ออสเตรเลียเผชิญวิกฤตหนูระบาดหนัก

ออสเตรเลียเผชิญวิกฤตหนูระบาดหนัก

1 มิ.ย. 2569 13:18 น.

ออสเตรเลียเผชิญวิกฤตหนูระบาดหนัก

วิกฤตการณ์ “กองทัพหนูระบาด” กำลังสร้างความหวาดผวาและสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่อุตสาหกรรมการเกษตรในหลายพื้นที่ของประเทศออสเตรเลีย โดยฝูงหนูหลายสายพันธุ์ออกอาละวาดกัดกินพื้นที่เพาะปลูกธัญพืชอย่างรุนแรง ทั้งยังบุกรุกเข้าไปในที่อยู่อาศัย ซ้ำเติมเกษตรกรที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากปัญหาราคาน้ำมันและปุ๋ยพุ่งสูงอย่างรุนแรง

เกษตรกรในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียและรัฐเซาท์ออสเตรเลียกำลังต่อสู้กับวิกฤตหนูระบาดครั้งรุนแรง หลังพบหนูจำนวนมหาศาลเข้าทำลายพื้นที่เพาะปลูกธัญพืชและบุกรุกบ้านเรือน จนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเกษตรกรอย่างหนัก

นายเจฟฟ์ คอสโกรฟ เกษตรกรวัย 43 ปี เจ้าของฟาร์มขนาด 14,000 เฮกตาร์ในเมืองมิงเจนิว รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เปิดเผยว่า เขาทำเกษตรมาแล้ว 25 ปี และต้องใช้เหยื่อกำจัดหนูเพียงไม่กี่ครั้ง แต่การระบาดในปีนี้รุนแรงกว่าการระบาดใหญ่เมื่อปี 2021 อย่างชัดเจน “หนูวิ่งอยู่ทุกที่ ทั้งบนเพดาน ในเครื่องปรับอากาศ และตามมุมบ้าน คุณได้ยินเสียงมันตลอดเวลา และยังได้กลิ่นเหมือนซากสัตว์ที่กำลังเน่าเปื่อย”

เกษตรกรจำนวนมากต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายแสนดอลลาร์ออสเตรเลีย ทั้งจากการซื้อเหยื่อกำจัดหนูและการปลูกพืชใหม่ทดแทนต้นกล้าที่ถูกหนูกัดกินจนเสียหาย

นักวิชาการด้านเกษตรระบุว่า สาเหตุสำคัญของการระบาดครั้งนี้มาจากผลผลิตทางการเกษตรที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา ทำให้มีเมล็ดพืชตกค้างในพื้นที่จำนวนมาก กลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีสำหรับหนู ประกอบกับฝนที่ตกในช่วงฤดูร้อน ส่งผลให้พืชอ่อนและวัชพืชเจริญเติบโต กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์

นางเบลินดา อีสธัฟฟ์ นักวิชาการเกษตรและเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสาลี คาโนลา และลูปิน ในเมืองโนลบา ใกล้เมืองเจอรัลด์ตัน กล่าวว่า ในบางพื้นที่พบหนูมากถึง 8,000-10,000 ตัวต่อเฮกตาร์ หรือเทียบเท่าพื้นที่สนามรักบี้หนึ่งสนาม “ปกติเมื่ออาหารหมด จำนวนหนูจะลดลงเอง แต่ปีนี้อาหารยังมีเหลือเฟือ ทำให้จำนวนหนูไม่ลดลงเลย ฉันรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในฝันร้าย”

ช่วงฤดูใบไม้ร่วงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของเกษตรกรผู้ปลูกธัญพืช เนื่องจากเป็นฤดูเพาะปลูก แต่หลายพื้นที่พบว่าหนูออกมากัดกินเมล็ดพันธุ์ทันทีหลังการหว่านเมล็ด ทำให้แถวเพาะปลูกจำนวนมากหายไปในเวลาเพียงข้ามคืน

ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังต้องรับมือกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

ด้านนายสตีฟ เฮนรี นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านหนูจากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งชาติออสเตรเลีย หรือ CSIRO กล่าวว่า โดยทั่วไปการระบาดของหนูจะถูกนิยามเมื่อมีประชากรประมาณ 800 ตัวต่อเฮกตาร์ แต่ในหลายพื้นที่ของเวสเทิร์นออสเตรเลีย ตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงถึงหลายพันตัวต่อเฮกตาร์ จากการสำรวจภาคสนามล่าสุด เขาพบโพรงหนูที่ยังใช้งานอยู่มากถึง 30-40 โพรงในพื้นที่กว้างเพียง 1 เมตรและยาว 100 เมตร ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณแล้ว อาจมีโพรงหนูมากกว่า 3,000-4,000 โพรงต่อเฮกตาร์

นักวิจัยอธิบายว่า หนูสามารถเริ่มผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุเพียง 6 สัปดาห์ และออกลูกครั้งละ 6-10 ตัวทุก ๆ 19-21 วัน อีกทั้งแม่หนูยังสามารถตั้งท้องใหม่ได้ภายในไม่กี่วันหลังคลอด ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว เกษตรกรจำนวนมากยังเผชิญความเครียดสะสมจากการต้องรับมือกับหนูตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากหนูไม่ได้อยู่เฉพาะในไร่นา แต่ยังเข้ามาในบ้าน ห้องเก็บของ และแม้แต่ห้องนอน

ล่าสุด หน่วยงานกำกับดูแลของออสเตรเลียได้อนุมัติการใช้เหยื่อกำจัดหนูสูตรเข้มข้นที่เกษตรกรเรียกร้องมานาน ซึ่งเริ่มกระจายสู่พื้นที่ต่าง ๆ แล้ว

นายเดเมียน ไรอัน อดีตเกษตรกรวัย 67 ปี จากเมืองโมราวา ทางเหนือของนครเพิร์ท เปิดเผยว่า เขาจับหนูได้วันละ 20-30 ตัวในบ้าน และอีกประมาณ 150 ตัวในโรงเก็บของ “ตลอด 50 ปีที่ทำเกษตรมา ผมไม่เคยเห็นการระบาดรุนแรงขนาดนี้มาก่อน เวลาขับรถตอนกลางคืนจะเห็นหนูวิ่งเต็มไปหมดทุกแห่ง”

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรหลายรายเริ่มมีความหวัง หลังสภาพอากาศเริ่มเย็นลง มีฝนตกมากขึ้น และมีการใช้เหยื่อกำจัดหนูที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ส่งผลให้จำนวนหนูลดลงในบางพื้นที่

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เมื่อฤดูหนาวมาถึงอย่างเต็มรูปแบบ อุณหภูมิที่ลดต่ำลงและสภาพอากาศชื้นจะช่วยชะลอการแพร่พันธุ์ของหนู และอาจช่วยบรรเทาวิกฤตที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ภาคเกษตรกรรมของออสเตรเลียในขณะนี้ได้ในที่สุด.

ที่มา BBC

ระเบิดสนั่นโรงงานผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ ดับ 5 ศพ เจ็บ 2 ราย

ระเบิดสนั่นโรงงานผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ ดับ 5 ศพ เจ็บ 2 ราย

1 มิ.ย. 2569 12:14 น.

ระเบิดสนั่นโรงงานผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ ดับ 5 ศพ เจ็บ 2 ราย

เกิดเหตุระเบิดสนั่นภายในโรงงานของฮันฮวา แอโรสเปซ ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ขณะเจ้าหน้าที่ยังเร่งควบคุมเพลิงและสอบสวนสาเหตุ

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงภายในโรงงานของ ฮันฮวา แอโรสเปซ บริษัทผู้ผลิตอาวุธและเทคโนโลยีอวกาศรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายนตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงงานของบริษัทในเมืองแทจอน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลไปทางใต้ราว 150 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการดับเพลิงเมืองแทจอนเปิดเผยว่า ขณะนี้ยืนยันผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ประสบเหตุ

ด้านสำนักข่าวยอนฮัป รายงานโดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ว่า แรงระเบิดเกิดขึ้นภายในตัวโรงงาน ขณะที่สาเหตุของเหตุการณ์ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

ฮันฮวา แอโรสเปซ ถือเป็นหนึ่งในบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สำคัญของเกาหลีใต้ โดยดำเนินธุรกิจด้านการผลิตอาวุธ ระบบปืนใหญ่ เทคโนโลยีการบินและอวกาศ รวมถึงชิ้นส่วนที่ใช้ในอุตสาหกรรมความมั่นคง

สำหรับโรงงานในเมืองแทจอน เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาหลักของบริษัท ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีอาวุธขั้นสูงและระบบด้านอวกาศ

ตัวแทนของบริษัทฮันฮวา แอโรสเปซ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการระเบิด รวมถึงประเมินขอบเขตความเสียหายทั้งหมดได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงที่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์

ขณะที่ อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมทรัพยากรทุกด้านเพื่อเร่งควบคุมสถานการณ์และดับไฟโดยเร็วที่สุด.

ที่มา : channelnewsasia

ระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดในอินโดนีเซีย ดับอย่างน้อย 5 ราย สูญหายอีก 3 คน

ระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดในอินโดนีเซีย ดับอย่างน้อย 5 ราย สูญหายอีก 3 คน

1 มิ.ย. 2569 12:13 น.

ระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดในอินโดนีเซีย ดับอย่างน้อย 5 ราย สูญหายอีก 3 คน

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงในจังหวัดปาปัวของอินโดนีเซีย คาดมีสาเหตุมาจากระเบิดหรือกระสุนปืนครกสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยังไม่ระเบิด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน บาดเจ็บเกือบ 20 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้สูญหายสูญหายอีก 3 คน พร้อมตรวจสอบวัตถุระเบิดตกค้างที่ยังพบในพื้นที่

เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นที่ใต้ถุนของบ้านยกพื้นสูงหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งในหมู่บ้านประมงในเขตเบียก นุมฟอร์ จังหวัดปาปัว ทางตะวันออกของประเทศอินโดนีเซีย แรงระเบิดส่งผลให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวและมีลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ตามมาด้วยกลุ่มควันหนาทึบ แรงระเบิดทำให้บ้านเรือนประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงพังทลายลงทันที 6-9 หลังคาเรือน

พันตำรวจเอก จาห์โย สุการ์นิโต โฆษกสำนักงานตำรวจปาปัว เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า “แหล่งที่มาของระเบิดครั้งนี้ มีข้อสันนิษฐานอย่างรุนแรงว่ามาจากระเบิดหรือลูกปืนครก ที่หลงเหลืออยู่จากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2”

