สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

23 พ.ย. 2568 22:12 น.

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ, ยุโรป และยูเครน เดินทางไปเจนีวา เพื่อหารือเรื่องแผนการสันติภาพฉบับใหม่ที่สหรัฐฯ เสนอ เพื่อหาทางออกเนื่องจากภายใต้ข้อเสนอ ยูเครนจะต้องยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ให้รัสเซีย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา, ยุโรป และยูเครน เดินทางไปรวมตัวกันที่นครเจนีวา ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือเกี่ยวกับร่างแผนการสันติภาพ ที่สหรัฐฯ เสนอเพื่อยุติสงครามในยูเครน ท่ามกลางรายงานว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้เคียฟต้องยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ให้แก่ผู้รุกรานอย่างรัสเซีย

เมื่อวันศุกร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน มีเวลาถึงวันพฤหัสบดีเพื่ออนุมัติแผนสันติภาพ 28 ข้อ ซึ่งเรียกร้องให้ยูเครนยกดินแดนบางส่วนให้รัสเซีย, ยอมรับข้อจำกัดทางทหาร และละทิ้งความปรารถนาที่จะเข้าร่วม NATO

สำหรับชาวยูเครนจำนวนมาก รวมถึงทหารที่ต่อสู้ในแนวหน้า เงื่อนไขดังกล่าวเทียบเท่ากับการยอมจำนนต่อรัสเซีย หลังจากสู้รบกันมานานเกือบ 4 ปี ในเหตุความขัดแย้งที่นองเลือดที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าเมื่อวันเสาร์ นายทรัมป์จะกล่าวว่า แผนการดังกล่าวไม่ใช่ข้อเสนอสุดท้ายของเขาก็ตาม

นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ กล่าวนอกรอบการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ว่า เป้าหมายของเจ้าหน้าที่ยุโรปที่เดินทางไปยังนครเจนีวาคือ จัดทำแผนการที่ยูเครนสามารถยอมรับได้ และสามารถนำไปใช้เจรจากับรัสเซียได้ ซึ่งเขาคาดว่าจะต้องใช้เวลา “ในตอนนี้ ผมยังไม่เชื่อมั่นว่าเราจะได้ทางออกที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า”

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X ก่อนเดินทางไปยังเจนีวาว่า วอชิงตันเป็นผู้ร่างแผนสันติภาพดังกล่าวเอง

นายรูบิโอโพสต์ข้อความดังกล่าวหลังจากนายไมค์ ราวด์ส วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันออกมากล่าวว่า รูบิโอโทรศัพท์หาเขาและวุฒิสมาชิกคนอื่น ๆ แล้วบอกว่าแผนดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่สหรัฐฯ ได้รับมา และส่งต่อให้ยูเครนอีกทอดหนึ่ง

ทั้งนี้ ร่างแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ เต็มไปด้วยข้อเรียกร้องสำคัญหลายอย่างของฝ่ายรัสเซีย ในขณะที่ให้คำมั่นสัญญาที่ไม่ชัดเจนต่อยูเครนเรื่องการรับประกันความมั่นคง

นางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวย้ำในวันอาทิตย์ว่า พรมแดนของยูเครนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังทหาร กองทัพของประเทศจะต้องไม่ถูกปล่อยให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตี และสหภาพยุโรปจะต้องมีบทบาทสำคัญในข้อตกลงสันติภาพยูเครน

ส่วนนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาแสดงความยินดีกับความพยายามทางการทูตที่นครเจนีวา โดยเขาคาดหวังว่าความพยายามเหล่านี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เวียดนามยังอ่วม น้ำท่วม-ดินถล่มทำยอดเสียชีวิตพุ่ง 90 ศพ

เวียดนามยังอ่วม น้ำท่วม-ดินถล่มทำยอดเสียชีวิตพุ่ง 90 ศพ

23 พ.ย. 2568 11:52 น.

เวียดนามยังอ่วม น้ำท่วม-ดินถล่มทำยอดเสียชีวิตพุ่ง 90 ศพ

กระทรวงสิ่งแวดล้อมเวียดนามรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมใหญ่และดินถล่มในพื้นที่ภาคกลางตอนใต้เพิ่มสูงถึง 90 ราย และยังสูญหายอีก 12 คน หลังเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องมาหลายวัน พื้นที่ปลูกกาแฟและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยบางพื้นที่วัดปริมาณน้ำฝนได้เกิน 1,900 มิลลิเมตร ในรอบสัปดาห์เดียว สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 11,030 ล้านบาท

ตามรายงานของกระทรวงสิ่งแวดล้อมเวียดนามเมื่อวันอาทิตย์ (23 พ.ย.) ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมใหญ่และดินถล่มใน เวียดนาม พุ่งสูงขึ้นเป็น 90 ราย และมีผู้สูญหายอีก 12 คน หลังพื้นที่ทางภาคกลางตอนใต้เผชิญกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนักไม่หยุดหย่อนตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา 

ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายวันได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่ภาคกลางตอนใต้ ซึ่งเป็นทั้งเขตผลิตกาแฟหลักและเป็นที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม โดยบางพื้นที่วัดปริมาณน้ำฝนได้เกิน 1,900 มิลลิเมตร  ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

มีผู้เสียชีวิตกว่า 60 ราย นับตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน ในจังหวัดดั๊กลั๊ก ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาทางภาคกลาง โดยมีบ้านเรือนนับหมื่นหลังถูกน้ำท่วม

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อของรัฐรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เรือเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ในบ้านเรือนในจังหวัดยาลาย และจังหวัดดั๊กลั๊ก โดยต้องงัดหน้าต่างและเจาะหลังคาเพื่อเข้าถึงผู้ประสบภัย มีการระดมกำลังทหาร ตำรวจ และกองกำลังความมั่นคงอื่น ๆ เพื่อย้ายและอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังได้นำอาหารและน้ำไปช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ถูกน้ำท่วมในเมืองกวีเญิน จังหวัดบิ่ญดิ่ญ หลังมีรายงานว่าแพทย์และผู้ป่วยในโรงพยาบาลบางแห่งต้องยังชีพด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำดื่มเป็นเวลาถึงสามวัน

สำนักงานพยากรณ์อากาศระบุว่า ระดับน้ำในแม่น้ำบา ในจังหวัดดั๊กลั๊ก ได้ทำลายสถิติที่เคยเกิดขึ้นในปี 1993 ในสองจุดเมื่อช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดี ขณะที่แม่น้ำไก๋ ในจังหวัดคั้ญฮว่า ก็มีระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นทำสถิติใหม่เช่นกัน

สำนักงานภัยพิบัติของเวียดนามรายงานเบื้องต้นว่า มีบ้านเรือนถูกน้ำท่วมไปแล้วกว่า 235,000 หลัง และพื้นที่เพาะปลูกเสียหายเกือบ 500,000 ไร่ รัฐบาลคาดการณ์ว่าน้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้วประมาณ 8.98 ล้านล้านดอง หรือราว 11,030 ล้านบาท

สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงตุลาคมที่ผ่านมา สภาพอากาศสุดขั้วได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายไปแล้ว 279 คน และสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้ว่าเวียดนามจะเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีฝนตกหนักเป็นปกติในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์กำลังทำให้สภาพอากาศสุดขั้วมีความถี่และสร้างความเสียหายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ.

ที่มา The Guardian

อันวาร์ปฏิเสธแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำมาเลเซียเป็นแค่ “เพื่อน” จัดหาเวทีเจรจาสันติภาพ

อันวาร์ปฏิเสธแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำมาเลเซียเป็นแค่ "เพื่อน" จัดหาเวทีเจรจาสันติภาพ

23 พ.ย. 2568 11:18 น.

อันวาร์ปฏิเสธแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำมาเลเซียเป็นแค่ “เพื่อน” จัดหาเวทีเจรจาสันติภาพ

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากบางฝ่ายในไทยที่ระบุว่ารัฐบาลมาเลเซียกำลังเข้าแทรกแซงข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่า บทบาทของมาเลเซียเป็นเพียง “มิตรที่ให้ความช่วยเหลือ” และจำกัดอยู่เพียงการ “อำนวยความสะดวก” ในการจัดเวทีเจรจาเท่านั้น ซึ่งเป็นไปเพื่อความเป็นเพื่อนและสร้างสันติภาพในภูมิภาค พร้อมชี้การประท้วงในกรุงเทพฯ จะไม่ทำให้มาเลเซียถอยจากการทำหน้าที่นี้

นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลมาเลเซียกำลัง แทรกแซงข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยยืนยันว่า การเข้ามามีส่วนร่วมของมาเลเซียเป็นไปในฐานะมิตรประเทศอย่างแท้จริง

นายอันวาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ว่า บทบาทของมาเลเซียมีความสอดคล้องและจำกัดอย่างเคร่งครัด นั่นคือการ “จัดหาเวทีสำหรับการเจรจา” เท่านั้น

นายอันวาร์ระบุว่า “มันไม่ถูกต้องที่บางฝ่ายในประเทศไทยจะเสนอแนะว่าเราเข้าแทรกแซง เราไม่มีทางเข้าแทรกแซงโดยเด็ดขาด” พร้อมเน้นย้ำว่า ตั้งแต่แรกเริ่ม มาเลเซียทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกในการพูดคุยให้กับทั้งสองฝ่าย และทั้งไทยและกัมพูชามีอำนาจและความสามารถในการแก้ไขปัญหาของตนเอง

เขากล่าวเสริมว่า การเข้ามามีส่วนร่วมของมาเลเซียจำกัดอยู่แค่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเท่านั้น ส่วนช่วงเวลาและขอบเขตของการเจรจา ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลทั้งสองประเทศเอง โดยบทบาทนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำอาเซียนทั้งหมด เนื่องจาก “เราต้องการอำนวยความสะดวกเพราะเราต้องการสร้างสันติภาพ”

เมื่อถูกถามว่า การเรียกร้องให้มาเลเซียถอนตัวจะส่งผลกระทบต่อความพยายามของมาเลเซียหรือไม่ นายอันวาร์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ในทางตรงกันข้าม เราต้องยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมของเราเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา”

นายอันวาร์กล่าวว่า “ผมเชื่อว่ารัฐบาลทั้งสองประเทศได้ชี้แจงจุดยืนของมาเลเซียต่อประชาชนของพวกเขาแล้ว ผมไม่คิดว่าการเรียกร้องและแถลงการณ์เหล่านี้จะขัดขวางภารกิจของเราได้” 

