Warner Bros อนุมัติ Paramount ซื้อกิจการ 1.11 แสนล้านดอลลาร์

Warner Bros อนุมัติ Paramount ซื้อกิจการ 1.11 แสนล้านดอลลาร์

24 เม.ย. 2569 01:02 น.

Warner Bros อนุมัติ Paramount ซื้อกิจการ 1.11 แสนล้านดอลลาร์

ผู้ถือหุ้นของ Warner Bros อนุมัติข้อเสนอของบริษัท Paramount ที่จะซื้อกิจการด้วยทรัพย์สินมูลค่า 1.11 แสนล้านดอลลาร์แล้ว หลังจากยืดเยื้อมานานหลายเดือน

เมื่อ 23 เม.ย. 2569 ผู้ถือหุ้นของ Warner Bros Discovery (วอร์เนอร์ บรอส ดิสโคเวอรี) ตัดสินใจอนุมัติให้บริษัท Paramount (พาราเมาต์) เข้าซื้อกิจการด้วยทรัพย์สินมูลค่า 1.11 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท) แล้ว สิ้นสุดมหากาพย์ซึ่งดำเนินมานานหลายเดือน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าผลลัพธ์นี้ อาจเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมสื่ออย่างมหาศาล

ข้อตกลงซื้อกิจการดังกล่าวจะส่งผลให้ Paramount ซึ่งมีบริษัท Skydance (สกายแดนซ์) เป็นเจ้าของ เข้าควบคุมลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และช่องรายการทั้งหมดของ Warner Bros ซึ่งรวมถึง Harry Potter, Game of Thrones และสถานีข่าว CNN

“เราตั้งตารอที่จะสร้างบริษัทที่ควบรวมกันอย่างยอดเยี่ยมร่วมกับ Paramount ซึ่งจะช่วยขยายทางเลือกให้กับผู้บริโภค และส่งผลดีต่อชุมชนบุคลากรผู้สร้างสรรค์ระดับโลก” ซามูเอล ดิเปียซซา ประธานของ Warner Bros กล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังคงต้องรอการอนุมัติจากกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ และหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันของยุโรปก่อน จึงจะมีผลบังคับใช้ได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจาก ความพยายามเข้าซื้อ Warner Bros อันยุ่งเหยิงนานหลายเดือน โดยก่อนหน้านี้ Netflix (เน็ตฟลิกซ์) เคยยื่นข้อเสนอขอซื้อกิจการด้วย แต่ถอนตัวออกไปในเวลาต่อมา หลัง Paramount ยื่นข้อเสนอมูลค่าสูงกว่าคู่แข่ง

Paramount ซึ่งกำลังมุ่งหวังที่จะยกระดับตัวเองเป็นยักษ์ใหญ่แห่งฮอลลีวูด ได้รับการสนับสนุนจากมหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีอย่าง แลร์รี เอลลิสัน และมี เดวิด ลูกชายของเขาเป็นประธานบริษัท

อย่างไรก็ตาม การที่ เดวิด เอลลิสัน กำลังจะเข้าควบคุม Warner Bros ทำให้เกิดความกังวลจากหลายฝ่าย เนื่องจากเขาเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้พรรครีพับลิกัน และเขามีกำหนดการเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำร่วมกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันพฤหัสบดีนี้ด้วย

มีการคาดการณ์ว่า มาร์ก รัฟฟาโล นักแสดงผู้รับบท Hulk จะเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ประท้วงบริเวณด้านหน้าอาคาร เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็น “งานกาล่าแห่งการคอรัปชัน” เนื่องจากบริษัทยังมีอุปสรรคด้านกฎหมายที่ต้องเผชิญ

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประท้วงยังแสดงความกังวลว่าการที่ตระกูลเอลลิสันเข้าเป็นเจ้าของ CNN จะส่งผลกระทบต่อทิศทางของสถานีข่าวอย่างไร หลังจากที่ผ่านมา CNN เป็นสื่อที่มีแนวคิดเอนเอียงไปทางฝ่ายซ้าย และมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับพรรคเดโมแครต ตรงข้ามกับ FOX News ที่เป็นฝั่งขวาอย่างชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินโดนีเซียยืนยัน จะไม่เก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา

อินโดนีเซียยืนยัน จะไม่เก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา

23 เม.ย. 2569 23:14 น.

อินโดนีเซียยืนยัน จะไม่เก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา

รัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซียยืนยันว่า ประเทศของเขาจะไม่เก็บค่าผ่านทางที่ช่องแคบมะละกา หลังรัฐมนตรีคลังเสนอแนวคิดดังกล่าว หลังอิหร่านเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อ 23 เม.ย. 2569 นายซูกิโอโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย ออกมายืนยันว่า ประเทศของเขาจะไม่จัดเก็บภาษีกับเรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา เนื่องจากการกระทำดังกล่าวไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ วันเดียวหลังจากที่รัฐมนตรีคลังเสนอแนวคิดดังกล่าว

ตามรายงานของสำนักข่าว อันตารา (Antara) ของอินโดนีเซีย นายซูกิโอโนให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในกรุงจาการ์ตาว่า อินโดนีเซียเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

“จุดยืนของอินโดนีเซีย ในฐานะรัฐหมู่เกาะ คือเราต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง UNCLOS” นายซูกิโอโนกล่าว “ตามประวัติศาสตร์แล้ว UNCLOS นั้นรวมไปถึงความเข้าใจและข้อตกลงที่ให้การรับรองเราในฐานะรัฐหมู่เกาะ ตราบเท่าที่เราไม่บังคับใช้การเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมในช่องแคบต่างๆ ที่อยู่ในอาณาเขตของเรา”

นายซูกิโอโนกล่าวต่อว่า “เราหวังให้มีการเดินเรือผ่านได้อย่างอิสระ ในฐานะประเทศคู่ค้า เราสนับสนุนเสรีภาพในการเดินเรือ ผมเชื่อว่าหลายประเทศมีพันธสัญญาในการสร้างเส้นทางเดินเรือที่เสรี เป็นกลาง และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน”

“ดังนั้น คำตอบคือไม่ อินโดนีเซียไม่อยู่ในจุดที่จะเก็บค่าผ่านทางได้”

ความเห็นของนายซูกิโอโนมีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ นายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โยนหินถามทางถึงความเป็นไปได้ในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากแผนการของอิหร่านที่จะเรียกเก็บเงินจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

นายปูร์บายาบอกอีกว่า ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับคำสั่งของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่ต้องการให้อินโดนีเซียวางตัวเป็น “ผู้เล่นหลัก” (Key Player) บนเวทีเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม ดร. วิเวียน บาลากฤษนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC เมื่อวันพุธว่า สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในฐานะรัฐชายฝั่งของช่องแคบมะละกา มี “กลไกความร่วมมือ” ที่จะไม่จัดเก็บค่าผ่านทาง และจะรักษาแนวทางนี้ต่อไป

“เราไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง พวกเราทุกคนต่างเป็นระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้า และพวกเราทุกคนต่างรู้ดีว่าการรักษาเส้นทางนี้ให้เปิดกว้างคือผลประโยชน์ของพวกเราเอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

UN เตือน คน 30 ล้านจะตกสู่ภาวะยากจน แม้สงครามอิหร่านจบลงพรุ่งนี้

UN เตือน คน 30 ล้านจะตกสู่ภาวะยากจน แม้สงครามอิหร่านจบลงพรุ่งนี้

23 เม.ย. 2569 22:33 น.

UN เตือน คน 30 ล้านจะตกสู่ภาวะยากจน แม้สงครามอิหร่านจบลงพรุ่งนี้

สหประชาชาติออกโรงเตือนว่า ประชาชนมากกว่า 30 ล้านคนทั่วโลกจะถูกผลักเข้าสู่ภาวะยากจน แม้ว่าสงครามในตะวันออกกลางจะจบลงทันทีในวันพรุ่งนี้ และการขาดแคลนอาหารจะถึงจุดพีคในไม่กี่เดือนข้างหน้า

เมื่อ 23 เม.ย. 2569 นายอเล็กซานเดอร์ เดอ ครู จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ประชาชนมากกว่า 30 ล้านคนทั่วโลกจะถูกผลักให้กลับเข้าสู่ภาวะยากจน แม้ว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงทันทีในวันพรุ่งนี้เลยก็ตาม

“ทั่วโลกกำลังสูญเสีย GDP ไปประมาณ 0.5% ถึง 0.8% ซึ่งสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไรสำหรับประเทศที่เปราะบางกว่าในโลก? มันหมายถึงประชาชน 32 ล้านคนกำลังถูกผลักให้กลับไปสู่ความยากจน” นายเดอ ครู กล่าว

“เงินที่ส่งกลับบ้านในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเดิมมักจะส่งตรงจากครอบครัวสู่ครอบครัว แต่ทุกวันนี้เงินส่วนนั้นกำลังหายไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าสงครามจะหยุดลงในวันพรุ่งนี้ แต่ผลกระทบเหล่านั้นได้เกิดขึ้นแล้ว และจะผลักดันให้คนมากกว่า 30 ล้านคนต้องตกอยู่ในสภาวะยากจน”

นายเดอ ครู ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม ระบุว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจาก ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและความไม่มั่นคงทางอาหารที่เพิ่มมากขึ้น เพราะนอกจากช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นเส้นทางจัดส่งน้ำมันแล้ว มันยังเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยจำนวนมหาศาลด้วย แต่ตอนนี้ช่องแคบดังกล่าวกลับถูกปิดลงเนื่องจากภาวะสงคราม

เดอ ครู เตือนด้วยว่า การขาดแคลนอาหารจะขึ้นสู่จุดสูงสุดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า “ฤดูกาลเพาะปลูกคือตอนนี้ … หากคุณเพาะปลูกตอนนี้โดยที่ไม่มีปุ๋ย ผลผลิตก็จะลดลงอย่างมากในช่วงเดือนกันยายน ตุลาคม และพฤศจิกายน… และความไม่มั่นคงทางอาหารก็จะแตะระดับสูงสุดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์สั่งกองทัพเรือ ยิงเรืออิหร่านทุกลำที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์สั่งกองทัพเรือ ยิงเรืออิหร่านทุกลำที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

23 เม.ย. 2569 21:30 น.

ทรัมป์สั่งกองทัพเรือ ยิงเรืออิหร่านทุกลำที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า ได้สั่งการให้กองทัพเรือโจมตีเรือของอิหร่านทุกลำที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำอีกครั้งว่ากองทัพเรือของอิหร่านย่อยยับหมดแล้ว

เมื่อ 23 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาได้สั่งการให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงใส่เรือของอิหร่านลำใดก็ตามที่กำลังวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันก็ตาม

“ผมได้สั่งการให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงทำลายเรือทุกลำ ไม่ว่าจะเป็นเรือเล็กแค่ไหนก็ตาม (เรือรบของพวกเขา ทั้งหมด 159 ลำ จมอยู่ก้นทะเลหมดแล้ว!) ที่กำลังวางทุ่นระเบิดในน่านน้ำของช่องแคบฮอร์มุซ ห้ามมีความลังเลโดยเด็ดขาด” ทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social

ขณะเดียวกันทรัมป์ระบุด้วยว่า สหรัฐฯ กำลังดำเนินการกวาดล้างทุ่นระเบิดออกจากช่องแคบแห่งนี้ “เรือกวาดทุ่นระเบิดของเรากำลังเคลียร์พื้นที่ในช่องแคบอยู่ ณ ขณะนี้ ผมขอสั่งการให้ภารกิจนั้นดำเนินต่อไป แต่ต้องเพิ่มระดับความเข้มข้นขึ้นเป็นสามเท่า!”

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคม ทรัมป์เคยออกมาขู่ในลักษณะเดียวกันว่า กองทัพสหรัฐฯ จะโจมตีเรือทุกลำที่วางทุ่นระเบิด ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งในขณะที่ทรัมป์กำลังหาวิธีให้เรือสามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

ทรัมป์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ ย้ำหลายครั้งว่ากองทัพเรือของอิหร่าน ซึ่งคาดว่ามีเรือประมาณ 150 ลำ ถูกทำลายไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว CNN เคยรายงานก่อนหน้านี้ว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยังคงมีทรัพย์สินทางทหารเหลืออยู่ เช่น เรือขนาดเล็ก และอื่นๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กบน. ลดราคาน้ำมันดีเซล 1.50 บาท เป็น 40.20 บาทต่อลิตร มีผลพรุ่งนี้ 24 เมษายน

กบน. ลดราคาน้ำมันดีเซล 1.50 บาท เป็น 40.20 บาทต่อลิตร มีผลพรุ่งนี้ 24 เมษายน

23 เม.ย. 2569 20:48 น.

กบน. ลดราคาน้ำมันดีเซล 1.50 บาท เป็น 40.20 บาทต่อลิตร มีผลพรุ่งนี้ 24 เมษายน

มีผลพรุ่งนี้ 24 เมษายน 2569 กบน. ปรับลดการชดเชย “น้ำมันดีเซล” เพื่อช่วยเหลือประชาชน ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1.50 บาทต่อลิตร เป็น 40.20 บาทต่อลิตร

วันที่ 23 เมษายน 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมติเห็นชอบปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) วันที่ 23 เมษายน 2569 ที่มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B7 และ B20 ลง 5 บาทต่อลิตร แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง 

โดยราคาน้ำมันในตลาดโลกวันที่ 23 เมษายน 2569 น้ำมันดีเซลปิดอยู่ที่ประมาณ 171 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซินปิดที่ประมาณ 131 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากวันที่ 20 เมษายน 2569 ปิดอยู่ที่ประมาณ 155 และ 124 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตามลำดับ โดยอัตราเงินกองทุนน้ำมันใหม่นี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 ดังนี้

ในกลุ่มน้ำมันดีเซล ลดการชดเชยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา 0.09 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 2.23 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1.50 บาทต่อลิตร เป็น 40.20 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ลดการชดเชย 0.29 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 8.68 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1.50 บาทต่อลิตร เป็น 33.20 บาทต่อลิตร 

ส่วนกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ไม่มีการปรับราคาขายปลีก โดยกองทุนน้ำมันลดการจัดเก็บและเพิ่มการชดเชยดังนี้ 

น้ำมันเบนซินลดการจัดเก็บ 0.63 บาทต่อลิตร เป็น 9.79 บาทต่อลิตร 

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ลดการจัดเก็บ 0.58 บาทต่อลิตร เป็น 2.55 บาทต่อลิตร

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดการจัดเก็บ 0.58 บาทต่อลิตร เป็น 2.55 บาทต่อลิตร 

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 เพิ่มการชดเชย 0.51 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 2.56 บาทต่อลิตร 

และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ลดการจัดเก็บ 0.15 บาทต่อลิตร เป็น 1.79 บาทต่อลิตร 

สำหรับประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ ได้ลดภาระรายจ่ายชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากเดิมที่ต้องจ่ายกว่าวันละ 1,200 ล้านบาท ลดลงเหลือวันละ 107.41 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้กองทุนน้ำมันฯ มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นและสามารถทำหน้าที่ในการช่วยรองรับวิกฤตราคาพลังงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อิหร่านเผยรับรายได้ก้อนแรก จาก “ค่าธรรมเนียม” เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านเผยรับรายได้ก้อนแรก จาก "ค่าธรรมเนียม" เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

23 เม.ย. 2569 16:48 น.

อิหร่านเผยรับรายได้ก้อนแรก จาก “ค่าธรรมเนียม” เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐสภาอิหร่านเปิดเผยว่า อิหร่านได้รับรายได้ก้อนแรกจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ท่ามกลางความขัดแย้งกับสหรัฐและอิสราเอล

สำนักข่าวทาสนิม สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานอ้างคำแถลงของ นายฮามิดเรซา ฮาจีบาบาอี รองประธานสภาผู้แทนราษฎรอิหร่านคนที่ 2 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า รัฐบาลอิหร่านได้รับรายได้งวดแรกจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมสัญจรทางเรือ ในบริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายฮาจีบาบาอี ยืนยันว่า “รายได้ก้อนแรกที่ได้รับจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในช่องแคบฮอร์มุซ ได้ถูกโอนเข้าบัญชีของธนาคารกลางอิหร่านแล้ว” อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดของจำนวนเงิน หรือระบุว่ารายได้ดังกล่าวมาจากเรือสัญชาติใด

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยในช่วงสถานการณ์ปกติจะมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไหลผ่านเส้นทางนี้ถึง 1 ใน 5 ของปริมาณการค้าโลก แต่หลังจากเกิดสงครามในตะวันออกกลางตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิหร่านได้จำกัดปริมาณการสัญจรของเรือสินค้าอย่างเข้มงวด และส่งสัญญาณเตือนว่าสถานการณ์การเดินเรือในช่องแคบแห่งนี้ “จะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนช่วงก่อนสงคราม”

ก่อนหน้านี้ รัฐสภาอิหร่านได้หารือกันอย่างหนักเรื่องการออกกฎหมายจัดเก็บค่าผ่านทางดังกล่าว จนกระทั่งคณะกรรมาธิการความมั่นคงได้อนุมัติแผนเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พยายามกดดันให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรือเสรีอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และผู้วางแผนทางทหารจากกว่า 30 ประเทศ ได้เปิดฉากหารือเพื่อจัดตั้งภารกิจพหุภาคีในการคุ้มครองการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าจะเริ่มปฏิบัติการทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวยเพื่อรักษาสิทธิในการสัญจรตามกฎหมายระหว่างประเทศ.

ที่มา AFP / Al Jazeera

รถไฟชนประสานงาในเดนมาร์ก เจ็บอย่างน้อย 17 ราย

รถไฟชนประสานงาในเดนมาร์ก เจ็บอย่างน้อย 17 ราย

23 เม.ย. 2569 15:32 น.

รถไฟชนประสานงาในเดนมาร์ก เจ็บอย่างน้อย 17 ราย

เกิดเหตุรถไฟท้องถิ่น 2 ขบวนพุ่งชนประสานงากันบริเวณทางข้ามทางรถไฟทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 17 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัสถึง 4 ราย เจ้าหน้าที่รุดตรวจสอบเบื้องต้นคาดสาเหตุจากระบบความปลอดภัยยังไม่เป็นระบบอัตโนมัติ

เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินและตำรวจเดนมาร์กรายงานเหตุการณ์รถไฟท้องถิ่น 2 ขบวนพุ่งชนประสานงากันอย่างรุนแรงบนเส้นทางที่เชื่อมระหว่างเมืองฮิลเลอเริด และเมืองคาเกรุป ในเขตเกาะเชลลันด์เหนือ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น (23 เม.ย.)

ภาพจากสถานีโทรทัศน์ DR ของเดนมาร์ก เผยให้เห็นรถไฟสีเหลือง-เทา 2 ขบวนจอดนิ่งเผชิญหน้ากันในสภาพด้านหน้าพังยับเยินภายในพื้นที่ป่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยระบุว่าได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 06:30 น. โดยเจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังทั้งรถพยาบาลและเฮลิคอปเตอร์กู้ชีพเพื่อเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเป็นการด่วน

ล่าสุดหน่วยกู้ภัยยืนยันว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งหมด 17 ราย โดยมี 4 รายที่อาการอยู่ในขั้นวิกฤตและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแห่งชาติในกรุงโคเปนเฮเกนด้วยเฮลิคอปเตอร์ ส่วนที่เหลืออีก 13 รายถูกกระจายส่งไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียง ทันทีที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีผู้โดยสารติดอยู่ภายในขบวนรถแล้ว

ด้านนางไตรเน เอเก็ตเวด นายกเทศมนตรีเขตกรีบสคอฟ แสดงความตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักที่นักเรียนและคนทำงานใช้สัญจรเป็นประจำ

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านรถไฟตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุอาจเกิดจากการที่พนักงานขับรถไฟขบวนหนึ่งอาจเคลื่อนรถล้ำสัญญาณไฟหยุดจนเข้าไปอยู่ในเส้นทางเดียวกันกับรถไฟอีกขบวน ประกอบกับเส้นทางสายกรีบสคอฟนี้ยังไม่ได้รับการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัตโนมัติที่ทันสมัย

แม้ว่าเดนมาร์กจะเป็นประเทศที่มีสถิติความปลอดภัยด้านการเดินรถไฟอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุบัติเหตุทางรางครั้งล่าสุดที่สร้างความหวั่นกังวล หลังจากที่ในปี 2019 เคยเกิดเหตุรถไฟชนครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย และเมื่อปีที่ผ่านมาเพิ่งเกิดเหตุรถไฟด่วนชนกับรถบรรทุกในฟาร์มซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย

ล่าสุด ทางการเดนมาร์กได้สั่งระงับการเดินรถในเส้นทางดังกล่าวชั่วคราวและเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก.

ที่มา BBC / FRANCE 24

เลบานอนประณามอิสราเอล “ก่ออาชญากรรมสงคราม” จงใจโจมตีนักข่าวเสียชีวิต

เลบานอนประณามอิสราเอล "ก่ออาชญากรรมสงคราม" จงใจโจมตีนักข่าวเสียชีวิต

23 เม.ย. 2569 14:38 น.

เลบานอนประณามอิสราเอล “ก่ออาชญากรรมสงคราม” จงใจโจมตีนักข่าวเสียชีวิต

นายกรัฐมนตรีเลบานอนประณามอิสราเอล หลังการโจมตีทางอากาศในภาคใต้ปลิดชีพนักข่าวหญิง “อามาล คาลิล” และทำให้นักข่าวอีกรายเจ็บสาหัส เผยมีการจงใจยิงถล่มบ้านที่เหยื่อใช้หลบภัยและขัดขวางรถพยาบาล ด้านกองทัพอิสราเอลปฏิเสธ อ้างเล็งเป้าหมายกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

นายนาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอน ออกแถลงการณ์กล่าวหาอิสราเอลว่ากระทำการอันเป็น “อาชญากรรมสงคราม” จากเหตุโจมตีทางอากาศในหมู่บ้านไทรี ทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 เม.ย.) ซึ่งส่งผลให้มีผู้สื่อข่าวเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังคงรุนแรงแม้จะมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราว

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ “อามาล คาลิล” (Amal Khalil) นักข่าววัย 43 ปี จากหนังสือพิมพ์ Al-Akhbar เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และ ไซนับ ฟาราจ (Zeinab Faraj) ช่างภาพอิสระได้รับบาดเจ็บสาหัส รายงานระบุว่าทั้งคู่ถูกโจมตีขณะพยายามเข้าไปหลบภัยในบ้านหลังหนึ่ง หลังจากรถยนต์คันหน้าถูกขีปนาวุธถล่มจนมีชายเสียชีวิต 2 ราย

กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนอ้างว่า กองทัพอิสราเอลได้ “ไล่ล่า” นักข่าวทั้งสองคนโดยการยิงถล่มบ้านที่ทั้งสองใช้กำบัง และเมื่อรถพยาบาลของสภากาชาดเลบานอนพยายามเข้าช่วยเหลือ กลับถูกกองทัพอิสราเอลใช้ระเบิดแสงและปืนยิงขัดขวางไม่ให้เข้าถึงตัวผู้บาดเจ็บ

ด้านกองทัพอิสราเอล (IDF) ปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยระบุว่า “ไม่ได้ตั้งเป้าโจมตีนักข่าว” แต่เป็นการโจมตีรถยนต์ 2 คันที่ขับออกมาจากอาคารที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ใช้งาน และอ้างว่ารถคันดังกล่าวพยายามเข้าประชิดกองกำลังอิสราเอลในลักษณะที่เป็นภัยคุกคามและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง อย่างไรก็ตาม IDF ยังไม่มีการชี้แจงถึงการเสียชีวิตของนางคาลิลในรายงานล่าสุด

องค์การนักข่าวไร้พรมแดน (RSF) และคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) แสดงความไม่พอใจต่อเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่านี่คือการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง เนื่องจากมีการโจมตีซ้ำในจุดเดิมและขัดขวางการช่วยเหลือทางการแพทย์

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บุคลากรทางการแพทย์อย่างน้อย 100 คนเสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในช่วงสงคราม และมีการบันทึกการโจมตีรถพยาบาลและสถานพยาบาลโดยอิสราเอลมากกว่า 120 ครั้ง การโจมตีของอิสราเอลยังทำให้มีนักข่าวเสียชีวิต 7 คนในเลบานอน

ทางการเลบานอนยังระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2,475 คนจากการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนนับตั้งแต่สงครามครั้งล่าสุดเริ่มต้นขึ้น และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 7,500 คน โดยตัวเลขดังกล่าวไม่ได้แยกแยะระหว่างพลเรือนและทหาร ซึ่งรวมถึงผู้หญิงอย่างน้อย 274 คน และเด็ก 177 คน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การประชุมที่จัดขึ้นโดยนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้นำทูตเลบานอนและอิสราเอลมาพบกันเป็นครั้งแรกในรอบสามทศวรรษ หลังจากการเจรจา รัฐบาลของทั้งสองประเทศตกลงที่จะหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน ซึ่งเริ่มต้นในวันที่ 17 เม.ย. เพื่อ “เปิดโอกาสให้มีการเจรจาอย่างสุจริตใจเพื่อบรรลุข้อตกลงด้านความมั่นคงและสันติภาพถาวร” กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าว โดยก่อนการเจรจาติดตามผลในกรุงวอชิงตันในวันที่ 23 เม.ย. ประธานาธิบดีเลบานอนยืนยันว่ากำลังดำเนินการเพื่อขยายเวลาหยุดยิง.

ที่มา BBC

“หวัง อี้” เรียกร้องกัมพูชากวาดล้าง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ให้สิ้นซาก

"หวัง อี้" เรียกร้องกัมพูชากวาดล้าง "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ให้สิ้นซาก

23 เม.ย. 2569 14:09 น.

“หวัง อี้” เรียกร้องกัมพูชากวาดล้าง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ให้สิ้นซาก

นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน หารือร่วม “ฮุน มาเนต” ย้ำจุดยืนต้องถอนรากถอนโคนศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์และการพนันข้ามชาติ พร้อมเดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงไซเบอร์ 

กระทรวงการต่างประเทศของจีนเปิดเผยว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้เข้าพบหารือกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชา เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยประเด็นหลักคือการเรียกร้องให้กัมพูชาเร่งปราบปรามและกวาดล้าง “ศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์” ในประเทศให้หมดสิ้นไป

นายหวัง อี้ ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า “การพนันข้ามชาติและการฉ้อโกงออนไลน์เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงต้องมีการปราบปรามอย่างเด็ดขาดและขุดรากถอนโคนให้สิ้นซาก” ซึ่งถ้อยแถลงนี้มีขึ้นท่ามกลางรายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่า กัมพูชาเป็นฐานที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมากที่มีผู้เกี่ยวข้องนับหมื่นคน ทั้งที่เต็มใจและถูกหลอกลวงมาทำธุรกิจผิดกฎหมายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

ด้านนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ยืนยันว่าอุตสาหกรรมมืดเหล่านี้กำลังทำลายระบบเศรษฐกิจและสร้างความเสื่อมเสียให้กับชื่อเสียงของประเทศ พร้อมให้คำมั่นว่าจะ “ล้างบาง” ธุรกิจเหล่านี้ให้สำเร็จ นอกจากนี้ในการหารือร่วมกับนายหวัง อี้ และนายต่ง จวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะกระชับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันประเทศ และความมั่นคงทางไซเบอร์ให้เข้มงวดขึ้น

นอกเหนือจากประเด็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นายหวัง อี้ ยังได้หารือกับนายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา โดยระบุว่าจีนแสดงการสนับสนุนให้กัมพูชาและไทยฟื้นฟูความสัมพันธ์ ผ่านการเจรจาและกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ พร้อมเสนอเป็นตัวกลางสนับสนุนการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ระหว่างทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ จีนยืนยันจะสนับสนุนการพัฒนาของกัมพูชา ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และโครงการลดความยากจน พร้อมผลักดันความร่วมมือภายใต้กรอบความริเริ่มระดับโลกของจีน

ด้านรัฐมนตรีกลาโหมจีนระบุว่า พร้อมเสริมสร้างความไว้วางใจด้านความมั่นคงทางทหารกับกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาย้ำว่าจีนเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้มากที่สุด และยืนยันยึดมั่นนโยบาย “จีนเดียว” อย่างต่อเนื่อง

การเยือนครั้งนี้ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ “เหล็กกล้า” ระหว่างจีนและกัมพูชา ทั้งในมิติด้านการทูต การค้า และการทหาร โดยนายปรัก สุคน ได้กล่าวยกย่องจีนว่าเป็น “เพื่อนที่น่าเชื่อถือที่สุด” และขอบคุณสำหรับการสนับสนุนอย่างรอบด้านของรัฐบาลจีนที่มีต่อกัมพูชามาโดยตลอด.

ที่มา AFP / Xinhua

อินโดนีเซียเสนอเก็บค่าผ่าน “ช่องแคบมะละกา” สิงคโปร์ต้องคงเสรีภาพการเดินเรือ

อินโดนีเซียเสนอเก็บค่าผ่าน "ช่องแคบมะละกา" สิงคโปร์ต้องคงเสรีภาพการเดินเรือ

23 เม.ย. 2569 12:48 น.

อินโดนีเซียเสนอเก็บค่าผ่าน “ช่องแคบมะละกา” สิงคโปร์ต้องคงเสรีภาพการเดินเรือ

รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียเสนอแนวคิดเก็บค่าธรรมเนียมเรือสินค้าที่แล่นผ่าน “ช่องแคบมะละกา” หวังยกระดับประเทศจาก “รัฐริมขอบ” สู่ “ผู้เล่นหลัก” บนเวทีเศรษฐกิจโลก หลังเห็นตัวอย่างจากแผนของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สิงคโปร์ชี้การสัญจรต้องเป็นสิทธิเสรีภาพไม่ใช่เอกสิทธิ์ที่ต้องจ่ายเงินซื้

นายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ได้เสนอแนวคิดในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมกับเรือที่สัญจรผ่าน “ช่องแคบมะละกา” ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือและขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก เพื่อใช้ประโยชน์จากตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของประเทศให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด

แนวคิดดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นระหว่างการประชุมสัมมนาในกรุงจาการ์ตา ซึ่งนายปูร์บายาระบุว่า ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ที่ต้องการให้อินโดนีเซียหยุดมองตัวเองเป็นเพียงประเทศริมขอบ แต่ต้องเป็น “ผู้เล่นหลัก” ในเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่า “อินโดนีเซียตั้งอยู่บนเส้นทางยุทธศาสตร์ แต่เรือกลับผ่านไปมาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งผมไม่แน่ใจว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่”

รมว.คลังอินโดนีเซียยอมรับว่า แนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแผนการของอิหร่าน ที่เตรียมจัดเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานานกว่า 8 สัปดาห์ โดยเขามองว่าหากสามประเทศชายฝั่งอย่าง อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ร่วมมือกันจัดเก็บค่าธรรมเนียม จะสร้างรายได้มหาศาล 

เขากล่าวว่า แม้ว่าอินโดนีเซียจะควบคุมน่านน้ำส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถกำหนดนโยบายได้ฝ่ายเดียว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ข้ามพรมแดน “สิงคโปร์มีขนาดเล็ก มาเลเซียก็คล้ายกัน บางทีเราอาจจะแบ่งมันออกเป็นสองส่วนได้ ถ้ามันง่ายอย่างนั้นก็คงดี แต่มันไม่ใช่ ดังนั้นด้วยทรัพยากรทั้งหมดที่เรามี เราต้องไม่คิดแบบตั้งรับ เราต้องเริ่มคิดแบบรุกมากขึ้น แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ”

ด้านนายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ ยังคงแสดงการคัดค้านว่า เส้นทางเดินเรือในช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์ “ต้องเปิดกว้างสำหรับทุกคน” พร้อมย้ำว่าสิงคโปร์จะไม่สนับสนุนความพยายามใดๆ ในการจำกัดการเดินเรือหรือการเรียกเก็บค่าผ่านทางในลักษณะ “ค่าต๋ง” เขากล่าวว่า “สิทธิในการสัญจรผ่านแดนเป็นสิ่งที่รับประกันสำหรับทุกคน เราจะไม่เข้าร่วมในความพยายามใดๆ ที่จะปิดกั้น ขัดขวาง หรือเรียกเก็บค่าผ่านทางในพื้นที่ของเรา”

สิงคโปร์เน้นย้ำว่า “สิทธิในการผ่านทาง” (Right of transit passage) ได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานสากล ไม่ใช่สิ่งที่รัฐชายฝั่งจะมอบให้เป็นเอกสิทธิ์ และไม่ใช่ใบอนุญาตที่ต้องร้องขอหรือต้องจ่ายเงินแลกมา

แม้รัฐบาลอินโดนีเซียจะมองว่านี่เป็นเพียง “แนวคิดเริ่มต้น” แต่ยอมรับว่าการดำเนินการจริงทำได้ยาก เนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งต่างก็มีส่วนแบ่งในพื้นที่ทางน้ำดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังอยู่ในขั้นแนวคิดเบื้องต้น โดยรัฐบาลอินโดนีเซียจะต้องพิจารณาผลกระทบต่อการค้าโลก และหารือกับประเทศที่เกี่ยวข้องก่อนมีการดำเนินนโยบายในอนาคต.

ที่มา CNA