รวบวิศวกร “กูเกิล” ใช้ข้อมูลวงในโกงเดิมพันออนไลน์ ฟันกำไรกว่า 39 ล้านบาท

รวบวิศวกร "กูเกิล" ใช้ข้อมูลวงในโกงเดิมพันออนไลน์ ฟันกำไรกว่า 39 ล้านบาท

28 พ.ค. 2569 13:06 น.

รวบวิศวกร “กูเกิล” ใช้ข้อมูลวงในโกงเดิมพันออนไลน์ ฟันกำไรกว่า 39 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ตั้งข้อหาวิศวกรของกูเกิล หลังถูกกล่าวหาแอบใช้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการค้นหาบนกูเกิล ไปเดิมพันบนแพลตฟอร์มพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าทางออนไลน์ “Polymarket” จนทำกำไรได้กว่า 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 39 ล้านบาท

สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตนิวยอร์กใต้ ร่วมกับสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ประกาศจับกุมและยื่นฟ้องนายมิเคเล สปาญญูโอโล อายุ 36 ปี วิศวกรซอฟต์แวร์ของบริษัทกูเกิล ในข้อหาฉ้อโกงสินค้าโภคภัณฑ์, ฉ้อโกงทางโทรเลข และฟอกเงิน หลังสืบพบว่าเขาใช้ข้อมูลลับภายในของบริษัทไปใช้ในการวางเดิมพันบนแพลตฟอร์มพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้า (Prediction Market) จนได้รับเงินรางวัลรวมกว่า 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 39 ล้านบาท

นายสปาญญูโอโล ซึ่งเป็นพลเมืองสัญชาติอิตาลีและอาศัยอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา และถูกนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางในกรุงนิวยอร์ก โดยศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวด้วยวงเงินสูงถึง 2.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

คำฟ้องระบุว่า นายสปาญญูโอโล ซึ่งทำงานเป็นวิศวกรด้านความปลอดภัยสารสนเทศให้แก่กูเกิลมานานกว่า 12 ปี ได้อาศัยตำแหน่งหน้าที่เข้าถึงเครื่องมือการตลาดภายในที่เปิดให้พนักงานทุกคนเข้าถึงได้ แต่เขากลับนำข้อมูลสถิติยอดการค้นหาของผู้ใช้งานที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ไปใช้วางเดิมพันที่เกี่ยวข้องกับกูเกิล บนแพลตฟอร์ม Polymarket ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคมปีก่อน เป็นมูลค่ารวมกว่า 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เอกสารจากชั้นศาลเปิดเผยว่า การเดิมพันที่ทำกำไรให้แก่เขามหาศาลที่สุด คือการทายผลลัพธ์ว่า “ใครจะเป็นบุคคลที่ถูกค้นหามากที่สุดบนกูเกิล ประจำปี 2025”  โดยนายสปาญญูโอโลใช้บัญชีนิรนามภายใต้ชื่อ “AlphaRaccoon” วางเดิมพันสวนทางกับบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง เบียงกา เซนโซรี (Bianca Censori) และอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่กลับเลือกทายว่า “เดวิด” (D4vd) นักร้องหนุ่มชื่อดังที่กำลังตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมเด็กสาววัยรุ่น จะเป็นผู้ชนะอันดับหนึ่ง

ในขณะนั้น ระบบของ Polymarket ประเมินโอกาสที่นักร้องรายนี้จะติดอันดับหนึ่งไว้ “เกือบเป็นศูนย์” แต่นายสปาญญูโอโลรู้ล่วงหน้าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนแล้วว่า ยอดการค้นหาของ “เดวิด” (D4vd) พุ่งทะยานขึ้นเป็นอันดับหนึ่งจริง เนื่องจากเขาเห็นฐานข้อมูลดิบที่กูเกิลรวบรวมไว้ก่อนจะแถลงต่อสาธารณะ

คำฟ้องระบุว่า “นายสปาญญูโอโลรู้ผลลัพธ์ของการเดิมพันก่อนที่สาธารณชนจะรู้ เพราะเขาเข้าถึงข้อมูลภายในที่เป็นความลับทางธุรกิจของกูเกิล จากนั้นเมื่อชนะเดิมพัน เขาก็พยายามหลบเลี่ยงด้วยการโอนย้ายสินทรัพย์คริปโตผ่านหลายบัญชีเพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงิน”

แม้ว่าแพลตฟอร์ม Polymarket จะขับเคลื่อนด้วยสกุลเงินดิจิทัล และทำธุรกรรมผ่านบัญชีนิรนาม แต่ทางเอฟบีไอสามารถสืบสวนเชิงลึกและเชื่อมโยงเครือข่ายบัญชีเหล่านั้นกลับมายังตัวตนที่แท้จริงของสปัญญูโลได้ หลังจากพบว่ามีบัญชีหนึ่งที่เขาใช้ บัตรประจำตัวประชาชนอิตาลี ในการเปิดยืนยันตัวตน

