“ไชยชนก” ปล่อยขบวนรถ ถุงยังชีพ-สิ่งของจำเป็น “DE ปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้”

“ไชยชนก” ปล่อยขบวนรถ ถุงยังชีพ-สิ่งของจำเป็น  “DE ปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้”

25 พ.ย. 2568 11:40 น.

“ไชยชนก” ปล่อยขบวนรถ ถุงยังชีพ-สิ่งของจำเป็น “DE ปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้”

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานปล่อยขบวนรถขนส่งถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ 7 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา และปัตตานี ผ่านโครงการ “DE ปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้” โดยเฉพาะในอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยระดมหน่วยงานในสังกัด ให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

นายไชยชนก กล่าวว่า กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยตนได้สั่งการให้ บริษัท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ NT จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังการให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ประสบอุทกภัยตลอด 24 ชม. พร้อมจัดรถโมบายเคลื่อนที่ใช้ในการกระจายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ต เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้บริการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ตลอดจนมาตรการเยียวยาลูกค้า การขยายระยะเวลาชำระหนี้ค่าบริการรายเดือน /ยกเว้นการระงับชั่วคราวบริการโทรศัพท์มือถือแบบรายเดือน และขยายวันใช้งานบริการโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน

ในส่วนของ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ได้มอบหมายให้ดำเนินการประสานงานร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่ จัดพาหนะรถขนส่งขนาดใหญ่ เร่งให้ความช่วยเหลืออพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่โดยด่วน และดำเนินการช่วยเหลือขนส่งอาหาร และน้ำดื่ม ให้แก่ผู้ประสบภัยที่ยังติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ตามจุดต่างๆ โดยเริ่มดำเนินการทันที

ขณะที่บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมสนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือฉุกเฉิน นำระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมพร้อมอุปกรณ์แบบเคลื่อนที่ผ่านโครงข่ายดาวเทียมไทยคม เข้าเสริมระบบการสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ประสบเหตุอุทกภัย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ระบบอินเทอร์เน็ตสื่อสารผ่านสัญญาณดาวเทียมได้

นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัด ร่วมระดมกำลังข้าราชการ เจ้าหน้าที่จัดทำถุงยังชีพ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย โดยหากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ หรือองค์กรการกุศลใด มีความประสงค์ร่วมส่งต่อความช่วยเหลือไปยังพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) พร้อมที่จะสนับสนุนด้านการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์อย่างเต็มกำลัง โดยสามารถติดต่อได้ที่ THP Contact Center 1545 เพื่อประสานรายละเอียดการรวบรวมและรับส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ต่อไป โดยมุ่งหวังให้ความช่วยเหลือถูกส่งถึงพื้นที่ประสบภัยอย่างรวดเร็วและทั่วถึงที่สุด

“กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชนที่ประสบภัยพิบัติในพื้นที่ต่างๆ ของภาคใต้ โดยใช้จุดเด่นของหน่วยงาน อย่าง NT ในการดูแลระบบสัญญาณการสื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปณท. ที่มีศักยภาพด้านการขนส่งและกระจายสิ่งของให้ความช่วยเหลือประชาชน รวมถึงได้รับความร่วมมือจาก ไทยคม ในการช่วยเหลือดูแลระบบสัญญาณดาวเทียม และหน่วยงานในสังกัดอื่นๆ ในการจัดทำถุงยังชีพ โดยหวังว่าความห่วงใยจากกระทรวงดีอีในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาและลดผลกระทบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ในระยะเบื้องต้นได้” นายไชยชนก กล่าว

น้ำท่วมใต้ยังวิกฤต! บขส. หยุดเดินรถโดยสารในพื้นที่ภาคใต้ 6 เส้นทางชั่วคราว

น้ำท่วมใต้ยังวิกฤต! บขส. หยุดเดินรถโดยสารในพื้นที่ภาคใต้ 6 เส้นทางชั่วคราว

25 พ.ย. 2568 11:24 น.

น้ำท่วมใต้ยังวิกฤต! บขส. หยุดเดินรถโดยสารในพื้นที่ภาคใต้ 6 เส้นทางชั่วคราว

วันนี้ (25 พ.ย.2568) เวลา 11.00 น. บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ จ.สงขลา, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส และสตูลยังคงมีระดับน้ำท่วมสูง เนื่องจากฝนตกหนัก ทำให้ส่งผลกระทบต่อการเดินรถในพื้นที่ภาคใต้ รถโดยสารไม่สามารถนำส่งผู้โดยสารที่ปลายทางได้ จำนวน 6 เส้นทาง ดังนี้

