รัสเซียถล่มกรุงเคียฟกลางดึก ดับ 2 ศพ แม้สหรัฐฯ เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพ

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟกลางดึก ดับ 2 ศพ แม้สหรัฐฯ เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพ

25 พ.ย. 2568 12:36 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟกลางดึก ดับ 2 ศพ แม้สหรัฐฯ เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพ

รัสเซียได้เปิดฉากการโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ต่อกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร โดยพุ่งเป้าไปที่อาคารที่พักอาศัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน มีรายงานผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 6 คน

นายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ เปิดเผยว่า อาคารที่พักอาศัยในเขตเปเชิร์สก์ ซึ่งเป็นเขตใจกลางเมือง และอีกแห่งในเขตดนิโปรฟสกี้ ทางตะวันออกของกรุงเคียฟ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ภาพวิดีโอที่เผยแพร่บนเทเลแกรม แสดงให้เห็นเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ลุกลามหลายชั้นของอาคาร 9 ชั้นในเขตดนิโปรฟสกี้

หน่วยงานบริการฉุกเฉินแห่งรัฐของยูเครน โพสต์ข้อความผ่าน Telegram โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยระบุว่า “ในกรุงเคียฟ ผลจากการโจมตีเมื่อคืน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 6 ราย และมีการช่วยเหลือผู้คนออกมาได้ 18 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 3 คน” 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเปิดเผยว่า เพลิงไหม้ที่อาคาร 9 ชั้น สามารถควบคุมไว้ได้แล้ว หลังสร้างความเสียหายรุนแรงในชั้น 6 และ 7 โดยมีการช่วยเหลือผู้คนได้ 17 คน นอกจากนี้ อาคารสูงในเขตเปเชิร์สก์ ใจกลางเมือง ก็ถูกโจมตีเช่นกัน และเกิดเพลิงไหม้เสียหาย 3 ชั้น ก่อนจะถูกควบคุมไว้ได้

ด้านกระทรวงพลังงานของยูเครนกล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายจากการโจมตีดังกล่าว แต่ยังไม่มีการระบุประเภทหรือขอบเขตของความเสียหายที่ชัดเจน

การโจมตีครั้งล่าสุดของรัสเซียนี้เกิดขึ้นหลังจากการพูดคุยระหว่างตัวแทนจากสหรัฐอเมริกาและยูเครนที่นครเจนีวาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนสันติภาพ ที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย

นายโอเลกซานเดอร์ เบิร์ฟซ์ ผู้แทนจากฝ่ายยูเครน เปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีเมื่อวันจันทร์ว่า การเจรจาครั้งนี้ “สร้างสรรค์มาก” และทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยในประเด็นส่วนใหญ่ได้ อย่างไรก็ตาม นาย ดมิทรี เพสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า รัสเซียยังไม่เห็นรายละเอียดของแผนสันติภาพฉบับปรับปรุงดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนได้พยายามลดช่องว่างความเห็นเกี่ยวกับแผนการยุติสงครามในยูเครน โดยมีการตกลงที่จะปรับแก้ข้อเสนอเดิมของสหรัฐฯ ซึ่งยูเครนและพันธมิตรยุโรปมองว่าเป็นเพียง “รายการความต้องการ” ของรัสเซีย

ในแถลงการณ์ร่วม ระบุว่า สหรัฐฯ และยูเครนได้ร่วมกันร่าง “กรอบการทำงานสันติภาพที่ปรับปรุงใหม่” หลังจากการพูดคุยที่เจนีวา แม้จะไม่มีรายละเอียดเฉพาะเจาะจง แต่การเจรจาดังกล่าวก็ได้รับการต้อนรับอย่างระมัดระวังจากพันธมิตรบางส่วนของยูเครน.

ที่มา AP / Reuters

น้ำท่วมมาเลเซียยังวิกฤต มีผู้ประสบภัยกว่า 20,000 คนใน 8 รัฐ เปิดศูนย์พักพิงแล้ว 119 แห่ง

น้ำท่วมมาเลเซียยังวิกฤต มีผู้ประสบภัยกว่า 20,000 คนใน 8 รัฐ เปิดศูนย์พักพิงแล้ว 119 แห่ง

25 พ.ย. 2568 11:43 น.

น้ำท่วมมาเลเซียยังวิกฤต มีผู้ประสบภัยกว่า 20,000 คนใน 8 รัฐ เปิดศูนย์พักพิงแล้ว 119 แห่ง

สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศมาเลเซียยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุดมีรายงานว่ามีผู้ประสบภัยรวม 20,146 คน ต้องเข้าพักพิงในศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 119 แห่ง ใน 8 รัฐทั่วประเทศ โดยรัฐปาหังกลายเป็นรัฐล่าสุดที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในเช้าวันนี้

ในรัฐสลังงอร์ จำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย ณ เวลา 08.00 น. มีผู้ประสบภัย 2,697 คน จาก 740 ครอบครัว เพิ่มขึ้นจาก 1,732 คน เมื่อคืนที่ผ่านมา และมีการเปิดศูนย์พักพิงเพิ่มขึ้นเป็น 19 แห่ง จาก 15 แห่ง

ในรัฐกลันตัน จำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นเป็น 9,959 คน จาก 3,643 ครอบครัว โดยมีศูนย์พักพิง 40 แห่ง ใน 4 เขตที่ได้รับผลกระทบ คือ โกตาบารู, ตุมปัต, บาจก และปาซีร์ปูเตะห์ ระดับน้ำในแม่น้ำโกลกที่เมืองรันเตาปันจัง อยู่ที่ 8.55 เมตร สูงกว่าจุดเตือน 0.55 เมตร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ส่วนรัฐเปอร์ลิส จำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 2,694 คน จาก 795 ครอบครัว ในเช้าวันนี้ และต้องอาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิง 13 แห่งในปาดังเบซาร์, อาเรา และกังการ์

ขณะที่รัฐปาหัง เป็นรัฐล่าสุดที่ได้รับผลกระทบ โดยคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติเขตราว (Raub) รายงานว่ามีการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว 1 แห่ง รองรับผู้ประสบภัย 23 คน ที่ Balai Raya Kampung Ulu Sungai ตั้งแต่เวลา 23.30 น. ของเมื่อคืนนี้ ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำกัวลาเมินดัง อำเภอลีปิส สูงเกินระดับอันตรายที่ 84.5 เมตร โดยวัดได้ 85.35 เมตร

ที่รัฐเกดาห์ ยอดผู้ประสบภัยเพิ่มเป็น 1,632 คน จาก 525 ครอบครัว โดยอพยพไปที่ศูนย์พักพิง 12 แห่ง ในเขตคูบังปาซูและคูลิม มีแม่น้ำ 4 สายที่ระดับน้ำเกินระดับอันตราย ส่วนรัฐเปรัก จำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นเป็น 2,678 คน จาก 845 ครอบครัว อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง 29 แห่ง โดยเฉพาะเขตมันจุงยังคงได้รับผลกระทบหนักสุด นอกจากนี้ ระดับน้ำในแม่น้ำบิดอร์ และแม่น้ำสลิม ก็เกินระดับอันตรายแล้วเช่นกัน

ในรัฐปีนัง จำนวนผู้อพยพลดลงเล็กน้อยเป็น 366 คน จาก 96 ครอบครัว แต่มีรายงานว่าสภาพอากาศส่วนใหญ่ของรัฐมีเมฆมากในเช้าวันนี้ ขณะที่รัฐตรังกานู สถานการณ์ดีขึ้น โดยจำนวนผู้อพยพลดลงเหลือ 97 คน จาก 37 ครอบครัว และระดับน้ำในแม่น้ำ 51 สถานีทั่วรัฐอยู่ในระดับปกติ

ทางการได้เตือนประชาชนให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมอพยพ หากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งจากการตกของฝนต่อเนื่องในหลายพื้นที่.

ที่มา Bernama

“ไชยชนก” ปล่อยขบวนรถ ถุงยังชีพ-สิ่งของจำเป็น “DE ปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้”

“ไชยชนก” ปล่อยขบวนรถ ถุงยังชีพ-สิ่งของจำเป็น  “DE ปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้”

25 พ.ย. 2568 11:40 น.

“ไชยชนก” ปล่อยขบวนรถ ถุงยังชีพ-สิ่งของจำเป็น “DE ปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้”

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานปล่อยขบวนรถขนส่งถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ 7 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา และปัตตานี ผ่านโครงการ “DE ปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้” โดยเฉพาะในอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยระดมหน่วยงานในสังกัด ให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

นายไชยชนก กล่าวว่า กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยตนได้สั่งการให้ บริษัท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ NT จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังการให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ประสบอุทกภัยตลอด 24 ชม. พร้อมจัดรถโมบายเคลื่อนที่ใช้ในการกระจายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ต เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้บริการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ตลอดจนมาตรการเยียวยาลูกค้า การขยายระยะเวลาชำระหนี้ค่าบริการรายเดือน /ยกเว้นการระงับชั่วคราวบริการโทรศัพท์มือถือแบบรายเดือน และขยายวันใช้งานบริการโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน

ในส่วนของ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ได้มอบหมายให้ดำเนินการประสานงานร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่ จัดพาหนะรถขนส่งขนาดใหญ่ เร่งให้ความช่วยเหลืออพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่โดยด่วน และดำเนินการช่วยเหลือขนส่งอาหาร และน้ำดื่ม ให้แก่ผู้ประสบภัยที่ยังติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ตามจุดต่างๆ โดยเริ่มดำเนินการทันที

ขณะที่บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมสนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือฉุกเฉิน นำระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมพร้อมอุปกรณ์แบบเคลื่อนที่ผ่านโครงข่ายดาวเทียมไทยคม เข้าเสริมระบบการสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ประสบเหตุอุทกภัย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ระบบอินเทอร์เน็ตสื่อสารผ่านสัญญาณดาวเทียมได้

นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัด ร่วมระดมกำลังข้าราชการ เจ้าหน้าที่จัดทำถุงยังชีพ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย โดยหากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ หรือองค์กรการกุศลใด มีความประสงค์ร่วมส่งต่อความช่วยเหลือไปยังพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) พร้อมที่จะสนับสนุนด้านการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์อย่างเต็มกำลัง โดยสามารถติดต่อได้ที่ THP Contact Center 1545 เพื่อประสานรายละเอียดการรวบรวมและรับส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ต่อไป โดยมุ่งหวังให้ความช่วยเหลือถูกส่งถึงพื้นที่ประสบภัยอย่างรวดเร็วและทั่วถึงที่สุด

“กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชนที่ประสบภัยพิบัติในพื้นที่ต่างๆ ของภาคใต้ โดยใช้จุดเด่นของหน่วยงาน อย่าง NT ในการดูแลระบบสัญญาณการสื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปณท. ที่มีศักยภาพด้านการขนส่งและกระจายสิ่งของให้ความช่วยเหลือประชาชน รวมถึงได้รับความร่วมมือจาก ไทยคม ในการช่วยเหลือดูแลระบบสัญญาณดาวเทียม และหน่วยงานในสังกัดอื่นๆ ในการจัดทำถุงยังชีพ โดยหวังว่าความห่วงใยจากกระทรวงดีอีในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาและลดผลกระทบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ในระยะเบื้องต้นได้” นายไชยชนก กล่าว

น้ำท่วมใต้ยังวิกฤต! บขส. หยุดเดินรถโดยสารในพื้นที่ภาคใต้ 6 เส้นทางชั่วคราว

น้ำท่วมใต้ยังวิกฤต! บขส. หยุดเดินรถโดยสารในพื้นที่ภาคใต้ 6 เส้นทางชั่วคราว

25 พ.ย. 2568 11:24 น.

น้ำท่วมใต้ยังวิกฤต! บขส. หยุดเดินรถโดยสารในพื้นที่ภาคใต้ 6 เส้นทางชั่วคราว

วันนี้ (25 พ.ย.2568) เวลา 11.00 น. บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ จ.สงขลา, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส และสตูลยังคงมีระดับน้ำท่วมสูง เนื่องจากฝนตกหนัก ทำให้ส่งผลกระทบต่อการเดินรถในพื้นที่ภาคใต้ รถโดยสารไม่สามารถนำส่งผู้โดยสารที่ปลายทางได้ จำนวน 6 เส้นทาง ดังนี้

1. สายที่ 984 กรุงเทพฯ – ตรัง – สตูล

2. สายที่ 987 กรุงเทพฯ – ยะลา

3. สายที่ 988 กรุงเทพฯ – สตูล

4. สายที่ 992 กรุงเทพฯ – หาดใหญ่

5. สายที่ 9917 กรุงเทพฯ – ปัตตานี

6. สายที่ 9917 กรุงเทพฯ – สุไหงโกลก

บขส. จึงจำเป็นต้องหยุดเดินรถในเส้นทางดังกล่าวชั่วคราว ตั้งแต่วันนี้ (25 พ.ย.2568) เป็นต้นไป จนกว่าระดับน้ำจะลดลง เพื่อความปลอดภัย

สำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ สามารถติดต่อขอคืนตั๋วโดยสารได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋วของ บขส. ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ดี บขส. จะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและจะรายงานสถานการณ์ให้ทราบต่อไป สอบถามข้อมูลการเดินรถสายใต้ โทร. 02 – 422 – 4444 หรือติดตามข่าวสารได้ที่ เฟซบุ๊ก : บขส. www.facebook.com/BorKorSor99

ฟิลิปปินส์จับกุมผู้ต้องสงสัยทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม

ฟิลิปปินส์จับกุมผู้ต้องสงสัยทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม

25 พ.ย. 2568 11:04 น.

ฟิลิปปินส์จับกุมผู้ต้องสงสัยทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม

ทางการฟิลิปปินส์รวบ 7 ผู้ต้องสงสัย และอยู่ระหว่างตามล่าอีกหลายราย ในคดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมมูลค่านับแสนล้านบาท ด้านประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ลั่นจะดำเนินคดีนักการเมืองและเจ้าของบริษัทก่อสร้างที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก่อนช่วงคริสต์มาส เพื่อดับความโกรธแค้นของประชาชน

ทางการฟิลิปปินส์ได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 ราย และกำลังตามล่าผู้ที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก ในคดีฉาวเกี่ยวกับการทุจริตโครงการควบคุมน้ำท่วมครั้งใหญ่ ที่สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่สาธารณชน

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้ออกมายืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามความผิดปกติที่พัวพันกับสมาชิกสภาคองเกรสผู้ทรงอิทธิพล เนื่องจากมีการกล่าวโทษว่าการทุจริตอย่างกว้างขวาง เป็นสาเหตุที่ทำให้โครงการควบคุมน้ำท่วมในประเทศถูมองว่าด้อยคุณภาพหรือไม่มีอยู่จริง

ผู้ต้องสงสัยชุดแรกจำนวนกว่าสิบคน รวมถึง ซัลดี โค อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวิศวกรโยธาของรัฐบาล ถูกศาลต่อต้านการทุจริตพิเศษ Sandiganbayan ฟ้องร้องแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นคดีแรกจากอีกหลายสิบคดีอาญาเกี่ยวกับการทุจริตที่ประธานาธิบดีมาร์กอสให้คำมั่นว่าจะนำสมาชิกรัฐสภาและเจ้าของบริษัทก่อสร้างร่ำรวยที่เกี่ยวข้องเข้าสู่เรือนจำให้ได้ก่อนเทศกาลคริสต์มาส

คดีทุจริตชุดแรกนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติในโครงการควบคุมน้ำท่วมในจังหวัดมินโดโรตะวันออก รวมถึงโครงการเขื่อนริมแม่น้ำมูลค่า 289 ล้านเปโซ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท Sunwest Corp. ที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นของครอบครัวของนายโค

ประธานาธิบดีมาร์กอสเปิดเผยว่า มีผู้ต้องสงสัยถูกจับกุม 1 ราย และอีก 6 รายมอบตัวกับตำรวจในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยผู้ที่ถูกจับกุมรายหนึ่ง ถูกพบที่บ้านในเขตเกซอนซิตี้ และมีการจับกุมผู้ที่พยายามให้ความช่วยเหลือซ่อนตัวผู้ต้องสงสัยด้วย

“คำแนะนำของผมสำหรับผู้ต้องสงสัยที่เหลือคือให้ทุกคนมอบตัว อย่ารอให้ถูกไล่ล่า” ประธานาธิบดีมาร์กอสระบุผ่านทางเฟซบุ๊กว่า “เรื่องนี้จะดำเนินต่อไป เราจะไม่หยุด”

นายจอนวิค เรมุลลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ไม่ทราบที่อยู่ของนายซัลดี โค ซึ่งเชื่อว่าอยู่ต่างประเทศ แต่ผู้ต้องสงสัยอีกสามรายอาจจะมอบตัวต่อสถานทูตฟิลิปปินส์ในสหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ และจอร์แดนในไม่ช้า เพื่อเดินทางกลับประเทศ “ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดในโลก เราจะตามหาคุณ” นายเรมุลลากล่าวย้ำในการแถลงข่าว พร้อมแสดงภาพถ่ายของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในชุดนักโทษสีส้ม

มีพยานให้การในการไต่สวนของวุฒิสภา และในคณะกรรมการสืบสวนอิสระที่จัดตั้งโดยประธานาธิบดีมาร์กอส ว่าอดีตและวุฒิสมาชิก รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน ได้รับเงินสินบนก้อนโตจากบริษัทก่อสร้างที่ได้รับสัมปทานโครงการควบคุมน้ำท่วมอย่างไม่ถูกต้องเป็นเวลาหลายปี

ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันในคดีนี้ยังรวมถึง สส. มาร์ติน โรมูอัลเดซ ลูกพี่ลูกน้องและพันธมิตรคนสำคัญของประธานาธิบดี ซึ่งได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว นอกจากนี้ยังมี อดีตประธานวุฒิสภา ชิซ เอสคูเดโร ที่ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนและได้ลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่ได้กระทำผิด

ความมั่งคั่งฟุ่มเฟือยของกลุ่มผู้ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นคฤหาสน์ เงินสด และกองรถหรู รวมถึงเครื่องบินส่วนตัว เป็นชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ โดยการเดินขบวนครั้งต่อไปที่มีกำหนดในวันที่ 30 พฤศจิกายน ได้รับการสนับสนุนจากคริสตจักรคาทอลิกหลักในประเทศ

ปัจจุบัน มีโครงการควบคุมน้ำท่วมอย่างน้อย 9,855 โครงการ มูลค่ากว่า 545,000 ล้านเปโซ (ประมาณ 299,616 ล้านบาท) ที่ควรจะดำเนินการตั้งแต่ประธานาธิบดีมาร์กอสเข้ารับตำแหน่งเมื่อกลางปี 2022 กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายราล์ฟ เรคโต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุต่อสมาชิกนิติบัญญัติว่า เงินงบประมาณสำหรับโครงการควบคุมน้ำท่วมมากถึง 118,500 ล้านเปโซ (ประมาณ 65,145 ล้านบาท) อาจสูญหายไปจากการทุจริตตั้งแต่ปี 2023 นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังระบุว่า ความผิดปกตินี้อาจเริ่มต้นขึ้นในสมัยรัฐบาลชุดก่อนของอดีตประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต และโครงการควบคุมน้ำท่วมที่ดำเนินการในช่วงเวลานั้นก็จะถูกสอบสวนเช่นกัน.

ที่มา AP

สุดห่วง วิกฤต “น้ำท่วมภาคใต้” แห่ถามหา “ผบ.เหตุการณ์” เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สุดห่วง วิกฤต "น้ำท่วมภาคใต้" แห่ถามหา "ผบ.เหตุการณ์" เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

25 พ.ย. 2568 10:47 น.

สุดห่วง วิกฤต “น้ำท่วมภาคใต้” แห่ถามหา “ผบ.เหตุการณ์” เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

โซเชียลสุดห่วง วิกฤติ “น้ำท่วมหาดใหญ่” รวมถึงหลายจังหวัดในภาคใต้ แห่ถามใครคือ “ผบ.เหตุการณ์” วอนเร่งกำหนดวิธีจัดการปัญหา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

จากกรณีสถานการณ์น้ำท่วมหนักในจังหวัดสงขลา เกือบทุกพื้นที่ยังคงวิกฤตหนัก รวมไปถึงอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ ทั้งนครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง โดยเจ้าหน้าที่และกู้ภัยก็พยายามเร่งทำงานเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ขณะที่ในโซเชียลพบว่ามีการโพสต์ภาพ คลิปวิดีโอเหตุการณ์น้ำท่วม แชร์พิกัดจุดต่างๆ เพื่อขอรับการช่วยเหลือ และรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นภาพความช่วยเหลือที่คนไทยต่างร่วมแชร์ข้อมูล และพิกัดผู้ประสบภัย รวมถึงบริจาคสิ่งของจำเป็น และเงินสนับสนุนเพื่อช่วยผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้

นอกจากนี้ หลายคนก็ยังได้แสดงความรู้สึกเห็นใจ และสะเทือนใจกับภาพความสูญเสียจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่นี้ และตั้งคำถามถึง “ผบ.เหตุการณ์” หรือ ผู้บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Commander: IC) ในครั้งนี้ว่าเป็นใคร ที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการ และแก้ปัญหาเหตุน้ำท่วมใหญ่หลายพื้นที่ในภาคใต้ เพื่อเร่งให้สถานการณ์คืนกลับสู่ภาวะปกติ และประชาชนผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างปลอดภัย

ผลวิจัยอินเดียชี้ฟังเพลงขณะผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

ผลวิจัยอินเดียชี้ฟังเพลงขณะผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

25 พ.ย. 2568 09:32 น.

ผลวิจัยอินเดียชี้ฟังเพลงขณะผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

งานวิจัยอินเดียเผยดนตรี มีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้เร็วขึ้น ช่วยลดปริมาณยาสลบ และทำให้ผู้ป่วยรู้สึกตัวไวกว่าเดิม

งานวิจัยชิ้นใหม่จาก วิทยาลัยแพทยศาสตร์ Maulana Azad Medical College (MAMC) ในกรุงเดลี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Music and Medicine ชี้ว่าการฟังดนตรีระหว่างการวางยาสลบ สามารถช่วยลดปริมาณยาสลบที่ต้องใช้ และทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วและชัดเจนขึ้น โดยอธิบายว่าแม้ยาสลบจะทำให้ผู้ป่วยหมดสติอย่างสมบูรณ์ แต่สมองส่วนที่เกี่ยวกับการได้ยินยังคงทำงานบางส่วนอยู่ ทีมวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่เปิดเพลงจากหูฟังระหว่างผ่าตัดมีผลทำให้ใช้ยา propofol น้อยลง, ใช้ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ เช่น fentanyl น้อยลง, สัญญาณชีพ เช่น ความดันและอัตราการเต้นหัวใจ นิ่งกว่า, ระดับฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) ลดลง และฟื้นตัวหลังผ่าตัด ไวกว่าและชัดเจนกว่า

ดร.ฟาราห์ ฮูเซน แพทย์วิสัญญีและนักบำบัดดนตรีของทีมวิจัย กล่าวว่าเป้าหมายของพวกเขาคือให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว สดชื่น และเจ็บปวดน้อยที่สุด ซึ่งดนตรีช่วยลดความเครียดในร่างกายได้จริง แม้ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัวก็ตาม

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นผู้ป่วยที่เข้ารับการ ผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy) ซึ่งใช้เวลาสั้นและต้องการให้ผู้ป่วยตื่นจากยาสลบอย่างรวดเร็วผู้ป่วยทั้งหมด 56 คนถูกสุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกใส่หูฟัง แต่ไม่มีเสียง ส่วนอีกกลุ่มใส่หูฟังพร้อมเพลงบรรเลงคลายเครียด เช่น ฟลุตหรือเปียโน

ซึ่งผลปรากฎว่าผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันอย่างชัดเจน ผู้ป่วยที่ได้ฟังเพลง ใช้ยาน้อยกว่า และมีสัญญาณชีพระหว่างผ่าตัดที่ นิ่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ เพราะถึงแม้ผู้ป่วยจะหมดสติ แต่ร่างกายยังตอบสนองต่อขั้นตอนผ่าตัด เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ (intubation) การเปิดแผล และการดึงอวัยวะระหว่างผ่าตัด

ขั้นตอนเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้ความดันขึ้น อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้น และฮอร์โมนความเครียดพุ่งสูง ซึ่งทีมวิจัยพบว่าดนตรีช่วยลดความตึงเครียดเหล่านี้ลงได้

ดร.โซเนีย วัดฮาวัน อาจารย์แพทย์ด้านวิสัญญี เปิดเผยว่าถึงผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัว แต่สมองยังรับรู้เสียงได้บางส่วน ดนตรีจึงสามารถปรับสภาวะภายในสมองและลดปฏิกิริยาความเครียดได้

การใช้ดนตรีเพื่อการบำบัดไม่ใช่เรื่องใหม่ แพทย์ใช้ดนตรีมานานในด้านจิตเวช การฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาต และการดูแลแบบประคับประคอง แต่การนำดนตรีเข้าสู่ห้องผ่าตัด ถือเป็นความก้าวหน้าใหม่ในวิสัญญีสมัยใหม่

ทีมแพทย์อินเดียกำลังเตรียมศึกษาขั้นต่อไปเกี่ยวกับการให้ดนตรีร่วมกับการให้ยาระงับความรู้สึกแบบไม่ต้องดมยา ซึ่งอาจเปลี่ยนแนวทางการผ่าตัดในอนาคตต่อไป.

ที่มา : อินเดีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ดนตรี

ทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กาง ร่วงกระแทกพื้นกลางโชว์กระโดดร่ม รอดตายปาฏิหาริย์

ทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กาง ร่วงกระแทกพื้นกลางโชว์กระโดดร่ม รอดตายปาฏิหาริย์

25 พ.ย. 2568 09:09 น.

ทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กาง ร่วงกระแทกพื้นกลางโชว์กระโดดร่ม รอดตายปาฏิหาริย์

เกิดเหตุไม่คาดฝันขณะกองทัพอินโดฯ โชว์กระโดดร่ม เมื่อทหารพลร่มอินโดฯ รายหนึ่งร่มไม่กาง ร่วงกระแทกพื้นต่อหน้า รมว.กลาโหม เคราะห์ดีที่ยังรอดตาย

เกิดเหตุการณ์ระทึกขณะกองทัพอินโดนีเซียตั้งใจจัดโชว์ศักยภาพการฝึกกระโดดร่มต่อหน้าผู้บัญชาการระดับสูง เมื่อทหารพลร่มนายหนึ่ง ร่มชูชีพขัดข้องไม่ยอมกาง ทำให้เขาร่วงลงสู่พื้นด้วยความเร็ว ท่ามกลางความตื่นตกใจของผู้ที่เห็นเหตุการณ์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่สนามบิน IMIP Private Airport จังหวัดสุลาเวสีกลาง ขณะทหารกระโดดจากเครื่อง C-130 ต่อหน้า รัฐมนตรีกลาโหม ชาฟรี ชัมซุดดิน และผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอก อากุส สุเบียนโต

จากคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในโซเชียล จะเห็นทหารทยอยกระโดดออกจากท้ายเครื่องบิน และร่มกางอย่างสมบูรณ์ทุกนาย ยกเว้นเพียงหนึ่งคนที่ร่มยังคงแฟบ ทำให้ร่างของเขาร่วงตกลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ที่อยู่ภาคพื้นดินต่างรีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือทันทีหลังเขาตกถึงพื้น ก่อนเร่งเคลื่อนย้ายเพื่อปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วน

พลเรือโท เฟรดดี อาร์เดียนซาห์ ยืนยันว่า ทหารนายนี้ได้รับบาดเจ็บจากร่มชูชีพที่ไม่กาง โดยสาเหตุของความขัดข้องยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่อาการของเขากำลังดีขึ้น หลังได้รับการดูแลจากทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้กลายเป็นกระแสในอินโดนีเซีย สะท้อนความเสี่ยงของการฝึกกระโดดร่มทางทหาร และตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยของยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกซ้อม.

ที่มา : Viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กระโดดร่ม

สหรัฐฯ จ่อยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราวของชาวเมียนมาในอเมริกา

สหรัฐฯ จ่อยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราวของชาวเมียนมาในอเมริกา

25 พ.ย. 2568 06:39 น.

สหรัฐฯ จ่อยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราวของชาวเมียนมาในอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราวสำหรับชาวเมียนมาในสหรัฐฯ แล้ว โดยอ้างว่า พวกเขาสามารถเดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัยแล้ว เพราะสถานการณ์กำลังดีขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า กำลังจะยกเลิกสถานะทางกฎหมายชั่วคราวสำหรับพลเมืองเมียนมาในสหรัฐอเมริกา โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาสามารถเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดอย่างปลอดภัยได้แล้ว และอ้างว่าแผนจัดเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร เป็นหลักฐานว่าสถานการณ์กำลังดีขึ้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลในหมู่บุคคลที่อาจถูกบังคับให้เดินทางกลับไปยังเมียนมา ซึ่งอยู่ในภาวะวุ่นวายทางการเมืองมาตลอดนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารในปี 2564 ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน จนเกิดการลุกฮือหยิบอาวุธขึ้นมาต่อต้านทั่วประเทศ

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ (DHS) กล่าวในแถลงการณ์เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวดังกล่าวว่า นางคริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ได้หารือกับหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ และสรุปว่าสถานะการคุ้มครองชั่วคราว (TPS) สำหรับเมียนมาไม่จำเป็นอีกต่อไป

“การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการคืนสถานะ TPS ให้กลับสู่สถานะเดิมที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์คือชั่วคราว” นางโนเอมระบุในแถลงการณ์

“สถานการณ์ในพม่าดีขึ้นเพียงพอที่พลเมืองชาวพม่าจะสามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นเราจึงยกเลิกสถานะการคุ้มครองชั่วคราว พม่าได้แสดงความคืบหน้าอย่างเด่นชัดในการปกครองและเสถียรภาพ รวมถึงการสิ้นสุดภาวะฉุกเฉิน, แผนการสำหรับการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม, ข้อตกลงหยุดยิงที่ประสบความสำเร็จ และการปรับปรุงการปกครองท้องถิ่นที่ส่งผลให้การให้บริการสาธารณะและการปรองดองแห่งชาติดีขึ้น”

ในการแจ้งอย่างเป็นทางการของการตัดสินใจนี้ DHS ยังให้เครดิตแก่รัฐบาลทหารของเมียนมาที่มีส่วนร่วมในการเจรจาหยุดยิงกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่าจีนกำลังมีบทบาทเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย และเปรียบเทียบการเจรจาต่างๆ ว่าเป็นเหมือนกับความพยายามเพื่อสันติภาพในอดีต

ทั้งนี้ DHS ระบุว่า สถานะคุ้มครองชั่วคราวสำหรับชาวเมียนมาประมาณ 4,000 คนในสหรัฐฯ จะหมดอายุในวันที่ 26 ม.ค. 2569 แม้ว่าหน่วยงานระหว่างประเทศ รวมถึงองค์การสหประชาชาติ (UN) จะระบุว่า การเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมาวางแผนไว้ในเดือนธันวาคมและมกราคมไม่สามารถเป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรมได้ ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านบางพรรคยังคงถูกแบน และอดีตผู้นำอย่าง อองซาน ซูจี ยังคงถูกจองจำอยู่ในคุก

“การวิเคราะห์ข้อเท็จจริง (ของสหรัฐฯ) เป็นเรื่องเพ้อฝัน” จอห์น ซิฟตัน ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนของ Human Rights Watch สาขาเอเชียกล่าว

“ตรงกันข้ามกับเนื้อหาในนั้น (เมียนมา) ไม่มีพัฒนาการใด ๆ ในด้านธรรมาภิบาลหรือเสถียรภาพ การยกเลิกภาวะฉุกเฉินไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ และการเลือกตั้งที่เรียกว่าเป็นการเลือกตั้งที่ประกาศโดยกองทัพเป็นที่เข้าใจกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นเพียงละคร ไม่ได้เป็นแม้แต่เรื่องตลกที่อย่างน้อยยังมีความขบขัน แต่มันเป็นการหลอกลวง”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ DHS ยังดูแตกต่างจากท่าทีของสมาชิกพรรครีพับลิกันของนายทรัมป์เอง ซึ่งสนับสนุนนโยบายที่แข็งกร้าวต่อรัฐบาลทหารของเมียนมามาอย่างยาวนาน

เมื่อสัปดาห์ก่อน น.ส.ยัง คิม ประธานหญิงของอนุกรรมการการต่างประเทศด้านเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกประจำสภาผู้แทนราษฎร เพิ่งกล่าวในการไต่สวนเกี่ยวกับเมียนมา ว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงว่าเป็น “การหลอกลวง” ที่ “ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างภาพลวงตาของความชอบธรรม ขณะที่อนุญาตให้รัฐบาลทหารทำหน้าที่เป็นตัวแทนของจีนและรัสเซียต่อไป”

นอกจากนั้น กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังคงเตือนพลเมืองอเมริกันไม่ให้เดินทางไปยังเมียนมา โดยอ้างเหตุผลเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบ, การปะทะกันด้วยอาวุธ และการบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นตามอำเภอใจ

รายงานด้านสิทธิมนุษยชนล่าสุดของกระทรวงฯ เกี่ยวกับเมียนมาที่ออกเมื่อเดือนสิงหาคมก็ระบุว่า มีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนอย่างมีนัยสำคัญในเมียนมา รวมถึงรายงานที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับการสังหารตามอำเภอใจ, การหายตัวไป, การทรมาน, การเข่นฆ่านักข่าว และการจำกัดเสรีภาพทางศาสนา ไม่รวมการละเมิดอื่นๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน

25 พ.ย. 2568 04:15 น.

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน

เซเลนสกี ผู้นำยูเครนกล่าวยินดีกับความคืบหน้าในการเจรจาแผนสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครน แต่ย้ำว่า ปัญหาหลักยังคงเป็นเรื่องดินแดนยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาแสดงความยินดีต่อ “ความคืบหน้าสำคัญ” ที่เกิดขึ้นระหว่างการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ ที่นครเจนีวา แต่เตือนด้วยว่า ปัญหาหลักยังคงเป็นข้อเรียกร้องของวลาดิมีร์ ปูติน ที่ต้องการให้รับรองทางกฎหมายต่อดินแดนทางตะวันออกที่รัสเซียยึดไปจากยูเครน

หลังจากที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนประชุมกันที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันอาทิตย์เพื่อหารือเกี่ยวกับการยุติสงครามกับรัสเซีย เจ้าหน้าที่จากทั้งสองฝ่ายรายงานว่ามี “ความคืบหน้า” และตั้งใจที่จะทำงานร่วมกันต่อไป

แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า แต่ละฝ่ายเชื่อมความเห็นที่แตกแยกระหว่างรัสเซียกับยูเครนในเรื่องดินแดนกับการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครนอย่างไร ท่ามกลางความคาดหมายว่า นายเซเลนสกีจะพบกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อหารือประเด็นที่เป็นข้อพิพาท แต่ก็ไม่มีการยืนยันว่าการพบกันจะเกิดขึ้นเมื่อใด

คำถามเรื่องบูรณาภาพแห่งดินแดนเป็นประเด็นสำคัญที่รัสเซียกับยูเครนแตกแยกกันมากเป็นพิเศษ โดยนายเซเลนสกีกล่าวย้ำมาตลอดว่า รัสเซียไม่ควรได้รับดินแดนที่ยึดมาด้วยกำลังเป็นรางวัลจากการรุกราน เพราะการทำเช่นนั้นจะเป็นการสร้างกรณีตัวอย่างที่อันตรายขึ้นมา

ทั้งนี้ หลังจากการเจรจาที่เจนีวาสิ้นสุดลง นายทรัมป์บอกใบ้ผ่านโซเชียลมีเดียว่า “บางสิ่งที่ดีงามอาจกำลังจะเกิดขึ้น” แต่ย้ำว่า “อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าคุณจะได้เห็นเอง”

ตัวแทนของรัสเซียไม่ได้เข้าร่วมการประชุมที่สวิตเซอร์แลนด์ และรัฐบาลเครมลินก็ระบุว่า พวกเขาไม่ได้รับข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับผลลัพธ์ของการหารือ แต่นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวว่า พวกเขาทราบว่ามีการ “ปรับเปลี่ยน” แผนที่เดิมที่นายปูตินเคยให้การยอมรับ

อนึ่ง สื่อหลายสำนักระบุว่า แผนสันติภาพ 28 ข้อที่กำลังมีการเจรจาอยู่ตอนนี้นั้น ร่างโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และรัสเซียในเดือนตุลาคม และถูกนำเสนอต่อยูเครนเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยที่องค์ประกอบหลายอย่างของแผนดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่เงื่อนไขที่ฝ่ายมอสโกเรียกร้องมาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความกังวลในยูเครนและยุโรป

ในขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กับยูเครนต่างระบุว่ามีความคืบหน้าในเรื่องแผนการสันติภาพ แต่ผู้นำยุโรประมัดระวังท่าทีมากกว่านั้น โดยนาย โดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์กล่าวว่า “ผมไม่แน่ใจว่าเราเข้าใกล้สันติภาพมากขึ้นหรือไม่” ขณะที่นายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีกล่าวว่าการหารือจะเป็น “กระบวนการที่ยืดเยื้อและยาวนาน”

มีรายงานว่า สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส และ เยอรมนีได้ร่างแผนสันติภาพในยูเครนตอบโต้กับแผนของสหรัฐฯ ซึ่งตัดเรื่องการยอมรับดินแดนที่รัสเซียยึดไป ขณะที่เพิ่มขนาดกองทัพที่ยูเครนได้รับอนุญาตให้มีได้ และเปิดทางให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ได้

อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาไม่ทราบเรื่องแผนดังกล่าว ส่วนนาย ยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาฝ่ายนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลเครมลินก็ออกมาปฏิเสธแผนดังกล่าว โดยระบุว่า เป็นสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์อย่างสิ้นเชิง

แผนสันติภาพ 28 ข้อยังกำหนดให้ยูเครนถอนทหารออกจากดินแดนที่พวกเขายังคงควบคุมอยู่ในแคว้นโดเนตสก์ โดยจะกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตกันชนปลอดทหารที่เป็นกลาง และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นดินแดนที่เป็นของสหพันธรัฐรัสเซีย

ข้อกำหนดเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ยูเครนยอมรับได้ยากเช่นกัน โดยเคียฟกับพันธมิตรยุโรปต่างระมัดระวังไม่ให้การยุติข้อพิพาทใดๆ เป็นอันตรายต่อหลักการของบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตย นอกจากนั้นนายเซเลนสกีได้เตือนย้ำหลายครั้งว่าการยอมยกดอนบาสจะทำให้ยูเครนเสี่ยงต่อการถูกรัสเซียโจมตีในอนาคต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc