มือมีดไล่แทงคนในสถานีรถไฟสวิตเซอร์แลนด์ เจ็บ 3 ตำรวจรวบผู้ก่อเหตุได้ทันที

มือมีดไล่แทงคนในสถานีรถไฟสวิตเซอร์แลนด์ เจ็บ 3 ตำรวจรวบผู้ก่อเหตุได้ทันที

29 พ.ค. 2569 05:46 น.

มือมีดไล่แทงคนในสถานีรถไฟสวิตเซอร์แลนด์ เจ็บ 3 ตำรวจรวบผู้ก่อเหตุได้ทันที

เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดไล่แทงผู้คนภายในสถานีรถไฟในเมืองทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ก่อนตำรวจเข้าจับกุมผู้ก่อเหตุ เบื้องต้นอยู่ระหว่างสอบสวนแรงจูงใจ

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดทำร้ายประชาชนภายในสถานีรถไฟเมืองวินเทอร์ทูร์ ใกล้นครซูริก ทางตอนเหนือของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ในที่เกิดเหตุ

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชายชาวสวิส อายุ 31 ปี ใช้อาวุธมีดก่อเหตุ ส่วนผู้บาดเจ็บเป็นชาวสวิสทั้งหมด อายุ 28 ปี 43 ปี และ 52 ปี ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ในจำนวนนี้ ผู้บาดเจ็บวัย 52 ปี ถูกแทงที่ต้นขาและต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน ขณะที่อีก 2 คนได้รับบาดเจ็บบริเวณขาและลำคอ โดยมีรายงานว่าบางรายสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว

นายมาริโอ แฟร์ ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงของซูริก ระบุว่า จากพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่เชื่อว่าแรงจูงใจอาจเกี่ยวข้องกับแนวคิดสุดโต่งและการถูกชักจูงให้เกิดความรุนแรง ด้านตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยเคยเป็นผู้ที่ต้องได้รับการสอดส่องอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ปี 2558 หลังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส

ตำรวจระบุว่า ก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่วัน ชายคนนี้เพิ่งเดินทางไปพบตำรวจด้วยตนเอง พร้อมพูดจาสับสนจนถูกส่งตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาลจิตเวช ก่อนแพทย์ประเมินในเวลาต่อมาว่า เขาไม่ได้เป็นอันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น

พยานในพื้นที่เล่าว่า ช่วงเกิดเหตุมีเสียงกรีดร้องดังไปทั่วบริเวณ ผู้คนพากันวิ่งหนีออกจากทางลอดใต้สถานีรถไฟ ขณะที่คนร้ายถือมีดเดินทำร้ายผู้คนแบบไม่เลือกเป้าหมาย ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ขณะเกิดเหตุมีเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านบริเวณนั้น และมีครูคนหนึ่งรีบยืนขวางด้านหน้าเพื่อปกป้องเด็ก ๆ จากเหตุรุนแรง

ทางด้านประธานาธิบดีกาย เพอร์เมลิน ของสวิตเซอร์แลนด์ โพสต์ข้อความระบุว่า ตกใจกับเหตุโจมตีที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าเหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนเพื่อหามูลเหตุที่แน่ชัดต่อไป.

คุก 15 ปี หนุ่มออสเตรีย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

คุก 15 ปี หนุ่มออสเตรีย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

29 พ.ค. 2569 05:06 น.

คุก 15 ปี หนุ่มออสเตรีย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

ชายชาวออสเตรียวัย 21 ปี ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 15 ปี โทษฐานวางแผนโจมตีคอนเสิร์ตของนักร้องสาว เทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่กรุงเวียนนาเมื่อ 2 ปีก่อน จนทำให้คอนเสิร์ตต้องยกเลิก

เมื่อ 28 พ.ค. 2569 ผู้พิพากษาศาลในเมืองวีเนอร์ นอยชตัดท์ ทางตอนใต้ของกรุงเวียนนา ตัดสินให้ชายวัย 21 ปีรายหนึ่ง ต้องรับโทษจำคุกเป็นเวลา 15 ปี โทษฐานวางแผนโจมตีคอนเสิร์ตของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ในกรุงเวียนนา ระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ต Eras Tour ของนักร้องสาวชาวอเมริกันเมื่อเดือนสิงหาคม 2567

ชายคนดังกล่าว ซึ่งได้รับการเปิดเผยชื่อเพียง “เบรัน เอ” (Beran A) ตามกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของออสเตรีย ยังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายอีกหลายกระทง

เขาถูกจับกุมหลังจากสำนักงานข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ (CIA) ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าเพียงไม่นาน ก่อนที่คอนเสิร์ตของเทย์เลอร์ สวิฟต์ จะเริ่มขึ้นที่สนามกีฬา “แอร์นสท์ ฮัปเพิล” (Ernst Happel) ในกรุงเวียนนา ส่งผลให้การแสดงซึ่งบัตรขายหมดทั้ง 3 รอบต้องถูกยกเลิกทันที

ก่อนหน้านี้ สวิฟต์เคยอธิบายว่าคอนเสิร์ต Eras Tour ของเธอ “หลบพ้นสถานการณ์สังหารหมู่” มาได้อย่างหวุดหวิด นอกจากนี้ สารคดีเบื้องหลังการทัวร์คอนเสิร์ตยังเปิดเผยว่า นักร้องสาวชาวอเมริกันเพิ่งจะทราบเรื่องแผนการวางระเบิดในระหว่างที่เธอกำลังเดินทางไปยังประเทศออสเตรีย

อัยการระบุว่า เบรัน เอ มีแนวคิดที่ฝักใฝ่ความรุนแรงและได้ปฏิญาณตนสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มติดอาวุธ “รัฐอิสลาม” หรือ “ไอซิส” (ISIS) โดยพยายามที่จะซื้ออาวุธอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงปืนกลและระเบิดมือ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

นายแพทย์ปีเตอร์ ฮอฟฟ์แมนน์ จิตแพทย์ประจำศาล กล่าวว่า เบรัน เอ ไม่แสดงอาการของโรคทางจิตเวช โดยเสริมว่า “ไม่มีคำอธิบายทางจิตเวชใดๆ” สำหรับการมีแนวคิดที่สุดโต่งของเขา

ทั้งนี้ นาย เบรัน เอ เข้ารับการพิจารณาคดีร่วมกับชายวัย 21 ปีอีกคนหนึ่งชื่อ “อาร์ดา เค” (Arda K) จากประเทศสโลวาเกีย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไอซิส แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการวางแผนโจมตีครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม เขาถูกตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 12 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่าน-สหรัฐฯ เห็นชอบแผนการขยายเวลาหยุดยิงอีก 60 วัน

อิหร่าน-สหรัฐฯ เห็นชอบแผนการขยายเวลาหยุดยิงอีก 60 วัน

29 พ.ค. 2569 02:37 น.

อิหร่าน-สหรัฐฯ เห็นชอบแผนการขยายเวลาหยุดยิงอีก 60 วัน

อิหร่านกับสหรัฐฯ เห็นชอบแผนการขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วันแล้ว หลังจากทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กันรอบใหม่ โดยยังต้องรอให้ทรัมป์อนุมัติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค. 2569 ว่า อิหร่านกับสหรัฐอเมริกาบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการขยายเวลาหยุดยิงอีก 60 วันแล้ว แม้ว่ายังคงต้องรอการอนุมัติจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แต่ถือเป็นการจุดประกายความหวังในการฟื้นฟูสันติในตะวันออกกลาง หลังทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กันอีกครั้งในวันเดียวกันนี้

แหล่งข่าว 4 คนที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายเวลาการพักรบออกไปอีก 60 วัน

ขณะที่สำนักข่าว แอกซิออส (Axios) ซึ่งเป็นผู้เปิดเผยข่าวนี้เป็นที่แรก ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะระบุถึงแนวทางการจัดการกับคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในประเด็นแรกๆ ที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในช่วงการหยุดยิง 60 วันนี้

รายงานข่าวนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากการปะทะกันรอบใหม่ พลิกกลับลดลงทันที เนื่องจากตลาดมีความหวังต่อความเป็นไปได้ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งช่องแคบนี้เป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 1 ใน 5 ของโลก

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้กล่าวย้ำหลายครั้งว่าจุดจบของสงครามใกล้เข้ามาแล้ว แต่เขาได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธว่า เขายังไม่พอใจกับการเจรจา และสหรัฐฯ ยังไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของรัฐบาลเตหะราน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เนทันยาฮูเผย สั่งให้กองทัพเข้ายึดพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา

เนทันยาฮูเผย สั่งให้กองทัพเข้ายึดพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา

29 พ.ค. 2569 01:28 น.

เนทันยาฮูเผย สั่งให้กองทัพเข้ายึดพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา

เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลเปิดเผยว่า เขาได้สั่งการให้กองทัพเข้าควบคุมพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา ขณะที่กลุ่มฮามาสประณามว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน

เมื่อ 28 พ.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์ที่งานประชุมแห่งหนึ่งในเขตเวสต์แบงก์ซึ่งถูกอิสราเอลยึดครองว่า เขาได้สั่งการให้กองทัพเข้าควบคุมพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา อ้างว่าเพื่อจัดการกับกลุ่มฮามาส

เนทันยาฮูระบุว่า อิสราเอลกำลัง “กระชับ” การควบคุมกลุ่มฮามาสให้แน่นหนายิ่งขึ้น “ตอนนี้เราอยู่ในพื้นที่ 60% ของฉนวนกาซาแล้ว จากเดิมที่เราเคยอยู่ 50% ตอนนี้เราขยับมาที่ 60% แล้ว”

“คำสั่งของผมคือการขยับไปที่ — ค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้น — ขั้นแรกคือ 70% เริ่มจากตรงนั้นก่อนเลย” ผู้นำอิสราเอลกล่าว โดยในขณะที่เนทันยาฮูกำลังพูดอยู่นั้น ผู้ฟังในงานได้ตะโกนเรียกร้องให้เขาเข้าควบคุมพื้นที่ทั้งหมดของฉนวนกาซา

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกแผนที่ให้กับกลุ่มช่วยเหลือระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากองทัพได้เข้าควบคุมพื้นที่ของกาซาไปแล้วประมาณ 64%

การยึดครองพื้นที่ฉนวนกาซาเพิ่มเติมในลักษณะนี้ จะเป็นการบีบให้ชาวปาเลสไตน์ประมาณ 2 ล้านคน ต้องเข้าไปรวมตัวกันอยู่ในพื้นที่ดินแดนชายฝั่งทะเลที่กำลังหดเล็กลงเรื่อยๆ และถูกทำลายจนพังยับเยิน

ทั้งนี้ หลังจากอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนตุลาคม 2568 กองทัพอิสราเอลได้ถอนกำลังกลับไปยังเส้นแบ่งเขตที่เรียกว่า “เส้นสีเหลือง” (Yellow Line) ซึ่งทำให้พวกเขายังคงอยู่ในพื้นที่ราว 53% ของฉนวนกาซา

แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กลุ่มฮามาสกล่าวหาอิสราเอลว่ามีการขยับเส้นแบ่งเขตดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการบ่อนทำลายข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน

ฮามาสบอกอีกว่า นี่เป็นการละเมิดข้อบัญญัติอย่างร้ายแรง และเป็นความพยายามใช้กำลังบังคับเพื่อสร้างสถานการณ์ใหม่ในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อฝังรากลึกการควบคุมทางทหารเหนือฉนวนกาซา รวมถึงบ่อนทำลายโอกาสที่แท้จริงในการทำให้สถานการณ์มีความมั่นคง หรือทำให้ความพยายามในการลดระดับความรุนแรงประสบความสำเร็จ”

ตามหลักการแล้ว ทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮามาสจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการเจรจา ทว่าความคืบหน้าของแผนการดังกล่าวต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จนมีความเสี่ยงเกิดสถานการณ์ที่ฉนวนกาซาอาจถูกแบ่งแยกอย่างถาวร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

EU สั่งปรับ Temu 200 ล้านยูโร ฐานปล่อยให้มีการขายสินค้าผิดกฎหมาย

EU สั่งปรับ Temu 200 ล้านยูโร ฐานปล่อยให้มีการขายสินค้าผิดกฎหมาย

28 พ.ค. 2569 23:24 น.

EU สั่งปรับ Temu 200 ล้านยูโร ฐานปล่อยให้มีการขายสินค้าผิดกฎหมาย

สหภาพยุโรปสั่งปรับเงินบริษัท Temu เป็นจำนวนเงิน 200 ล้านยูโร โทษฐานปล่อยให้มีการขายสินค้าที่ผิดกฎหมายของ EU บนแพลตฟอร์ม

เมื่อ 28 พ.ค. 2569 สหภาพยุโรป (EU) สั่งปรับ “ทีมู” (Temu) แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ยอดนิยมของจีน เป็นจำนวนเงิน 200 ล้านยูโร (ราว 7.6 พันล้านยูโร) เนื่องจากตรวจพบสินค้าผิดกฎหมาย เช่น ของเล่นเด็กที่เป็นอันตราย และเครื่องชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน วางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มนี้

คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ระบุว่า ทีมู “ล้มเหลวในการระบุ วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงเชิงระบบอย่างถี่ถ้วน” ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภค

Temu ตกอยู่ภายใต้การสอบสวนมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ว่าได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในฐานะ “แพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มาก” ตามกฎหมายของสหภาพยุโรปหรือไม่

ด้านโฆษกของ Temu ระบุว่า ทางบริษัทเคารพในความจำเป็นที่จะต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจนและสอดคล้องกัน แต่คำตัดสินดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปี 2567 และไม่ได้สะท้อนถึงสถานะปัจจุบันของระบบในบริษัท

“เราไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของคณะกรรมาธิการยุโรป และถือว่าค่าปรับนั้นไม่สมเหตุสมผลและเกินกว่าเหตุ” โฆษกระบุ “เรากำลังทบทวนคำตัดสินอย่างละเอียดและพิจารณาทางเลือกทั้งหมดที่มีอยู่”

สำนักข่าวยูโรนิวส์รายงานว่า การสอบสวนดังกล่าวรวมถึงการสุ่มซื้อสินค้าโดยไม่เปิดเผยตัวตนซึ่งดำเนินการโดยองค์กรทดสอบอิสระ และผลการทดสอบพบว่า มีเครื่องชาร์จที่ซื้อผ่าน Temu ในอัตราส่วนที่สูงมาก ที่ไม่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าขั้นพื้นฐาน

นอกจากนี้ยังพบว่า ของเล่นเด็กในสัดส่วนที่สูงก็มีสารเคมีเกินขีดจำกัดตามกฎหมาย หรือมีชิ้นส่วนขนาดเล็กที่หลุดออกได้ ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้เด็กขาดอากาศหายใจ

นอกเหนือจากการจ่ายค่าปรับแล้ว Temu จะต้องเสนอแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวภายในวันที่ 28 ส.ค. หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจะมีเวลา 2 เดือนในการตัดสินใจว่า มาตรการที่บริษัทดำเนินการนั้นเพียงพอต่อการปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่

นาง เฮนนา วีร์กกูเนน กรรมาธิการด้านเทคโนโลยีของสหภาพยุโรปบอกผู้สื่อข่าวว่า คำตัดสินนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่ง “สัญญาณเตือนที่รุนแรงมาก” ไปยัง Temu

อนึ่ง นี่นับเป็นครั้งที่ 2 ที่สหภาพยุโรปสั่งลงโทษปรับเงินภายใต้กฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act) โดยครั้งแรกเป็นการสั่งปรับเครือข่ายโซเชียลมีเดีย X ของอีลอน มัสก์ เป็นจำนวนเงิน 120 ล้านยูโรเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟไหม้โรงเรียนเคนยา นักเรียนดับสลด 16 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ไฟไหม้โรงเรียนเคนยา นักเรียนดับสลด 16 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

28 พ.ค. 2569 22:33 น.

ไฟไหม้โรงเรียนเคนยา นักเรียนดับสลด 16 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

เกิดเหตุไฟไหม้หอพักที่โรงเรียนประจำในเคนยา ส่งผลให้มีเด็กนักเรียนเสียชีวิตแล้ว 16 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย แต่ส่วนใหญ่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเรียนสตรีอูตูมิชิ (Utumishi) ในเมืองกิลกิล (Gilgil) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงไนโรบี เมืองหลวงของเคนยา ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 120 กิโลเมตร ส่งผลให้มีนักเรียนเสียชีวิตแล้ว 16 ศพ

นายจูเลียส โอกัมบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดเกิดเหตุว่า มีนักเรียนอีกหลายสิบคนได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยในจำนวนนี้มี 71 คนที่แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว และอีก 7 คนยังคงต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อดูอาการเพิ่มเติม

นายโอกัมบาบอกอีกว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของเพลิงไหม้ได้ และกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน

ทั้งนี้ ที่เกิดเหตุเป็นโรงเรียนประจำ โดยเพลิงเริ่มลุกไหม้เมื่อเวลาประมาณ 01:00 น. ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่นักเรียนกำลังนอนหลับอยู่ โดยกลุ่มผู้ปกครองและญาติที่อยู่ในอาการวิตกกังวลต่างพากันมารวมตัวกันที่จุดเกิดเหตุเพื่อรอฟังข่าวคราวของบุคคลอันเป็นที่รัก

รายงานของตำรวจระบุว่า ไฟเริ่มปะทุขึ้นที่บริเวณชั้นหนึ่งของอาคารหอพักหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พักของนักเรียนประมาณ 220 คน โดยในช่วงเวลาที่เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว มีเด็กนักเรียนอยู่ในโรงเรียนมากกว่า 800 คน

“ทีมตอบโต้ภัยพิบัติสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้เมื่อเวลาประมาณ 03:00 น. แต่ในตอนนั้นความสูญเสียก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว” นายโอกัมบากล่าว และเสริมว่า ทางโรงเรียนจะเริ่มทยอยส่งตัวนักเรียนกลับคืนสู่ผู้ปกครองตลอดทั้งวัน ในขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการสืบสวนต่อไป

ขณะที่ตำรวจเผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการตามหาตัวนักเรียนบางส่วนที่วิ่งหนีไฟไหม้ จนเตลิดไปยังพื้นที่ใกล้เคียงในช่วงที่เกิดความโกลาหลและหายตัวไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่าน-สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศตอบโต้กัน หลังทรัมป์ปัดข่าวข้อตกลง

อิหร่าน-สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศตอบโต้กัน หลังทรัมป์ปัดข่าวข้อตกลง

28 พ.ค. 2569 21:52 น.

อิหร่าน-สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศตอบโต้กัน หลังทรัมป์ปัดข่าวข้อตกลง

อิหร่านโจมตีทางอากาศโดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หลังกองทัพอเมริกันโจมตีใส่เป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่ ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาเพื่อหาทางยุติความขัดแย้งระหว่างกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิหร่านโจมตีทางอากาศโดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางในวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค. 2569 หลังจากสหรัฐฯ โจมตีเข้าใส่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ปฏิบัติการโดรน” ของอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

การโจมตีดังกล่าวแม้จะอยู่ในวงจำกัด แต่ก็ตอกย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางของการเจรจาที่มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนข้อตกลงหยุดยิงอันไม่มั่นคง ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อต้นเดือนเมษายน ให้กลายเป็นข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานาน 3 เดือนและเปิดเส้นทางการเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า กองทัพยิงโดรนจู่โจมของอิหร่านตก 4 ลำ และโจมตีสถานีควบคุมภาคพื้นดินในเมืองท่าบันดาร์อับบาส ซึ่งกำลังเตรียมที่จะปล่อยโดรนลำที่ 5

“ปฏิบัติการเหล่านี้เป็นไปอย่างรอบคอบ เป็นการป้องกันตัวโดยบริสุทธิ์ใจ และมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิงเอาไว้” เจ้าหน้าที่ซึ่งขอไม่เปิดเผยตัวตนกล่าว

ด้านสำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) รายงานในเวลาต่อมาว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า พวกเขาตั้งเป้าโจมตีไปที่ฐานทัพของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นต้นตอของการโจมตีใกล้กับสนามบินบันดาร์อับบาสเมื่อช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี

ทาง IRGC ไม่ได้ระบุชื่อฐานทัพดังกล่าว แต่เตือนว่าหากมีการแสดงท่าทีก้าวร้าวเช่นนี้เกิดขึ้นอีก จะนำไปสู่การตอบโต้ที่ “เด็ดขาดมากยิ่งขึ้น”

ด้านประเทศคูเวต ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติตะวันออกกลางที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ แถลงว่าพวกเขากำลังตอบโต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยไม่ได้ระบุว่าการโจมตีเหล่านั้นมาจากที่ใด

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยกับสื่อมวลชนในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธว่า เขายังไม่พอใจกับการเจรจากับอิหร่าน และสหรัฐฯ ยังไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของรัฐบาลเตหะราน

เขายังปฏิเสธรายงานของสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านที่อ้างว่า มีร่างข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการ ที่จะฟื้นฟูการเดินเรือเชิงพาณิชย์ผ่านช่องแคบดังกล่าวให้กลับสู่ระดับก่อนเกิดสงครามภายในหนึ่งเดือน โดยให้อิหร่านและโอมานซึ่งเป็นประเทศในอ่าวอาหรับร่วมกันบริหารจัดการการเดินเรือ

ทรัมป์ย้ำว่า “ไม่มีใครหน้าไหนจะได้ควบคุมช่องแคบนี้ มันคือน่านน้ำสากล และโอมานจะต้องทำตัวเหมือนกับคนอื่นๆ ไม่อย่างนั้นเราจะต้องเป่าพวกเขาให้กระจุย พวกเขาเข้าใจเรื่องนี้ดี และพวกเขาจะไม่เป็นไร”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้หลังออกคำสั่งอพยพ เสี่ยงข้อตกลงหยุดยิงล่ม

อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้หลังออกคำสั่งอพยพ  เสี่ยงข้อตกลงหยุดยิงล่ม

28 พ.ค. 2569 15:58 น.

อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้หลังออกคำสั่งอพยพ เสี่ยงข้อตกลงหยุดยิงล่ม

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศถล่มโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ทางตอนใต้ของเลบานอน หลังสั่งขยายพื้นที่อพยพครอบคลุมพื้นที่กว่า 14% ของประเทศ โดยอ้างโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดเสี่ยงทำลายความพยายามเจรจายุติสงครามในภูมิภาค

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ถล่มพื้นที่ตอนใต้ของประเทศเลบานอนอย่างรุนแรง โดยพุ่งเป้าไปที่จุดที่อ้างว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของกลุ่มกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนในเมืองไทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ที่สุดของเลบานอนพังถล่มลงมา ท่ามกลางกลุ่มควันและฝุ่นละอองหนาทึบที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ

ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กองทัพอิสราเอลได้ออกประกาศเตือนฉุกเฉินให้ประชาชนในพื้นที่อพยพขยับขึ้นไปทางตอนเหนือของแม่น้ำซาห์รานี  ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 40 กิโลเมตร โดยอิสราเอลประกาศจะใช้ “มาตรการขั้นเด็ดขาดขั้นสูงสุด” พร้อมกล่าวหาว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาและตอบโต้ว่าอิสราเอลเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง พร้อมระบุว่านักรบของกลุ่มได้เปิดฉากปะทะกับทหารอิสราเอลอย่างรุนแรงเช่นกัน

สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอนรายงานว่า การโจมตีของอิสราเอลได้ถล่มเมืองไทร์ถึงสองระลอกซ้อน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้อาคารขนาดใหญ่ และลุกลามไปยังพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

คำสั่งอพยพเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นคำสั่งครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่นโยบายหยุดยิงชั่วคราวเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 เม.ย. โดยพื้นที่ที่อิสราเอลสั่งให้อพยพนั้นครอบคลุมพื้นที่ถึง 14% ของดินแดนเลบานอนทั้งหมด และครอบคลุมเมืองและหมู่บ้านต่าง ๆ มากกว่า 300 แห่ง

การยกระดับความรุนแรงครั้งนี้มีขึ้นหลังจากนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศขยายขอบเขตปฏิบัติการภาคพื้นดิน เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ส่งโดรนโจมตีทหารอิสราเอลที่ตรึงกำลังอยู่ทางตอนใต้ของเลบานอน รวมถึงโจมตีพลเรือนทางตอนเหนือของอิสราเอล

ด้านนางแอกเนส ดูร์ หัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ประจำเลบานอน ได้ออกมาเตือนว่า สถานการณ์ทางตอนใต้ของเลบานอนกำลัง “เข้าใกล้จุดเปลี่ยนที่อันตรายอย่างยิ่ง” การสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของพลเรือนย่ำแย่จนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ และจะส่งผลกระทบระยะยาวที่รุนแรงตามมา

ขณะที่เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ระบุว่า เมืองไซดอน ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ไม่สามารถรองรับผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาได้อีกต่อไปแล้ว และได้แนะนำให้ประชาชนอพยพต่อไปยังหุบเขาเบกา และบริเวณเทือกเขาเลบานอนทางตะวันออกแทน

นอกจากนี้ สื่อเลบานอนยังรายงานว่า เกิดคลื่นการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลกระจายไปทั่วทางตอนใต้และหุบเขาเบกาทางตะวันออก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 รายในเมืองชูกิน และเมืองนาบาทิเยห์

ขณะเดียวกัน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์เปิดเผยว่า นักรบของตนได้เข้าปะทะกับกองกำลังอิสราเอลใน “ระยะประชิด” ที่เมืองซอว์ตาร์ อัล-ชาร์กิเยห์ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำลิทานี โดยพื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากชายแดนราว 30 กิโลเมตร และถือเป็นพื้นที่ที่อยู่นอก “เขตกันชน”  ที่อิสราเอลประกาศไว้แต่แรก

สถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้ กำลังคุกคามและอาจทำให้การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านต้องหยุดชะงักลง โดยฝั่งอิหร่านยืนกรานว่าข้อตกลงใด ๆ ก็ตามจะต้องครอบคลุมถึงเสถียรภาพของเลบานอนด้วย แต่อิสราเอลยังคงสงวนสิทธิ์ในการเดินหน้าต่อสู้เพื่อขจัดภัยคุกคามจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต่อไป

ทั้งนี้ เลบานอนถูกดึงเข้าสู่สงครามอย่างเต็มตัวตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. หลังจากที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดถล่มอิสราเอลเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ที่อิสราเอลโจมตีสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งผลให้อิสราเอลตอบโต้อย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิดทางอากาศทั่วเลบานอนและส่งทหารบุกรุกรานภาคพื้นดิน

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนเปิดเผยว่า นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วอย่างน้อย 3,213 ราย ขณะที่ฝั่งอิสราเอลระบุว่า มีทหารเสียชีวิต 23 นาย และพลเรือนเสียชีวิต 4 รายจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนทั้งสองฝั่งในช่วงเวลาเดียวกัน.

ที่มา BBC

ไฟไหม้หอพัก รร.ประจำหญิงล้วนเคนยา นักเรียนดับ 16 ศพ เจ็บ 74 ราย

ไฟไหม้หอพัก รร.ประจำหญิงล้วนเคนยา นักเรียนดับ 16 ศพ เจ็บ 74 ราย

28 พ.ค. 2569 15:13 น.

ไฟไหม้หอพัก รร.ประจำหญิงล้วนเคนยา นักเรียนดับ 16 ศพ เจ็บ 74 ราย

เกิดเหตุเพลิงไหม้หอพักโรงเรียนประจำหญิงล้วนในเมืองกิลกิล ประเทศเคนยา ในช่วงกลางดึก ขณะนักเรียนกำลังนอนหลับ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คน และบาดเจ็บอีก 74 คน เจ้าหน้าที่เร่งค้นหานักเรียนที่ยังสูญหาย พร้อมสอบสวนหาสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจังหวัดนากูรู ประเทศเคนยา ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างน้อย 16 ศพ และมีนักเรียนอีก 74 รายยังคงต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจากอาการบาดเจ็บหลายระดับ หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงเรียนมัธยมหญิงล้วน “อูตูมิชิ เกิร์ลส์ อะคาเดมี” (Utumishi Girls Academy) ในเมืองกิลกิล ห่างจากกรุงไนโรบี ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 120 กิโลเมตร

รายงานระบุว่า เพลิงได้เริ่มปะทุขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น (28 พ.ค.) โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นที่อาคารหอพักซึ่งเป็นสถานที่นอนรวมของนักเรียนหญิงประมาณ 220 คน ในขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับสนิท ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว 

สภากาชาดเคนยาเปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุอย่างเป็นทางการเมื่อเวลาประมาณ 03.30 น. ก่อนจะรีบส่งทีมแพทย์ฉุกเฉิน รถพยาบาล และเจ้าหน้าที่เยียวยาจิตใจเข้าพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน เนื่องจากทั้งนักเรียน ครู และผู้ปกครองที่ทราบข่าวต่างอยู่ในอาการตื่นตระหนกและช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นางวามบูอี นเดรีตู ผู้ปกครองที่มีหลานสาวเรียนอยู่ในโรงเรียนดังกล่าว เล่าถึงบรรยากาศหน้าโรงเรียนว่า เต็มไปด้วยความสับสนและความหวาดกลัว ผู้ปกครองจำนวนมากต้องเข้าแถวรอด้วยความกระวนกระวายใจหลังจากทราบข่าวว่ามีเด็กเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เธอยังเปิดเผยว่า มีนักเรียนหลายคนได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากการตัดสินใจกระโดดลงมาจากชั้นบนของหอพักเพื่อเอาชีวิตรอดจากกองเพลิง

ด้านนายมาซูด มูญี ผู้บัญชาการตำรวจภูมิภาคริฟต์แวลลีย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ในขณะนี้ค่อนข้างตึงเครียด เนื่องจากในช่วงที่เกิดความโกลาหล มีนักเรียนจำนวนหนึ่งวิ่งหนีเตลิดออกไปนอกบริเวณโรงเรียนและพื้นที่ใกล้เคียงเพราะความหวาดกลัว ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งปูพรมค้นหาตัวเด็ก ๆ เหล่านั้นกลับมาอย่างเร่งด่วน

ในเวลานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและนักสืบจากกองบัญชาการสอบสวนกลาง ได้เข้าควบคุมและปิดกั้นพื้นที่ของโรงเรียนอย่างเข้มงวด โดยจะอนุญาตให้เพียงผู้ปกครองของนักเรียนเท่านั้นที่สามารถผ่านเข้าไปภายในบริเวณโรงเรียนได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำการตรวจสอบและ “นับยอดนักเรียน” ที่แน่นอนว่ามีใครติดค้างอยู่หรือสูญหายไปอย่างไรบ้าง

สำหรับนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 74 ราย ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเซนต์โจเซฟ ในเมืองกิลกิล เพื่อเข้ารับการประเมินอาการและรักษาอย่างเร่งด่วนแล้ว ส่วนสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนเชิงลึกของกองพิสูจน์หลักฐาน

ทั้งนี้ ปัญหาเพลิงไหม้ในโรงเรียนประจำของประเทศเคนยาถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนทำให้โรงเรียนหลายแห่งต้องสั่งปิดทำการอย่างไม่มีกำหนด โดยรายงานการสอบสวนจากเหตุการณ์ในอดีตมักชี้ไปที่ปัญหาความแออัดภายในหอพักนักเรียน และความล้มเหลวในการปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัยด้านอัคคีภัยของสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราการสูญเสียชีวิตพุ่งสูงในลักษณะนี้.

ที่มา BBC / Kenyans.co.ke

บุกค้นบ้านอดีตบิ๊ก CIA พบซุก “ทองคำแท่ง” มูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท

บุกค้นบ้านอดีตบิ๊ก CIA พบซุก "ทองคำแท่ง" มูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท

28 พ.ค. 2569 13:48 น.

บุกค้นบ้านอดีตบิ๊ก CIA พบซุก “ทองคำแท่ง” มูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท

เอฟบีไอจับกุมอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซีไอเอ (CIA) หลังบุกค้นบ้านพักในรัฐเวอร์จิเนีย พบทองคำแท่งรวม 303 แท่ง มูลค่ากว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,300 ล้านบาท พร้อมเงินสด 2 ล้านดอลลาร์ และนาฬิกาหรูจำนวนมาก พร้อมถูกแฉปลอมประวัติการศึกษาและประวัติรับราชการทหารทั้งหมด

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ (FBI) นำหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านพักในรัฐเวอร์จิเนียของนายเดวิด รัช อดีตเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ก่อนจะตะลึงเมื่อพบทองคำแท่งจำนวน 303 แท่ง น้ำหนักแท่งละประมาณ 1 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าตามราคาตลาดปัจจุบันสูงเกินกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,300 ล้านบาท) ซุกซ่อนอยู่ภายในบ้าน

นอกจากทองคำแท่งแล้ว เจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดเงินสดสกุลดอลลาร์สหรัฐได้อีกราว 2 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 65 ล้านบาท) และนาฬิกาข้อมือแบรนด์หรูอีก 35 เรือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์ โดยในขณะนี้นายรัชถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำเพื่อรอขึ้นศาล และทางทนายความส่วนตัวของเขายังคงปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใด ๆ

คดีดังกล่าวถูกเปิดเผยหลังจากฝั่งซีไอเอพบความผิดปกติภายในองค์กร โดยนายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการซีไอเอ ได้ส่งเรื่องประสานงานให้เอฟบีไอเข้ามาสืบสวนคดีอาญาอย่างเป็นทางการ จนนำไปสู่การจับกุมตัวนายรัชเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ในข้อหาลักทรัพย์ของทางราชการ

จากเอกสารคำฟ้องของศาลระบุว่า ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2025 ถึงเดือนมีนาคม 2026 นายรัชได้อาศัยตำแหน่งหน้าที่ระดับสูงซึ่งสามารถเข้าถึงชั้นความลับขั้นสูงสุด ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลสหรัฐฯ หลายครั้ง เพื่อขอเบิกเงินตราต่างประเทศจำนวนมากรวมถึงทองคำแท่งมูลค่านับสิบล้านดอลลาร์ โดยอ้างว่าเพื่อนำไปใช้เป็น “ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน”

แต่จากการตรวจสอบภายในภายหลัง ซีไอเอกลับไม่สามารถตามหาทองคำแท่งหรือเงินตราต่างประเทศเหล่านั้นได้ และไม่มีบันทึกรายงานจากนายรัชเลยว่าเขานำทองคำและเงินเหล่านั้นไปใช้ในจุดประสงค์ใด จนกระทั่งเอฟบีไอเข้าบุกค้นบ้านพักของเขาเมื่อวันที่ 18 พ.ค. และพบของกลางทั้งหมดถูกซุกไว้ในบ้านโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

นอกเหนือจากคดีฉ้อโกงทองคำแล้ว เอฟบีไอยังพบว่านายรัชมีพฤติกรรม “ลวงโลก” มาตั้งแต่ปี 1997 โดยเริ่มจากการปลอมแปลงเอกสารผลการเรียนและวุฒิการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคลมสัน เพื่อใช้สมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพเรือสหรัฐฯ จนทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นร้อยตรีในกองทัพเรือสำรองเมื่อปี 2004 ก่อนจะลาออกในปี 2015

หลังจากนั้น เขายังใช้ประวัติการศึกษาปลอมที่อ้างว่าจบจากสถาบันหลายแห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยเคลมสัน, สถาบันโพลิเทคนิคเรนส์ซีเลียร์ (RPI) และบัณฑิตวิทยาลัยการทัพเรือ ในการยื่นสมัครเข้าทำงานกับรัฐบาลกลางถึง 3 ครั้ง รวมถึงใช้ยื่นขอใบรับรองความปลอดภัยทางทหาร

ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2561 นายรัชได้ยื่นเอกสารเพื่อก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง โดยอ้างโปรไฟล์หรูว่าตนเองเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนักบินทดสอบของกองทัพอากาศสหรัฐฯ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายทดสอบขององค์กรทดสอบอาวุธร่วมระหว่างกองทัพบกและกองทัพเรือ ซึ่งคุมกำลังพล 145 นายและเครื่องบินอีก 18 ลำ ทว่าเอฟบีไอสืบพบว่า “ทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก” นายรัชไม่เคยเรียนจบจากสถาบันเหล่านั้น และไม่เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นนักบินของกองทัพเรือเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ความผิดฐานฉ้อโกงของเขายังลามไปถึงการที่เขาแจ้งต่อหน่วยงานรัฐว่า ตนเองยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกองทัพเรือสำรอง ทั้งที่ความจริงเขาลาออกไปตั้งแต่ปี 2515 พฤติกรรมนี้ทำให้เขาได้รับเงินชดเชยและค่าจ้างสำหรับการ “ลาไปปฏิบัติหน้าที่ทางทหาร” เป็นเงินฟรีอีกหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐ

ในปัจจุบัน อัยการรัฐบาลกลางและทนายความฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องร่วมกันเพื่อขอเลื่อนการไต่สวนการควบคุมตัวออกไปเป็นวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ณ ศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเขตเวอร์จิเนียตะวันออก เพื่อรวบรวมและประเมินหลักฐานเพิ่มเติม ขณะที่ทางเอฟบีไอและซีไอแถลงการณ์ร่วมกันว่า จะยังคงสืบสวนเชิงลึกในคดีนี้ต่อไปอย่างเข้มงวดที่สุด.

ที่มา BBC / CBS