ฉลองแชมป์เดือด แฟนบอล PSG ก่อจลาจลทั่วฝรั่งเศส ตร. ปะทะเดือด-รวบตัวกว่า 400 ราย

ฉลองแชมป์เดือด แฟนบอล PSG ก่อจลาจลทั่วฝรั่งเศส ตร. ปะทะเดือด-รวบตัวกว่า 400 ราย

31 พ.ค. 2569 10:18 น.

ฉลองแชมป์เดือด แฟนบอล PSG ก่อจลาจลทั่วฝรั่งเศส ตร. ปะทะเดือด-รวบตัวกว่า 400 ราย

การเฉลิมฉลองชัยชนะของสโมสรปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก กลายเป็นเหตุวุ่นวายทั่วฝรั่งเศส หลังแฟนบอลจำนวนมากปะทะกับตำรวจ ส่งผลให้มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 400 คน เจ้าหน้าที่บาดเจ็บหลายราย ขณะที่ทรัพย์สินสาธารณะและร้านค้าหลายแห่งได้รับความเสียหายจำนวนมาก

เหตุจลาจลครั้งใหญ่เกิดขึ้นในคืนวันเสาร์ต่อเนื่องถึงรุ่งเช้าวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่นในฝรั่งเศส หลังจากสโมสรฟุตบอลปารีส แซงต์-แชร์กแมง (PSG) ยอดทีมแห่งฝรั่งเศส สามารถคว้าชัยชนะเหนืออาร์เซนอลในการดวลจุดโทษ ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ส่งผลให้แฟนบอลราว 20,000 คน พากันหลั่งไหลมารวมตัวกันบนถนนสายสำคัญอย่างฌองเซลีเซ ในกรุงปารีสเพื่อฉลองความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม การเฉลิมฉลองกลับแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรงอย่างรวดเร็ว แฟนบอลกลุ่มฮาร์ดคอร์เริ่มจุดพลุไฟและพลุควัน บุกยึดและปิดกั้นถนนวงแหวนรอบเมืองจนการจราจรเป็นอัมพาต นอกจากนี้ยังมีการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ทุบกระจกและปล้นสะดมร้านค้า เผาทำลายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และทุบทำลายป้ายรถประจำทาง จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยิงแก๊สน้ำตาเพื่อสลายฝูงชนที่กำลังคลุ้มคลั่ง

กระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุทั่วประเทศได้ทั้งหมด 416 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นการจับกุมในกรุงปารีสสูงถึง 283 ราย ด้านนายโลรองต์ นูเญซ ผู้บัญชาการตำรวจปารีส ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจากการปะทะครั้งนี้ 7 นาย พร้อมประณามพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง

รายงานระบุว่า การปะทะส่งผลให้รถยนต์เสียหาย 6 คัน ร้านค้าถูกทำลาย 2 แห่ง ซึ่งรวมถึงร้านเบเกอรี่และร้านอาหารใกล้กับสนามพาร์ก เดส์ แพร็งซ์  ซึ่งเป็นรังเหย้าของ PSG โดยบริเวณหน้าสนามมีแฟนบอลรวมตัวกันกว่า 5,000 คน และมีกลุ่มฮาร์ดคอร์ราว 150 คนพยายามพังประตูรั้วเพื่อบุกเข้าไปด้านใน พร้อมทั้งขว้างปาขวดสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ และพยายามนำจักรยานเช่ามาทำเป็นสิ่งกีดขวาง

เพื่อป้องกันเหตุร้ายแรง ทางการฝรั่งเศสได้สั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจถึง 22,000 นายทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็น 8,000 นายในกรุงปารีส พร้อมทั้งสั่งระงับให้บริการรถราง รถไฟใต้ดินหลายสถานี และรถประจำทางในบางพื้นที่ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคืนที่ปารีสมีกิจกรรมหนาแน่น ทั้งคอนเสิร์ตใหญ่ของ อายา นากามูระ ที่สนามสตาดเดอฟร็องซ์ คอนเสิร์ตของแร็ปเปอร์ “แดมโซ”  รวมถึงการแข่งขันเทนนิสเฟรนช์โอเพน

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลว่าจะซ้ำรอยปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งในการคว้าแชมป์สมัยแรกของ PSG ครั้งนั้น เหตุจลาจลได้คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 2 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กหนุ่มวัย 17 ปี ทำให้ในปีนี้ร้านค้าจำนวนมากบนถนนฌองเซลีเซ ต้องนำแผ่นไม้มาตีปิดกระจกหน้าร้านล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย

เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองทันที โดยนางมารีน เลอ เปน ผู้นำพรรคฝ่ายขวาจัด ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X โจมตีรัฐบาลอย่างดุเดือดว่า “มีแค่ในฝรั่งเศสเท่านั้นที่ชัยชนะของสโมสรฟุตบอลจะกลายเป็นจลาจล และมีแค่ในฝรั่งเศสเท่านั้นที่ทุกคนรู้สึกว่าต้องขังตัวเองอยู่ในบ้านในคืนแห่งชัยชนะ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความรุนแรง”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังตึงเครียด ทางสโมสร PSG ยังคงมีกำหนดการจัดขบวนพาเหรดฉลองแชมป์ในช่วงบ่ายวันนี้ (31 พ.ค.) บริเวณลานชองส์ เดอ มาร์ส หน้าหอไอเฟล ซึ่งคาดว่าจะมีแฟนบอลมาร่วมงานกว่า 100,000 คน ก่อนที่คณะนักเตะและทีมงานจะเข้าพบประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ที่พระราชวังเซลีเซ ต่อไป.