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวานนี้ (21 พ.ย.) มีกลุ่มผู้ประท้วงรวมตัวกันด้านนอกสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียในกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้นายอันวาร์ยุติการ “แทรกแซง” การจัดการข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา

การชุมนุมดังกล่าวจัดโดยคณะแกนนำกลุ่มรวมพลังปกป้องอธิปไตย นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายนิติธร ล้ำเหลือ, นายแก้วสรร อติโพธิ และนายพิชิต ไชยมงคล จัดกิจกรรมชุมนุม “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เอกราชจะไม่ยอมให้ใครข่มขี่ หยุดต่างชาติแทรกแซงอธิปไตยของไทย” ที่บริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย โดยมีกลุ่มมวลชนเครือข่าย อาทิ กองทัพธรรม คปท. สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กลุ่มเยาวชนไทยภักดี จำนวนหนึ่งเดินทางมาร่วมชุมนุม

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ลงนามในข้อตกลงที่มาเลเซียเรียกว่า “ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” (KL Peace Accord) นอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน.

ที่มา Malaysiakini

ทรัมป์ย้ำแผนสหรัฐฯ ยุติสงครามยูเครนยังไม่ใช่ “ข้อเสนอสุดท้าย”

ทรัมป์ย้ำแผนสหรัฐฯ ยุติสงครามยูเครนยังไม่ใช่ "ข้อเสนอสุดท้าย"

23 พ.ย. 2568 10:53 น.

ทรัมป์ย้ำแผนสหรัฐฯ ยุติสงครามยูเครนยังไม่ใช่ “ข้อเสนอสุดท้าย”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า แผนสันติภาพ 28 ข้อของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน “ไม่ใช่ข้อเสนอสุดท้าย” สำหรับยูเครน หลังจากที่พันธมิตรของยูเครนหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี แสดงความกังวลอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับบางประเด็นในร่างแผน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงพรมแดนและการจำกัดขนาดกองทัพยูเครน ขณะที่ผู้นำยูเครนเตือนว่านี่คือ “ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์” ที่ถูกกดดันให้ยอมรับข้อเสนอที่มองว่าเข้าข้างรัสเซีย

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมายืนยันเว่า แผนสันติภาพที่เสนอโดยสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งในยูเครน “ไม่ถือเป็นข้อเสนอสุดท้าย” สำหรับยูเครน โดยให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง เราจำเป็นต้องยุติสงครามนี้ให้ได้ เรากำลังดำเนินการอยู่”

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นหลังจากที่กลุ่มผู้นำจากยุโรป แคนาดา และญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์ร่วมในการประชุมสุดยอด G20 ที่แอฟริกาใต้ โดยระบุว่า แม้แผนดังกล่าวจะมีองค์ประกอบที่ “จำเป็นสำหรับสันติภาพที่ยุติธรรมและยั่งยืน” แต่ก็ “จำเป็นต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติม”

พันธมิตรหลายประเทศได้แสดงความกังวลหลักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพรมแดน โดยยืนยันในหลักการที่ว่า พรมแดนจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง และแสดงความกังวลว่าการจำกัดขนาดกองทัพยูเครนที่เสนอไว้จะทำให้ยูเครนเสี่ยงต่อการถูกโจมตีในอนาคต

แผนสันติภาพ 28 ข้อของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ได้รับการมองว่าค่อนข้างเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซีย โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ เช่น กองทัพยูเครนต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่ตนควบคุมในภูมิภาคโดเนตสก์ตะวันออก ขณะที่รัสเซียจะควบคุมภูมิภาคโดเนตสก์ ลูฮันสก์ และไครเมีย ที่ผนวกไปในปี 2014 โดยพฤตินัย

นอกจากนั้น ยังมีการการตรึงพรมแดนในภูมิภาคเคอร์ซอนและซาโปริซเซียตามแนวการสู้รบในปัจจุบันส่วนกองทัพยูเครนถูกจำกัดจำนวนทหารไม่เกิน 600,000 นาย นอกจากนั้น ยังมีการเสนอให้รัสเซีย “กลับคืนสู่เศรษฐกิจโลก” ผ่านการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และเชิญกลับเข้าร่วมกลุ่ม G7 และกลายเป็น G8

ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่า ประเทศของเขาต้องเผชิญกับ “ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา” เกี่ยวกับการถูกสหรัฐฯ กดดันให้ยอมรับแผนสันติภาพนี้ โดยกล่าวว่าประเทศอาจต้องเลือกระหว่าง “การสูญเสียศักดิ์ศรี หรือเสี่ยงต่อการสูญเสียพันธมิตรหลัก”

ผู้นำยูเครนกำหนดให้ นายอันดรีย์ เยอร์มัก หัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดี เป็นผู้นำทีมเจรจาของยูเครนสำหรับการพูดคุยสันติภาพในอนาคต ส่วนทรัมป์ได้กำหนดให้ยูเครนต้องตอบรับแผนสันติภาพภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน ขณะที่ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า แผนนี้สามารถเป็น “พื้นฐาน” สำหรับการเจรจาข้อตกลงได้

ในวันนี้ (23 พ.ย.) เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงจากอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐฯ และยูเครน มีกำหนดเข้าประชุมเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับข้อเสนอของสหรัฐฯ ต่อไปที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และนายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษสหรัฐฯ  เข้าร่วมด้วย.