รายงานล่าสุดระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ และมีผู้ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกอย่างน้อย 5 ราย ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากเศษซากอาคารอีกอย่างน้อย 19 ราย นอกจากนี้ ทางการยังระบุว่ามีผู้สูญหายอีก 3 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่าขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ เนื่องจากในที่เกิดเหตุพบชิ้นส่วนมนุษย์หลายชิ้นที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งอพยพผู้ประสบภัย พร้อมทั้งประกาศปิดกั้นพื้นที่โดยรอบเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบ “ลูกปืนครกสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2” อีกหนึ่งลูกในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญว่ายังคงมีอานุภาพพร้อมระเบิดอยู่

แม้ว่าพนักงานสอบสวนจะยังคงทำงานเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด แต่จากการสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุเบื้องต้นทำให้ตำรวจตั้งข้อสันนิษฐานว่า เหตุระเบิดอาจเกิดขึ้นในขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่กำลังพยายามแกะวัตถุระเบิดดังกล่าว

ชาวบ้านรายหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “มีรายงานว่าระเบิดลูกนี้ทำงานขึ้นเพราะมีคนตั้งใจแกะมันออก เพื่อจะเอาดินปืนที่อยู่ข้างใน แต่ในระหว่างที่กำลังถอดแยกชิ้นส่วน มันกลับระเบิดสวนออกมา” อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจระบุว่าข้ออ้างนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ และจำเป็นต้องรอผลตรวจพิสูจน์หลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง

ทางสำนักงานตำรวจปาปัวจึงได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนในเขตเบียก นุมฟอร์ อยู่ในความสงบ และขอความร่วมมือไม่ส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ ในขณะที่ปฏิบัติการค้นหา กู้ภัย และการสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป

เหตุการณ์สลดในครั้งนี้เป็นสิ่งย้ำเตือนถึงอันตรายจาก “วัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด”จากภัยสงครามในอดีต โดยเกาะเบียกเคยเป็นสมรภูมิรบที่ดุเดือดอย่างยิ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองดินแดนที่ในขณะนั้นเรียกว่า “ดัตช์อีสต์อินดีส” หรือ หมู่เกาะอินดีสตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ ก่อนที่กองกำลังสัมพันธมิตรจะเปิดฉากโจมตีเพื่อยึดพื้นที่คืน ทำให้ยังคงมีเศษซากยุทโธปกรณ์และลูกระเบิดเก่าถูกค้นพบอยู่เรื่อยๆ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายทศวรรษก็ตาม

ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันในจังหวัดชวาตะวันตก โดยมีพลเรือน 9 รายรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิต 13 คน จากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นระหว่างกองทัพอินโดนีเซียพยายามทำลายกระสุนที่เสื่อมสภาพในหลุมทำลายวัตถุระเบิด.

ที่มา JAKARTA GLOBE / Kompas

มาเลเซียเริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีโซเชียลมีเดีย

มาเลเซียเริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีโซเชียลมีเดีย

1 มิ.ย. 2569 11:47 น.

มาเลเซียเริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีโซเชียลมีเดีย

มาเลเซียเดินหน้ามาตรการคุ้มครองเยาวชนในโลกออนไลน์ เริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเปิดบัญชีโซเชียลมีเดียแล้ววันนี้ (1 มิ.ย.)  พร้อมกำหนดให้แพลตฟอร์มต่างๆ ต้องติดตั้งระบบตรวจสอบอายุผู้ใช้งาน หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับสูงสุด 10 ล้านริงกิต หรือราว 82 ล้านบาท

มาเลเซียได้เริ่มบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ ในการสั่งห้ามเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี สร้างหรือเป็นเจ้าของบัญชีผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพื่อยกระดับการคุ้มครองความปลอดภัยทางดิจิทัลให้แก่เยาวชน

กฎข้อบังคับใหม่นี้ระบุให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ต้องนำระบบยืนยันอายุมาใช้งานอย่างจริงจัง และต้องบล็อกไม่ให้ผู้ใช้งานที่อายุไม่ถึงเกณฑ์สามารถสร้างบัญชีได้ โดยกฎหมายจะครอบคลุมเฉพาะแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่มีฐานผู้ใช้งานในมาเลเซียตั้งแต่ 8 ล้านคนขึ้นไป ซึ่งรวมถึง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม, TikTok และ ยูทูบ

ทั้งนี้ หากบริษัทเทคโนโลยีรายใดไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ อาจต้องเผชิญโทษปรับทางแพ่งสูงสุดถึง 10 ล้านริงกิต (ประมาณ 82 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพ่อแม่ผู้ปกครองที่บุตรหลานสามารถแอบเล็ดลอดหรือซิกแซกไปใช้งานระบบได้ จะไม่ถูกลงโทษตามกฎหมายนี้

รัฐบาลมาเลเซียเน้นย้ำว่า มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องเด็กๆ จากเนื้อหาที่เป็นอันตราย, การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ รวมถึงฟีเจอร์ต่างๆ ของแพลตฟอร์มที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้งานมากเกินความจำเป็น 

คณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย (MCMC) แถลงชี้แจงว่า กฎระเบียบนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อขัดขวางไม่ให้เด็กๆ เข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือเทคโนโลยีดิจิทัลแต่อย่างใด แต่เป็นการตั้งความหวังและกำหนดมาตรฐานให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบต่อภัยอันตรายออนไลน์ และจัดให้มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับช่วงอายุของผู้ใช้งาน

