ประชุม COP30 ล้มเหลวบรรลุข้อตกลงลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้มากขึ้น

ประชุม COP30 ล้มเหลวบรรลุข้อตกลงลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้มากขึ้น

23 พ.ย. 2568 05:00 น.

ประชุม COP30 ล้มเหลวบรรลุข้อตกลงลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้มากขึ้น

ที่ประชุม COP30 ล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงที่กำหนดให้นานาชาติลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น แต่ยังมีการจัดตั้งกองทุนแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า

เมื่อวันเสาร์ที่ 22 พ.ย. 2568 ที่ประชุมสุดยอดผู้นำรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 30 (COP30) ล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงฉบับใหม่ที่กำหนดให้นานาชาติลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มเติม แม้จะเจรจากันนานเกินเวลาถึง 18 ชั่วโมง

หลังจากที่มีการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดเกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ใหญ่ที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จนทำให้การประชุมครั้งสุดท้ายหยุดชะงัดเป็นเวลานาน ที่ประชุม COP30 ก็มีการบรรลุข้อตกลงที่ไม่มีการอ้างถึงเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยตรง

นายลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล กับผู้นำและผู้แทนจากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก รวมถึงสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป พ่ายแพ้ในการต่อสู้เพื่อผลักดันพันธสัญญาที่เคยให้ไว้เมื่อ 2 ปีก่อน ที่จะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้มากขึ้น

แต่บางประเทศ เช่น ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ต่างพอใจกับผลลัพธ์ โดยกล่าวว่าพวกเขามีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยจังหวะของตัวเองอย่างไร

ประเทศร่ำรวยให้คำมั่นที่จะเพิ่มเงินทุนเป็นสามเท่าเพื่อช่วยเหลือประเทศยากจน ในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเงินประมาณ 1.2 แสนล้านดอลลาร์จากเป้าหมายการระดมทุนทั้งหมด 3 แสนล้าน จะถูกใช้เพื่อมาตรการปรับตัวต่างๆ ในประเทศที่เปราะบางที่สุด

ขณะเดียวกัน มีความคืบหน้าบ้างในเรื่องการแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงการจัดตั้งกองทุนที่เรียกว่า “Tropical Forest Forever Facility” ซึ่งระดมทุนได้กว่า 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว

การประชุมสุดยอดครั้งนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย โดยผู้แทนหลายประเทศระบุว่า ที่ประชุมมีความคิดเห็นที่แตกแยกมากกว่าการประชุมครั้งก่อนๆ เนื่องจากผู้นำโลก รวมถึงโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ท้าทายฉันทามติโลกที่จะจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก ไม่เข้าร่วมการประชุม COP30 โดยโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามพาสหรัฐฯ ออกห่างจากการใช้มาตรการเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการลงนามคำสั่งพาสหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีส ซึ่งเป็นสนธิสัญญาสู้โลกร้อนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชายติดอาวุธอ้างเป็น จนท.แบงก์ชาติอินเดีย ปล้นรถขนเงิน 25 ล้านบาท

ชายติดอาวุธอ้างเป็น จนท.แบงก์ชาติอินเดีย ปล้นรถขนเงิน 25 ล้านบาท

23 พ.ย. 2568 04:19 น.

ชายติดอาวุธอ้างเป็น จนท.แบงก์ชาติอินเดีย ปล้นรถขนเงิน 25 ล้านบาท

กลุ่มคนร้ายติดอาวุธ ก่อเหตุปล้นรถขนเงินในพื้นที่ทางใต้ของอินเดีย โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่แบงก์ชาติ และสามารถขโมยเงินสดกว่า 25 ล้านบาทหนีไปได้อย่างลอยนวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 พ.ย. 2568 ว่า เกิดเหตุกลุ่มมือปืนซึ่งแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากธนาคารกลางของอินเดีย ก่อเหตุปล้นรถขนส่งเงินสดจำนวน 70 ล้านรูปี หรือประมาณ 25.3 ล้านบาท ในรัฐกรณาฏกะ ทางตอนใต้ของประเทศ และหลบหนีไปอย่างลอยนวล

การปล้นเกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันพุธ (19 พ.ย.) โดยนายสีมันต์ กุมาร ซิงห์ ผู้บัญชาการตำรวจเมืองเบงกาลูรู บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า ชาย 6 คนที่มากับรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) หยุดรถขนเงินกลางถนนที่พลุกพล่านขณะกำลังดำเนินการส่งเงินระหว่างสาขาของธนาคารต่างๆ

คนร้ายบอกกับผู้ที่อยู่บนรถขนเงินซึ่งประกอบด้วย พนักงานขับรถ, ผู้ดูแลเงินสด, และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดอาวุธ 2 คน ว่า พวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่จากธนาคารกลางอินเดีย และจำเป็นต้องตรวจสอบว่าพวกเขามีเอกสารที่ถูกต้องในการขนส่งเงินจำนวนมหาศาลเช่นนี้หรือไม่

กลุ่มโจรยังบอกให้ผู้ดูแลเงินสดและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทิ้งอาวุธไว้ในรถแล้วขึ้นไปบนรถ SUV ในขณะที่คนขับได้รับคำสั่งให้ขับรถขนเงินต่อไป

รถ SUV ขับตามรถตู้ขนเงินไปเป็นระยะทาง 2-3 กม. ก่อนที่กลุ่มโจรจะบังคับให้คนขับออกจากรถตู้ สั่งให้ผู้ดูแลเงินสดและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยออกจากรถ SUV ใช้อาวุธปืนจี้บังคับขนย้ายเงินสดแล้วหลบหนีไป

ข่าวระบุว่า จุดที่เกิดเหตุมีกล้องวงจรปิดไม่มาก ซึ่งตำรวจกำลังตรวจสอบว่ากลุ่มโจรใช้รถหลายคันในการก่อเหตุหรือไม่ ขณะที่บริษัทผู้ให้บริการขนส่งเงินสดได้เข้าแจ้งความกับตำรวจแล้ว

ตำรวจนายหนึ่งผู้ไม่ประสงค์ออกนามเปิดเผยกับ บีบีซี ว่า รถ SUV ที่ใช้ในการปล้นมีป้ายทะเบียนปลอมและมีสติกเกอร์เขียนว่า “รัฐบาลอินเดีย” และตำรวจกำลังสืบสวนว่า พนักงานของบริษัทขนเงินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล้นครั้งนี้หรือไม่

ด้านนายสิทธารามัยยา มุขมนตรีรัฐกรณาฏกะ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ตำรวจค้นพบรถ SUV ที่ใช้ในการปล้นแล้ว แต่ นายจี. ปรเมศวารา รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยอินเดีย กล่าวว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผู้ต้องสงสัยใช้รถคันใดในการหลบหนี แต่มีการตรวจสอบแล้วว่า พวกเขาเปลี่ยนรถและขนย้ายเงินไป

นายปรเมศวารา กล่าวด้วยว่า เขามั่นใจว่าตำรวจจะสามารถคลี่คลายคดีนี้ได้ในไม่ช้า เช่นเดียวกับคดีปล้นธนาคารที่โด่งดังอื่น ๆ ในรัฐกรณาฏกะเมื่อเร็ว ๆ นี้

อนึ่ง เมื่อเดือนพฤษภาคม ทองคำหนัก 59 กิโลกรัม มูลค่า 532.6 ล้านรูปี (ราว 192.5 ล้านบาท) ถูกขโมยไปจากธนาคารในเขตวิชัยปุระ โดยคนร้ายใช้กุญแจตู้เซฟสำรอง หลังจากนั้นเป็นต้นมา ตำรวจติดตามจนสามารถกู้คืนทองคำได้ 39 กิโลกรัม และเงินสดบางส่วน พร้อมจับกุมผู้ต้องสงสัย 15 คน ซึ่งรวมถึงอดีตพนักงาน 2 คนด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ-จีน จัดเจรจาความมั่นคงทางทะเล ฟื้นการติดต่อระหว่างกองทัพ

สหรัฐฯ-จีน จัดเจรจาความมั่นคงทางทะเล ฟื้นการติดต่อระหว่างกองทัพ

23 พ.ย. 2568 03:41 น.

สหรัฐฯ-จีน จัดเจรจาความมั่นคงทางทะเล ฟื้นการติดต่อระหว่างกองทัพ

กองทัพสหรัฐฯ กับกองทัพจีนจัดการเจรจาด้านความมั่นคงทางทะเลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยหารือกันหลายประเด็นซึ่งฝ่ายจีนระบุว่า เป็นการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์

เมื่อวันเสาร์ที่ 22 พ.ย. 2568 ทางการสหรัฐฯ และจีนออกมาเปิดเผยว่า กองทัพของพวกเขาได้จัดการเจรจาความมั่นคงทางทะเลที่ตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ทั้ง 2 ประเทศค่อยๆ ฟื้นฟูการสื่อสารระหว่างกองทัพต่อกองทัพ หลังจากเกิดความตึงเครียดทางการค้ามาหลายเดือน

กองทัพเรือแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนของจีน โพสต์ข้อความผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการว่า การประชุมระดับปฏิบัติการดังกล่าวจัดขึ้นในวันที่ 18-20 พฤศจิกายน ที่รัฐฮาวาย

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯ และจีนเคยจัดการเจรจากันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นการประชุมระดับปฏิบัติการครั้งแรกนับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 โดยการเจรจานี้เคยเป็นที่รู้จักกันในชื่อ คณะทำงานตามข้อตกลงการปรึกษาหารือการทหารทางทะเล (MMCA)

กองทัพเรือจีนระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนที่ตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ โดยส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลและทางอากาศในปัจจุบันระหว่างจีนและสหรัฐฯ

จีนยังวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่อ้างสิทธิเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นน่านน้ำสากลที่จีนอ้างสิทธิอธิปไตย และระบุว่า “จีนคัดค้านการละเมิดและการยั่วยุทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด”

แถลงการณ์ระบุอีกว่า ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับ กรณีการเผชิญหน้าทางทะเลและทางอากาศระหว่างกองทัพของทั้งสองฝ่าย เพื่อช่วยให้กองทัพเรือและกองทัพอากาศแนวหน้าของจีนและสหรัฐฯ มีปฏิสัมพันธ์อย่างมืออาชีพและปลอดภัยยิ่งขึ้น

เมื่อเดือนที่แล้ว นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แสดงความกังวลเกี่ยวกับกิจกรรมของจีนในทะเลจีนใต้และบริเวณรอบไต้หวัน ในการประชุมกับนายตง จวิ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน

ฝ่ายสหรัฐฯ ผลักดันให้มีการปรับปรุงการสื่อสารกับจีนเกี่ยวกับการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยและท่าทีในภูมิภาค โดยเรียกร้องให้มีความโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับการเสริมกำลังอาวุธนิวเคลียร์ และการหารือในระดับยุทธบริเวณ (theatre-level) กับผู้บัญชาการทหารมากขึ้น โดยคณะทำงานจะมีการประชุมติดตามผลในปี 2569

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ช็อก มือปืนลักพาตัวเด็กเกิน 300 คนจากโรงเรียนคริสต์ในไนจีเรีย

ช็อก มือปืนลักพาตัวเด็กเกิน 300 คนจากโรงเรียนคริสต์ในไนจีเรีย

23 พ.ย. 2568 00:11 น.

ช็อก มือปืนลักพาตัวเด็กเกิน 300 คนจากโรงเรียนคริสต์ในไนจีเรีย

กลุ่มมือปืนบุกโจมตีโรงเรียนคริสต์ในไนจีเรีย แล้วลักพาตัวเด็กนักเรียนกับครูไปมากกว่า 300 คน นับเป็นหนึ่งในเหตุลักพาตัวครั้งใหญ่ที่สุดของไนจีเรีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 พ.ย. 2568 ว่า กลุ่มมือปืนลักพาตัวเด็กนักเรียนมากกว่า 300 คน กับครูอีกนับสิบคน ไปจากโรงเรียนคาทอลิกแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไนจีเรีย ทำให้นี่กลายเป็นหนึ่งในเหตุลักพาตัวครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศแอฟริกาแห่งนี้

สมาคมคริสเตียนแห่งไนจีเรียระบุว่า นักเรียน 303 คน และครู 12 คน ถูกลักพาตัวไปจากโรงเรียน “เซนต์ แมรีส์” ในเมืองปาปิริ รัฐไนเจอร์

ตำรวจท้องถิ่นระบุว่า กลุ่มติดอาวุธบุกเข้าโรงเรียนเมื่อเวลาประมาณ 02:00 น.วันศุกร์ที่ 21 พ.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น และลักพาตัวนักเรียนที่อยู่ในหอพักไป โดยในเบื้องต้นรายงานระบุว่า มีนักเรียนถูกลักพาตัวไป 215 คน ก่อนที่ทางการจะปรับตัวเลขเพิ่มขึ้นหลังจากมีการตรวจสอบยืนยัน

เจ้าหน้าที่ของรัฐไนเจอร์กล่าวว่า โรงเรียนแห่งนี้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ปิดหอพักทั้งหมด หลังจากได้รับข่าวกรองเตือนว่ามีความเสี่ยงที่กลุ่มติดอาวุธจะโจมตีมากขึ้น ทำให้นักเรียนและเจ้าหน้าที่เผชิญกับ “ความเสี่ยงที่สามารถหลีกเลี่ยงได้” อย่างไรก็ตาม ทางโรงเรียนยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกล่าวหานี้

ทั้งนี้ การลักพาตัวผู้คนไปเรียกค่าไถ่ ฝีมือของแก๊งอาชญากรรม ซึ่งเรียกกันในท้องถิ่นว่า “กลุ่มโจร” กลายเป็นปัญหาใหญ่ในหลายพื้นที่ของไนจีเรีย ซึ่งทางการออกกฎหมายห้ามการจ่ายค่าไถ่ เพื่อตัดแหล่งเงินทุนของแก๊งอาชญากร แต่ก็แทบไม่มีผลกระทบใด ๆ

การลักพาตัวครั้งใหญ่เมื่อวันศุกร์นี้ เป็นการโจมตีครั้งที่ 3 ภายในระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียว หลังจากเมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) มีเด็กนักเรียนหญิงมากกว่า 20 คน ถูกลักพาตัวไปจากโรงเรียนประจำในรัฐเกบี (Kebbi) ที่อยู่ใกล้กับรัฐไนเจอร์ นอกจากนี้ โบสถ์แห่งหนึ่งทางตอนใต้ในรัฐควารา (Kwara) ก็ถูกโจมตี มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และถูกลักพาตัวไปอีก 38 คน

นายโบลา ทินูบู ประธานาธิบดีไนจีเรีย ตัดสินใจเลื่อนการเดินทางเยือนต่างประเทศ รวมถึงการเข้าร่วมการประชุมสุดยอด G20 ที่แอฟริกาใต้ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อจัดการกับปัญหาด้านความปลอดภัยในประเทศ และสั่งให้วิทยาลัยของรัฐมากกว่า 40 แห่ง ปิดทำการ เช่นเดียวกับโรงเรียนรัฐบางแห่ง

แต่ความไม่ปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในไนจีเรีย โดยพลเมืองเรียกร้องให้มีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อปกป้องเด็ก ๆ และชุมชน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บราซิลจับกุม อดีต ปธน.โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี

บราซิลจับกุม อดีต ปธน.โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี

22 พ.ย. 2568 22:10 น.

บราซิลจับกุม อดีต ปธน.โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี

เจ้าหน้าที่บราซิลบุกจับกุมตัว ชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล เพื่อป้องกันการหลบหนี หลังจากลูกชายของเขาพยายามจัดการชุมนุมที่หน้าที่พักของผู้เป็นพ่อ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 22 พ.ย. 2568 นายชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล ถูกจับกุมตัวที่บ้านของเขาเองที่กรุงบราซิเลีย เมืองหลวงของบราซิล โดยเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการหลบหนี เพียงไม่กี่วันก่อนที่เขาจะต้องเริ่มรับโทษจำคุกจากความผิดฐาน เป็นผู้นำความพยายามก่อรัฐประหาร

สำนักงานตำรวจบราซิลระบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขาได้ดำเนินการตาม “หมายจับเพื่อป้องกัน” (preventive arrest warrant) ซึ่งได้รับการร้องขอโดยตำรวจเองและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ขณะที่แหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น บราซิล ว่า การร้องขอให้มีการควบคุมตัวนายโบลโซนาโรเพื่อป้องกันการหลบหนีเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า นายฟลาบิโอ โบลโซนาโร สมาชิกวุฒิสภาและลูกชายของนายโบลโซนาโร จะจัดพิธีทางศาสนาที่หน้าอาคารชุดซึ่งอดีตประธานาธิบดีบราซิลผู้นี้อาศัยอยู่

นายฟลาบิโอ อธิบายว่า พิธีรวมตัวดังกล่าว ซึ่งเดิมทีวางแผนจะจัดในช่วงเย็นวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น คือโอกาสที่เขาจะได้สวดภาวนาให้แก่พ่อของเขา หลังมีรายงานข่าวว่า นายโบลโซนาโรสุขภาพไม่ดี และจัดขึ้นเพื่อการกลับมาของประชาธิปไตยในประเทศของเขา

“คุณจะออกมาต่อสู้เพื่อประเทศของคุณ หรือแค่นั่งดูทุกอย่างผ่านโทรศัพท์ของคุณบนโซฟาที่บ้าน?” เขาถามผู้ติดตามของเขาผ่านวิดีโอที่โพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ด้านศาลสูงสุดของบราซิลระบุในวันเสาร์ว่า พวกเขาได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการ “เรียกผู้สนับสนุน” ให้มารวมตัวกันในการพิธีทางศาสนาดังกล่าว ซึ่งบ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะมีความพยายามหลบหนี และการรวมตัวครั้งนี้อาจขยายตัวเป็นวงกว้าง และคงอยู่เป็นเวลาหลายวัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิด ผลกระทบ, พัฒนาการ และผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

ศาลระบุอีกว่า ได้รับแจ้งว่ามีการละเมิดอุปกรณ์ติดตามอิเล็กทรอนิกส์ของโบลโซนาโรในช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ “ข้อมูลดังกล่าวเป็นการยืนยันถึงเจตนาของผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดที่จะทำลายกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้แน่ใจว่าการหลบหนีของเขาจะประสบความสำเร็จ โดยอาศัยความสับสนที่เกิดจากการชุมนุม”

ทั้งนี้ ชาอีร์ โบลโซนาโร ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 27 ปีเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ฐานวางแผนที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปหลังจากแพ้การเลือกตั้งในปี 2565 และถูกควบคุมตัวอยู่ในบ้านมาตลอดนับแต่นั้น

นอกเหนือจากการวางแผนก่อรัฐประหารแล้ว โบลโซนาโรยังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมติดอาวุธ, พยายามใช้กำลังล้มล้างระบอบประชาธิปไตยของบราซิล, ก่อความรุนแรงต่อสถาบันของรัฐ และทำลายทรัพย์สินสาธารณะที่ได้รับการคุ้มครอง ระหว่างที่ผู้สนับสนุนของเขาบุกเข้าอาคารรัฐบาลเมื่อ 8 ม.ค. 2566

นายโบลโซนาโรปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดมาตลอด และว่าคดีของเขาเป็นเหมือนกับการล่าแม่มดทางการเมือง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผิดคาด ทรัมป์พบ “โซห์ราน มัมดานี” นายกฯ นิวยอร์กคนใหม่ครั้งแรก บรรยากาศชื่นมื่น

ผิดคาด ทรัมป์พบ “โซห์ราน มัมดานี” นายกฯ นิวยอร์กคนใหม่ครั้งแรก บรรยากาศชื่นมื่น

22 พ.ย. 2568 10:28 น.

ผิดคาด ทรัมป์พบ “โซห์ราน มัมดานี” นายกฯ นิวยอร์กคนใหม่ครั้งแรก บรรยากาศชื่นมื่น

โดนัลด์ ทรัมป์เปิดทำเนียบต้อนรับ “โซห์ราน มัมดานี” นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กคนใหม่ครั้งแรกบรรยากาศชื่นมื่นเกินคาด หลังเคยสาดคำด่าใส่กันแรงๆ จนกลายเป็นดราม่าการเมืองสหรัฐ

กลายเป็นสีสันทางการเมืองที่เหนือความคาดหมายของหลายฝ่าย เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับ โซห์ราน มัมดานี ว่าที่นายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์กคนใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทั้งคู่สาดคำด่าใส่กันแบบดุเดือด ตั้งแต่เรื่องผู้อพยพ ไปจนถึงการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็นคอมมิวนิสต์หรือพวกสุดโต่ง

โดยบรรยากาศการพบหน้ากันครั้งแรกของทั้งคู่ เต็มไปด้วยความชื่นมื่น ทรัมป์ยิ้มให้มัมดานี ลูบแขนให้กำลังใจ และยังออกปากชมว่า “เรามีหลายอย่างที่เห็นตรงกันกว่าที่คิด” พร้อมย้ำว่าเป้าหมายเดียวกันคือ “อยากให้เมืองนิวยอร์กกลับมาดีขึ้น”

ในห้องทำงานรูปไข่ ซึ่งมักเป็นเวทีที่ทรัมป์ใช้ตำหนิผู้นำต่างชาติ แต่ครั้งนี้ทรัมป์ประกาศชัดว่า การพบกันครั้งนี้ดีกว่าที่คาดไว้มาก และทั้งคู่ยังหัวเราะกลบความขัดแย้งเมื่อถูกผู้สื่อข่าวย้อนถามถึงคำพูดแรงๆ ในอดีตด้วย

มัมดานี วัย 34 ปี ซึ่งเป็นนักการเมืองสายเดโมแครตสังคมนิยม ให้สัมภาษณ์ว่าเขาชื่นชมที่ทรัมป์ยอมมองหาจุดร่วม ไม่ใช่จุดต่าง ในการพูดคุยเพื่อประโยชน์ของชาวนิวยอร์ก ขณะที่ทรัมป์เองก็กล่าวแก้ต่างว่านายมัมดานีไม่ใช่พวกสุดโต่งตามที่บางฝ่ายโจมตี และยังมองว่าเขาเป็นคนมีเหตุผลมาก ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้สื่อข่าวที่มาทำข่าวจำนวนมาก

การพบกันของทั้งคู่ครั้งนี้ ทำให้ผู้ชมทางบ้านรวมถึงนักการเมืองต่างถึงกับโพสต์ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ ทรัมป์เพิ่งขู่จะตัดงบให้เมืองนิวยอร์กหากมัมดานีชนะเลือกตั้ง และยังเรียกมัมดานีว่า เป็นพวกคอมมิวนิสต์หัวรุนแรง ส่วนมัมดานีก็เคยเรียกทรัมป์ว่าฟาสซิสต์.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนทั่วโลก ระวังการใช้เอไอเกินพอดี จนทำให้มนุษย์หยุดคิดด้วยตัวเอง

โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนทั่วโลก ระวังการใช้เอไอเกินพอดี จนทำให้มนุษย์หยุดคิดด้วยตัวเอง

22 พ.ย. 2568 09:09 น.

โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนทั่วโลก ระวังการใช้เอไอเกินพอดี จนทำให้มนุษย์หยุดคิดด้วยตัวเอง

โป๊ปเลโอทรงเตือนเยาวชนทั่วโลก ระวังการใช้เอไอเกินพอดี ในงานชุมนุมเยาวชนคาทอลิกในสหรัฐฯ ยอมรับว่าเป็นเครื่องมือทรงพลัง แต่ไม่อาจทดแทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และอาจทำให้มนุษย์หยุดคิด

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 ทรงเข้าร่วมงาน National Catholic Youth Conference แบบเสมือนจริง ซึ่งเป็นงานชุมนุมเยาวชนคาทอลิกในสหรัฐฯ จัดขึ้นที่เมืองอินเดียแนโพลิส เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาในท้องถิ่น  โดยพระองค์ทรงใช้เวลาร่วมสนทนากับเยาวชน และตอบคำถามเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีในชีวิตคนรุ่นใหม่

โป๊ปเลโอทรงย้ำว่า แม้โซเชียลมีเดียจะช่วยเชื่อมโยงผู้คนและสามารถเป็นพื้นที่เสริมสร้างศรัทธาได้ แต่ไม่อาจทดแทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ที่เกิดจากการพบปะและมีปฏิสัมพันธ์จริง ๆ ได้

เมื่อถูกถามถึงประเด็น ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ซึ่งพระองค์ประกาศให้เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ทรงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนว่าเอไอเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ต้องใช้อย่างรับผิดชอบ และไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีมาขัดขวางพัฒนาการของความเป็นผู้ใหญ่

พระองค์ตรัสว่า “ขอให้ใช้ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง อย่าให้การใช้เอไอจำกัดการเติบโตของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง” พร้อมเสริมว่า หากวันหนึ่งเอไอหายไป มนุษย์ต้องยังคิดเองได้ สร้างได้ ตัดสินใจได้ และสร้างมิตรภาพที่แท้จริงได้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เอไอ

“คิม จองอึน” เปิดโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งใหม่ เน้นภาพผู้นำนักพัฒนา ก่อนพรรคจัดประชุมใหญ่ต้นปีหน้า

"คิม จองอึน" เปิดโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งใหม่ เน้นภาพผู้นำนักพัฒนา ก่อนพรรคจัดประชุมใหญ่ต้นปีหน้า

22 พ.ย. 2568 08:36 น.

“คิม จองอึน” เปิดโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งใหม่ เน้นภาพผู้นำนักพัฒนา ก่อนพรรคจัดประชุมใหญ่ต้นปีหน้า

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ตัดริบบิ้นเปิดโรงไฟฟ้าพลังน้ำในจังหวัดคังวอน นับเป็นแห่งที่ 6 ของภูมิภาค พร้อมยกเป็นสัญลักษณ์พึ่งพาตนเอง ก่อนพรรคแรงงานเตรียมจัดประชุมใหญ่

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวเคซีเอ็นเอ ของเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ ได้เดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิด โรงไฟฟ้าพลังน้ำฮเวยาง ในจังหวัดคังวอน พร้อมให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานที่มีส่วนร่วมในโครงการ

โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นแห่งที่ 6 ที่สร้างขึ้นในจังหวัดคังวอน ต่อจากโรงไฟฟ้าที่อีชอน มุนชอน เซโป พยองกัง และโกซอง โดยถูกยกให้เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย  ของโครงการพลังน้ำประจำภูมิภาค

ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ นายคิม จองอึน ย้ำว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้เปิดทางสู่การแก้ปัญหาไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน  พร้อมชื่นชมว่าจังหวัดคังวอน ซึ่งมีประชากรน้อยและฐานอุตสาหกรรมอ่อนกว่าเขตอื่น สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของแนวคิดในการพึ่งพาตนเอง

การเปิดโรงไฟฟ้าครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังผู้นำเกาหลีเหนือเข้าร่วมพิธีเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ใกล้กรุงเปียงยาง ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นความพยายามของผู้นำเกาหลีเหนือในการตอกย้ำนโยบายพัฒนาภูมิภาคก่อนการประชุมใหญ่พรรคแรงงานที่จะมีขึ้นต้นปีหน้า

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือยังคงประสบภาวะไฟฟ้าขาดแคลนหนัก โดยเฉพาะพื้นที่นอกกรุงเปียงยาง ข้อมูลจากกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ชี้ว่า ในปี 2021 เกาหลีเหนือมีศักยภาพผลิตไฟฟ้าเพียง 8.22 ล้านกิโลวัตต์ หรือเพียง 6.1% ของเกาหลีใต้ ขณะที่ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจริงมีเพียง 4.4% ของเกาหลีใต้เท่านั้น.

ที่มา Yonhap

ฟินแลนด์เล็งแก้กฎหมาย อนุญาต “ล่าหมาป่า” ได้อีกครั้งในรอบ 50 ปี

ฟินแลนด์เล็งแก้กฎหมาย อนุญาต "ล่าหมาป่า" ได้อีกครั้งในรอบ 50 ปี

22 พ.ย. 2568 04:12 น.

ฟินแลนด์เล็งแก้กฎหมาย อนุญาต “ล่าหมาป่า” ได้อีกครั้งในรอบ 50 ปี

รัฐบาลฟินแลนด์เตรียมแก้กฎหมายห้ามล่าหมาป่าทั่งประเทศ ซึ่งจะถือเป็นการยุติการคุ้มครองหมาป่าอย่างเข้มงวดมานานกว่า 5 ทศวรรษ และทำให้ฟินแลนด์กลับมาอนุญาตล่าหมาป่าอีกครั้งตั้งแต่เดือนมกราคม ปีหน้า

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายซารี เอสซายาห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและป่าไม้ของฟินแลนด์ แถลงว่า รัฐบาลได้ยื่นร่างกฎหมายต่อรัฐสภาเพื่อขอยกเลิกกฎหมาย ปี 2516 ที่ห้ามล่าหมาป่าทั่วฟินแลนด์ ซึ่งจะถือเป็นการยุติการคุ้มครองหมาป่าอย่างเข้มงวดมานานกว่า 5 ทศวรรษ และทำให้ฟินแลนด์กลับมาอนุญาตล่าหมาป่าอีกครั้งตั้งแต่เดือนมกราคม 2569

สื่อท้องถิ่นของฟินแลนด์รายงานว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องจำเป็นเพื่อจัดการกับกระแสวิตกกังวลด้านความปลอดภัยของสาธารณชนที่เพิ่มขึ้น โดยบางพื้นที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องจัดรถแท็กซี่รับส่งเด็กนักเรียนเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับหมาป่า

โดยหากมีการยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ รัฐบาลจะกำหนดโควตาการล่าหมาป่าระดับภูมิภาค รวมถึงช่วงเวลาห้ามล่าหมาป่า โดยมุ่งใช้แนวทางแก้ไขปัญหาระยะยาวที่สร้างสมดุลเพื่อควบคุมความเสี่ยงที่เกิดจากหมาป่า โดยเฉพาะการสูญเสียปศุสัตว์ เช่น แกะ ที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สถาบันทรัพยากรธรรมชาติฟินแลนด์ เปิดเผยข้อมูลที่ระบุว่า ที่ผ่านมาฟินแลนด์เคยมีหมาป่ากระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ แต่ถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ก่อนประชากรหมาป่าจะเริ่มฟื้นตัวหลังจากมีการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครอง ล่าสุดฟินแลนด์มีหมาป่าราว 400-465 ตัวในเดือนกันยายน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 2 ปีก่อนที่มีอยู่ราว 300 ตัว โดยประชากรหมาป่าขยายตัวไปทางเหนือและตะวันตก และเพิ่มความตึงเครียดในชุมชนชนบทที่กล่าวหาว่าหมาป่าโจมตีสุนัขเลี้ยงและสัตว์ในฟาร์ม.

เครื่องบินรบอินเดีย ตกระหว่างบินผาดโผน ในงาน “ดูไบ แอร์โชว์” ทำให้นักบินเสียชีวิต

เครื่องบินรบอินเดีย ตกระหว่างบินผาดโผน ในงาน "ดูไบ แอร์โชว์" ทำให้นักบินเสียชีวิต

22 พ.ย. 2568 03:50 น.

เครื่องบินรบอินเดีย ตกระหว่างบินผาดโผน ในงาน “ดูไบ แอร์โชว์” ทำให้นักบินเสียชีวิต

นักบินกองทัพอากาศอินเดียเสียชีวิต หลังเครื่องบินรบตกระหว่างบินโชว์ในงาน “ดูไบ แอร์โชว์” เจ้าหน้าที่ดูไบ–กระทรวงกลาโหมยูเออีเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์ ขณะที่อินเดียตั้งคณะสอบสวนหาสาเหตุ

วัรที่ 20 พฤศจิกายน 2568 กองทัพอากาศอินเดียออกแถลงการณ์ระบุว่า เกิดเหตุเครื่องบินรบฮาล เตยาส ของกองทัพอากาศอินเดีย ตกขณะทำการบินสาธิตในงาน “ดูไบ แอร์โชว์ 2025” ี่จัดขึ้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติอัลมัคตูม ในช่วงเวลา 14.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้นักบินเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

แถลงการณ์ระบุว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียครั้งนี้ และขออยู่เคียงข้างครอบครัวของนักบินผู้ล่วงลับในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า โดยจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ 

ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  ระบุว่า ทีมดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยได้ เข้าตอบสนองอย่างรวดเร็วและควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ทันทีหลังเกิดเหตุ ขณะเดียวกัน พลเอก อานิล เชาฮัน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอินเดีย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกหน่วยของกองทัพอินเดีย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง  และจะให้การสนับสนุนครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่

ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุการตกของเครื่องบินรบลำนี้ โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมจากภาคพื้นดิน.