นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ประกาศยุบสภา 23 ม.ค. นี้ เตรียมเลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ.

นายกฯ ญี่ปุ่น "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" ประกาศยุบสภา 23 ม.ค. นี้ เตรียมเลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ.

19 ม.ค. 2569 16:56 น.

นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ประกาศยุบสภา 23 ม.ค. นี้ เตรียมเลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ.

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ เตรียมประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นในวันที่ 23 ม.ค. นี้ พร้อมกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ หวังดึงคะแนนเสียงสนับสนุนยุทธศาสตร์ความมั่นคงและแผนเพิ่มงบประมาณกลาโหมครั้งใหญ่ ท่ามกลางบททดสอบสำคัญด้านวิกฤตค่าครองชีพ

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันศุกร์ที่ 23 และกำหนดประกาศเลือกตั้งในวันที่ 27 ก่อนเปิดให้ประชาชนลงคะแนนเสียงในวันที่ 8 ของเดือนหน้า เพื่อขอฉันทานุมัติจากประชาชนต่อแผนเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐและยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเร่งการเสริมสร้างศักยภาพด้านกลาโหมของญี่ปุ่น

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ให้เหตุผลว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยจะต้องเป็นผู้ตัดสินว่า ประเทศควรเดินหน้าอย่างไร และเธอเหมาะสมที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่

ทาคาอิจิระบุว่า การยุบสภาเป็นการตัดสินใจที่หนักหน่วง แต่จำเป็น เพื่อไม่หลีกเลี่ยงปัญหา ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง และเพื่อกำหนด “ทิศทางของญี่ปุ่น” ร่วมกับประชาชน เนื่องจากนโยบายสำคัญหลายเรื่องที่กำลังจะถูกผลักดัน ไม่ได้อยู่ในนโยบายหาเสียงของการเลือกตั้งครั้งก่อน และจะเริ่มปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในงบประมาณปีงบประมาณ 2569 และร่างกฎหมายของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีกล่าวอย่างชัดเจนว่า เธอขอเอาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเดิมพันในการเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมขอให้ประชาชนตัดสินโดยตรงว่าจะมอบความไว้วางใจให้เธอบริหารประเทศต่อไปหรือไม่ โดยย้ำว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถือเป็น “การเลือกฝ่ายบริหาร” ทางอ้อม หากพรรคร่วมรัฐบาลคือพรรคเสรีประชาธิปไตยและพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น หรือ อิชิน สามารถครองเสียงข้างมากได้ เธอจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ แต่หากไม่สำเร็จ ประเทศอาจมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากฝ่ายค้าน

ในด้านเศรษฐกิจ ทาคาอิจิยืนยันว่า การยุบสภาจะไม่สร้างสุญญากาศทางนโยบาย รัฐบาลได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มเติมของปีนี้ และมาตรการรับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้นกำลังทยอยดำเนินการอยู่ พร้อมเน้นว่านโยบายความมั่นคงด้านการดำรงชีวิตของประชาชนยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง

ด้านการคลัง นายกรัฐมนตรีซานาเอะชี้ว่า งบประมาณปีใหม่สามารถควบคุมการออกพันธบัตรรัฐบาลใหม่ไว้ที่ 29.6 ล้านล้านเยน และลดการพึ่งพาหนี้สาธารณะลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก สะท้อนแนวคิด “การคลังเชิงรุกอย่างมีความรับผิดชอบ” พร้อมยืนยันจะควบคุมการขยายตัวของหนี้ให้อยู่ในกรอบการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลังและความเชื่อมั่นของตลาด

นอกจากนี้ เธอยังกล่าวถึงการปฏิรูประบบประกันสังคมอย่างยั่งยืน การจัดทำระบบเครดิตภาษีแบบมีเงินสนับสนุน รวมถึงประเด็นอ่อนไหวอย่างการแก้ไขกฎหมายราชวงศ์และรัฐธรรมนูญ โดยย้ำว่าการดำเนินนโยบายเหล่านี้จำเป็นต้องมีเสถียรภาพทางการเมืองและความไว้วางใจที่ชัดเจนจากประชาชน

สำหรับกำหนดการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีระบุว่า จะประกาศรับสมัครผู้ชิงตำแหน่งในวันที่ 27 มกราคม และจัดการลงคะแนนเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พร้อมย้ำว่าการยุบสภาครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้ากับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อขอคำตัดสินต่ออนาคตของประเทศและบทบาทผู้นำรัฐบาลอย่างไม่คลุมเครือ.

การเลือกตั้งครั้งนี้จะตัดสินที่นั่งทั้งหมด 465 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และถือเป็นบททดสอบทางการเมืองครั้งแรกของนางทาคาอิจิ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

การยุบสภาและจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด มีเป้าหมายเพื่อใช้จังหวะคะแนนนิยมที่ยังแข็งแกร่ง เสริมความเป็นเอกภาพภายในพรรคเสรีประชาธิปไตย และพยุงเสียงข้างมากที่เปราะบางของรัฐบาลผสมในสภา

อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มงบประมาณในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของประชาชน ผลสำรวจของสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคระบุว่า ร้อยละ 45 ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นคือปัญหาหลัก รองลงมาคือการทูตและความมั่นคงแห่งชาติที่ร้อยละ 16

นักวิเคราะห์มองว่า ผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวชี้วัดชัดเจนว่าประชาชนญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนนโยบายใช้จ่ายที่สูงขึ้นและแนวทางด้านความมั่นคงที่เข้มข้นมากขึ้นของรัฐบาลทาคาอิจิหรือไม่ ในบริบทเศรษฐกิจที่ยังตึงตัวและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา NHK  Reuters

เลขาธิการยูเอ็นชี้ สหรัฐฯ เชื่อใน “อำนาจ” มากกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ

เลขาธิการยูเอ็นชี้ สหรัฐฯ เชื่อใน "อำนาจ" มากกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ

19 ม.ค. 2569 14:54 น.

เลขาธิการยูเอ็นชี้ สหรัฐฯ เชื่อใน “อำนาจ” มากกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า สหรัฐอเมริกากำลังดำเนินนโยบายอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีความเชื่อชัดเจนว่าอำนาจและอิทธิพลของตนสำคัญกว่ากลไกพหุภาคีและบรรทัดฐานสากล คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางบริบทความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงกรณีสหรัฐฯ ปฏิบัติการต่อเวเนซุเอลา และคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการผนวกกรีนแลนด์

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับรายการ Today ของ BBC Radio 4 โดยระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีความเชื่ออย่างฝังรากลึกว่า “แนวทางแก้ปัญหาแบบพหุภาคีนั้นไม่มีความหมาย” และสิ่งที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญมากกว่าบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ คือการใช้อำนาจและอิทธิพลของตนเองเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์

คำวิจารณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตึงเครียด ทั้งกรณีที่สหรัฐฯ บุกโจมตีเวเนซุเอลาและควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร รวมถึงคำขู่ซ้ำๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการผนวกดินแดนกรีนแลนด์ ซึ่งกูเตอร์เรสชี้ว่าหลักการพื้นฐานของยูเอ็นเรื่องความเท่าเทียมกันของรัฐสมาชิกกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของยูเอ็น พร้อมอ้างว่าตนเองเป็นผู้ยุติ “สงครามที่ไม่มีวันจบ” ถึง 7 แห่งด้วยตัวคนเดียว โดยที่ยูเอ็นไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยแม้แต่น้อย และทิ้งท้ายว่า “ในที่สุดผมก็ตระหนักได้ว่า ยูเอ็นไม่ได้มีไว้เพื่อเรา”

กูเตอร์เรสยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ายูเอ็นประสบความยากลำบากในการบังคับให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามกฎบัตรและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในความเป็นจริงยูเอ็นไม่มี “อำนาจต่อรอง” เมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจ และตั้งคำถามว่าอำนาจนั้นถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนหรือเพียงแก้เฉพาะหน้า

พร้อมระบุถึงประเด็นสำคัญ เช่น วิกฤตการณ์ในกาซาที่ยูเอ็นถูกขัดขวางไม่ให้ส่งความช่วยเหลือ และอิสราเอลยังสนับสนุนให้ใช้บริษัทภายนอกทำงานแทนยูเอ็น จนนำไปสู่เหตุสลดที่มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตขณะรอรับอาหาร

ในประเด็นความไร้ประสิทธิภาพของคณะมนตรีความมั่นคง (ยูเอ็นเอสซี) กูเตอร์เรสชี้ว่ายูเอ็นเอสซีไม่ได้เป็นตัวแทนของโลกในปัจจุบันอีกต่อไป และการใช้สิทธิวีโต้ของสมาชิกถาวรทั้งห้า ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน ถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน จนทำให้การแก้ปัญหาสงครามในยูเครนและกาซาเป็นอัมพาต

เขายังเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างสมาชิกถาวร โดยวิจารณ์ว่ามีประเทศยุโรปนั่งเป็นสมาชิกถาวรถึง 3 ประเทศ ซึ่งไม่สะท้อนเสียงของทั้งโลก และจำกัดการใช้วีโต้เพื่อลด “ทางตันที่ยอมรับไม่ได้”

เลขาฯ ยูเอ็น ทิ้งท้ายว่า โครงสร้างการแก้ปัญหาที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1945 ไม่สามารถแก้ปัญหาของปี 2026 ได้อีกต่อไป โลกกำลังเต็มไปด้วยความปั่นป่วน การละเมิดกฎหมายสากลอย่างหน้าไม่อาย และความไม่แน่นอน

“คนส่วนใหญ่อาจลังเลที่จะเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจ แต่ความจริงก็คือ หากเราไม่เผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจ เราจะไม่มีวันสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมได้” กูเตอร์เรสกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งในช่วงสิ้นปีนี้.

ที่มา BBC

กัวเตมาลาประกาศภาวะฉุกเฉิน เหตุจับตัวประกันในเรือนจำ-สังหารตำรวจ 8 นาย

กัวเตมาลาประกาศภาวะฉุกเฉิน เหตุจับตัวประกันในเรือนจำ-สังหารตำรวจ 8 นาย

19 ม.ค. 2569 13:06 น.

กัวเตมาลาประกาศภาวะฉุกเฉิน เหตุจับตัวประกันในเรือนจำ-สังหารตำรวจ 8 นาย

ประธานาธิบดีกัวเตมาลาประกาศภาวะฉุกเฉิน 30 วัน เพื่อกวาดล้างแก๊งอาชญากรรม หลังเกิดเหตุจลาจลจับตัวประกันในเรือนจำ 3 แห่ง และเหตุสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8 นายเพื่อตอบโต้รัฐบาล เตรียมส่งกองทัพลงถนนสั่งพักสิทธิการชุมนุมและจับกุมโดยไม่ต้องมีหมายศาล

ประธานาธิบดีเบร์นาร์โด อาเรบาโล ของกัวเตมาลา ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเป็นเวลา 30 วัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ม.ค.) เพื่อรับมือและปราบปรามแก๊งอาชญากร หลังเกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่อง รวมถึงการสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อย 8 นาย และการจับตัวประกันในเรือนจำ 3 แห่งทั่วประเทศ

เหตุการณ์เริ่มขึ้นหลังผู้ต้องขังที่มีความเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากร จับตัวประกันรวม 46 คน ในเรือนจำต่าง ๆ เพื่อกดดันให้รัฐบาลย้ายหัวหน้าแก๊งออกจากเรือนจำความมั่นคงสูงไปยังเรือนจำที่มีการควบคุมน้อยกว่า ต่อมาทางการสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์และยึดเรือนจำทั้ง 3 แห่งกลับคืนได้ภายในวันเดียวกัน

กระทรวงมหาดไทยระบุว่า ตำรวจ 8 นายเสียชีวิตจากการโจมตีตอบโต้ของกลุ่มอาชญากร ขณะปฏิบัติหน้าที่ และมีตำรวจได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 10 นาย รวมถึงมีผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกแก๊งเสียชีวิต 1 ราย รัฐมนตรีมหาดไทยชี้ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อปฏิบัติการของรัฐ

คำสั่งภาวะฉุกเฉินมีผลบังคับใช้ทันที โดยระงับสิทธิการชุมนุม และให้อำนาจเจ้าหน้าที่จับกุมและสอบสวนบุคคลได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวยังต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาที่ฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก ขณะที่ประธานสภาเรียกร้องความเป็นเอกภาพของประเทศในช่วงเวลาวิกฤต

ส่วนในช่วงเช้าวันอาทิตย์ ตำรวจและทหารเข้าปฏิบัติการในเรือนจำความมั่นคงสูง “เรโนวาซิออน 1” ทางตอนใต้ของกรุงกัวเตมาลาซิตี โดยใช้รถหุ้มเกราะและแก๊สน้ำตา ใช้เวลาเพียง 15 นาทีในการยึดคืนพื้นที่และช่วยเหลือตัวประกันทั้งหมดโดยไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม พร้อมจับกุมผู้นำแก๊งบาร์ริโอ 18 ที่ถูกระบุว่าเป็นแกนนำระดับประเทศ

ขณะเดียวกัน ทางการสามารถช่วยเหลือตัวประกันอีก 28 คนจากเรือนจำเฟรฆาเนส 2 และอีก 9 คนจากเรือนจำพรีเวนตีโว รวมปฏิบัติการทั้งหมดไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รัฐมนตรีกลาโหมยืนยันกองทัพจะยังคงตรึงกำลังบนท้องถนนเพื่อรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรม

แก๊งบาร์ริโอ 18 และมารา ซัลวาทรูชา หรือ MS-13 ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอหลักของปัญหายาเสพติดและความรุนแรงในกัวเตมาลา โดยสหรัฐฯ จัดให้ทั้งสองกลุ่มเป็นองค์กรก่อการร้าย ข้อมูลทางการระบุว่า อัตราการฆาตกรรมของกัวเตมาลาในปี 2025 อยู่ที่ 16.1 ต่อประชากร 100,000 คน สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกมากกว่า 2 เท่า.


ที่มา AFP

วิกฤตประชากรจีน อัตราเกิดลดลงต่อเนื่องปีที่ 4 ดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

วิกฤตประชากรจีน อัตราเกิดลดลงต่อเนื่องปีที่ 4 ดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

19 ม.ค. 2569 12:29 น.

วิกฤตประชากรจีน อัตราเกิดลดลงต่อเนื่องปีที่ 4 ดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยข้อมูลประชากรจีนลดลงกว่า 3.3 ล้านคน หรือลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ในปี 2025 หลังอัตราการเกิดดิ่งลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่สังคมผู้สูงอายุขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญเตือนแนวโน้มถดถอยยาว กระทบแรงงาน เศรษฐกิจ และระบบสวัสดิการ

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยวันนี้ (19 ม.ค.) ว่า ประชากรจีนในปี 2025 ลดลงเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยจำนวนประชากรลดลง 3.39 ล้านคน เหลือ 1,405 ล้านคน เร็วกว่าการลดลงในปี 2024

ตัวเลขระบุว่า ปี 2025 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 7.92 ล้านคน ลดลงถึง 17% จาก 9.54 ล้านคนในปีก่อนหน้า ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 11.31 ล้านคน จาก 10.93 ล้านคน ส่งผลให้อัตราเกิดลดลงเหลือ 5.63 คนต่อประชากร 1,000 คน และอัตราการตายเพิ่มเป็น 8.04 คนต่อประชากร 1,000 คน สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1968

นักประชากรศาสตร์ชี้ว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2025 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 1738 ซึ่งขณะนั้นจีนมีประชากรเพียงราว 150 ล้านคน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่รุนแรง ขณะที่จีนเริ่มเผชิญภาวะประชากรหดตัวตั้งแต่ปี 2022 และกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลระบุว่า ประชากรอายุเกิน 60 ปี มีสัดส่วนราว 23% ของทั้งประเทศ และคาดว่าในปี 2035 จะเพิ่มเป็น 400 ล้านคน เทียบเท่าจำนวนประชากรของสหรัฐอเมริกาและอิตาลีรวมกัน ส่งผลให้แรงงานจำนวนมหาศาลทยอยออกจากตลาดในช่วงที่งบประมาณบำนาญตึงตัว รัฐบาลจีนจึงปรับเพิ่มอายุเกษียณ โดยผู้ชายทำงานถึง 63 ปี และผู้หญิงถึง 58 ปี

ในด้านโครงสร้างครอบครัว จำนวนการจดทะเบียนสมรสในปี 2024 ลดลงเกือบ 20% ซึ่งเป็นสถิติลดลงมากที่สุด สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราเกิดที่ชะลอตัว แม้รัฐบาลผ่อนคลายกฎให้คู่รักสามารถจดทะเบียนสมรสได้ทุกพื้นที่ตั้งแต่ปี 2025 ส่งผลให้การสมรสในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นกว่า 22% แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเพียงแรงหนุนระยะสั้น

แม้ทางการจะพยายามลบล้างอิทธิพลของ “นโยบายลูกคนเดียว” (ปี 1980-2015) แต่ทัศนคติของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปมาก การย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองที่มีค่าครองชีพสูงส่งผลให้การมีลูกเป็นภาระหนัก อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณบวกเล็กน้อยจากการแก้กฎหมายให้คู่รักสามารถ “จดทะเบียนสมรสที่ไหนก็ได้” ส่งผลให้ยอดการแต่งงานในไตรมาส 3 ของปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 22.5%

ขณะเดียวกัน การย้ายถิ่นสู่เมืองที่มีต้นทุนการเลี้ยงดูสูง ทำให้อัตราการมีบุตรยิ่งลดลง โดยอัตราความเป็นเมืองของจีนเพิ่มเป็น 68% ในปี 2025 จากราว 43% ในปี 2005

ด้านนโยบายเศรษฐกิจในปี 2026 รัฐบาลจีนวางแผนทุ่มงบประมาณกว่า 1.8 แสนล้านหยวน เพื่อกระตุ้นการเกิด โดยมีมาตรการสำคัญคือเงินอุดหนุนเด็กแห่งชาติ ซึ่งเริ่มใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา รวมถึงนโยบาย “แม่ไม่ต้องจ่าย” โดยรัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์และคลอดบุตรทั้งหมด รวมถึงสวัสดิการครอบคลุมการทำเด็กหลอดแก้วผ่านกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ

ปัจจุบัน จีนมีอัตราการเจริญพันธุ์เพียงราว 1 คนต่อผู้หญิง 1 คน ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรอย่างมาก และคาดว่าจำนวนผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จะลดลงเหลือต่ำกว่า 100 ล้านคนภายในสิ้นศตวรรษนี้ ซึ่งจะเป็นความท้าทายระยะยาวต่อเศรษฐกิจและสังคมจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ที่มา Reuters

เจ้าชายแฮร์รีเตรียมสู้คดีสื่ออังกฤษนัดสุดท้าย ฟ้องสื่อยักษ์ใหญ่คดีดักฟัง

เจ้าชายแฮร์รีเตรียมสู้คดีสื่ออังกฤษนัดสุดท้าย ฟ้องสื่อยักษ์ใหญ่คดีดักฟัง

19 ม.ค. 2569 11:27 น.

เจ้าชายแฮร์รีเตรียมสู้คดีสื่ออังกฤษนัดสุดท้าย ฟ้องสื่อยักษ์ใหญ่คดีดักฟัง

เจ้าชายแฮร์รีเตรียมเสด็จกรุงลอนดอนในสัปดาห์นี้ เพื่อร่วมการพิจารณาคดีความกับกลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดัง ผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ Daily Mail และ Mail on Sunday ในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวและรวบรวมข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งนับเป็น “ภารกิจสุดท้าย” ในมหากาพย์การต่อสู้กับสื่อที่ดำเนินมาอย่างยาวนานของพระองค์

การพิจารณาคดีครั้งนี้จัดขึ้นที่ศาลสูงในกรุงลอนดอน โดยมีกำหนดเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ (19 ม.ค.) และคาดว่าจะใช้เวลายาวนานถึง 9 สัปดาห์ เจ้าชายแฮร์รี ทรงเป็นโจทก์ร่วมกับคนดังอีกหลายราย อาทิ เอลตัน จอห์น ศิลปินระดับตำนาน, เดวิด เฟอร์นิช สามีของเขา, รวมถึงนักแสดงชื่อดังอย่าง เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์ และ ซาดี ฟรอสต์

กลุ่มผู้ร้องเรียนกล่าวหาว่า Associated Newspapers ผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ Daily Mail และ Mail on Sunday ว่า ได้กระทำการหรือจ้างวานกิจกรรมที่ผิดกฎหมายหลายอย่าง ได้แก่การดักฟัง โดยการจ้างนักสืบเอกชนเพื่อติดตั้งอุปกรณ์ฟังเสียงภายในรถยนต์ รวมถึงการปลอมแปลงตัวตนโดยอ้างเป็นบุคคลอื่นเพื่อเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ที่สำคัญ และการลักลอบฟัง ด้วยการแอบเข้าถึงการสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มสื่อดังกล่าวได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่น โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ “น่าเกลียดชัง” และ “ไร้สาระ”

ตามร่างกำหนดการของศาล เจ้าชายแฮร์รีจะทรงเข้าร่วมฟังการแถลงเปิดคดีในช่วง 3 วันแรก และมีกำหนดขึ้นให้การเป็นพยานตลอดทั้งวันในวันพฤหัสบดี ขณะที่เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์ จะขึ้นให้การในสัปดาห์ถัดไป และเอลตัน จอห์น มีกำหนดขึ้นให้การในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์

การเสด็จกลับอังกฤษครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก นับตั้งแต่พระองค์ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูงในปี 2020 และย้ายไปพำนักที่รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ กับเมแกน พระชายา แม้ในการเสด็จเยือนครั้งก่อนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พระองค์จะมีโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เพื่อเยียวยารอยร้าวในราชวงศ์ แต่สื่ออังกฤษระบุว่าในการเสด็จครั้งนี้ ยังไม่มีแผนที่จะได้เข้าเฝ้าพระราชบิดาแต่อย่างใด

เป็นที่ทราบกันดีว่าเจ้าชายแฮร์รีทรงโทษสื่อว่าเป็นต้นเหตุการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา พระมารดา เมื่อปี 1997 จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะถูกปาปารัสซีไล่ตามในกรุงปารีส ทำให้พระองค์ทรงถือเป็นภารกิจส่วนตัวที่จะทำให้สื่อต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสม

คดีนี้นับเป็นคดีที่สามและคดีสุดท้าย หลังจากที่พระองค์เคยได้รับชัยชนะและค่าเสียหายมาแล้วจากคดีก่อนหน้า โดยศาลตัดสินให้พระองค์ชนะคดีในปี 2023 กับกลุ่มบริษัท Mirror Group Newspapers (MGN) หลังพบว่ามีการดักฟังโทรศัพท์จริง โดยได้รับค่าเสียหายกว่า 1.4 แสนปอนด์

ส่วนกลุ่มบริษัท News Group Newspapers (NGN) สื่อในเครือของนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อก เพิ่งตกลงยอมความนอกศาลและจ่ายค่าเสียหายจำนวนมหาศาลให้แก่พระองค์เมื่อเดือนมกราคม 2025 ที่ผ่านมา พร้อมออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการต่อการล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของพระองค์และเจ้าหญิงไดอานา

มาร์ค สตีเฟนส์ ทนายความด้านสื่อ ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า คดีนี้มีความสำคัญมากกว่าแค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของ “ความรับผิดชอบของสื่อในอนาคต” โดยระบุว่า แม้เสรีภาพของสื่อจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่เสรีภาพจากการถูกสอดแนมอย่างผิดกฎหมายก็สำคัญไม่แพ้กัน การพิจารณาคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการตรวจสอบการทำงานของสื่อมวลชนทั่วโลก.

จีนบรรลุเป้าจีดีพีปี 2025 โต 5% แม้เผชิญมรสุมภาษี “ทรัมป์” และวิกฤตอสังหาฯ ในประเทศ

จีนบรรลุเป้าจีดีพีปี 2025 โต 5% แม้เผชิญมรสุมภาษี "ทรัมป์" และวิกฤตอสังหาฯ ในประเทศ

19 ม.ค. 2569 11:06 น.

จีนบรรลุเป้าจีดีพีปี 2025 โต 5% แม้เผชิญมรสุมภาษี “ทรัมป์” และวิกฤตอสังหาฯ ในประเทศ

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตลอดปี 2025 เติบโตอยู่ที่ 5% บรรลุเป้าหมายที่รัฐบาลปักหมุดไว้ที่ “ประมาณ 5%” ได้สำเร็จ ปัจจัยหลักมาจากการที่จีนสามารถทำยอดเกินดุลการค้าได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะการขยายฐานการส่งออกไปยังตลาดนอกเหนือจากสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

รัฐบาลจีนรายงานว่า เศรษฐกิจจีนขยายตัว 5% ในปีที่ผ่านมา บรรลุเป้าหมายการเติบโตประจำปี แม้ต้องเผชิญความผันผวนจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการส่งออกที่ทำสถิติสูงสุด อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี (ต.ค.-ธ.ค.) อัตราการเติบโตเริ่มชะลอตัวลงเหลือ 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น

แม้ตัวเลขภาพรวมจะดูดี แต่เศรษฐกิจภายในประเทศยังคงเผชิญปัญหาเรื้อรัง ทั้งวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ โดยราคาบ้านในเดือนธันวาคมลดลง 2.7% ซึ่งเป็นการดิ่งลงแรงที่สุดในรอบ 5 เดือน ขณะที่ยอดการลงทุนในอสังหาฯ ตลอดทั้งปีร่วงลงถึง 17.2%

ส่วนยอดค้าปลีกในเดือนธันวาคมโตเพียง 0.9% ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี สะท้อนว่าผู้บริโภคชาวจีนยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตยังคงเป็นจุดแข็ง โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคมขยายตัว 5.2% สูงกว่าเดือนก่อนหน้า

คัง อี้ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ยอมรับว่าเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับภาวะ “อุปทานแข็งแกร่ง แต่อุปสงค์อ่อนแอ” แต่ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพการเติบโตต่อไปได้ในปีนี้

ในปี 2026 จีนยังต้องรับมือกับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะการที่ทรัมป์ขู่จะเพิ่มภาษีกับประเทศที่ค้าขายกับอิหร่านหรือคัดค้านแผนการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ 

นอกจากประเด็นเศรษฐกิจ จีนยังเผชิญกับ “วิกฤตประชากร” ที่รุนแรงขึ้น โดยจำนวนประชากรลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 4 เหลือเพียง 1.41 พันล้านคน ส่วนอัตราการเกิดลดต่ำลงเหลือเพียง 5.63 คนต่อประชากร 1,000 คน ขณะที่สังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้คาดการณ์ว่าแรงงานหลายร้อยล้านคนจะทยอยออกจากระบบเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้นในปีนี้ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและลดการพึ่งพาการส่งออก เพื่อสร้างความสมดุลให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว.

ที่มา BBC

ประชุมใหญ่ “พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม” คาดเลือกผู้นำชุดใหม่ “โต เลิม” ตัวเต็งนั่งเลขาธิการต่อ

ประชุมใหญ่ "พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม" คาดเลือกผู้นำชุดใหม่ “โต เลิม” ตัวเต็งนั่งเลขาธิการต่อ

19 ม.ค. 2569 10:59 น.

ประชุมใหญ่ “พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม” คาดเลือกผู้นำชุดใหม่ “โต เลิม” ตัวเต็งนั่งเลขาธิการต่อ

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามจัดประชุมใหญ่ เลือกผู้นำชุดใหม่ “โต เลิม” ตัวเต็งนั่งเลขาธิการต่อ ท่ามกลางแรงกดดันทุจริต-ภาษีทรัมป์ และเป้าหมายโตแรง 10% ในปี 2026

วันที่ 19 มกราคม 2569 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า การประชุมใหญ่ครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ระหว่างวันที่ 19-23 มกราคม ถือเป็นเวทีอำนาจสูงสุดของรัฐพรรคเดียว โดยจะตัดสินตำแหน่งสำคัญที่สุดของประเทศ คือ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีอำนาจนำทั้งพรรคและรัฐ

แหล่งข่าวและนักวิเคราะห์มองตรงกันว่า นายโต เลิม วัย 68 ปี เลขาธิการพรรคคนปัจจุบัน ยังคงเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่อ ผ่านกระบวนการตัดสินใจลับภายในพรรค โดยนายโต เลิม เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2567 แทน เหงียน ฟู้ จ่อง อดีตผู้นำสูงสุดที่ถึงแก่อสัญกรรมในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน  

นักวิเคราะห์มองว่า เวียดนามยังเผชิญโจทย์ใหญ่ ทั้งปัญหาคอร์รัปชัน และแรงกดดันจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 สูงถึง 10% จากอัตราเฉลี่ยกว่า 6% ที่รักษามายาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง 

ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนพรรคกว่า 1,600 คน ร่วมรับรองเอกสารนโยบาย 5 ปี และเลือก คณะกรรมการกลาง ประมาณ 200 คน ก่อนคัดเลือกสมาชิก โปลิตบูโร 17–19 คน รวมถึงเลขาธิการพรรค ผ่านกระบวนการที่ไม่มีการแข่งขันทางการเมือง ขณะที่ผู้นำสูงสุดชุดใหม่จะถูกเปิดเผยในวันสุดท้ายของการประชุม โดยเลขาธิการพรรคจะกล่าวสุนทรพจน์ปิดการประชุม.

ที่มา BBC

เด็กออสเตรเลียถูกฉลามกัดกลางอ่าวซิดนีย์ปางตาย หลังฝนตกหนักทำฉลามหลุดเข้าพื้นที่เมือง

 เด็กออสเตรเลียถูกฉลามกัดกลางอ่าวซิดนีย์ปางตาย หลังฝนตกหนักทำฉลามหลุดเข้าพื้นที่เมือง

19 ม.ค. 2569 10:29 น.

เด็กออสเตรเลียถูกฉลามกัดกลางอ่าวซิดนีย์ปางตาย หลังฝนตกหนักทำฉลามหลุดเข้าพื้นที่เมือง

เด็กชายชาวออสเตรเลีย อาการวิกฤต หลังถูกฉลามกัดอย่างรุนแรงกลางอ่าวซิดนีย์ ท่ามกลางสภาพอากาศฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ฉลามหลุดเข้ามาในเขตเมือง

เหตุไม่คาดคิดนี้เกิดที่ชายหาดย่าน วอคลูส ห่างจากย่านศูนย์กลางธุรกิจซิดนีย์ราว 9 กิโลเมตร ภายในอ่าวซิดนีย์ โดยเด็กชายกำลังกระโดดลงน้ำจากโขดหินสูงประมาณ 6 เมตรพร้อมเพื่อน ๆ ในช่วงบ่ายแก่ ๆ ก่อนจะถูกฉลามเข้าจู่โจมอย่างไม่คาดคิด

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์เปิดเผยว่า ฝนตกหนักในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้น้ำจืดไหลลงสู่อ่าวจำนวนมาก ส่งผลให้น้ำมีลักษณะขุ่นและกลายเป็นสภาพน้ำกร่อย ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ฉลามบูลชาร์ก หรือฉลามหัวบาตรชื่นชอบ 

ผู้บังคับการตำรวจ โจเซฟ แม็กนัลตี ระบุว่า การผสมกันของน้ำจืด น้ำกร่อย และการกระโดดลงน้ำที่ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน อาจสร้างสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบ สำหรับการเกิดเหตุฉลามโจมตี

หลังถูกกัด เด็กชายถูกเพื่อน ๆ ช่วยดึงขึ้นจากน้ำ ก่อนเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินจะเข้าถึงพื้นที่ โดยตำรวจได้นำตัวเด็กชายที่หมดสติขึ้นเรือตรวจการณ์ และปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการ ใช้สายรัดห้ามเลือดที่ขาทั้งสองข้าง เพื่อหยุดการเสียเลือดอย่างรุนแรง

เจ้าหน้าที่พยายามช่วยกู้ชีพเด็กชายระหว่างเร่งนำเรือข้ามอ่าวไปยังท่าเรือ ซึ่งรถพยาบาลรอรับตัวอยู่ ก่อนนำส่งโรงพยาบาลเด็กซิดนีย์

ขณะนี้ เด็กชายยังคงรักษาตัวอยู่ใน หอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โดยมีครอบครัวและเพื่อนอยู่เคียงข้างตลอดเวลา

ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่า นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1791 เป็นต้นมา มีเหตุการณ์ ฉลามโจมตีมนุษย์ในออสเตรเลียมากกว่า 1,280 ครั้ง โดยกว่า 250 ครั้งเป็นเหตุเสียชีวิต ปัจจุบันออสเตรเลียมีเหตุฉลามโจมตีเฉลี่ยราว 20 ครั้งต่อปี และมีผู้เสียชีวิตไม่ถึง 3 รายต่อปี ซึ่งยังน้อยกว่าสถิติการจมน้ำและอุบัติเหตุทางทะเลอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นและพื้นที่ชายฝั่งที่แออัดมากขึ้น อาจส่งผลให้รูปแบบการอพยพของฉลามเปลี่ยนไป และเพิ่มความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับมนุษย์

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา นักโต้คลื่นเสียชีวิตหลังถูก ฉลามขาวยักษ์ โจมตีที่ชายหาดทางตอนเหนือของซิดนีย์ และอีกสองเดือนถัดมา หญิงรายหนึ่งถูก ฉลามหัวบาตร กัดเสียชีวิตขณะว่ายน้ำบริเวณชายหาดห่างไกลทางเหนือของเมือง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฉลามกัด

เน็ตอิหร่านเริ่มกลับมาใช้ได้บางส่วน หลังปิดกั้นนาน 10 วัน ยอดตายพุ่ง 5,000 ราย

เน็ตอิหร่านเริ่มกลับมาใช้ได้บางส่วน หลังปิดกั้นนาน 10 วัน ยอดตายพุ่ง 5,000 ราย

19 ม.ค. 2569 10:13 น.

เน็ตอิหร่านเริ่มกลับมาใช้ได้บางส่วน หลังปิดกั้นนาน 10 วัน ยอดตายพุ่ง 5,000 ราย

สถานการณ์การสื่อสารในอิหร่านเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย หลังมีรายงานอินเทอร์เน็ตกลับมาใช้งานได้เป็นการจำกัดในบางช่วงเวลา ก่อนจะถูกตัดอีกครั้ง ท่ามกลางการจับตาขององค์กรสิทธิมนุษยชน 

กลุ่มติดตามอินเทอร์เน็ต NetBlocks รายงานเมื่อวันอาทิตย์ (18 ม.ค.) ว่า ปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอิหร่านเพิ่มขึ้นชั่วคราว หลังรัฐบาลอนุญาตให้เข้าถึงบริการบางส่วน เช่น Google และแอปพลิเคชันส่งข้อความ แต่ยังอยู่ภายใต้การกรองอย่างเข้มงวด ก่อนที่สัญญาณจะถูกจำกัดลงอีกครั้งในเวลาต่อมา

การปิดอินเทอร์เน็ตเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชน ที่ระบุว่าเป็นความพยายามของรัฐในการ ปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและปกปิดการใช้ความรุนแรงของกองกำลังความมั่นคง ต่อผู้ชุมนุม

การประท้วงในอิหร่านปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม จากความไม่พอใจด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และการบริหารประเทศ ก่อนลุกลามเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี และค่อย ๆ ซาลงหลังการปราบปรามอย่างรุนแรง ซึ่งองค์กรสิทธิเรียกว่าเป็นการสังหารหมู่

องค์กร Iran Human Rights (IHR) ซึ่งตั้งอยู่ในนอร์เวย์ ระบุว่า ได้ตรวจสอบยืนยันแล้วว่ามีผู้ประท้วง เสียชีวิตอย่างน้อย 3,428 คน จากข้อมูลโรงพยาบาล พยาน และแหล่งข่าวอิสระในประเทศ แต่เตือนว่ายอดจริงอาจสูงกว่านี้มาก

ขณะที่การประเมินจากหลายแหล่งชี้ว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจมากกว่า 5,000 คน และอาจสูงถึง 20,000 คน อย่างไรก็ตาม การปิดอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องทำให้ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างอิสระ

ด้านสถานีโทรทัศน์ฝ่ายค้านนอกประเทศ Iran International อ้างแหล่งข่าวระดับสูงของรัฐบาลและหน่วยความมั่นคง ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12,000 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวถูกฝ่ายตุลาการอิหร่านปฏิเสธ

ความตึงเครียดทางการเมืองยิ่งทวีขึ้น หลังอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ว่าถึงเวลาที่อิหร่านควรมีผู้นำใหม่ พร้อมวิจารณ์ผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ว่าเป็นผู้นำที่ปล่อยให้มีการสังหารประชาชน

ถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน ออกโรงเตือนทันทีว่า การโจมตีหรือคุกคามผู้นำสูงสุด เท่ากับเป็นการประกาศสงครามกับประชาชนอิหร่านทั้งชาติ

แม้ทางการอิหร่านยืนยันว่าความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่ท้องถนนแล้ว และโรงเรียนกลับมาเปิดเรียนตามปกติ แต่ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีรายงานว่ายังพบ กองกำลังรักษาความปลอดภัยพร้อมยานเกราะและรถจักรยานยนต์ลาดตระเวนในกรุงเตหะราน

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีเปเซชเคียนระบุว่า ได้เสนอให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ ยกเลิกข้อจำกัดการใช้อินเทอร์เน็ตโดยเร็วที่สุด โดยประชาชนบางส่วนรายงานว่าสามารถใช้ WhatsApp โทรออกต่างประเทศ และส่งข้อความได้อีกครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ด้านฝ่ายตุลาการอิหร่านย้ำว่า ผู้ที่มีบทบาทในการปลุกระดมความรุนแรงอาจถูกดำเนินคดีฐานทำสงครามต่อพระเจ้า ซึ่งมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต สร้างความกังวลอย่างหนักในหมู่ประชาคมโลก

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การขู่ใช้โทษประหารอาจเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการ ข่มขู่และยุติการประท้วง ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติที่ยังคงจับตาสถานการณ์อิหร่านอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

เกิดระเบิดรุนแรงที่โรงงานเหล็กในจีน ดับ 2 ศพ บาดเจ็บ 84 ราย

เกิดระเบิดรุนแรงที่โรงงานเหล็กในจีน ดับ 2 ศพ บาดเจ็บ 84 ราย

19 ม.ค. 2569 09:20 น.

เกิดระเบิดรุนแรงที่โรงงานเหล็กในจีน ดับ 2 ศพ บาดเจ็บ 84 ราย

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงในโรงงานผลิตแผ่นเหล็กหายาก เมืองเป่าโถว เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ของจีน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ สูญหาย 5 ราย บาดเจ็บกว่า 60 คน ผู้นำระดับสูงพื้นที่ลงพื้นที่คุมสถานการณ์ด้วยตนเอง

วันที่ 19 มกราคม 2569 เกิดเหตุระเบิดรุนแรงภายในโรงงานผลิตแผ่นเหล็กหายาก (Rare Earth Steel Plate Factory) ของบริษัท เป่ากัง ยูไนเต็ด สตีล ในเมืองเป่าโถว เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ทางตอนเหนือของจีน เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของช่วงบ่ายวันอาทิตย์ (18 ม.ค.) ที่ผ่านมา 

ทางการท้องถิ่นเปิดเผยว่า การระเบิดมีความรุนแรงจนเกิดกลุ่มควันหนาพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า และแรงอัดกระแทกทำให้กระจกบ้านเรือนในละแวกใกล้เคียงแตกเสียหาย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีก 5 ราย  

ทางด้านหน่วยงานจัดการเหตุฉุกเฉินและกู้ภัยดับเพลิงเปิดเผยว่า จนถึงเวลา 17.30 น. มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 66 ราย ถูกตัวนำส่งโรงพยาบาล และอีก 3 รายอาการสาหัส ขณะเดียวกัน ทีมกู้ภัยจากทั้งระดับเขตปกครองตนเองและเมืองเป่าโถว ทั้งหน่วยดับเพลิง ตำรวจ และทีมแพทย์เฉพาะทาง ยังคงเร่งค้นหาคนงานที่สูญหายภายในพื้นที่โรงงานอย่างต่อเนื่อง.