ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 23 ปี อดีตนายกฯ “ฮัน ด๊อกซู” ฐานร่วมกบฏ-หนุน “ยุน ซอกยอล” ประกาศกฎอัยการศึก

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 23 ปี อดีตนายกฯ "ฮัน ด๊อกซู" ฐานร่วมกบฏ-หนุน "ยุน ซอกยอล" ประกาศกฎอัยการศึก

21 ม.ค. 2569 14:40 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 23 ปี อดีตนายกฯ “ฮัน ด๊อกซู” ฐานร่วมกบฏ-หนุน “ยุน ซอกยอล” ประกาศกฎอัยการศึก

ศาลแขวงกลางกรุงโซลมีคำพิพากษาให้จำคุก นายฮัน ด็อกซู อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 23 ปี ในข้อหามีส่วนสำคัญในการก่อกบฏ เพื่อสนับสนุนความพยายามที่ล้มเหลวของอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล ในการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024

อัยการพิเศษ โช อึน-ซุก เคยขอให้ศาลลงโทษจำคุก 15 ปี โดยให้เหตุผลว่า นายฮันให้การสนับสนุนการกระทำทั้งก่อนและหลังการประกาศกฎอัยการศึก ทั้งที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องยับยั้งการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของประธานาธิบดี

ศาลระบุว่า นายฮันมีความผิดฐานปลอมแปลงและลงนามในคำสั่งประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2024 ซึ่งเป็นเวลา 3 วันหลังการประกาศจริง เพื่อพยายามทำให้การกระทำดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายย้อนหลัง นอกจากนี้ อัยการยังชี้ว่าเขาได้สั่งทำลายเอกสารดังกล่าวในภายหลัง และให้การเท็จระหว่างการไต่สวนถอดถอนประธานาธิบดียุน โดยอ้างว่าไม่ทราบเรื่องคำสั่งดังกล่าว

ตลอดกระบวนการสอบสวนและการพิจารณาคดี นายฮันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันว่าไม่เคยรับรู้แผนการประกาศกฎอัยการศึกล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะชี้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมโดยตรง

คำพิพากษาครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่อดีตสมาชิกคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลยุนถูกตัดสินโทษจากวิกฤตกฎอัยการศึกปี 2024 และเป็นการวินิจฉัยทางศาลครั้งแรกที่รับรองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย “การกบฏ”

ศาลระบุในคำวินิจฉัยว่า การประกาศกฎอัยการศึกดังกล่าวไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนด และเป็นการระงับสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงการทำหน้าที่ของรัฐสภา ระบบพรรคการเมือง และเสรีภาพของสื่อมวลชนและการชุมนุม อีกทั้งยังมีการใช้กำลังทหารและตำรวจเข้าควบคุมรัฐสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ ซึ่งถือว่าร้ายแรงเพียงพอที่จะบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยในบางส่วนของประเทศ

ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 87 การกบฏหมายถึงการใช้ความรุนแรงหรือการจลาจลเพื่อโค่นล้มอำนาจรัฐหรือบ่อนทำลายระเบียบรัฐธรรมนูญทั้งหมดหรือบางส่วนของประเทศ คำพิพากษานี้คาดว่าจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญก่อนการตัดสินคดีของอดีตประธานาธิบดียุน ซึ่งมีกำหนดรับฟังคำพิพากษาในข้อหานำการกบฏในวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้.

ที่มา The Korea Herald

“มาครง” ฟาดกลับ “ทรัมป์” ลั่นยุโรปไม่ก้มหัวให้คนพาล ปมขู่รีดภาษีแลก “กรีนแลนด์”

"มาครง" ฟาดกลับ "ทรัมป์" ลั่นยุโรปไม่ก้มหัวให้คนพาล ปมขู่รีดภาษีแลก "กรีนแลนด์"

21 ม.ค. 2569 13:09 น.

“มาครง” ฟาดกลับ “ทรัมป์” ลั่นยุโรปไม่ก้มหัวให้คนพาล ปมขู่รีดภาษีแลก “กรีนแลนด์”

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เปิดฉากถล่มโดนัลด์ ทรัมป์ กลางเวทีประชุมดาวอส ยันยุโรปจะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างหรือถูกข่มขู่ด้วยสงครามการค้า หลังผู้นำสหรัฐฯ ขู่รีดภาษีไวน์-แชมเปญ 200% หากไม่ยอมยกเกาะกรีนแลนด์ให้ พร้อมเตรียมเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ตอบโต้กลับทันควัน

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ใช้เวทีการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ตอกกลับนโยบายของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรง โดยประกาศชัดเจนว่ายุโรปจะไม่ยอมจำนนต่อ “คนพาล” หรือการใช้อำนาจนิยมบีบบังคับ

มาครงซึ่งปรากฏตัวในชุดสูทพร้อมสวมแว่นกันแดดทรงนักบิน โดยทำเนียบประธานาธิบดีระบุว่าเพื่อป้องกันดวงตาจากอาการเส้นเลือดฝอยในตาแตก ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่ดุดันว่า ฝรั่งเศสและยุโรปจะไม่ยอมรับ “กฎของผู้แข็งแกร่ง” อย่างนิ่งเฉย เพราะนั่นหมายถึงการยอมตัวเป็น “ประเทศราช” 

“เราชื่นชอบการให้เกียรติกันมากกว่าการระราน และเราเลือกหลักนิติธรรมมากกว่าความป่าเถื่อน” มาครงกล่าวท่ามกลางกระแสกดดันจากสหรัฐฯ ที่ขู่จะเก็บภาษีสินค้ายุโรปขนานใหญ่ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ หากเดนมาร์กและพันธมิตรยุโรปไม่ยอมรับข้อเสนอขายเกาะกรีนแลนด์ให้แก่สหรัฐฯ

ความสัมพันธ์ของสองผู้นำพังทลายลงหลังจากทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีไวน์และแชมเปญจากฝรั่งเศสสูงถึง 200% เพื่อบีบให้มาครงยอมเข้าร่วม “คณะกรรมการแห่งสันติภาพ” (Board of Peace) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศใหม่ที่ทรัมป์ต้องการเป็นผู้นำ

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังทำผิดธรรมเนียมการทูตอย่างร้ายแรงด้วยการนำภาพบันทึกหน้าจอ ข้อความส่วนตัวที่คุยกับมาครงมาเผยแพร่บน ทรูธโซเชียล โดยในข้อความนั้นมาครงระบุว่า “ผมไม่เข้าใจว่าคุณกำลังทำอะไรกับกรีนแลนด์” ซึ่งคนใกล้ชิดของมาครงยืนยันว่าข้อความดังกล่าวเป็นของจริง

ด้านผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) เตรียมจัดประชุมฉุกเฉินที่กรุงบรัสเซลส์ในวันพฤหัสบดีนี้ (22 ม.ค.) เพื่อหารือเรื่องกรีนแลนด์และมาตรการตอบโต้ โดยมีประเด็นสำคัญ เช่น มาตรการภาษี ด้วยการเตรียมจัดเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 9.3 หมื่นล้านยูโร ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์

นายมาครงผลักดันให้ใช้เครื่องมือ “ต่อต้านการบีบบังคับ” ซึ่งจะจำกัดการเข้าถึงการประมูลงานรัฐของบริษัทสหรัฐฯ และจำกัดการค้าบริการของแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต่างๆ

นายมาครงยืนยันว่าจะเดินทางออกจากดาวอสในเย็นวันพุธตามกำหนดเดิม และจะไม่มีการขยายเวลาเพื่อรอพบกับทรัมป์ที่จะเดินทางมาถึงในวันพุธ “ผมไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตารางเวลาของผม”

คนใกล้ชิดของผู้นำฝรั่งเศสมองว่า การที่ทรัมป์พุ่งเป้าโจมตีมาครงเป็นพิเศษนั้น เป็นเพราะมาครงกลายเป็นผู้นำในการ “ต่อต้าน” เพื่อรักษาหลักการประชาธิปไตยและอธิปไตยเหนือดินแดนของยุโรป ซึ่งทำให้นโยบายยึดครองกรีนแลนด์ของทรัมป์ต้องเผชิญกับทางตัน.

ที่มา Reuters

“แอร์ฟอร์ซวัน” ขัดข้อง “ทรัมป์” ต้องบินกลับ ก่อนเปลี่ยนเครื่องมุ่งหน้าประชุมดาวอส

"แอร์ฟอร์ซวัน" ขัดข้อง "ทรัมป์" ต้องบินกลับ ก่อนเปลี่ยนเครื่องมุ่งหน้าประชุมดาวอส

21 ม.ค. 2569 12:43 น.

“แอร์ฟอร์ซวัน” ขัดข้อง “ทรัมป์” ต้องบินกลับ ก่อนเปลี่ยนเครื่องมุ่งหน้าประชุมดาวอส

เครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกิดปัญหาระบบไฟฟ้าขัดข้องเล็กน้อยหลังทะยานขึ้นเพียงไม่นาน ทำเนียบขาวสั่งเดินทางกลับเพื่อความปลอดภัย ก่อนให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ย้ายไปใช้เครื่องสำรองเดินทางไปประชุมสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum ที่เมืองดาวอส

ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า เครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ที่นำประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินทางไปยังสวิตเซอร์แลนด์ ต้องบินกลับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา หลังตรวจพบ “ปัญหาระบบไฟฟ้าเล็กน้อย” ไม่นานหลังออกเดินทาง 

คาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว แถลงว่าการตัดสินใจบินกลับฐานทัพอากาศแอนดรูว์สในครั้งนี้เป็นไปเพื่อ “ความปลอดภัยสูงสุด” หลังจากลูกเรือตรวจพบข้อผิดพลาดด้านเทคนิคเพียงไม่นานหลังออกเดินทาง โดยนักข่าวที่ร่วมเดินทางไปกับเครื่องบินระบุว่า เห็นไฟในห้องโดยสารของสื่อมวลชนกระพริบดับลงชั่วขณะหลังจากเครื่องขึ้นบิน

เมื่อลงจอดอย่างปลอดภัย ประธานาธิบดีทรัมป์และคณะผู้ติดตาม ซึ่งรวมถึง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และ ซูซี ไวล์ส หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว ได้ย้ายไปขึ้นเครื่องบินลำที่สองเพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองดาวอส เพื่อร่วมประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum)

เหตุการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำถึงสภาพของเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันรุ่นปัจจุบันที่มีอายุการใช้งานเกือบ 40 ปี ขณะที่เครื่องบินลำใหม่จากโบอิ้ง ยังคงประสบปัญหาล่าช้าในการส่งมอบ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือเครื่องบินโบอิ้ง 747-8 สุดหรูที่ราชวงศ์กาตาร์มอบให้ทรัมป์เมื่อปี 2025 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยของสหรัฐฯ โดยในระหว่างเกิดเหตุขัดข้อง ลีวิตต์ได้กล่าวติดตลกกับนักข่าวว่า เครื่องบินจากกาตาร์ดูลำนั้นดูจะเป็นทางเลือกที่ “ฟังดูดีกว่ามาก” ในวินาทีนี้

ความล่าช้าในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทรัมป์กำลังเผชิญหน้ากับยุโรป โดยเขามีแผนจะกดดันประเทศในยุโรปด้วยมาตรการภาษีศุลกากรเกี่ยวกับประเด็น “กรีนแลนด์” ที่เขายังคงมุ่งมั่นจะเข้าครอบครอง โดยก่อนออกเดินทางทรัมป์ได้กล่าวทิ้งท้ายกับสื่อว่า “การประชุมดาวอสปีนี้จะน่าสนใจมาก” และเมื่อถูกถามถึงแผนการยึดครองกรีนแลนด์ เขาตอบเพียงสั้นๆ ว่า “เดี๋ยวคุณก็รู้เอง”

แม้เครื่องบินประจำตำแหน่งจะได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีเยี่ยม แต่ช่วงปีที่ผ่านมากลับพบปัญหาทางเทคนิคกับเครื่องบินของคณะรัฐบาลบ่อยครั้ง เช่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เครื่องบินของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ  ต้องบินกลับกรุงวอชิงตันเนื่องจากปัญหาเครื่องยนต์ ส่วนเมื่อเดือนตุลาคม 2025 เครื่องบินของพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ต้องลงจอดฉุกเฉินในอังกฤษเพราะกระจกหน้าแตกร้าว ส่วนเมื่อปี 2006 เครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช เคยขัดข้องที่นครโฮจิมินห์ จนต้องเปลี่ยนเครื่องสำรองมาแล้วเช่นกัน.

ที่มา The Guardian

NHK ร่วมงาน Thai International Travel Fair ชวนสัมผัสญี่ปุ่นแท้ พร้อมกิจกรรมเอาใจคนรักญี่ปุ่น

NHK ร่วมงาน Thai International Travel Fair ชวนสัมผัสญี่ปุ่นแท้ พร้อมกิจกรรมเอาใจคนรักญี่ปุ่น

21 ม.ค. 2569 12:35 น.

NHK ร่วมงาน Thai International Travel Fair ชวนสัมผัสญี่ปุ่นแท้ พร้อมกิจกรรมเอาใจคนรักญี่ปุ่น

NHK WORLD-JAPAN ของญี่ปุ่น เตรียมยกประสบการณ์ “ญี่ปุ่นแท้” มาสู่ประเทศไทย ในงาน Thai International Travel Fair ครั้งที่ 31 ระหว่างวันที่ 22–25 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

NHK WORLD-JAPAN บริการสื่อระดับนานาชาติของสถานีโทรทัศน์ NHK ประเทศญี่ปุ่น นำประสบการณ์ญี่ปุ่นแท้ๆ มาสู่ประเทศไทยอีกครั้ง ในงาน Thai International Travel Fair ครั้งที่ 31 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริเวณ LG Exhibition Hall 5–6

การร่วมงานครั้งนี้ NHK WORLD-JAPAN มุ่งนำเสนอข้อมูลด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ญี่ปุ่นในรูปแบบที่เข้าถึงคนไทย ผ่านคอนเทนต์ภาษาไทย ทั้งรายการโทรทัศน์ แพลตฟอร์มออนไลน์ และกิจกรรมภายในบูธ

โดยมีกิจกรรมไฮไลต์ในบูธ NHK WORLD-JAPAN ที่น่าสนใจหลากหลาย อาทิ การให้คำแนะนำข้อมูลการท่องเที่ยวญี่ปุ่นแบบครบวงจร ผ่านแอปพลิเคชัน NHK WORLD-JAPAN, กิจกรรมเล่นเกมและร่วมกิจกรรมลุ้นรับของที่ระลึกสุดพิเศษ (จำนวนจำกัด), กิจกรรมสำหรับผู้ติดตาม Facebook ภาษาไทยของ NHK WORLD-JAPAN สามารถเลือกออกแบบและรับ เข็มกลัดโลหะ (Can Badge) ลายพิเศษ พร้อมสลักชื่อของตนเองได้ และเพลิดเพลินกับคอนเทนต์รายการยอดนิยมที่สะท้อนเสน่ห์ญี่ปุ่นในมุมมองใหม่

นอกจากนี้หนึ่งในไฮไลต์สำคัญ คือเวทีเสวนาในวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม เวลา 16.15 น. ณ เวทีหลักภายในงาน ภายใต้หัวข้อ “เที่ยวญี่ปุ่นให้สนุกยิ่งขึ้น กับ NHK WORLD-JAPAN”

เวทีดังกล่าวจะให้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับคนไทยที่กำลังวางแผนเดินทางไปญี่ปุ่น ครอบคลุมทั้งการเตรียมตัว การท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย และการเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยมี ชัยรัตน์ ถมยา พิธีกรจาก NHK WORLD-JAPAN ภาษาไทย ทำหน้าที่ดำเนินรายการ โดยมีแขกรับเชิญชื่อดังจากหลากหลายวงการร่วมแชร์ประสบการณ์ ได้แก่ กิตติ สิงหาปัด ผู้ประกาศข่าวและนักเล่าเรื่องญี่ปุ่น, อรรถ บุนนาค นักเดินทางและครีเอเตอร์สายญี่ปุ่น และบีม เซนเซ ยูทูบเบอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตรงและแนะนำวิธีการเที่ยวญี่ปุ่นให้ลึกกว่าที่เคย.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

ปธน.เกาหลีใต้เตือน เกาหลีเหนือผลิตวัสดุนิวเคลียร์ได้พอสร้างอาวุธปีละ 10–20 ลูก

ปธน.เกาหลีใต้เตือน เกาหลีเหนือผลิตวัสดุนิวเคลียร์ได้พอสร้างอาวุธปีละ 10–20 ลูก

21 ม.ค. 2569 12:01 น.

ปธน.เกาหลีใต้เตือน เกาหลีเหนือผลิตวัสดุนิวเคลียร์ได้พอสร้างอาวุธปีละ 10–20 ลูก

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือสามารถผลิตวัสดุนิวเคลียร์ได้เพียงพอสำหรับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ปีละประมาณ 10–20 ลูก พร้อมเตือนหากคลังแสงล้นข้ามพรมแดนจะกลายเป็นภัยคุกคามระดับโลก เสนอใช้แนวทางเจรจาสไตล์ “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายสถานการณ์

ประธานาธิบดีอี แจมยอง แห่งเกาหลีใต้ ได้แถลงข่าวเนื่องในวาระขึ้นปีใหม่ โดยเปิดเผยข้อมูลว่า ขณะนี้เกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าผลิตวัสดุนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องในปริมาณมหาศาล ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายตัวของอาวุธทำลายล้างสูงเกินกว่าที่โลกจะรับมือได้

ประธานาธิบดีอี ระบุว่าปัจจุบันเกาหลีเหนือสามารถผลิตวัสดุนิวเคลียร์ที่เพียงพอต่อการสร้างอาวุธได้ปีละ 10 ถึง 20 ลูก ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่มีเป้าหมายโจมตีแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ “เมื่อถึงจุดหนึ่ง เกาหลีเหนือจะมีคลังแสงนิวเคลียร์และขีดความสามารถ ICBM มากพอตามที่เขาต้องการเพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง และหากมันมีมากเกินความต้องการ วัสดุเหล่านี้จะถูกส่งออกไปนอกพรมแดน ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของอันตรายระดับโลก” 

เกาหลีเหนือให้เหตุผลมายาวนานว่า โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธเป็นเครื่องยับยั้งต่อความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบจากสหรัฐฯ และพันธมิตร แม้เกาหลีเหนือจะเพิกเฉยต่อข้อเสนอเจรจาของเกาหลีใต้มาโดยตลอด แต่ประธานาธิบดีอี ซึ่งมีนโยบายเน้นการทูตมากกว่าไม้แข็งเหมือนรัฐบาลชุดก่อน เห็นว่าบุคลิกเฉพาะตัวของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจเป็น “สินทรัพย์สำคัญ” ในการเจรจากับคิม จองอึน

“แนวทางแบบคุณทรัมป์ดูเหมือนจะช่วยได้มากเมื่อต้องคุยกับคิม จองอึน ผมยินดีที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยประคองจังหวะในกระบวนการนี้” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าเป้าหมายที่สำคัญคือการหยุดยั้งการผลิตวัสดุนิวเคลียร์ การพัฒนา ICBM และการส่งออกเทคโนโลยีไปต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

การแถลงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด หลังจากเกาหลีเหนือกล่าวหาว่าเกาหลีใต้ส่งโดรนรุกล้ำเข้าไปในเมืองแกซอง ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดน

แม้ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้จะปฏิเสธว่ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ได้บอกใบ้ว่าอาจเป็นการกระทำของภาคพลเรือน โดยล่าสุดมีชายคนหนึ่งออกมาอ้างตัวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการส่งโดรนดังกล่าว โดยระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าไป “วัดระดับรังสี” ที่โรงงานแปรรูปยูเรเนียมในฝั่งเกาหลีเหนือ.

ที่มา AFP

ทรัมป์เอาอีกแล้ว เอ่ยปากอยากเปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “อ่าวทรัมป์”

ทรัมป์เอาอีกแล้ว เอ่ยปากอยากเปลี่ยนชื่อ "อ่าวเม็กซิโก" เป็น "อ่าวทรัมป์"

21 ม.ค. 2569 11:14 น.

ทรัมป์เอาอีกแล้ว เอ่ยปากอยากเปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “อ่าวทรัมป์”

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวติดตลกระหว่างแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี วาระที่ 2 โดยเผยว่า เคยคิดจะเปลี่ยนชื่อ อ่าวเม็กซิโก เป็น อ่าวทรัมป์ แต่สุดท้ายตัดสินใจไม่ทำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สร้างประเด็นอีกแล้ว โดยกล่าวติดตลกระหว่างแถลงข่าวในทำเนียบขาวว่าเขาเคยคิดจะเปลี่ยนชื่อ อ่าวเม็กซิโก (Gulf of Mexico) เป็นอ่าวทรัมป์ (Gulf of Trump) แต่อาจจะถูกฆ่าถ้าทำแบบนั้น ก่อนจะเสริมว่า เขาอยากทำจริงๆ เพราะทีมงานทำงานหนัก แต่ได้รับคำเตือนว่าอาจไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม เขายังแซวต่อว่า “Gulf of Trump” ฟังดูเข้าทีเหมือนกัน บางทีอาจทำก็ได้ มันยังไม่สายเกินไป

คำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่นระหว่างทำเนียบขาวกับ สำนักข่าว AP ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 เมื่อทำเนียบขาวเริ่ม จำกัดการเข้าถึงของ AP ในกิจกรรมที่มีพื้นที่จำกัด เช่น การแถลงข่าวในห้องทำงานรูปไข่ หรือการร่วมเดินทางไปกับเครื่องบิน Air Force One

สาเหตุสำคัญมาจากการที่ AP Stylebook ซึ่งเป็นคู่มือมาตรฐานด้านภาษาและการเขียนข่าวที่มีอิทธิพลระดับโลก แนะนำให้นักข่าวใช้ชื่อ “Gulf of Mexico” ต่อไป พร้อมระบุว่าทรัมป์ต้องการเปลี่ยนชื่อเป็น “Gulf of America” แต่ยังไม่ใช่ชื่ออย่างเป็นทางการ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับผู้อ่าน

AP ระบุว่า การถูกตัดออกจาก White House press pool เป็นการลงโทษจากรัฐบาล เนื่องจากไม่ยอมใช้ถ้อยคำตามแนวทางของประธานาธิบดีในทุกกรณี โดยการถูกถอดออกจาก press pool ทำให้นักข่าว AP ไม่สามารถเข้าถึงกิจกรรมสำคัญที่ไม่เปิดให้สื่อมวลชนทั้งหมดเข้าร่วมได้

ต่อมา AP ได้ยื่นฟ้องประธานาธิบดีทรัมป์ โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาล ละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ (First Amendment)

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ศาลแขวงมีคำตัดสินเข้าข้าง AP ระบุว่า รัฐบาลไม่สามารถลงโทษองค์กรสื่อจากเนื้อหาที่นำเสนอได้ แต่ในเดือนมิถุนายน ศาลอุทธรณ์กลางได้มีคำสั่ง ระงับคำตัดสินดังกล่าวชั่วคราว ทำให้ข้อพิพาททางกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

ปรากฏการณ์หายาก หิมะตกคลุมทะเลทรายซาฮารา ทางตอนเหนือของแอลจีเรีย

ปรากฏการณ์หายาก หิมะตกคลุมทะเลทรายซาฮารา ทางตอนเหนือของแอลจีเรีย

21 ม.ค. 2569 11:01 น.

ปรากฏการณ์หายาก หิมะตกคลุมทะเลทรายซาฮารา ทางตอนเหนือของแอลจีเรีย

หิมะตกปกคลุมทะเลทรายซาฮารา บริเวณทางตอนเหนือของประเทศแอลจีเรีย เนินทรายกลายเป็นสีขาวโพลน ท่ามกลางลมแรง ชาวบ้านแห่ชมภาพแปลกตา

วันที่ 21 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริเวณเนินทรายสีทองของทะเลทรายซาฮารา ในเมืองแอนเซฟรา ทางตอนเหนือของประเทศแอลจีเรีย ซึ่งถูกปกคลุมด้วยชั้นหิมะสีขาว ท่ามกลางกระแสลมแรง กลายเป็นภูมิทัศน์แปลกตาที่แทบไม่เคยพบเห็นในพื้นที่ทะเลทราย


นายคาริม บูเชตตาตา ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองแอนเซฟรา เปิดเผยว่า หิมะเริ่มปกคลุมตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ (17 ม.ค.) ที่ผ่านมา ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ต่างออกมาชมและบันทึกภาพปรากฏการณ์แปลก ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในแถบทะเลทรายซาฮารา หนึ่งในพื้นที่ที่ขึ้นชื่อว่าแห้งแล้งและร้อนที่สุดในโลก

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หิมะตกในทะเลทรายซาฮาราเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ยาก และมักเกิดจากมวลอากาศเย็นกำลังแรงแผ่ปกคลุมภูมิภาคแอฟริกาเหนือในช่วงฤดูหนาว ส่งผลให้อุณหภูมิลดต่ำจนเกิดหิมะ แม้ในพื้นที่ทะเลทรายก็ตาม

ที่มา AP

ญี่ปุ่นสั่งจำคุกตลอดชีวิต “เท็ตสึยะ ยามางามิ” มือยิงสังหาร “ชินโซ อาเบะ”

ญี่ปุ่นสั่งจำคุกตลอดชีวิต "เท็ตสึยะ ยามางามิ" มือยิงสังหาร "ชินโซ อาเบะ"

21 ม.ค. 2569 10:51 น.

ญี่ปุ่นสั่งจำคุกตลอดชีวิต “เท็ตสึยะ ยามางามิ” มือยิงสังหาร “ชินโซ อาเบะ”

ศาลแขวงนารามีคำตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตนายเท็ตซึยะ ยามากามิ ตามที่อัยการยื่นฟ้องเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ว่าเขาได้ก่อเหตุร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่นายยามากามิรับสารภาพในการขึ้นศาลแขวงนาราครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมว่า สังหารนายอาเบะจริง 

นายยามากามิถูกจับกุมในที่เกิดเหตุหลังจากใช้ปืนประดิษฐ์ ยิงนายอาเบะที่ขณะนั้นเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีไปปราศรัยช่วยหาเสียงเลือกตั้งให้แก่สมาชิกพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือแอลดีพี (LDP) ที่เมืองนารา ทางตะวันตกของญี่ปุ่น เมื่อเดือนกรกฎาคม 2022 ซึ่งคดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ แต่ยังเปิดโปงความสัมพันธ์อันอื้อฉาวระหว่างนักการเมืองระดับสูงและลัทธิทางศาสนา 

ในการพิจารณคดีนัดแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ยามางามิให้การยอมรับว่า “ทุกอย่างเป็นความจริง ผมเป็นคนทำเอง” เขาใช้ปืนประดิษฐ์เองจากท่อเหล็กและเทปกาว ยิงนายอาเบะ 2 นัดซ้อน ขณะกำลังปราศรัยช่วยหาเสียงในเมืองนารา

แรงจูงใจของยามางามิกลายเป็นประเด็นที่สังคมญี่ปุ่นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ทนายความฝ่ายจำเลยระบุว่าเขาคือ “เหยื่อของการทารุณกรรมทางศาสนา” โดยเผยว่ามารดาของเขาบริจาคเงินให้แก่ “โบสถ์แห่งความสามัคคี” (Unification Church) หรือที่รู้จักในชื่อลัทธิมูน จนล้มละลาย รวมเป็นเงินกว่า 100 ล้านเยน (ราว 20 ล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเงินประกันชีวิตของบิดาด้วย

ยามางามิเผยว่าความแค้นของเขาพุ่งเป้าไปที่นายอาเบะ หลังจากเห็นคลิปวิดีโอที่นายอาเบะส่งข้อความสนับสนุนกิจกรรมของโบสถ์ดังกล่าว แม้เขาจะยอมรับว่าเป้าหมายแรกเริ่มคือผู้บริหารระดับสูงของโบสถ์ก็ตาม

เออิโตะ ซูซูกิ ผู้สื่อข่าวที่เกาะติดคดีนี้ระบุว่า บรรยากาศในศาลเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยเฉพาะเมื่อภรรยาหม้ายของนายอาเบะ นางอากิเอะ อาเบะ รับฟังคำให้การที่ว่าสามีของเธออาจเป็นเพียง “เครื่องมือ” ในการชำระแค้นลัทธิศาสนา เธอกล่าวต่อศาลด้วยความสะเทือนใจว่า “ความโศกเศร้าจากการสูญเสียสามีจะไม่มีวันจางหายไป… ฉันแค่ต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ต่อเท่านั้น”

ในขณะเดียวกัน พี่สาวของยามางามิได้ขึ้นให้การในฐานะพยานฝ่ายจำเลย เล่าถึงความทุกข์ยากที่พี่น้องต้องเผชิญจากการที่แม่หมกมุ่นกับลัทธิ ซึ่งสร้างความสลดใจให้แก่ผู้เข้าฟังการพิจารณาคดีเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้านี้ ฝ่ายอัยการ เรียกร้องให้ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยชี้ว่าเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมและทำลายรากฐานความสงบสุขของประเทศที่มีกฎหมายควบคุมปืนอย่างเข้มงวดอย่างญี่ปุ่น ขณะที่ฝ่ายจำเลยขอให้ศาลลงโทษ จำคุกไม่เกิน 20 ปี โดยขอให้พิจารณาปัจจัยแวดล้อมทางสังคมและโศกนาฏกรรมส่วนตัวที่หล่อหลอมให้จำเลยก่อเหตุ

ริน อูชิยามะ นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยควีนส์เบลฟาสต์ ให้ความเห็นว่าความเห็นใจที่สังคมมีต่อยามางามินั้น เกิดจากความไม่พอใจสะสมที่ชาวญี่ปุ่นมีต่อลัทธิทางศาสนาที่ใช้วิธีบีบคั้นเงินบริจาค อย่างไรก็ตาม “ความเป็นเหยื่อ” ของเขาไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการก่ออาชญากรรมร้ายแรงเช่นนี้ได้.

ที่มา BBC

เมียนมาเดินหน้าเลือกตั้งเฟส 3 อาเซียนย้ำไม่ให้การรับรอง และไม่เคยส่งผู้สังเกตุการณ์เข้าร่วม

เมียนมาเดินหน้าเลือกตั้งเฟส 3 อาเซียนย้ำไม่ให้การรับรอง และไม่เคยส่งผู้สังเกตุการณ์เข้าร่วม

21 ม.ค. 2569 09:17 น.

เมียนมาเดินหน้าเลือกตั้งเฟส 3 อาเซียนย้ำไม่ให้การรับรอง และไม่เคยส่งผู้สังเกตุการณ์เข้าร่วม

รัฐบาลทหารเมียนมาเดินหน้าเลือกตั้งเฟสสุดท้าย 25 ม.ค.นี้ รายชื่อผู้สมัครเต็มไปด้วยรมต. แกนนำพรรค ทายาทนายพล หลายพื้นที่ยังสู้รบหนัก ด้านอาเซียนย้ำจะไม่รับรองผลเลือกตั้งเมียนมา และไม่เคยส่งผู้สังเกตุการณ์เข้าร่วม

วันที่ 21 มกราคม 2569 เว็บไซต์ข่าวอิระวดี รายงานว่า รัฐบาลทหารเมียนมาเดินหน้าแผนการเลือกตั้งแบบแบ่งเป็นขั้น โดยเตรียมจัดการลงคะแนนเฟสที่ 3 และเป็นเฟสสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังรายชื่อผู้สมัครสะท้อนรูปแบบเดิม คือรัฐมนตรีของคณะรัฐประหาร ประธานพรรคการเมือง ทายาทอดีตนายทหารระดับสูง รวมถึงบุคคลใกล้ชิดกองทัพ

การเลือกตั้งเฟสนี้จะจัดขึ้นใน 63 เขตการปกครองท้องถิ่น ครอบคลุม 9 รัฐและภูมิภาค ได้แก่ รัฐกะฉิ่น รัฐกะเหรี่ยง ภูมิภาคสะกาย ตะนาวศรี พะโค มัณฑะเลย์ ย่างกุ้ง รัฐฉาน และอิรวดี ซึ่งหลายพื้นที่ยังคงเผชิญการโจมตีทางอากาศและการสู้รบภาคพื้นดินจากกองทัพเมียนมาอย่างต่อเนื่อง

รายงานข่าวระบุว่า พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party – USDP) ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนของกองทัพ สามารถกวาดชัยชนะเกือบทั้งหมดใน 2 เฟสแรก โดยมีผู้สมัครระดับแกนนำพรรคและรัฐบาลทหาร อาทิ นายขิ่น ยี ประธานพรรค นายเมียต เฮง และนายมโย ซอ เต็ง รองประธานพรรค รวมถึง นายญ่อ ซอ นายกรัฐมนตรีที่คณะรัฐประหารแต่งตั้ง นอกจากนี้ยังมีรัฐมนตรีสหภาพ ผู้ว่าการรัฐ และนายทหารระดับสูง เช่น พลโทเต็ต ปน

ขณะที่ในเฟสสุดท้าย รายชื่อผู้สมัครยังคงเป็นกลุ่มเดิม ประกอบด้วย นายตุน โอ่น รัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดี นายออง จ่อ โฮ รัฐมนตรีแรงงาน และนายยาน จ่อ สมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษากลางของรัฐบาลทหาร ซึ่งเป็นชาวว้า นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ยังปรากฏชื่อ ทายาทกองทัพรุ่นใหม่ ได้แก่ นายนันทา จ่อ ซวาร์ บุตรชายของ อดีตนายทหารคนสนิทของเน วิน อดีตผู้นำเผด็จการเมียนมา   

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทหารจัดการเลือกตั้งเฟสแรกเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ใน 102 เขต และเฟสที่ 2 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ใน 100 เขต โดยทุกเฟสดำเนินไปภายใต้การรักษาความปลอดภัยของทหารอย่างเข้มงวด ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงและการต่อต้านจากประชาชนอย่างกว้างขวาง

แม้รัฐบาลทหารจะอ้างว่าการเลือกตั้งได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่รัฐบาลตะวันตก รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government – NUG) กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ และขบวนการประชาธิปไตยต่างปฏิเสธผลการเลือกตั้ง โดยยืนยันตรงกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เสรีและไม่เป็นธรรม และเป็นเพียงการแสดงที่จัดฉากเพื่อสืบทอดอำนาจของกองทัพเมียนมาเท่านั้น

ทางด้านนายโมฮัมหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย กล่าวต่อรัฐสภามาเลเซียว่า ที่ผ่านมาอาเซียนได้ปฏิเสธคำร้องจากเมียนมาที่ขอให้ส่งผู้สังเกตการณ์เลือกตั้ง ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนประจำปีที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อปีที่ผ่านมา แม้จะมีบางประเทศสมาชิกตัดสินใจส่งผู้แทนไปในนามประเทศของตนเองก็ตาม และด้วยเหตุนี้ อาเซียนจะไม่รับรองการเลือกตั้งครั้งนี้.

ที่มา Irawaddy Bernama

หนาวบรื๋อ เซี่ยงไฮ้เจอหิมะตกหนัก หลังอุณหภูมิดิ่งทั่วจีนตอนใต้

หนาวบรื๋อ เซี่ยงไฮ้เจอหิมะตกหนัก หลังอุณหภูมิดิ่งทั่วจีนตอนใต้

21 ม.ค. 2569 08:42 น.

หนาวบรื๋อ เซี่ยงไฮ้เจอหิมะตกหนัก หลังอุณหภูมิดิ่งทั่วจีนตอนใต้

คลื่นอากาศเย็นจัดที่แผ่ปกคลุมพื้นที่ตอนใต้ของจีน ส่งผลให้นครเซี่ยงไฮ้เผชิญหิมะตกในรอบ 8 ปี สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวเมืองขณะที่ทางการเตือนว่าอากาศหนาวเย็นอาจยืดเยื้อนานอย่างน้อย 3 วัน

ชาวนครเซี่ยงไฮ้ เผชิญหิมะตกหนักแบบไม่คาดคิด หลังคลื่นอากาศเย็นจัดแผ่ปกคลุมพื้นที่ตอนใต้ของจีน ตอกย้ำความผันผวนของสภาพอากาศ หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน เมืองนี้ยังมีอุณหภูมิสูงผิดปกติแตะ 20 องศาเซลเซียส จนสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ต้นหอมหมื่นลี้บางส่วนออกดอกก่อนฤดูกาล โดยครั้งล่าสุดที่เซี่ยงไฮ้เผชิญหิมะตกหนักคือเดือนมกราคมปี 2018 

ด้านสื่อของทางการจีนรายงานว่า หลายพื้นที่ในประเทศเผชิญอุณหภูมิลดฮวบอย่างรุนแรงเช่นกัน โดยเฉพาะมณฑล เจียงซี และกุ้ยโจว ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำหวยเหอ โดยมณฑลกุ้ยโจวคาดว่าอุณหภูมิจะลดลง 10–14 องศาเซลเซียส ในช่วงเวลาอันสั้น

ขณะเดียวกัน ทางการจีนสั่ง ปิดถนนสายหลักอย่างน้อย 241 ช่วงทางใน 12 มณฑล รวมถึงซานซี มองโกเลียใน และเฮยหลงเจียง เนื่องจากหิมะตกหนักและสภาพถนนเป็นน้ำแข็ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ CCTV

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาระบุว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนถึง ความผันผวนของสภาพอากาศในจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต การคมนาคม และระบบเศรษฐกิจในระยะยาว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เซี่ยงไฮ้