แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ใกล้กรุงธากา ดับแล้วอย่างน้อย 5 ศพ อาคารสั่น ประชาชนผวาวิ่งหนีตาย

แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ใกล้กรุงธากา ดับแล้วอย่างน้อย 5 ศพ อาคารสั่น ประชาชนผวาวิ่งหนีตาย

21 พ.ย. 2568 22:40 น.

แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ใกล้กรุงธากา ดับแล้วอย่างน้อย 5 ศพ อาคารสั่น ประชาชนผวาวิ่งหนีตาย

เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 5.5 เขย่าบังกลาเทศนานเกือบครึ่งนาที จุดศูนย์กลางห่างจากกรุงธากาแค่ 33 กม. คร่าอย่างน้อย 5 ศพ บาดเจ็บนับร้อย บ้านเรือน–อาคารหลายแห่งเสียหาย

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.5 แมกนิจูด เขย่าบังกลาเทศในเวลา 10.38 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับไทยเวลา 11.38 น. โดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลที่ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนกินเวลาราว 26 วินาที ทำให้ประชาชนในกรุงธากา และจังหวัดโดยรอบตกใจโกลาหล หลายคนวิ่งหนีออกจากอาคารอย่างอลหม่าน

รัฐบาลบังกลาเทศเผยตัวเลขเบื้องต้นว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ และมีผู้บาดเจ็บราว 100 ราย ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงกว่า แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างเป็นทางการ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ ระบุว่า ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่เขตมัธบดี ในเมืองนาร์ซิงดี (Narsingdi) ห่างจากกรุงธาการาว 33 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านงานสิ่งทอและอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ส่งผลให้อาคารหลายแห่งได้รับความเสียหายจากแรงสั่นสะเทือน

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า แรงสั่นสะเทือนยังรับรู้ได้ไกลถึงเมืองกัลกัตตา ของอินเดีย ที่อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางกว่า 325 กิโลเมตร แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในฝั่งอินเดีย ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากยังคงเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นในระลอกต่อไป

ทั้งนี้ แม้บังกลาเทศจะไม่ค่อยเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แต่ประเทศตั้งอยู่ใกล้รอยต่อแผ่นเปลือกโลกอินเดีย ยูเรเซียน และพม่า ทำให้มีความเสี่ยงต่อเหตุสั่นสะเทือนรุนแรงได้เสมอ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดใกล้กรุงธากา ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในปี 2566 เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.8 ใกล้เมืองสิเลฏ ทางภาคตะวันออกของประเทศ แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต และในปี 2564 แผ่นดินไหว 6.1 บริเวณชายแดนอินเดีย–เมียนมา ก็ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนถึงจิตตะกอง และค็อกซ์บาซาร์ แต่ไม่พบผู้เสียชีวิตเช่นกัน.

ผู้ว่าฯ นีงาตะ อนุมัติเดินเครื่อง “คาชิวาซากิ-คาริวะ” โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก

ผู้ว่าฯ นีงาตะ อนุมัติเดินเครื่อง "คาชิวาซากิ-คาริวะ" โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก

21 พ.ย. 2568 15:09 น.

ผู้ว่าฯ นีงาตะ อนุมัติเดินเครื่อง “คาชิวาซากิ-คาริวะ” โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก

นายฮิเดโยะ ฮานาซึมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดนีงาตะ ได้อนุมัติให้มีการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ-คาริวะ  ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยถือเป็นการอนุมัติครั้งแรกที่บริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ (เทปโก) ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า ได้รับนับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในปี 2011

การอนุมัติจากผู้ว่าการจังหวัดนีงาตะ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น ถือเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างยิ่งในการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ หมายเลข 6 ของโรงไฟฟ้าที่มี 7 หน่วยแห่งนี้ หลังจากที่วิกฤตเตาปฏิกรณ์หลอมละลายหลายครั้งที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ ซึ่งเกิดจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่เมื่อปี 2011 ได้สร้างความกังวลอย่างมากด้านความปลอดภัย

การนำเตาปฏิกรณ์กลับมาเดินเครื่องอีกครั้งได้รับการสนับสนุนจาก รัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมองว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นแหล่งพลังงานที่มั่นคงและปราศจากคาร์บอน เทปโกมองว่าการเดินเครื่องครั้งนี้เป็นเสาหลักสำคัญของการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท เพื่อนำไปใช้เป็นค่าชดเชยให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

นายฮานาซึมิจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การอภิปรายในสภาจังหวัดนีงาตะ ซึ่งจะเปิดสมัยประชุมในวันที่ 2 ธันวาคม หากสภาฯ ให้การรับรองการตัดสินใจของผู้ว่าการ ก็ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการขอความยินยอมจากท้องถิ่น และผู้ว่าการฯ จะแจ้งต่อรัฐบาลกลางเพื่อเดินหน้าต่อไป

เนื่องจากหน่วยเตาปฏิกรณ์หมายเลข 6 ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมทางเทคนิคเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม จึงมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถเริ่มเดินเครื่องได้ภายในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคมปีหน้า