โฆษกของ Polymarket แถลงว่า ทางแพลตฟอร์มได้ให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และถือเป็นแพลตฟอร์มทำนายผลรายแรกที่ความร่วมมือนำไปสู่การจับกุมคดีใช้ข้อมูลวงใน พร้อมย้ำว่า “การซื้อขายบนบล็อกเชนนั้นมีความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ คนไม่ดีมักจะทิ้งรอยเท้าเอาไว้เสมอ”

ด้านโฆษกของกูเกิลแถลงยืนยันว่า บริษัทกำลังร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสอบสวน และในขณะนี้พนักงานรายดังกล่าวได้ถูกสั่งพักงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยชี้แจงว่าแม้เครื่องมือดังกล่าวพนักงานทุกคนจะเข้าถึงได้ แต่การนำข้อมูลลับไปใช้เพื่อผลประโยชน์และวางเดิมพัน ถือเป็นการละเมิดนโยบายของบริษัทอย่างร้ายแรง

คดีของสปัญญูโลนับเป็นคดีอาญาครั้งใหญ่รายที่สองที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลวงในบนแพลตฟอร์ม Polymarket โดยก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน ทางการสหรัฐฯ เพิ่งจับกุม จ่าสิบเอกแกนนอน เคน แวน ไดค์ ทหารหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ ในข้อหาใช้ข้อมูลลับระดับทหารเกี่ยวกับปฏิบัติการจู่โจมขับไล่นายนิโกลัส มาดูโร ออกจากตำแหน่งผู้นำเวเนซุเอลา ไปใช้ในการวางเดิมพันบนแพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งเขายังคงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา.

ที่มา BBC / NBC

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน

28 พ.ค. 2569 12:12 น.

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในเมืองท่าบันดาร์อับบาสของอิหร่าน นับเป็นการโจมตีเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน พร้อมยิงสกัดโดรนโจมตี 4 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างเป็นการป้องกันตนเองและรักษาข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่อิหร่านประณามว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ยิงโดรนโจมตีของอิหร่านร่วง 4 ลำ เนื่องจากเป็นภัยคุกคามต่อกองทัพสหรัฐฯ และการเดินเรือพาณิชย์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ยังได้โจมตีสถานีควบคุมภาคพื้นดินในเมืองบันดาร์ อับบาส ในขณะที่กำลังเตรียมจะปล่อยโดรนลำที่ห้า

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งระบุว่า “การดำเนินการครั้งนี้เป็นการตอบโต้ที่เหมาะสม เป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองอย่างแท้จริง และมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิง” ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นของอิหร่านรายงานอ้างแหล่งข่าวทางทหารว่า กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงเตือนเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ ที่พยายามจะแล่นผ่านช่องแคบจนต้องถอยร่นไป ก่อนที่สหรัฐฯ จะยิงถล่มพื้นที่ว่างเปล่ารอบ ๆ เมืองบันดาร์ อับบาส ซึ่งไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธ (27 พ.ค.) โดยเขาได้ปฏิเสธรายงานจากสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่านที่อ้างว่า ทั้งสองประเทศสามารถบรรลุ “ร่างข้อตกลงกรอบความร่วมมือร่วมกัน” เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์สัญจรได้ตามปกติภายในหนึ่งเดือน โดยมีอิหร่านและโอมานร่วมกันบริหารจัดการ ตลอดจนข้อเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือและถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งทางทำเนียบขาวได้ตราหน้าข้อความดังกล่าวว่าเป็น “เรื่องโกหก”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ประกาศกร้าวว่า จะไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งได้สิทธิ์ขาดในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และกล่าวข่มขู่ไปยังประเทศโอมาน ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ ว่า “ไม่มีใครจะได้ควบคุมช่องแคบนี้ มันคือเขตน่านน้ำสากล และโอมานจะต้องปฏิบัติตามกฎเหมือนกับคนอื่น ๆ ไม่เช่นนั้นเราจะต้องระเบิดพวกเขาให้ราบ ซึ่งพวกเขาเข้าใจเรื่องนี้ดีและจะไม่ทำตัวมีปัญหา” 

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ได้สั่งคว่ำบาตร “หน่วยงานบริหารจัดการช่องแคบเปอร์เซีย” ซึ่งเป็นองค์กรที่อิหร่านจัดตั้งขึ้นเพื่อควบคุมการสัญจรผ่านช่องแคบ โดยระบุว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ

ด้านนายอิบราฮิม อาซิซี ประธานคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมาตอบโต้ผ่าน X ว่า วาทกรรมของทรัมป์จะไม่สามารถบีบให้อิหร่านถอยร่นจากข้อเรียกร้องเดิมได้ ทั้งเรื่องสิทธิ์การเสริมสมรรถนะยูเรเนียม การคุมช่องแคบ และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด พร้อมชี้ว่า ทรัมป์กำลังเผชิญกับทางตันทางยุทธศาสตร์จึงได้แต่พูดสลับไปมาระหว่างการข่มขู่และการอ้อนวอนขอข้อตกลง

แม้ว่าทรัมป์จะเคยแสดงท่าทีเชิงบวกว่าข้อตกลงใกล้จะเสร็จสิ้น แต่ในการประชุมล่าสุดเขาระบุว่า สหรัฐฯ “ยังไม่พอใจ” กับเงื่อนไขปัจจุบัน และพร้อมจะกลับไปใช้มาตรการทิ้งระเบิดขนานใหญ่อีกครั้งหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงของวอชิงตัน ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังพยายามผลักดันให้ประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ อาทิ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ปากีสถาน ตุรกี อียิปต์ และจอร์แดน ลงนามใน “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) เพื่อปรับความสัมพันธ์สู่ระดับปกติกับอิสราเอล ซึ่งประเทศเหล่านี้ยังคงปฏิเสธ

ขณะนี้สหรัฐฯ มีกำลังพลราว 15,000 นายทำหน้าที่ปิดล้อมอิหร่าน ควบคู่ไปกับกองกำลังเสริมในฐานทัพหลายแห่งทั่วภูมิภาค เช่น กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน โดยประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังคงเป็นจุดชนวนสำคัญที่สุด ซึ่งนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายในที่ประชุมอย่างหนักแน่นว่า “ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดคือ อิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด”.

ที่มา Reuters / BBC

กู้ภัยเผยต้องการถังออกซิเจนเพิ่ม เพื่อลำเลียงผู้รอดชีวิตติดถ้ำลาว 5 คนออกมา

กู้ภัยเผยต้องการถังออกซิเจนเพิ่ม เพื่อลำเลียงผู้รอดชีวิตติดถ้ำลาว 5 คนออกมา

28 พ.ค. 2569 11:46 น.

กู้ภัยเผยต้องการถังออกซิเจนเพิ่ม เพื่อลำเลียงผู้รอดชีวิตติดถ้ำลาว 5 คนออกมา

ภารกิจช่วยเหลือชาวบ้านชาวลาว 7 คนที่ติดอยู่ภายในถ้ำที่ลาว ยังคงดำเนินต่อเนื่อง ล่าสุดทีมกู้ภัยระบุว่า จำเป็นต้องใช้ถังออกซิเจนเพิ่มเติมจำนวนมาก เพื่อเร่งนำผู้รอดชีวิตออกจากถ้ำอย่างปลอดภัย

หัวหน้าทีมอาสาสมัครจากไทยที่เข้าร่วมภารกิจช่วยเหลือ เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งจัดหาและยืมถังออกซิเจนเพิ่มเติม พร้อมเตรียมตั้งจุดเติมออกซิเจนบริเวณหน้าถ้ำ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการ

รายงานระบุว่า ชาวบ้านทั้ง 7 คนเข้าไปในถ้ำตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อขุดหาทองคำ แต่เกิดดินถล่มและน้ำท่วมจากฝนตกหนักปิดทางออก ทำให้ทั้งหมดติดอยู่ภายในถ้ำ

จนถึงขณะนี้ มีรายงานพบผู้รอดชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 คน แต่ยังไม่มีใครถูกนำตัวออกมาได้ ขณะที่บางกลุ่มอาสาสมัครในลาวระบุว่า พบตัวครบทั้ง 7 คนและปลอดภัยแล้ว แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างเป็นทางการ

ด้านทีมกู้ภัยจากไทยเริ่มเข้าร่วมปฏิบัติการตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในนักดำน้ำที่เข้าช่วยเหลือ เคยมีบทบาทสำคัญในภารกิจช่วยทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมี 13 ชีวิต ออกจากถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อปี 2018 ซึ่งเคยได้รับความสนใจจากทั่วโลก

ขณะนี้เจ้าหน้าที่และทีมกู้ภัยยังคงเร่งประเมินสภาพภายในถ้ำ ท่ามกลางอุปสรรคจากระดับน้ำและข้อจำกัดด้านออกซิเจน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยของทั้งผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ.

ที่มา : channelnewsasia

ออสเตรเลียฟ้อง “3M” เรียกค่าเสียหาย 4.6 หมื่นล้านบาท ปมสารเคมีตลอดกาลในโฟมดับเพลิง

ออสเตรเลียฟ้อง "3M" เรียกค่าเสียหาย 4.6 หมื่นล้านบาท ปมสารเคมีตลอดกาลในโฟมดับเพลิง

28 พ.ค. 2569 11:26 น.

ออสเตรเลียฟ้อง “3M” เรียกค่าเสียหาย 4.6 หมื่นล้านบาท ปมสารเคมีตลอดกาลในโฟมดับเพลิง

รัฐบาลออสเตรเลียฟ้องร้อง “3M” บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ของสหรัฐฯ เรียกค่าเสียหายสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 4.65 หมื่นล้านบาท) หลังพบการปนเปื้อนของสารเคมีที่ไม่สลายตัวตามธรรมชาติหรือ “สารเคมีตลอดกาล” จากโฟมดับเพลิงในฐานทัพทหาร 28 แห่งทั่วประเทศ

รัฐบาลออสเตรเลียประกาศยื่นฟ้องบริษัท 3M ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคและการผลิตของสหรัฐฯ ต่อศาลรัฐบาลกลาง เพื่อเรียกค่าเสียหายเป็นมูลค่าสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 4.65 หมื่นล้านบาท) จากกรณีที่บริษัทถูกกล่าวหาว่าปกปิดข้อมูลความเสี่ยงและทำให้เกิดการปนเปื้อนของ “สารเคมีตลอดกาล” อย่างสาร PFAS  ในฐานทัพทหารหลายสิบแห่งทั่วประเทศ

นางมิเชล โรว์แลนด์ อัยการสูงสุดของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า นี่คือการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่รัฐบาลออสเตรเลียเคยดำเนินการมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกคืน “ค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล” ที่รัฐบาลและผู้เสียภาษีชาวออสเตรเลียต้องแบกรับในการเข้ามาจัดการ ตรวจสอบ และบำบัดสารปนเปื้อนในพื้นที่ของกระทรวงกลาโหมรวม 28 แห่ง ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีการใช้เงินงบประมาณไปแล้วกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

ด้านนายปีเตอร์ คาลิล ผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกลาโหม ระบุเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาฝากฝั่งกองทัพต้องเร่งกำจัดดินที่ปนเปื้อนสาร PFAS ออกไปแล้วกว่า 200,000 ตัน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนโดยรอบ

รัฐบาลออสเตรเลียระบุในคำฟ้องว่า บริษัท 3M รับรู้ถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากโฟมดับเพลิงชนิดสร้างฟิล์มสารละลายน้ำ (AFFF) ของตนเองเป็นอย่างดี แต่กลับปกปิดและบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยให้คำมั่นสัญญาเรื่องความปลอดภัยในการกำจัดและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลภายในที่บริษัทมีอยู่ในขณะนั้น

สำหรับสาร PFAS (Per- and poly-fluoroalkyl substances) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สารเคมีตลอดกาล” (Forever Chemicals) เป็นสารเคมีที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น มีคุณสมบัติเด่นในการทนความร้อน กันน้ำ และกันน้ำมัน มักใช้ในโฟมดับเพลิง กระทะเทฟลอน เสื้อกันฝน และโทรศัพท์มือถือ ทว่าสารชนิดนี้มีความคงทนสูงมากและไม่ย่อยสลายตามธรรมชาติ ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าหากสะสมในร่างกายและแหล่งน้ำในปริมาณมาก อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงรวมถึงโรคมะเร็ง จนนำไปสู่การควบคุมการใช้อย่างเข้มงวดทั่วโลก

แม้ว่ากองทัพออสเตรเลียจะเริ่มทยอยเลิกใช้โฟมดับเพลิงที่มีส่วนผสมของ PFAS มาตั้งแต่ปี 2004 แต่รายงานการไต่สวนของรัฐสภาออสเตรเลียเมื่อปีที่แล้วระบุว่า ยังคงพบสารเคมีนี้ตกค้างในปริมาณสูงรอบฐานทัพหลายแห่ง ตัวอย่างเช่น ชุมชนชาวอะบอริจินที่อาศัยอยู่ใกล้ฐานทัพเรือในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ต้องเผชิญกับภาวะหวาดกลัวเรื่องปัญหาสุขภาพ เนื่องจากแหล่งน้ำและสัตว์น้ำในแม่น้ำที่พวกเขาใช้ดำรงชีวิตถูกปนเปื้อนด้วยโฟมดับเพลิง นอกจากนี้ในปี 2024 ยังมีการตรวจพบพื้นที่ปนเปื้อนรุนแรงในเขตมรดกโลกบลูเมาน์เทนส์ ซึ่งอยู่ใกล้กับฐานทัพอากาศอีกด้วย

วิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กองทัพออสเตรเลียต้องใช้เงินราว 1,300 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย บำบัดน้ำเสียไปแล้วกว่า 13,000 ล้านลิตร และต้องจัดส่งน้ำดื่มบรรจุขวดรวมถึงถังเก็บน้ำฝนให้แก่บ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ 785 หลังคาเรือน อีกทั้งเมื่อปี 2023 รัฐบาลเพิ่งยอมความและจ่ายเงินชดเชยจำนวน 133 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ให้กับประชาชนใน 7 ชุมชนที่รวมตัวกันฟ้องร้องแบบกลุ่ม

โฆษกของบริษัท 3M ได้ส่งแถลงการณ์ผ่านทางอีเมลเพื่อตอบโต้ โดยยืนยันว่าจะขอต่อสู้คดีตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด “3M ไม่เคยผลิตสาร PFAS ในประเทศออสเตรเลีย และเราได้ยุติการขายผลิตภัณฑ์โฟมดับเพลิงที่เป็นประเด็นในออสเตรเลียไปแล้วเมื่อประมาณสองทศวรรษก่อน” พร้อมเสริมว่า หลังจากที่ 3M เลิกขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปแล้ว ทางกระทรวงกลาโหมออสเตรเลียเองต่างหากที่ยังคงใช้งานโฟมดับเพลิงที่มีสาร PFAS ต่อเนื่องมาอีกถึง 20 ปี

ทั้งนี้ 3M ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าระดับโลกอย่างกระดาษโน้ต Post-it และเทปกาว Scotch tape เคยประกาศเมื่อปี 2022 ว่าจะยุติการผลิตและใช้สาร PFAS ทั้งหมดภายในสิ้นปี 2568 และก่อนหน้านี้ในปี 2023 บริษัทเพิ่งจะยอมความและจ่ายเงินมูลค่าสูงถึง 10,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยุติคดีความเกี่ยวกับการทำระบบประปาปนเปื้อนสารเคมีในสหรัฐฯ มาแล้ว.

ที่มา BBC / AFP

บังกลาเทศระงับเชือดควายเผือก “โดนัลด์ ทรัมป์” ย้ายเข้าสวนสัตว์แห่งชาติ

บังกลาเทศระงับเชือดควายเผือก "โดนัลด์ ทรัมป์" ย้ายเข้าสวนสัตว์แห่งชาติ

28 พ.ค. 2569 10:37 น.

บังกลาเทศระงับเชือดควายเผือก “โดนัลด์ ทรัมป์” ย้ายเข้าสวนสัตว์แห่งชาติ

รัฐบาลบังกลาเทศสั่งระงับการเชือดพลีทานควายเผือกหายากที่ถูกตั้งชื่อว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” จากลักษณะขนสีทองคล้ายทรงผมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในพิธีกรรมทางศาสนาของเทศกาลอีดิ้ลอัฎฮา และย้ายไปดูแลต่อที่สวนสัตว์แห่งชาติในกรุงธากา

ควายเผือกเพศผู้ในประเทศบังกลาเทศที่ได้รับฉายาว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” จากลักษณะเด่นที่มีเส้นขนสีบลอนด์ทองสลวยคล้ายกับทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับการละเว้นจากการถูกเชือดพลีทานในพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว หลังกลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วประเทศ และจะถูกส่งตัวไปเลี้ยงต่อที่สวนสัตว์แห่งชาติแทน

ประเทศบังกลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมราว 170 ล้านคน มีกำหนดการเฉลิมฉลองเทศกาล “อีฎิ้ลอัดฮา”  หรือเทศกาลฉลองการเสียสละในวันนี้ (28 พ.ค.) ซึ่งโดยปกติแล้วคาดว่าจะมีปศุสัตว์ ทั้งแพะ แกะ วัว และควาย มากกว่า 12 ล้านตัวถูกเชือดเพื่อเป็นทานในวันหยุดนี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสไม่บ่อยนักที่ครอบครัวยากจนจะได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์

เดิมที ควายเผือกน้ำหนักเกือบ 700 กิโลกรัมตัวนี้ ได้ถูกขายให้กับผู้ซื้อรายหนึ่งไปแล้วเพื่อเตรียมเข้าสู่พิธีชำแหละ แต่ทว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่มันจะต้องเผชิญกับคมมีด รัฐบาลบังกลาเทศได้ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงอย่างเร่งด่วน โดยนายซาลาฮุดดิน อาห์เมด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งให้ระงับการเชือดควายตัวนี้ พร้อมทั้งสั่งการให้คืนเงินแก่ผู้ซื้อ และให้ย้ายสัตว์ตัวดังกล่าวไปยังสวนสัตว์แห่งชาติในกรุงธากา

เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยรายหนึ่งเปิดเผยว่า “เราตัดสินใจละเว้นควายตัวนี้จากการถูกบูชายัญในนาทีสุดท้ายเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย และความสนใจจากสาธารณชนอย่างล้นหลาม” 

เรื่องราวเริ่มต้นจากการซื้อขายควายในช่วงเทศกาลตามปกติ แต่กลับกลายเป็นความสนใจระดับประเทศอย่างรวดเร็วหลังจากวิดีโอของมันถูกแชร์จนกลายเป็นไวรัล ส่งผลให้ฝูงชนจำนวนมาก รวมถึงแฟนคลับบนโลกออนไลน์ แฟนเพลง และเด็ก ๆ ต่างเดินทางมาจากพื้นที่ห่างไกลเพื่อมาดูลักษณะเด่นและถ่ายรูปคู่กับควายเผือกตัวนี้

นายเซีย อุดดิน มฤธา วัย 38 ปี อดีตเจ้าของฟาร์มเปิดเผยว่า น้องชายของเขาเป็นคนตั้งชื่อให้มันว่า “ทรัมป์” เพราะสะดุดตากับขนส่วนหัวที่มีสีบลอนด์ทองดูแปลกตา มฤธายังเล่าเสริมว่า ควายตัวนี้มีนิสัยสุภาพและอ้อนโยนเป็นพิเศษ อีกทั้งยังต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้อาหารบ่อยครั้งและการอาบน้ำเป็นประจำ

ตามปกติแล้ว ควายเผือกถือเป็นสัตว์ที่พบได้ยากมากในบังกลาเทศ ซึ่งปศุสัตว์ส่วนใหญ่ในประเทศมักจะมีสีเข้ม ทำให้มันกลายเป็นจุดเด่นท่ามกลางตลาดซื้อขายสัตว์ในช่วงเทศกาล อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า “ชื่อเล่น” ของมันน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ช่วยชีวิตมันเอาไว้

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจเครานีกอนจ์ ในกรุงธากา ซึ่งเป็นจุดที่ควายถูกนำตัวมาพักไว้ เปิดเผยว่า “กรมปศุสัตว์ได้ประสานขอให้เรานำควายตัวนี้มาจากเจ้าหน้าที่ เนื่องจากมันเป็นสัตว์หายาก และพวกเขาระบุว่าควายเผือกตัวนี้ยังมีอายุน้อยมาก สามารถเลี้ยงดูต่อไปได้อีกหลายปี”

นายอาติกูร์ เราห์มาน เจ้าหน้าที่ประจำสวนสัตว์แห่งชาติบังกลาเทศ ยืนยันว่า ควายเผือกตัวนี้จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี “เราได้จัดเตรียมคอกเลี้ยงเฉพาะสำหรับควายเผือกตัวนี้ และมอบหมายให้มีผู้ดูแลส่วนตัว โดยในเบื้องต้น มันจะต้องเข้ารับการกักตัวเพื่อตรวจโรคเป็นเวลาสองสัปดาห์ตามขั้นตอน”.

ที่มา AFP / Reuters

ทรัมป์ยอมรับ ยังไม่พอใจการเจรจากับอิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า สหรัฐฯ ยังมีทางเลือกอื่น

ทรัมป์ยอมรับ ยังไม่พอใจการเจรจากับอิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า สหรัฐฯ ยังมีทางเลือกอื่น

28 พ.ค. 2569 10:31 น.

ทรัมป์ยอมรับ ยังไม่พอใจการเจรจากับอิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า สหรัฐฯ ยังมีทางเลือกอื่น

โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านยังไม่ลงตัว แม้เริ่มมีความคืบหน้า ขณะที่ทำเนียบขาวปฏิเสธข่าวร่างข้อตกลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซว่าเป็นข้อมูลปลอม

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขายังไม่พอใจกับผลการเจรจากับอิหร่าน และทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ โดยทรัมป์กล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า แม้การหารือจะเริ่มมีความคืบหน้า และอิหร่านกำลังยอมรับข้อเสนอในบางประเด็นมากขึ้น แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการเจรจาจะประสบผลสำเร็จ 

พร้อมกันนี้ทรีมป์ย้ำว่า หากการทูตไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ สหรัฐฯ ก็ยังมีทางเลือกอื่นอยู่บนโต๊ะ ผู้นำสหรัฐฯ ยังยืนยันว่า อิหร่านจะไม่สามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกได้

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า การทูตยังคงเป็นแนวทางหลักของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ก็เตือนว่า หากการเจรจาไม่คืบหน้า ประธานาธิบดีมีทางเลือกอื่นในการตอบสนองต่อสถานการณ์เช่นกัน

ก่อนหน้านี้ สื่อของทางการอิหร่านรายงานว่า ได้รับร่างบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการฟื้นฟูการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การผ่อนคลายมาตรการต่อเรือสินค้าอิหร่าน และความเป็นไปได้ในการปรับกำลังทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธรายงานนี้ทันที โดยระบุว่าเป็นข้อมูลที่แต่งขึ้นทั้งหมดและไม่เป็นความจริง.

จิล ไบเดน เผย เคยคิดว่า “โจ ไบเดน” กำลังเส้นเลือดสมองตีบ ระหว่างดีเบตเลือกตั้งปี 2567

จิล ไบเดน เผย เคยคิดว่า "โจ ไบเดน" กำลังเส้นเลือดสมองตีบ ระหว่างดีเบตเลือกตั้งปี 2567

28 พ.ค. 2569 10:14 น.

จิล ไบเดน เผย เคยคิดว่า “โจ ไบเดน” กำลังเส้นเลือดสมองตีบ ระหว่างดีเบตเลือกตั้งปี 2567

จิล ไบเดน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เปิดใจว่าเธอหวาดกลัวอย่างมากระหว่างชมสามี “โจ ไบเดน” ดีเบตเลือกตั้งปี 2567 เพราะไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนั้นมาก่อน ถึงขั้นคิดว่าอาจกำลังมีภาวะเส้นเลือดสมองตีบ

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นางจิล ไบเดน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เธอเคยหวาดกลัวอย่างมากระหว่างชมการดีเบตเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2567 เพราะคิดว่าสามีของเธอ นายโจ ไบเดน อาจกำลังมีอาการเส้นเลือดสมองตีบ

ในการให้สัมภาษณ์กับซีบีเอส นิวส์ นางไบเดนเล่าว่า ขณะเฝ้าดูโจ ไบเดนบนเวทีดีเบต เธอรู้สึกตกใจอย่างมาก เพราะไม่เคยเห็นเขามีอาการเช่นนั้นมาก่อนเลยตลอดชีวิตคู่ และไม่เคยเห็นอีกหลังจากนั้น ทำให้เธอคิดทันทีว่าอาจเกิดเหตุฉุกเฉินทางสุขภาพขึ้น

โดยการดีเบตครั้งนั้นเกิดขึ้นระหว่างโจ ไบเดน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยทั้งคู่ต่างลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง แม้ทั้งสองฝ่ายจะถกเถียงกันในประเด็นสำคัญอย่างผู้อพยพ เศรษฐกิจ และสิทธิการทำแท้ง แต่สิ่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดกลับเป็นการแสดงออกของนายไบเดนบนเวที ซึ่งพูดด้วยน้ำเสียงแหบ มีช่วงที่พูดสะดุด และดูเหมือนหลุดจากประเด็นอยู่หลายครั้ง

ทีมงานของไบเดนในเวลานั้นชี้แจงว่าเขามีอาการป่วยและเจ็บคอ ขณะที่ฝ่ายหาเสียงยังยืนยันว่าจะไม่ถอนตัวจากการเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต และยังพร้อมดีเบตกับทรัมป์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ผลการดีเบตสร้างความกังวลอย่างหนักภายในพรรคเดโมแครต และทำให้ข้อสงสัยของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับอายุ สุขภาพ และความพร้อมของไบเดนกลับมาเป็นประเด็นใหญ่ เนื่องจากขณะนั้นเขามีอายุ 81 ปี ื

ขณะที่แรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์หลังจากนั้น โดยเฉพาะหลังเกิดความผิดพลาดในการพูดระหว่างการประชุมนาโต และภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนแรงหลังติดโควิด-19 จนนำไปสู่การตัดสินใจยุติการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในที่สุด.

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกร่วงกว่า 5% ตลาดจับตาเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลายสงครามตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกร่วงกว่า 5% ตลาดจับตาเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลายสงครามตะวันออกกลาง

28 พ.ค. 2569 09:33 น.

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกร่วงกว่า 5% ตลาดจับตาเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลายสงครามตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันโลกดิ่งลงกว่า 5% หลังตลาดคาดหวังสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้ง ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น รับแรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยี

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างหนัก หลังนักลงทุนจับตาความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ท่ามกลางความหวังว่าทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงเพื่อลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และนำไปสู่การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

ราคาน้ำมันปรับลดลงมากกว่า 5% จากแรงคาดการณ์ว่าหากการเจรจาคืบหน้า จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานโลก หลังสงครามในตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ทำให้การเดินเรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น โดยดัชนีหลักทั้ง 3 ของสหรัฐฯ ปิดบวกและทำสถิติสูงสุดใหม่ นักลงทุนยังคงเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีต่อเนื่อง ท่ามกลางความเชื่อมั่นว่าการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะยังเป็นแรงขับสำคัญของผลประกอบการบริษัทในภาคเทคโนโลยี

นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากราคาพลังงานยังผันผวนและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ธนาคารกลางหลายประเทศอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมและอาจกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป.

Meta จะเก็บเงินเพิ่ม! เปิดตัว Instagram Plus – Facebook Plus – WhatsApp Plus สะเทือนผู้ใช้ทั่วโลก

Meta จะเก็บเงินเพิ่ม! เปิดตัว Instagram Plus - Facebook Plus - WhatsApp Plus สะเทือนผู้ใช้ทั่วโลก

28 พ.ค. 2569 09:05 น.

Meta จะเก็บเงินเพิ่ม! เปิดตัว Instagram Plus – Facebook Plus – WhatsApp Plus สะเทือนผู้ใช้ทั่วโลก

Meta บริษัทแม่ของ Facebook, Instagram และWhatsApp เปิดตัวแพ็กเกจสมัครสมาชิกแบบเสียเงินอย่างเป็นทางการทั่วโลก นับเป็นการเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ของบริษัทที่เคยพึ่งพารายได้จากโฆษณามาโดยตลอด 

นาโอมิ ไกลต์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Meta ประกาศผ่านคลิปวิดีโอบนอินสตาแกรมว่า บริษัทเตรียมเปิดบริการ Facebook Plus, Instagram Plus และ WhatsApp Plus พร้อมระบุว่า ในอนาคตจะมีแพ็กเกจเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจ ครีเอเตอร์ และบริการด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ตามมาอีก

รายงานระบุว่า Instagram Plus และ Facebook Plus จะมีค่าบริการเดือนละ 3.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 145 บาทต่อเดือน ส่วน WhatsApp Plus อยู่ที่ 2.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 109 บาทต่อเดือน

สำหรับฟีเจอร์ที่ผู้ใช้แบบเสียเงินจะได้รับบน Instagram Plus และ Facebook Plus ได้แก่ ระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียดขึ้น การดูสถิติคนย้อนดูสตอรี่ การเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้ชม รวมถึงตัวเลือกปรับแต่งโปรไฟล์เพิ่มเติม

ขณะที่ WhatsApp Plus จะเน้นฟีเจอร์ด้านการปรับแต่ง เช่น สติกเกอร์พรีเมียม เสียงเรียกเข้าเฉพาะ และธีมแอปแบบพิเศษ

การประกาศครั้งนี้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ใช้งานจำนวนมากมองว่า แพลตฟอร์มโซเชียลที่เคยใช้ฟรีกำลังค่อย ๆ ผลักผู้ใช้เข้าสู่ระบบจ่ายเงินเพื่อได้ฟีเจอร์ที่ดีกว่า 

ความเคลื่อนไหวของเมตา (Meta)เกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทกำลังถูกนักลงทุนจับตาอย่างหนัก จากการทุ่มงบประมาณมหาศาลด้าน AI โดยบริษัทคาดการณ์ว่า ปีนี้จะใช้เงินลงทุนสำหรับศูนย์ข้อมูล AI สูงถึง 125,000-145,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหลังข่าวเปิดตัวแพ็กเกจแบบเสียเงินเผยแพร่ออกไป หุ้นของเมตาปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 3%

ก่อนหน้านี้ เมตาเคยเปิดให้บริการ Facebook และ Instagram แบบไม่มีโฆษณาในยุโรปตั้งแต่ปี 2023 เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป โดยเปิดทางให้ผู้ใช้เลือกได้ระหว่างเวอร์ชันใช้ฟรีที่มีโฆษณา หรือจ่ายเงินเพื่อใช้งานแบบไร้โฆษณา

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัว Plus Subscription ทั่วโลกครั้งนี้ อาจเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ยุคของโซเชียลมีเดียฟรีกำลังเปลี่ยนไป และผู้ใช้อาจต้องจ่ายเงินมากขึ้น หากต้องการเข้าถึงฟีเจอร์พิเศษหรือการมองเห็นที่ดีกว่าเดิม.

ที่มา : channelnewsasia

ยูกันดาปิดพรมแดนคองโก สกัดอีโบลาระบาดหนัก ผู้ป่วยต้องสงสัยพุ่งเกือบ 1,000 ราย

 ยูกันดาปิดพรมแดนคองโก สกัดอีโบลาระบาดหนัก ผู้ป่วยต้องสงสัยพุ่งเกือบ 1,000 ราย

28 พ.ค. 2569 08:43 น.

ยูกันดาปิดพรมแดนคองโก สกัดอีโบลาระบาดหนัก ผู้ป่วยต้องสงสัยพุ่งเกือบ 1,000 ราย

ยูกันดาประกาศปิดพรมแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา หลังจำนวนผู้ต้องสงสัยติดเชื้อในคองโกเพิ่มขึ้นเกือบ 1,000 ราย และมีเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 220 ราย

มาตรการดังกล่าวสวนทางกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ไม่สนับสนุนการปิดพรมแดน แม้จะประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศแล้วก็ตาม

โดยรัฐบาลยูกันดาระบุว่า การข้ามแดนจะได้รับอนุญาตเฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วน เช่น ภารกิจควบคุมโรค การขนส่งสินค้า หรือเหตุผลด้านความมั่นคงเท่านั้น และผู้ที่เดินทางเข้าประเทศจะต้องเข้าสู่การกักตัวภาคบังคับเป็นเวลา 21 วัน

การตัดสินใจปิดพรมแดนมีขึ้น หลังพบว่าบุคลากรทางการแพทย์ในยูกันดาหลายรายสัมผัสผู้ป่วยจากคองโกที่เดินทางข้ามแดนเข้ามาก่อนมีการประกาศการระบาดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ขณะนี้ยูกันดาพบผู้ติดเชื้ออีโบลาแล้ว 7 ราย รวมถึงชายวัย 59 ปีที่เสียชีวิตในกรุงกัมปาลา เมืองหลวงของประเทศ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม โดยแม้จำนวนผู้ติดเชื้อยังไม่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่เจ้าหน้าที่กังวลว่าผู้ที่มีความเสี่ยงสัมผัสโรคผ่านบุคลากรสาธารณสุขกำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การติดตามตัวและแยกกักผู้สัมผัสโรคถือเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมอีโบลา ซึ่งเป็นโรคที่สามารถแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต

WHO เตือนว่า การปิดพรมแดนอาจทำให้ประชาชนหันไปใช้เส้นทางธรรมชาติที่ไม่มีการตรวจคัดกรองแทน โดยชายแดนระหว่างยูกันดากับคองโกมีความยาวกว่า 765 กิโลเมตร และมีเส้นทางเดินเท้าจำนวนมากที่ยากต่อการควบคุม

ด้านองค์กรช่วยเหลือระหว่างประเทศเปิดเผยว่า การตัดลดงบช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และหลายประเทศตะวันตกเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการรับมือโรคระบาดในพื้นที่ภาคตะวันออกของคองโก ทำให้ขาดแคลนอุปกรณ์สำคัญ เช่น ชุดป้องกัน หน้ากาก ชุดตรวจหาเชื้อ และถุงบรรจุศพ

ทั้งนี้ คองโกเคยเผชิญการระบาดของอีโบลามาแล้วถึง 17 ครั้ง ขณะที่การระบาดรอบล่าสุดสร้างความกังวลต่อหลายประเทศในแอฟริกาตะวันออก เนื่องจากเป็นไวรัสสายพันธุ์หายากที่ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : AP