เนทันยาฮูสั่งกองทัพรุกเข้าเลบานอนมากขึ้น อ้างโจมตีฮิซบอลเลาะห์

เนทันยาฮูสั่งกองทัพรุกเข้าเลบานอนมากขึ้น อ้างโจมตีฮิซบอลเลาะห์

1 มิ.ย. 2569 05:53 น.

เนทันยาฮูสั่งกองทัพรุกเข้าเลบานอนมากขึ้น อ้างโจมตีฮิซบอลเลาะห์

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลสั่งการให้กองทัพขยายปฏิบัติการภาคพื้นดิน ให้รุกเข้าไปในดินแดนทางตอนใต้ของเลบานอนมากขึ้น อ้างว่าเพื่อควบคุมพื้นที่ต่าง ๆ ที่เคยอยู่ในการครอบครองของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

เมื่อ 31 พ.ค. 2569 เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเปิดเผยว่า เขาได้สั่งการให้กองทัพเคลื่อนกำลังพลลึกเข้าไปในดินแดนเลบานอนมากขึ้น ในขณะที่อิสราเอลยังคงโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน แม้ว่าจะมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงไปเมื่อกว่า 6 สัปดาห์ก่อนก็ตาม

“ผมได้สั่งการให้หน่วยทหารขยายปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอนแล้ว” เนทันยาฮูระบุในแถลงการณ์ และว่าเป้าหมายของเขาคือการ “กระชับและขยายการควบคุมของเราในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เคยอยู่ภายใต้การยึดครองของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์”

การสู้รบในเลบานอนถือเป็นผลกระทบที่ขยายวงกว้างที่สุดจากสงครามอิหร่าน ส่งผลให้ชาวเลบานอนมากกว่า 1.2 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นจากการโจมตีทางอากาศและคำสั่งอพยพของอิสราเอล นับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม หลังกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดและโดรนเข้าใส่อิสราเอลเพื่อสนับสนุนอิหร่านที่เป็นพันธมิตร

รัฐบาลเลบานอนระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 3,370 ศพ ขณะที่ฝั่งอิสราเอลระบุว่ามีทหารเสียชีวิต 24 นาย และพลเรือนเสียชีวิต 4 รายในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ ชาวอิสราเอลหลายหมื่นคนทางตอนเหนือของประเทศก็ต้องพลัดถิ่นหนีภัยจากจรวดและโดรนของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ด้วยเช่นกัน

สำหรับการรุกคืบล่าสุดของอิสราเอล พวกเขาสามารถยึดปราสาทโบฟอร์ต (Beaufort Castle) ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 900 ปี รวมถึงแนวสันเขาที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางตอนใต้ของเลบานอนได้สำเร็จ

การรุกคืบเข้ายึดปราสาทโบฟอร์ตในครั้งนี้ ช่วยให้กองทัพอิสราเอลได้เปรียบในเชิงชัยภูมิที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้อย่างกว้างขวางเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ของเลบานอนตอนใต้และอิสราเอลตอนเหนือ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่เคยใช้ในการเปิดฉากโจมตีเข้าใส่เขตที่อยู่อาศัยของชาวอิสราเอลด้วย

นี่นับเป็นครั้งแรกที่อิสราเอลกลับเข้ายึดครองพื้นที่แห่งนี้อีกครั้งนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2543 ซึ่งเป็นช่วงที่อิสราเอลถอนกำลังทหารออกจากเลบานอนตอนใต้หลังจากการยึดครองนานถึง 18 ปี

ด้านนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลกล่าวว่า ทหารจะยังคงตรึงกำลังอยู่ที่ปราสาทโบฟอร์ตต่อไป ในฐานะส่วนหนึ่งของเขตความมั่นคงของอิสราเอลในเลบานอนตอนใต้

“ปฏิบัติการครั้งนี้ยังไม่สิ้นสุด” เขากล่าว “เราทุกคนมุ่งมั่นที่จะทำลายล้างขุมกำลังของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ให้สิ้นซาก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จลาจลทั่วฝรั่งเศส แฟนบอลฉลองแชมป์เจ็บ 200 คน ถูกจับอีก 800 ราย

จลาจลทั่วฝรั่งเศส แฟนบอลฉลองแชมป์เจ็บ 200 คน ถูกจับอีก 800 ราย

1 มิ.ย. 2569 04:38 น.

จลาจลทั่วฝรั่งเศส แฟนบอลฉลองแชมป์เจ็บ 200 คน ถูกจับอีก 800 ราย

เหตุจลาจลในหลายพื้นที่ของฝรั่งเศส ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการฉลองแชมป์ของแฟนบอลทีม PSG ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วมากกว่า 200 ราย และมีผู้ถูกจับกุมอีกกว่า 800 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 31 พ.ค. 2569 ว่า เหตุปะทะกันระหว่างแฟนบอลและเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศฝรั่งเศส หลังจากสโมสรปารีส แซงต์-แชร์แมง (PSG) คว้าชัยชนะเหนืออาร์เซนอลในการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบชิงชนะเลิศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 219 ราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายพันนายได้ถูกส่งกำลังลงพื้นที่เพื่อระงับเหตุความไม่สงบ จากการเฉลิมฉลองของกลุ่มแฟนบอลในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริการรถโดยสารประจำทาง รถไฟ และระบบขนส่งทางรางในกรุงปารีส โดยการปะทะทำให้มีตำรวจได้รับบาดเจ็บ 57 นาย

บริเวณถนนช็องเซลิเซ (Champs-Élysées) อันกว้างใหญ่ คลาคล่ำไปด้วยแฟนบอลจำนวนมากในเวลาไม่นานหลังจาก PSG คว้าชัยชนะมาได้ในการดวลจุดโทษ โดยภาพจากวิดีโอเผยให้เห็นการจุดพลุไฟ มีการเผาจักรยานไฟฟ้าบนท้องถนน และกลุ่มแฟนบอลทุบทำลายกระจกหน้าร้านค้าอย่างน้อยหนึ่งแห่ง ส่งผลให้ตำรวจต้องยิงแก๊สน้ำตาเพื่อสลายฝูงชน