ที่มา BBC

นาฬิกาพกทองคำ เศรษฐีผู้โดยสารไททานิก ทำราคาประมูลสูงถึง 75 ล้านบาท

นาฬิกาพกทองคำ เศรษฐีผู้โดยสารไททานิก ทำราคาประมูลสูงถึง 75 ล้านบาท

23 พ.ย. 2568 10:31 น.

นาฬิกาพกทองคำ เศรษฐีผู้โดยสารไททานิก ทำราคาประมูลสูงถึง 75 ล้านบาท

นาฬิกาพกทองคำที่กู้คืนมาจากร่างของผู้โดยสารที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งบนเรือไททานิก ถูกประมูลไปในราคาสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.78 ล้านปอนด์ (ราว 75 ล้านบาท) นาฬิกาเรือนนี้เป็นของ ไอซิดอร์ สเตราส์ มหาเศรษฐีเจ้าของห้างสรรพสินค้าเมซีส์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากเรื่องราวความรักอันซาบซึ้ง เนื่องจากภรรยาของเขาปฏิเสธขึ้นเรือชูชีพ และเลือกที่จะตายเคียงข้างสามี

นาฬิกาพกทองคำ 18 กะรัต ยี่ห้อ Jules Jurgensen ที่กู้ขึ้นมาจากร่างของ ไอซิดอร์ สเตราส์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกันเชื้อสายบาวาเรีย และเจ้าของร่วมห้างสรรพสินค้าเมซีส์ ในนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โดยสารที่ร่ำรวยที่สุดบนเรือไททานิก ถูกนำออกประมูลที่สถาบันประมูล Henry Aldridge and Son ในวิลต์เชอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 พ.ย.)

นาฬิกาพกเรือนดังกล่าวถูกประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 1.78 ล้านปอนด์ (ประมาณ 75.53 ล้านบาท) ทำลายสถิติโลกสำหรับการประมูลของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับเรือไททานิก

ไอซิดอร์ สเตราส์ และภรรยา ไอดา สเตราส์ เป็นหนึ่งในกว่า 1,500 ชีวิตที่เสียชีวิตเมื่อเรือโดยสารไททานิกซึ่งเดินทางจากเมืองเซาท์แทมป์ตันไปยังนิวยอร์ก ชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งและอับปางลงเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1912

นาฬิกาพกทองคำเรือนนี้กู้คืนมาจากร่างของนายสเตราส์หลายวันหลังเกิดภัยพิบัติ และยังคงมีการสลักอักษรย่อของเขาไว้ เชื่อกันว่าเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบ 43 ปีจากภรรยาของเขาในปี 1888 โดยนาฬิกาได้หยุดเดินที่เวลา 02:20 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรือไททานิกจมหายไปใต้ทะเล นาฬิกาถูกส่งคืนให้ครอบครัวและตกทอดมาหลายรุ่น ก่อนที่ เคนเน็ธ ฮอลลิสเตอร์ สเตราส์ เหลนของเขา จะนำไปซ่อมแซมและบูรณะกลไกภายใน

เรื่องราวของนายและนางสเตราส์เป็นที่รู้จักกันดีจากความรักอันซื่อสัตย์ โดยเชื่อกันว่าในคืนเกิดเหตุ นางไอดา สเตราส์ ปฏิเสธที่จะขึ้นเรือชูชีพ เนื่องจากไม่ต้องการทิ้งสามีของเธอไป และกล่าวว่าเธอเลือกที่จะเสียชีวิตเคียงข้างเขา ปัจจุบันไม่พบร่างของนางไอดา

นายแอนดรูว์ อัลดริดจ์ ผู้จัดการประมูลกล่าวว่า “ราคาที่เป็นสถิติโลกของนาฬิกาเรือนนี้ สะท้อนถึงความสนใจอย่างต่อเนื่องในเรื่องราวของไททานิก” และเสริมว่า “เรื่องราวของครอบครัวสเตราส์คือเรื่องราวความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยไอดาปฏิเสธที่จะทิ้งสามีที่แต่งงานกันมา 41 ปี ขณะที่ไททานิกกำลังจมลง และราคาสถิติโลกนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเคารพที่ผู้คนมีต่อพวกเขา”

การประมูลของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับไททานิกครั้งนี้สามารถทำยอดรวมไปได้ถึง 3 ล้านปอนด์ โดยมีรายการที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้แก่ จดหมายที่เขียนโดยนางไอดา สเตราส์ บนกระดาษเครื่องเขียนของเรือไททานิก ได้รับการประมูลไปในราคา 100,000 ปอนด์ ส่วนบันทึกรายชื่อผู้โดยสารเรือไททานิก ถูกประมูลไปในราคา 104,000 ปอนด์

ขณะที่เหรียญทองที่ผู้รอดชีวิตมอบให้แก่ลูกเรือของเรือ RMS Carpathia (เรือที่เข้าช่วยผู้รอดชีวิตกว่า 700 คน) ขายได้ในราคา 86,000 ปอนด์

ก่อนหน้านี้ สถิติโลกการประมูลของไททานิกเป็นของนาฬิกาพกทองคำที่มอบให้กัปตันเรือ Carpathia ซึ่งขายไปเมื่อปีที่แล้วในราคา 1.56 ล้านปอนด์.

ที่มา BBC

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 24 ศพ บาดเจ็บ 54 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็ก

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 24 ศพ บาดเจ็บ 54 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็ก

23 พ.ย. 2568 09:52 น.

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 24 ศพ บาดเจ็บ 54 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็ก

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มฮามาสในกาซาอย่างหนักเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 ราย และบาดเจ็บ 54 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก ขณะที่สำนักงานนายกฯ อิสราเอลยืนยัน สังหารสมาชิกฮามาสระดับสูงได้ 5 คน ความรุนแรงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสหประชาชาติเพิ่งอนุมัติแผนสันติภาพกาซาของสหรัฐฯ ทำให้สถานการณ์หยุดยิงที่เริ่มเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ถูกท้าทายอย่างหนัก

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในกาซ่าเมื่อวันเสาร์ (22 พ.ย.) กองทัพอิสราเอลออกแถลงการณ์ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้หลังจากมี “ผู้ก่อการร้ายติดอาวุธ” ข้ามเข้ามาในพื้นที่ควบคุมของอิสราเอลและยิงใส่กองกำลังทหารทางตอนใต้ของกาซา ซึ่งอิสราเอลระบุว่าเป็นการ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ สำนักงานของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ยังเปิดเผยด้วยว่า สามารถสังหารสมาชิกอาวุโสของกลุ่มฮามาสได้ 5 คน

กระทรวงสาธารณสุขกาซารายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 คน และบาดเจ็บ 54 คน รวมถึงเด็กจำนวนมาก หนึ่งในเหตุโจมตีเกิดขึ้นที่ย่านริมัล ในเมืองกาซา ซิตี้ เป้าหมายเป็นรถยนต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และบาดเจ็บกว่า 20 ราย โดยโรงพยาบาลชิฟาระบุว่า ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นเด็ก นอกจากนี้ยังมีการโจมตีบ้านเรือนใกล้โรงพยาบาลอัล-อาว์ดา, ค่ายนูเซราต และพื้นที่เดียร์อัล-บัลลาห์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมอีกอย่างน้อย 13 ราย

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธและพฤหัสบดี มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 33 คน ภายในเวลา 12 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก

ความตึงเครียดขยายตัวในจังหวะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอนุมัติแผนของสหรัฐฯ เพื่อกำหนดโครงสร้างบริหารและการรักษาความปลอดภัยกาซ่า ผ่านการจัดตั้งกองกำลังรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ และหน่วยบริหารชั่วคราวภายใต้การกำกับของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมวางแนวทางไปสู่รัฐปาเลสไตน์ในอนาคต

สงครามเริ่มต้นจากการโจมตีของฮามาสเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 ทำให้ชาวอิสราเอลราว 1,200 คนเสียชีวิต และมีผู้ถูกจับตัวไปกว่า 250 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวหรือพบร่างแล้วจากข้อตกลงหยุดยิงและการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ

กระทรวงสาธารณสุขกาซ่าเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตสะสมจากปฏิบัติการตอบโต้ของอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็น 69,733 ราย บาดเจ็บ 170,863 คน โดยตัวเลขยังคงสูงขึ้นในช่วงหยุดยิงจากการโจมตีใหม่และการกู้ศพผู้เสียชีวิตก่อนหน้า โดยระบุว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นสตรีและเด็ก แม้ตัวเลขไม่แยกพลเรือนออกจากนักรบ แต่ข้อมูลของกระทรวงซึ่งอยู่ภายใต้รัฐบาลฮามาสถือว่าได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดและมีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ.

ที่มา AP

เพจปลอมปั่นกัมพูชาบุก ระดมนับหมื่น ทบ.โต้ “ไม่จริง” แค่ตรึงกำลัง! คุม 4 จุดเสี่ยง

เพจปลอมปั่นกัมพูชาบุก ระดมนับหมื่น ทบ.โต้ “ไม่จริง” แค่ตรึงกำลัง! คุม 4 จุดเสี่ยง

เพจปลอมปั่นกัมพูชาบุก ระดมนับหมื่น ทบ.โต้ “ไม่จริง” แค่ตรึงกำลัง! คุม 4 จุดเสี่ยง

23 พ.ย. 2568 09:20 น.

ชุดสำรวจและปักหมุดชั่วคราวไทย-กัมพูชา เดินหน้ารังวัดปักหมุดหลักเขตแดนต่อเนื่องทั้งหมุดที่ 42-43 บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว และหมุดที่ 52-59 อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ขณะที่ ทบ.โต้ข่าวทหารเขมรบุกประชิดชายแดนเตรียมยึดภูมะเขือ-ตาควาย-คนา ระบุเป็นเฟกนิวส์ โดย ทภ.2 แจง 4 จุด

ถึงเวลาหยุดนิ่งเฉย: ทูตอิสราเอลชี้โลกต้องร่วมกันยุติความรุนแรงต่อสตรี

ถึงเวลาหยุดนิ่งเฉย: ทูตอิสราเอลชี้โลกต้องร่วมกันยุติความรุนแรงต่อสตรี

23 พ.ย. 2568 08:28 น.