ที่มา BBC / AFP

แพทย์ไร้พรมแดนเตือนอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก “น่ากังวลอย่างยิ่ง” ติดเชื้อทะลุ 1,000 ราย

แพทย์ไร้พรมแดนเตือนอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก "น่ากังวลอย่างยิ่ง" ติดเชื้อทะลุ 1,000 ราย

31 พ.ค. 2569 09:49 น.

แพทย์ไร้พรมแดนเตือนอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก “น่ากังวลอย่างยิ่ง” ติดเชื้อทะลุ 1,000 ราย

องค์การแพทย์ไร้พรมแดน เตือนสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กำลังเข้าขั้นวิกฤตและน่ากังวลอย่างยิ่ง หลังพบจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่า 1,000 รายภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ด้าน ผอ.องค์การอนามัยโลกลงพื้นที่สั่งการด้วยตัวเอง

ดร. อลัน กอนซาเลซ รองผู้อำนวยการองค์การแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) แถลงว่า หลังจากรัฐบาลดีอาร์คองโกประกาศพื้นที่การแพร่ระบาดอย่างเป็นทางการในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของประเทศได้เพียงสองสัปดาห์ สถานการณ์กลับทวีความรุนแรงจนน่ากังวลขั้นสุด โดยชี้ว่า “ไม่เคยมีครั้งไหนที่การระบาดของอีโบลาจะพบผู้ป่วยจำนวนมากและรวดเร็วขนาดนี้มาก่อน” พร้อมยอมรับว่าทีมแพทย์ในพื้นที่ยังไม่สามารถรับมือได้ทันความเร็วในการแพร่กระจายของโรค และปัจจุบันยังไม่มีใครทราบขนาดความรุนแรงที่แท้จริง เนื่องจากมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ยังมีตัวอย่างสิ่งส่งตรวจอีกหลายร้อยเคสที่ยังไม่ได้รับการตรวจวิเคราะห์

ปัจจุบัน ดีอาร์คองโกมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาแล้วมากกว่า 1,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 246 ราย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา มีรายงานพบผู้ติดเชื้อที่ยืนยันผลแล้ว 9 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งการทำงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและทีมช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกำลังประสบอุปสรรคสำคัญจากการปิดพรมแดน ปิดสนามบิน รวมถึงเหตุความขัดแย้งและการสู้รบภายในประเทศ

ด้าน ดร. เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เดินทางเยือนเมืองบูเนีย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดอิตูรี เพื่อประเมินสถานการณ์และช่วยเหลือด้านการควบคุมโรค โดย ดร. เทดรอส ได้เรียกร้องให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้กับโรคร้าย เนื่องจากเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาดีที่สุด พร้อมทั้งออกคำเตือนเรื่องความเสี่ยงจากพิธีกรรมการฝังศพ

ผู้อำนวยการใหญ่ WHO กล่าวว่า “เราเข้าใจดีว่าการไว้อาลัยและให้เกียรติผู้ล่วงลับในพิธีศพมีความสำคัญเพียงใด แต่ในเวลานี้มันอันตรายมาก การสัมผัสร่างของผู้เสียชีวิตจากอีโบลาสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้ ในขณะที่เรากำลังโศกเศร้า เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ต้องสูญเสียใครไปมากกว่านี้ และหยุดวงจรแห่งความสูญเสียให้ได้”

วิถีชีวิตและการเฝ้าระวังในพื้นที่บรรยากาศในเมืองบูเนีย ประชาชนยังคงใช้ชีวิตและทำการค้าขายตามปกติ อย่างไรก็ตาม ที่สนามบินประจำเมืองได้มีการตั้งจุดล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดสำหรับผู้โดยสารทุกคน พร้อมมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลด้านสาธารณสุขผ่านทางวิทยุและโทรทัศน์ ทั้งในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาษาราชการ และภาษาท้องถิ่น

นอกจากนี้ ดร. เทดรอส ยังได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของสถาบันวิจัยชีวการแพทย์แห่งชาติในเมืองบูเนีย ซึ่งปัจจุบันสามารถตรวจหาเชื้อและแจ้งผลได้ภายใน 24 ชั่วโมง ช่วยให้แพทย์แยกกักโรคและรักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที จากเดิมที่ต้องส่งตัวอย่างไปตรวจที่กรุงคินชาซา ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 1,500 กิโลเมตร จนทำให้เกิดความล่าช้าและเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อ

ทางการสาธารณสุขของบราซิลเปิดเผยว่า กำลังเร่งตรวจสอบผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาในรัฐเซาเปาลู โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ผู้ป่วยรายนี้เป็นชายอายุ 37 ปี ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับมาจากดีอาร์คองโก และขณะนี้ถูกแยกกักตัวในสถาบันโรคติดต่อเพื่อความปลอดภัยแล้ว

สำหรับการระบาดในครั้งนี้ เกิดจากไวรัสอีโบลาสายพันธุ์หายากที่ชื่อว่า “สายพันธุ์บุนดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ผ่านการรับรองผลในการป้องกัน และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อ

โดยปกติแล้วไวรัสอีโบลาจะแพร่เชื้อในสัตว์ โดยมีค้างคาวแม่ไก่เป็นพาหะหลัก แต่สามารถติดต่อสู่มนุษย์ได้จากการรับประทานหรือสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ และระบาดจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด อาเจียน อุจจาระ น้ำลาย ปัสสาวะ น้ำอสุจิ และเหงื่อ รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อน เช่น เข็มฉีดยา ที่นอน หรือเสื้อผ้าของผู้ป่วย.