MCMC ระบุในแถลงการณ์ว่า “มาตรการเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างการปกป้องเด็กๆ ในสภาพแวดล้อมออนไลน์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองอุ่นใจมากขึ้นในการนำพาบุตรหลานรับมือกับความเสี่ยงทางดิจิทัลที่นับวันจะยิ่งซับซ้อน”

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มต่างๆ จะต้องนำหลักการ “ออกแบบเพื่อความปลอดภัย” มาใช้ เช่น การป้องกันระบบอัลกอริทึมที่โน้มน้าวใจให้ผู้ใช้เกิดอาการเสพติดหน้าจอ และต้องดำเนินการเชิงรุกในการจัดการกับบัญชีเด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์รวมถึงเนื้อหาที่เป็นภัย อย่างไรก็ตาม บรรดาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกว่าจะปรับเปลี่ยนระบบอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่นี้ ซึ่งทางทางการมาเลเซียจะมีการผ่อนผันระยะเวลาให้แพลตฟอร์มต่างๆ ได้พัฒนาและติดตั้งระบบยืนยันอายุให้เสร็จสมบูรณ์

ด้าน คลารา โกห์ (Clara Koh) ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเมตา เคยออกมาแสดงความกังวลเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า การสั่งห้ามแบบเหมารวมสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปีของมาเลเซีย อาจส่งผลสะท้อนกลับในทางลบ เนื่องจากมันอาจเป็นการผลักดันให้กลุ่มวัยรุ่นหันไปใช้งานแอปพลิเคชันที่ไม่ได้รับการปกป้อง หรือเข้าสู่มุมมืดของอินเทอร์เน็ตที่ไม่มีการควบคุมดูแลแทน โดยเธอระบุว่า ปัจจุบันเมตา เองก็ได้มีการเปิดตัว “บัญชีสำหรับวัยรุ่น” สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งจะจำกัดการติดต่อ, จำกัดเวลาหน้าจอ และจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวยังจุดชนวนความกังวลเรื่อง “ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล”  โดย เบนจามิน โลห์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโมนาช ประจำวิทยาเขตมาเลเซีย กล่าวว่า “มาตรการนี้ดำเนินตามเทรนด์โลกก็จริง แต่ก็น่ากังวลตรงที่มันอาจบีบให้ต้องใช้เอกสารระบุตัวตนที่ออกโดยรัฐบาล เช่น บัตรประชาชน ในการยืนยันอายุ”

โลห์ ประเมินเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์ในประเทศอื่นๆ ข้อจำกัดด้านอายุยังไม่เคยพิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ และการที่ไม่มีบทลงโทษต่อผู้ปกครอง ยิ่งทำให้คนในครอบครัวสามารถช่วยบุตรหลานหลบเลี่ยงกฎหมายได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ชื่อผู้ใหญ่เปิดบัญชีให้แทน ซึ่งถือเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่หากผู้กำกับดูแลไม่แก้ไข กฎหมายนี้ก็แทบจะไม่มีผลในการหยุดยั้งเด็กๆ จากการเล่นโซเชียลมีเดีย

มาตรการของมาเลเซียเกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการแก้ปัญหาผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตและความปลอดภัยของเด็ก โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะลูกขุนในสหรัฐอเมริกาเพิ่งมีคำสั่งให้เมตาและยูทูบ จ่ายเงินชดเชยความเสียหายจำนวนหลายล้านดอลลาร์ จากคดีความที่กล่าวหาว่าการออกแบบฟีเจอร์ของแพลตฟอร์มมีส่วนทำให้ผู้ใช้งานเยาวชนได้รับอันตราย

ปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างมาก โดยออสเตรเลีย บราซิล และอินโดนีเซีย ได้มีการบังคับใช้หรือประกาศข้อจำกัดด้านอายุในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไปแล้ว ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, สเปน, เดนมาร์ก, เกาหลีใต้ รวมถึง ประเทศไทย ก็กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาแนวทางในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้เช่นกัน.

ที่มา Associated Press

อิหร่านยืนยันข่าวปธน.อิหร่านยื่นหนังสือลาออกไม่เป็นความจริง

 อิหร่านยืนยันข่าวปธน.อิหร่านยื่นหนังสือลาออกไม่เป็นความจริง

1 มิ.ย. 2569 11:05 น.

อิหร่านยืนยันข่าวปธน.อิหร่านยื่นหนังสือลาออกไม่เป็นความจริง

ทำเนียบประธานาธิบดีอิหร่านโต้ข่าวลือ นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่านยื่นหนังสือลาออก ชี้เป็นเกมสื่อจากต่างชาติ ย้ำยังคงเดินหน้ารับใช้ประชาชน

ทางการอิหร่านออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่อ้างว่านาย มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยนายเมห์ดี ตาบาตาบาอี  รองหัวหน้าฝ่ายสื่อสารประจำสำนักงานประธานาธิบดีอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ระบุว่า ข่าวลือเกี่ยวกับการลาออกของประธานาธิบดีเป็นข้อมูลเท็จ และเป็นส่วนหนึ่งของเกมสื่อ ที่ถูกเผยแพร่โดยสื่อบางแห่งในต่างประเทศ

เขากล่าวว่า ประธานาธิบดีเปเซชเคียนจะไม่ถอยห่างจากการทำหน้าที่รับใช้ประชาชนชาวอิหร่าน พร้อมย้ำว่าอิหร่านจะไม่ละทิ้งเส้นทางแห่งความเป็นเอกภาพและความสามัคคีของชาติ

ตาบาตาบาอียังระบุด้วยว่า ผู้ที่พยายามบ่อนทำลายความเป็นเอกภาพของอิหร่านจะต้องผิดหวังอีกครั้ง พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวที่อ้างว่ามีความแตกแยกภายในประเทศ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายในอิสราเอลและประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

แม้จะมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายน โดยมีปากีสถานเป็นคนกลาง แต่การเจรจาในเวลาต่อมายังไม่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพถาวรได้

ปัจจุบัน อิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงแลกเปลี่ยนข้อเสนอและข้อโต้แย้งระหว่างกัน เพื่อหาทางกลับเข้าสู่การเจรจาโดยตรงและยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น.

ที่มา : สำนักข่าวอนาโตลู

แฟนอาร์เซนอลนับแสนแห่ฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกรอบ 22 ปี

แฟนอาร์เซนอลนับแสนแห่ฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกรอบ 22 ปี

1 มิ.ย. 2569 10:59 น.

แฟนอาร์เซนอลนับแสนแห่ฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกรอบ 22 ปี

แฟนบอลอาร์เซนอลหลายแสนคนหลั่งไหลสู่ท้องถนนของกรุงลอนดอน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 22 ปี ท่ามกลางขบวนพาเหรดสุดยิ่งใหญ่ของทั้งทีมชายและทีมหญิง แม้ทีมชายเพิ่งพ่ายจุดโทษกับทีมปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในนัดชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

แฟนบอลอาร์เซนอลหลายแสนคนได้หลั่งไหลเข้าสู่ท้องถนนทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน เพื่อร่วมงานพาเหรดฉลองความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ โดยทัพนักเตะทีมชายได้ร่วมกันชูถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีกอันทรงเกียรติ พร้อมโบกมือทักทายแฟนบอลอย่างใกล้ชิดบนรถบัสเปิดประทุน ซึ่งเคลื่อนผ่านเส้นทางยาวกว่า 8 กิโลเมตร ทั่วเขตอิสลิงตัน และวนรอบสนามเอมิเรตส์ สเตเดียม

ในขบวนพาเหรดครั้งนี้ ทีมฟุตบอลหญิงของอาร์เซนอลได้ร่วมอยู่บนรถบัสอีกคันเพื่อเฉลิมฉลองร่วมกับแฟนๆ หลังจากพวกเธอสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ “ฟีฟ่า วูเมนส์ แชมเปียนส์ คัพ”มาครองได้สำเร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเช่นกัน

ขบวนพาเหรดแห่งความสุขนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวัน หลังจากที่ทีมชายภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตตา ต้องอกหักจากการดวลจุดโทษแพ้ให้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี อย่างไรก็ตาม ความผิดหวังในเวทียุโรปไม่ได้ลดทอนความสุขของแฟนบอลลง เนื่องจากตำแหน่งแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษคือสิ่งที่พวกเขารอคอยมาอย่างยาวนาน

อาร์เซนอลการันตีการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ หลังจากคู่แข่งสำคัญอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำได้เพียงเสมอกับ บอร์นมัธ 1-1 ในนัดรองสุดท้ายของฤดูกาล ส่งผลให้อาร์เซนอลมีคะแนนทิ้งห่างขาดลอย 4 คะแนนเต็ม โดยไม่ต้องไปลุ้นจนถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล

ความสำเร็จในครั้งนี้ทำให้ขุนพลของอาร์เตตาชุดปัจจุบัน ได้ก้าวขึ้นไปยืนเคียงบารมีกับตำนานระดับไอคอนของสโมสรอย่าง เธียร์รี อองรี, เดนนิส เบิร์กแคมป์ และ เอียน ไรท์ นอกจากนี้ ข้อความแสดงความยินดีหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ รวมถึงนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และนายโซราน แมมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ที่สวมเสื้ออาร์เซนอลเข้าร่วมพิธีละหมาดเนื่องในวันเทศกาลอีดิลอัฎฮา ร่วมกับประชาชนในสัปดาห์นี้ด้วย

บรรยากาศตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยความคึกคัก แฟนบอลพยายามยื่นมือเข้าใกล้รถบัส ธงสโมสรโบกสะบัดไปทั่ว มีการจุดพลุไฟและพลุควันสีแดงอันเป็นสีประจำสโมสร ผสานกับเสียงประทัดและเสียงวูวูเซลาที่ดังกึกก้อง

โจ แฟนบอลที่พาลูกชายวัยเยาว์ชื่อ เทรย์ มาร่วมงาน ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า “เรารอความสำเร็จมาตลอด 4 ฤดูกาลหลังสุด และในที่สุดเราก็ทำได้ ผมตื่นเต้นมาก” ด้านเทรย์กล่าวเสริมว่า ในช่วงปลายทศวรรษ 2010 ทีมเคยฟอร์มตกและไม่ได้จบท็อปซิกซ์เลย แต่ตั้งแต่ปี 2022 ทีมก็กลับมาได้โควตาแชมเปียนส์ลีก และการได้เจอกับทีมแกร่งอย่างเปแอสเชในนัดชิงยุโรปก็เป็นเรื่องที่เหนือจริงมาก

ขณะที่ เทเรซา แฟนบอลรุ่นใหญ่ซึ่งเกิดห่างจากสนามเหย้าของอาร์เซนอลเพียงไม่กี่ช่วงตึก กล่าวว่า “จะบอกว่าฉันเป็นแฟนบอลมาตั้งแต่เกิดเลยก็ได้ ฉันเคยเห็นทีมคว้าแชมป์เมื่อ 22 ปีก่อน แต่มันก็นานมากแล้วที่อาร์เซนอลไม่มีอะไรให้เราได้ส่งเสียงกรีดร้องและโห่ร้องแสดงความยินดีแบบนี้”

แฟนบอลอีกรายเปิดเผยว่าเขามีอายุเพียง 9 ขวบตอนที่อาร์เซนอลคว้าแชมป์ลีกครั้งล่าสุดในฤดูกาลประวัติศาสตร์ “ไร้พ่าย” และกล่าวว่า “ผมรอคอยวันนี้มา 22 ปี พาเหรดในวันนี้จึงเป็นหนึ่งในวันทึ่ดีที่สุดในชีวิตของผม”

สำนักงานตำรวจนครบาลลอนดอนระบุว่า ขบวนพาเหรดครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี โดยมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 500 นาย ร่วมกับทีมค้นหาผู้เชี่ยวชาญและทีมโดรน พร้อมทั้งกำหนดเขตสลายการชุมนุมเพื่อป้องกันพฤติกรรมต่อต้านสังคม

ภาพรวมของฝูงชนส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่เมื่อเวลาประมาณ 21:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตำรวจรายงานว่ามีผู้ถูกจับกุมทั้งหมด 16 ราย ในข้อหาทำความผิดต่างๆ เช่น พฤติกรรมเมาสุราและก่อความเดือดร้อนรำคาญ, คดีเกี่ยวกับยาเสพติด, การล่วงละเมิดทางเพศ และการทำร้ายเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังมีการกั้นพื้นที่เกิดเหตุหลังจากเกิดเหตุแทงกันบนถนนฮอร์นซีย์ เมื่อเวลาประมาณ 20:30 น. โดยผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อประเมินอาการแล้ว

ด้านสำนักงานดับเพลิงลอนดอน ได้ออกประกาศเตือนแฟนบอลเช่นกัน หลังจากมีพลุไฟที่หลงทิศทางไปก่อให้เกิดไฟไหม้เล็กน้อยที่โรงแรมแห่งหนึ่ง และเจ้าหน้าที่ต้องช่วยเหลือประชาชนราว 75 คนจากเหตุการณ์ติดค้างในที่สูง

แพต กูลบอร์น ผู้ช่วยผู้บัญชาการฝ่ายควบคุมเหตุการณ์เชิงกลยุทธ์ของกองดับเพลิงลอนดอน แถลงว่า “โชคดีที่เหตุไฟไหม้สร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อยต่อภายนอกอาคาร แต่เชื่อว่าพลุไฟได้ไปกระตุ้นสัญญาณเตือนภัยในอีกหลายจุดในพื้นที่ ดังนั้น ในช่วงที่แฟนบอลเดินทางกลับบ้าน เราขอความร่วมมือให้หลีกเลี่ยงการใช้พลุไฟ โดยเฉพาะในสถานีรถไฟ และโปรดเก็บให้ห่างจากอาคาร รวมถึงวัตถุไวไฟทุกชนิด”.

ที่มา BBC / AP

ครบรอบ 100 ปี “มาริลีน มอนโร” เปิดประมูลของใช้ส่วนตัว-นิทรรศการสะท้อนชีวิตไอคอนแห่งวงการฮอลลีวูด

ครบรอบ 100 ปี “มาริลีน มอนโร” เปิดประมูลของใช้ส่วนตัว-นิทรรศการสะท้อนชีวิตไอคอนแห่งวงการฮอลลีวูด

1 มิ.ย. 2569 10:03 น.

ครบรอบ 100 ปี “มาริลีน มอนโร” เปิดประมูลของใช้ส่วนตัว-นิทรรศการสะท้อนชีวิตไอคอนแห่งวงการฮอลลีวูด

โลกย้อนรำลึก 100 ปีชาตกาล “มาริลีน มอนโร” เปิดประมูลของใช้ส่วนตัวครั้งสำคัญในลอสแอนเจลิส พร้อมนิทรรศการใหญ่ถ่ายทอดชีวิตอีกมุมของนักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวูดผู้เป็นมากกว่าสัญลักษณ์แห่งยุค

วันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 100 ปีชาตกาลของมาริลีัน มอนโร นักแสดงหญิงระดับตำนานของฮอลลีวูด วงการบันเทิงร่วมรำลึกถึงชีวิตและมรดกของเธอ ผ่านการเปิดประมูลของใช้ส่วนตัวครั้งสำคัญ รวมถึงนิทรรศการขนาดใหญ่ในนครลอสแองเจลีส สหรัฐฯ

โดยบรรดาของสะสมเกี่ยวกับมาริลีน มอนโร ที่ถูกนำออกประมูลครั้งนี้ประกอบด้วยจดหมายเขียนด้วยลายมือ ภาพถ่าย เสื้อผ้า เครื่องประดับ งานศิลปะ และของใช้ส่วนตัวอีกจำนวนมาก หลายชิ้นไม่เคยถูกนำออกสู่สาธารณะมาก่อน เปิดโอกาสให้แฟน ๆ ได้เห็นมุมชีวิตส่วนตัวของหญิงผู้กลายเป็นไอคอนระดับโลก

ขณะเดียวกัน พิพิธภัณฑ์ในลอสแอนเจลิสเปิดนิทรรศการใหม่ที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตของเธอในมิติที่ลึกกว่าภาพลักษณ์เซ็กซ์ซิมโบลแห่งยุคทองฮอลลีวูด โดยพยายามชวนผู้ชมทำความรู้จักตัวตนของมาริลีน มอนโร

มาริลีน มอนโร มีชื่อกำเนิดว่า นอร์มา จีน มอร์เทนสัน เกิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 1926 ที่โรงพยาบาลการกุศลแห่งหนึ่งในลอสแอนเจลิส ชีวิตวัยเด็กของเธอเต็มไปด้วยความยากลำบาก เติบโตผ่านสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและบ้านอุปถัมภ์หลายแห่ง ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปเมื่ออายุ 18 ปี หลังถูกช่างภาพของกองทัพพบขณะทำงานในโรงงานผลิตอาวุธช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนชักชวนเข้าสู่วงการนางแบบ

จากนั้นเธอย้อมผมเป็นสีบลอนด์แพลทินัม และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเอง จนกลายเป็น “มาริลีน มอนโร” ที่คนทั่วโลกจดจำ ก่อนเสียชีวิตในปี 1962 ขณะมีอายุเพียง 36 ปี โดยชื่อของมาริลีน มอนโร ยังคงเป็นหนึ่งในบุคคลทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมป๊อป.

ที่มา AFP

WHO เปิดศูนย์รักษาอีโบลาแห่งใหม่ในคองโก หวังสกัดการระบาดที่ลุกลามรวดเร็ว

WHO เปิดศูนย์รักษาอีโบลาแห่งใหม่ในคองโก หวังสกัดการระบาดที่ลุกลามรวดเร็ว

1 มิ.ย. 2569 09:05 น.

WHO เปิดศูนย์รักษาอีโบลาแห่งใหม่ในคองโก หวังสกัดการระบาดที่ลุกลามรวดเร็ว

ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกเยือนเมืองบูเนีย เปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาทันสมัย ขณะยอดผู้ต้องสงสัยติดเชื้อพุ่งกว่า 900 ราย

เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก เดินทางเข้าร่วมพิธีเปิดศูนย์รักษาโรคอีโบลาแห่งใหม่ในเมืองบูเนีย ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความพยายามควบคุมการระบาดของเชื้ออีโบลาสายพันธุ์หายากที่กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

เมืองบูเนียถือเป็นศูนย์กลางของการระบาดในปัจจุบัน โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า แม้ระบบสาธารณสุขและการตอบสนองต่อโรคจะมีการจัดการที่ดีขึ้น รวมถึงได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากนานาชาติ แต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสยังคงเกิดขึ้นเร็วกว่ามาตรการควบคุมโรค

ศูนย์รักษาแห่งใหม่ได้รับการออกแบบให้เป็นสถานพยาบาลเฉพาะทางที่มีอุปกรณ์ทันสมัยสำหรับดูแลผู้ป่วยอาการหนัก โดยสามารถรองรับผู้ป่วยได้สูงสุด 100 เตียง แม้ในระยะแรกจะเปิดใช้งานเพียง 45 เตียงก็ตาม

ผู้บริหารศูนย์ระบุว่า สถานพยาบาลแห่งนี้จะรับรักษาผู้ป่วยอีโบลาจากเมืองบูเนียและพื้นที่โดยรอบ ขณะที่รัฐบาลคองโกเตรียมส่งทีมแพทย์ พยาบาล และผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยวิกฤตจากกรุงกินชาซา เข้ามาประจำการร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่

เทดรอสกล่าวว่า หัวใจสำคัญของการต่อสู้กับโรคอีโบลาคือความร่วมมือของประชาชนในชุมชน โดยทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันโรคและดูแลซึ่งกันและกัน เพื่อยุติการระบาดให้เร็วที่สุด

พร้อมกันนี้ เขายังเปิดเผยข่าวดีว่า มีผู้ป่วยอีโบลา 4 รายที่รักษาจนหายดีและเตรียมออกจากโรงพยาบาลในวันเดียวกัน โดยย้ำว่า แม้ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ยังคงพัฒนาวัคซีนและแนวทางการรักษาเพิ่มเติม แต่ผู้ป่วยอีโบลายังคงมีโอกาสฟื้นตัวและหายจากโรคได้

องค์การอนามัยโลกเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าตัวเลขล่าสุดพบผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลา 906 ราย และมีผู้เสียชีวิตต้องสงสัยจากโรคดังกล่าวแล้ว 223 ราย

ขณะที่ประเทศยูกันดา ซึ่งมีพรมแดนติดกับคองโก ยืนยันพบผู้ติดเชื้อแล้ว 9 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขยูกันดา

สำหรับการระบาดครั้งนี้เกิดจากเชื้ออีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : AP

ชาวชิลีแห่ชม “บลูไมโครมูน” ปรากฏการณ์พระจันทร์เต็มดวงหาชมยาก

ชาวชิลีแห่ชม "บลูไมโครมูน" ปรากฏการณ์พระจันทร์เต็มดวงหาชมยาก

1 มิ.ย. 2569 08:30 น.

ชาวชิลีแห่ชม “บลูไมโครมูน” ปรากฏการณ์พระจันทร์เต็มดวงหาชมยาก

ประชาชนจำนวนมากในประเทศชิลีรวมตัวกันในคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์หาชมยากอย่าง “บลูไมโครมูน” หมายถึงพระจันทร์เต็มดวงที่อยู่ห่างจากโลกมากที่สุดในรอบปี

นักดาราศาสตร์ระบุว่า ในช่วงเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว ดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกประมาณ 406,135 กิโลเมตร ซึ่งไกลกว่าพระจันทร์เต็มดวงทั่วไป เนื่องจากวงโคจรของดวงจันทร์ไม่ได้เป็นวงกลมสมบูรณ์ แตกต่างจากปรากฏการณ์ “ซูเปอร์มูน” ที่ดวงจันทร์จะโคจรเข้าใกล้โลกมากกว่าปกติ ทำให้มองเห็นดวงจันทร์มีขนาดใหญ่และสว่างกว่าปกติ

เฟลิเป เซร์ดานักสื่อสารวิทยาศาสตร์จากแอสโตร ไมโปกล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ผสมผสานการชมพระจันทร์เต็มดวง การเดินศึกษาธรรมชาติในอุทยาน และการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนของชิลี

นอกจากนี้ผู้สังเกตการณ์ท้องฟ้าในหลายพื้นที่ของซีกโลกใต้ เช่น อาร์เจนตินา ชิลี นิวซีแลนด์ ออสเตรเลียตะวันออก และบางส่วนของทวีปแอนตาร์กติกา ยังมีโอกาสเห็นดาวแอนทาเรส หายลับไปชั่วคราวหลังดวงจันทร์ ขณะที่บลูไมโครมูนเคลื่อนผ่านด้านหน้าดาวฤกษ์ดวงดังกล่าว

จิโอวานนี ปาอิส  หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมกล่าวว่า สิ่งที่ดึงดูดให้เขาเดินทางมาร่วมงานคือโอกาสที่จะได้ทำกิจกรรมแปลกใหม่ ทั้งการเดินสำรวจเส้นทางยามค่ำคืน การดูดาว และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของภูมิภาคคาฮอน เดล ไมโป

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีชื่อว่า “บลูมูน” แต่ดวงจันทร์ไม่ได้มีสีน้ำเงินแต่อย่างใด โดยคำว่า “บลูมูน” เป็นเพียงคำเรียกทางดาราศาสตร์สำหรับปรากฏการณ์ที่เกิดพระจันทร์เต็มดวง 2 ครั้งภายในเดือนเดียว ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ไม่บ่อยนัก.

ที่มา : AP

“คิม จองอึน” พาลูกสาวตรวจงานฟาร์มเรือนกระจกริมแม่น้ำ

"คิม จองอึน" พาลูกสาวตรวจงานฟาร์มเรือนกระจกริมแม่น้ำ

1 มิ.ย. 2569 07:45 น.

“คิม จองอึน” พาลูกสาวตรวจงานฟาร์มเรือนกระจกริมแม่น้ำ

สื่อทางการเกาหลีเหนือเผยภาพ “คิม จองอึน” ลงพื้นที่ตรวจฟาร์มเรือนกระจกขนาดใหญ่ริมแม่น้ำอัมนก ที่เมืองซินอุยจู พร้อมคิม จูแอ บุตรสาว สะท้อนการผลักดันด้านความมั่นคงทางอาหารและเกษตรสมัยใหม่

วันที่ 1 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) เผยแพร่ภาพนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟาร์มเรือนกระจกริมฝั่งแม่น้ำอัมนก ในเมืองซินอุยจู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ โดยมีคิม จูแอ บุตรสาวร่วมเดินทางไปด้วย

ภาพที่เผยแพร่ออกมาเผยให้เห็นคิม จองอึน เดินสำรวจพื้นที่เพาะปลูกภายในเรือนกระจก พร้อมหารือกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินงานและผลผลิตทางการเกษตรของโครงการ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำอัมนก พรมแดนธรรมชาติระหว่างเกาหลีเหนือกับจีน  

รายงานข่าวระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลเกาหลีเหนือในการเร่งพัฒนาภาคเกษตรและเพิ่มผลผลิตอาหารภายในประเทศ หลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหารมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน การปรากฏตัวของคิม จูแอ ยังได้รับความสนใจจากผู้สังเกตการณ์เช่นกัน เนื่องจากในช่วงหลังเธอมักร่วมเดินทางกับผู้นำเกาหลีเหนือในหลายภารกิจสำคัญ ทั้งด้านทหาร เศรษฐกิจ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สะท้อนบทบาทที่ถูกจับตามองมากขึ้นภายในเวทีการเมืองของเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้ มืองซินอุยจู ซึ่งตั้งอยู่ริมพรมแดนจีน ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการค้าของเกาหลีเหนือ และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงการเกษตรสมัยใหม่เพื่อเพิ่มการผลิตอาหารภายในประเทศ.

ที่มา Yonhap