การตัดสินใจของผู้ว่าฯ ฮานาซึมิ มียังคงเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านของคนในท้องถิ่นบางส่วน และความไม่ไว้วางใจต่อเทปโกที่ยังคงฝังลึก สืบเนื่องจากวิกฤตฟุกุชิมะและปัญหาด้านความปลอดภัยหลายครั้งที่เคยเกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะ รวมถึงกรณีการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผลสำรวจของชาวจังหวัดนีงาตะเมื่อต้นเดือนนี้แสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 50 เห็นด้วย กับการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์หมายเลข 6 แต่ ร้อยละ 47 คัดค้าน ขณะที่ เกือบ 70% แสดงความกังวลเกี่ยวกับการให้เทปโกเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานเตาปฏิกรณ์

ปัญหาด้านความปลอดภัยที่โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะในปี 2021 เคยนำไปสู่การที่สำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ (NRA) สั่งห้ามเทปโกเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าดังกล่าว ซึ่งทำให้การเดินเครื่องถูกระงับโดยปริยาย ก่อนที่คำสั่งห้ามจะถูกยกเลิกในเดือนธันวาคม 2023

เทปโกได้เคยประกาศเมื่อเดือนตุลาคมว่า จะจัดสรรเงินประมาณ 1 แสนล้านเยน (ประมาณ 20,750 ล้านบาท) ให้กับรัฐบาลจังหวัดนีงาตะ เพื่อช่วยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น นอกจากนี้ บริษัทยังพิจารณาที่จะยุบเลิกหน่วยเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 และ 2 ของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ด้วย.

ที่มา KYODO NEWS

แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ราวระเบียงถล่มทับคนเดินถนน ดับ 3 ศพ

แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ราวระเบียงถล่มทับคนเดินถนน ดับ 3 ศพ

21 พ.ย. 2568 14:40 น.

แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ราวระเบียงถล่มทับคนเดินถนน ดับ 3 ศพ

เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงปานกลาง ขนาด 5.5 ในบังกลาเทศเมื่อเช้าวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย ในพื้นที่เขตกาไซทุลี ของย่านเมืองเก่าในกรุงธากา หลังจากราวระเบียงจากอาคาร 5 ชั้นพังถล่มลงมาบนถนน

รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลธากา ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าได้รับแจ้งจากทีมกู้ภัยดับเพลิงและป้องกันภัยพลเรือนว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย หลังจากราวระเบียง ไม้ไผ่ที่ใช้ทำนั่งร้าน และเศษซากอาคารร่วงลงมาใส่ผู้ที่สัญจรไปมาบริเวณอาคาร 5 ชั้นที่กาไซทุลี ย่านอาร์มานิโตลา และมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย”

นายอิมรอน ฮอสเซน ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า หลังเกิดแผ่นดินไหว เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือที่ตั้งอยู่บนดาดฟ้าอาคารได้ล้มลงไปพาดกับอาคารอีกหลัง ทำให้ราวระเบียงและเศษซากอาคารร่วงลงมาทับชาวบ้าน ซึ่งจุดดังกล่าวมีผู้คนพลุกพล่านเป็นพิเศษ เนื่องจากมีร้านขายเนื้อที่มักจะจัดโปรโมชั่นลดราคาในวันศุกร์

ตำรวจได้ยืนยันในเวลาต่อมาว่า หนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ ราฟิอุล อิสลาม นักศึกษาแพทย์จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์เซอร์ซาลิมุลลาห์ ซึ่งเขาได้เดินทางมาตลาดย่านกาไซทุลีพร้อมกับมารดาเพื่อซื้อเนื้อสัตว์ โดยขณะที่พวกเขายืนอยู่หน้าร้านขายเนื้อ แผ่นดินไหวก็เกิดขึ้น ทำให้ราวระเบียงของอาคารข้างเคียงหลุดร่วงลงมาทับพวกเขา

ชาวบ้านได้รีบนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล โดยแพทย์ประกาศว่า ราฟิเสียชีวิตแล้วจากอาการบาดเจ็บสาหัสที่ศีรษะและใบหน้า ส่วนมารดาของราฟิถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัดฉุกเฉินทันที 

ด้าน อาชิช กุมาร โฆษ เจ้าหน้าที่ประจำสถานีตำรวจบานชาล กล่าวว่า “ผู้สัญจรไปมา 3 รายเสียชีวิตหลังราวระเบียงอาคารถล่มระหว่างเกิดแผ่นดินไหว เจ้าหน้าที่ยู่ระหว่างการตรวจสอบพื้นที่ ได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลแล้ว แต่ยังไม่สามารถยืนยันอัตลักษณ์ของเหยื่อรายอื่นได้ในขณะนี้”

กรมอุตุนิยมวิทยาบังกลาเทศรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.7 เมื่อเวลา 10:38 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมาธาบดี ในเขตนาซิงดี ซึ่งอยู่ห่างจากย่านอากาการ์ออนของกรุงธากาไปทางตะวันออกประมาณ 13 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) รายงานการตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนอยู่ที่ 5.5  และระบุศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเขตนาซิงดี 14 กิโลเมตร

มีรายงานว่าผู้คนจำนวนมากในกรุงธากาต่างพากันวิ่งออกจากบ้านด้วยความตื่นตระหนก เนื่องจากพื้นดินสั่นไหวนานหลายวินาที และมีรายงานรอยร้าวเล็กน้อยในอาคารหลายแห่งในพื้นที่ต่าง ๆ หลังเกิดเหตุการณ์นี้.

ที่มา The Business Standard

เซเลนสกีพร้อมทำงานกับสหรัฐฯ “อย่างตรงไปตรงมา” หลังได้รับร่างแผนยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

เซเลนสกีพร้อมทำงานกับสหรัฐฯ "อย่างตรงไปตรงมา" หลังได้รับร่างแผนยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

21 พ.ย. 2568 13:25 น.

เซเลนสกีพร้อมทำงานกับสหรัฐฯ “อย่างตรงไปตรงมา” หลังได้รับร่างแผนยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุว่า ยูเครนพร้อมทำงานร่วมสหรัฐฯ “อย่างตรงไปตรงมา” หลังได้รับร่างแผนยุติสงครามกับรัสเซีย ซึ่งรายงานจากสื่อสหรัฐฯ ระบุว่าแผนดังกล่าวเสนอให้ยูเครนยอมสละพื้นที่ในดอนบาสที่ตนยังควบคุม ลดกำลังทหารเหลือ 600,000 นาย และให้คำมั่นว่าจะไม่เข้าร่วมองค์การนาโต โดยยุโรปจะประจำการฝูงบินรบไว้ในโปแลนด์

ทำเนียบขาวยืนยันว่าได้หารือ “กับทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียม” ขณะที่ฝ่ายยูเครนออกแถลงการณ์ว่าเห็นพ้องจะทำงานบนพื้นฐานของร่างแผนเพื่อให้เกิด “การยุติสงครามอย่างเป็นธรรม” 

สำนักข่าวหลายแห่งในสหรัฐฯ รายงานว่า ภายใต้ร่างแผนดังกล่าว รัฐบาลยูเครนจะต้องยอมสละพื้นที่บางส่วนของภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนที่ยังคงควบคุมอยู่ สำนักข่าว Financial Times และ Axios ได้เผยแพร่ร่างแผนดังกล่าวฉบับเต็ม ซึ่งมีรายงานว่า กองทัพยูเครนจะถูกจำกัดกำลังพลไว้ที่ 600,000 นาย แต่จะมีเครื่องบินรบจากยุโรปไปประจำการในโปแลนด์

ร่างแผนดังกล่าวยังระบุเสนอให้รัสเซียถูกผนวกรวมกลับสู่เศรษฐกิจโลกผ่านการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และกลับเข้ากลุ่ม G7 เป็น G8 อีกครั้ง ซึ่งหลายฝ่ายเห็นว่าเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซีย

เซเลนสกีคาดว่าจะพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในไม่กี่วันข้างหน้า หลังสหรัฐฯ ยืนยันว่าแผนนี้ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดี โดยนายสตีฟ วิตคอฟ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และนายมาร์โก รูบิโอรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้เวลาราวหนึ่งเดือนจัดทำข้อเสนอนี้ร่วมกับทั้งสองฝ่าย แหล่งข่าวอาวุโสของสหรัฐระบุว่า นายรุสเตม อูเมรอฟ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครนเห็นชอบในเนื้อหา “ส่วนใหญ่” ของร่างแผนแล้ว

อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปเผยว่าไม่รับรู้ต่อกระบวนการจัดทำร่าง ขณะที่นายดมิตรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ลดทอนความสำคัญของแผน โดยย้ำว่าข้อตกลงสันติภาพใด ๆ ต้องแก้ไข “รากเหง้าของความขัดแย้ง” ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องเชิงสุดโต่งที่ยูเครนมองว่าไม่ต่างจากการยอมจำนน

ความเคลื่อนไหวยังเกิดขึ้นเมื่อผู้นำกองทัพสหรัฐฯ เดินทางเข้าพบนายเซเลนสกีในกรุงเคียฟ ขณะที่เซเลนสกีย้ำว่า ยูเครนต้องการ “สันติภาพที่คู่ควร” และความศักดิ์ศรีของประชาชนต้องได้รับการเคารพ

นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ  ระบุว่า “อนาคตของยูเครนต้องถูกกำหนดโดยยูเครนเอง” ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำความมั่นคงของพันธมิตรสหรัฐฯ–ญี่ปุ่น และหลักการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมด้วยกำลัง

ในสนามรบ ความรุนแรงยังดำเนินต่อไป เมื่อคืนวันพฤหัสบดี (20 พ.ย.) รัสเซียโจมตีเมืองซาโปลิเชีย คร่าชีวิตอย่างน้อย 5 คน และในหลายภูมิภาคของรัสเซียมีการสกัดโดรนยูเครนกว่า 33 ลำ ขณะที่ก่อนหน้านี้การโจมตีเตร์โนปิลทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 คน และสูญหายอีก 17 คน ท่ามกลางความสูญเสียที่เพิ่มขึ้นในปีที่ 4 ของการรุกรานครั้งใหญ่ของรัสเซีย.

ที่มา BBC

เด็กรัสเซีย 2 ขวบดับสลด หลังถูกพิษแมงกะพรุนกล่อง ขณะเล่นน้ำชายหาดดังที่เกาะลังกาวี

เด็กรัสเซีย 2 ขวบดับสลด หลังถูกพิษแมงกะพรุนกล่อง ขณะเล่นน้ำชายหาดดังที่เกาะลังกาวี

21 พ.ย. 2568 12:59 น.

เด็กรัสเซีย 2 ขวบดับสลด หลังถูกพิษแมงกะพรุนกล่อง ขณะเล่นน้ำชายหาดดังที่เกาะลังกาวี

เด็กชายชาวรัสเซียวัย 2 ขวบ เสียชีวิตสลด หลังถูกพิษแมงกะพรุนกล่อง ขณะเล่นน้ำบริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่งบนเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย โดยเด็กน้อยไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลหลังเข้ารักษาได้ 5 วัน

เกิดเหตุสลดที่เกาะลังกาวี แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของมาเลเซีย เมื่อเด็กชายชาวรัสเซียวัย 2 ขวบ ถูกพิษของแมงกะพรุนกล่อง ขณะที่เล่นน้ำอยู่บริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง โดยบิดาของเด็กชาย นาย นิกิตา วิศวกรไอทีวัย 32 ปี เล่าให้สื่อท้องถิ่น The Star ฟังว่า เหตุเกิดขณะเล่นน้ำอยู่ที่ชายหาด ภรรยาจึงรีบส่งตัวลูกให้เขาอุ้ม ก่อนที่เด็กจะหยุดหายใจแทบจะทันทีหลังถูกพิษ โดยเขารีบทำ CPR ทันที ขณะที่นักท่องเที่ยวคนอื่นช่วยพากลับเข้าฝั่งเพื่อเรียกทีมกู้ภัยมาช่วยเหลือ 

ทั้งนี้ มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบใช้น้ำส้มสายชูราดบาดแผล ซึ่งเป็นวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับพิษแมงกะพรุนกล่อง ก่อนนำส่งคลินิกและโรงพยาบาลในลังกาวี และต่อมาถูกส่งต่อไปรักษาบนแผ่นดินใหญ่ แต่สุดท้ายเด็กไม่สามารถรอดชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ 

ด้าน New Straits Times รายงานว่า ครอบครัวจะ ไม่ดำเนินการทางกฎหมายใด ๆ พร้อมหวังให้การเสียชีวิตของบุตรชายเป็นอุทาหรณ์สำคัญเกี่ยวกับอันตรายของแมงกะพรุนกล่อง โดยพ่อและแม่มีแผนจะฌาปนกิจลูกชายและนำอัฐิกลับไปยังรัสเซีย

ด้านกรมประมงรัฐเกดะห์ระบุว่า ได้ตรวจพบแมงกะพรุนกล่องในน่านน้ำลังกาวีระดับปานกลาง แม้ไม่ถึงขั้นต้องปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทั้งหมด แต่ก็ถือว่าอันตรายต่อกิจกรรมทางน้ำ รวมถึงการท่องเที่ยวและประมง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า สิ่งมีชีวิตชนิดนี้พบได้ทั่วไปตั้งแต่ออสเตรเลียจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยช่วงรอยต่อฤดูกาลมรสุมอาจเป็นปัจจัยพัดพาแมงกะพรุนกล่องเข้าสู่น่านน้ำลังกาวี

แมงกระพรุนกล่อง ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก โดยพิษของมันสามารถทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง และในบางกรณีอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตภายในไม่กี่นาที หากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันที.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แมงกะพรุนกล่อง

ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ

ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ

21 พ.ย. 2568 12:08 น.

ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ

คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มูลค่ารวม 21.3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเงินอุดหนุนด้านพลังงานและการลดหย่อนภาษี โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อต่อภาคครัวเรือนและบริษัทต่าง ๆ มาตรการชุดนี้ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการของนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของญี่ปุ่นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว โดยให้คำมั่นว่าจะต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากความไม่พอใจต่อราคาที่สูงขึ้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นายชิเงรุ อิชิบะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ดำรงตำแหน่งได้เพียงปีเดียวต้องพ้นจากตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจของทาคาอิจิได้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มพูนหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่มีอยู่มากมายมหาศาลอยู่แล้ว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์

ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงยิ่งทำให้ราคาการนำเข้าของญี่ปุ่นสูงขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรและพึ่งพาอาหาร พลังงาน และวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ในวันนี้ (21 พ.ย.) นายซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลอาจเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงินเยน โดยกล่าวว่าจะดำเนินการ “อย่างเหมาะสมต่อความเคลื่อนไหวในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ไร้ระเบียบ”

มาร์การิตา เอสเตเวซ-อาเบ นักวิเคราะห์จาก Syracuse University’s Maxwell School แสดงความเห็นว่า ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบขยายตัวมานานเกินไปโดยที่ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขณะที่หนี้สาธารณะก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ “เรากำลังเห็นปฏิกิริยาเชิงลบจากตลาดแล้ว การอ่อนค่าลงไปอีกของเงินเยนจะส่งผลกระทบต่อครัวเรือนชาวญี่ปุ่นทั่วไปด้วยราคาสินค้าที่สูงขึ้น”

ด้านนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ได้กล่าวย้ำเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาถึงเป้าหมายในการมี “นโยบายการคลังที่มีความรับผิดชอบและเชิงรุก” โดยระบุว่า “เหนือสิ่งอื่นใด ลำดับความสำคัญสูงสุดของเราคือการจัดการกับราคาที่เพิ่มสูงขึ้นที่พลเมืองของเรากำลังเผชิญอยู่”

ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสด เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 เมื่อเทียบรายปีในเดือนตุลาคม จากร้อยละ 2.9 ในเดือนกันยายน โดยราคาข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลัก สูงกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละ 40

ความกังวลสำหรับเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของเอเชียยังเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่กับจีน หลังจากที่นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับไต้หวัน

จีนได้เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบ และแนะนำพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมายังญี่ปุ่น ซึ่งชาวจีนถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่า รัฐบาลปักกิ่งจะระงับการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น แม้ว่าทั้งสองรัฐบาลจะยังไม่มีการยืนยันมาตรการดังกล่าวก็ตาม

ความขัดแย้งปะทุขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเสนอว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากเกิดการโจมตีไต้หวัน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาระบุว่า “ความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อความเป็นพันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น และการป้องกันประเทศญี่ปุ่น รวมถึงหมู่เกาะเซนกากุที่ญี่ปุ่นบริหารจัดการอยู่นั้น ไม่เปลี่ยนแปลง” โดยเน้นย้ำว่า พันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิก และสหรัฐฯ คัดค้านความพยายามฝ่ายเดียวใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ รวมถึงการใช้กำลังหรือการบีบบังคับในช่องแคบไต้หวัน ทะเลจีนตะวันออก หรือทะเลจีนใต้.

องค์กรเด็กเตือนพ่อแม่อย่าซื้อของเล่น AI ให้ลูกหลาน หลังพบความเสี่ยงให้คำแนะนำอันตรายกับเด็ก

องค์กรเด็กเตือนพ่อแม่อย่าซื้อของเล่น AI ให้ลูกหลาน หลังพบความเสี่ยงให้คำแนะนำอันตรายกับเด็ก

21 พ.ย. 2568 12:06 น.

องค์กรเด็กเตือนพ่อแม่อย่าซื้อของเล่น AI ให้ลูกหลาน หลังพบความเสี่ยงให้คำแนะนำอันตรายกับเด็ก

กลุ่มพิทักษ์สิทธิเด็กและผู้บริโภคในสหรัฐฯ ออกคำเตือนแรงถึงผู้ปกครอง หลีกเลี่ยงการให้ของเล่นปัญญาประดิษฐ์แก่เด็กเล็ก มีความเสี่ยงพูดคุยเรื่องเพศ ให้คำแนะนำเรื่องอุปกรณ์อันตรายอย่างของมีคม

กลุ่มพิทักษ์สิทธิเด็ก Fairplay เผยแพร่รายงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญกว่า 150 ราย ตั้งแต่จิตแพทย์เด็ก นักพัฒนาการเด็ก ไปจนถึงนักการศึกษา ออกคำเตือนแรงถึงผู้ปกครองว่า “ของเล่นปัญญาประดิษฐ์ (AI toys)”  ไม่ปลอดภัยต่อเด็กเล็ก แม้จะถูกโฆษณาว่าช่วยเรียนรู้และเป็นเพื่อนเล่นได้ก็ตาม โดยระบุว่าของเล่นเหล่านี้ใช้โมเดล AI แบบเดียวกับแชตบอทที่เคยถูกพบว่า ก่ออันตรายต่อเด็กและวัยรุ่น เช่น ChatGPT  ซึ่งเสี่ยงชวนเด็กหมกมุ่น คุยเรื่องเพศ และพฤติกรรมไม่ปลอดภัย พร้อมทั้งเรียกร้องให้หลีกเลี่ยงการซื้อของเล่นประเภทนี้ในช่วงวันหยุดปลายปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายของเล่นสูงสุด 

โดยในรายงาน Fairplay ระบุด้วยว่า ของเล่น AI ซึ่งผลิตโดยบริษัทอย่าง Curio Interactive และ Keyi Technologies แม้ถูกโฆษณาว่าเป็นอุปกรณ์การเรียนรู้ แต่แท้จริงแล้วของเล่นเหล่านี้ อาจแทนที่กิจกรรมสร้างสรรค์ที่จำเป็นต่อพัฒนาการเด็ก และยังส่งผลเสียต่อทักษะสังคมและความยืดหยุ่นทางอารมณ์

ราเชล ฟรานซ์ ผู้อำนวยการโครงการ Young Children Thrive Offline ของ Fairplay ระบุว่า เด็กเล็กมีแนวโน้มเชื่อถือสิ่งรอบตัวง่าย และสมองกำลังพัฒนา ทำให้ของเล่น AI กลายเป็นวัตถุที่เด็กไว้วางใจเกินควร ซึ่งอาจขยายความเสียหายให้รุนแรงกว่าที่พบในเด็กโต

Fairplay เคยเป็นผู้นำการต่อต้านของเล่นเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เช่น “Hello Barbie” ของ Mattel เมื่อสิบปีก่อน ซึ่งเคยถูกวิจารณ์ว่าบันทึกเสียงเด็กโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ปีนี้ทิศทางต่างออกไป เพราะของเล่น AI พัฒนาเร็วกว่าเดิมมาก และเริ่มหลุดเข้ามาวางขายบนชั้นห้างในสหรัฐฯ ขณะเอเชียกำลังเป็นตลาดใหญ่ของของเล่นประเภทนี้

ฟรานซ์เตือนว่าการที่ผู้ผลิตหลายราย รวมถึง Mattel ที่เพิ่งจับมือกับ OpenAI เข้าสู่ตลาดนี้คือสัญญาณที่น่ากังวลเพราะของเล่น AI ถูกวางจำหน่าย โดยไม่มีงานวิจัยรองรับผลกระทบต่อเด็ก และแทบไม่มีการกำกับดูแลใด ๆ

คำเตือนล่าสุดนี้ นับเป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์ หลังจาก U.S. PIRG เผยรายงานประจำปี Trouble in Toyland เตือนว่าของเล่น AI บางชิ้นพูดคุยเรื่องเพศอย่างละเอียด ให้คำแนะนำเรื่องอุปกรณ์อันตราย เช่น ไม้ขีดหรือมีด และไม่มีระบบควบคุมผู้ปกครองที่เพียงพอ โดยมีหนึ่งกรณีที่ของเล่นตุ๊กตาหมีจากบริษัทสิงคโปร์ถูกถอดออกจากตลาดหลังถูกตรวจพบพฤติกรรมเสี่ยงเช่นกัน

ดร.ดานา ซัสกินด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการสมองเด็กเล็ก ระบุว่าเด็กยังไม่มีความสามารถแยกแยะว่า AI คืออะไร จึงอาจผูกพันกับของเล่นแบบผิดธรรมชาติ โดยของเล่นทั่วไปทำให้เด็กสร้างทั้งสองฝั่งของบทสนทนาด้วยจินตนาการ แต่ของเล่น AI จะตอบกลับทันที แบบไม่สะดุด และดีกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำ นั่นทำให้เด็กไม่ฝึกทักษะการคิดแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์อย่างที่ควรเป็น เธอยังเตือนด้วยว่า มนุษย์ยังไม่รู้ผลกระทบระยะยาวจากการที่ AI เข้ามาทำหน้าที่แทนจินตนาการ ที่เป็นหัวใจของการเล่นสมมติ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา

ทางด้านของผู้ผลิตอย่าง Curio Interactive ออกมาโต้แย้งในเรื่องนี้ ว่าของเล่นเช่นตุ๊กตา “Gabbo” หรือ “Grok” ถูกออกแบบด้วย guardrails เพื่อความปลอดภัย และผู้ปกครองสามารถติดตามบทสนทนาได้

ส่วนบริษัท Miko จากอินเดียยืนยันว่าใช้โมเดล AI ของตัวเอง ไม่ใช่โมเดลใหญ่แบบ ChatGPT เพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มระบบกรองเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าของบริษัทวางจำหน่ายในร้านใหญ่ เช่น Walmart และ Costco

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการยังคงมองว่ามาตรการต่าง ๆ ยังไม่เพียงพอสำหรับเด็กเล็ก และของขวัญที่ดีที่สุดยังคงเป็น ของเล่นธรรมดา โดยดร.ดานา ซัสกินด์ ซัสกินด์ย้ำว่าในวัยนี้ เด็กต้องการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จริง ๆ มากกว่า AI การเล่นควรช่วยเสริม ไม่ใช่แทนที่การสื่อสารกับพ่อแม่หรือเพื่อน

อย่างบล็อกไม้ ชุดต่อ หรือของเล่นธรรมดาที่เด็กต้องคิดเอง คือสิ่งที่สร้างความคิดสร้างสรรค์และทักษะบริหารจัดการสมอง ไม่ใช่ของเล่นที่จะมาคิดแทนเด็ก และการให้เด็กเล็กใช้ AI แบบไม่จำกัด จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี.

ที่มา : ABC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ของเล่นเด็ก

ภาพเหมือนตนเอง “ฟรีดา คาห์โล” ถูกประมูล 54.7 ล้าน ขึ้นแท่นผลงานศิลปินหญิงราคาสูงสุดในประวัติศาสตร์

ภาพเหมือนตนเอง "ฟรีดา คาห์โล" ถูกประมูล 54.7 ล้าน ขึ้นแท่นผลงานศิลปินหญิงราคาสูงสุดในประวัติศาสตร์

21 พ.ย. 2568 11:11 น.

ภาพเหมือนตนเอง “ฟรีดา คาห์โล” ถูกประมูล 54.7 ล้าน ขึ้นแท่นผลงานศิลปินหญิงราคาสูงสุดในประวัติศาสตร์

สำนักประมูลซัทเธอบีส์ เปิดเผยว่า ภาพวาดสีน้ำมันภาพเหมือนตนเองชื่อ “El sueño (La cama)” (ความฝัน/เตียงนอน) ปี 1940 ของ ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) ศิลปินชาวเม็กซิกัน ถูกประมูลขายในราคา 54.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,773 ล้านบาท) ณ นครนิวยอร์ก ทำลายสถิติราคางานศิลปะที่สูงที่สุดในโลกของศิลปินหญิง

ภาพวาด “El sueño (La cama)” ซึ่งเป็นภาพวาดของคาห์โลที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียง ได้ทำลายสถิติเดิมของศิลปินหญิงที่เคยถูกครอบครองโดยภาพ “Jimson Weed/White Flower No. 1” ของ จอร์เจีย โอ’คีฟ (Georgia O’Keeffe) ซึ่งถูกประมูลไปในราคา 44.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2014

โดยสถิติราคาประมูลสูงสุดเดิมสำหรับผลงานของ ฟรีดา คาห์โล คือ 34.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2021 จากภาพ “Diego and I” ซึ่งเป็นภาพของเธอและสามี คือ ดิเอโก ริเวรา (Diego Rivera) อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ภาพวาดอื่น ๆ ของเธอเคยถูกขายเป็นการส่วนตัวในราคาสูงกว่านี้

ภาพเหมือนตนเองชิ้นนี้เป็นหนึ่งในผลงานจำนวนน้อยของคาห์โลที่ยังคงอยู่ในมือของนักสะสมส่วนตัวนอกประเทศเม็กซิโก เนื่องจากผลงานของคาห์โลเกือบทั้งหมดในเม็กซิโก ทั้งในคอลเลกชันสาธารณะและส่วนตัว ได้รับการประกาศให้เป็น “อนุสรณ์สถานทางศิลปะ” ทำให้ไม่สามารถขายหรือทำลายได้นอกประเทศ และภาพวาดนี้มาจากคอลเลกชันส่วนตัวที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อเจ้าของ และมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะทำการขายในระดับนานาชาติได้

นักประวัติศาสตร์ศิลปะบางส่วนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การขายครั้งนี้ด้วยเหตุผลทางวัฒนธรรม ขณะที่บางส่วนแสดงความกังวลว่า ภาพที่เคยจัดแสดงครั้งสุดท้ายต่อสาธารณะในช่วงปลายทศวรรษ 1990 อาจจะหายไปจากสายตาของคนทั่วไปอีกครั้งหลังการประมูล อย่างไรก็ดี ภาพนี้ได้มีคำขอให้จัดแสดงในนิทรรศการที่กำลังจะมาถึงในหลายเมือง เช่น นิวยอร์ก ลอนดอน และบรัสเซลส์

ภาพวาดนี้แสดงให้เห็นคาห์โลนอนหลับอยู่บนเตียงไม้สไตล์โคโลเนียลที่ลอยอยู่บนก้อนเมฆ เธอถูกคลุมด้วยผ้าห่มสีทอง และถูกพันด้วยเถาวัลย์และใบไม้เลื้อย ด้านบนเตียงมีโครงกระดูกพันด้วยระเบิดไดนาไมต์

คาห์โลเริ่มวาดภาพในขณะที่เธอต้องนอนติดเตียงหลังประสบอุบัติเหตุทางรถประจำทางเมื่ออายุ 18 ปี ซึ่งทำให้เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดที่กระดูกสันหลังและเชิงกรานอย่างเจ็บปวดหลายครั้ง และต้องใส่เฝือกจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1954 ขณะอายุ 47 ปี ในช่วงหลายปีที่เธอต้องนอนอยู่บนเตียง เธอได้มองว่าเตียงนอนเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างโลก ในขณะที่เธอกำลังสำรวจความเป็นความตายของตนเอง

แม้ภาพนี้จะถูกนำไปจัดแสดงร่วมกับการประมูลผลงานศิลปะแนวเซอร์เรียลลิสต์ กว่า 100 ชิ้น แต่คาห์โลเองเคยต่อต้านการถูกจัดให้เป็นศิลปินเซอร์เรียลลิสต์ โดยเธอกล่าวว่า “ฉันไม่เคยวาดความฝัน ฉันวาดความเป็นจริงของฉันเอง”

ในหมายเหตุของแคตตาล็อกของซัทเธอบีส์ ระบุว่า ภาพนี้ “นำเสนอการทำสมาธิในมิติวิญญาณเกี่ยวกับขอบเขตที่เลือนลางระหว่างการนอนหลับและความตาย” และกล่าวเสริมว่า โครงกระดูกที่แขวนอยู่มักถูกตีความว่าเป็นภาพสะท้อนความวิตกกังวลของเธอเกี่ยวกับการเสียชีวิตขณะหลับ ซึ่งเป็นความกลัวที่เข้าใจได้สำหรับศิลปินที่มีชีวิตประจำวันอยู่กับความเจ็บปวดเรื้อรังและบาดแผลทางใจในอดีต.

ที่มา AP

เผยผลสอบเครื่องบินขนส่ง UPS คร่า 14 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องยนต์มีรอยแตกและหลุดออก

เผยผลสอบเครื่องบินขนส่ง UPS คร่า 14 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องยนต์มีรอยแตกและหลุดออก

21 พ.ย. 2568 09:59 น.

เผยผลสอบเครื่องบินขนส่ง UPS คร่า 14 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องยนต์มีรอยแตกและหลุดออก

ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ เผยผลสอบเหตุโศกนาฏกรรมเครื่องบินขนส่งสินค้า “UPS” ที่ประสบเหตุตกเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในรัฐเคนทักกี้ พบเครื่องยนต์มีรอยแตกและหลุดออก ก่อนเกิดระเบิดไฟลุกไหม้

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติสหรัฐ เปิดเผยรายงานเบื้องต้นการสอบสวนสาเหตุโศกนาฏกรรม เครื่องบินขนส่งสินค้า “UPS” เที่ยวบิน “MD-11” ที่ประสบเหตุตกเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ใกล้สนามบินนานาชาติมูฮัมหมัด อาลี  ในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี้ ซึ่งเหตุการณ์นี้คร่าชีวิต นักบิน 3 คน และผู้ที่อยู่บนพื้นใกล้จุดตกอีก 11 คน

ผลสอบจำแนกภาพชุด 6 เฟรม ที่แสดงให้เห็นช่วงท้ายเครื่องยนต์เริ่มแยกตัว ก่อนกระเด็นพุ่งขึ้นเหนือปีก ขณะที่เปลวเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว เฟรมถัดมาปีกซ้ายถูกไฟโหมไหม้เต็มพื้นที่ ส่วนภาพสุดท้ายชี้ว่าเครื่องพยายามยกตัวขึ้น แต่สุดท้ายทำได้เพียง 30 ฟุต หรือ ราว 9.1 เมตร ก่อนร่วงตกกระแทกพื้น 

รายงานเบื้องต้นระบุว่า พบรอยร้าวในแท่นยึดเครื่องยนต์ด้านซ้าย ซึ่งเป็นจุดสำคัญต่อโครงสร้างปีก โดยเครื่องบินลำนี้ยังไม่ถึงกำหนดตรวจสอบเชิงลึกรอบใหญ่ ต้องทำการขึ้น–ลงอีกเกือบ 7,000 ครั้ง จึงจะถึงรอบตรวจ โดยครั้งสุดท้ายที่เข้าตรวจคือใน ตุลาคม 2564.

โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์ จากเรือรบสเปนที่อับปางนาน 300 ปี ท่ามกลางข้อพิพาทกับบ.กู้เรือของสหรัฐฯ

โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์ จากเรือรบสเปนที่อับปางนาน 300 ปี ท่ามกลางข้อพิพาทกับบ.กู้เรือของสหรัฐฯ

21 พ.ย. 2568 09:44 น.

โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์ จากเรือรบสเปนที่อับปางนาน 300 ปี ท่ามกลางข้อพิพาทกับบ.กู้เรือของสหรัฐฯ

โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์มหาสมบัติ จากเรือซานโฮเซ ที่อับปางนอกชายฝั่งโคลอมเบียมานาน 300 ปี ท่ามกลางข้อพิพาททางกฎหมายกับบริษัทกู้เรือของสหรัฐฯ มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

รัฐบาลโคลอมเบียประกาศความคืบหน้าเชิงประวัติศาสตร์ หลังสามารถกู้ เหรียญทอง–สำริด ถ้วยพอร์ซเลน และปืนใหญ่โบราณ จากซากเรือรบสเปน “ซาน โฮเซ” (San José) ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “จอกศักดิ์สิทธิ์ของเรืออับปาง” (Holy Grail of Shipwrecks) เนื่องจากเชื่อว่าบรรทุกสมบัติมูลค่ามหาศาลจมลงใต้ทะเลมากว่า 300 ปี

ซาน โฮเซเป็นเรือใบของสเปนที่ถูกกองทัพเรืออังกฤษจมลงในทะเลแคริบเบียนช่วง สงครามชิงบัลลังก์สเปน ราวปี 1708 โดยบรรทุกทองคำ เงิน และมรกตจำนวนมากที่เก็บจากอาณานิคมในละตินอเมริกาเพื่อส่งกลับไปยังพระมหากษัตริย์สเปน โดยประเมินกันว่า ขุมทรัพย์ทั้งหมดมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ในมูลค่าเงินปัจจุบัน และเป็นประเด็น ข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างรัฐบาลโคลอมเบียและบริษัทกู้เรือของสหรัฐฯ Sea Search-Armada (SSA) มานานหลายทศวรรษ ทำให้ใช้เวลายาวนานกว่าจะเริ่มสำรวจซากเรือได้ โดยมีการอนุมัติใช้งบประมาณราว 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปฏิบัติการสำรวจและเก็บกู้

โดยรัฐบาลโคลอมเบียสามารถระบุพิกัดซากเรือซาน โฮเซ่ ได้ในช่วงปี 2558 โดยได้รับความช่วยเหลือจากนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ขณะที่ SSA อ้างว่าพบซากเรือตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 ภายใต้ชื่อเดิม Glocca Morra และยื่นฟ้องต่อ ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร เพื่อเรียกร้องส่วนแบ่งมูลค่าขุมทรัพย์ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือราวครึ่งหนึ่งของสมบัติทั้งหมด 

ด้านรัฐบาลโคลอมเบียระบุว่า การกู้วัตถุครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย เพื่อศึกษาสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 พร้อมย้ำว่าเรือใบลำนี้เป็น สัญลักษณ์สำคัญของประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์โคลอมเบีย

นาย กาดามานี ฟอนโรโดนา รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของโคลอมเบีย กล่าวว่าการกู้สมบัติครั้งนี้ถือเป็น เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนศักยภาพของประเทศในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ

ด้านอัลเฮนา ไกเซโด เฟร์นานเดซ ผู้อำนวยการสถาบันมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ของโคลอมเบีย ระบุว่า วัตถุโบราณเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชน เข้าถึงประวัติศาสตร์ของเรือซาน โฮเซผ่านหลักฐานทางวัตถุที่จับต้องได้

ทั้งนี้ ทางการเผยว่า โบราณวัตถุทั้งหมดถูกกู้ขึ้นมาโดยใช้ หุ่นยนต์ใต้น้ำ และจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการอนุรักษ์ที่ห้องปฏิบัติการเป็นเวลานาน เพื่อเตรียมนำมาใช้ในการวิจัยโบราณคดีเชิงลึก

โดยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ระบุว่า ซาน โฮเซเป็นหนึ่งในเรือของขบวนเรือ “Flota de Tierra Firme” ซึ่งออกจากเปรูในปี 1707 เพื่อขนส่งสินค้าหลวงจำนวนมหาศาลกลับสเปน แต่เรือซาน โฮเซไม่เคยเดินทางถึงจุดหมาย หลังถูกอังกฤษโจมตีนอกชายฝั่งโคลอมเบียในปีถัดมาและอับปางลงพร้อมสมบัติทั้งหมด.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กู้เรือ