1. สายที่ 984 กรุงเทพฯ – ตรัง – สตูล

2. สายที่ 987 กรุงเทพฯ – ยะลา

3. สายที่ 988 กรุงเทพฯ – สตูล

4. สายที่ 992 กรุงเทพฯ – หาดใหญ่

5. สายที่ 9917 กรุงเทพฯ – ปัตตานี

6. สายที่ 9917 กรุงเทพฯ – สุไหงโกลก

บขส. จึงจำเป็นต้องหยุดเดินรถในเส้นทางดังกล่าวชั่วคราว ตั้งแต่วันนี้ (25 พ.ย.2568) เป็นต้นไป จนกว่าระดับน้ำจะลดลง เพื่อความปลอดภัย

สำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ สามารถติดต่อขอคืนตั๋วโดยสารได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋วของ บขส. ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ดี บขส. จะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและจะรายงานสถานการณ์ให้ทราบต่อไป สอบถามข้อมูลการเดินรถสายใต้ โทร. 02 – 422 – 4444 หรือติดตามข่าวสารได้ที่ เฟซบุ๊ก : บขส. www.facebook.com/BorKorSor99

ฟิลิปปินส์จับกุมผู้ต้องสงสัยทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม

ฟิลิปปินส์จับกุมผู้ต้องสงสัยทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม

25 พ.ย. 2568 11:04 น.

ฟิลิปปินส์จับกุมผู้ต้องสงสัยทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม

ทางการฟิลิปปินส์รวบ 7 ผู้ต้องสงสัย และอยู่ระหว่างตามล่าอีกหลายราย ในคดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมมูลค่านับแสนล้านบาท ด้านประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ลั่นจะดำเนินคดีนักการเมืองและเจ้าของบริษัทก่อสร้างที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก่อนช่วงคริสต์มาส เพื่อดับความโกรธแค้นของประชาชน

ทางการฟิลิปปินส์ได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 ราย และกำลังตามล่าผู้ที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก ในคดีฉาวเกี่ยวกับการทุจริตโครงการควบคุมน้ำท่วมครั้งใหญ่ ที่สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่สาธารณชน

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้ออกมายืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามความผิดปกติที่พัวพันกับสมาชิกสภาคองเกรสผู้ทรงอิทธิพล เนื่องจากมีการกล่าวโทษว่าการทุจริตอย่างกว้างขวาง เป็นสาเหตุที่ทำให้โครงการควบคุมน้ำท่วมในประเทศถูมองว่าด้อยคุณภาพหรือไม่มีอยู่จริง

ผู้ต้องสงสัยชุดแรกจำนวนกว่าสิบคน รวมถึง ซัลดี โค อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวิศวกรโยธาของรัฐบาล ถูกศาลต่อต้านการทุจริตพิเศษ Sandiganbayan ฟ้องร้องแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นคดีแรกจากอีกหลายสิบคดีอาญาเกี่ยวกับการทุจริตที่ประธานาธิบดีมาร์กอสให้คำมั่นว่าจะนำสมาชิกรัฐสภาและเจ้าของบริษัทก่อสร้างร่ำรวยที่เกี่ยวข้องเข้าสู่เรือนจำให้ได้ก่อนเทศกาลคริสต์มาส

คดีทุจริตชุดแรกนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติในโครงการควบคุมน้ำท่วมในจังหวัดมินโดโรตะวันออก รวมถึงโครงการเขื่อนริมแม่น้ำมูลค่า 289 ล้านเปโซ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท Sunwest Corp. ที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นของครอบครัวของนายโค

ประธานาธิบดีมาร์กอสเปิดเผยว่า มีผู้ต้องสงสัยถูกจับกุม 1 ราย และอีก 6 รายมอบตัวกับตำรวจในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยผู้ที่ถูกจับกุมรายหนึ่ง ถูกพบที่บ้านในเขตเกซอนซิตี้ และมีการจับกุมผู้ที่พยายามให้ความช่วยเหลือซ่อนตัวผู้ต้องสงสัยด้วย

“คำแนะนำของผมสำหรับผู้ต้องสงสัยที่เหลือคือให้ทุกคนมอบตัว อย่ารอให้ถูกไล่ล่า” ประธานาธิบดีมาร์กอสระบุผ่านทางเฟซบุ๊กว่า “เรื่องนี้จะดำเนินต่อไป เราจะไม่หยุด”

นายจอนวิค เรมุลลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ไม่ทราบที่อยู่ของนายซัลดี โค ซึ่งเชื่อว่าอยู่ต่างประเทศ แต่ผู้ต้องสงสัยอีกสามรายอาจจะมอบตัวต่อสถานทูตฟิลิปปินส์ในสหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ และจอร์แดนในไม่ช้า เพื่อเดินทางกลับประเทศ “ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดในโลก เราจะตามหาคุณ” นายเรมุลลากล่าวย้ำในการแถลงข่าว พร้อมแสดงภาพถ่ายของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในชุดนักโทษสีส้ม

มีพยานให้การในการไต่สวนของวุฒิสภา และในคณะกรรมการสืบสวนอิสระที่จัดตั้งโดยประธานาธิบดีมาร์กอส ว่าอดีตและวุฒิสมาชิก รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน ได้รับเงินสินบนก้อนโตจากบริษัทก่อสร้างที่ได้รับสัมปทานโครงการควบคุมน้ำท่วมอย่างไม่ถูกต้องเป็นเวลาหลายปี

ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันในคดีนี้ยังรวมถึง สส. มาร์ติน โรมูอัลเดซ ลูกพี่ลูกน้องและพันธมิตรคนสำคัญของประธานาธิบดี ซึ่งได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว นอกจากนี้ยังมี อดีตประธานวุฒิสภา ชิซ เอสคูเดโร ที่ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนและได้ลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่ได้กระทำผิด

ความมั่งคั่งฟุ่มเฟือยของกลุ่มผู้ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นคฤหาสน์ เงินสด และกองรถหรู รวมถึงเครื่องบินส่วนตัว เป็นชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ โดยการเดินขบวนครั้งต่อไปที่มีกำหนดในวันที่ 30 พฤศจิกายน ได้รับการสนับสนุนจากคริสตจักรคาทอลิกหลักในประเทศ

ปัจจุบัน มีโครงการควบคุมน้ำท่วมอย่างน้อย 9,855 โครงการ มูลค่ากว่า 545,000 ล้านเปโซ (ประมาณ 299,616 ล้านบาท) ที่ควรจะดำเนินการตั้งแต่ประธานาธิบดีมาร์กอสเข้ารับตำแหน่งเมื่อกลางปี 2022 กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายราล์ฟ เรคโต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุต่อสมาชิกนิติบัญญัติว่า เงินงบประมาณสำหรับโครงการควบคุมน้ำท่วมมากถึง 118,500 ล้านเปโซ (ประมาณ 65,145 ล้านบาท) อาจสูญหายไปจากการทุจริตตั้งแต่ปี 2023 นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังระบุว่า ความผิดปกตินี้อาจเริ่มต้นขึ้นในสมัยรัฐบาลชุดก่อนของอดีตประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต และโครงการควบคุมน้ำท่วมที่ดำเนินการในช่วงเวลานั้นก็จะถูกสอบสวนเช่นกัน.

ที่มา AP

สุดห่วง วิกฤต “น้ำท่วมภาคใต้” แห่ถามหา “ผบ.เหตุการณ์” เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สุดห่วง วิกฤต "น้ำท่วมภาคใต้" แห่ถามหา "ผบ.เหตุการณ์" เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

25 พ.ย. 2568 10:47 น.

สุดห่วง วิกฤต “น้ำท่วมภาคใต้” แห่ถามหา “ผบ.เหตุการณ์” เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

โซเชียลสุดห่วง วิกฤติ “น้ำท่วมหาดใหญ่” รวมถึงหลายจังหวัดในภาคใต้ แห่ถามใครคือ “ผบ.เหตุการณ์” วอนเร่งกำหนดวิธีจัดการปัญหา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

จากกรณีสถานการณ์น้ำท่วมหนักในจังหวัดสงขลา เกือบทุกพื้นที่ยังคงวิกฤตหนัก รวมไปถึงอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ ทั้งนครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง โดยเจ้าหน้าที่และกู้ภัยก็พยายามเร่งทำงานเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ขณะที่ในโซเชียลพบว่ามีการโพสต์ภาพ คลิปวิดีโอเหตุการณ์น้ำท่วม แชร์พิกัดจุดต่างๆ เพื่อขอรับการช่วยเหลือ และรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นภาพความช่วยเหลือที่คนไทยต่างร่วมแชร์ข้อมูล และพิกัดผู้ประสบภัย รวมถึงบริจาคสิ่งของจำเป็น และเงินสนับสนุนเพื่อช่วยผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้

นอกจากนี้ หลายคนก็ยังได้แสดงความรู้สึกเห็นใจ และสะเทือนใจกับภาพความสูญเสียจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่นี้ และตั้งคำถามถึง “ผบ.เหตุการณ์” หรือ ผู้บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Commander: IC) ในครั้งนี้ว่าเป็นใคร ที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการ และแก้ปัญหาเหตุน้ำท่วมใหญ่หลายพื้นที่ในภาคใต้ เพื่อเร่งให้สถานการณ์คืนกลับสู่ภาวะปกติ และประชาชนผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างปลอดภัย

ผลวิจัยอินเดียชี้ฟังเพลงขณะผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

ผลวิจัยอินเดียชี้ฟังเพลงขณะผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

25 พ.ย. 2568 09:32 น.