โลรองต์ นูเญซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ในบรรดาผู้บาดเจ็บทั้งหมด มี 8 รายที่อาการสาหัส ขณะที่มีผู้ถูกจับกุมจากเหตุความรุนแรงดังกล่าวแล้ว 780 คน โดยมีมากกว่า 450 คนที่ยังคงถูกควบคุมตัว นอกจากนี้ ยังพบผู้เสียชีวิต 1 รายจากอุบัติเหตุบนถนนวงแหวนรอบกรุงปารีส ซึ่งกลุ่มผู้ก่อจลาจลพยายามปิดล้อมด้วย

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า ผู้เสียชีวิตรายดังกล่าว ซึ่งเป็นชายวัย 24 ปี เกี่ยวข้องกับการจลาจลที่เกิดขึ้นหรือไม่ โดยพยานบางส่วนระบุว่าเขาขับขี่รถจักรยานยนต์ก่อนจะพุ่งชนเข้ากับแท่งแบริเออร์คอนกรีต นอกจากนี้ ยังมีวัยรุ่นอีกรายหนึ่งที่อยู่ในอาการขั้นวิกฤตหลังจากเหตุทะเลาะวิวาทในอีกพื้นที่หนึ่งของกรุงปารีส ทว่ายังไม่แน่ชัดว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อจลาจลหรือไม่

ทั้งนี้ มีการระดมกำลังตำรวจราว 6,000 นายเพื่อดูแลความเรียบร้อยในขบวนพาเหรดฉลองชัยชนะในวันอาทิตย์ ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อเวลา 18.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและสงบเรียบร้อย

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า กองกำลังความมั่นคงจะดำเนินการอย่าง “เด็ดขาด” เพื่อตอบโต้ต่อเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น

“เราเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน เราอนุญาตให้มีเสรีภาพในการชุมนุม แต่ต้องไม่ใช่การกระทำที่เกินขอบเขต” เขากล่าว

“คนส่วนใหญ่ตั้งใจออกมาร่วมเฉลิมฉลองและทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดี” นายนูเญซระบุ “แต่มีบุคคลกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่แฟนบอลของ PSG และไม่ได้ดูการแข่งขันด้วยซ้ำ ที่จงใจเข้ามาก่อความวุ่นวายและสร้างความไม่สงบ เรามาที่นี่เพื่อขัดขวางไม่ให้พวกเขาทำเช่นนั้น มาตรการตอบโต้ของเราจะเด็ดขาดมาก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บราซิลจับตาผู้ป่วย 2 ราย อาจติดเชื้ออีโบลา

บราซิลจับตาผู้ป่วย 2 ราย อาจติดเชื้ออีโบลา

1 มิ.ย. 2569 03:23 น.

บราซิลจับตาผู้ป่วย 2 ราย อาจติดเชื้ออีโบลา

ทางการบราซิลกำลังสังเกตอาการของผู้ป่วย 2 รายที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสอีโบลา โดยทั้ง 2 คนเดินทางมาจากดีอาร์คองโกและยูกันดา ซึ่งกำลังเผชิญกับการระบาดระลอกล่าสุด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 31 พ.ค. 2569 ว่า หน่วยงานด้านสาธารณสุขของบราซิลกำลังเฝ้าติดตามอาการของผู้ป่วย 2 รายที่อาจติดเชื้อไวรัสอีโบลา โดยพวกเขาถูกพบในเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ 2 แห่งได้แก่ เซาเปาโล กับ ริโอ เด จาเนโร

รัฐบาลรัฐเซาเปาโลเปิดเผยว่า ผู้ป่วยรายแรกเป็นชายอายุ 37 ปี เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) ซึ่งกำลังเผชิญการระบาดอย่างหนัก โดยคนไข้รายนี้แสดงอาการป่วยต่างๆ เช่น มีไข้

ส่วนรัฐริโอ เด จาเนโร เริ่มใช้มาตรการความปลอดภัยทางสาธารณสุขแล้ว หลังจากชายชาวเบลเยียมคนหนึ่งซึ่งเดินทางมาจากประเทศยูกันดา ซึ่งเป็นอีกประเทศที่พบการระบาด แสดง “อาการที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น ไอ หนาวสั่น และท้องเสีย”

โดยคาดว่าจะทราบผลตรวจจากห้องทดลองของผู้ป่วยทั้ง 2 รายภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากผลการตรวจเป็นบวกผู้ป่วยเหล่านี้จะเป็นผู้ติดเชื้อกลุ่มแรกภายนอกทวีปแอฟริกา นับตั้งแต่การแพร่ระบาดเริ่มต้นขึ้นในดีอาร์คองโกเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน

ขณะนี้ในดีอาร์คองโกมีผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีโบลาแล้วมากกว่า 1,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 246 ศพ ส่วนที่ยูกันดามีรายงานผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว 9 รายและเสียชีวิต 1 ศพ

การแพร่ระบาดในปัจจุบันเกิดจากสายพันธุ์ที่พบได้ยากที่ชื่อว่า บันดิบูเกียว (Bundibugyo) ซึ่งยังไม่มีวัคซีนที่ผ่านการรับรองผล และมีอัตราการคร่าชีวิตผู้ติดเชื้ออยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3

ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ป่วยทั้ง 2 รายในบราซิลจะยังคงอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังโรคอีโบลา แต่พวกเขาก็ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคอื่นอยู่ก่อนแล้ว โดยชายจากดีอาร์คองโกในเซาเปาโลมีผลตรวจเยื่อหุ้มสมองอักเสบเป็นบวกและอยู่ในอาการขั้นวิกฤต ส่วนผู้ป่วยชาวเบลเยียมในริโอ เด จาเนโร มีผลตรวจมาลาเรียเป็นบวก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่น “ยกเลิกซะ” หลังศิลปินแห่ถอนตัวงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ

ทรัมป์ลั่น “ยกเลิกซะ” หลังศิลปินแห่ถอนตัวงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ

1 มิ.ย. 2569 01:59 น.

ทรัมป์ลั่น “ยกเลิกซะ” หลังศิลปินแห่ถอนตัวงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความชงให้ยกเลิกคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 250 ปีสหรัฐฯ ไปเสีย หลังจากศิลปินแห่ถอนตัวเนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับเรื่องการเมือง

เมื่อ 31 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า ควรยกเลิกการแสดงดนตรีเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของประเทศ หรืองาน “เกรต อเมริกัน สเตต แฟร์” (Great American State Fair) ไปเสีย หลังจากศิลปินหลายรายพร้อมใจกันถอนตัว โดยอ้างเหตุผลว่างานนี้มีความเชื่อมโยงกับเรื่องการเมือง

“ยกเลิกไปเลย” ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social พร้อมทั้งวิจารณ์ศิลปินที่มีรายชื่อร่วมแสดงว่า “ค่าตัวแพงเกินจริง” และ “น่าเบื่อ”

นับจนถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (31 พ.ค.) เหลือศิลปินเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ยังคงมีกำหนดการแสดง จากเดิมที่เคยมีการประกาศรายชื่อศิลปินไฮไลต์ไว้ทั้งหมด 9 ราย โดยศิลปินอย่าง มาร์ตินา แมกไบรด์, เดอะ คอมโมดอร์ส, ยัง เอ็มซี และ เบรต ไมเคิลส์ ได้ถอนตัวไปแล้ว

ขณะนี้เหลือเพียง วานิลลา ไอซ์ และ มิลลี วานิลลี ที่ยังคงมีกำหนดแสดงในวันที่ 26 มิถุนายน รวมถึง โฟล ไรดา ในวันที่ 2 กรกฎาคม ซึ่งทรัมป์ระบุว่า เขากำลังพิจารณาที่จะเปลี่ยนงานนี้ให้กลายเป็นการจัด “การชุมนุมหาเสียง Make America Great Again (MAGA)” แทน

“ผมกำลังสั่งการให้ตัวแทนของผมไปศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดงานชุมนุม AMERICA IS BACK Rally ในวันพุธนี้ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเวลาและสถานที่เดียวกัน ขอเชิญเฉพาะกลุ่มผู้รักชาติผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น” ทรัมป์ระบุ พร้อมทั้งยกย่องตัวเองว่าเป็น “สิ่งดึงดูดใจอันดับหนึ่งของโลกในทุก ๆ สถานที่” และอ้างว่าตนเอง “สามารถดึงดูดผู้เข้าชมได้มากกว่าเอลวิส เพรสลีย์ ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดเสียอีก”

หลังจากนั้น ทรัมป์ได้ย้ำความคิดเดิมอีกครั้ง โดยระบุว่าเขาต้องการยกเลิกงานแฟร์ที่วางแผนไว้ทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยการชุมนุมหาเสียงแทน “เราควรจัดงานชุมนุม MAKE AMERICA GREAT AGAIN RALLY ครั้งใหญ่สำหรับงานครบรอบ 250 ปี แทนที่จะจ้างพวกนักร้องค่าตัวแพงเกินจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง เพลงก็น่าเบื่อ แถมยังไม่ทำอะไรนอกจากเอาแต่บ่น”

ทั้งนี้ กลุ่ม Freedom 250 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังการจัดงาน “เกรต อเมริกัน สเตต แฟร์” ได้รับการแต่งตั้งและก่อตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้วโดยรัฐบาลของทรัมป์ และตัวประธานาธิบดีเองก็เป็นผู้แต่งตั้งซีอีโอของกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มยืนยันว่าการจัดงานนี้ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายการเมืองใด ๆ

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวได้ร่วมมือกับ Freedom 250 ในการจัดงานแฟร์ดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ชุดกิจกรรมครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบครั้งสำคัญของอเมริกา” นอกจากนั้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา Freedom 250 เพิ่งประกาศว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะเป็นผู้นำในพิธีเปิดงานแฟร์นี้ด้วย

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (27 พ.ค.) องค์กร Freedom 250 ได้เปิดตัวรายชื่อศิลปินที่จะมาร่วมแสดงในกิจกรรมนาน 16 วัน ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่ “เนชันแนล มอลล์” (National Mall) หน้าอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างวันที่ 25 มิ.ย.ถึง 10 ก.ค.

เดิมที มาร์ตินา แมกไบรด์ นักร้องเพลงคันทรี มีกำหนดขึ้นแสดงในคืนแรก ส่วน เบรต ไมเคิลส์ นักร้องนำวง Poison มีกำหนดแสดงในวันที่ 3 ก.ค. ซึ่งเป็นคืนก่อนวันประกาศอิสรภาพ แต่ทั้งคู่ได้ประกาศยกเลิกการแสดงไปแล้ว

ยัง เอ็มซี ศิลปินชื่อดังเจ้าของเพลงฮิต “Bust a Move” เมื่อปี 2532 โพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของเขาว่า เหล่าศิลปินไม่ได้รับแจ้งเกี่ยวกับ “การมีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองในงานนี้” เลย และเขารอคอยที่จะได้ไปเปิดการแสดงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในอนาคตกับงานที่ “ไม่มีประเด็นทางการเมืองที่ตึงเครียดเช่นนี้”

ด้านแมกไบรด์ระบุในแถลงการณ์บนแพลตฟอร์ม X ว่า เธอ “ได้รับโอกาสให้ขึ้นแสดงในงานที่ระบุว่าเป็นงานที่ไร้การฝักฝ่ายทางการเมือง แต่ท้ายที่สุดแล้วข้อมูลนั้นกลับทำให้เกิดความเข้าใจผิด”

ในทางกลับกัน วานิลลา ไอซ์ เขียนข้อความบรรยายใต้คลิปวิดีโอในบัญชีอินสตาแกรมของเขาว่า “นี่ไม่ใช่เวทีทางการเมือง นี่คือการเฉลิมฉลองวันเกิดของอเมริกา”

ขณะที่ แฟบ มอร์แวน หนึ่งในสองนักร้องหน้าฉากของวง Milli Vanilli กล่าวว่าเขาจะยังคงขึ้นแสดงตามกำหนดการเดิม แต่อย่างไรก็ตาม บรรดานักร้องเสียงจริงที่อยู่เบื้องหลังบทเพลงของ Milli Vanilli ได้ออกแถลงการณ์ผ่าน X ว่าพวกเขาจะไม่ร่วมขึ้นแสดงในงานนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 55 ศพ ระเบิดรุนแรงที่หมู่บ้านของฝ่ายกบฏในเมียนมา

ดับแล้ว 55 ศพ ระเบิดรุนแรงที่หมู่บ้านของฝ่ายกบฏในเมียนมา

1 มิ.ย. 2569 00:17 น.

ดับแล้ว 55 ศพ ระเบิดรุนแรงที่หมู่บ้านของฝ่ายกบฏในเมียนมา

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในการครอบครองของฝ่ายกบฏในเมียนมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 55 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อ 31 พ.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุระเบิดที่หมู่บ้านกองตัต (Kaung Tat) ในเมืองน้ำคำ (Namkham) รัฐฉาน ของประเทศเมียนมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 55 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน โดยทีมกู้ภัยกำลังเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

แหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิง 25 ราย และผู้ชาย 30 ราย ขณะที่รายงานจากกระแสอื่นระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแตกต่างกันออกไปเล็กน้อย

ด้านกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอ้าง (TNLA) กลุ่มกบฏซึ่งกำลังสู้รบอย่างดุเดือดกับรัฐบาลทหารเมียนมา และควบคุมพื้นที่ดังกล่าวเอาไว้ เปิดเผยว่า วัตถุระเบิดที่ใช้ในการทำเหมืองแร่และการทำเหมืองหินเกิดการระเบิดขึ้น

รายงานระบุว่า มีเด็ก ๆ รวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย และมีบ้านเรือนหลายร้อยหลังได้รับความเสียหาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนเกือบทั้งละแวกหมู่บ้าน

ขณะที่ชาวบ้านท้องถิ่นอธิบายถึงภาพความเสียหายและความโกลาหลที่เกิดขึ้นหลังการระเบิด โดยรายหนึ่งโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า ในตอนแรกผู้คนจำนวนมากเชื่อว่าเหตุระเบิดดังกล่าวเกิดจากการโจมตีทางอากาศ

“โชคดีมากที่โทรศัพท์ช่วยชีวิตฉันไว้” โพสต์ดังกล่าวระบุ “ตอนนั้นฉันนั่งกินบะหมี่และดูโทรศัพท์อยู่ในห้องนอน ถ้าฉันนั่งกินอยู่ในห้องครัว ป่านนี้ฉันคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว”

ชาวบ้านรายนี้ ซึ่งได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่ขาและบ้านของเธอเองก็ถูกทำลาย เล่าถึงบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความโศกเศร้าหลังจากสิ้นเสียงระเบิด “ผู้คนพากันร้องไห้และตะโกนเรียกหาพ่อแม่ของตัวเอง “มันรู้สึกราวกับว่าโลกกำลังจะแตกสลาย”

นอกจากนี้ เธอยังตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงมีการปล่อยให้สถานประกอบการที่มีการจัดเก็บวัตถุระเบิดมาเปิดทำการใกล้กับพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน โดยกล่าวว่าครอบครัวของผู้เสียชีวิตจะไม่ยอมจบเรื่องนี้ จนกว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะออกมาอธิบายเรื่องราวทั้งหมดอย่างชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านลั่นไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ หลังทรัมป์ยื่นข้อเสนอเข้มงวดขึ้นอีก

อิหร่านลั่นไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ หลังทรัมป์ยื่นข้อเสนอเข้มงวดขึ้นอีก

31 พ.ค. 2569 22:46 น.

อิหร่านลั่นไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ หลังทรัมป์ยื่นข้อเสนอเข้มงวดขึ้นอีก

หัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่านกล่าวว่า พวกเขาไม่ไว้ใจสหรัฐฯ หลังมีรายงานข่าวว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นข้อเสนอที่เข้มงวดกว่าเดิมกลับไปให้ทางอิหร่านพิจารณา อาจส่งผลให้การบรรลุข้อตกลงล่าช้าออกไปอีก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 พ.ค. 2569 นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าผู้แทนเจรจาของอิหร่านออกมาเตือนว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ไม่น่าไว้ใจ พร้อมระบุว่า รัฐบาลอิหร่านจะไม่ยอมลงนามในข้อตกลงใด ๆ กับสหรัฐฯ อย่างเด็ดขาด หากข้อตกลงนั้นไม่ได้รับประกันสิทธิของอิหร่านอย่างเต็มที่

ถ้อยแถลงของนายกาลิบาฟมีขึ้นหลังจากมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งข้อเสนอสันติภาพที่เข้มงวดและเด็ดขาดกว่าเดิมกลับไปให้ทางอิหร่าน ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงรอยร้าวที่ทั้งสองฝ่ายยังคงต้องหาทางปรับความเข้าใจกัน

การปรับเปลี่ยนรายละเอียดใด ๆ ในร่างข้อตกลงเพิ่มเติมหลังจากนี้ อาจส่งผลให้การบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลางอย่างเป็นทางการ และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งต้องล่าช้าออกไปอีก หลังจากทั้งสองฝ่ายเจรจากันมานานหลายสัปดาห์ ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีการปะทะกันประปรายในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สำนักข่าว เดอะนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) และแอกซิออส (Axios) รายงานเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ทรัมป์ได้ส่งกรอบข้อเสนอใหม่ที่ “เข้มงวดกว่าเดิม” กลับไปให้อิหร่านพิจารณา แม้ว่ารายละเอียดต่าง ๆ จะยังคงไม่แน่ชัดก็ตาม

ทรัมป์ระบุว่า สิ่งที่เขาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ รวมถึงการขัดขวางไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ใด ๆ และการเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งเป็นเส้นทางที่อิหร่านพยายามเข้ามาควบคุมนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กรุงเตหะรานได้แสดงความเคลือบแคลงสงสัยต่อคำกล่าวอ้างของทรัมป์ และทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นที่ต่างกันอย่างมากในประเด็นสำคัญ ๆ

“เราจะไม่อนุมัติข้อตกลงใด ๆ จนกว่าเราจะแน่ใจว่าสิทธิของประชาชนชาวอิหร่านได้รับการคุ้มครองอย่างครบถ้วน” กาลิบาฟกล่าวในวิดีโอที่มีการแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล

สื่อของอิหร่านระบุว่า ฝ่ายอิหร่านต้องการให้สหรัฐฯ ปลดล็อกทรัพย์สินมูลค่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ ก่อนจะมีการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ พร้อมทั้งปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ก่อนหน้านี้ที่ว่า คลังสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านจะถูกทำลาย โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่ “ไม่มีมูลความจริง”

นอกจากนี้ กรุงเตหะรานยังยืนกรานว่าต้องรวมเลบานอนเข้าไว้ในข้อตกลงใด ๆ ด้วย ในขณะที่อิสราเอลยังโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในภาคใต้ของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลยึดปราสาทในเลบานอน ขยายพื้นที่ปฏิบัติการภาคพื้นดิน

อิสราเอลยึดปราสาทในเลบานอน ขยายพื้นที่ปฏิบัติการภาคพื้นดิน

31 พ.ค. 2569 21:25 น.

อิสราเอลยึดปราสาทในเลบานอน ขยายพื้นที่ปฏิบัติการภาคพื้นดิน

อิสราเอลยึดปราสาทยุคสงครามครูเสดในเลบานอนแล้ว ในขณะที่พวกเขาขยายพื้นที่ปฏิบัติการภาคพื้นดินมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกินกว่าเส้นแบ่งเขตเดิมที่กำหนดไว้

เมื่อ 31 พ.ค. 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ขยายขนาดพื้นที่ที่พวกเขาแจ้งเตือนให้ประชาชนในภาคใต้ของเลบานอนอพยพเพิ่มขึ้นอีก รวมถึงทางตอนใต้ของแม่น้ำซาห์รานี (Zahrani) เนื่องจากมีการขยายปฏิบัติการภาคพื้นดินเพื่อต่อต้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างต่อเนื่อง

คำเตือนครั้งล่าสุดนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาที่อิสราเอลบอกให้ประชาชนที่อยู่ใต้แม่น้ำซาห์รานีลงไป อพยพออกจากพื้นที่ โดยโฆษกของ IDF กล่าวว่า มีทหารภาคพื้นดินของ IDF จำนวนมากเข้าร่วมในปฏิบัติการนี้ ซึ่งกำลังขยายพื้นที่ไปยังบริเวณอื่น ๆ เพิ่มเติม

“ใครก็ตามที่อยู่ใกล้กับสมาชิก สิ่งปลูกสร้าง หรืออาวุธยุทโธปกรณ์ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ พวกเขากำลังเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง” โฆษกของ IDF ระบุ

ก่อนหน้านี้ไม่นาน กองทัพอิสราเอลเพิ่งยืนยันว่า พวกเขาสามารถยึดปราสาท “โปฟอร์ต” (Beaufort Castle) ซึ่งสร้างขึ้นในยุคสงครามครูเสดเมื่อราว 900 ปีก่อน และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนสันเขาสูงเหนือแม่น้ำลิตานี (Litani) ได้สำเร็จ

นี่เป็นอีกหนึ่งข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า กองกำลังภาคพื้นดินของอิสราเอลกำลังเคลื่อนกำลังพลลึกเข้าไปในดินแดนเลบานอนมากขึ้น เรื่อย ๆ เกินกว่าเส้นแบ่งเขตเดิมที่บริเวณแม่น้ำลิตานี

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล อธิบายถึงการยึดครองครั้งนี้ว่าคือ “ขั้นตอนที่น่าตื่นเต้นและเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในนโยบายของเรา”

“เราได้ทลายกำแพงแห่งความกลัวลงแล้ว เรากำลังเป็นฝ่ายรุก เรากำลังปฏิบัติการในทุกแนวรบ ทั้งในซีเรีย ในฉนวนกาซา และในเลบานอน” เขากล่าว

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อิสราเอล คัตซ์ ย้อนรำลึกถึงสมรภูมิที่กองทัพอิสราเอลเคยต่อสู้เพื่อแย่งชิงป้อมปราการแห่งนี้เมื่อ 44 ปีก่อน โดยกล่าวว่า กองพลน้อยโกลานี (Golani Brigade) ซึ่งเป็นผู้ยึดป้อมในครั้งนั้น ได้กลับมาอีกครั้งและได้เชิญธงชาติอิสราเอลขึ้นสู่ยอดเสาเหนือปราสาทแห่งนี้แล้ว

ดังนั้น สำหรับอิสราเอลแล้ว นี่จึงเป็นชัยชนะที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างสูงพอ ๆ กับความสำคัญทางยุทธศาสตร์ แต่ในทางกลับกัน สำหรับชาวเลบานอน นี่คือสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งล่าสุดที่ถูกยึดครองในช่วงไม่กี่วันมานี้ ในขณะที่เมืองนาบาตีเย (Nabatieh) ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไป ดูเหมือนจะตกเป็นเป้าหมายของ IDF มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

นายคัตซ์กล่าวว่า การควบคุมปราสาทและแนวสันเขาที่ปราสาทตั้งอยู่นั้น เป็นขั้นตอนสำคัญในการปกป้องชุมชนชาวอิสราเอลที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของชายแดน

ด้านฝรั่งเศสซึ่งมีความผูกพันทางประวัติศาสตร์กับเลบานอน ได้ร้องขอให้มีการเปิดประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อหารือเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล

นายฌ็อง-โนแอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BFMTV ของฝรั่งเศสว่า สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของอิสราเอล”

“ไม่มีสิ่งใดสามารถสร้างความชอบธรรมให้กับการขยายเวลาปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนได้ รวมถึงการยึดครองดินแดนเลบานอนที่นับวันจะยิ่งลึกเข้าไปเรื่อย ๆ” นายบาร์โรต์กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“ทรัมป์” เตรียมขึ้นเวทีเปิดงานเอง หลังศิลปินแห่ถอนตัวงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ

"ทรัมป์" เตรียมขึ้นเวทีเปิดงานเอง หลังศิลปินแห่ถอนตัวงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ

31 พ.ค. 2569 12:22 น.

“ทรัมป์” เตรียมขึ้นเวทีเปิดงานเอง หลังศิลปินแห่ถอนตัวงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมรับหน้าที่เปิดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ เอง หลังทัพศิลปินนักร้องชื่อดังแห่ยกเลิกคิวขึ้นคอนเสิร์ตเปิดงาน โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง

ความคืบหน้าการจัดงานมหกรรมแห่งชาติ “เกรต อเมริกัน สเตต แฟร์” (Great American State Fair) ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ เป็นเวลา 16 วัน ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน ถึง 10 กรกฎาคม 2026 ณ ลานเนชันนัล มอลล์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กำลังเผชิญปัญหาครั้งใหญ่ เมื่อกลุ่มศิลปินที่ได้รับการเปิดเผยรายชื่อไป พากันประกาศถอนตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไม่ต้องการให้ผลงานของตนไปพัวพันกับประเด็นทางการเมืองหรือตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ศิลปินชื่อดังที่ประกาศขอถอนตัวด้วย ประกอบไปด้วย วงร็อกระดับตำนานอย่าง พอยซัน (Poison) นำโดย เบร็ต ไมเคิลส์ (Bret Michaels) นักร้องนำ, วงฟังก์ระดับตำนาน เดอะ คอมโมดอร์ส (The Commodores), มาร์ตินา แมกไบรด์ (Martina McBride) นักร้องเพลงคันทรีชื่อดัง รวมถึงศิลปินฮิปฮอปอย่าง ยัง เอ็มซี (Young MC) และ มอร์ริส เดย์ (Morris Day)

เบร็ต ไมเคิลส์ แถลงว่า “สิ่งที่ถูกนำเสนอต่อเราในตอนแรกว่าเป็นงานฉลองของประเทศ ได้กลายสภาพเป็นสิ่งที่มีความแตกแยกทางการเมืองมากเกินกว่าที่ผมจะยอมรับได้” ขณะที่วง เดอะ คอมโมดอร์ส ระบุว่า “ดนตรีคือเสียงของเรา และเราเลือกที่จะไม่แสดงตัวฝักใฝ่พรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง” เช่นเดียวกับ ยัง เอ็มซี ที่เปิดเผยว่าทีมงานไม่ได้แจ้งข้อมูลเรื่องการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองในตอนแรก

อย่างไรก็ดี ยังมีศิลปินบางส่วนที่ยืนยันจะขึ้นแสดงต่อ เช่น แร็ปเปอร์ชื่อดัง โฟล ไรดา (Flo Rida) และ วานิลลา ไอซ์ (Vanilla Ice) โดย วานิลลา ไอซ์ ระบุว่า “นี่ไม่ใช่เวทีการเมือง แต่นี่คือการฉลองวันเกิดของอเมริกา” เช่นเดียวกับ แฟบ มอร์แวน (Fab Morvan) หนึ่งในสมาชิกเบื้องหน้าของวง มิลลิ วานิลลิ (Milli Vanilli) ยุค 90 ที่ยืนยันจะขึ้นแสดง 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านแพลตฟอร์ม ทรูธ โซเชียล ทันที โดยตำหนิศิลปินที่ถอนตัวว่าเป็นพวก “ระดับสาม”  และระบุว่าพวกนั้นเกิดอาการตื่นตระหนกไปเอง

ทรัมป์ระบุว่า หากนักร้องพากันถอนตัวหมด คอนเสิร์ตก็อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป โดยเขาได้สั่งการให้ตัวแทนประเมินความเป็นไปได้ในการจัดงานปราศรัยใหญ่ “AMERICA IS BACK Rally” ณ สถานที่และเวลาเดิมแทน พร้อมคุยโวว่า “ข้อเท็จจริงคือ ตามความเห็นของคนจำนวนมาก ผมคือสิ่งดึงดูดใจอันดับหนึ่งของโลกในเวลานี้ ผมสามารถดึงดูดผู้ชมได้มากกว่า เอลวิส เพรสลีย์ ในยุคที่รุ่งโรจน์ที่สุดเสียอีก แถมผมทำได้โดยไม่ต้องใช้กีตาร์ด้วยซ้ำ”

ล่าสุดกลุ่ม “ฟรีดอม 250” (Freedom 250) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่จัดตั้งขึ้นร่วมกันระหว่างทำเนียบขาวและหน่วยงานรัฐบาลเพื่อดูแลงานฉลองนี้ ได้โพสต์ข้อความยืนยันว่า ทรัมป์จะเป็นผู้เดินทางมา “เปิดงานฉลองครั้งประวัติศาสตร์นี้ด้วยตัวเอง” พร้อมออกแถลงการณ์ว่ามีสิ่งดีๆ มากมายในประเทศนี้ที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง และจะไม่ยอมให้เสียงรบกวนหรือความแตกแยกมาทำลายช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่

สำหรับงาน “เกรต อเมริกัน สเตต แฟร์” ถูกออกแบบให้อย่างยิ่งใหญ่ พื้นที่จัดงานทอดยาวตั้งแต่สะพานหน้าอาคารรัฐสภาไปจนถึงอนุสาวรีย์วอชิงตัน ภายในงานจะมีทั้งเวทีคอนเสิร์ต ศาลาของรัฐต่างๆ นิทรรศการ และเครื่องเล่นสวนสนุกมากมาย

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังให้การสนับสนุนกิจกรรมฉลอง 250 ปีของการประกาศอิสรภาพอีกหลายงาน เช่น การจัดการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ผสมผสาน (UFC) บนลานสนามหญ้าทางทิศใต้ของทำเนียบขาว, การแข่งขันรถสูตรหนึ่งกลางเมืองหลวงในเดือนสิงหาคม รวมถึงการเตรียมออกพาสปอร์ตรุ่นพิเศษจำนวนจำกัด ซึ่งจะพิมพ์ภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไว้ภายในเล่มอีกด้วย.

ที่มา Reuters / BBC

ญี่ปุ่นโต้ข้อกล่าวหา “ลัทธิเสนานิยมใหม่” สวนกลับจีนเร่งสะสมนิวเคลียร์-อาวุธร้ายแรง

ญี่ปุ่นโต้ข้อกล่าวหา "ลัทธิเสนานิยมใหม่" สวนกลับจีนเร่งสะสมนิวเคลียร์-อาวุธร้ายแรง

31 พ.ค. 2569 11:23 น.

ญี่ปุ่นโต้ข้อกล่าวหา “ลัทธิเสนานิยมใหม่” สวนกลับจีนเร่งสะสมนิวเคลียร์-อาวุธร้ายแรง

นายชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นปฏิเสธข้อกล่าวหาจากจีนที่ระบุว่าญี่ปุ่นกำลังหวนคืนสู่ “ลัทธิเสนานิยมใหม่” ย้อนถามจีนที่มีหัวรบนิวเคลียร์และเครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์เต็มคลังแสง กลับมาตราหน้าญี่ปุ่นที่ไม่มีอาวุธเหล่านี้ว่าเป็นภัยคุมคาม พร้อมวิจารณ์จีนเร่งขยายศักยภาพทางทหารและงบประมาณด้านกลาโหมโดยขาดความโปร่งใส

ในการประชุมความมั่นคงแห่งเอเชีย “แชงกรี-ลา ไดอะล็อก” (Shangri-La Dialogue) ที่ประเทศสิงคโปร์ นายชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น ได้กล่าวถ้อยแถลงตอบโต้อย่างรุนแรงต่อข้อกล่าวหาจากรัฐบาลจีน โดยปฏิเสธว่าญี่ปุ่นไม่ได้กำลังก้าวเข้าสู่ “ลัทธิเสนานิยมใหม่” (Neo-Militarism) ตามที่ถูกโจมตี พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างตรงไปตรงมาเรื่องการเพิ่มงบประมาณและขยายขีดความสามารถทางทหารในระดับสูงโดยขาดความโปร่งใส

นายโคอิซุมิกล่าว โดยไม่ได้ระบุชื่อจีนออกมาตรงๆ ว่า “ลองคิดดูสิครับ มีประเทศหนึ่งที่มีคลังแสงนิวเคลียร์ขนาดใหญ่และมีเครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ แต่ญี่ปุ่นไม่มีอาวุธเหล่านั้นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ทว่าญี่ปุ่นกลับถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ลัทธิเสนานิยมใหม่’? สิ่งนี้มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ และไม่มีอะไรที่ห่างไกลจากความจริงไปมากกว่านี้อีกแล้ว” แต่เป็นที่เข้าใจกันดีว่าหมายถึงรัฐบาลจีนซึ่งครอบครองหัวรบนิวเคลียร์หลายร้อยชุดและกำลังพัฒนาเทคโนโลยีทหารอย่างก้าวกระโดด

รมว.กลาโหมญี่ปุ่น ย้ำว่า นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นยึดมั่นและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติมาโดยตลอด และพยายามอย่างจริงใจในการรักษาและเสริมสร้างระเบียบสากลที่เสรีและเปิดกว้าง ซึ่งข้อเท็จจริงในฐานะประเทศที่รักสันติภาพนี้จะไม่สั่นคลอนเพียงเพราะข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ

ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจแห่งเอเชียดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในรอบหลายปี หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น ได้ส่งสัญญาณเชิงรุกเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า หากจีนเปิดฉากโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้ทางทหาร ส่งผลให้ในเวลาต่อมา กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศในเอเชียแปซิฟิกตื่นตัวและ “ร่วมกันต่อต้านการกระทำอันประมาทเลินเล่อของลัทธิเสนานิยมใหม่ของญี่ปุ่น”

ภายใต้การนำของนายกฯ ทากาอิจิ ญี่ปุ่นได้เร่งปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงให้มีความตื่นตัวและเชิงรุกมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการสลัดภาพลักษณ์ของประเทศรักสันติภาพที่ดำเนินมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

นายโคอิซุมิ ระบุว่า พฤติกรรมและการดำเนินกิจกรรมทางทหารในต่างประเทศของจีน ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับญี่ปุ่นและประชาคมโลก ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึง “มุ่งมั่น” ที่จะสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศอย่างมั่นคงและอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยความโปร่งใสสูง ไม่ว่าจะเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบโดรน ตลอดจนการป้องกันทางไซเบอร์และอวกาศ รวมถึงการเปิดประตูกว้างเพื่อร่วมมือด้านอุปกรณ์ป้องกันประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อเสริมสร้างการป้องปรามที่จับต้องได้ โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเพิ่งผ่านการปฏิรูปกฎเกณฑ์การส่งออกอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ยกลิกข้อจำกัดการขายอาวุธไปต่างประเทศ และเปิดทางให้ส่งออกเรือรบและขีปนาวุธได้

อย่างไรก็ตาม รมว.กลาโหมญี่ปุ่น ยอมรับว่ารู้สึก “เสียใจ” ที่ไม่มีโอกาสได้พบและหารือกับรัฐมนตรีกลาโหมของจีนในเวทีนี้ เนื่องจากเป็นปีที่สองติดต่อกันแล้วที่นายตง จุน รัฐมนตรีกลาโหมจีน ไม่ได้เดินทางมาร่วมประชุมด้วยตัวเอง โดยส่งเพียงคณะผู้แทนระดับรองมาแทน

นายโคอิซุมิกล่าวทิ้งท้ายในการประชุมที่มีเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจากกว่า 45 ประเทศเข้าร่วมว่า “แต่ถึงกระนั้น เรายังคงเปิดประตูต้อนรับการพูดคุยเสมอ ผมยังคงมุ่งมั่นที่จะสื่อสารกับประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงจีน เพื่อสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก” 

ที่มา Reuters / AFP

ชี้อุกกาบาตระเบิดเหนือท้องฟ้าสหรัฐฯ พลังเทียบเท่าระเบิด TNT 300 ตัน บ้านเรือนสั่นสะเทือน

ชี้อุกกาบาตระเบิดเหนือท้องฟ้าสหรัฐฯ พลังเทียบเท่าระเบิด TNT 300 ตัน บ้านเรือนสั่นสะเทือน

31 พ.ค. 2569 10:48 น.

ชี้อุกกาบาตระเบิดเหนือท้องฟ้าสหรัฐฯ พลังเทียบเท่าระเบิด TNT 300 ตัน บ้านเรือนสั่นสะเทือน

นาซาเผยอุกกาบาตซึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 120,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกก่อนแตกตัวเหนือรัฐแมสซาชูเซตส์และรัฐนิวแฮมป์เชียร์ของสหรัฐฯ ก่อให้เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องและแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ โดยมีพลังงานเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที 300 ตัน

สำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา เปิดเผยว่า เกิดเหตุอุกกาบาตพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและเกิดการระเบิดแตกกระจายเหนือพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา (30 พ.ค.) ส่งผลให้เกิดคลื่นกระแทกและเสียงระเบิดดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ จนทำให้ประชาชนในพื้นที่ต่างตื่นตระหนก และพากันโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ว่าแรงระเบิดนั้นรุนแรงจนทำให้บ้านเรือนสั่นไหว

เจนนิเฟอร์ ดูเรน รองหัวหน้าฝ่ายข่าวของนาซา แถลงการณ์ยืนยันว่า เหตุการณ์ลูกไฟ หรืออุกกาบาตที่มีความสว่างมากในครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14:06 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยวัตถุดังกล่าวพุ่งด้วยความเร็วสูงถึง 75,000 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือมากกว่า 120,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนจะแตกตัวออกเป็นเสี่ยงๆ ที่ระดับความสูงราว 64 กิโลเมตร เหนือพื้นที่รอยต่อระหว่างตอนตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐแมสซาชูเซตส์ และตอนตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐนิวแฮมป์เชียร์

นาซาระบุว่า พลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาในขณะที่อุกกาบาตแตกตัวนั้น มีความรุนแรงเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที ถึง 300 ตัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ลูกไฟดวงนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ฝนดาวตกใดๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยนาซายืนยันว่าเป็นวัตถุตามธรรมชาติจากอวกาศ ไม่ใช่เศษขยะอวกาศหรือดาวเทียมที่ร่วงตกลงมาแต่อย่างใด

ด้านสำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะได้รับรายงานจากประชาชนในพื้นที่ทางตะวันออกของรัฐ เกี่ยวกับเสียงระเบิดและการสั่นสะเทือนที่รู้สึกได้ในวงกว้าง แต่เบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งเหตุฉุกเฉินไปยังหน่วยงานตำรวจหรือดับเพลิงที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้

ขณะเดียวกัน สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) อธิบายเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์นี้คือ “โซนิกบูม” (Sonic Boom) หรือคลื่นกระแทกความเร็วเหนือแสงจากวัตถุที่คาดว่าเป็น “ดาวตกชนิดระเบิด” ซึ่งแตกต่างจากแผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่งใต้พื้นผิวโลก เนื่องจากคลื่นกระแทกจากโซนิกบูมจะเกิดขึ้นเป็นแนวเส้นตรงตามเส้นทางการเคลื่อนที่ในชั้นบรรยากาศ และขอยืนยันว่าไม่ได้เกิดแผ่นดินไหวรวมถึงไม่มีวัตถุใดๆ พุ่งชนพื้นโลกในครั้งนี้

ย้อนรอยอดีต เหตุการณ์ที่เชลยาบินสก์เหตุการณ์อุกกาบาตระเบิดในลักษณะนี้เคยสร้างความเสียหายครั้งใหญ่มาแล้วในปี 2013 ที่เมืองเชลยาบินสก์ ประเทศรัสเซีย โดยครั้งนั้นหินอวกาศที่มีขนาดใหญ่เท่ากับบ้านหนึ่งหลังได้ระเบิดกลางอากาศที่ความสูง 14 ไมล์เหนือพื้นดิน ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที ถึง 440,000 ตัน แรงอัดอากาศส่งผลให้หน้าต่างบ้านเรือนแตกกระจายเป็นพื้นที่กว้างกว่า  518 ตารางกิโลเมตร และทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเศษกระจกบาดมากกว่า 1,600 คน.

ที่มา NBC / Guardian