ปธน. ไล่ ชิง-เต๋อ ผู้นำไต้หวัน โชว์กินซูชิ เปิดตัวสนับสนุนญี่ปุ่น

ปธน. ไล่ ชิง-เต๋อ ผู้นำไต้หวัน โชว์กินซูชิ เปิดตัวสนับสนุนญี่ปุ่น

20 พ.ย. 2568 16:29 น.

ปธน. ไล่ ชิง-เต๋อ ผู้นำไต้หวัน โชว์กินซูชิ เปิดตัวสนับสนุนญี่ปุ่น

นายไล่ ชิง-เต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ได้แสดงการสนับสนุนประเทศญี่ปุ่นอย่างเปิดเผย ด้วยการรับประทานอาหารกลางวันเป็นซูชิที่นำเข้าวัตถุดิบจากญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ภายหลังจากที่จีนส่งสัญญาณว่าจะ สั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลทั้งหมดจากญี่ปุ่น ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในประเด็นไต้หวัน

ความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่นปะทุขึ้นหลังจากที่นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ได้กล่าวเมื่อเดือนนี้ว่า การโจมตีไต้หวันของจีนที่อาจคุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น อาจกระตุ้นให้ญี่ปุ่นต้องตอบโต้ด้วยกำลังทหาร

นายไล่ ชิง-เต๋อ ได้โพสต์ภาพขณะรับประทานซูชิมื้อกลางวันลงในบัญชีโซเชียลมีเดียของตน โดยเป็นซูชิปลาหางเหลือง  จากจังหวัดคาโกชิมะ และหอยเชลล์จากเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่น
นายไล่ โพสต์ข้อความเดียวกันทั้งในบัญชี Facebook, Instagram และยังโพสต์ข้อความเดียวกันเป็นภาษาญี่ปุ่นในบัญชี X ของตนว่า “อาหารกลางวันวันนี้คือซูชิและซุปมิโซะ”

รัฐบาลไต้หวันซึ่งปฏิเสธข้ออ้างอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลจีน เคยเผชิญกับการถูกจีนสั่งห้ามนำเข้าสินค้าส่งออกด้านอาหารในลักษณะเดียวกันนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น สับปะรดและปลาของไต้หวัน ซึ่งไต้หวันระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งของการกดดันของจีน

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน นาย หลิน เจีย-หลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ได้กล่าวต่อผู้สื่อข่าวที่รัฐสภาว่า การที่จีนใช้การบีบบังคับทางเศรษฐกิจและการข่มขู่ทางทหารเพื่อ “รังแกชาติอื่นนั้นมีมากมายเกินกว่าจะกล่าวถึงได้ทีละรายการ”

“ณ จุดวิกฤตนี้ เราต้องสนับสนุนญี่ปุ่นในการรักษาเสถียรภาพของสถานการณ์และยับยั้งพฤติกรรมอันธพาลของคอมมิวนิสต์จีนอย่างมีประสิทธิภาพ” รัฐมนตรีหลินกล่าว และยังแนะนำสมาชิกสภานิติบัญญัติว่า ชาวไต้หวันควรเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นให้มากขึ้น และซื้อสินค้าญี่ปุ่นให้มากขึ้นเพื่อแสดงความเป็นมิตรกับประเทศดังกล่าว

เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า ไต้หวันเป็นส่วนที่แยกออกจากดินแดนจีนไม่ได้ “ไม่ว่าทางการของไล่ ชิง-เต๋อ จะจัดการแสดงอะไรขึ้นมา มันก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงที่หนักแน่นนี้ได้”

ทั้งนี้ จีนมองว่าไต้หวันที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นดินแดนของตน และไม่ตัดทางเลือกการใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมเกาะนี้ ขณะที่รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธข้ออ้างของจีน โดยยืนยันว่ามีเพียงประชาชนบนเกาะเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของตนได้

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นและไต้หวันมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดแม้จะไม่เป็นทางการ และมีความผูกพันทางวัฒนธรรมและธุรกิจที่ลึกซึ้ง ญี่ปุ่นเคยปกครองไต้หวัน ซึ่งอยู่ห่างจากดินแดนญี่ปุ่นเพียง 110 กิโลเมตร ณ จุดที่ใกล้ที่สุด ตั้งแต่ปี 2438 จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2488.

ที่มา AFP

เกาหลีใต้รวบตัว “นายท้ายเรือ-ต้นเรือ” ทำเรือเฟอร์รีเกยหิน สารภาพมัวแต่เล่นโทรศัพท์มือถือ

เกาหลีใต้รวบตัว "นายท้ายเรือ-ต้นเรือ" ทำเรือเฟอร์รีเกยหิน สารภาพมัวแต่เล่นโทรศัพท์มือถือ

20 พ.ย. 2568 16:01 น.

เกาหลีใต้รวบตัว “นายท้ายเรือ-ต้นเรือ” ทำเรือเฟอร์รีเกยหิน สารภาพมัวแต่เล่นโทรศัพท์มือถือ

ผู้โดยสารกว่า 260 ชีวิตรอดหวุดหวิด หลังเรือเฟอร์รี่ขนาดใหญ่เกยหินนอกชายฝั่งเกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่จับกุมลูกเรือ 2 รายข้อหาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หลังเจ้าหน้าที่ควบคุมเรือยอมรับไม่ได้เปลี่ยนเส้นทางตามกำหนดเพราะมัวแต่เล่นโทรศัพท์มือถือ

หน่วยยามฝั่งเกาหลีใต้ประกาศจับกุมลูกเรือ 2 คน และอยู่ระหว่างการสอบสวนกัปตันเรือ หลังเกิดเหตุเรือเฟอร์รี่ชื่อ “ควีน เจนูเวีย 2” ของบริษัทซีเวิลด์ เกยหินนอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 พ.ย.)

ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 267 คนบนเรือ ได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย หลังจากเรือติดอยู่ใกล้เกาะจ็อกโด ซึ่งเป็นเกาะที่ไม่มีคนอาศัย นอกชายฝั่งเกาะจังซาน ในเขตซินัน อย่างไรก็ตาม มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากแรงกระแทกของการเกยหินจำนวน 27 คน 

ทั้งนี้ เรือลำดังกล่าวมีน้ำหนัก 26,546 ตัน สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 1,010 คน และมีหลายชั้นสำหรับบรรทุกสินค้าและยานพาหนะของผู้โดยสาร

ยามฝั่งแจ้งว่า ได้จับกุมนายท้ายเรือและต้นเรือ ในข้อหาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนทำให้เกิดการบาดเจ็บ ในตอนแรกนายท้ายเรือได้อ้างว่าเกิดความผิดพลาดของระบบพวงมาลัยเรือ แต่ต่อมาเขาได้ยอมรับว่า เขามัวแต่ใช้โทรศัพท์มือถือ และพลาดจุดที่ต้องทำการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือตามกำหนด

ต้นเรือวัย 40 ปีเศษ และนายท้ายเรือชาวอินโดนีเซียวัย 40 ปีเศษ ถูกจับกุมในข้อหาทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หลังจากพบว่าทั้งคู่ละเลยหน้าที่ก่อนเกิดอุบัติเหตุ

ไม่มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่บางคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากกล่าวว่ามีอาการปวดเล็กน้อยหรือมีอาการเครียด

เรือเฟอร์รี่ลำนี้เดินทางมาจากเกาะเจจู มุ่งหน้าไปยังเมืองมกโพ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้เรือได้เข้าเทียบท่าที่ท่าเรือใกล้เคียงแล้ว และทางการยังคงดำเนินการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้

ผู้โดยสารบางคนได้บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์บนโซเชียลมีเดีย โดยสำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้ รายงานคำกล่าวของผู้โดยสารรายหนึ่งว่า “มีเสียงดังมาก จากนั้นเรือก็เอียงลง มีประกาศให้ทุกคนสวมเสื้อชูชีพ เราจึงสวมและรออยู่บนดาดฟ้าด้านบน”

คิม นัมฮยอน ครูสอนดำน้ำบนเกาะเจจู ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โดยสาร บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “ผมคิดว่าตัวเองอาจจะตาย เสียงมันดังมาก แต่เมื่อได้เห็นกรณีเรือเซวอลล่มมาก่อน ผมรู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ คุณต้องสงบสติอารมณ์ เคลื่อนที่ออกไปด้านนอก สวมเสื้อชูชีพ และรอความช่วยเหลือ”

ทั้งนี้ จุดที่เกิดอุบัติเหตุนี้อยู่ใกล้กับพื้นที่ที่เรือเฟอร์รี่ เซวอล  ได้จมลงในปี 2557 ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนที่กำลังเดินทางไปทัศนศึกษา โดยซากเรือเซวอลที่กู้ขึ้นมาได้ถูกนำมายังเมืองมกโพในอีกเกือบสามปีต่อมา.

ที่มา BBC  Yonhap

มาเลเซียสั่งพักเหมืองแร่ 2 แห่ง หลังแม่น้ำเปรักเปลี่ยนเป็นสีฟ้า

มาเลเซียสั่งพักเหมืองแร่ 2 แห่ง หลังแม่น้ำเปรักเปลี่ยนเป็นสีฟ้า

20 พ.ย. 2568 13:36 น.

มาเลเซียสั่งพักเหมืองแร่ 2 แห่ง หลังแม่น้ำเปรักเปลี่ยนเป็นสีฟ้า

คณะรัฐมนตรีมาเลเซียได้มีมติอนุมัติให้สั่งพักการดำเนินการของบริษัทเหมืองแร่ 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แม่น้ำเปรักตอนบน เป็นเวลา 3 สัปดาห์ สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่น้ำในแม่น้ำเปรัก มีการเปลี่ยนสีเป็นสีฟ้าในช่วงที่ผ่านมา

บริษัททั้งสองแห่งที่ถูกสั่งพักการดำเนินการได้แก่ บริษัท MCRE Resources ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่หายาก และบริษัท Rahman Hydraulic Tin บริษัทที่ดำเนินการเหมืองดีบุกแบบเปิดที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเกลียนอินตัน รัฐเปรัก

ดาโต๊ะซรี โจฮารี บิน อับดุล กาห์นิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยเรื่องนี้ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้ (19 พ.ย.) และได้ชี้แจงผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่า จากการตรวจสอบตัวอย่างน้ำทิ้งจากพื้นที่ของบริษัท MCRE Resources พบว่าน้ำทิ้งมีโทนสีน้ำเงินใกล้เคียงกับสีที่ตรวจพบในแม่น้ำเปรัก

นอกจากนี้ เขายังระบุว่า ตัวอย่างของเสียจากกระบวนการชะล้างแร่ ณ แหล่งขุดเจาะของบริษัทดังกล่าว มีการตรวจวัดค่ากัมมันตภาพรังสีได้สูงถึง 13 เบ็กเคอเรล ซึ่งเป็นค่าที่สูงกว่าขีดจำกัดที่ได้รับอนุญาตในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมถึง 1 เบ็กเคอเรล

รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรกล่าวว่า “ดังนั้น การสอบสวนในขณะนี้จึงมุ่งเน้นไปที่ประเภทของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการชะล้าง และว่าสารเคมีนั้นสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้รายงานต่อเจ้าหน้าที่หรือไม่”

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวเบอร์นามา รายงานว่า น้ำในแม่น้ำเปรักได้เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอย่างเห็นได้ชัดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่บริเวณสะพานกัมปุง ซูไง ปาปัน ซึ่งอยู่ห่างจาก Kampung Air Ganda ประมาณ 5 กิโลเมตร

โมฮัมหมัด เอซานนี มัต ซัลเลห์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมรัฐเปรัก กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการทำเหมืองแร่ แต่กำลังดำเนินการสืบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเปลี่ยนสีของน้ำในแม่น้ำต่อไป

ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซีย คาดว่า มาเลเซียมีแหล่งแร่หายากประมาณ 16.1 ล้านตัน แต่ยังขาดแคลนเทคโนโลยีในการขุดและแปรรูป โดยมีรายงานว่า รัฐบาลมาเลเซียอยู่ระหว่างหารือกับจีนเรื่องแปรรูปแร่หายาก ส่วนเมื่อเดือนตุลาคมผู้นำมาเลเซียได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เรื่องความร่วมมือด้านแร่หายาก.


ที่มา Malay Mail 

ฟิลิปปินส์ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต “อลิซ กัว” อดีตนายกเทศมนตรีหญิง ค้ามนุษย์-เปิดศูนย์สแกมเมอร์

ฟิลิปปินส์ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต "อลิซ กัว" อดีตนายกเทศมนตรีหญิง ค้ามนุษย์-เปิดศูนย์สแกมเมอร์

20 พ.ย. 2568 12:41 น.

ฟิลิปปินส์ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต “อลิซ กัว” อดีตนายกเทศมนตรีหญิง ค้ามนุษย์-เปิดศูนย์สแกมเมอร์

ศาลฟิลิปปินส์ได้มีคำตัดสินให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต “อลิซ กัว” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบัมบัน ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับให้กับจีน และพวกรวม 4 คน เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารศูนย์สแกมเมอร์ และพาเหยื่อเข้าสู่เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่

อลิซ กัว และผู้ต้องหาอีก 3 คน ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานค้ามนุษย์ เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ ที่ถูกทางการเข้าทลายในเขตเทศบาลเมืองบัมบัน โดยศาลได้สั่งปรับเธอและพวกเป็นเงิน 2 ล้านเปโซ (ประมาณ 1.1 ล้านบาท) ด้วย

คดีของ อลิซ กัว ได้รับความสนใจจากสาธารณชนในฟิลิปปินส์มานานหลายปี หลังจากที่ทางการได้เข้าทลายศูนย์สแกมเมอร์ในเมืองบัมบัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

ในการบุกตรวจค้นครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ได้ให้ความช่วยเหลือชาวฟิลิปปินส์และชาวต่างชาติประมาณ 800 คน ออกจากศูนย์ดังกล่าว โดยเหยื่อหลายคนให้การว่าพวกเขาถูกบังคับให้ดำเนินการหลอกลวงออนไลน์ที่รู้จักกันในชื่อ “Pig Butchering” (การหลอกลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป)

อดีตนายกเทศมนตรีหญิงวัย 35 ปีรายนี้ ถูกจับกุมเมื่อปีที่แล้วหลังจากหลบหนีคดีนานหลายสัปดาห์ แม้ว่าเธอจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเธอจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินนี้หรือไม่ นอกจากคดีค้ามนุษย์นี้แล้ว เธอยังมีคดีความที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีอีก 5 คดี ซึ่งรวมถึงข้อหาฟอกเงิน

อลิซ กัว ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองบัมบันในปี 2565 โดยก่อนหน้านี้เธอเคยถูกมองว่าเป็นผู้นำที่ใส่ใจและเข้าถึงประชาชน แต่ในปี 2024 เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ก็ถูกจับตามองจากทั่วประเทศ เมื่อทางการเปิดโปงศูนย์หลอกลวงขนาดมหึมาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชื่อธุรกิจคาสิโนออนไลน์ (Philippine Online Gaming Operations – Pogo) ซึ่งเป็นธุรกิจที่ให้บริการลูกค้าในจีนแผ่นดินใหญ่ที่การพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

แม้ในตอนแรก กัว จะปฏิเสธว่าไม่มีความรู้เรื่องอาคารสถานที่ดังกล่าว แต่การสอบสวนของวุฒิสภาพบว่าเธอไม่สามารถตรวจพบศูนย์ขนาดประมาณ 50 ไร่ ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสำนักงานของเธอได้อย่างไร

ต่อมามีการเปิดเผยว่า ศูนย์ดังกล่าวซึ่งประกอบด้วยอาคาร 36 หลัง ถูกสร้างขึ้นบนที่ดินที่กัว เคยเป็นเจ้าของมาก่อน นอกจากนี้ การสอบสวนยังพบความไม่สอดคล้องในประวัติส่วนตัวของเธอ โดยพบว่าเธอไม่ได้เกิดในฟิลิปปินส์ตามที่กล่าวอ้าง แต่ได้อพยพมาจากจีนพร้อมครอบครัวเมื่อครั้งเป็นวัยรุ่น และจากการตรวจสอบลายนิ้วมือ พบว่าตรงกับหญิงชาวจีนชื่อ กัว ฮวา ผิง 

หลังจากรายละเอียดต่าง ๆ ถูกเปิดเผยมากขึ้น ทำให้เธอถูกถอดถอนจากตำแหน่ง และหายตัวไปในเดือนกรกฎาคม 2024 ส่งผลให้เกิดปฏิบัติการตามล่าข้ามชาติใน 4 ประเทศ จนกระทั่งเดือนกันยายนปีเดียวกัน เธอถูกจับกุมที่ประเทศอินโดนีเซียและถูกส่งตัวกลับมายังฟิลิปปินส์ โดยหนังสือเดินทางของฟิลิปปินส์ของเธอก็ถูกยกเลิกด้วย

คดีของ อลิซ กัว เกิดขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งระหว่างฟิลิปปินส์และจีนยังคงตึงเครียดเรื่องแนวปะการังในทะเลจีนใต้ โดยในขณะที่คดีนี้เป็นข่าวใหญ่ระดับชาติในฟิลิปปินส์ แต่รัฐบาลจีนยังคงสงวนท่าทีและไม่ได้ออกแถลงการณ์ใด ๆ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นกับเธอ.

ที่มา BBC

อินเดียรวบ “ตัวการใหญ่” เครือข่ายค้าทาสไซเบอร์ข้ามชาติ หลอกเยาวชนไปทำงานในพม่า-กัมพูชา

อินเดียรวบ "ตัวการใหญ่" เครือข่ายค้าทาสไซเบอร์ข้ามชาติ หลอกเยาวชนไปทำงานในพม่า-กัมพูชา

20 พ.ย. 2568 12:13 น.

อินเดียรวบ “ตัวการใหญ่” เครือข่ายค้าทาสไซเบอร์ข้ามชาติ หลอกเยาวชนไปทำงานในพม่า-กัมพูชา

ตำรวจรัฐคุชราตของอินเดียเปิดเผยว่า ได้จับกุมผู้ต้องหาที่เป็นตัวการสำคัญของเครือข่ายค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ที่ถูกเรียกว่า “ค้าทาสไซเบอร์” ซึ่งล่อลวงเยาวชนอินเดียให้เดินทางไปพม่าและกัมพูชา ก่อนถูกยึดหนังสือเดินทาง กักขัง และบังคับทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ของขบวนการไซเบอร์มาเฟียจีน

ผู้ต้องหารายนี้คือ นิลิช หรือ นีล ปุโรหิต ผู้ถูกระบุว่าเป็น “ตัวการ–เอเยนต์หลัก” ที่จัดหาแรงงานให้ศูนย์สแกมเมอร์ในพม่าบริเวณ “เคเคปาร์ก” และในกัมพูชา โดยถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีไปมาเลเซีย เจ้าหน้าที่ระบุว่าทีมสืบสวนของศูนย์ความเป็นเลิศด้านอาชญากรรมไซเบอร์ (CCoE) ใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อติดตามตัว นอกจากนี้ยังจับกุมผู้ร่วมขบวนการอีกสี่ราย รวมถึงซับเอเยนต์ ฮิเตช โสมายา และโซนัล ฟาลดู

ตำรวจได้แจ้งข้อหาค้ามนุษย์และสมคบคิดก่ออาชญากรรมต่อผู้ต้องหาทั้งสี่ราย โดยศาลท้องถิ่นอนุญาตให้ควบคุมตัวนายปุโรฮิตเพื่อสอบสวนเป็นเวลา 14 วัน

แถลงการณ์ของรัฐบาลระบุว่า ปุโรฮิตบริหารเครือข่ายไซเบอร์สเลฟระดับนานาชาติที่มีความเป็นระบบสูง ควบคุมซับเอเยนต์กว่า 126 ราย และติดต่อกับเอเยนต์จากปากีสถานมากกว่า 30 ราย รวมถึงเชื่อมโยงกับฝ่ายบุคคลของบริษัทจีนและต่างชาติร้อยกว่าราย ซึ่งทำหน้าที่จัดส่งผู้คนให้แคมป์หลอกลวงไซเบอร์เหล่านี้

การสอบสวนพบว่าเขาทำข้อตกลงส่งคนออกนอกประเทศมากกว่า 1,000 ราย เพื่อทำงานในขบวนการค้าทาสไซเบอร์ เพียงหนึ่งวันก่อนถูกจับ เขายังเพิ่งส่งชายชาวรัฐปัญจาบไปกัมพูชา นอกจากนี้มีบันทึกว่าเขาเดินทางไปดูไบ ลาว ไทย พม่า และอิหร่านเป็นประจำ

นายปุโรฮิตถูกกล่าวหาว่าจองตั๋วและจัดส่งผู้คนมากกว่า 500 รายจากหลายประเทศ เช่น อินเดีย ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน บังกลาเทศ เนปาล ไนจีเรีย อียิปต์ แคเมอรูน เบนิน และตูนิเซีย ไปยังพม่า กัมพูชา เวียดนาม และไทย ทั้งโดยตรงหรือผ่านดูไบ พร้อมบริหารเส้นทางลำเลียง การเงิน และเครือข่ายข้ามพรมแดนทั้งหมด

รูปแบบการล่อลวงคือเสนอ “งานรายได้ด”” ด้านกรอกข้อมูลบนแพลตฟอร์มอย่าง เทเลแกรม, อินสตาแกรม และเฟซบุ๊ก เมื่อเหยื่อเดินทางถึงจุดหมาย หนังสือเดินทางจะถูกยึด ถูกกักขัง และลักลอบพาข้ามพรมแดนทางแม่น้ำเมยเข้าสู่ศูนย์บัญชาการของมาเฟียจีน เช่น เคเคปาร์ก ในเมืองเมียวดี จากนั้นถูกบังคับให้ทำอาชญากรรมไซเบอร์ ทั้งการฟิชชิง หลอกลงทุนคริปโต แชร์ลูกโซ่ และหลอกลวงผ่านแอปหาคู่ ผู้ที่ขัดขืนมักถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ

รัฐบาลอินเดียระบุว่า นายปุโรฮิตรับค่านายหน้าราว 2,000–4,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน และแบ่งให้ซับเอเยนต์ 30–40% เครือข่ายนี้มีเงินหมุนเวียนมูลค่ามหาศาลผ่านบัญชีม้าหลายบัญชีและกระเป๋าคริปโตอย่างน้อยห้าใบ

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา อินเดียร่วมมือกับรัฐบาลไทยและพม่า พร้อมการสนับสนุนจากกองทัพ ช่วยเหลือพลเมืองอินเดียกลับประเทศแล้วประมาณ 4,000 ราย โดยเหยื่อส่วนใหญ่ให้การระบุตัวปุโรฮิตว่าเป็นเอเยนต์สำคัญของเครือข่ายนี้.

ที่มา The Indian Express

ทูตกัมพูชา ย่องฟ้อง ผอ.ยูเอ็นเจนีวา อ้างทหารไทยรุกล้ำ–ละเมิดสิทธิพลเรือน

ทูตกัมพูชา ย่องฟ้อง ผอ.ยูเอ็นเจนีวา อ้างทหารไทยรุกล้ำ–ละเมิดสิทธิพลเรือน

20 พ.ย. 2568 11:35 น.

ทูตกัมพูชา ย่องฟ้อง ผอ.ยูเอ็นเจนีวา อ้างทหารไทยรุกล้ำ–ละเมิดสิทธิพลเรือน

ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ เข้าพบทาเทียน่า วาโลวายา ผู้อำนวยการใหญ่สหประชาชาติ เจนีวา กล่าวหาสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เกิดจากทหารไทยรุกล้ำ-ละเมิดสิทธิพลเรือน

สำนักข่าวขแมร์ไทสม์กระบอกเสียงของรัฐบาลกัมพูชา เปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตดารา อิน ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติในเจนีวา ได้เข้าพบ นางทาเทียนา วาโลวายา ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานสหประชาชาติประจำกรุงเจนีวา (UNOG) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน เพื่อรายงานสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยทูตดารา อิน ระบุว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังคงเปราะบางอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวอ้างว่ามีการรุกล้ำของทหารไทย, การใช้กำลังข่มขู่พลเรือน, และการปิดล้อมหมู่บ้านบางแห่ง

เขายังระบุว่าไทย ไม่ยอมส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายกลับประเทศ ตามที่เคยให้คำมั่นไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น

ขณะเดียวกันฝ่ายกัมพูชายังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องเหตุระเบิดจากกับระเบิดใหม่ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน โดยยืนยันว่าเป็น กับระเบิดตกค้างจากยุคสงคราม ไม่ใช่การวางกับระเบิดใหม่

ทูตกัมพูชากล่าวว่า ประเทศมีผลงานด้านการกู้ทุ่นระเบิดที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ จึงไม่มีเหตุผลหรือผลประโยชน์ใดที่กัมพูชาจะวางทุ่นระเบิดใหม่ พร้อมระบุว่าข้อกล่าวหานี้ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการระงับข้อตกลงสันติภาพ และเพิ่มความตึงเครียด ไม่เพียงเท่านั้นทูตกัมพูชายังรายงานเหตุร้ายสองกรณีที่เกิดในพื้นที่พิพาท ได้แก่ เหตุยิงเมื่อ 12 พ.ย. โดยอ้างว่าทหารไทยยิงชาวกัมพูชาหนึ่งคนเสียชีวิต และทำให้บาดเจ็บอีกสามคน และเหตุล่วงละเมิดทางเพศเมื่อ 15 พ.ย. โดยกล่าวหาว่าทหารไทย 7 นายข่มขืนแรงงานกัมพูชาข้ามแดน ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

ท้ายที่สุด ทูตกัมพูชาขอให้สหประชาชาติ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนความพยายามแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี.

ที่มา :Khmertimes

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

กองทัพเมียนมา บุกทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ รวบผู้ต้องสงสัย 350 คน บริเวณใกล้ชายแดนไทย

กองทัพเมียนมา บุกทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ รวบผู้ต้องสงสัย 350 คน บริเวณใกล้ชายแดนไทย

20 พ.ย. 2568 10:31 น.

กองทัพเมียนมา บุกทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ รวบผู้ต้องสงสัย 350 คน บริเวณใกล้ชายแดนไทย

กองทัพเมียนมาบุกศูนย์สแกมออนไลน์ริมฝั่งแม่น้ำเมย ตรงข้ามแม่สอด จับผู้ต้องสงสัย 350 ราย หลังยึดพื้นที่จากฝ่ายต่อต้าน พร้อมโยงกลุ่มทุนนักธุรกิจสัญชาติจีน-กัมพูชา ผู้ต้องหาคดีพนันฉ้อโกงออนไลน์

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า กองทัพเมียนมาเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ขนาดใหญ่ โดยได้บุกเข้าตรวจค้นชุมชนชเวก๊กโกพื้นที่คาสิโนและศูนย์สแกมเมอร์ที่ตั้งอยู่ริมชายแดนติดประเทศไทย 

โดยรายงานข่าวที่อ้างอิงจาก The Global New Light of Myanmar ระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวต่างชาติได้รวม 346 คน และยึดโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ได้เกือบ 10,000 เครื่อง ขณะที่กองทัพกล่าวโทษกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านว่าเป็นผู้เปิดพื้นที่ให้ศูนย์สแกมเมอร์ดำเนินกิจการภายใต้การคุ้มครอง แต่ยืนยันว่าการบุกครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสามารถยึดพื้นที่คืนมาได้สำเร็จ

รายงานยังระบุว่า พื้นที่ชเวก๊กโก เชื่อมโยงกับนักธุรกิจเชื้อสายจีน-กัมพูชา ซึ่งถูกจับในไทยเมื่อปี 2565 ก่อนถูกส่งตัวกลับจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อต่อสู้คดีพนันออนไลน์และฉ้อโกงข้ามชาติ โดยทั้งตัวเขาและบริษัทเคยถูกสหรัฐฯ และอังกฤษประกาศคว่ำบาตรมาก่อน

นับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 พื้นที่ชายแดนที่เชื่อมไทย เมียนมา ลาว และกัมพูชา กลายเป็นแหล่งรวมอุตสาหกรรมสแกมออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานของสหประชาชาติชี้ว่า อุตสาหกรรมใต้ดินเหล่านี้ทำรายได้เป็น มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ จากการบังคับใช้แรงงานนับแสนคนในศูนย์สแกมเมอร์ 

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดกำลังอยู่ระหว่างสอบสวน และจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ขณะที่การบุกค้นครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลทหารเมียนมาในการแสดงบทบาทต่อประชาคมโลก ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค.

ที่มา Aljazeera

ภาพ แฟ้มภาพ

สื่อโซเชียลหลักขานรับ เตรียมปิดบัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย ตามกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียมีผล 10 ธ.ค.นี้

สื่อโซเชียลหลักขานรับ เตรียมปิดบัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย ตามกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียมีผล 10 ธ.ค.นี้

20 พ.ย. 2568 10:08 น.

สื่อโซเชียลหลักขานรับ เตรียมปิดบัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย ตามกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียมีผล 10 ธ.ค.นี้

บริษัท Meta เตรียมปิดบัญชีผู้ใช้วัยรุ่นล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2025 เป็นต้นไป ขานรับกฎหมายคุมโซเชียลมีเดียของออสเตรเลียที่ประกาศแบนเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีไม่ให้ใช้โซเชียล

ออสเตรเลียเริ่มเดินหน้าบังคับใช้มาตรการควบคุมโซเชียลมีเดียครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลประกาศแบนเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีไม่ให้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั่วประเทศ ส่งผลให้ Instagram, Facebook และ Threads เตรียมปิดบัญชีผู้ใช้วัยรุ่นล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2025 เป็นต้นไป

โดยบริษัท Meta เจ้าของ Instagram, Facebook และ Threads เปิดเผยว่าได้เริ่มส่ง ข้อความ แจ้งเตือนทางอีเมล และข้อความในแอป ให้ผู้ใช้ที่บริษัทเชื่อว่าอายุ 13–15 ปี ได้ทราบแล้วว่าบัญชีของพวกเขาจะเริ่มถูกปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคมนี้

กฎหมายแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปีของออสเตรเลียจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 10 ธันวาคม ครอบคลุมแพลตฟอร์มสำคัญ เช่น TikTok, YouTube, X (Twitter), Reddit และแพลตฟอร์มอื่นๆ

นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี ระบุว่ากฎหมายนี้เป็นมาตรการระดับโลก ที่มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเป็นเด็ก และปกป้องพวกเขาจากความเสี่ยงบนโลกออนไลน์

โดยตั้งแต่ 4 ธันวาคมเป็นต้นไป เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีจะ ไม่สามารถเปิดบัญชีใหม่บนแพลตฟอร์มของ Meta ได้บริษัทแนะนำให้วัยรุ่นที่ได้รับผลกระทบ ดาวน์โหลดรูป วิดีโอ และข้อความทั้งหมด ก่อนที่บัญชีจะถูกปิดใช้งานถาวร แต่หากผู้ใช้งานเชื่อว่าตนมีอายุถึงเกณฑ์ สามารถอุทธรณ์ได้โดยส่ง วิดีโอเซลฟี เพื่อให้ระบบตรวจสอบอายุด้วยการสแกนใบหน้า และใช้ใบอนุญาตขับขี่ หรือบัตรประชาชนที่ทางการออกให้

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายใหม่ แพลตฟอร์มโซเชียลที่ไม่ดำเนินการคัดกรองอายุผู้ใช้อย่างเหมาะสม อาจถูกปรับสูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1.2 พันล้านบาท

Julie Inman Grant กรรมการ e-Safety ของออสเตรเลีย ระบุว่ากฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องวัยรุ่นจากความกดดันบนโลกโซเชียล ความเสี่ยงจากเนื้อหาอันตราย การติดต่อกับบุคคลแปลกหน้า และปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดจากออนไลน์มากเกินไป

ความเข้มงวดนี้ทำให้แพลตฟอร์มเกมชื่อดัง Roblox รีบปรับนโยบาย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจัดอยู่ในกลุ่มแพลตฟอร์มต้องแบน โดยประกาศว่าผู้ใช้ต่ำกว่า 16 ปีจะไม่สามารถแชตกับผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักได้ พร้อมทดลองระบบตรวจสอบอายุในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเนเธอร์แลนด์ก่อนในเดือนธันวาคม

สำหรับแพลตฟอร์มที่ถูกแบนสำหรับผู้ใช้ต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลีย ได้แก่ Facebook, Instagram, Threads, TikTok, Snapchat, Reddit, Kick, X (Twitter), YouTube

ส่วนแพลตฟอร์มที่ไม่ถูกแบน ได้แก่ Discord, GitHub, Google Classroom, LEGO Play, Messenger, Roblox, Steam / Steam Chat, WhatsApp, YouTube Kids

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แบนโซเชียล

เจ้าหญิงไอโกะ แห่งญี่ปุ่น เสด็จเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ และเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง ของลาว

เจ้าหญิงไอโกะ แห่งญี่ปุ่น เสด็จเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ และเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง ของลาว

20 พ.ย. 2568 10:04 น.

เจ้าหญิงไอโกะ แห่งญี่ปุ่น เสด็จเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ และเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง ของลาว

เจ้าหญิงไอโกะ แห่งญี่ปุ่น เสด็จเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ และเมืองหลวงพระบาง ของลาว เพื่อเยี่ยมชมวัด พิพิธภัณฑ์ รพ.เด็กที่ก่อตั้งโดยองค์กรญี่ปุ่น พร้อมสะท้อนความตระหนักถึงปัญหาระเบิดตกค้างในลาว 

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่น รายงานว่า เจ้าหญิงไอโกะ พระชนม์ 23 พรรษา พระธิดาในสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ จักรพรรดิ์องค์ปัจจุบัน และสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ได้เสด็จเยือนประเทศลาวอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

โดยเจ้าหญิงได้เสด็จเยี่ยมโรงเรียนที่กรุงเวียงจันทน์ โดยชมครูญี่ปุ่นที่ประจำการสอนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้กับนักเรียนลาว และยังเสด็จไปยังศูนย์จัดแสดงเกี่ยวกับวัตถุระเบิดตกค้างจากยุคสงครามเวียดนามในปี 1960-70 รวมถึงชมศูนย์สอนศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น

ผู้ช่วยเสด็จพระราชดำเนินเล่าว่า เจ้าหญิงรู้สึกซาบซึ้งใจเมื่อได้รับภาพวาดพระองค์เองจากตัวแทนโรงเรียน ขณะเดียวกัน เมื่อเสด็จไปยังศูนย์จัดแสดงวัตถุระเบิดตกค้าง ทรงทราบข้อมูลว่า ราว 1 ใน 3 ของพื้นที่ลาวยังคงมีระเบิดตกค้าง เจ้าหญิงจึงตระหนักถึงความรุนแรงและผลกระทบของปัญหานี้ต่อประชาชน

สำหรับในหลวงพระบาง เจ้าหญิงไอโกะมีกำหนดเสด็จเยือน วัดเชียงทอง และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง เพื่อทรงรำลึกถึงร่องรอยประวัติศาสตร์ โดยเส้นทางการเสด็จของเจ้าหญิงจะคล้ายกับพระบิดา สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ เมื่อครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารในระหว่างเสด็จเยือนไลฟ์อย่างเป็นทางการในปี 2555

นอกจากนี้ เจ้าหญิงจะเสด็จไปเยือน โรงพยาบาลเด็ก ที่ก่อตั้งโดยองค์กรไม่แสวงผลกำไรจากญี่ปุ่น เพื่อทรงให้กำลังใจเด็กผู้ป่วยและทีมแพทย์ พร้อมสะท้อนความสัมพันธ์ด้านมนุษยธรรมระหว่างญี่ปุ่นและลาว.

ที่มา NHK

ไฟไหม้ศาลเจ้าเหวินชาง วัดศักดิ์สิทธิ์ในจีน คาดสาเหตุมาจากนักท่องเที่ยวขึ้นไปจุดธูปเทียนไหว้พระ

ไฟไหม้ศาลเจ้าเหวินชาง วัดศักดิ์สิทธิ์ในจีน คาดสาเหตุมาจากนักท่องเที่ยวขึ้นไปจุดธูปเทียนไหว้พระ

20 พ.ย. 2568 09:45 น.

ไฟไหม้ศาลเจ้าเหวินชาง วัดศักดิ์สิทธิ์ในจีน คาดสาเหตุมาจากนักท่องเที่ยวขึ้นไปจุดธูปเทียนไหว้พระ

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรง เผาวอดศาลาเหวินชาง วัดศักดิ์สิทธิ์บนเขาเฟิ่งหวง ในมณฑลเจียงซู หลังนักท่องเที่ยวทำธูปเทียนล้มใส่จุดติดโครงสร้างศาลา 

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ศาลาเหวินชาง ภายในวัดบนภูเขาเฟิ่งหวง เมืองจางเจียกัง มณฑลเจียงซู ของจีน โดยเพลิงลุกไหม้รุนแรงเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังมีรายงานว่านักท่องเที่ยวได้จุดธูปเทียนไหว้พระแล้วเกิดธูปเทียนล้มใส่โครงสร้าง จากนั้นได้เกิดไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า เห็นไฟไหม้ลามบนอาคารสูงสามชั้นจากบริเวณยอดลงมาถึงฐาน ควันดำลอยสูงขึ้นฟ้า พร้อมชิ้นส่วนหลังคาร่วงลงมากลางเสียงแตกกระจาย ทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนต้องรีบอพยพออกจากพื้นที่โดยด่วน

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่า ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต และไฟไม่ได้ลามเข้าเขตป่าใกล้เคียง ขณะเดียวกันทีมสอบสวนเบื้องต้นระบุชัดว่า ต้นเหตุเกิดจากการใช้ธูปเทียนอย่างไม่เหมาะสม ของนักท่องเที่ยวรายหนึ่งที่ขึ้นมาทำบุญบนยอดเขา

ข้อมูลจากทางการระบุว่า ศาลาเหวินชางสร้างเมื่อปี 2552 (ค.ศ. 2009) ด้วยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และไม่ได้เก็บรักษาโบราณวัตถุใดๆ ภายใน เนื่องจากอาคารทั้งหมดในวัดเป็นการก่อสร้างขึ้นใหม่ในยุคปัจจุบัน แม้ประวัติวัดยงชิงที่อยู่ใกล้เคียงจะสืบย้อนไปหลายศตวรรษก็ตาม

ศาลาหลังนี้ได้รับการว่าจ้างก่อสร้างตั้งแต่ปี  2551 ก่อนเสร็จสมบูรณ์ในปีถัดมา และอยู่ในการดูแลของวัดยงชิงเรื่อยมา ทางเจ้าหน้าที่เผยว่า ขณะนี้ยังคงสอบสวนต่อเพื่อลงโทษผู้กระทำผิด พร้อมประกาศเข้มมาตรการป้องกันไฟไหม้ในเขตเทือกเขาเฟิ่งหวง เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอยในอนาคต.