ภูเขาไฟในเอธิโอเปีย ปะทุครั้งแรกในรอบ 12,000 ปี หวั่นกระทบเที่ยวบิน

ภูเขาไฟในเอธิโอเปีย ปะทุครั้งแรกในรอบ 12,000 ปี หวั่นกระทบเที่ยวบิน

25 พ.ย. 2568 03:06 น.

ภูเขาไฟในเอธิโอเปีย ปะทุครั้งแรกในรอบ 12,000 ปี หวั่นกระทบเที่ยวบิน

ภูเขาไฟทางตอนเหนือของประเทศเอธิโอเปีย ปะทุครั้งแรกในรอบกว่า 12,000 ปี พ่นเถ้าถ่านปกคลุมหลายหมู่บ้าน ขณะที่หลายประเทศกำลังเตรียมรับมือผลกระทบต่อเที่ยวบินต่างๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟ “เฮย์ลี กุบบี” (Hayli Gubbi) ในภูมิภาค “อาฟาร์” (Afar) ทางตอนเหนือของเอธิโอเปีย ปะทุเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา ทำให้หมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงถูกปกคลุมด้วยเถ้าภูเขาไฟ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่า ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่อาจเกิดผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นคนเลี้ยงปศุสัตว์

นาย โมฮัมเหม็ด เซอิด ผู้บริหารท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าว AP ว่า “แม้จะยังไม่มีการสูญเสียชีวิตมนุษย์และปศุสัตว์ แต่หมู่บ้านหลายแห่งก็ถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าถ่าน และเป็นผลให้สัตว์ของพวกเขามีอาหารเหลือน้อยที่จะกิน”

ภูเขาไฟลูกนี้ปะทุอีกครั้งในช่วงเย็นวันจันทร์ (24 พ.ย.) ก่อนจะสงบลง โดยมันพ่นเถ้าถ่านและควันขนาดใหญ่เหนือประเทศเอธิโอเปีย และลอยข้ามทะเลแดงไปยังคาบสมุทรอาหรับ นอกจากนี้ ยังมีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมาในปริมาณมากด้วย

ศูนย์เตือนภัยเถ้าภูเขาไฟ (Volcanic Ash Advisory Center) ในเมืองตูลูส ของฝรั่งเศส ออกประกาศเตือนไปยังเครื่องบินที่บินในภูมิภาคนี้ โดยระบุว่าเถ้าถ่านได้ลอยขึ้นไปถึงระดับความสูง 49,000 ฟุต

ด้านเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงในประเทศที่อยู่ไกลออกไปอย่างอินเดีย กำลังเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่เที่ยวบินจะหยุดชะงัก อันเป็นผลมาจากเถ้าถ่านที่ล่องลอยปกคลุมน่านฟ้า

ทั้งนี้ เว็บไซต์ Volcano Discovery ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวของภูเขาไฟที่ยังคงมีพลังอยู่ทั่วโลก ระบุว่า ไม่เคยมีบันทึกการปะทุของภูเขาไฟ เฮย์ลี กุบบี มาก่อนในช่วง 12,000 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การบันทึกสถิติการปะทุของภูเขาไฟในพื้นที่แถบนี้ของเอธิโอเปียมีอย่างจำกัด เนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews , apnews

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

25 พ.ย. 2568 01:32 น.

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ คุยกับ สี จิ้นผิง ทางโทรศัพท์ โดยหารือกันหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องยูเครนและไต้หวัน ซึ่งฝ่ายจีนย้ำว่า ไต้หวันควรกลับคืนสู่จีน

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นฝ่ายโทร ก่อนที่ในเวลาต่อมา นายทรัมป์จะโพสต์ข้อความเปิดเผยข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการคุยครั้งนี้

“ผมเพิ่งมีการคุยโทรศัพท์ที่ดีมากกับประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ของจีน เราหารือกันในหลายประเด็นรวมถึง เรื่องยูเครน/รัสเซีย, เฟนทานิล, ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ เราได้มีการทำข้อตกลงที่ดีและสำคัญมากสำหรับเกษตรกรผู้ยิ่งใหญ่ของเรา และมันจะดีขึ้นอีก” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ความสัมพันธ์ของเรากับจีนนั้นเข้มแข็งอย่างยิ่ง การโทรศัพท์ครั้งนี้เป็นการติดตามผลจากการประชุมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของเราที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อสามสัปดาห์ก่อน ตั้งแต่นั้นมาก็มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญจากทั้งสองฝ่ายในการทำให้ข้อตกลงของเราเป็นปัจจุบันและถูกต้อง”

“ตอนนี้เราสามารถตั้งเป้าไปที่ภาพรวมใหญ่ได้ เพื่อจุดประสงค์นั้น ประธานาธิบดีสีได้เชิญผมไปเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนเมษายน ซึ่งผมได้ตอบรับ และผมได้เชิญเขามาเป็นแขกของผมสำหรับการเยือนอย่างเป็นทางการในสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี เราตกลงกันว่าการที่เราสื่อสารกันบ่อยครั้งเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผมตั้งตาคอยที่จะทำเช่นนั้น”

ด้านสำนักข่าว ซินหัว ของจีน รายงานว่า ระหว่างการพูดคุย ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้แจ้งต่อประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “การกลับคืนสู่จีนของไต้หวัน เป็นส่วนสำคัญของระเบียบโลกหลังสงคราม”

“จีนและสหรัฐฯ เคยต่อสู้เคียงข้างกันเพื่อต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิแสนยานุภาพนิยม และในตอนนี้ก็ควรทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องผลลัพธ์ของสงครามโลกครั้งที่สอง” นายสีกล่าว ตามรายงานของ ซินหัว

ทั้งนี้ จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมไต้หวัน แม้ว่ารัฐบาลไต้หวันจะปฏิเสธการกล่าวอ้างของจีนและระบุว่า มีเพียงประชาชนไต้หวันเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของตนเองได้

ตอนนี้จีนกำลังเผชิญกับวิกฤตทางการทูตกับญี่ปุ่นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังจากที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า หากจีนโจมตีไต้หวันจนทำให้การดำรงอยู่ของญี่ปุ่นถูกคุกคาม ญี่ปุ่นก็อาจตอบสนองด้วยกำลังทหาร

นายสีกับนายทรัมป์พบกันที่เกาหลีใต้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม หลังจากความตึงเครียดทางการค้าดำเนินมานานหลายเดือนซึ่งเกิดจากนโยบายภาษีของทรัมป์ หลังจากนั้น จีนก็กลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ และระงับมาตรการขยายขอบเขตการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก ขณะที่สหรัฐฯ ได้ลดภาษีสินค้าจากจีนลง 10%

ผู้นำจีนบอกกับผู้นำสหรัฐฯ ในการสนทนาครั้งล่าสุดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ มีเสถียรภาพและดีขึ้นนับตั้งแต่การประชุมที่เกาหลีใต้ “ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าความร่วมมือเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ในขณะที่การเผชิญหน้าจะทำลายทั้งสองฝ่าย” พร้อมกระตุ้นให้ทั้งสองประเทศรักษาแรงผลักดันเชิงบวกและขยายความร่วมมือระหว่างกัน

ผู้นำทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับสงครามในยูเครน โดยนายสียืนยันอีกครั้งว่าจีนสนับสนุนทุกความพยายามที่นำไปสู่สันติภาพ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดช่องว่างความแตกต่างของกันและกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ปธน.เกาหลีใต้เตือน มีความเสี่ยงปะทะกับเกาหลีเหนือโดยไม่ได้ตั้งใจ

ปธน.เกาหลีใต้เตือน มีความเสี่ยงปะทะกับเกาหลีเหนือโดยไม่ได้ตั้งใจ

24 พ.ย. 2568 23:53 น.

ปธน.เกาหลีใต้เตือน มีความเสี่ยงปะทะกับเกาหลีเหนือโดยไม่ได้ตั้งใจ

อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ออกมาเตือนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือในตอนนี้ ย่ำแย่ลงถึงขั้นที่มีความเสี่ยงเกิดการปะทะกันโดยไม่ตั้งใจแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 24 พ.ย. 2568 ว่า อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พยายามใช้มาตรการต่างๆ เพื่อลดความตึงเครียดกับเกาหลีเหนือนับตั้งแต่เขารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายน และเขาได้ยื่นข้อเสนอที่จะเจรจากับเกาหลีเหนือโดยไม่มีการตั้งเงื่อนไขล่วงหน้า แตกต่างจากสมัยของนาย ยุน ซอกยอล ประธานาธิบดีคนก่อนอย่างสิ้นเชิง

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศกลับไม่ดีขึ้น โดยนายอีบอกกับผู้สื่อข่าวขณะโดยสารเครื่องบินจากแอฟริกาใต้ไปยังตุรกีว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ได้กลายเป็นปรปักษ์และเผชิญหน้ากันอย่างน่าเสียใจอย่างยิ่ง”

“แม้แต่ความเชื่อมั่นในระดับพื้นฐานที่สุดก็ไม่มีเหลืออยู่แล้ว และเกาหลีเหนือยังออกแถลงการณ์ที่สุดโต่งอย่างยิ่งและดำเนินการสุดโต่งอย่างยิ่งหลายต่อหลายครั้ง” นายอีกล่าว พร้อมยกตัวอย่างกรณีล่าสุดที่เกาหลีเหนือติดตั้งรั้วลวดหนามสามชั้นตามแนวชายแดน

นายอีกล่าวอีกว่า “ตอนนี้เรามาถึงสถานการณ์ที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดการปะทะกันโดยไม่ตั้งใจขึ้นเมื่อใด” “ช่องทางการเชื่อมต่อทั้งหมดถูกตัดขาด พวกเขากำลังปฏิเสธการเจรจาและการติดต่อทุกรูปแบบ นี่เป็นสภาวะที่อันตรายอย่างยิ่ง”

อย่างไรก็ตาม นายอีกล่าวว่า เกาหลีใต้จะยังคงแสวงหาช่องทางการสื่อสารกับเกาหลีเหนือต่อไป โดยย้ำว่า เกาหลีใต้เปิดกว้างเสมอ “ทำไมเราถึงแลกเปลี่ยนและพูดคุยกับประเทศอื่น ๆ ทุกประเทศ แต่กลับไม่ทำเช่นนั้นกับเกาหลีเหนือ? เรามาพูดคุยกันเถิด และเราสนับสนุนการทำให้ความสัมพันธ์กลับสู่ภาวะปกติ”

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน เกาหลีใต้เสนอจัดการเจรจาทางทหารกับรัฐบาลเปียงยาง เพื่อป้องกันการปะทะตามแนวชายแดน นับเป็นการเสนอจัดการเจรจาทางทหารครั้งแรกในรอบเจ็ดปี

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือออกมาประณามข้อตกลงสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ โดยระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลกระทบแบบ “โดมิโนนิวเคลียร์” อันเป็นผลจาก “เจตนาในการเผชิญหน้า” ของทั้งสองประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“จิมมี คลิฟฟ์” ตำนานผู้บุกเบิกวงการเรกเก้ เสียชีวิตแล้ว ในวัย 81 ปี

“จิมมี คลิฟฟ์” ตำนานผู้บุกเบิกวงการเรกเก้ เสียชีวิตแล้ว ในวัย 81 ปี

24 พ.ย. 2568 22:20 น.

“จิมมี คลิฟฟ์” ตำนานผู้บุกเบิกวงการเรกเก้ เสียชีวิตแล้ว ในวัย 81 ปี

จิมมี คลิฟฟ์ ตำนานนักร้องชาวจาเมกา หนึ่งในผู้บุกเบิกดนตรีแนวเรกเก้ให้เป็นที่รู้จัก เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 81 ปี หลังจากมีปัญหาด้านสุขภาพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จิมมี คลิฟฟ์ นักร้องเสียงนุ่มชาวจาเมกา หนึ่งในผู้บุกเบิกดนตรีแนวเรกเก้ให้เป็นที่นิยม และมีเพลงฮิตมากมายรวมถึง “I Can See Clearly Now” เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 81 ปี

นางลาติฟา ชามเบอร์ส ภรรยาของ จิมมี คลิฟฟ์ เปิดเผยข่าวร้ายดังกล่าวผ่านอินสตาแกรมเมื่อวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 “ฉันต้องแจ้งให้ทราบด้วยความเสียใจอย่างที่สุดว่าสามีของฉัน จิมมี คลิฟฟ์ จากไปอย่างสงบแล้ว เนื่องจากอาการชักตามด้วยอาการปอดบวม”

“ฉันรู้สึกขอบคุณครอบครัว เพื่อน ศิลปินร่วมวงการ และเพื่อนร่วมงานของเขา ที่เคยได้ร่วมเดินทางไปกับเขา สำหรับแฟนๆ ของเขาทั่วโลก โปรดรู้ว่าการสนับสนุนของพวกคุณคือพลังของเขาตลอดอาชีพการงาน เขาซาบซึ้งใจอย่างยิ่งในความรักจากแฟนเพลงทุกคน”

คลิฟฟ์ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกด้วยเพลงฮิตอย่าง “You Can Get It If You Really Want”, “The Harder They Come” และ “Wonderful World, Beautiful People” และได้รับคัดเลือกเข้าสู่หอเกียรติยศร็อกแอนด์โรลในปี 2553 ทำให้เขาเป็นชาวจาเมกาคนที่ 2 เท่านั้นที่ได้รับเกียรตินี้ต่อจาก บ็อบ มาร์เลย์

นอกจากผลงานเพลงแล้ว เขายังเป็นที่รู้จักจากบทบาทนำในภาพยนตร์เรื่อง “The Harder They Come” ปี 2515 ซึ่งเขารับบทเป็น อิวาน มาร์ติน ชายหนุ่มที่ย้ายไปคิงส์ตัน เมืองหลวงของจาเมกา เพื่อเข้าสู่วงการเพลง แต่สุดท้ายกลับหันไปก่ออาชญากรรมแทน

คลิฟฟ์แต่งเพลงหลายเพลงให้แก่ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้ดนตรีเรกเก้เป็นที่นิยมในสหรัฐ และทำให้ตัวคลิฟฟ์กลายเป็นดาราดัง

เรื่องราวชีวิตของคลิฟฟ์เองก็มีความคล้ายคลึงกับมาร์ตินอยู่บ้าง เขาเกิดในชื่อ เจมส์ แชมเบอร์ส ในปี 2491 ที่เซนต์เจมส์ แพริช ทางตะวันตกของจาเมกา ท่ามกลางพายุเฮอริเคนซึ่งทำให้บ้านของครอบครัวของเขาถูกทำลาย โดยเขาเป็นลูกคนที่ 2 จากทั้งหมด 8 คน และเติบโตมาท่ามกลางความยากจน, ร้องเพลงในโบสถ์ ก่อนจะใช้ชื่อในวงการว่า จิมมี คลิฟฟ์

คลิฟฟ์ย้ายไปอยู่คิงส์ตันในปี 2504 ก่อนที่ซิงเกิล “Hurricane Hattie” ของเขาจะติดอันดับสูงสุดของชาร์ตเพลงจาเมกา ทำให้เขามีเพลงที่ประสบความสำเร็จเพลงแรกตอนอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นาน คลิฟฟ์ก็ตัดสินใจเดินทางไปยังกรุงลอนดอน เพื่อพัฒนาอาชีพการงานของตัวเอง

ที่ลอนดอน คลิฟฟ์บันทึกเสียงอัลบั้มแรกโดยผสมผสานองค์ประกอบของเพลง R&B ก่อนจะเดินทางกลับจาเมกา โดยผลงานของเขาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในปี 2513 เขาก็มีซิงเกิลเพลงติดชาร์ตในสหราชอาณาจักรถึง 3 เพลง ได้แก่ “Wonderful World, Beautiful People”, “Vietnam” และ “Wild World” เพลงคัฟเวอร์ของแคท สตีเวนส์

บ็อบ ดีแลน ยกย่องเพลง “Vietnam” ว่าเป็นเพลงประท้วงที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการแต่งมา

ต่อมา คลิฟฟ์ได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย เช่น เดอะ โรลลิง สโตนส์, เอลวิส คอสเตลโล, แอนนี เลนน็อกซ์ และ พอล ไซมอน และขับร้องเพลง “I Can See Clearly Now” ประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Cool Runnings” ในปี 2536

นายกรัฐมนตรี แอนดรูว์ โฮลเนส แห่งจาเมกา เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาแสดงความไว้อาลัยต่อการจากไปของคลิฟฟ์ โดยเขาโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า จิมมี คลิฟฟ์ คือยักษ์ใหญ่ทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง และดนตรีของเขาได้นำพาหัวใจของจาเมกาไปสู่โลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รพ.หาดใหญ่ วิกฤตหนักสุด น้ำใกล้ท่วมเครื่องปั่นไฟ อัพเดทจุดช่วยเหลือสาธารณสุข

รพ.หาดใหญ่ วิกฤตหนักสุด น้ำใกล้ท่วมเครื่องปั่นไฟ อัพเดทจุดช่วยเหลือสาธารณสุข

24 พ.ย. 2568 18:48 น.

รพ.หาดใหญ่ วิกฤตหนักสุด น้ำใกล้ท่วมเครื่องปั่นไฟ อัพเดทจุดช่วยเหลือสาธารณสุข

รพ.หาดใหญ่ วิกฤตหนักสุด น้ำใกล้ท่วมเครื่องปั่นไฟ เฝ้าระวังผู้ป่วยไอซียู อีกประมาณ 130 ราย พร้อมอัปเดตโรงพยาบาลในพื้นที่ จ.สงขลา เปิดจุดบริจาค อาหารแห้ง น้ำดื่ม เสื้อผ้า อุปกรณ์ยังชีพ ที่ค่ายเสนาณรงค์

ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 21พฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้หลายพื้นที่เผชิญภาวะน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรง กระแสน้ำที่เพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็วได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนและอาคารต่าง ๆ จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ขณะเดียวกันถนนหลายสายไม่สามารถสัญจรได้ ทำให้การเข้าช่วยเหลือประชาชนเป็นไปด้วยความยากลำบาก

สถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มีคำสั่งประกาศอพยพประชาชนในเขตเมืองหาดใหญ่เกือบทั้งหมดไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่จัดตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันอันตรายจากระดับน้ำที่ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ศูนย์อพยพหลายแห่งยังประสบปัญหาในด้านการจัดการและการขนย้ายประชาชน เนื่องจากสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาดเป็นบางช่วง และบางพื้นที่มีน้ำเชี่ยว จนไม่สามารถนำรถและเรือเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที เช่นเดียวกับผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมากที่ยังไม่สามารถนำออกมาจากที่พักอาศัยได้

ระบบสาธารณสุขในพื้นที่น้ำท่วม จ.สงขลา ขณะนี้เข้าขั้นวิกฤต โดยเฉพาะผู้ป่วยในโรงพยาบาลหาดใหญ่ ที่ตอนนี้ต้องเฝ้าระวังมวลน้ำ ที่จะเคลื่อนเข้ามาอย่างใกล้ชิด ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง นายแพทย์ปพน ดีไชยเศรษฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า หน่วยงานสาธารณสุขและหน่วยกู้ภัยต่าง ๆ กำลังเร่งเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากหลายพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนักไปยังศูนย์พักพิงขนาดใหญ่ ได้แก่ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา โดยทั้งสองแห่งได้รับการปรับพื้นที่ให้รองรับผู้ป่วยและญาติได้อย่างปลอดภัยมากที่สุดท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังคงน่าเป็นห่วง

หนึ่งในจุดวิกฤตที่สุดตอนนี้คือ โรงพยาบาลหาดใหญ่ ถือเป็นโรงพยาบาลศูนย์หลักของภาคใต้ตอนล่าง ระดับน้ำภายนอกอาคารเพิ่มสูงขึ้น จนใกล้จะท่วมเครื่องปั่นไฟอีกประมาณ 30 เซนติเมตร ซึ่งหากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าทั้งหมด โดยจะกระทบต่อการดูแลผู้ป่วยอย่างร้ายแรง จึงต้องมีการส่งต่อผู้ป่วยบางส่วนไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์แล้วจำนวน 20ราย ขณะที่ผู้ป่วยรายอื่นยังต้องเฝ้าติดตามสภาพเครื่องปั่นไฟอย่างใกล้ชิด หากระบบยังทำงานได้ โรงพยาบาลก็จะสามารถให้บริการผู้ป่วยวิกฤตได้ต่อเนื่อง

ส่วนโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ อำเภอนาทวี จ.สงขลา ปัจจุบันถูกมวลน้ำล้อมรอบ จนต้องตัดกระแสไฟ และหันมาใช้เครื่องปั่นไฟสำรองเป็นหลัก โดยมีผู้ป่วยต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 4 ราย ได้รับการเคลื่อนย้ายมายังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์เรียบร้อยแล้ว ขณะที่โรงพยาบาลสะบ้าย้อย ก็มีผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ 2 รายที่ต้องนำส่งไปยังโรงพยาบาลปัตตานีเพื่อความปลอดภัย

การลำเลียงผู้ป่วยจากพื้นที่เสี่ยงเป็นภารกิจสำคัญในเวลานี้

นายแพทย์ปพน เผยว่า ตอนนี้รถทหารเป็นพาหนะหลักในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากพื้นที่น้ำท่วม หากพื้นที่ใดมีระดับน้ำสูงเกินกว่ารถจะเข้าถึงได้ ทางแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ยืนยันความพร้อมในการใช้เฮลิคอปเตอร์เข้ารับผู้ป่วยทันที โดยเริ่มจากผู้ป่วยอาการหนักและผู้ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจก่อนเป็นลำดับแรก พร้อมกันนี้ยังได้ประสานงานกับการไฟฟ้าเพื่อเร่งปรับปรุงระบบไฟในโรงพยาบาลบางแห่ง เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ไฟฟ้าได้และช่วยลดความเสี่ยงในการดูแลผู้ป่วย

สำหรับโรงพยาบาลหาดใหญ่ ขณะนี้ยังมีผู้ป่วยในแผนก ICU อยู่ประมาณ 130 ราย โดยมีราว 20 รายที่จำเป็นต้องย้ายออกก่อน ส่วนผู้ป่วยที่ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจยังสามารถอยู่ในโรงพยาบาลได้ตามปกติ แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์หากระบบไฟฟ้าถูกตัด

ผู้ป่วยติดเตียงตามบ้านเรือนในพื้นที่น้ำท่วมก็เป็นอีกกลุ่มที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วน ทีมทหารและหน่วยเรือเร็วได้ระดมกำลังออกปฏิบัติการเพื่อรับผู้ป่วยเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีศูนย์รับแจ้งเหตุประจำอยู่ที่ค่ายเสนาณรงค์ จ.สงขลา ทำหน้าที่ประสานงานและจัดสรรกำลังเข้าพื้นที่ทันทีที่ได้รับการร้องขอ

นายแพทย์ปพน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สิ่งของจำเป็นที่ต้องการเร่งด่วนที่สุดคือ รถและเรือสำหรับใช้รับผู้ป่วยจากพื้นที่เสี่ยง รวมถึง “อาหาร” สำหรับประชาชนและผู้ป่วยในศูนย์พักพิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดแคลนมากที่สุด จังหวัดจึงได้จัดตั้งครัวกลางที่ค่ายเสนาณรงค์เพื่อประกอบอาหารและกระจายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ส่วนเครื่องมือแพทย์ยังถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน

ประชาชนที่ต้องการช่วยเหลือสามารถนำสิ่งของบริจาค เช่น อาหารแห้ง น้ำดื่ม เสื้อผ้า หรืออุปกรณ์ยังชีพต่าง ๆ สามารถไปมอบได้ที่ค่ายเสนาณรงค์ เพื่อสนับสนุนภารกิจกู้ภัยและการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้

มือระเบิดพลีชีพโจมตีฐานทัพในปากีสถาน ดับ 5 ศพ บาดเจ็บ 12 ราย

มือระเบิดพลีชีพโจมตีฐานทัพในปากีสถาน ดับ 5 ศพ บาดเจ็บ 12 ราย

24 พ.ย. 2568 16:52 น.

มือระเบิดพลีชีพโจมตีฐานทัพในปากีสถาน ดับ 5 ศพ บาดเจ็บ 12 ราย

เกิดเหตุระเบิดพลีชีพ 2 ครั้ง โจมตีสำนักงานใหญ่ของกองกำลังกึ่งทหารปากีสถานในเมืองเปชวาร์ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิต 3 นาย และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 12 คน นายกรัฐมนตรีปากีสถานกล่าวว่าเป็น “แผนก่อการร้ายที่ถูกยับยั้งได้” แต่ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ

วันนี้ (24 พ.ย.) เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย 2 ครั้ง โจมตีสำนักงานใหญ่ของกองกำลังกึ่งทหาร “ตำรวจแห่งสหพันธรัฐ” ในเมืองเปชวาร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิต 3 นาย และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 12 คน

ตำรวจเปิดเผยว่า กลุ่มผู้โจมตีติดอาวุธ ได้บุกเข้าไปในสำนักงานใหญ่ของกองกำลังฯ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดในเมืองเปชวาร์ โดยผู้ก่อเหตุจะต้องฝ่าด่านรักษาความปลอดภัยหลายชั้นจึงจะสามารถบุกเข้าไปได้ พยานในพื้นที่ให้ข้อมูลกับสื่อท้องถิ่นว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น 2 ครั้ง เมื่อเวลาประมาณ 08:10 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ทางการปากีสถานได้แถลงถึงเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “แผนก่อการร้ายที่ถูกยับยั้งได้” เนื่องจากผู้ก่อเหตุถูกยิงเสียชีวิตที่ประตูทางเข้า ก่อนที่จะสามารถบุกเข้าไปในอาคารได้

นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน กล่าวว่า “ผู้ก่อเหตุในครั้งนี้จะต้องถูกระบุตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” 

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ปิดล้อมพื้นที่ และทีมกู้ภัยเข้าประจำการในที่เกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่รายหนึ่งระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้รับบาดเจ็บ 5 นาย และพลเรือน 7 คน

กองกำลังตำรวจแห่งสหพันธรัฐ ซึ่งเดิมคือกองกำลังชายแดน มีหน้าที่รับมือกับสถานการณ์ที่เกินความสามารถของกองกำลังตำรวจทั่วไป เช่น การรุกล้ำของกลุ่มชนเผ่า และความรุนแรงของแก๊งอาชญากรรม

เมืองเปชวาร์ เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดไคเบอร์ปักตูนควา ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวชายแดนอัฟกานิสถาน และเป็นพื้นที่ที่มีความรุนแรงจากการก่อความไม่สงบมาอย่างยาวนาน โดยกลุ่มตาลีบันปากีสถาน (TTP) ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่นี้ และเคยออกมาอ้างความรับผิดชอบในการโจมตีในลักษณะคล้ายกันทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ ต่อเหตุโจมตีครั้งล่าสุดนี้.

ที่มา BBC

อาชญากรทางเพศออนไลน์ที่ฉาวโฉ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

อาชญากรทางเพศออนไลน์ที่ฉาวโฉ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

24 พ.ย. 2568 16:38 น.

อาชญากรทางเพศออนไลน์ที่ฉาวโฉ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

ผู้นำแก๊งอาชญากรรมทางเพศออนไลน์ “Vigilantes” ที่ใช้เทเลแกรมในการผลิตและเผยแพร่วัสดุล่วงละเมิดทางเพศนับพันรายการ ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต หลังก่ออาชญากรรมอย่างเป็นระบบและล่อลวงเหยื่อมากกว่า 261 ราย ซึ่งเป็นจำนวนเหยื่อจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศทางไซเบอร์ที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้

นายคิม นก-วาน วัย 33 ปี ผู้นำแก๊งอาชญากรรมทางเพศบนแอปพลิเคชันเทเลแกรม ถูกศาลเกาหลีใต้ตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในวันนี้ (24 พ.ย.) หลังจากพบว่าเขาก่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและแลกเปลี่ยนสื่อล่วงละเมิดทางเพศนับพันชิ้น นายคิม นก-วาน เป็นหัวหน้าของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “Vigilantes” (ศาลเตี้ย) ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบคล้ายพีระมิด ทำหน้าที่แบล็กเมล์เหยื่อให้ผลิตเนื้อหาทางเพศที่โจ่งแจ้ง และนำไปเผยแพร่ในห้องสนทนาออนไลน์

ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2020 ถึงเดือนมกราคม 2025 กลุ่ม Vigilantes ได้แสวงหาประโยชน์จากเหยื่ออย่างน้อย 261 คน นับเป็นจำนวนเหยื่อจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศทางไซเบอร์ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้

นายคิม ซึ่งเรียกตัวเองว่า “บาทหลวง” ในกลุ่ม ถูกตัดสินว่ามีความผิดในการก่ออาชญากรรมที่เป็นระบบ รวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เยาว์ และการเผยแพร่ภาพที่แสดงถึงการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

ศาลได้ตัดสินลงโทษเขาในข้อหาจัดตั้งและดำเนินการองค์กรอาชญากรรม, การผลิตและเผยแพร่สื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศและสื่อที่ถ่ายทำอย่างผิดกฎหมาย, การบังคับให้ใช้สื่อที่ถ่ายทำอย่างผิดกฎหมาย และความผิดฐาน “กึ่งข่มขืน” หรือการล่วงละเมิดทางเพศในขณะที่เหยื่อไม่สามารถขัดขืนได้

ศาลระบุว่า “นายคิม กล่าวในศาลว่าเขารู้สึกสำนึกผิด แต่เขาได้ก่ออาชญากรรมนับไม่ถ้วนตลอดสี่ถึงห้าปีที่ผ่านมา” ศาลกล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อพิจารณาถึงความโหดร้ายของอาชญากรรม และการที่เขาไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายใดๆ ให้แก่เหยื่อ จึงจำเป็นต้องแยกเขาออกจากสังคมอย่างถาวร” 

ตำรวจเปิดเผยว่า นายคิมได้ค้นหาเหยื่อทั้งชายและหญิงผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ล่อลวงพวกเขาให้มายังแอปพลิเคชันเทเลแกรม ก่อนจะทำการแบล็กเมล์ โดยเขาเข้าหาผู้ชายที่แสดงความสนใจในการสร้างหรือเผยแพร่ภาพ “Deepfake” และเข้าหาผู้หญิงที่แสดงความสงสัยใคร่รู้เรื่องเพศ จากนั้นเขาจะขู่ว่าจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ หรือรายงานต่อเจ้าหน้าที่ทางการ

เหยื่อบางรายจะถูกเกณฑ์เข้าสู่รูปแบบพีระมิดของ Vigilantes และได้รับตำแหน่งต่างๆ เช่น “ผู้เผยแพร่ศาสนา” และ “มัคนายก” เพื่อให้พวกเขาไปล่อลวงเหยื่อรายอื่นๆ เข้ามาอีก

นายคิมสั่งให้เหยื่อทั้งที่เป็นผู้ใหญ่และเด็กส่ง “รายงานประจำวันรายชั่วโมง” และเขียนจดหมายแสดงความสำนึกผิด หากใครไม่ทำตามจะถูกลงโทษด้วยการบังคับให้ถ่ายภาพเปลือย หรือ ทำร้ายตัวเอง

สื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศที่ผลิตโดยกลุ่ม Vigilantes มีจำนวนมากกว่า 2,000 ชิ้น นอกจากนี้ ในฐานะหัวหน้าแก๊ง นายคิมยังได้ข่มขืนผู้เยาว์หญิงถึง 10 ราย, บังคับให้ผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายคนอื่น และถ่ายทำตัวเองขณะก่อเหตุรุนแรงจนทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ

จากการสืบสวนพบว่า นายคิมมีส่วนร่วมในช่องและห้องแชทของเทเลแกรมอย่างน้อย 453 ช่อง เพื่อก่ออาชญากรรม โดย 60 ช่องเป็นช่องที่เขาดำเนินการด้วยตนเอง

คดีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เทเลแกรมให้ความร่วมมือกับตำรวจเกาหลีใต้ โดยการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการสืบสวนและนำไปสู่การจับกุมนายคิม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลี ได้จัดตั้งระบบความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเป็นทางการกับเทเลแกรม ในเดือนตุลาคม 2024 ซึ่งทำให้แพลตฟอร์มดังกล่าวสามารถให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทางการได้อย่างเป็นทางการ.

ที่มา BBC

“หาดใหญ่” อพยพทั้งเมือง เตือนพรุ่งนี้ ฝนตกหนัก-น้ำสูงเพิ่ม 1.5 เมตร คาดลดระดับอีก 2 สัปดาห์

"หาดใหญ่" อพยพทั้งเมือง เตือนพรุ่งนี้ ฝนตกหนัก-น้ำสูงเพิ่ม 1.5 เมตร คาดลดระดับอีก 2 สัปดาห์

24 พ.ย. 2568 14:55 น.

“หาดใหญ่” อพยพทั้งเมือง เตือนพรุ่งนี้ ฝนตกหนัก-น้ำสูงเพิ่ม 1.5 เมตร คาดลดระดับอีก 2 สัปดาห์

“หาดใหญ่” อพยพทั้งเมือง เตือนพรุ่งนี้ น้ำสูงเพิ่ม 1.5 เมตร คาดลดระดับอีก 2 สัปดาห์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ชี้ คลอง ร.1 เส้นหลักระบายน้ำสูงล้นตลิ่ง ต้องปล่อยไหลผ่านไปตามสภาพ พรุ่งนี้ (25 พ.ย. 68) เตรียมรับมือฝนตกหนักสุด

ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 21 พ.ย. 68 ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน บ้านเรือนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ล่าสุดผู้ว่าราชการฯ ประกาศอพยพประชาชนทั้งเมือง โดยคาดว่าปริมาณน้ำจะเพิ่มสูงขึ้น แต่หลายศูนย์อพยพก็ยังมีปัญหาในเรื่องการจัดการ

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ไปยัง นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนเมื่อวานนี้ (23 พ.ย. 68) ที่ตกลงมาต่อเนื่อง ทำให้มีมวลน้ำก้อนใหม่ไหลลงมาเพิ่ม คาดว่าจะมีปริมาณมากกว่าระลอกก่อน ส่งผลให้วันนี้ (24 พ.ย. 68) ระดับน้ำในพื้นที่ตอนบนของอำเภอสะเดา จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50 เซนติเมตร

โดยมวลน้ำที่หลากลงจากอำเภอสะเดา จะไหลผ่านเข้าสู่อำเภอคลองหอยโข่ง คาดว่าในช่วง 10 ชั่วโมงต่อจากนี้ ระดับน้ำในอำเภอคลองหอยโข่งจะสูงขึ้นอีกประมาณ 30–50 เซนติเมตรจากระดับเดิม

สำหรับสถานการณ์ในตัวเมืองหาดใหญ่ นายฐนโรจน์ระบุว่า ระดับน้ำที่คาดการณ์ในวันพรุ่งนี้ (25 พ.ย. 68) จะเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอีก 1–1.5 เมตร เนื่องจากมีมวลน้ำจากรอบนอก ทั้งจากคลองหวะ คลองต่ำ และคลองวาด ไหลสมทบเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอยู่แล้วจะมีระดับน้ำสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำ และอาจขยายวงไปยังพื้นที่รอบอำเภอหาดใหญ่เพิ่มเติมเล็กน้อย

ขณะนี้ มวลน้ำกำลังไหลเข้าสู่ตัวเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยคลองภูมินาถดำริ (คลอง ร.1) ซึ่งเป็นคลองหลักสำหรับระบายน้ำ ปัจจุบันมีระดับน้ำสูงล้นประตูระบายน้ำทั้งฝั่งตัวเมืองหาดใหญ่และฝั่งคลองอู่ตะเภา ทำให้ไม่สามารถควบคุมการระบายได้ เมื่อมวลน้ำทะลักเข้าคลอง ประตูระบายน้ำจึงต้องปล่อยให้ไหลผ่านไปตามสภาพ

นอกจากนี้ นายฐนโรจน์ยังเผยว่า อ่างเก็บน้ำขนาดกลางหลายแห่งมีระดับน้ำแตะระดับปริ่มทั้งหมด ขณะที่ประตูระบายน้ำคลอง ร.1 ไม่สามารถควบคุมได้แล้ว เนื่องจากมีน้ำไหลล้นข้ามประตู อีกทั้งระบบไฟฟ้าถูกตัดขาด ทำให้ไม่สามารถสั่งการได้ในขณะนี้

ส่วนปริมาณฝน คาดว่าพรุ่งนี้ (25 พ.ย. 68) จะเป็นวันที่มีฝนตกหนักที่สุด ก่อนที่จะเริ่มลดลงในวันถัดไป แม้น้ำจะมาเร็วและระบายออกได้เร็ว แต่ปริมาณน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำและเขตชุมชนเมือง อาจต้องใช้เวลาระบายอย่างน้อย 2 สัปดาห์ จึงจะเห็นระดับน้ำลดลง ซึ่งหลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการฟื้นฟูพื้นที่ต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ

“ขณะนี้ฤดูฝนลงมาที่ภาคใต้แล้ว ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ระวังเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำ และรับฟังข่าวสาร เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนตกกระจายทั่วพื้นที่” นายฐนโรจน์กล่าว

ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา สั่งอพยพประชาชนทั้งเมือง

ขณะที่นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้มีคำสั่งด่วนให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ อพยพออกจากพื้นที่ทันที โดยให้เข้าสู่จุดอพยพที่ทางราชการจัดเตรียมไว้ ได้แก่ ศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และทัพเรือภาคที่ 2 จังหวัดสงขลา พร้อมกำชับให้เร่งเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมมีความรุนแรงและมีแนวโน้มจะทวีความหนักมากขึ้นทุกชั่วโมง

จังหวัดสงขลาได้ระดมกำลังจากทุกภาคส่วนลงพื้นที่สนับสนุนการอพยพอย่างเต็มที่ เป้าหมายเพื่อเร่งเคลื่อนย้ายประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ ให้ถึงพื้นที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุดภายใต้สถานการณ์ที่ยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ จังหวัดสงขลาได้เร่งนำกำลังทุกภาคส่วนลงช่วยเหลือประชาชนแบบเต็มกำลัง มีการตั้ง โรงครัวพระราชทาน 2 แห่ง ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ สนับสนุนเครื่องสูบน้ำรวม 86 เครื่อง เรือท้องแบน 44 ลำ เรือยาง 21 ลำ และรถยกสูง 83 คัน เพื่อใช้ในการอพยพและขนย้ายประชาชนจากพื้นที่น้ำท่วมหนัก โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่

นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐ ทหาร ปภ. อปท. มูลนิธิฯ และเครือข่ายจิตอาสา ได้ร่วมกันแจกจ่ายข้าวกล่อง น้ำดื่ม และถุงยังชีพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านจราจร การขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และสนับสนุนกระสอบทรายให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

จีนจัดแข่งขันสุดแหวก หาแชมป์นอนขี้เกียจยาวนานที่สุด ผู้ชนะทำได้นานกว่า 33 ชั่วโมง

จีนจัดแข่งขันสุดแหวก หาแชมป์นอนขี้เกียจยาวนานที่สุด ผู้ชนะทำได้นานกว่า 33 ชั่วโมง

24 พ.ย. 2568 14:29 น.

จีนจัดแข่งขันสุดแหวก หาแชมป์นอนขี้เกียจยาวนานที่สุด ผู้ชนะทำได้นานกว่า 33 ชั่วโมง

จีนจัดแข่งขันสุดพิสดาร ประกวดนอนขี้เกียจ ที่เขตมองโกเลียใน โดยผู้ร่วมแข่งขันต้องนอนนิ่งติดฟูกต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง ห้ามลุก ห้ามนั่ง ห้ามออกจากที่นอน และห้ามเข้าห้องน้ำ

โลกโซเชียลต่างแชร์คลิป การจัดการแข่งขันสุดแปลกประหลาดในห้างสรรพสินค้า ในเขตมองโกเลียในของจีน โดยพื้นห้างเต็มไปด้วยฟูกที่นอน และผู้เข้าแข่งขันที่นอนเรียงราย เพื่อร่วมแข่งขันการนอนขี้เกียจ โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 240 คน 

สำหรับกติกาการแข่งขันคือผู้เข้าร่วมจะทำได้เพียงพลิกตัว เล่นมือถือ อ่านหนังสือ หรือสั่งอาหารก็ได้ แต่ไม่สามารถจะลุกขึ้นนั่ง หรือออกจากที่นอนได้ โดยจะไอนุญาตให้ลุกไปเข้าห้องน้ำ ทำให้ผุ้เข้าแข่งขันหลายคนต้องใส่ผ้าอ้อม เพื่อต้องการอยู่ในเกมให้ได้นานที่สุด

การแข่งขันนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยไม่ได้กำหนดเวลาสิ้นสุด การแข่งขันจะจบลงก็ต่อเมื่อเหลือ 3 คนสุดท้าย โดยผู้จัดงานระบุว่าผู้มีปัญหาสุขภาพ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมเพื่อความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า หลังผ่านไป 24 ชั่วโมง มีผู้สละสิทธิ์จำนวนมาก โดยเหลือผู้แข่งขัน 54 คนจากทั้งหมด 240 คน และหลังจากที่ผ่านไปนาน 33 ชั่วโมง 35 นาที ก็ได้ผู้ชนะคือเด็กหนุ่มชาวจีน คว้าเงินรางวัล 3,000 หยวน หรือประมาณ 14,000 บาทไปครอง

การแข่งขันนี้จัดโดยบริษัทเฟอร์นิเจอร์เจ้าหนึ่ง โดยครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว นับเป็นกิจกรรมที่สร้างทั้งเสียงหัวเราะ ความแปลกใจ และสีสันในโลกโซเชียลได้ไม่น้อย.

ที่มา Viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จีน

สหรัฐฯ–ยูเครน ส่งสัญญาณคืบหน้ากรอบแผนสันติภาพ หลังการเจรจาที่เจนีวา

สหรัฐฯ–ยูเครน ส่งสัญญาณคืบหน้ากรอบแผนสันติภาพ หลังการเจรจาที่เจนีวา

24 พ.ย. 2568 13:29 น.

สหรัฐฯ–ยูเครน ส่งสัญญาณคืบหน้ากรอบแผนสันติภาพ หลังการเจรจาที่เจนีวา

คณะผู้เจรจาจากสหรัฐอเมริกาและยูเครนได้ประกาศร่วมกันว่า การหารือแผนสันติภาพที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในนครเจนีวา เป็นไปอย่าง “มีประสิทธิผลอย่างมาก” และได้บรรลุข้อตกลงใน “กรอบสันติภาพฉบับปรับปรุง” หลังถูกวิจารณ์ว่าแผนดังกล่าวเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซียมากเกินไป โดยมีแผนที่จะทำงานอย่างเข้มข้นต่อไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า มี “ความก้าวหน้าอย่างมหาศาล” ในการปรับปรุงแผนดังกล่าว ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างระมัดระวังจากรัสเซีย แต่ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากผู้นำในยูเครนและยุโรป ที่มองว่าแผนดังกล่าวมีเนื้อหาที่เอื้อประโยชน์ต่อรัสเซียมากเกินไป

ด้านประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวว่า มี “สัญญาณว่าทีมของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยินสิ่งที่พวกเราต้องการ” ขณะที่นายรูบิโอกล่าวว่า การบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายยังคงต้องได้รับการเห็นชอบจากประธานาธิบดีของยูเครนและสหรัฐฯ ก่อนที่จะเสนอต่อรัสเซีย

แม้ว่าฉบับร่างของแผนสันติภาพที่สหรัฐฯ สนับสนุนจะยังไม่ได้ถูกเผยแพร่ทั้งหมด แต่รายละเอียดสำคัญที่รั่วไหลออกมาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีประเด็นที่สร้างความขัดแย้งหลายอย่าง เช่น ยูเครนจะต้องตกลงที่จะถอนทหารออกจากบางส่วนของภูมิภาคโดเนตสก์ตะวันออกที่ยูเครนยังคงควบคุมอยู่ รวมถึงการยอมรับการควบคุมโดยพฤตินัยของรัสเซียเหนือภูมิภาคโดเนตสก์, ลูฮันสก์ และคาบสมุทรไครเมีย ซึ่งรัสเซียผนวกในปี 2014 การตรึงชายแดนของภูมิภาคเคอร์ซอนและซาโปริซเซียทางตอนใต้ของยูเครนตามแนวรบปัจจุบัน

นอกจากนั้น ยูเครนจะต้องตกลงที่จะจำกัดขนาดกองทัพไว้ที่ 600,000 นาย ลดลงจากปัจจุบันที่ประมาณ 880,000 นาย แผนดังกล่าวรวมถึงคำมั่นสัญญาว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) แต่จะได้รับ “การรับประกันความมั่นคงที่เชื่อถือได้” แทน

นอกจากนี้ ในเอกสารร่างระบุว่า “เป็นที่คาดหวัง” ว่ารัสเซียจะไม่รุกรานประเทศเพื่อนบ้าน และนาโตจะไม่ขยายตัวเพิ่มเติม และยังเสนอให้รัสเซีย “กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก” ผ่านการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และเชิญให้รัสเซียกลับเข้าร่วมกลุ่ม G7 และกลายเป็น G8 อีกครั้ง

ความคืบหน้าของการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวหายูเครนว่า “ไม่แสดงความขอบคุณเลยแม้แต่น้อย” ต่อความพยายามของสหรัฐฯ ในการยุติสงคราม พร้อมชี้ว่าประเทศในยุโรป ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ภักดีของยูเครนยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ นายรูบิโอและกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่าแผนสันติภาพนี้เป็นของสหรัฐฯ เอง หลังมีรายงานข่าวว่ากลุ่มวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ สองพรรคได้กล่าวอ้างว่า นายรูบิโอเคยบอกพวกเขาว่าฉบับร่างดังกล่าวเป็นข้อเสนอของรัสเซีย ซึ่งทางนายรูบิโอได้ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างนั้น โดยระบุว่าแผนนี้ถูกร่างโดยสหรัฐฯ ด้วย “ข้อมูลนำเข้า” จากทั้งรัสเซียและยูเครน.

ที่มา BBC