ที่มา BBC

มาร์เซีย ลูคัส ผู้ตัดต่อภาพยนตร์ Star Wars เจ้าของรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 80 ปี

มาร์เซีย ลูคัส ผู้ตัดต่อภาพยนตร์ Star Wars เจ้าของรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 80 ปี

31 พ.ค. 2569 06:35 น.

มาร์เซีย ลูคัส ผู้ตัดต่อภาพยนตร์ Star Wars เจ้าของรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 80 ปี

มาร์เซีย ลูคัส นักตัดต่อภาพยนตร์ระดับตำนานของฮอลลีวูด ผู้ได้รับรางวัลออสการ์จากผลงานในภาพยนตร์ Star Wars ไตรภาพแรก เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 80 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 พ.ค. 2569 ว่า มาร์เซีย ลูคัส นักตัดต่อภาพยนตร์เจ้าของรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์ Star Wars ไตรภาคต้นฉบับ และเป็นอดีตภรรยาของ จอร์จ ลูคัส ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง เสียชีวิตแล้วในวัย 80 ปี หลังจากต่อสู้กับมะเร็งมานาน

มาร์เซีย ซึ่งแต่งงานกับ จอร์จ ลูคัส ผู้สร้าง Star Wars ในช่วงระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์สามภาคแรก ได้รับการยกย่องว่าเป็นพลังสร้างสรรค์อันเป็นหัวใจสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จในยุคแรกเริ่มของมหากาพย์อวกาศนี้ โดยเธอเป็นผู้เติมเต็มมิติทางอารมณ์และความชัดเจนในการดำเนินเรื่องให้แก่ภาพยนตร์ชุดดั้งเดิม

ครอบครัวของเธอเปิดเผยว่า เธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งระยะแพร่กระจายที่บ้านพักของเธอในเมืองแรนโช มิราจ (Rancho Mirage) รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (27 พ.ค.) โดยมีบุคคลอันเป็นที่รักอยู่เคียงข้างในวาระสุดท้าย

“มาร์เซียคือพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่” ครอบครัวของเธอกล่าวในแถลงการณ์ที่ส่งถึงสื่อมวลชนสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (29 พ.ค.) “เธอคือผู้บุกเบิกที่แท้จริงสำหรับผู้หญิงในวงการภาพยนตร์ และเป็นหนึ่งในนักตัดต่อที่มีอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ เธอช่วยสร้างคำนิยามใหม่ให้แก่ศิลปะแห่งการตัดต่อภาพยนตร์”

มาร์เซียคว้ารางวัลออสการ์ สาขาตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ Star Wars ปี 2520 ซึ่งต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อภาคเป็น A New Hope โดยได้รับรางวัลร่วมกับนักตัดต่ออีก 2 ท่านคือ ริชาร์ด ชิว (Richard Chew) และ พอล เฮิร์ช (Paul Hirsch)

แม้ว่าผลงานของเธอส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเบื้องหลัง แต่บทบาทในการหล่อหลอมหัวใจทางอารมณ์และโครงสร้างการเล่าเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหลายทศวรรษต่อมานับตั้งแต่ภาพยนตร์ออกฉาย

จอร์จ ลูคัส เคยยกเครดิตให้เธอว่าเป็นผู้ที่ช่วยร้อยเรียงและจัดระเบียบฟุตเทจจำนวนมหาศาลที่ถ่ายทำสำหรับฉากต่อสู้ครั้งสำคัญที่ดาวมรณะ (Death Star) ให้มีความเข้าใจง่ายขึ้น

“มันซับซ้อนมาก และเรามีฟุตเทจบทสนทนาความยาวกว่า 40,000 ฟุตที่เป็นเสียงนักบินพูดสิ่งนั้นสิ่งนี้” เขาให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Rolling Stone ไม่นานหลังจากภาพยนตร์ออกฉาย “ไม่เคยมีใครพยายามถักทอเรื่องราวที่เป็นพล็อตหลักเข้าไปในฉากต่อสู้ทางอากาศจริงๆ มาก่อน และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังพยายามทำกันอยู่”

ทั้งนี้ มาร์เซีย ลูคัส มีชื่อเกิดว่า มาร์เซีย กริฟฟิน เกิดที่เมืองโมเดสโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี 2488 เธอเริ่มต้นอาชีพในวงการด้วยการเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลคลังฟิล์มภาพยนตร์ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักตัดต่อที่ได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูด

หลังจากแต่งงานกับ จอร์จ ลูคัส ในปี 2512 เธอได้ร่วมงานในภาพยนตร์ยุคแรกๆ ของเขาหลายเรื่อง รวมถึง THX 1138 และ American Graffiti ซึ่งผลงานเรื่องหลังนี้ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ด้วยเช่นกัน

เธอยังได้ร่วมงานกับผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี ในภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามหลายเรื่องในช่วงทศวรรษ 70 รวมถึง Alice Doesn’t Live Here Anymore, Taxi Driver และ New York, New York

ต่อมา มาร์เซีย ลูคัส ได้กลับมาร่วมงานในแฟรนไชส์ Star Wars อีกครั้ง โดยทำหน้าที่ตัดต่อในภาค The Empire Strikes Back ปี 2523 และ Return of the Jedi ปี 2526

เธอและจอร์จ ลูคัส รับอุปการะลูกสาวบุญธรรม 1 คน ชื่อว่า อแมนดา ในปี 2524 ก่อนที่ทั้งคู่จะหย่าร้างกันในปี 2526 หลังจากใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมานาน 14 ปี จากนั้นเธอได้แต่งงานใหม่กับ ทอม โรดริเกส ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตที่สกายวอล์กเกอร์ แรนช์ และมีบุตรสาวด้วยกันอีกหนึ่งคนชื่อ เอมี

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทางลูคัสฟิล์มได้ร่วมไว้อาลัยโดยระบุว่า ทางบริษัท “เสียใจเป็นอย่างยิ่ง” ที่ได้รับทราบข่าวการจากไปของเธอ และ “ขอร่วมกับชุมชนผู้สร้างภาพยนตร์ทั่วโลกในการไว้อาลัยต่อความสูญเสียของ มาร์เซีย ลูคัส ในครั้งนี้”

ในขณะเดียวกัน มาร์ก ฮามิลล์ ผู้รับบท ลุค สกายวอล์กเกอร์ ตัวละครเอกของเรื่อง Star Wars ไตรภาคต้นฉบับ โพสต์ข้อความว่า เขาและมารีลู ภรรยาของเขา “เสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียเพื่อนที่คบหากันมาตลอดชีวิต”

เขาเขียนเสริมว่า “เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่ศิลปินผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ เท่านั้น แต่เธอยังเป็นคนที่นิสัยดีอย่างแท้จริง ทั้งฉลาด ขี้เล่น และอยู่ด้วยแล้วสนุกมาก โชคดีที่ความทรงจำเกี่ยวกับเธอยังคงอยู่ และพวกเราจะไม่มีวันหยุดคิดถึงเธอเลย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ – ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ - ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

31 พ.ค. 2569 03:49 น.

อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ – ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

อิตาลีสั่งห้ามจัดคอนเสิร์ตของ คานเย เวสต์ กับ ทราวิส สกอตต์ สองแร็ปเปอร์ชื่อดัง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากทั้งสองคนเคยมีประเด็นที่ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจมาแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการอิตาลีสั่งระงับการจัดคอนเสิร์ตของ คานเย เวสต์ (Kanye West) และ ทราวิส สก็อตต์ (Travis Scott) แร็ปเปอร์ชื่อดัง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความกังวลด้านความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสาธารณะ

นาย ซัลวาตอเร อันจิเอรี หัวหน้าคณะบริหารเมือง เรจโจเอมีเลีย (Reggio Emilia) ทางตอนเหนืออิตาลี ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 พ.ค. 2569) ว่า งานคอนเสิร์ตทั้งสองงานที่มีกำหนดจะจัดขึ้นในเมืองแห่งนี้ในช่วงเดือนมิถุนายน จะไม่สามารถดำเนินการจัดงานได้ หลังมีการคำร้องเรียนจากชุมชนชาวยิวในท้องถิ่นที่ขอให้ยกเลิกการแสดงของเวสต์

นิโคเลตตา อุซซิเอลลี ผู้นำชุมชนชาวยิว เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเปลี่ยนโชว์ดังกล่าวเป็นการแสดงอื่นๆ ที่จะช่วย “นำดนตรีกลับมาสู่แถวหน้าในฐานะพลังที่รวมผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันในระดับสากล”

ทั้งนี้เนื่องจาก คานเย เวสต์ เคยสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากคำพูดทำนองต่อต้านชาวยิว เหยียดเชื้อชาติ และสนับสนุนนาซีหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งส่งผลให้เขาถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรไปเมื่อไม่นานมานี้

แร็ปเปอร์ชาวอเมริกันซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า “เย” (Ye) มีกำหนดการที่จะขึ้นแสดงร่วมกับสก็อตต์ รวมถึงศิลปินคนอื่นๆ เช่น The Chainsmokers, Rita Ora และ Swedish House Mafia ในงานคอนเสิร์ตดังกล่าว

หน่วยงานบริหารส่วนภูมิภาคระบุว่า มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจครั้งนี้ รวมถึงการที่คอนเสิร์ตของแร็ปเปอร์ชาวอเมริกันรายนี้ถูกยกเลิกในประเทศอื่นๆ และความเสี่ยงที่อาจเกิดการประท้วงต่อต้านที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุเสริมว่า ช่วงเวลาการจัดงานของทั้งสองคอนเสิร์ตที่กระชั้นชิดกันมากคือ วันที่ 17 และ 18 กรกฎาคม ณ RFC Arena ในเมืองเรจโจ เอมีเลีย ตลอดจนฝูงชนจำนวนมหาศาลที่คาดว่าจะมาร่วมงาน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจสั่งแบนครั้งนี้

ด้าน ทราวิส สก็อตต์ เคยถูกตรวจสอบอย่างหนักหลังจากมีผู้เสียชีวิต 10 ศพ อายุระหว่าง 9 ถึง 27 ปี ที่เทศกาลดนตรี Astroworld ของเขาที่เมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส เมื่อปี 2564 หลังผู้คนมารวมตัวกันเกินความจุจนเกิดการเบียดเสียดกัน ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายพันคน

นอกจากที่อิตาลีแล้ว คอนเสิร์ตของคานเย เวสต์ ยังถูกยกเลิกหรือเลื่อนในหลายประเทศ เช่น เมื่อวันที่ 15 เม.ย. เวสต์ประกาศว่าคอนเสิร์ตในรอบเมืองมาร์เซย์ (Marseille) ประเทศฝรั่งเศส ถูกเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 11 มิ.ย. แต่นายเฌอราร์ด ดาร์มาแน็ง รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยกำลังหาทางแบนคอนเสิร์ตดังกล่าว

ขณะที่คอนเสิร์ตวันที่ 19 มิถุนายน ณ สนามกีฬาไซลีเซียน ในเมืองคอชูฟ (Chorzów) ประเทศโปแลนด์ ก็ถูกยกเลิกเช่นกัน “เนื่องจากเหตุผลทางด้านกฎหมาย”

ปัจจุบัน คานเย เวสต์ กำลังพยายามจะกลับคืนสู่ความสนใจของสาธารณชนกระแสหลักอีกครั้ง หลังจากได้ออกมาขอโทษต่อการกระทำของตนเองผ่านแถลงการณ์ความยาวหลายหน้า ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ในเดือนมกราคม

“ผมไม่ใช่นาซีหรือพวกต่อต้านชาวยิว … ผมรักคนยิว” เวสต์ระบุในแถลงการณ์ และเสริมว่า คำพูดและพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นผลมาจากโรคอารมณ์สองขั้ว หรือ ไบโพลาร์ ซึ่งทำให้เขา “หลุดลอยจากความเป็นจริง” ไปในช่วงเวลาดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

31 พ.ค. 2569 03:08 น.

อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

ผู้นำเลบานอนออกโรงประณามอิสราเอล ที่เปิดฉากโจมตีทางอากาศรอบใหม่ในภาคใต้ของประเทศ หลังจากมีคำสั่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่หลายจุด

เมื่อ 30 พ.ค. 2569 นายกรัฐมนตรีเลบานอนออกมากล่าวหาอิสราเอลว่ากำลังดำเนินนโยบาย “เผาพิภพ” (scorched-earth policy) ในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ยุติการสู้รบ ในขณะที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ และออกคำสั่งอพยพในพื้นที่มากกว่าสิบแห่ง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวว่ากองกำลังของเขาได้รุกคืบเข้าไปในเลบานอนลึกยิ่งขึ้น

นายนาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอนกล่าวหาอิสราเอลผ่านการแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ว่า กำลัง “ดำเนินนโยบายเผาพิภพและลงโทษแบบเหมารวม” ด้วยการ “ทำลายล้างเมืองและหมู่บ้านต่างๆ รวมถึงบีบบังคับให้ผู้อยู่อาศัยต้องลี้ภัย”

ผู้นำเลบานอนย้ำว่า การกระทำเช่นนี้จะไม่นำมาซึ่ง “ทั้งความมั่นคงและความเสถียรภาพ” ให้แก่อิสราเอล พร้อมเตือนว่า ประเทศกำลังเผชิญกับการยกระดับความรุนแรงที่ “อันตราย” และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงที่รวดเร็วและเกิดขึ้นจริงทันที

อย่างไรก็ตาม นายซาลามยังคงปกป้องการดำเนินการของรัฐบาลในการเจรจากับอิสราเอล หลังจากมีการพูดคุยกันที่กรุงวอชิงตันของสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ และจะมีการหารือกันรอบใหม่ในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิสราเอล

ซาลามกล่าวว่า ผลลัพธ์ของการเจรจานั้น “ยังไม่เป็นที่แน่นอน” แต่เรียกสิ่งนี้ว่าย่อมเป็น “แนวทางที่สูญเสียน้อยที่สุดสำหรับประเทศและประชาชนของเรา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

31 พ.ค. 2569 02:00 น.

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้หันหลังให้ชาติพันธมิตรในเอเชีย แต่ต้องการให้ชาติพันธมิตรเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้มากขึ้น

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงที่การประชุม แชงกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) ซึ่งเป็นเวทีหารือด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคที่สิงคโปร์ ว่ากองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้กำลัง “หันหลัง” ให้กับเอเชีย ในขณะที่พวกเขากำลังปฏิบัติภารกิจตาม “พันธกรณีระดับโลก” ต่างๆ เช่น สงครามอิหร่าน

ระหว่างการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นได้ตั้งคำถามเพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ โดยระบุว่า “บางประเทศอาจประเมินระดับความมุ่งมั่นดังกล่าวต่ำเกินไป” และอาจพยายาม “ตอกลิ่ม” เพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างสหรัฐฯ กับกลุ่มพันธมิตร

เฮกเซธได้ตอบคำถามนี้ว่า ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของสหรัฐฯ นั้นมุ่งเป้าไปที่ “การแสดงแสนยานุภาพ” ในมหาสมุทรแปซิฟิกและการทำงานร่วมกับพันธมิตร

“คนมักจะเอาเรื่องที่เรามีพันธกรณีระดับโลก ไปปะปนกับการที่เราหันหลังให้ภูมิภาคนี้” เขากล่าว พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

“เราสามารถทำสองสิ่งพร้อมกันได้” เขายืนยัน โดยระบุว่าสหรัฐฯ กำลังทำงานร่วมกับพันธมิตร “อย่างเงียบๆ แต่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง” ด้วย “แนวทางที่จริงจังและเป็นรูปธรรม” ในภูมิภาคแปซิฟิก ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษา “พันธกรณีระดับโลกเพื่อสร้างความมั่นใจว่า อิหร่านจะไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้”

ทั้งนี้ นายเฮกเซธพยายามสร้างความมั่นใจให้แก่พันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่มีต่อภูมิภาคนี้ รวมถึงการส่งมอบอาวุธตามข้อตกลง แม้ว่าจะเพิ่งมีการระงับแพ็กเกจอาวุธสำหรับไต้หวันไปก็ตาม พร้อมกันนี้เขายังได้ย้ำข้อเรียกร้องให้พันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้มากขึ้นด้วย

ผู้เข้าร่วมการประชุมรายหนึ่งได้หยิบยกคำถามเกี่ยวกับความสามารถของสหรัฐฯ ในการส่งมอบอาวุธตามข้อตกลงให้แก่ประเทศพันธมิตร หลังระงับแพ็กเกจอาวุธของไต้หวัน เพื่อสำรองคลังกระสุนไว้ใช้ในสงครามอิหร่าน

นายเฮกเซธกล่าวว่า เขาอยากให้ “แยกแยะสองประเด็นนี้ออกจากกันโดยสิ้นเชิง” โดยยืนยันว่าสหรัฐฯ อยู่ใน “จุดที่ดีมาก… และสถานะที่แข็งแกร่งมาก” ในแง่ของคลังแสงอาวุธโดยรวม รวมถึงความสามารถในการผลิตเพิ่มหากมีความจำเป็น

ในสุนทรพจน์ของเขา เฮกเซธเน้นย้ำถึงแนวทางที่ “แข็งแกร่ง สงบ และชัดเจน” ของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคนี้ ซึ่งก็คือการมีศักยภาพในการ “พูดจานุ่มนวล” แต่ถือ “กระบองท่อนใหญ่” เอาไว้

เขายืนยันว่า หัวใจสำคัญของแนวทางนี้คือการมีอาวุธที่มากขึ้น แทนที่จะเป็นเพียง “วาทกรรมโลกาภิวัตน์ที่ว่างเปล่าเกี่ยวกับระเบียบระหว่างประเทศที่อิงตามกฎกติกา”

“กฎกติกานั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าคุณไม่สามารถสนับสนุนมันด้วยอำนาจที่จับต้องได้ กฎเหล่านั้นก็ไม่มีค่าอะไรไปมากกว่าเศษกระดาษที่เขียนไว้” นายเฮกเซธกล่าว “เราไม่ต้องการการประชุมที่มากขึ้น แต่เราต้องการกำลังรบที่มากขึ้น… งานแชงกรี-ลา ไดอะล็อก น้อยลงหน่อย แต่ขอเรือรบและเรือดำน้ำให้มากขึ้น”

นายเฮกเซธยังย้ำข้อเรียกร้องที่เขาเคยพูดไว้ในสุนทรพจน์เมื่อปีก่อน โดยเรียกร้องให้พันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของแต่ละประเทศ และกล่าวชื่นชมประเทศที่เพิ่มงบประมาณและเพิ่มความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตาม เฮกเซธก็ได้วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มประเทศที่เขาเรียกว่าเป็นพวก “กินแรง” ประเทศอื่น โดยหนึ่งในนั้นคือนิวซีแลนด์ พร้อมกับเตือนว่า “ยุโรปและนาโต (Nato) มีการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่ต้องทำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ – UK – ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ

สหรัฐฯ - UK - ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ

31 พ.ค. 2569 00:14 น.

สหรัฐฯ – UK – ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ

สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศจะร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ ภายใต้สนธิสัญญา Aukus เพื่อปกป้องสายเคเบิลและท่อส่งใต้ทะเลต่างๆ

เมื่อ 30 พ.ค. 2569 สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศว่าจะร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำเพื่อปกป้องสายเคเบิลใต้ทะเลและเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันประเทศ ภายใต้สนธิสัญญาพันธมิตรทางทหารที่รู้จักกันในชื่อ “ออกัส” (Aukus)

เทคโนโลยียานยนต์ใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) นี้คาดว่าจะพร้อมใช้งานภายในปีหน้า แม้จะไม่มีการระบุถึงมูลค่ารวมของโครงการ แต่ จอห์น ฮีลลีย์ (John Healey) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ประเทศของเขาจะสนับสนุนเงินทุนจำนวน 150 ล้านปอนด์

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นโดยรัฐมนตรีกลาโหมของทั้ง 3 ประเทศ ที่การประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงในสิงคโปร์ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการต่างๆ ภายใต้กลุ่มออกัสมีความคืบหน้าที่ล่าช้า

นายฮีลลีย์ยอมรับในข้อวิจารณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “ที่ผ่านมาในออกัส เราพูดกันมากเกินไปแต่ลงมือทำน้อยเกินไปมานานแล้ว” พร้อมเสริมว่า “แต่ตอนนี้สิ่งนั้นได้เปลี่ยนไปแล้วภายใต้รัฐบาลของพวกเราทั้ง 3 ประเทศ”

แถลงการณ์ร่วมระบุว่า โครงการใหม่นี้จะเห็นการพัฒนา “ระบบอุปกรณ์ปฏิบัติการและระบบสนับสนุนที่ล้ำสมัย” สำหรับยาน UUV ซึ่งจะสามารถปกป้องโครงสร้างพื้นฐานบริเวณพื้นทะเล, การโจมตี, ตลอดจนการปฏิบัติการลาดตระเวน การตรวจการณ์ และการส่งกำลังบำรุง

นอกจากนี้ ฮีลลีย์กล่าวว่าจะมีการพัฒนาระบบเซ็นเซอร์และระบบอาวุธสำหรับ UUV เหล่านี้ ซึ่งจะช่วยมอบเทคโนโลยีการรบขั้นสูงให้แก่กองทัพของเราอย่างรวดเร็ว

มันยังจะช่วยให้พวกเขารับมือกับภัยคุกคามต่างๆ “รวมถึงภัยที่เกิดกับสายเคเบิลและท่อส่งใต้ทะเลของเรา ซึ่งชีวิตประจำวันของเราต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้อย่างมาก” เขากล่าวเสริมว่า ความพยายามดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างการป้องปรามในมหาสมุทรแปซิฟิก แอตแลนติก และน่านน้ำในแถบอาร์กติกตอนบนด้วย

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นหนึ่งเดือนหลังจากฮีลลีย์กล่าวหารัสเซียว่า ดำเนินปฏิบัติการลับเหนือสายเคเบิลและท่อส่งน้ำมันในน่านน้ำทางตอนเหนือของสหราชอาณาจักร แต่ทางมอสโกได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ในเดือนธันวาคมปีก่อน สหราชอาณาจักรและนอร์เวย์ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเพื่อตามล่าเรือดำน้ำรัสเซียในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเพื่อปกป้องสายเคเบิลใต้ทะเลด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ออกมาได้แล้ว 5 คน ชาวบ้านติดถ้ำน้ำท่วมที่ลาว ยังสูญหายอีก 2 ราย

ออกมาได้แล้ว 5 คน ชาวบ้านติดถ้ำน้ำท่วมที่ลาว ยังสูญหายอีก 2 ราย

30 พ.ค. 2569 23:00 น.

ออกมาได้แล้ว 5 คน ชาวบ้านติดถ้ำน้ำท่วมที่ลาว ยังสูญหายอีก 2 ราย

ทีมกู้ภัยในประเทศลาวช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในถ้ำที่ถูกน้ำท่วมออกมาได้อีก 4 คนแล้ว หลังจากช่วยรายแรกออกมาเมื่อวันศุกร์ แต่ยังตามหาผู้ประสบภัยที่เหลืออีก 2 คนไม่พบ

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 2569 ทีมกู้ภัยสามารถช่วยชาวบ้านที่ติดอยู่ภายในถ้ำที่มีน้ำท่วมขังใน สปป.ลาว ออกมาได้อีก 4 คน หลังจากสามารถพาผู้รอดชีวิตคนแรกออกมาได้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้เหลือผู้ประสบภัยอีก 2 รายเท่านั้นที่เจ้าหน้าที่ยังหาไม่พบ แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานถึง 10 วันแล้วก็ตาม

นักดำน้ำกู้ภัยชาวมาเลเซีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า ผู้รอดชีวิตทั้ง 4 คนได้รับการช่วยเหลือออกมาได้ หลังจากทีมงานได้สูบน้ำออกจากโถงถ้ำ แต่เขาปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นหรือคาดเดาเกี่ยวกับอาการของผู้สูญหายอีก 2 คนที่ยังหาตัวไม่พบ

ทางด้านเพจเฟซบุ๊ก Thailand Rescue Diver ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถนำตัวผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ภายในออกมาได้เพิ่มอีก 4 คน” เมื่อเวลาประมาณ 15.10 น. ของวันเสาร์ และเสริมว่า “ขณะนี้รวมช่วยเหลือออกมาได้แล้วทั้งหมด 5 คน และยังคงสูญหายอีก 2 คน”

ทั้งนี้ ชาวบ้าน 7 คน เข้าไปในถ้ำซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขาอันห่างไกลของแขวงไซสมบูน ทางตอนกลางของ สปป.ลาว เมื่อวันที่ 20 พ.ค. แต่ฝนที่ตกหนักส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันจนปิดกั้นทางออกของถ้ำ

ทีมกู้ภัยพบตัวผู้รอดชีวิต 5 คนแรกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (27 พ.ค.) โดยพวกเขาหลบภัยอยู่บริเวณช่องแคบๆ ห่างจากปากถ้ำประมาณ 300 เมตร

ตอนนี้ยังเหลือผู้สูญหายอีก 2 ราย โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสูบน้ำที่ท่วมขังปิดปากถ้ำ ขณะที่ผู้รอดชีวิตเผยว่า ชายที่สูญหายทั้ง 2 คนได้เดินลึกเข้าไปในถ้ำมากกว่าจุดที่เขาอยู่ประมาณ 500 เมตร และตอนนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กลาโหมสหรัฐฯ ลั่น พร้อมกลับมาสู้รบในอ่าวเปอร์เซียหากจำเป็น

กลาโหมสหรัฐฯ ลั่น พร้อมกลับมาสู้รบในอ่าวเปอร์เซียหากจำเป็น

30 พ.ค. 2569 22:11 น.

กลาโหมสหรัฐฯ ลั่น พร้อมกลับมาสู้รบในอ่าวเปอร์เซียหากจำเป็น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ พร้อมจะกลับไปสู้รบในตะวันออกกลางอีกครั้ง หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลง แต่ย้ำว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 2569 นาย พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ พร้อมที่จะกลับมาเปิดฉากสู้รบในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียอีกครั้งหากมีความจำเป็น และในตอนนี้พวกเขามีความพร้อมในตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งกว่าวันแรกที่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเสียอีก

“เรากำลังมุ่งเน้นไปที่การจัดวางกำลังพลและเตรียมความพร้อมที่จะกลับไปสู้รบอีกครั้งหากจำเป็น” เฮกเซธกล่าวระหว่างการเยือนสิงคโปร์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประสงค์ที่จะหลีกเลี่ยงแนวทางดังกล่าวมากกว่า

เฮกเซธกล่าวว่า เป้าหมายของประธานาธิบดีคือการทำให้มั่นใจว่าอิหร่านจะต้องไม่มีศักยภาพในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และ “เป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย”

นอกจากนี้เขายังระบุว่า ทางฝ่ายอิหร่านเอง “กำลังดำเนินไปในทิศทางเดียวกับเรา การเจรจาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และผมคิดว่าพวกเขารู้ดีว่าเรื่องนี้ควรจะดำเนินไปในทิศทางใด”

“พวกเขาอยากจะพูดว่าพวกเขาเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ แต่ความจริงแล้วคือพวกเราต่างหาก” เฮกเซธกล่าวเสริม

ก่อนหน้านี้ ระหว่างการเข้าร่วมการประชุม แชงกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) ที่ประเทศสิงคโปร์ นายเฮกเซธกล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังใช้ความอดทนเพื่อให้มั่นใจว่า ข้อตกลงสันติภาพใดๆ ก็ตามที่จะทำร่วมกับอิหร่าน จะต้องสามารถรับประกันได้ว่าอิหร่านจะไม่สามารถจัดหาอาวุธนิวเคลียร์มาครอบครองได้

“หากอิหร่านไม่ต้องการทำข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมเพื่อรับประกันว่าจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพสหรัฐฯ” เฮกเซธกล่าว พร้อมเสริมว่า คลังแสงอาวุธของสหรัฐฯ นั้นมีเพียงพอที่จะปิดงานได้อย่างแน่นอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้เชี่ยวชาญเตือน กินเนื้อสัตว์ป่า ปัจจัยเสี่ยงเร่งการระบาดของอีโบลาในคองโก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน กินเนื้อสัตว์ป่า ปัจจัยเสี่ยงเร่งการระบาดของอีโบลาในคองโก

30 พ.ค. 2569 14:29 น.

ผู้เชี่ยวชาญเตือน กินเนื้อสัตว์ป่า ปัจจัยเสี่ยงเร่งการระบาดของอีโบลาในคองโก

ผู้เชี่ยวชาญชี้การล่าและบริโภคสัตว์ป่า เป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้เชื้ออีโบลาข้ามจากสัตว์สู่มนุษย์ ท่ามกลางการระบาดรอบล่าสุดในคองโก เตือนหลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา

แม้โรคอีโบลาจะกลับมาระบาดอย่างรุนแรงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แต่ความนิยมบริโภคเนื้อสัตว์ป่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินในหลายพื้นที่ของแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ยังคงไม่ลดลง ท่ามกลางความกังวลของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขที่เตือนถึงความเสี่ยงของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน

ที่ตลาดมาซินา ในกรุงกินชาซา เมืองหลวงของคองโก พ่อค้าแม่ค้ายังคงจำหน่ายเนื้อสัตว์ป่าหลากหลายชนิด ตั้งแต่หนูขนาดใหญ่ แอนทีโลป งูหลาม ไปจนถึงหนอนผีเสื้อ ซึ่งถือเป็นอาหารยอดนิยมของคนในท้องถิ่น

สำหรับชาวคองโกจำนวนมาก เนื้อสัตว์ป่าไม่เพียงเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แม้จะมีการระบาดของโรคอีโบลาหลายครั้งตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

รัฐบาลคองโกเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ประกาศการระบาดของโรคอีโบลาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบผู้ป่วยต้องสงสัยมากกว่า 1,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 220 รายแล้ว

องค์การอนามัยโลก (WHO) เชื่อว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่รายงาน เนื่องจากไวรัสแพร่กระจายโดยไม่ถูกตรวจพบเป็นเวลาหลายสัปดาห์

โรคอีโบลาถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2519 ในพื้นที่ใกล้แม่น้ำอีโบลาในคองโก และเชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่มนุษย์ โดยเฉพาะค้างคาวกินผลไม้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติของไวรัส

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การล่าสัตว์ การชำแหละ และการบริโภคสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ทำให้ไวรัสข้ามสายพันธุ์มาสู่มนุษย์

ด้าน นพ.โทลเบิร์ต กีว์เลห์ นเยนสวาห์ จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกากล่าวว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังคงมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดลักษณะนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นได้

ขณะที่ นพ.มิซากิ วาเยนเกรา ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาจากยูกันดาระบุว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสัตว์ป่าเป็นเรื่องยากมาก เพราะฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศเร่งให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงของโรคอีโบลา โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือสัตว์ที่ตายเองตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันการเกิดโรคระบาดครั้งใหม่ในอนาคต

การระบาดครั้งล่าสุดเกิดจากไวรัสสายพันธุ์บุนดิบูกโย ซึ่งเป็นสายพันธุ์หายากของอีโบลา และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองโดยเฉพาะ

ที่ผ่านมา คองโกเผชิญการระบาดของโรคอีโบลามาแล้วอย่างน้อย 17 ครั้ง ขณะที่การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในแอฟริกาตะวันตกระหว่างปี 2557-2559 ทำให้มีผู้ติดเชื้อราว 28,000 คน และเสียชีวิตมากกว่า 11,300 คน

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ค้างคาวกินผลไม้บางชนิดอาจเป็นพาหะตามธรรมชาติของไวรัสอีโบลา แต่ในหลายพื้นที่ของแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ค้างคาวยังคงถูกนำมาประกอบอาหารอย่างแพร่หลาย

หนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยมคือซุปค้างคาวย่าง รวมถึงเนื้อลิง สัตว์ฟันแทะ งู และสัตว์ป่าอีกหลายชนิด.

ที่มา :AP