอลกอฮอล์และน้ำอัดลม รวมถึงการให้คำปรึกษา โดยมีข้อกำหนดที่ผ่อนคลาย เช่นไม่ต้องใส่สูท ลูกค้าสามารถแต่งตัวตามสบายเข้ามานั่งดื่มได้ ลูกค้าไม่ต้องมีเรซูเม่ ไม่ต้องเตรียมข้อมูลความสำเร็จหรือจุดอ่อนมานำเสนอ นอกจากนั้น บาร์เทนเดอร์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาจากบริษัท LIA จะไม่ยัดเยียดตำแหน่งงานว่างให้ในทันที แต่จะเน้นการรับฟังและพูดคุยเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของของลูกค้า

จากการสำรวจพบว่า ลูกค้ากว่า 60% ที่มาที่นี่คือคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอนว่าจะลาออก แต่แค่อยากมีพื้นที่ระบายและพูดคุยในเชิงนามธรรมเกี่ยวกับทิศทางชีวิต โดยไม่ต้องกังวลว่าที่ปรึกษาจะเร่งรัดให้ส่งใบสมัครงาน

เนื่องจากบาร์เน้นการพูดคุยแบบตัวต่อตัว จึงกำหนดให้ผู้ที่สนใจต้องจองล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน Line เท่านั้น โดยปกติการสนทนาจะใช้เวลาประมาณ 60 ถึง 90 นาที แม้ทางร้านจะไม่ได้จำกัดเวลาไว้เคร่งครัดก็ตาม

บาร์แห่งนี้จึงกลายเป็นโอเอซิสแห่งใหม่ของมนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นที่กำลังหลงทาง ให้ได้เข้ามาจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ปรับทุกข์ และค้นหาคำตอบให้กับอาชีพของตัวเองในบรรยากาศที่เป็นกันเอง.

ที่มา Japan Today

“ทรัมป์” เตือนอังกฤษ “อันตรายมาก” ที่ดีลธุรกิจกับจีน ขณะนายกฯ สตาร์เมอร์เยือนเซี่ยงไฮ้

"ทรัมป์" เตือนอังกฤษ "อันตรายมาก" ที่ดีลธุรกิจกับจีน ขณะนายกฯ สตาร์เมอร์เยือนเซี่ยงไฮ้

30 ม.ค. 2569 15:43 น.

“ทรัมป์” เตือนอังกฤษ “อันตรายมาก” ที่ดีลธุรกิจกับจีน ขณะนายกฯ สตาร์เมอร์เยือนเซี่ยงไฮ้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเตือนว่า การที่สหราชอาณาจักรดำเนินธุรกิจกับจีนเป็นเรื่อง “อันตรายอย่างยิ่ง” ในจังหวะที่นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ เดินทางถึงนครเซี่ยงไฮ้ ในวันที่สามของการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังอังกฤษและจีนประกาศข้อตกลงเพื่อเพิ่มการค้าและการลงทุน ภายหลังการพบหารือระหว่างสตาร์เมอร์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างร่วมงานเปิดตัวสารคดีของภรรยา “เมลาเนีย ทรัมป์”  โดยเมื่อถูกถามถึงกรณีที่สหราชอาณาจักรกำลังขยายความร่วมมือทางธุรกิจกับจีน ทรัมป์ตอบสั้นๆ ว่าเป็นเรื่องที่ “อันตรายมาก” พร้อมเสริมว่าสถานการณ์ของแคนาดานั้น “อันตรายยิ่งกว่า” เนื่องจากเศรษฐกิจแคนาดากำลังย่ำแย่ และการหันไปหาจีนไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง

คำเตือนนี้มีขึ้นหลังจาก เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ณ มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง และระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและจีนกำลังอยู่ในจุดที่ “ดีและแข็งแกร่ง” โดยทรัมป์ยังกล่าวถึงสี จิ้นผิง ว่าเป็น “เพื่อน” ที่เขารู้จักดี และก่อนหน้านี้เขาเพิ่งขู่จะเก็บภาษีศุลกากรกับแคนาดาหากดำเนินตามข้อตกลงเศรษฐกิจที่ทำไว้กับจีน

ในการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำอังกฤษนับตั้งแต่ปี 2018 สตาร์เมอร์ได้ประกาศความสำเร็จหลายด้าน ได้แก่ บริษัท AstraZeneca เตรียมทุ่มเงิน 1.09 หมื่นล้านปอนด์ (ประมาณ 4.7 แสนล้านบาท) เพื่อสร้างฐานการผลิตในจีน รวมถึงข้อตกลงยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศและการลดภาษีนำเข้าวิสกี้ และการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติและการย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมาย

สตาร์เมอร์ยืนยันว่าการพบปะครั้งนี้เป็นระดับความร่วมมือที่คาดหวังไว้ และอังกฤษมีสิ่งที่จะนำเสนอให้จีนอีกมากมาย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากกระทรวงธุรกิจและการค้าชี้ว่า ในปี 2025 สหรัฐฯ ยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของอังกฤษ ส่วนจีนอยู่อันดับที่สี่

การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่นนักในแง่การเมืองภายในประเทศ สมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านและรัฐมนตรีเงาของพรรคอนุรักษ์นิยมออกมาโจมตีว่า สตาร์เมอร์กำลัง “ยอมก้มหัวให้สี จิ้นผิง” และเอาความมั่นคงของชาติไปแลกกับ “เศษเนื้อทางเศรษฐกิจ”

ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาโจมตี เช่นการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ในซินเจียง กรณีของ “จิมมี่ ไหล” มหาเศรษฐีสื่อในฮ่องกงที่เสี่ยงติดคุกตลอดชีวิต และการอนุมัติให้จีนสร้างสถานทูตขนาดใหญ่แห่งใหม่ในกรุงลอนดอน ซึ่งรัฐมนตรีความมั่นคงยืนยันว่าหน่วยข่าวกรองได้ประเมินและควบคุมความเสี่ยงไว้อย่างเหมาะสมแล้ว

ขณะนี้ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้เดินทางถึงเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายในจีน ก่อนจะบินต่อไปยังกรุงโตเกียวเพื่อร่วมโต๊ะอาหารค่ำกับ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เพื่อกระชับความร่วมมือเป็นลำดับต่อไป.

ที่มา BBC

รวบหนุ่มอ้างเป็น FBI หลอกจนท.ปล่อยตัว ลุยจิ มังจิโอนี มือยิง CEO บ.ประกัน

รวบหนุ่มอ้างเป็น FBI หลอกจนท.ปล่อยตัว ลุยจิ มังจิโอนี มือยิง CEO บ.ประกัน

30 ม.ค. 2569 15:25 น.

รวบหนุ่มอ้างเป็น FBI หลอกจนท.ปล่อยตัว ลุยจิ มังจิโอนี มือยิง CEO บ.ประกัน

หนุ่มอเมริกันสุดแสบ ถูกจับกุมฐานแอบอ้างเป็น FBI และพยายามหลอกลวงเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางให้ปล่อยตัวนักโทษ นายลุยจิ มังจิโอนี ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม CEO บริษัทประกัน ยูไนเต็ดเฮลท์แคร์ เมื่อปี 2024

นายมาร์ค แอนเดอร์สัน ชาวเมืองมินนิโซตา วัย 36 ปี ถูกจับกุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (29 ม.ค.) โดยถูกตั้งข้อหาแอบอ้างเป็นเจ้าพนักงาน โดยเอกสารคำฟ้องระบุว่า นายแอนเดอร์สันได้เข้าไปยังเรือนจำกลางในย่านบรูคลินเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และบอกกับเจ้าหน้าที่เรือนจำว่าเขามาจาก FBI พร้อมเอกสารคำสั่งปล่อยตัว นายมังจิโอนี ที่ถูกรับรองอย่างถูกต้องโดยผู้พิพากษา แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เรือนจำขอตรวจสอบตราประจำตัว นายแอนเดอร์สัน กลับยื่นใบขับขี่รัฐมินนิโซตาให้ พร้อมอ้างว่าตัวเองมีอาวุธ ก่อนจะโยนกระดาษเอกสารต่าง ๆ ใส่เจ้าหน้าที่ 

เจ้าหน้าที่จึงต้องเข้าควบคุมตัวและตรวจค้นกระเป๋า โดยพบส้อมขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับปิ้งบาร์บีคิว และโลหะแผ่นบางทรงกลมที่ดูคล้ายกับมีดตัดพิซซ่า สอดคล้องกับที่ตำรวจเผยว่านายแอนเดอร์สัน เดินทางจากมินนิโซตามายังนครนิวยอร์กเพื่อหางาน และได้ทำงานอยู่ที่ร้านพิซซ่าแห่งหนึ่ง

นายแอนเดอร์สัน ได้เดินทางไปขึ้นศาลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้ให้การต่อศาล ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศได้พยายามติดต่อไปยังทนายความผู้ดูแลคดีเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว โดยการคัดเลือกคณะลูกขุนสําหรับการพิจารณาคดีอันโด่งดังของ นาย มังจิโอนี ครั้งต่อไป มีกําหนดในเดือนกันยายนที่กำลังจะถึงนี้

ทั้งนี้ นายมังจิโอนี ถูกคุมขังในเรือนจำเขตบรูคลินเมื่อปี 2024 หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามล่าทั่วประเทศและจับกุมได้ในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังที่รัฐเพนซิลวาเนีย จากนั้นจึงถูกส่งตัวไปดำเนินคดียังนิวยอร์กเขาถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม นายไบรอัน ทอมป์สัน CEO บริษัทประกันรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา “ยูไนเต็ด เฮลท์แคร์” เป็นการฆาตกรรมโดยเจตนาระดับ 2 (ฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน) และได้รับการยกฟ้องใน 2 ข้อหาได้แก่ ข้อหาฆาตกรรมระดับ 1 และฆาตกรรมระดับ 2 (ตามกฎหมายก่อการร้ายของรัฐนิวยอร์ก) เนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอ

นับตั้งแต่ถูกจับกุม นายมังจิโอนีได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลาม ทั้งจากในโลกออนไลน์และจากผู้ที่เดินทางไปให้กำลังใจในการปรากฏตัวที่ศาลที่เห็นด้วยกับการกระทำของเขา  ขณะเดียวกัน เหตุฆาตกรรมครั้งนี้ยังจุดกระแสให้เกิดการถกเถียงทั่วสหรัฐฯ ถึงค่าใช้จ่ายในระบบสาธาณสุขที่มีราคาสูง.

ที่มา BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ลุยจิ มังจิโอนี

พระโอรสเจ้าหญิงนอร์เวย์เตรียมขึ้นศาลคดีข่มขืน-ยาเสพติด เสี่ยงถูกจำคุก 16 ปี

พระโอรสเจ้าหญิงนอร์เวย์เตรียมขึ้นศาลคดีข่มขืน-ยาเสพติด เสี่ยงถูกจำคุก 16 ปี

30 ม.ค. 2569 14:53 น.

พระโอรสเจ้าหญิงนอร์เวย์เตรียมขึ้นศาลคดีข่มขืน-ยาเสพติด เสี่ยงถูกจำคุก 16 ปี

นอร์เวย์เผชิญคดีอื้อฉาวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ เมื่อมาริอุส บอร์ก เฮยบี พระโอรสของมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต เตรียมขึ้นศาลแขวงกรุงออสโล ในวันที่ 3 ก.พ. นี้ จากข้อกล่าวหาข่มขืนผู้หญิง 4 ราย รวมถึงคดียาเสพติดและทำร้ายร่างกาย โดยคดีมีกำหนดพิจารณาจนถึงวันที่ 19 มี.ค. และคาดว่าจะได้รับความสนใจจากสื่ออย่างกว้างขวาง

มาริอุส บอร์ก เฮยบี วัย 29 ปี พระโอรสของเจ้าหญิงเมตเตอ-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ ซึ่งเกิดกับอดีตคนรักก่อนเสกสมรสกับเจ้าชายฮากอน มีกำหนดขึ้นศาลเขตออสโลในวันอังคารที่ 3 ก.พ.นี้ เพื่อรับการพิจารณาคดีในข้อหาข่มขืนสตรี 4 ราย และข้อหาอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 38 กระทง ซึ่งรวมถึงการลักลอบขนกัญชาหนัก 3.5 กิโลกรัม และการล่วงละเมิดอดีตแฟนสาวหลายคน โดยบางเหตุการณ์ย้อนกลับไปถึงปี 2018

ตรอนด์ โนเรน อิซักเซน นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านราชวงศ์นอร์เวย์ ระบุว่านี่คืออื้อฉาวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 120 ปี “เราเคยมีข้อพิพาทเรื่องการเลือกคู่ครองหรือการซ่อมแซมพระราชวังมาบ้าง แต่ไม่เคยมีคดีอาญาร้ายแรงเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะเมื่อมีข้อหามากมายขนาดนี้”

เฮยบีถูกจับกุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2024 ในข้อหาทำร้ายร่างกายแฟนสาว ซึ่งต่อมาเขาได้ยอมรับว่ากระทำลงไปภายใต้อิทธิพลของแอลกอฮอล์และโคเคน เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพจิตและการใช้สารเสพติดมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม การขยายผลการสอบสวนนำไปสู่การพบหลักฐานที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือการข่มขืนผู้หญิง 4 ราย ในขณะที่เหยื่อกำลังนอนหลับหรือหมดสติจากการมึนเมา ในปี 2018, 2023 และ 2024 โดยเฮยบีมีการถ่ายคลิปวิดีโอขณะก่อเหตุไว้ด้วย ซึ่งการข่มขืนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากที่เขาเริ่มถูกตำรวจสอบสวนแล้ว

นอกจากคดีทางเพศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตำรวจยังแจ้งข้อหาเพิ่มเกี่ยวกับการขนส่งกัญชา 3.5 กิโลกรัมในปี 2020 ซึ่งเจ้าตัวให้การรับสารภาพในข้อหายาเสพติดนี้แล้ว แต่ในคดีข่มขืนและทำร้ายร่างกายเขายังคงปฏิเสธข้อหาหนักส่วนใหญ่ โดยทีมทนายระบุว่าเขาจะขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น

คดีนี้สร้างความอับอายและตึงเครียดอย่างมากต่อมกุฎราชกุมารฮากอน และเจ้าหญิงเมตเตอ-มาริต ซึ่งทรงอุปถัมภ์ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเฮยบีมาตลอด แม้ว่าเขาจะไม่มีฐานันดรศักดิ์และไม่มีบทบาทหน้าที่อย่างเป็นทางการในราชวงศ์ก็ตาม โดยเจ้าชายฮากอนระบุว่าพระองค์เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องและเป็นธรรม แต่ทั้งสองพระองค์จะไม่มีกำหนดการเสด็จร่วมฟังการพิจารณาคดี

พนักงานอัยการยืนยันว่า เฮยบีจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมตามกฎหมาย โดยไม่ได้รับสิทธิพิเศษหรือโทษที่รุนแรงกว่าปกติเพียงเพราะความสัมพันธ์ทางครอบครัว ซึ่งหากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงในหลายกระทง เขาอาจได้รับโทษจำคุกสูงสุดถึง 16 ปี

ผลกระทบจากคดีนี้ประกอบกับพฤติกรรมอื้อฉาวก่อนหน้าของเจ้าหญิงมาร์ธา ลูอิส พระเชษฐภคินีของเจ้าชายฮากอน ส่งผลให้ความนิยมในระบอบกษัตริย์ของชาวนอร์เวย์ลดลงจาก 81% ในปี 2017 เหลือเพียง 70% ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงให้ความเห็นใจกษัตริย์ฮารัลด์และราชินีซอนยา พระชนมายุ 88 พรรษา ซึ่งทรงไม่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของหลานชายนอกราชวงศ์รายนี้.

ที่มา AFP

คลังสหรัฐฯ เผยรายงานล่าสุด “ไทย” ติดกลุ่ม “ถูกจับตาใกล้ชิด” ปั่น-แทรกแซงค่าเงิน

คลังสหรัฐฯ เผยรายงานล่าสุด "ไทย" ติดกลุ่ม "ถูกจับตาใกล้ชิด" ปั่น-แทรกแซงค่าเงิน

30 ม.ค. 2569 13:10 น.

คลังสหรัฐฯ เผยรายงานล่าสุด “ไทย” ติดกลุ่ม “ถูกจับตาใกล้ชิด” ปั่น-แทรกแซงค่าเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้นำเสนอรายงานรอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญ ระบุว่ามี 10 เขตเศรษฐกิจที่สมควรได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดในด้านพฤติกรรมอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ประกอบด้วย จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ไทย, สิงคโปร์, เวียดนาม, เยอรมนี, ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดยที่น่าสนใจคือ “ไทย” ได้ถูกเพิ่มกลับเข้ามาในบัญชีรายชื่อนี้อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ปรากฏชื่อในรายงานฉบับก่อนหน้าเมื่อเดือนมิถุนายน 2025

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ภายใต้การนำของรัฐมนตรี สกอตต์ เบสเซนต์ ได้นำส่งรายงานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญต่อสภาคองเกรส โดยระบุว่าไม่มีประเทศคู่ค้าใดเข้าข่าย “ปั่นค่าเงิน” (Currency Manipulator) ในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมาจนถึงเดือนมิถุนายน 2025 อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ได้ยกระดับความเข้มงวดในการวิเคราะห์ตามนโยบาย “America First” ของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อขจัดความได้เปรียบทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การประกาศรายชื่อ 10 เขตเศรษฐกิจใน “บัญชีรายชื่อที่ต้องจับตาใกล้ชิด” (Monitoring List) ซึ่งประกอบด้วย จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ไทย, สิงคโปร์, เวียดนาม, เยอรมนี, ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดย “ไทย” เป็นประเทศเดียวที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่เมื่อเทียบกับรายงานฉบับเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งสหรัฐฯ ได้เริ่มหารือกับ 6 คู่ค้าสำคัญ รวมถึงไทยและญี่ปุ่น เพื่อย้ำความมุ่งมั่นในการหลีกเลี่ยงการแทรกแซงค่าเงินและเพิ่มความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยน

สำหรับ “จีน” แม้จะยังไม่ถูกระบุว่าเป็นผู้ปั่นค่าเงิน แต่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการขาดความโปร่งใสในนโยบายค่าเงิน พร้อมเตือนว่าความคลุมเครือนี้จะไม่ขัดขวางการขึ้นบัญชีดำจีนในอนาคต หากพบหลักฐานการแทรกแซงเพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินหยวน โดยเฉพาะท่ามกลางภาวะที่จีนได้ดุลการค้าภายนอกสูงมาก สหรัฐฯ จึงเรียกร้องให้ทางการจีนปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นตามกลไกตลาดและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

รายงานของรัฐบาลทรัมป์นี้ยังเพิ่มเกณฑ์การตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น โดยจะไม่ดูเพียงแค่การแทรกแซงเพื่อสกัดการแข็งค่าเพียงอย่างเดียว แต่จะจับตาการแทรกแซงเพื่อฝืนการอ่อนค่าด้วย รวมถึงขยายขอบเขตไปตรวจสอบการใช้นโยบายควบคุมเงินทุน มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และการทำธุรกรรมผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญหรือเครื่องมือการเงินอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า.

ที่มา U.S. Department of the Treasury

ปธน.อี แจ-มยอง โพสต์ภาษาเขมร เตือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่ายุ่งกับชาวเกาหลีใต้

ปธน.อี แจ-มยอง โพสต์ภาษาเขมร เตือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่ายุ่งกับชาวเกาหลีใต้

30 ม.ค. 2569 12:30 น.

ปธน.อี แจ-มยอง โพสต์ภาษาเขมร เตือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่ายุ่งกับชาวเกาหลีใต้

ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X  เป็นภาษาเขมร ส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวถึงขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยระบุว่าความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเขาได้แชร์ข่าวที่ระบุว่า ปัจจุบันแก๊งอาชญากรรมชาวจีนที่กบดานอยู่ในกัมพูชา เริ่มปฏิเสธการรับคนเกาหลีใต้เข้าทำงาน เนื่องจากหวาดเกรงปฏิบัติการกวาดล้างจากตำรวจเกาหลีใต้

อี แจ-มยอง โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X พร้อมแชร์รายงานข่าวที่ระบุว่า กลุ่มอาชญากรรมชาวจีนซึ่งตั้งฐานอยู่ในกัมพูชา ได้ยุติการรับสมัครชาวเกาหลีใต้เข้าร่วมขบวนการ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกตำรวจเกาหลีใต้กวาดล้างอย่างจริงจัง

ประธานาธิบดีอีเขียนว่า “คุณคิดว่าคำเตือนของผมที่ว่า ใครก็ตามที่มายุ่งกับชาวเกาหลีจะต้องสูญเสียทุกอย่าง เป็นเพียงคำพูดลอยๆ หรือ” พร้อมย้ำว่า “เมื่อสาธารณรัฐเกาหลีตัดสินใจลงมือ ก็จะดำเนินการไปจนถึงที่สุด” โดยเขายังโพสต์ข้อความเดียวกันเป็นภาษาเขมรด้วย

ก่อนหน้านี้ อี แจ-มยอง ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่มุ่งเป้าชาวเกาหลีใต้ โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงติดตามและยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย

ข้อมูลจากตำรวจระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการร่วมระหว่างเกาหลีใต้และกัมพูชาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงได้แล้วอย่างน้อย 136 คนในกัมพูชา

ขณะเดียวกัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ชาวเกาหลีใต้จำนวน 73 คน ที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชาจากข้อกล่าวหาพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถูกส่งตัวกลับประเทศเพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน นับเป็นการส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับเกาหลีใต้จากประเทศเดียวในจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา.

ที่มา Yonhap

เวียดนามเตรียมประมูล “กระเป๋าแอร์เมส-‘เรือยอชต์” เจ้าแม่อสังหาฯ “เจือง หมี ลาน” ชดใช้คดีฉ้อโกง

เวียดนามเตรียมประมูล "กระเป๋าแอร์เมส-‘เรือยอชต์" เจ้าแม่อสังหาฯ "เจือง หมี ลาน" ชดใช้คดีฉ้อโกง

30 ม.ค. 2569 12:05 น.

เวียดนามเตรียมประมูล “กระเป๋าแอร์เมส-‘เรือยอชต์” เจ้าแม่อสังหาฯ “เจือง หมี ลาน” ชดใช้คดีฉ้อโกง

ทางการเวียดนามเดินหน้าขายทรัพย์สินหรูของนางเจือง หมี ลาน เจ้าแม่อสังหาริมทรัพย์เวียดนาม ผู้ต้องโทษคดีทุจริต เพื่อชดเชยความเสียหายจากเงินจำนวนมหาศาลที่ถูกยักยอกจากระบบธนาคาร โดยทรัพย์สินที่เตรียมนำออกขายรวมถึงกระเป๋าแอร์เมส เบอร์กิน หนังจระเข้ 2 ใบ และเรือยอชต์สุดหรู

สำนักงานบังคับคดีแพ่งประจำนครโฮจิมินห์ เปิดเผยว่าขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการจัดการทรัพย์สินของ นางเจือง หมี ลาน (Truong My Lan) อดีตประธานกลุ่มวัน ถิงห์ ฟัต (Van Thinh Phat) เพื่อนำเงินมาชดเชยค่าเสียหายมูลค่ากว่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.47 แสนล้านบาท) ตามคำสั่งศาล หลังจากที่เธอถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหายักยอกทรัพย์และฉ้อโกงธนาคารไซง่อน คอมเมอร์เชียล

ทรัพย์สินล่าสุดที่กลายเป็นประเด็นคือ กระเป๋าแอร์เมส รุ่นเบอร์กิน หนังจระเข้จำนวน 2 ใบ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเฟ้นหาผู้เชี่ยวชาญมาประเมินมูลค่าเพื่อเตรียมการจำหน่าย แม้ว่าในระหว่างการพิจารณาคดี เจือง หมี ลาน จะพยายามอ้อนวอนต่อศาลเพื่อขอเก็บกระเป๋าทั้งสองใบไว้ให้ลูกหลานเป็น “ของดูต่างหน้า” โดยอ้างว่าใบหนึ่งซื้อมาจากอิตาลีและอีกใบได้รับเป็นของขวัญจากนักธุรกิจชาวมาเลเซีย แต่ศาลปฏิเสธคำขอโดยระบุว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ

นอกจากกระเป๋าแบรนด์เนมแล้ว ทรัพย์สินชิ้นใหญ่อย่าง เรือยอชต์หรู “Reverie Saigon” ก็เตรียมถูกนำกลับมาประมูลอีกครั้งในวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ หลังจากความพยายามประมูลครั้งแรกในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาไม่สำเร็จเนื่องจากไม่มีผู้สนใจ โดยครั้งนี้ได้ลดราคาเริ่มต้นลงเหลือ 4.93 หมื่นล้านดอง (ประมาณ 59.76 ล้านบาท) ผู้ที่สนใจเข้าร่วมต้องวางเงินมัดจำล่วงหน้า 20% ของราคาเริ่มต้น นอกจากนี้ยังมีเรือลำอื่นๆ อีก 2 ลำ ที่จะถูกประมูลในราคาเริ่มต้นลำละ 4.8 พันล้านดอง

ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคม อสังหาริมทรัพย์ใจกลางกรุงโฮจิมินห์ของเธอประสบความสำเร็จในการประมูลเป็นชิ้นแรก โดยปิดดีลไปได้ในราคากว่า 6 แสนล้านดอง (ประมาณ 727 ล้านบาท)

คดีของเจือง หมี ลาน ถือเป็นคดีทุจริตทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก โดยเธอถูกกล่าวหาว่าควบคุมธนาคารไซง่อน คอมเมอร์เชียล ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 5 ของประเทศอย่างลับๆ และใช้นอมินีผ่านบริษัทเชลล์จำนวนมากเพื่อกู้เงินและยักยอกเงินรวมกว่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี

อัยการระบุว่า เงินจำนวน 27,000 ล้านดอลลาร์ถูกนำไปใช้โดยมิชอบ และอย่างน้อย 12,000 ล้านดอลลาร์เข้าข่ายยักยอก ถือเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เดิมศาลตัดสินประหารชีวิตเธอในเดือนเมษายน 2024 แต่โทษถูกลดหย่อนเหลือจำคุกตลอดชีวิตเมื่อเดือนมิถุนายน 2024 หลังเวียดนามยกเลิกโทษประหารสำหรับอาชญากรรมบางประเภท โดยทรัพย์สินที่ถูกอายัดมีมากกว่า 1,200 รายการ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ หุ้นในบริษัท เสื้อผ้า และนาฬิกาหรู.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” เผย “ปูติน” ตอบรับคำขอหยุดโจมตีเมืองในยูเครน 1 สัปดาห์ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติ

"ทรัมป์" เผย "ปูติน" ตอบรับคำขอหยุดโจมตีเมืองในยูเครน 1 สัปดาห์ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติ

30 ม.ค. 2569 10:45 น.

“ทรัมป์” เผย “ปูติน” ตอบรับคำขอหยุดโจมตีเมืองในยูเครน 1 สัปดาห์ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้ตกลงที่จะไม่โจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน รวมถึงเมืองและชุมชนอื่นๆ เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ เนื่องจากสภาพอากาศหนาวจัดกว่าปกติ โดยอุณหภูมิในกรุงเคียฟอาจติดลบต่ำสุดถึง -24 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม ทางการรัสเซียยังไม่ได้ออกมายืนยันข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ตนได้ต่อสายตรงหาประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อขอความร่วมมือให้หยุดการโจมตีเมืองต่าง ๆ ในยูเครนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากยูเครนกำลังเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็นจัดอย่างรุนแรง

“ผมขอให้ประธานาธิบดีปูตินเป็นการส่วนตัว ว่าอย่าเพิ่งยิงถล่มกรุงเคียฟและเมืองต่าง ๆ เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ และเขาก็ตกลงตามนั้น” พร้อมเสริมว่าหลายคนเคยสบประมาทว่าการโทรศัพท์ไปครั้งนี้จะสูญเปล่า แต่ปูตินกลับตอบตกลง ซึ่งสร้างความยินดีให้กับฝั่งยูเครนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง

ด้านประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า แถลงการณ์ของทรัมป์ถือเป็น “เรื่องสำคัญ” ในการรับรองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในช่วงที่อากาศหนาวจัดสุดขั้ว โดยระบุว่าทีมงานของทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องนี้กันที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคาดหวังว่าข้อตกลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้แทนจากรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ ได้พบหารือร่วมกันที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถือเป็นการเจรจาไตรภาคีครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น โดยทุกฝ่ายระบุว่าการพูดคุยเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ แต่ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่ารัสเซียตกลงหยุดโจมตีตลอดช่วงอากาศหนาวจัด

ทั้งนี้ เป็นที่เชื่อกันว่า ข้อตกลงนี้อาจเป็นการ “ยื่นหมูยื่นแมว” โดยยูเครนตกลงที่จะระงับการส่งโดรนไปโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในรัสเซียเป็นการชั่วคราว เพื่อแลกกับการที่รัสเซียหยุดถล่มเมืองและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาวิกฤต เนื่องจากพยากรณ์อากาศระบุว่าอุณหภูมิในกรุงเคียฟจะลดฮวบลงตั้งแต่วันพฤหัสบดี (29 ม.ค.) โดยอาจติดลบต่ำสุดถึง -24 องศาเซลเซียส 

อย่างไรก็ตาม รัสเซียยังคงเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนอย่างหนัก ทำให้ประชาชนหลายล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้และเครื่องทำความร้อนใช้การไม่ได้ แม้เจ้าหน้าที่ไฟฟ้าจะเร่งซ่อมแซมตลอด 24 ชั่วโมง แต่การโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมักจะทำลายสิ่งที่ซ่อมแซมไปจนหมดสิ้น ส่งผลให้ชาวเมืองมีไฟฟ้าใช้เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสร้างความอบอุ่นในที่พักอาศัย

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ทางการรัสเซียยังไม่มีการแถลงยืนยันข้อตกลงหยุดโจมตีดังกล่าวอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าการหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมในครั้งนี้จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อใด.

ที่มา BBC

ระทึกสนามบินฟิลิปปินส์ หนุ่มชักมีดขู่ ถูกเจ้าหน้าที่ยิงสวนบาดเจ็บ (คลิป)

ระทึกสนามบินฟิลิปปินส์ หนุ่มชักมีดขู่ ถูกเจ้าหน้าที่ยิงสวนบาดเจ็บ (คลิป)

30 ม.ค. 2569 10:27 น.

ระทึกสนามบินฟิลิปปินส์ หนุ่มชักมีดขู่ ถูกเจ้าหน้าที่ยิงสวนบาดเจ็บ (คลิป)

เกิดเหตุสุดระทึกกลางสนามบินนานาชาติอิโลอิโล ของฟิลิปปินส์ เมื่อผู้โดยสารชายวัย 54 ปี คลุ้มคลั่งใช้มีดไล่ข่มขู่เจ้าหน้าที่ต่อหน้าผู้โดยสารจำนวนมาก ก่อนที่จะถูกยิงเพื่อระงับเหตุจนได้รับบาดเจ็บ

เหตุการณ์ระทึกดังกล่าวเกิดขึ้น ขณะที่ผู้ก่อเหตุชายวัย 54 ปี อยู่ในระหว่างขั้นตอนตรวจสัมภาระ โดยเจ้าหน้าที่พบมีดอยู่ในกระเป๋าสะพายสีดำของชายรายนี้ จึงเรียกตรวจสอบเพิ่มเติม แต่สถานการณ์กลับบานปลาย เมื่อผู้ต้องสงสัยคว้ามีดออกมาจากกระเป๋า และเริ่มอาละวาดในพื้นที่ตรวจความปลอดภัย

คลิปวิดีโอจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นชายต้องสงสัยเดินเท้าเปล่า ถือมีดเดินไล่ตำรวจที่ถอยหนี ก่อนจะหันไปวิ่งเข้าโถงผู้โดยสารขาออก ท่ามกลางเสียงกรีดร้องดังลั่น ขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆพากันแตกตื่น วิ่งหนีอย่างโกลาหล

หลังความพยายามในการเจรจา เพื่อให้ผู้ก่อเหตุยอมวางอาวุธไม่เป็นผล ตำรวจจึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงสกัด กระสุนถูกเข้าที่หน้าอก ชายรายนี้ล้มลงทันที และถูกควบคุมตัวในสภาพใส่กุญแจมือ ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยรถเข็น

ด้านสำนักงานความปลอดภัยด้านการขนส่งฟิลิปปินส์แถลงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น พร้อมย้ำว่าอาวุธและวัตถุอันตรายถือเป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากอาจถูกนำไปใช้ก่อเหตุร้าย เช่น การจี้เครื่องบิน

ขณะนี้เหตุการณ์อยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม ท่ามกลางคำถามถึงความปลอดภัยในสนามบิน และการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ.

ที่มา : viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฟิลิปปินส์

รัฐบาล เปิดรับสมัคร สาวไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย สัญญา 2 ปี

รัฐบาล เปิดรับสมัคร สาวไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย สัญญา 2 ปี

30 ม.ค. 2569 10:14 น.

รัฐบาล เปิดรับสมัคร สาวไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย สัญญา 2 ปี

รองโฆษกรัฐบาล “อัยรินทร์” เผย กรมการจัดหางาน รับสมัครสาวไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย 18 อัตรา สัญญา 2 ปี สมัครฟรีผ่านเว็บไซต์ toea.doe.go.th ตั้งแต่วันนี้ – 19 ก.พ. 69

วันที่ 30 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสการไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่แรงงานไทย รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานกับนายจ้างบริษัท VYV Wellness Retreat Sdm Bhd ประเทศมาเลเซีย ซึ่งประกอบกิจการร้านนวด เปิดรับตำแหน่งพนักงานนวดแผนไทย จำนวน 18 อัตรา ระยะเวลาจ้างงาน 2 ปี ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 19 กุมภาพันธ์ 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า สำหรับค่าจ้างนายจ้างเปิดโอกาสให้เลือกได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ แบบเงินเดือนประจำ จำนวน 3,300 ริงกิตมาเลเซียต่อเดือน ประมาณ 25,022 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) หรือ แบบค่าคอมมิชชั่นตามจำนวนชั่วโมงทำงาน ชั่วโมงที่ 1–160 คิดอัตราชั่วโมงละ 22 ริงกิต ตั้งแต่ชั่วโมงที่ 161 เป็นต้นไป คิดอัตราชั่วโมงละ 25 ริงกิต กำหนดเวลาทำงาน 7.5 ชั่วโมงต่อวัน ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ โดยนายจ้างจะจัดหาที่พักให้ฟรีและจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับ เมื่อทำงานครบสัญญาจ้าง พร้อมประกันคุ้มครองการเบิกค่ารักษาพยาบาล ประกันสุขภาพตามที่รัฐบาลประเทศมาเลเซียกำหนด

สำหรับคุณสมบัติที่นายจ้างต้องการ ได้แก่ เพศหญิง อายุ 21-44 ปี มีใบรับรองการเข้ารับการฝึกอบรมการนวดเท้าหรือนวดแผนไทย ไม่น้อยกว่า 150 ชั่วโมง มีสุขภาพแข็งแรง ผ่านการตรวจสุขภาพ มีมารยาทและทัศนคติที่ดี ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปทำงานจ่ายเพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพ ค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 6,500 บาท

“ผู้ที่สนใจสามารถสมัครงาน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.doe.go.th/overseas หรือ เฟซบุ๊ก : แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2245 1034 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