ถึงเวลาหยุดนิ่งเฉย: ทูตอิสราเอลชี้โลกต้องร่วมกันยุติความรุนแรงต่อสตรี

เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เรียกร้องทั่วโลกยุติความรุนแรงต่อสตรี เนื่องในวันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล 25 พฤศจิกายนของทุกปี

ฯพณฯ ดร.  อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เขียนบทความสื่อสารถึงผู้คนทั่วโลก ให้ช่วยกันยุติการใช้ความรุนแรงต่อสตรี  ในโอกาสที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 เพื่อรำลึกถึงการสังหารบุตรสาวสามคนของตระกูลมิราบัลในสาธารณรัฐโดมินิกันอย่างโหดเหี้ยมในปี 2503 เรื่องราวของพวกเธอที่กล้าลุกขึ้นต่อต้านระบอบการปกครองที่ใช้ความรุนแรง ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้และการเรียกร้องให้ลงมือปฏิบัติ ทั้งยังย้ำเตือนว่าความรุนแรงต่อสตรีไม่เพียงแต่เป็นโศกนาฏกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นความล้มเหลวของสังคมที่จำต้องมีการแก้ไขร่วมกันแม้จะมีการรณรงค์ทั่วโลกมานานกว่าสองทศวรรษ แต่สถิติก็ยังคงน่าตกใจ รายงานขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติระบุว่า จากข้อมูลล่าสุด มีสตรีและเด็กผู้หญิงถูกสังหารโดยคู่รักหรือสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ยวันละ 140 คน ซึ่งหมายความว่ามีสตรีหรือเด็กผู้หญิงหนึ่งคนถูกฆาตกรรมทุกๆ 10 นาที ในสถานที่ที่ควรจะเป็นที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือบ้านของพวกเธอ

ในอิสราเอล สตรีราว 20 ถึง 25 คนถูกฆาตกรรมในแต่ละปีโดยผู้ชายที่ส่วนใหญ่เป็นคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นบิดา สามี หรือคู่รัก สำหรับประเทศไทย ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แสดงให้เห็นว่า มีความรุนแรงในครอบครัวหลายร้อยคดีในแต่ละปี และองค์กรภาคประชาสังคมได้เตือนว่า ยังมีอีกความรุนแรงอีกจำนวนมากที่ไม่มีการรายงานในประเทศอื่นๆ  รูปแบบที่คล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่กรณีเฉพาะ แต่สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมกันที่หยั่งรากลึก อคติ และความไม่สมดุลของอำนาจที่มีอยู่ในทุกๆ สังคมและวัฒนธรรมทั่วโลกความรุนแรงต่อสตรีมีหลายรูปแบบ ทั้งทางร่างกาย ทางเพศ ทางจิตใจ หรือทางเศรษฐกิจ ทว่าในช่วงสงครามหรือเวลาที่มีความขัดแย้ง ภัยคุกคามจะทวีความรุนแรงขึ้น ในอดีต ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าสลดใจ ตั้งแต่การข่มขืนหมู่ในช่วงสงครามของอดีตยูโกสลาเวียและรวันดา ไปจนถึงภัยคุกคามที่ยังคงดำเนินอยู่ในเมียนมา ซูดาน และยูเครน จะเห็นได้ว่า เมื่อใดที่เกิดขัดแย้ง ร่างกายของสตรีก็จะกลายเป็นสนามรบไปด้วยเช่นกัน

ศ. ดร. บุษกร บิณฑสันต์ อดีตคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศ. ดร. บุษกร บิณฑสันต์ อดีตคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับอิสราเอลนั้นความจริงอันโหดร้ายนี้ปรากฏอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ระหว่างการโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายฮามาสในอิสราเอล สตรีถูกข่มขืน ทรมาน และสังหารอย่างป่าเถื่อน มีการบันทึกเรื่องความรุนแรงทางเพศโดยเหยื่อผู้รอดชีวิต บุคลากรทางการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ การทำร้ายร่างกายดังที่กล่าวมานี้ไม่เพียงแต่เป็นอาชญากรรมต่อชาวอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติและสตรีทั่วโลกอีกด้วยอย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของประชาคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนิ่งเฉยขององค์กรสิทธิสตรีหลายแห่ง สร้างความเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง สำหรับดิฉันในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง การนิ่งเฉยนี้เป็นการทรยศต่อสตรีด้วยกันอย่างเจ็บปวด หลักการสากลที่เป็นพื้นฐานของการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีไม่ควรขึ้นอยู่กับบริบททางการเมือง ความรุนแรงคือความรุนแรง การข่มขืนคือการข่มขืน ไม่ว่าในสถานการณ์หรือเหตุผลใด สตรีไม่ควรได้รับการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมหรือเมินเฉยเช่นนี้ การปฏิเสธความรุนแรงทางเพศที่กระทำต่อสตรีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ไม่เพียงแต่เป็นการทรยศต่อเหยื่อเท่านั้น แต่ยังทำลายการเคลื่อนไหวในระดับโลกเพื่อต่อต้านความรุนแรงทางเพศด้วย ความเห็นอกเห็นใจแบบเลือกปฏิบัติบั่นทอนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของประชาคมโลก การละสายตาจากสตรีบางคนเพียงเพราะว่าเธอเป็นใครหรืออยู่ที่ใด ย่อมเป็นการส่งสัญญานให้ผู้กระทำความผิดทราบว่ามีเหยื่อบางรายที่มีความสำคัญน้อยกว่าขบวนการ #MeToo ซึ่งเริ่มต้นจากเสียงกระซิบและกลายเป็นเสียงดังกึกก้องไปทั่วโลก สอนให้รู้ว่าความเงียบคือการปกป้องผู้กระทำผิด ขบวนการนี้ทำให้ผู้หญิงทั่งโลกกล้าที่จะพูด เชื่อใจซึ่งกันและกัน และเรียกร้องความรับผิดชอบ พลังของขบวนการนี้อยู่ที่ความเป็นสากล ยืนกรานว่า จากฮอลลีวูด ถึงกรุงเทพฯ ไปจนถึงเทล อาวีฟ ไม่ควรมีใครอยู่เหนือหลักศีลธรรมที่ปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ดร. เมทินี พงษ์เวช เลขาธิการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
ดร. เมทินี พงษ์เวช เลขาธิการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ

ขณะที่เรารำลึกถึงความสำคัญของวันนี้ ความรับผิดชอบของเราก็ชัดเจน รัฐบาล ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และเราทุกคนในฐานะปัจเจกบุคคล ต้องร่วมมือกันต่อสู้กับความรุนแรงต่อสตรีในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่บ้าน ที่ทำงาน หรือในสมรภูมิรบ เราต้องปลูกฝังเด็กชายและผู้ชายให้เคารพผู้หญิง ให้เห็นว่าสตรีก็เป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน เราต้องออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองเหยื่อด้วยความเห็นอกเห็นใจ รวมถึงการลงโทษผู้กระทำผิดโดยไม่มีข้อยกเว้นเราต้องยืนหยัดต่อต้านมิให้ความรุนแรงทางเพศเป็นเรื่องปกติที่นำเสนอทางสื่อสาธารณะ สื่อดิจิตัล และวาทกรรมทางการเมือง การต่อสู้เพื่อความปลอดภัยของสตรีนั้น ต้องไม่แยกออกจากการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และสันติภาพ เรื่องราวของพี่น้องมิราบัลทำให้เห็นว่า ความกล้าหาญสามารถสร้างแรงบันดาลใจ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้  คำบอกเล่าของผู้หญิงในอิสราเอล ในประเทศไทย และจากทั่วโลก ย้ำเตือนเราว่าการต่อสู้ครั้งนี้ยังไม่สิ้นสุด 

ฯพณฯ ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และวิทยากร
ฯพณฯ ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และวิทยากร

อย่างไรก็ตาม ขอให้เรามั่นใจว่า เด็กหญิงผู้รุ่นต่อๆ ไปในอนาคต จะเติบโตในโลกที่ความกลัวถูกแทนที่ด้วยเสรีภาพ และความเมินเฉยถูกแทนที่ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เมื่อเรายืนหยัดร่วมมือกัน โดยไม่มีพรมแดน ศาสนา และอุดมการณ์มาเกี่ยวข้อง เรากำลังยืนยันความจริงอันเรียบง่ายและเป็นสากล นั่นคือ สตรีทุกคนคู่ควรกับการมีชีวิตที่ปราศจากความรุนแรง และการปกป้องสิทธิสตรีจะทำให้สังคมโลกแข็งแกร่งยิ่งขึ้น.

แฉคลิปเสียง สั่งการเว็บพนัน สส.ลิซ่าชี้เป้าเป็นชาย บีบ “ไชยชนก” ตามจับ!

แฉคลิปเสียง สั่งการเว็บพนัน สส.ลิซ่าชี้เป้าเป็นชาย บีบ “ไชยชนก” ตามจับ!

แฉคลิปเสียง สั่งการเว็บพนัน สส.ลิซ่าชี้เป้าเป็นชาย บีบ “ไชยชนก” ตามจับ!

23 พ.ย. 2568 08:13 น.

พรรคประชาชนคิกออฟ “รีชาร์จประชาชน” “วิโรจน์” อุบไต๋ 3 แคนดิเดตนายกฯ บอก 23 พ.ย. รู้แน่ “โรม” ประกาศถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้ จะเร่งปราบแก๊งสแกมเมอร์ทุกมิติ   “อนุทิน”  มอบ 6 นโยบายขับเคลื่อนท้องถิ่น จี้ฝ่ายปกครองดูแลประชาชนใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัสให้ทั่วถึง พท.โวย มท.1 สั่ง สถ.แทรกแซงงบท้องถิ่น

หลานสาว JFK วัย 35 ปี เผย เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย อยู่ได้อีกไม่ถึง 1 ปี

หลานสาว JFK วัย 35 ปี เผย เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย อยู่ได้อีกไม่ถึง 1 ปี

23 พ.ย. 2568 06:09 น.

หลานสาว JFK วัย 35 ปี เผย เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย อยู่ได้อีกไม่ถึง 1 ปี

หลานสาววัย 35 ปีของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เธอป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย และหมอบอกว่า เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่ถึง 1 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.ทาเทียนา ชลอสเบิร์ก หลานสาวของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี อดีตประธานาธิบดีคนดังของสหรัฐฯ เปิดเผยผ่านบทความเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 พ.ย. 2568) ว่า เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และแพทย์แจ้งว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งปี

ในบทความที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของนิตยสาร The New Yorker ชลอสเบิร์กในวัย 35 ปี ระบุว่า เธอได้รับการวินิจฉัยเมื่อปีที่แล้วว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันไมอีลอยด์ (AML) ที่มีการกลายพันธุ์หายากที่เรียกว่า Inversion 3 ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมหายากที่พบในผู้ป่วย AML ไม่ถึง 2%

แพทย์ค้นพบมะเร็งไม่นานหลังจากที่ชลอสเบิร์กให้กำเนิดลูกสาวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567

“ฉันไม่เชื่อ … ไม่สามารถเชื่อได้ว่า พวกเขากำลังพูดถึงฉันอยู่” ชลอสเบิร์กเขียน “เมื่อวานฉันยังว่ายน้ำในสระได้เป็นไมล์อยู่เลย ทั้งที่ท้อง 9 เดือน ฉันไม่ได้ป่วย ฉันไม่ได้รู้สึกป่วย ที่จริงฉันเป็นหนึ่งในคนที่สุขภาพดีที่สุดที่ฉันรู้จัก”

ในบทความดังกล่าว ชลอสเบิร์กได้เปิดเผยขั้นตอนการรักษาที่ยากลำบาก รวมถึง การทำคีโมบำบัดหลายรอบ, ปลูกถ่ายไขกระดูก 2 ครั้ง และการเข้าร่วมในการทดลองทางคลินิก 2 ครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังได้รับการวินิจฉัยว่า ติดเชื้อไวรัส Epstein-Barr ชนิดหนึ่งในเดือนกันยายน ซึ่งมันทำลายไตของเธอ และทำให้เธอต้องหัดเดินอีกครั้ง

“ระหว่างการทดลองทางคลินิกล่าสุด แพทย์ของฉันบอกว่า เขาสามารถทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ได้อีกหนึ่งปี บางทีนะ” ชลอสเบิร์กระบุ

ทั้งนี้ ชลอสเบิร์ก ซึ่งเป็นนักข่าวด้านสิ่งแวดล้อม เป็นบุตรสาวคนที่ 2 ของ แคโรไลน์ เคนเนดี อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และ เอ็ดวิน ชลอสเบิร์ก นักออกแบบ เธอมีสามีชื่อ จอร์จ โมแรน ซึ่งทั้งคู่มีลูกชายวัย 3 ขวบและลูกสาววัย 1 ขวบ

ชลอสเบิร์กระบุว่า โรส พี่สาวของเธอซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ กับ แจ็ก น้องชายของเธอซึ่งเพิ่งประกาศลงสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาคองเกรสเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ช่วยเหลือเธอในการเลี้ยงดูลูกๆ และ “กุมมือฉันอย่างไม่หวั่นไหวในขณะที่ฉันทรมาน พยายามไม่แสดงความเจ็บปวดและความเศร้าของพวกเขา เพื่อปกป้องฉันจากสิ่งนั้น”

ชลอสเบิร์กบรรยายว่า เธอกำลังรับการรักษาในขณะที่ลูกพี่ลูกน้องของเธอ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ได้รับการยืนยันตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหลังจากที่เขา “ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในฐานะผู้สมัครอิสระ แต่ส่วนใหญ่แล้วนี่เป็นเรื่องน่าอับอายสำหรับฉันและครอบครัวสายตรงที่เหลือของฉัน”

เธอระบุอีกว่า แพทย์ที่ศูนย์การแพทย์ “เออร์วิง” ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งเป็นที่ที่เธอรับการรักษาอยู่ ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลทรัมป์ตัดเงินทุนของรัฐบาลกลางที่มอบให้แก่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียหรือไม่

“จู่ๆ ระบบประกันสุขภาพที่ฉันพึ่งพาอยู่ก็รู้สึกตึงเครียดและสั่นคลอน” ชลอสเบิร์กระบุ ก่อนที่ในเวลาต่อมา มหาวิทยาลัยได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลทรัมป์เพื่อกู้คืนเงินทุนดังกล่าว

ชลอสเบิร์กบอกอีกว่า เธอเสียใจที่เพิ่มโศกนาฏกรรมให้กับประวัติศาสตร์ของตระกูลของเธอ ตามหลังเหตุลอบสังหารนาย จอห์น เอฟ. เคนเนดีเมื่อปี 2507 และการลอบสังหาร โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี ซีเนียร์ ผู้เป็นอาของเธอเมื่อปี 2511

“ตลอดชีวิตของฉัน ฉันพยายามที่จะเป็นคนดี เป็นนักเรียนที่ดี เป็นน้องสาวที่ดี เป็นลูกสาวที่ดี และปกป้องแม่ของฉัน และไม่ทำให้เธอไม่สบายใจหรือโกรธเคืองเลย” ชลอสเบิร์กระบุ “ตอนนี้ฉันได้เพิ่มโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ให้กับชีวิตของเธอ ให้กับชีวิตครอบครัวของเรา และไม่มีอะไรที่ฉันจะทำได้เพื่อหยุดยั้งมัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn