ประเดิมสำรวจ เขตแดน หลัก 42 สระแก้ว “โดรน” ถ่ายภาพมุมสูงพิสูจน์จากระบบไลด้า

ประเดิมสำรวจ เขตแดน หลัก 42 สระแก้ว “โดรน” ถ่ายภาพมุมสูงพิสูจน์จากระบบไลด้า

ประเดิมสำรวจ เขตแดน หลัก 42 สระแก้ว “โดรน” ถ่ายภาพมุมสูงพิสูจน์จากระบบไลด้า

20 พ.ย. 2568 08:41 น.

กองทัพบกนำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศลงพื้นที่ จ.สระแก้ว ติดตามสถานการณ์ ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาและตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว พร้อมสำรวจสภาพความเสียหายจากการยิงยั่วยุของฝ่ายกัมพูชา ด้าน

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

20 พ.ย. 2568 06:13 น.

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพสหรัฐฯ เดินทางถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงครามกับรัสเซีย ท่ามกลางรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ กับรัสเซีย ได้เตรียมแผนสันติภาพฉบับใหม่ไว้แล้ว

เมื่อ 19 พ.ย. 2568 กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) เดินทางถึงประเทศยูเครนแล้ว เพื่อหารือเกี่ยวกับความพยายามในการยุติสงครามกับรัสเซีย โดยทีมงานซึ่งนำโดยนาย แดน ดริสโคลล์ เลขาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ จะพบกับ โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนในวันพฤหัสบดีนี้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ สื่อต่างๆ เริ่มรายงานว่า สหรัฐฯ กับรัสเซีย ได้เตรียมแผนสันติภาพฉบับใหม่ทั้งหมด 28 ข้อ ซึ่งมีข้อตกลงที่ยูเครนจะต้องยอมผ่อนปรนครั้งใหญ่ รวมถึงสละดินแดนและอาวุธบางส่วน แต่ทั้งวอชิงตันและมอสโกยังไม่ได้ยืนยันแผนดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียในเมืองเทอร์โนปิล ทางตะวันตกของยูเครน และมีผู้บาดเจ็บอีกมากกว่า 70 ราย

พันเอกเดวิด บัตเลอร์ โฆษกกองทัพบกสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า เลขาธิการดริสโคลล์และคณะ เดินทางถึงกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อเช้าวันพุธ (19 พ.ย.) เพื่อปฏิบัติภารกิจในนามของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่ของยูเครน และจะมีการหารือเรื่องการยุติสงคราม

นายดริสโคลล์เดินทางมาพร้อมกับพลเอกแรนดี จอร์จ เสนาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ, พลเอกคริส โดนาฮิว ผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ ในยุโรป โดยนายดริสโคลล์และพลเอกจอร์จ เป็นเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสุดของสหรัฐฯ ที่ได้เดินทางเยือนกรุงเคียฟของยูเครน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ยูเครนรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าว ซีบีเอส ว่า การเจรจาในการเดินทางครั้งนี้จะเน้นไปที่สถานการณ์ทางทหารภาคพื้นดิน รวมถึงแผนการหยุดยิงที่เป็นไปได้ด้วย โดยเจ้าหน้าที่ผู้ไม่ขอออกนามรายหนึ่งกล่าวว่า “ประธานาธิบดีเซเลนสกีและทรัมป์ได้ตกลงที่จะหยุดความขัดแย้งตามแนวปะทะที่มีอยู่แล้ว และมีข้อตกลงเกี่ยวกับการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ภูเขาไฟเซเมรูปะทุ อินโดฯ เตือนภัยขั้นสูงสุด อพยพคน 3 หมู่บ้าน (คลิป)

20 พ.ย. 2568 06:02 น.

ภูเขาไฟเซเมรูปะทุ อินโดฯ เตือนภัยขั้นสูงสุด อพยพคน 3 หมู่บ้าน (คลิป)

ภูเขาไฟเซเมรูของอินโดนีเซียปะทุ พ่นเถ้าถ่านขึ้นฟ้า และทำให้ลาวาทะลักไหลไกลหลายกิโลเมตร ทางการต้องอพยพผู้คนจากหมู่บ้านความเสี่ยงสูง 3 แห่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟเซเมรู และเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดบนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เกิดปะทุในวันพุธที่ 19 พ.ย. 2568 ทำให้หลายหมู่บ้านถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่านที่ตกลงมา จนประชาชนต้องอพยพ ขณะที่ทางการยกระดับการเตือนภัยขึ้นสู่ระดับสูงสุด

สำนักงานธรณีวิทยาของอินโดนีเซียระบุในแถลงการณ์ว่า ภูเขาไฟเซเมรูในจังหวัดชวาตะวันออกพ่นกลุ่มควัน, เถ้าถ่านร้อนจัด ขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่า 2 กม. ในขณะที่ส่วนผสมของหิน ลาวา และก๊าซ เคลื่อนตัวลงมาตามความลาดชันของภูเขาเป็นระยะทางกว่า 7 กม. ตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงช่วงค่ำ

สำนักงานธรณีวิทยาระบุว่า การปะทุที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน ทำให้ทางการต้องยกระดับการเตือนภัยของภูเขาไฟถึงสองครั้ง แต่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

นายอับดุล มูฮารี โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้อยู่อาศัยกว่า 300 คนใน 3 หมู่บ้านที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในเขตลูมาจัง (Lumajang) ถูกอพยพไปยังที่พักพิงของรัฐบาล

นายมูฮารีกล่าวอีกว่า ความเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นของภูเขาไฟในช่วงบ่ายวันพุธ ทำให้ทางการต้องขยายพื้นที่อันตรายออกไปเป็น 8 กิโลเมตรจากปล่องภูเขาไฟ ประชาชนได้รับคำแนะนำให้อยู่ห่างจากพื้นที่ตามแนวแม่น้ำ เบซุก โคโบกัน (Besuk Kobokan) ซึ่งเป็นเส้นทางการไหลของลาวา

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งช่วยเหลือผู้คนประมาณ 178 คน ซึ่งติดอยู่ที่จุดเฝ้าระวัง รานู คุมโบโล บริเวณทางลาดด้านเหนือของภูเขาเซเมรู ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,676 เมตร โดยกลุ่มคนดังกล่าวประกอบด้วยนักปีนเขา 137 คน ลูกหาบ 15 คน มัคคุเทศก์ 7 คน และเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยว 6 คน

ทั้งนี้ ภูเขาไฟเซเมรู หรือที่รู้จักกันในชื่อ มาฮาเมรู เกิดการปะทุมาแล้วหลายครั้งในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ 129 แห่งในอินโดนีเซีย ผู้คนนับหมื่นยังคงอาศัยอยู่บนเนินเขาที่อุดมสมบูรณ์ของภูเขาไฟแห่งนี้

การปะทุครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดของภูเขาไฟเซเมรูเกิดขึ้นในเดือน ธันวาคม 2564 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 51 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกไฟไหม้หลายร้อยคน หมู่บ้านต่างๆ ถูกฝังอยู่ใต้ชั้นโคลน ทำให้ต้องอพยพผู้คนกว่า 10,000 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

สหรัฐฯ คอนเฟิร์ม ขายระบบป้องกันทางอากาศ NASAMS ให้ไต้หวัน

สหรัฐฯ คอนเฟิร์ม ขายระบบป้องกันทางอากาศ NASAMS ให้ไต้หวัน

20 พ.ย. 2568 04:05 น.

สหรัฐฯ คอนเฟิร์ม ขายระบบป้องกันทางอากาศ NASAMS ให้ไต้หวัน

ทางการสหรัฐฯ ยืนยัน จะขายระบบมิสไซล์ป้องกันทางอากาศรุ่นใหม่ NASAMS มูลค่า 700 ล้านดอลลาร์ให้แก่ไต้หวัน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในทะเลจีนใต้

เมื่อวันพุธที่ 19 พ.ย. 2568 ทางการสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า พวกเขาตกลงขายระบบขีปนาวุธป้องกันการโจมตีทางอากาศขั้นสูง มูลค่าเกือบ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ไต้หวัน นับเป็นการประกาศแพ็กเกจการขายอาวุธชุดที่ 2 ในรอบ 1 สัปดาห์ และเป็นการยืนยันการสนับสนุนของสหรัฐฯ ที่มอบให้ดินแดนเกาะแห่งนี้

อาวุธล่าสุดที่สหรัฐฯ จะขายให้ไต้หวันคือ ระบบขีปนาวุธภาคพื้นสู่อากาศขั้นสูงแห่งชาติ (NASAMS) ซึ่งเป็นมิสไซล์ป้องกันพิสัยทำการระยะกลาง ผลิตโดยบริษัท RTX โดยในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก มีเพียงออสเตรเลียกับอินโดนีเซียเท่านั้นที่มีอาวุธชนิดนี้อยู่ในกองทัพ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า บริษัท RTX ได้รับสัญญาราคาซื้อคงที่ สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างระบบ NASAMS โดยคาดว่าการผลิตจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2574

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เพิ่งอนุมัติการขายเครื่องบินขับไล่ และชิ้นส่วนอากาศยานอื่นๆ ให้แก่ไต้หวัน ในราคา 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. โดยนี่นับเป็นข้อตกลงการซื้อขายอาวุธให้ไต้หวันครั้งแรกนับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคม ซึ่งสร้างความยินดีให้ไต้หวัน และทำให้จีนไม่พอใจ

ข่าวการขายอาวุธนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตทางการทูตระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้น หลังจากนาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวเมื่อ 7 พ.ย. ว่า ญี่ปุ่นอาจตอบสนองด้วยกำลังทหาร หากจีนโจมตีไต้หวันแล้วทำให้การดำรงอยู่ของพวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ซีอีโอฮุนไดอ้าง สหรัฐฯ ขอโทษ กรณีบุกตรวจค้นโรงงานที่รัฐจอร์เจีย

ซีอีโอฮุนไดอ้าง สหรัฐฯ ขอโทษ กรณีบุกตรวจค้นโรงงานที่รัฐจอร์เจีย

20 พ.ย. 2568 02:18 น.

ซีอีโอฮุนไดอ้าง สหรัฐฯ ขอโทษ กรณีบุกตรวจค้นโรงงานที่รัฐจอร์เจีย

ซีอีโอของบริษัท ฮุนได เปิดเผยว่า ทำเนียบขาวสหรัฐฯ กับผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย โทรศัพท์มาขอโทษเขา ต่อกรณีการบุกตรวจค้นโรงงานในรัฐจอร์เจียเมื่อ 2 เดือนก่อน ซึ่งมีการจับกุมคนงานหลายร้อยราย

เมื่อวันพุธที่ 19 พ.ย. 2568 นายโฮเซ่ มูนญอซ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท ฮุนได เปิดเผยว่า ทำเนียบขาวสหรัฐฯ โทรศัพท์หาเขาเป็นการส่วนตัว เพื่อขอโทษต่อกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบุกตรวจค้นโรงงานของบริษัทฮุนไดในรัฐจอร์เจีย และจับกุมแรงงานไปเป็นจำนวนหลายร้อยคนเมื่อเดือนกันยายน

ในการประชุมผู้นำธุรกิจ “Bloomberg New Economy Forum” ที่สิงคโปร์ นายมูนญอซกล่าวว่า ผู้ว่าการรัฐจอร์เจียก็โทรมาหาเขาเช่นกัน และกล่าวว่า “ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นี่ไม่ใช่อำนาจของรัฐ”

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายน มีการจับกุมคนงานชาวเกาหลีใต้มากกว่า 300 คน ในการบุกตรวจค้นโรงงานแบตเตอรี่ที่ดำเนินการโดยฮุนไดและบริษัทแอลจี (LG) ซึ่งเป็นบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่สัญชาติเกาหลีใต้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับกรุงโซลตึงเครียดขึ้น

ภาพที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์และสื่อต่างๆ แสดงให้เห็นว่า ระหว่างการบุกตรวจค้น คนงานถูกบังคับให้นั่งกับพื้นโรงงานขณะที่เจ้าหน้าที่ใส่กุญแจที่ขาของพวกเขา ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจอย่างหนักในเกาหลีใต้

หลังจากนั้น คนงานถูกกักตัวไว้นานกว่า 1 สัปดาห์ ในขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้จัดการเจรจาเร่งด่วนกับสหรัฐฯ และทำให้คนงานถูกส่งตัวกลับประเทศในเวลาต่อมา

นายมูนญอซอ้างว่า มีคนโทรศัพท์ไปแจ้งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และทำให้ดูเหมือนว่ามีผู้อพยพผิดกฎหมายอยู่ที่โรงงานในรัฐจอร์เจีย ซึ่งไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน

เขากล่าวเสริมว่า การบุกตรวจค้นครั้งนั้น เป็นเรื่องน่าประหลาดใจในทางที่ไม่ดี แต่บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะผลิตสินค้าในสหรัฐฯต่อไป

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาต่อต้านการบุกตรวจค้นดังกล่าวอย่างยิ่ง และว่าสหรัฐฯ มีความเข้าใจร่วมกับประชาคมโลก ถึงความจำเป็นในการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเพื่อตั้งโรงงานเฉพาะทางและฝึกอบรมคนงานท้องถิ่น

อนึ่ง แม้ว่าการบุกตรวจค้นจะเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ แต่ทั้งสองประเทศก็ประกาศในเดือนตุลาคมว่า พวกเขาได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าในวงกว้างแล้ว โดยภายใต้ข้อตกลง ทั้งสองฝ่ายได้ลดภาษีตอบโต้กันจาก 25% เป็น 15% ขณะที่เกาหลีใต้ให้คำมั่นว่าจะลงทุน 3.5 แสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน ดับแล้ว 25 ศพ เจ็บอื้อ

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน ดับแล้ว 25 ศพ เจ็บอื้อ

20 พ.ย. 2568 00:22 น.

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน ดับแล้ว 25 ศพ เจ็บอื้อ

รัสเซียระดมโจมตีเมืองในภาคตะวันตกของยูเครนอย่างรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ และโจมตีภาคพลังงานจนทางการยูเครนต้องประกาศตัดไฟเพิ่มอีก

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 รัสเซียเปิดฉากโจมตีเทอร์โนปิล ทางตะวันตกของยูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธครั้งใหญ่ที่สุด โดยการโจมตีถูกอาคารชุด 2 แห่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 73 ราย ซึ่ง 15 รายในนี้เป็นเด็ก

นี่ถือเป็นการโจมตีพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครนครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของรัสเซีย นับตั้งแต่ที่มอสโกเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบในปี 2565

แคว้นทางตะวันตกอีก 2 แห่ง คือแคว้น ลวิฟ (Lviv) และ อิวาโน-ฟรังคิฟสค์ (Ivano-Frankivsk) ก็ถูกโจมตีเช่นกัน นอกจากนั้น โดรนของรัสเซียยังมุ่งเป้าไปที่สามเขตของเมืองคาร์คิฟ (Kharkiv) ทางตอนเหนือ ทำให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย ภาพถ่ายที่เผยแพร่ทางออนไลน์แสดงให้เห็นอาคารและรถยนต์กำลังถูกไฟลุกไหม้

กองทัพอากาศยูเครนกล่าวว่า พวกเขายิงทำลายโดรนที่รัสเซียส่งเข้ามาได้ 442 ลำ จาก 476 ลำ และทำลายขีปนาวุธได้ 41 ลูก จาก 48 ลูกที่ถูกยิงเข้ามา

ทั้งนี้ เมืองเทอร์โนปิล ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับชายแดนโปแลนด์มากกว่ากรุงเคียฟ ถูกรัสเซียโจมตีไม่บ่อยนักนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นภาพอาคารชุดหนึ่งในสองแห่งได้ถล่มลงมาอย่างสิ้นเชิง ส่วนนายอีฮอร์ คลีเมนโก รัฐมนตรีมหาดไทยกล่าวว่าอาคารถูกทำลายระหว่างชั้นที่สามถึงชั้นที่เก้า

นายเซเลนสกีกล่าวว่า การโจมตีทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง และมีรายงานว่ามีผู้ประสบเหตุจำนวนมากติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ควันไฟพวยพุ่งออกมาจากหน้าต่าง และมีกองไฟเล็ก ๆ ลุกไหม้อยู่นอกอาคารชุด

อีกด้านหนึ่ง รัสเซียยังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยภาคพลังงานในแคว้นอิวาโน-ฟรังคิฟสค์ (Ivano-Frankivsk) ถูกโจมตี ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 2 ราย

รัสเซียระดมโจมตีภาคพลังงานของยูเครนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา และยกระดับการโจมตีขึ้นอีกเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ส่งผลให้ทางการยูเครนต้องตัดไฟบางพื้นที่เพื่อแบ่งสันปันส่วนการใช้ไฟฟ้า และหลังจากการโจมตีครั้งล่าสุด กระทรวงพลังงานก็ประกาศตัดกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมทั่วประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือข้ามฟากเกาหลีใต้ เกยตื้นนอกชายฝั่ง อพยพผู้โดยสารยกลำ 246 คน

เรือข้ามฟากเกาหลีใต้ เกยตื้นนอกชายฝั่ง อพยพผู้โดยสารยกลำ 246 คน

19 พ.ย. 2568 23:07 น.

เรือข้ามฟากเกาหลีใต้ เกยตื้นนอกชายฝั่ง อพยพผู้โดยสารยกลำ 246 คน

เรือข้ามฟากขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้เกยตื้นใกล้ชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ทำให้ต้องอพยพลูกเรือทั้งหมด โดยพบผู้ได้รับบาดเจ็บด้วย 5 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือข้ามฟากของประเทศเกาหลีใต้ชื่อว่า “ควีน เจนูเวีย 2” (Queen Jenuvia 2) ประสบเหตุแล่นไปติดอยู่บนแนวปะการังและไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ บริเวณนอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้ต้องอพยพผู้โดยสารบนเรือทั้งหมด 246 คน

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้กับเกาะจางซาน ในเขตซินัน เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ 19 พ.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น โดยเรือเกยตื้นบนโขดหินใกล้กับเกาะจ็อกโดซึ่งเป็นเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ ซึ่งข่าวล่าสุดระบุว่า ผู้โดยสารทุกคนได้รับการอพยพอย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนตัวเรือยังไม่มีความเสี่ยงที่จะจมหรือพลิกคว่ำแต่อย่างใด

สื่อท้องถิ่นรายงานด้วยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 รายจากแรงกระแทกขณะเกิดการเกยตื้น ขณะที่ลูกเรือบางคนจากทั้งหมด 21 คนยังคงอยู่บนเรือ เพื่อคอยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ยามฝั่ง

นาย คิม มิน-ซ็อก นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ออกคำสั่งให้ระดมเรือที่ออกปฏิบัติการได้ทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือเรือเฟอร์รี่ลำดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่ง วางแผนที่จะลากเรือลำดังกล่าวเข้าฝั่งในช่วงน้ำขึ้น

ทั้งนี้ เรือ ควีน เจนูเวีย 2 ขนาด 26,000 ตันลำนี้ กำลังเดินทางไปยังเมืองท่ามกโพ (Mokpo) หลังออกเดินทางจากเกาะเจจู พร้อมกับผู้โดยสาร 246 คน และลูกเรือ 21 คน

จุดเกิดเหตุเกยตื้นอยู่ใกล้กับจุดที่เรือข้ามฟาก “เซวอน” ล่มในปี 2557 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนที่กำลังเดินทางไปทัศนศึกษา และซากเรือเซวอนที่ถูกกู้ขึ้นมาในอีก 3 ปีให้หลัง ก็ถูกลากไปยังเมืองมกโพเช่นเดียวกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นเตรียมอนุมัติเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

ญี่ปุ่นเตรียมอนุมัติเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

19 พ.ย. 2568 16:40 น.

ญี่ปุ่นเตรียมอนุมัติเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นรายงานว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนีงาตะเตรียมประกาศอนุมัติการเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ–คาริวา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อย่างเร็วสุดภายในสัปดาห์นี้ ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายต่อความพยายามของบริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ (เทปโก) ในการนำโรงไฟฟ้าที่ปิดมาตั้งแต่หลังภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะเมื่อกว่า 10 ปีก่อน กลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง

รายงานของสำนักข่าวเกียวโดระบุว่า ผู้ว่าฯ ฮิเดโยะ ฮานาซูมิ จะประกาศเห็นชอบให้เดินเครื่องบางส่วนเร็วที่สุดในวันศุกร์นี้ (21 พ.ย.) โดยเขาจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาจังหวัดในสมัยประชุมที่เริ่มวันที่ 2 ธันวาคม หากสภาให้การรับรอง ผู้ว่าฯ จะตอบรับคำร้องจากรัฐบาลกลางเพื่ออนุมัติการเดินเครื่อง

เทปโกมีแผนเดินเครื่องหน่วยผลิตไฟฟ้าหมายเลข 6 และ 7 ซึ่งเป็นหน่วยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโรงไฟฟ้า รวมกำลังผลิต 2,710 เมกะวัตต์ และอาจพิจารณาปลดระวางอีก 5 หน่วยที่เหลือ โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ–คาริวามีกำลังผลิตรวม 8,212 เมกะวัตต์ โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เทปโกเพิ่งเสร็จสิ้นการตรวจสอบระบบของเครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 6 หลังการบรรจุเชื้อเพลิง และยืนยันว่าระบบหลักพร้อมสำหรับการเดินเครื่อง

บริษัทได้ให้คำมั่นสนับสนุนเงิน 100,000 ล้านเยนแก่ชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างการยอมรับสำหรับการเดินเครื่องใหม่ หลังเผชิญเสียงคัดค้านในพื้นที่มาอย่างยาวนาน การอนุมัติครั้งนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งสนับสนุนการรีสตาร์ตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

การฟื้นฟูการเดินเครื่องบางส่วนของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้นำเข้าอันดับสองของโลกหลังจีน และเป็นหนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลต้องการเพื่อบรรเทาค่าครองชีพ

ตั้งแต่มีการใช้กฎความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นหลังเหตุฟูกุชิมะ ญี่ปุ่นได้กลับมาเดินเครื่องเครื่องปฏิกรณ์แล้ว 14 เครื่อง โดยปัจจุบันมี 11 เครื่องเดินเครื่องอยู่ รวมกำลังผลิต 10,647 เมกะวัตต์ จากเดิมที่เคยมีเครื่องปฏิกรณ์ในระบบ 54 เครื่องก่อนเกิดภัยพิบัติ

นักวิเคราะห์ของ Kpler ระบุว่าหากเครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 6 เดินเครื่องได้ภายในต้นปีหน้า ความต้องการ LNG ของญี่ปุ่นในปี 2025 อาจลดลงถึง 1 ล้านตัน และอาจทำให้ประมาณการความต้องการปี 2026 ลดลงจาก 63 ล้านตันเหลือราว 62 ล้านตัน

เทปโกซึ่งต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนมากจากเหตุหลอมละลายของเครื่องปฏิกรณ์ในปี 2011 ระบุว่า การเดินเครื่องปฏิกรณ์หนึ่งเครื่องที่โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ–คาริวา จะช่วยเพิ่มกำไรสุทธิประจำปีของบริษัทได้ราว 100,000 ล้านเยน.

ที่มา Reuters

จีนเตรียมระงับนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นอีกครั้ง ท่ามกลางข้อพิพาทร้อนแรงเรื่องไต้หวัน

จีนเตรียมระงับนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นอีกครั้ง ท่ามกลางข้อพิพาทร้อนแรงเรื่องไต้หวัน

19 พ.ย. 2568 13:17 น.

จีนเตรียมระงับนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นอีกครั้ง ท่ามกลางข้อพิพาทร้อนแรงเรื่องไต้หวัน

สื่อในญี่ปุ่นรายงานว่า รัฐบาลจีนเตรียมประกาศระงับการนำเข้าอาหารทะเลจากประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูตที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับไต้หวัน โดยคาดว่าข้อพิพาทดังกล่าวจะยืดเยื้อออกไป

รายงานข่าวดังกล่าวของสื่อญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงเอ็นเอชเค หรือบรรษัทกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งญี่ปุ่น อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ

การประกาศระงับครั้งนี้ถือเป็นการกลับไปใช้มาตรการเดิมที่เคยบังคับใช้เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 สืบเนื่องจากการที่ญี่ปุ่นปล่อยน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ โดยก่อนหน้านี้ทั้งญี่ปุ่นและจีนได้ตกลงที่จะผ่อนคลายมาตรการเหล่านี้ และญี่ปุ่นเพิ่งยืนยันการส่งออกอาหารทะเลชุดแรกไปยังจีนเมื่อไม่ถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ความตึงเครียดครั้งล่าสุดปะทุขึ้นจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ระบุว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหารภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เช่น หากจีนปิดล้อมทางทะเลรอบเกาะไต้หวัน ซึ่งคำกล่าวนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่จีน และได้เรียกร้องให้ญี่ปุ่นถอนคำพูดดังกล่าว

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นายมิโนรุ คิฮาระ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ย้ำว่าญี่ปุ่น “ยังคงเปิดรับรูปแบบการมีส่วนร่วมที่หลากหลาย” กับจีน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดทางเลือกที่เฉพาะเจาะจง

การประกาศห้ามนำเข้าอาหารทะเลมีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่ นาย หลิว จินซง อธิบดีกรมกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า เขา “ไม่พอใจ” กับผลการประชุมกับ นายมาซาอากิ คานาอิ อธิบดีกรมกิจการเอเชียและโอเชียเนีย กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น

จากการเปิดเผยของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น การประชุมดังกล่าวเป็นการย้ำจุดยืนเดิม โดยฝ่ายจีนยังคงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทาคาอิชิถอนคำพูด และให้คำมั่นว่าจะคงมาตรการตอบโต้ที่ดำเนินการไว้ ซึ่งรวมถึงการเตือนพลเมืองไม่ให้เดินทางไปญี่ปุ่น และนักเรียนไม่ให้ไปศึกษาต่อในประเทศ

ความขัดแย้งนี้ยังได้ลามไปยังภาคส่วนอื่น ๆ เช่น บริษัทบันเทิงชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง โยชิโมโตะ โคเกียว (Yoshimoto Kogyo) ได้ออกแถลงการณ์ยกเลิกการแสดงในเทศกาลเซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชันแนล คอมเมดี้ เนื่องจาก “สถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

จีนยืนกรานในจุดยืนของตน โดยสื่อของรัฐบาลจีนได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่า ความพยายามทางการทูตหรือคำอธิบายใด ๆ จากญี่ปุ่นจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เว้นแต่ นางทาคาอิจิจะถอนคำพูดของเธอ พร้อมทั้งส่งสัญญาณถึงมาตรการเพิ่มเติม ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ความได้เปรียบทางด้านห่วงโซ่อุปทานที่จีนครองอยู่ เช่น แร่หายาก หากความตึงเครียดบานปลาย

จีนถือว่าไต้หวันเป็น “แก่นของประเด็นหลักทั้งหมด” และได้ให้คำมั่นว่าจะนำเกาะที่มีประชากร 23 ล้านคนนี้มาอยู่ภายใต้การควบคุม ไม่ว่าจะด้วยกำลังหรือไม่ก็ตาม

ด้านนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซึ่งเป็นสายเหยี่ยวต่อจีน ได้ลดโทนคำพูดอย่างรวดเร็ว โดยอ้างว่าเธอไม่ได้ตั้งใจที่จะขัดแย้งกับจุดยืนของรัฐบาลชุดก่อน ๆ และให้คำมั่นว่าจะไม่นำประเด็นนี้มากล่าวซ้ำในรัฐสภาอีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม การถอนคำพูดดังกล่าวอาจสร้างแบบอย่างที่ไม่พึงประสงค์ให้กับญี่ปุ่น และอาจจำกัดทางเลือกในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวันได้

นอกจากมาตรการห้ามนำเข้าอาหารทะเลแล้ว จีนยังพยายามควบคุมทิศทางของข้อพิพาท โดยมีการเผยแพร่เนื้อหาอย่างเต็มที่ผ่านสื่อของรัฐที่พยายามวาดภาพว่าญี่ปุ่นเป็นฝ่ายสร้างปัญหา และจงใจที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่แต่เพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงลัทธิทหารของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองกับการกระทำในปัจจุบัน

ในความพยายามควบคุมเนื้อหา ล่าสุดสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลจีนได้เผยแพร่ภาพนายคานาอิ และ นายหลิว หลังการประชุมทันที โดยแสดงภาพนายหลิวที่ดูเคร่งขรึมและเอามือล้วงกระเป๋า ทำท่าทางเหมือนกำลังสั่งสอนนายคานาอิ ซึ่งก้มหน้าลงฟังล่ามที่ยืนอยู่ระหว่างพวกเขา

เมื่อถูกถามว่าเหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ “แคมเปญโฆษณาชวนเชื่อ” ของรัฐบาลจีนหรือไม่ นายคิฮาระกล่าวในการแถลงข่าวว่า ญี่ปุ่นได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นพูดคุยกับจีนแล้ว โดยระบุว่า การจัดการสื่อเกิดขึ้นโดย “ไม่มีการประสานงานที่เหมาะสมกับฝ่ายญี่ปุ่น” เนื่องจากตามปกติแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจีนมักไม่อนุญาตให้มีการถ่ายทำเจ้าหน้าที่ภายในอาคารทันทีหลังจากการเจรจาเสร็จสิ้น.

ที่มา JAPAN TIMES

ดาราฟิลิปปินส์โดนวิจารณ์หนัก หลังถ่ายพรีเวดดิ้ง “นั่งบนตู้กดอัตโนมัติ” ในญี่ปุ่น

ดาราฟิลิปปินส์โดนวิจารณ์หนัก หลังถ่ายพรีเวดดิ้ง "นั่งบนตู้กดอัตโนมัติ" ในญี่ปุ่น

19 พ.ย. 2568 12:41 น.

ดาราฟิลิปปินส์โดนวิจารณ์หนัก หลังถ่ายพรีเวดดิ้ง “นั่งบนตู้กดอัตโนมัติ” ในญี่ปุ่น

นักแสดงตลกชาวฟิลิปปินส์ คิราย เซลิส (Kiray Celis) กำลังเผชิญเสียงวิจารณ์จากชาวฟิลิปปินส์ที่อาศัยในญี่ปุ่น หลังโพสต์ภาพพรีเวดดิ้งที่ถ่ายในย่านโดทงโบริ นครโอซากา ซึ่งหนึ่งในภาพที่ถูกลบไปแล้วปรากฏว่าเธอนั่งอยู่บนตู้กดน้ำอัตโนมัติ ทำให้บางคนมองว่าเป็นการไม่เคารพกฎระเบียบและทรัพย์สินสาธารณะของญี่ปุ่น

ภาพดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเซตภาพพรีเวดดิ้งกับคู่หมั้น สเตฟาน เอสโทเปีย (Stephan Estopia) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน และถ่ายโดยทีม Metrophoto หลังเผยแพร่ได้ไม่นาน ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก โดยเฉพาะชาวฟิลิปปินส์ในญี่ปุ่น ออกมาแสดงความไม่พอใจ

ชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานในญี่ปุ่นรายหนึ่งแสดงความเห็นอย่างดุดันว่า “ไม่ใช่ว่าคุณเป็นดารา เป็นคนรวย แล้วคุณจะมีสิทธิ์ที่จะดูถูกสถานที่ที่คุณไปเยือน คุณเป็นเพียงผู้มาเยือน สิ่งสำคัญที่สุดที่นี่คือการเคารพวัฒนธรรมและชาวญี่ปุ่น”

ชาวฟิลิปปินส์รายเดิมเสริมว่า “นี่คือเหตุผลที่ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากไม่พอใจชาวต่างชาติ (ไกจิน) และทำให้พวกเราที่ทำงานอย่างสงบเรียบร้อยในญี่ปุ่นต้องเดือดร้อนไปด้วย คุณนำพฤติกรรมแบบนี้มาถึงญี่ปุ่น มันน่าละอายมาก”

ชาวฟิลิปปินส์อีกรายที่อาศัยและทำงานในญี่ปุ่นมาหลายปีระบุว่า “ปัญหาเกี่ยวกับการต่อต้านชาวต่างชาติจำนวนมากสามารถหลีกเลี่ยงได้ เพียงแค่ทุกคนแสดงความเคารพต่อกฎระเบียบ วัฒนธรรม และค่านิยมของญี่ปุ่น เมื่อเราแสดงความมีวินัย ความถ่อมตน และความกตัญญู เราจะไม่เพียงได้รับความเคารพเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความชื่นชมอีกด้วย ดังนั้นจงมุ่งมั่นที่จะเป็นแขกที่น่าเคารพ เพื่อนบ้านที่ดี และเป็นตัวแทนที่มีเกียรติของประเทศเรา”

หลังดราม่าขยายวง เซลิสออกมาชี้แจงว่าเธอและคู่หมั้นได้รับอนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่นในญี่ปุ่นสำหรับการถ่ายทำพรีเวดดิ้งทั้งหมด รวมถึงภาพที่เป็นประเด็นด้วย เธอกล่าวระหว่างการออกงานเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนว่า “เราได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ไม่มีใครเดือดร้อน และตอนถ่ายทำก็ไม่มีใครโกรธหรือว่าเราเลย ขออภัยชาวฟิลิปปินส์ และชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานในญี่ปุ่นทุกคน แต่ไม่ต้องโกรธกันแล้ว”

นักแสดงรายนี้ยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญ และหากย้อนทำใหม่ได้ เธอจะคิดให้รอบคอบกว่านี้ “ฉันคิดมาตลอดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก ๆ สำหรับตัวเองและเพื่อน ๆ แต่สำหรับบางคนมันเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ขออภัยอย่างมาก และสัญญาว่าจะไม่ทำให้ใครรู้สึกไม่สบายใจอีก เพราะนี่เป็นเรื่องของความรัก และฉันรักทุกคน”

ดราม่าดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียงในหมู่ชาวฟิลิปปินส์ในญี่ปุ่น โดยหลายคนมองว่าเป็นกรณีที่สะท้อนความอ่อนไหวด้านวัฒนธรรมและการเป็นผู้มาเยือนที่ต้องรักษากฎระเบียบในต่างประเทศ.

ที่มา INQUIRER.net / Interaksyon