ผลวิจัยอินเดียชี้ฟังเพลงขณะผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

งานวิจัยอินเดียเผยดนตรี มีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้เร็วขึ้น ช่วยลดปริมาณยาสลบ และทำให้ผู้ป่วยรู้สึกตัวไวกว่าเดิม

งานวิจัยชิ้นใหม่จาก วิทยาลัยแพทยศาสตร์ Maulana Azad Medical College (MAMC) ในกรุงเดลี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Music and Medicine ชี้ว่าการฟังดนตรีระหว่างการวางยาสลบ สามารถช่วยลดปริมาณยาสลบที่ต้องใช้ และทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วและชัดเจนขึ้น โดยอธิบายว่าแม้ยาสลบจะทำให้ผู้ป่วยหมดสติอย่างสมบูรณ์ แต่สมองส่วนที่เกี่ยวกับการได้ยินยังคงทำงานบางส่วนอยู่ ทีมวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่เปิดเพลงจากหูฟังระหว่างผ่าตัดมีผลทำให้ใช้ยา propofol น้อยลง, ใช้ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ เช่น fentanyl น้อยลง, สัญญาณชีพ เช่น ความดันและอัตราการเต้นหัวใจ นิ่งกว่า, ระดับฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) ลดลง และฟื้นตัวหลังผ่าตัด ไวกว่าและชัดเจนกว่า

ดร.ฟาราห์ ฮูเซน แพทย์วิสัญญีและนักบำบัดดนตรีของทีมวิจัย กล่าวว่าเป้าหมายของพวกเขาคือให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว สดชื่น และเจ็บปวดน้อยที่สุด ซึ่งดนตรีช่วยลดความเครียดในร่างกายได้จริง แม้ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัวก็ตาม

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นผู้ป่วยที่เข้ารับการ ผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy) ซึ่งใช้เวลาสั้นและต้องการให้ผู้ป่วยตื่นจากยาสลบอย่างรวดเร็วผู้ป่วยทั้งหมด 56 คนถูกสุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกใส่หูฟัง แต่ไม่มีเสียง ส่วนอีกกลุ่มใส่หูฟังพร้อมเพลงบรรเลงคลายเครียด เช่น ฟลุตหรือเปียโน

ซึ่งผลปรากฎว่าผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันอย่างชัดเจน ผู้ป่วยที่ได้ฟังเพลง ใช้ยาน้อยกว่า และมีสัญญาณชีพระหว่างผ่าตัดที่ นิ่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ เพราะถึงแม้ผู้ป่วยจะหมดสติ แต่ร่างกายยังตอบสนองต่อขั้นตอนผ่าตัด เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ (intubation) การเปิดแผล และการดึงอวัยวะระหว่างผ่าตัด

ขั้นตอนเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้ความดันขึ้น อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้น และฮอร์โมนความเครียดพุ่งสูง ซึ่งทีมวิจัยพบว่าดนตรีช่วยลดความตึงเครียดเหล่านี้ลงได้

ดร.โซเนีย วัดฮาวัน อาจารย์แพทย์ด้านวิสัญญี เปิดเผยว่าถึงผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัว แต่สมองยังรับรู้เสียงได้บางส่วน ดนตรีจึงสามารถปรับสภาวะภายในสมองและลดปฏิกิริยาความเครียดได้

การใช้ดนตรีเพื่อการบำบัดไม่ใช่เรื่องใหม่ แพทย์ใช้ดนตรีมานานในด้านจิตเวช การฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาต และการดูแลแบบประคับประคอง แต่การนำดนตรีเข้าสู่ห้องผ่าตัด ถือเป็นความก้าวหน้าใหม่ในวิสัญญีสมัยใหม่

ทีมแพทย์อินเดียกำลังเตรียมศึกษาขั้นต่อไปเกี่ยวกับการให้ดนตรีร่วมกับการให้ยาระงับความรู้สึกแบบไม่ต้องดมยา ซึ่งอาจเปลี่ยนแนวทางการผ่าตัดในอนาคตต่อไป.

ที่มา : อินเดีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ดนตรี

ทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กาง ร่วงกระแทกพื้นกลางโชว์กระโดดร่ม รอดตายปาฏิหาริย์

ทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กาง ร่วงกระแทกพื้นกลางโชว์กระโดดร่ม รอดตายปาฏิหาริย์

25 พ.ย. 2568 09:09 น.

ทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กาง ร่วงกระแทกพื้นกลางโชว์กระโดดร่ม รอดตายปาฏิหาริย์

เกิดเหตุไม่คาดฝันขณะกองทัพอินโดฯ โชว์กระโดดร่ม เมื่อทหารพลร่มอินโดฯ รายหนึ่งร่มไม่กาง ร่วงกระแทกพื้นต่อหน้า รมว.กลาโหม เคราะห์ดีที่ยังรอดตาย

เกิดเหตุการณ์ระทึกขณะกองทัพอินโดนีเซียตั้งใจจัดโชว์ศักยภาพการฝึกกระโดดร่มต่อหน้าผู้บัญชาการระดับสูง เมื่อทหารพลร่มนายหนึ่ง ร่มชูชีพขัดข้องไม่ยอมกาง ทำให้เขาร่วงลงสู่พื้นด้วยความเร็ว ท่ามกลางความตื่นตกใจของผู้ที่เห็นเหตุการณ์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่สนามบิน IMIP Private Airport จังหวัดสุลาเวสีกลาง ขณะทหารกระโดดจากเครื่อง C-130 ต่อหน้า รัฐมนตรีกลาโหม ชาฟรี ชัมซุดดิน และผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอก อากุส สุเบียนโต

จากคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในโซเชียล จะเห็นทหารทยอยกระโดดออกจากท้ายเครื่องบิน และร่มกางอย่างสมบูรณ์ทุกนาย ยกเว้นเพียงหนึ่งคนที่ร่มยังคงแฟบ ทำให้ร่างของเขาร่วงตกลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ที่อยู่ภาคพื้นดินต่างรีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือทันทีหลังเขาตกถึงพื้น ก่อนเร่งเคลื่อนย้ายเพื่อปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วน

พลเรือโท เฟรดดี อาร์เดียนซาห์ ยืนยันว่า ทหารนายนี้ได้รับบาดเจ็บจากร่มชูชีพที่ไม่กาง โดยสาเหตุของความขัดข้องยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่อาการของเขากำลังดีขึ้น หลังได้รับการดูแลจากทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้กลายเป็นกระแสในอินโดนีเซีย สะท้อนความเสี่ยงของการฝึกกระโดดร่มทางทหาร และตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยของยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกซ้อม.

ที่มา : Viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กระโดดร่ม

สหรัฐฯ จ่อยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราวของชาวเมียนมาในอเมริกา

สหรัฐฯ จ่อยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราวของชาวเมียนมาในอเมริกา

25 พ.ย. 2568 06:39 น.

สหรัฐฯ จ่อยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราวของชาวเมียนมาในอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราวสำหรับชาวเมียนมาในสหรัฐฯ แล้ว โดยอ้างว่า พวกเขาสามารถเดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัยแล้ว เพราะสถานการณ์กำลังดีขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า กำลังจะยกเลิกสถานะทางกฎหมายชั่วคราวสำหรับพลเมืองเมียนมาในสหรัฐอเมริกา โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาสามารถเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดอย่างปลอดภัยได้แล้ว และอ้างว่าแผนจัดเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร เป็นหลักฐานว่าสถานการณ์กำลังดีขึ้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลในหมู่บุคคลที่อาจถูกบังคับให้เดินทางกลับไปยังเมียนมา ซึ่งอยู่ในภาวะวุ่นวายทางการเมืองมาตลอดนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารในปี 2564 ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน จนเกิดการลุกฮือหยิบอาวุธขึ้นมาต่อต้านทั่วประเทศ

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ (DHS) กล่าวในแถลงการณ์เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวดังกล่าวว่า นางคริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ได้หารือกับหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ และสรุปว่าสถานะการคุ้มครองชั่วคราว (TPS) สำหรับเมียนมาไม่จำเป็นอีกต่อไป

“การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการคืนสถานะ TPS ให้กลับสู่สถานะเดิมที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์คือชั่วคราว” นางโนเอมระบุในแถลงการณ์

“สถานการณ์ในพม่าดีขึ้นเพียงพอที่พลเมืองชาวพม่าจะสามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นเราจึงยกเลิกสถานะการคุ้มครองชั่วคราว พม่าได้แสดงความคืบหน้าอย่างเด่นชัดในการปกครองและเสถียรภาพ รวมถึงการสิ้นสุดภาวะฉุกเฉิน, แผนการสำหรับการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม, ข้อตกลงหยุดยิงที่ประสบความสำเร็จ และการปรับปรุงการปกครองท้องถิ่นที่ส่งผลให้การให้บริการสาธารณะและการปรองดองแห่งชาติดีขึ้น”

ในการแจ้งอย่างเป็นทางการของการตัดสินใจนี้ DHS ยังให้เครดิตแก่รัฐบาลทหารของเมียนมาที่มีส่วนร่วมในการเจรจาหยุดยิงกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่าจีนกำลังมีบทบาทเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย และเปรียบเทียบการเจรจาต่างๆ ว่าเป็นเหมือนกับความพยายามเพื่อสันติภาพในอดีต

ทั้งนี้ DHS ระบุว่า สถานะคุ้มครองชั่วคราวสำหรับชาวเมียนมาประมาณ 4,000 คนในสหรัฐฯ จะหมดอายุในวันที่ 26 ม.ค. 2569 แม้ว่าหน่วยงานระหว่างประเทศ รวมถึงองค์การสหประชาชาติ (UN) จะระบุว่า การเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมาวางแผนไว้ในเดือนธันวาคมและมกราคมไม่สามารถเป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรมได้ ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านบางพรรคยังคงถูกแบน และอดีตผู้นำอย่าง อองซาน ซูจี ยังคงถูกจองจำอยู่ในคุก

“การวิเคราะห์ข้อเท็จจริง (ของสหรัฐฯ) เป็นเรื่องเพ้อฝัน” จอห์น ซิฟตัน ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนของ Human Rights Watch สาขาเอเชียกล่าว

“ตรงกันข้ามกับเนื้อหาในนั้น (เมียนมา) ไม่มีพัฒนาการใด ๆ ในด้านธรรมาภิบาลหรือเสถียรภาพ การยกเลิกภาวะฉุกเฉินไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ และการเลือกตั้งที่เรียกว่าเป็นการเลือกตั้งที่ประกาศโดยกองทัพเป็นที่เข้าใจกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นเพียงละคร ไม่ได้เป็นแม้แต่เรื่องตลกที่อย่างน้อยยังมีความขบขัน แต่มันเป็นการหลอกลวง”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ DHS ยังดูแตกต่างจากท่าทีของสมาชิกพรรครีพับลิกันของนายทรัมป์เอง ซึ่งสนับสนุนนโยบายที่แข็งกร้าวต่อรัฐบาลทหารของเมียนมามาอย่างยาวนาน

เมื่อสัปดาห์ก่อน น.ส.ยัง คิม ประธานหญิงของอนุกรรมการการต่างประเทศด้านเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกประจำสภาผู้แทนราษฎร เพิ่งกล่าวในการไต่สวนเกี่ยวกับเมียนมา ว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงว่าเป็น “การหลอกลวง” ที่ “ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างภาพลวงตาของความชอบธรรม ขณะที่อนุญาตให้รัฐบาลทหารทำหน้าที่เป็นตัวแทนของจีนและรัสเซียต่อไป”

นอกจากนั้น กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังคงเตือนพลเมืองอเมริกันไม่ให้เดินทางไปยังเมียนมา โดยอ้างเหตุผลเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบ, การปะทะกันด้วยอาวุธ และการบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นตามอำเภอใจ

รายงานด้านสิทธิมนุษยชนล่าสุดของกระทรวงฯ เกี่ยวกับเมียนมาที่ออกเมื่อเดือนสิงหาคมก็ระบุว่า มีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนอย่างมีนัยสำคัญในเมียนมา รวมถึงรายงานที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับการสังหารตามอำเภอใจ, การหายตัวไป, การทรมาน, การเข่นฆ่านักข่าว และการจำกัดเสรีภาพทางศาสนา ไม่รวมการละเมิดอื่นๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน

25 พ.ย. 2568 04:15 น.

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน

เซเลนสกี ผู้นำยูเครนกล่าวยินดีกับความคืบหน้าในการเจรจาแผนสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครน แต่ย้ำว่า ปัญหาหลักยังคงเป็นเรื่องดินแดนยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาแสดงความยินดีต่อ “ความคืบหน้าสำคัญ” ที่เกิดขึ้นระหว่างการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ ที่นครเจนีวา แต่เตือนด้วยว่า ปัญหาหลักยังคงเป็นข้อเรียกร้องของวลาดิมีร์ ปูติน ที่ต้องการให้รับรองทางกฎหมายต่อดินแดนทางตะวันออกที่รัสเซียยึดไปจากยูเครน

หลังจากที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนประชุมกันที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันอาทิตย์เพื่อหารือเกี่ยวกับการยุติสงครามกับรัสเซีย เจ้าหน้าที่จากทั้งสองฝ่ายรายงานว่ามี “ความคืบหน้า” และตั้งใจที่จะทำงานร่วมกันต่อไป

แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า แต่ละฝ่ายเชื่อมความเห็นที่แตกแยกระหว่างรัสเซียกับยูเครนในเรื่องดินแดนกับการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครนอย่างไร ท่ามกลางความคาดหมายว่า นายเซเลนสกีจะพบกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อหารือประเด็นที่เป็นข้อพิพาท แต่ก็ไม่มีการยืนยันว่าการพบกันจะเกิดขึ้นเมื่อใด

คำถามเรื่องบูรณาภาพแห่งดินแดนเป็นประเด็นสำคัญที่รัสเซียกับยูเครนแตกแยกกันมากเป็นพิเศษ โดยนายเซเลนสกีกล่าวย้ำมาตลอดว่า รัสเซียไม่ควรได้รับดินแดนที่ยึดมาด้วยกำลังเป็นรางวัลจากการรุกราน เพราะการทำเช่นนั้นจะเป็นการสร้างกรณีตัวอย่างที่อันตรายขึ้นมา

ทั้งนี้ หลังจากการเจรจาที่เจนีวาสิ้นสุดลง นายทรัมป์บอกใบ้ผ่านโซเชียลมีเดียว่า “บางสิ่งที่ดีงามอาจกำลังจะเกิดขึ้น” แต่ย้ำว่า “อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าคุณจะได้เห็นเอง”

ตัวแทนของรัสเซียไม่ได้เข้าร่วมการประชุมที่สวิตเซอร์แลนด์ และรัฐบาลเครมลินก็ระบุว่า พวกเขาไม่ได้รับข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับผลลัพธ์ของการหารือ แต่นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวว่า พวกเขาทราบว่ามีการ “ปรับเปลี่ยน” แผนที่เดิมที่นายปูตินเคยให้การยอมรับ

อนึ่ง สื่อหลายสำนักระบุว่า แผนสันติภาพ 28 ข้อที่กำลังมีการเจรจาอยู่ตอนนี้นั้น ร่างโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และรัสเซียในเดือนตุลาคม และถูกนำเสนอต่อยูเครนเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยที่องค์ประกอบหลายอย่างของแผนดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่เงื่อนไขที่ฝ่ายมอสโกเรียกร้องมาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความกังวลในยูเครนและยุโรป

ในขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กับยูเครนต่างระบุว่ามีความคืบหน้าในเรื่องแผนการสันติภาพ แต่ผู้นำยุโรประมัดระวังท่าทีมากกว่านั้น โดยนาย โดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์กล่าวว่า “ผมไม่แน่ใจว่าเราเข้าใกล้สันติภาพมากขึ้นหรือไม่” ขณะที่นายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีกล่าวว่าการหารือจะเป็น “กระบวนการที่ยืดเยื้อและยาวนาน”

มีรายงานว่า สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส และ เยอรมนีได้ร่างแผนสันติภาพในยูเครนตอบโต้กับแผนของสหรัฐฯ ซึ่งตัดเรื่องการยอมรับดินแดนที่รัสเซียยึดไป ขณะที่เพิ่มขนาดกองทัพที่ยูเครนได้รับอนุญาตให้มีได้ และเปิดทางให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ได้

อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาไม่ทราบเรื่องแผนดังกล่าว ส่วนนาย ยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาฝ่ายนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลเครมลินก็ออกมาปฏิเสธแผนดังกล่าว โดยระบุว่า เป็นสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์อย่างสิ้นเชิง

แผนสันติภาพ 28 ข้อยังกำหนดให้ยูเครนถอนทหารออกจากดินแดนที่พวกเขายังคงควบคุมอยู่ในแคว้นโดเนตสก์ โดยจะกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตกันชนปลอดทหารที่เป็นกลาง และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นดินแดนที่เป็นของสหพันธรัฐรัสเซีย

ข้อกำหนดเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ยูเครนยอมรับได้ยากเช่นกัน โดยเคียฟกับพันธมิตรยุโรปต่างระมัดระวังไม่ให้การยุติข้อพิพาทใดๆ เป็นอันตรายต่อหลักการของบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตย นอกจากนั้นนายเซเลนสกีได้เตือนย้ำหลายครั้งว่าการยอมยกดอนบาสจะทำให้ยูเครนเสี่ยงต่อการถูกรัสเซียโจมตีในอนาคต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ภูเขาไฟในเอธิโอเปีย ปะทุครั้งแรกในรอบ 12,000 ปี หวั่นกระทบเที่ยวบิน

ภูเขาไฟในเอธิโอเปีย ปะทุครั้งแรกในรอบ 12,000 ปี หวั่นกระทบเที่ยวบิน

25 พ.ย. 2568 03:06 น.

ภูเขาไฟในเอธิโอเปีย ปะทุครั้งแรกในรอบ 12,000 ปี หวั่นกระทบเที่ยวบิน

ภูเขาไฟทางตอนเหนือของประเทศเอธิโอเปีย ปะทุครั้งแรกในรอบกว่า 12,000 ปี พ่นเถ้าถ่านปกคลุมหลายหมู่บ้าน ขณะที่หลายประเทศกำลังเตรียมรับมือผลกระทบต่อเที่ยวบินต่างๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟ “เฮย์ลี กุบบี” (Hayli Gubbi) ในภูมิภาค “อาฟาร์” (Afar) ทางตอนเหนือของเอธิโอเปีย ปะทุเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา ทำให้หมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงถูกปกคลุมด้วยเถ้าภูเขาไฟ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่า ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่อาจเกิดผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นคนเลี้ยงปศุสัตว์

นาย โมฮัมเหม็ด เซอิด ผู้บริหารท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าว AP ว่า “แม้จะยังไม่มีการสูญเสียชีวิตมนุษย์และปศุสัตว์ แต่หมู่บ้านหลายแห่งก็ถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าถ่าน และเป็นผลให้สัตว์ของพวกเขามีอาหารเหลือน้อยที่จะกิน”

ภูเขาไฟลูกนี้ปะทุอีกครั้งในช่วงเย็นวันจันทร์ (24 พ.ย.) ก่อนจะสงบลง โดยมันพ่นเถ้าถ่านและควันขนาดใหญ่เหนือประเทศเอธิโอเปีย และลอยข้ามทะเลแดงไปยังคาบสมุทรอาหรับ นอกจากนี้ ยังมีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมาในปริมาณมากด้วย

ศูนย์เตือนภัยเถ้าภูเขาไฟ (Volcanic Ash Advisory Center) ในเมืองตูลูส ของฝรั่งเศส ออกประกาศเตือนไปยังเครื่องบินที่บินในภูมิภาคนี้ โดยระบุว่าเถ้าถ่านได้ลอยขึ้นไปถึงระดับความสูง 49,000 ฟุต

ด้านเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงในประเทศที่อยู่ไกลออกไปอย่างอินเดีย กำลังเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่เที่ยวบินจะหยุดชะงัก อันเป็นผลมาจากเถ้าถ่านที่ล่องลอยปกคลุมน่านฟ้า

ทั้งนี้ เว็บไซต์ Volcano Discovery ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวของภูเขาไฟที่ยังคงมีพลังอยู่ทั่วโลก ระบุว่า ไม่เคยมีบันทึกการปะทุของภูเขาไฟ เฮย์ลี กุบบี มาก่อนในช่วง 12,000 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การบันทึกสถิติการปะทุของภูเขาไฟในพื้นที่แถบนี้ของเอธิโอเปียมีอย่างจำกัด เนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews , apnews

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

25 พ.ย. 2568 01:32 น.

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ คุยกับ สี จิ้นผิง ทางโทรศัพท์ โดยหารือกันหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องยูเครนและไต้หวัน ซึ่งฝ่ายจีนย้ำว่า ไต้หวันควรกลับคืนสู่จีน

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นฝ่ายโทร ก่อนที่ในเวลาต่อมา นายทรัมป์จะโพสต์ข้อความเปิดเผยข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการคุยครั้งนี้

“ผมเพิ่งมีการคุยโทรศัพท์ที่ดีมากกับประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ของจีน เราหารือกันในหลายประเด็นรวมถึง เรื่องยูเครน/รัสเซีย, เฟนทานิล, ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ เราได้มีการทำข้อตกลงที่ดีและสำคัญมากสำหรับเกษตรกรผู้ยิ่งใหญ่ของเรา และมันจะดีขึ้นอีก” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ความสัมพันธ์ของเรากับจีนนั้นเข้มแข็งอย่างยิ่ง การโทรศัพท์ครั้งนี้เป็นการติดตามผลจากการประชุมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของเราที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อสามสัปดาห์ก่อน ตั้งแต่นั้นมาก็มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญจากทั้งสองฝ่ายในการทำให้ข้อตกลงของเราเป็นปัจจุบันและถูกต้อง”

“ตอนนี้เราสามารถตั้งเป้าไปที่ภาพรวมใหญ่ได้ เพื่อจุดประสงค์นั้น ประธานาธิบดีสีได้เชิญผมไปเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนเมษายน ซึ่งผมได้ตอบรับ และผมได้เชิญเขามาเป็นแขกของผมสำหรับการเยือนอย่างเป็นทางการในสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี เราตกลงกันว่าการที่เราสื่อสารกันบ่อยครั้งเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผมตั้งตาคอยที่จะทำเช่นนั้น”

ด้านสำนักข่าว ซินหัว ของจีน รายงานว่า ระหว่างการพูดคุย ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้แจ้งต่อประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “การกลับคืนสู่จีนของไต้หวัน เป็นส่วนสำคัญของระเบียบโลกหลังสงคราม”

“จีนและสหรัฐฯ เคยต่อสู้เคียงข้างกันเพื่อต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิแสนยานุภาพนิยม และในตอนนี้ก็ควรทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องผลลัพธ์ของสงครามโลกครั้งที่สอง” นายสีกล่าว ตามรายงานของ ซินหัว

ทั้งนี้ จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมไต้หวัน แม้ว่ารัฐบาลไต้หวันจะปฏิเสธการกล่าวอ้างของจีนและระบุว่า มีเพียงประชาชนไต้หวันเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของตนเองได้

ตอนนี้จีนกำลังเผชิญกับวิกฤตทางการทูตกับญี่ปุ่นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังจากที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า หากจีนโจมตีไต้หวันจนทำให้การดำรงอยู่ของญี่ปุ่นถูกคุกคาม ญี่ปุ่นก็อาจตอบสนองด้วยกำลังทหาร

นายสีกับนายทรัมป์พบกันที่เกาหลีใต้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม หลังจากความตึงเครียดทางการค้าดำเนินมานานหลายเดือนซึ่งเกิดจากนโยบายภาษีของทรัมป์ หลังจากนั้น จีนก็กลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ และระงับมาตรการขยายขอบเขตการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก ขณะที่สหรัฐฯ ได้ลดภาษีสินค้าจากจีนลง 10%

ผู้นำจีนบอกกับผู้นำสหรัฐฯ ในการสนทนาครั้งล่าสุดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ มีเสถียรภาพและดีขึ้นนับตั้งแต่การประชุมที่เกาหลีใต้ “ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าความร่วมมือเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ในขณะที่การเผชิญหน้าจะทำลายทั้งสองฝ่าย” พร้อมกระตุ้นให้ทั้งสองประเทศรักษาแรงผลักดันเชิงบวกและขยายความร่วมมือระหว่างกัน

ผู้นำทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับสงครามในยูเครน โดยนายสียืนยันอีกครั้งว่าจีนสนับสนุนทุกความพยายามที่นำไปสู่สันติภาพ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดช่องว่างความแตกต่างของกันและกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters