โทนี แบลร์–มาร์โก รูบิโอ ติดโผบอร์ดสันติภาพกาซาของทรัมป์

โทนี แบลร์–มาร์โก รูบิโอ ติดโผบอร์ดสันติภาพกาซาของทรัมป์

17 ม.ค. 2569 13:29 น.

โทนี แบลร์–มาร์โก รูบิโอ ติดโผบอร์ดสันติภาพกาซาของทรัมป์

ทรัมป์ แต่งตั้ง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ และ เซอร์โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสันติภาพกาซา ตามแผนยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส

แถลงการณ์ของทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ ระบุว่า คณะกรรมการสันติภาพกาซา ชุดก่อตั้ง (Founding Executive Board) จะประกอบด้วย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ และ เซอร์โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังมี สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษด้านตะวันออกกลางของสหรัฐ, จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ มาร์ก โรว์แอน ผู้บริหารบริษัทไพรเวตอิควิตี้, อเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก, และโรเบิร์ต กาเบรียล ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ โดยประธานาธิบดีทรัมป์จะทำหน้าที่เป็น ประธานคณะกรรมการ

คณะกรรมการชุดนี้คาดว่าจะมีบทบาท กำกับดูแลกาซาเป็นการชั่วคราว รวมถึงดูแลกระบวนการฟื้นฟูและบูรณะพื้นที่ หลังสงครามยุติลง

โดยทำเนียบขาวระบุว่า สมาชิกแต่ละคนจะได้รับมอบหมายภารกิจเฉพาะด้านที่มีความสำคัญต่อ การสร้างเสถียรภาพและความสำเร็จระยะยาวของกาซา

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า การจัดตั้งบอร์ดดังกล่าวเป็นการรวมตัวของ คณะกรรมการที่ยิ่งใหญ่และทรงเกียรติที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่ว่าจะในเวลาใดหรือสถานที่ใด พร้อมระบุว่าจะมีการประกาศรายชื่อสมาชิกเพิ่มเติมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ทั้งนี้ เซอร์โทนี แบลร์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษระหว่างปี 1997–2007 และเป็นผู้นำพาสหราชอาณาจักรเข้าร่วมสงครามอิรักในปี 2003 หลังพ้นตำแหน่ง เขาเคยทำหน้าที่เป็นทูตพิเศษตะวันออกกลางของกลุ่มควอเต็ต (สหรัฐ สหภาพยุโรป รัสเซีย และสหประชาชาติ)

ในบทบาทดังกล่าว แบลร์มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจในปาเลสไตน์ และสร้างเงื่อนไขเพื่อขับเคลื่อนแนวทาง สองรัฐ

ก่อนหน้านี้ แบลร์มีส่วนร่วมในการหารือระดับสูงเกี่ยวกับอนาคตกาซากับสหรัฐและภาคีอื่น ๆ แล้ว โดยในเดือนสิงหาคม เขาเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวกับทรัมป์ ซึ่งวิตคอฟฟ์ระบุว่าเป็นการหารือที่ “ครอบคลุมอย่างมาก”

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน เวส สตรีทติง รัฐมนตรีสาธารณสุขอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า การดึงตัวแบลร์เข้ามามีบทบาทในประเด็นกาซา อาจทำให้หลายคนตั้งคำถาม เนื่องจากบทบาทของเขาในสงครามอิรัก แต่ก็ยอมรับว่า แบลร์มีบทบาทสำคัญในการเจรจาข้อตกลง Good Friday Agreement ปี 1998 ที่ยุติความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งหากเขานำทักษะด้านการทูตและการบริหารรัฐกิจที่มีอยู่มาใช้ได้จริง ก็อาจเป็นผลดี

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังการประกาศตั้ง คณะกรรมการเทคโนแครตปาเลสไตน์ 15 คน ในนาม National Committee for the Administration of Gaza (NCAG) เพื่อบริหารกิจการประจำวันของกาซาหลังสงคราม โดยมี อาลี ชาอัต อดีตรองรัฐมนตรีของรัฐบาลปาเลสไตน์ (PA) เป็นประธาน

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังระบุว่า นิโคไล มลาเดนอฟ อดีตทูตพิเศษสหประชาชาติประจำตะวันออกกลางจากบัลแกเรีย จะทำหน้าที่เป็นผู้แทนของบอร์ดในพื้นที่กาซา ทำงานประสานกับ NCAG

แผนของทรัมป์ยังรวมถึงการส่ง กองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติ (International Stabilisation Force – ISF) เข้าไปในกาซา เพื่อฝึกและสนับสนุนตำรวจปาเลสไตน์ที่ผ่านการคัดกรอง โดยมี พลตรีแจสเปอร์ เจฟเฟอร์ส แห่งกองทัพสหรัฐ เป็นผู้บัญชาการ เพื่อสร้างความมั่นคง รักษาสันติภาพ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดจากการก่อการร้ายอย่างยั่งยืน

แม้แผนสันติภาพของสหรัฐจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคมและเข้าสู่ระยะที่สองแล้ว แต่อนาคตของกาซา รวมถึงชะตากรรมของ ชาวปาเลสไตน์กว่า 2.1 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ยังคงเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กาซา

เกาหลีใต้ผวา พบโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ระบาดครั้งแรกในรอบ 2 เดือน สั่งเร่งกำจัดหมูยกฟาร์ม

เกาหลีใต้ผวา พบโรค "อหิวาต์แอฟริกาในสุกร" ระบาดครั้งแรกในรอบ 2 เดือน สั่งเร่งกำจัดหมูยกฟาร์ม

17 ม.ค. 2569 09:47 น.

เกาหลีใต้ผวา พบโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ระบาดครั้งแรกในรอบ 2 เดือน สั่งเร่งกำจัดหมูยกฟาร์ม

เกาหลีใต้ผวา พบการระบาดของโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ระบาดที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในเมืองคังนึง ทางตะวันออกของประเทศ ทางการเร่งคุมเข้ม สั่งหยุดเคลื่อนย้ายสุกร 48 ชั่วโมง ป้องกันเชื้อแพร่กระจาย

วันที่ 17 มกราคม 2569 กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทของเกาหลีใต้ แถลงว่า พบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever-ASF) เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 เดือน ส่งผลให้ต้องเร่งกำจัดสุกรนับหมื่นตัว และออกคำสั่งหยุดกิจกรรมในฟาร์มเลี้ยงหมูหลายพื้นที่ เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อ

โดยการระบาดครั้งล่าสุดถูกตรวจพบที่ฟาร์มเลี้ยงสุกรในเมืองคังนึง จังหวัดคังวอน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลราว 170 กิโลเมตร ทางการระบุว่า สุกร 29 จาก 32 ตัวที่ตายลงเมื่อวันศุกร์ ตรวจพบเชื้อ ASF ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงในสุกร แต่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ซึ่งนับเป็นการพบเชื้อ ASF ครั้งแรกในประเทศนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังเคยมีรายงานการระบาดที่เมืองดังจิน จังหวัดชุงชองใต้

ทางการจังหวัดคังวอน เปิดเผยว่า เพื่อควบคุมสถานการณ์ ได้สั่งกำจัดสุกรประมาณ 20,000 ตัวในฟาร์มที่พบการระบาด พร้อมออกคำสั่ง “หยุดเคลื่อนย้าย” เป็นเวลา 48 ชั่วโมง สำหรับฟาร์มสุกรใน 6 เมืองและอำเภอใกล้เคียง ห้ามการขนย้ายสัตว์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายกรัฐมนตรีคิม มินซอก มีคำสั่งให้ดำเนินมาตรการควบคุมฉุกเฉินทันที ทั้งการจำกัดการเข้าพื้นที่ การทำลายสุกร และการสอบสวนทางระบาดวิทยาอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุของการระบาดและป้องกันไม่ให้เชื้อลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ.

เมียนมาสู้คดี “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ที่ศาลโลก ให้การปฏิเสธทำร้ายโรฮีนจา ชี้หลักฐานแกมเบียไม่เพียงพอ

เมียนมาสู้คดี "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ที่ศาลโลก ให้การปฏิเสธทำร้ายโรฮีนจา ชี้หลักฐานแกมเบียไม่เพียงพอ

17 ม.ค. 2569 09:20 น.

เมียนมาสู้คดี “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ที่ศาลโลก ให้การปฏิเสธทำร้ายโรฮีนจา ชี้หลักฐานแกมเบียไม่เพียงพอ

เมียนมาเริ่มการต่อสู้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ยืนยันปฏิบัติการทางทหารเป็นการต่อต้านก่อการร้าย ขณะที่แกมเบียย้ำเป็นนโยบายรัฐเพื่อ “ลบการมีอยู่” ของโรฮีนจา

วันที่ 16 มกราคม 2569 นายโก โก หล่าย ตัวแทนรัฐบาลเมียนมา นำเสนอคำชี้แจงฝ่ายจำเลยอย่างเป็นทางการต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice-ICJ) โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ากระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวโรฮีนจา พร้อมยืนยันว่าแกมเบียไม่สามารถนำเสนอหลักฐานที่เพียงพอเพื่อพิสูจน์เจตนาของเมียนมาได้

ตัวแทนรัฐบาลเมียนมากล่าวต่อคณะผู้พิพากษาว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐานรองรับ พร้อมย้ำว่า เมียนมาไม่ได้มีหน้าที่ต้องอยู่นิ่งเฉยและปล่อยให้กลุ่มก่อการร้ายเคลื่อนไหวอย่างเสรีในรัฐยะไข่ตอนเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ นอกจากนี้เขาระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารในปี 2560 เป็น “ปฏิบัติการกวาดล้าง” ซึ่งเป็นศัพท์ทางทหารที่ใช้เรียกการต่อต้านการก่อความไม่สงบหรือการต่อต้านการก่อการร้าย ไม่ใช่การโจมตีประชาชนพลเรือน

นายโก โก หล่าย กล่าวต่อศาลว่า เมียนมายังคงมุ่งมั่นผลักดันการส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศ แต่ยอมรับว่าปัจจัยภายนอกอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นอุปสรรค พร้อมย้ำว่า ความพยายามนี้ขัดแย้งกับข้อกล่าวหาว่าเมียนมาต้องการทำลายหรือขับไล่ชาวโรฮีนจาออกจากประเทศ 

ก่อนหน้านี้ ดอว์ดา จัลโลว์ รัฐมนตรีต่างประเทศแกมเบีย กล่าวต่อศาลว่า เมียนมาดำเนินนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพื่อทำลายชนกลุ่มน้อยมุสลิมโรฮีนจาอย่างเป็นระบบ โดยชี้ว่าชาวโรฮีนจาต้องเผชิญกับการกดขี่ข่มเหงมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ก่อนจะถูกโฆษณาชวนเชื่อให้ลดทอนความเป็นมนุษย์ และนำไปสู่การปราบปรามทางทหารครั้งใหญ่

ที่ผ่านมาในปี 2560 การปราบปรามของกองทัพเมียนมาทำให้ชาวโรฮีนจาหลายพันคนเสียชีวิต และมากกว่า 700,000 คนหลบหนีไปยังบังกลาเทศ โดยข้อมูลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติระบุว่า ปัจจุบัน ชาวโรฮีนจามากกว่าหนึ่งล้านคนอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในเขตค็อกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่และแออัดที่สุดในโลก ขณะที่รายงานของสหประชาชาติระบุว่า ผู้นำทหารระดับสูงของเมียนมาควรถูกสอบสวนในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรัฐยะไข่ และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในพื้นที่อื่นๆ 

ทั้งนี้ ศาลโลกเตรียมรับฟังพยานเพิ่มเติม รวมถึงผู้รอดชีวิตชาวโรฮีนจา เป็นเวลา 3 วัน โดยจะเป็นการไต่สวนลับ ไม่เปิดให้สาธารณชนและสื่อมวลชนเข้าร่วม ขณะที่คำตัดสินสุดท้ายคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2569.

ที่มา BBC

งานวิจัยชี้พาราเซตามอลปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ ไม่เพิ่มเสี่ยงออทิสติก โต้คำกล่าวอ้างทรัมป์

งานวิจัยชี้พาราเซตามอลปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ ไม่เพิ่มเสี่ยงออทิสติก โต้คำกล่าวอ้างทรัมป์

17 ม.ค. 2569 08:11 น.

งานวิจัยชี้พาราเซตามอลปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ ไม่เพิ่มเสี่ยงออทิสติก โต้คำกล่าวอ้างทรัมป์

งานวิจัยฉบับใหม่ยืนยัน ใช้พาราเซตามอลระหว่างตั้งครรภ์ปลอดภัย และไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคออทิสติก, สมาธิสั้น หรือปัญหาพัฒนาการในเด็ก หักล้างคำกล่าวอ้างก่อนหน้าของโดนัลด์ ทรัมป์

ผลการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชื่อดัง The Lancet Obstetrics, Gynaecology & Women’s Health และถือเป็นหนึ่งในบททบทวนงานวิจัยที่เข้มข้นที่สุดในประเด็นดังกล่าว ระบุยืนยันว่า หญิงตั้งครรภ์สามารถกินยาพาราเซตามอลอย่างปลอดภัย และขอให้สบายใจได้ เพื่อตอบโต้คำกล่าวอ้างลอยๆ ของทรัมป์เมื่อปีที่แล้ว ที่เคยระบุว่าพาราเซตามอลไม่ดี สำหรับหญิงตั้งครรภ์ และเรียกร้องให้สตรีมีครรภ์ต่อสู้สุดกำลัง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดชนิดนี้ โดยอ้างความเชื่อมโยงกับโรคออทิสติกในเด็ก

คำกล่าวดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากองค์กรแพทย์ทั่วโลก เนื่องจาก Tylenol (ชื่อทางการค้าในสหรัฐฯ) ถือเป็นยาแก้ปวดและลดไข้ตัวเลือกแรกสำหรับหญิงตั้งครรภ์มาโดยตลอด

งานวิจัยฉบับล่าสุดนี้ทบทวนงานศึกษาคุณภาพสูงจำนวน 43 ชิ้น ครอบคลุมหญิงตั้งครรภ์หลายแสนคน โดยเน้นเปรียบเทียบการตั้งครรภ์ที่มารดาใช้พาราเซตามอลกับกรณีที่ไม่ได้ใช้ยา

ที่สำคัญคือ งานวิจัยจำนวนมากเป็นการเปรียบเทียบในกลุ่ม พี่น้องร่วมครรภ์ (siblings studies) ซึ่งช่วยตัดปัจจัยรบกวน เช่น พันธุกรรม หรือสภาพแวดล้อมครอบครัวออกไป ทำให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือสูง

นักวิจัยยังติดตามพัฒนาการเด็กยาวนานกว่า 5 ปี เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงทางระบบประสาท ซึ่งไม่พบความเชื่อมโยงกับออทิสติกหรือสมาธิสั้น

ศาสตราจารย์ อัสมา คาลิล (Prof. Asma Khalil) สูติแพทย์และหัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า “เมื่อเราวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด เราไม่พบความเชื่อมโยงใดๆ ไม่มีหลักฐานว่าพาราเซตามอลเพิ่มความเสี่ยงโรคออทิสติก” เธอย้ำว่าสาระสำคัญชัดเจน พาราเซตามอลยังคงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ หากใช้ตามคำแนะนำแพทย์

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การหลีกเลี่ยงพาราเซตามอลโดยไม่จำเป็นอาจ เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ เพราะไข้สูงหรืออาการปวดที่ไม่ได้รับการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยง แท้ง คลอดก่อนกำหนด หรือปัญหาพัฒนาการ

ด้านนักวิชาการอิสระหลายคนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษา ต่างออกมาสนับสนุนผลการวิจัยนี้ โดยระบุว่าจะช่วยลดความกังวลของหญิงตั้งครรภ์ทั่วโลก

ศาสตราจารย์ เกรนน์ แมคอะลอนแนน จาก King’s College London ระบุว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรต้องแบกรับความเครียดจากการตั้งคำถามว่ายาแก้ปวดธรรมดาจะส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพลูกหรือไม่

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยเบอร์เกน ระบุว่า งานวิจัยนี้เป็น หลักฐานที่แข็งแรง ว่าพาราเซตามอล ไม่เพิ่มความเสี่ยงออทิสติก, ADHD หรือภาวะบกพร่องทางสติปัญญา

แม้ผลวิจัยจะชัดเจน แต่กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ยังคงแสดงความกังวล โดยอ้างถึงงานวิจัยบางชิ้นที่แนะนำให้ใช้ยาอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการใช้ในปริมาณมากหรือเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) ยอมรับว่า ยังไม่มีการพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างพาราเซตามอลกับโรคทางระบบประสาท และยานี้ยังคงเป็น ยาลดไข้เพียงชนิดเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในหญิงตั้งครรภ์

ด้านหน่วยงานสาธารณสุขในสหราชอาณาจักรยืนยันอีกครั้งว่า พาราเซตามอลยังเป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับหญิงตั้งครรภ์.

ที่มา : BBC

คลิดอ่านข่าวเกี่ยวกับ หญิงมีครรภ์

ทรัมป์ปลื้มสุดๆ รัฐฟลอริดาตั้งชื่อถนนใกล้มาร์-อา-ลาโกเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์”

ทรัมป์ปลื้มสุดๆ รัฐฟลอริดาตั้งชื่อถนนใกล้มาร์-อา-ลาโกเป็น "โดนัลด์ ทรัมป์"

17 ม.ค. 2569 07:41 น.

ทรัมป์ปลื้มสุดๆ รัฐฟลอริดาตั้งชื่อถนนใกล้มาร์-อา-ลาโกเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์”

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯยิ้มแก้มแทบปริ หลังทางการท้องถิ่นประกาศตั้งชื่อถนนช่วงหนึ่งในเขตปาล์มบีช เคาน์ตี รัฐฟลอริดา เป็นชื่อของเขาอย่างเป็นทางการ 

ถนนสายดังกล่าวเป็นช่วงหนึ่งของ Southern Boulevard ซึ่งเชื่อมต่อจาก สนามบินนานาชาติปาล์มบีช ไปยังบ้านพักและคลับส่วนตัวของทรัมป์ที่มาร์-อา-ลาโก โดยปัจจุบันถูกตั้งชื่อว่า “Donald J. Trump Boulevard”

ทรัมป์กล่าวในงานเลี้ยงฉลอง ในห้องจัดเลี้ยงของคฤหาสน์ มาร์-อา-ลาโก  ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง นี่คือถนนที่สำคัญมาก มีผู้คนจำนวนมากเดินทางผ่าน ทั้งคนสำคัญและไม่สำคัญ ซึ่งผมไม่สนใจว่าพวกเขาจะสำคัญหรือไม่ก็ตาม แต่ถนนเส้นนี้มีความหมาย”

เชื่อมสัญลักษณ์อำนาจจากสนามบินสู่บ้านพัก

ถนนเส้นนี้ถือเป็นเส้นทางหลักที่แขก บุคคลสำคัญ นักการเมือง และผู้นำจากต่างประเทศใช้เดินทางมายังคฤหาสน์มาร์-อา-ลาโก ซึ่งทรัมป์ใช้เป็นทั้งบ้านพักส่วนตัวและสถานที่ต้อนรับแขกทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง

ทรัมป์ยังใช้โอกาสนี้กล่าวถึงผลงานของรัฐบาล ก่อนจะครบรอบหนึ่งปีของการเข้ารับตำแหน่ง โดยระบุว่า ยังมีอีกสามปีที่ยอดเยี่ยม และเขาหวังว่า ประเทศนี้จะมีความยิ่งใหญ่อีกหลายทศวรรษ

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงป้ายชื่อถนนที่ถูกติดตั้งใหม่ว่าเมื่อผู้คนเห็นป้ายที่สวยงาม เปิดไฟสว่างในยามค่ำคืน และเขียนว่า “Donald J. Trump Boulevard” พวกเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจ ภาคภูมิใจ ไม่ใช่ในตัวของเขา แต่ในประเทศของพวกเรา

การตั้งชื่อถนนครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่สะท้อนอิทธิพลทางการเมืองของทรัมป์ในรัฐฟลอริดา ซึ่งถือเป็นฐานเสียงสำคัญของเขา และยังตอกย้ำบทบาทของมาร์-อา-ลาโกในฐานะศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองนอกทำเนียบขาวอีกด้วย.

ที่มา : reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

รถไฟสายหลักโตเกียวกลับมาให้บริการแล้ว หลังไฟฟ้าขัดข้องนาน 8 ชั่วโมง กระทบผู้โดยสารกว่า 6.7 แสนคน

รถไฟสายหลักโตเกียวกลับมาให้บริการแล้ว หลังไฟฟ้าขัดข้องนาน 8 ชั่วโมง กระทบผู้โดยสารกว่า 6.7 แสนคน

17 ม.ค. 2569 05:13 น.

รถไฟสายหลักโตเกียวกลับมาให้บริการแล้ว หลังไฟฟ้าขัดข้องนาน 8 ชั่วโมง กระทบผู้โดยสารกว่า 6.7 แสนคน

รถไฟสายหลักของกรุงโตเกียวกลับมาให้บริการตามปกติอีกครั้ง หลังประสบปัญหาระบบไฟฟ้าขัดข้อง ส่งผลให้การเดินรถต้องหยุดชะงักยาวนานราว 8 ชั่วโมง กระทบผู้โดยสารกว่า 6.7 แสนคน

วันที่ 16 มกราคม 2569 บริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันออก (JR East) เปิดเผยว่า การเดินรถไฟในเขตใจกลางกรุงโตเกียวกลับมาให้บริการตามปกติแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ของวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 หลังประสบปัญหาระบบไฟฟ้าขัดข้อง ส่งผลให้การเดินรถต้องหยุดชะงักยาวนานราว 8 ชั่วโมง

เหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นทำให้รถไฟสายหลัก ได้แก่ สายยามาโนเตะ และสายเคฮิน-โทโฮกุ ต้องระงับการเดินรถตั้งแต่เที่ยวแรกของเช้าวันเดียวกัน รวมถึงส่งผลกระทบต่อสายโยโกสุกะและสายอุสึโนมิยะ โดยมีขบวนรถไฟอย่างน้อย 230 เที่ยวถูกยกเลิก และอีก 354 เที่ยวล่าช้านานสูงสุดถึง 8 ชั่วโมง

JR East ระบุว่า เหตุไฟฟ้าดับเกิดจากอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าดูดทำงานผิดพลาด ระหว่างการเปิดระบบไฟหลังเสร็จสิ้นงานปรับปรุงที่สถานีทามาจิ เขตมินาโตะ ส่งผลให้ระบบตัดไฟอัตโนมัติของสถานีไฟฟ้าย่อยทำงาน และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีผู้โดยสารอย่างน้อย 15 คนแจ้งว่ามีอาการป่วย และ 5 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบรวมประมาณ 673,000 คน

ทางบริษัท JR East ได้ออกแถลงการณ์ขออภัยต่อผู้โดยสาร พร้อมยืนยันจะเร่งสอบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียด และดำเนินมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยประกาศยกเลิกงานปรับปรุงที่สถานีทามาจิในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งตรงกับช่วงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ.

ที่มา NHK

ทรัมป์ขู่ใช้มาตรการภาษีบีบประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับ “แผนผนวกกรีนแลนด์” อ้างจำเป็นต่อความมั่นคงสหรัฐฯ

ทรัมป์ขู่ใช้มาตรการภาษีบีบประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับ "แผนผนวกกรีนแลนด์" อ้างจำเป็นต่อความมั่นคงสหรัฐฯ

17 ม.ค. 2569 02:44 น.

ทรัมป์ขู่ใช้มาตรการภาษีบีบประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับ “แผนผนวกกรีนแลนด์” อ้างจำเป็นต่อความมั่นคงสหรัฐฯ

“โดนัลด์ ทรัมป์” ขู่เก็บภาษีประเทศที่ไม่สนับสนุนแผนสหรัฐฯ ครอบครองกรีนแลนด์ ย้ำเกาะยุทธศาสตร์สำคัญด้านความมั่นคง ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากเดนมาร์ก พันธมิตรนาโต และนักการเมืองสหรัฐฯ เอง

วันที่ 16 มกราคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าสหรัฐฯ อาจใช้มาตรการทางภาษีกับประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับแผนการผนวกกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้การดูแลของเดนมาร์ก โดยอ้างว่าเป็นเรื่องจำเป็นต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวระหว่างการประชุมที่ทำเนียบขาวว่า อาจเก็บภาษีกับประเทศที่ไม่ไปในทิศทางเดียวกันเรื่องกรีนแลนด์ แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าประเทศใดจะตกเป็นเป้าหมาย หรือจะใช้อำนาจตามกฎหมายใดในการดำเนินการ 

โดยท่าทีของทรัมป์เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสคัดค้านจากหลายประเทศ รวมถึงเดนมาร์กและรัฐบาลกรีนแลนด์ ขณะที่ในสหรัฐฯ เอง สมาชิกสภาคองเกรสทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันจำนวนหนึ่งก็แสดงความกังวลต่อแนวคิดของทรัมป์ โดยคณะผู้แทนรัฐสภาสหรัฐฯ แบบสองพรรคการเมือง จำนวน 11 คน ได้เดินทางเยือนกรีนแลนด์เพื่อแสดงการสนับสนุน และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่

ที่ผ่านมา ทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่ากรีนแลนด์มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อสหรัฐฯ ทั้งในด้านระบบเตือนภัยล่วงหน้าจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และการควบคุมเส้นทางเดินเรือในเขตอาร์กติก ขณะที่เดนมาร์กเตือนว่า หากสหรัฐฯ ใช้กำลังทหาร จะเท่ากับเป็นการบ่อนทำลายองค์การนาโตโดยสิ้นเชิง ขณะที่ประเทศพันธมิตรยุโรปหลายชาติ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ต่างออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนเดนมาร์ก และส่งกำลังทหารเข้ากรีนแลนด์ในภารกิจลาดตระเวนเชิงสัญลักษณ์.

แคนาดา-จีน เปิดศักราชความสัมพันธ์ บรรลุยุทธศาสตร์ใหม่ ดันพลังงาน เกษตร การค้า

แคนาดา-จีน เปิดศักราชความสัมพันธ์ บรรลุยุทธศาสตร์ใหม่ ดันพลังงาน เกษตร การค้า

16 ม.ค. 2569 17:00 น.

แคนาดา-จีน เปิดศักราชความสัมพันธ์ บรรลุยุทธศาสตร์ใหม่ ดันพลังงาน เกษตร การค้า

นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดา เยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 9 ปี บรรลุข้อตกลงความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ฉบับประวัติศาสตร์ เน้นความมั่นคงทางพลังงานและเกษตรอัจฉริยะ พร้อมไฟเขียวนำเข้ารถ EV จีน 4.9 หมื่นคัน แลกกับการลดภาษีสินค้าเกษตรแคนาดามหาศาล หวังดันยอดส่งออกพุ่ง 50% ภายในปี 2030

การเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งของนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำแคนาดานับตั้งแต่ปี 2017 โดยได้เข้าพบหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และผู้นำระดับสูงของจีน เพื่อร่วมกันประกาศแถลงการณ์ร่วมว่าด้วย “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ใหม่” ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือ ข้อตกลงด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยแคนาดาจะอนุญาตให้นำเข้ารถยนต์ EV จากจีนได้สูงสุด 49,000 คัน ภายใต้อัตราภาษีนำเข้าพิเศษเพียง 6.1%  ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 3% ของตลาดรถใหม่ในแคนาดา

เป้าหมายของดีลนี้คือดึงดูดการลงทุนร่วมทุนจากบริษัทจีนให้มาตั้งฐานการผลิตในแคนาดาภายใน 3 ปี รวมถึงการสร้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และเสริมแกร่งซัพพลายเชนในประเทศ โดยคาดการณ์ว่าใน 5 ปีข้างหน้า ครึ่งหนึ่งของรถที่นำเข้าจะเป็นรุ่นประหยัดที่มีราคาต่ำกว่า 35,000 ดอลลาร์ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้ชาวแคนาดา

ส่วนในภาคเกษตรและอาหาร ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นที่จะขจัดอุปสรรคทางการค้าที่เคยเป็นปัญหาเรื้อรัง โดยภายในวันที่ 1 มีนาคม 2026 จีนจะลดภาษีนำเมล็ดคาโนลาจากแคนาดาลงเหลือประมาณ 15% จากเดิมที่สูงถึง 85% ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ ส่วนกากเมล็ดคาโนลา, ล็อบสเตอร์, ปู และถั่วลันเตา จะได้รับการยกเว้นภาษีเลือกปฏิบัติไปจนถึงสิ้นปี 2026 คาดว่าข้อตกลงนี้จะสร้างคำสั่งซื้อใหม่ให้กับแคนาดามูลค่าเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์

ขณะที่ความร่วมมือด้านพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และความสามารถในการแข่งขันด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งสองประเทศซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน จะขยายความร่วมมือพลังงานสองทาง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเร่งการลงทุนในแบตเตอรี่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงาน นายกฯ คาร์นีย์ยังได้หารือกับผู้นำภาคธุรกิจจีน เพื่อดึงการลงทุนด้านพลังงานและเทคโนโลยีสะอาดเข้าสู่แคนาดา 

นอกจากนี้ ยังมีการบรรลุข้อตกลงด้านความปลอดภัยสาธารณะ โดยจะประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ และการฟอกเงิน และเพื่อกระชับความสัมพันธ์ภาคประชาชน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ให้คำมั่นที่จะเปิดให้ชาวแคนาดาสามารถเดินทางเข้าจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่า ขณะที่แคนาดาเตรียมร่วมมือกับไชน่า มีเดีย กรุ๊ป เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวรองรับการเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2026

นายกรัฐมนตรีคาร์นีย์ยืนยันว่า นี่คือแนวทางที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเพื่อสร้างเศรษฐกิจแคนาดาที่แข็งแกร่งและไม่พึ่งพาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป โดยเขามีแผนจะกลับมาเยือนจีนอีกครั้งในการประชุมเอเปก ปี 2026

ที่มา Prime Minister of Canada

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินอดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” จำคุก 5 ปี ฐานใช้อำนาจมิชอบ ปมประกาศกฎอัยการศึก

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินอดีต ปธน. "ยุน ซอกยอล"  จำคุก 5 ปี ฐานใช้อำนาจมิชอบ ปมประกาศกฎอัยการศึก

16 ม.ค. 2569 13:39 น.

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินอดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” จำคุก 5 ปี ฐานใช้อำนาจมิชอบ ปมประกาศกฎอัยการศึก

ศาลกรุงโซลพิพากษาอดีตประธานาธิบดี “ยุน ซอกยอล” รับโทษจำคุก 5 ปี ฐานใช้อำนาจมิชอบและปลอมแปลงเอกสาร จากกรณีความพยายามประกาศกฎอัยการศึกที่ล้มเหลวเมื่อเดือนธันวาคม 2024 พร้อมจับตาคำพิพากษาคดี “ก่อการกบฏ” ที่มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์

ศาลกรุงโซลมีคำพิพากษาในคดีแรกจากทั้งหมด 4 คดีที่เกี่ยวข้องกับการประกาศกฎอัยการศึกของนายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดีที่ถูกถอดถอน โดยศาลตัดสินจำคุก 5 ปี ในความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและปลอมแปลงเอกสารราชการ

ประเด็นสำคัญที่ศาลพิจารณาความผิดประกอบด้วยการขัดขวางการจับกุม ด้วยการใช้เจ้าหน้าที่อารักขาประธานาธิบดีเพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองถูกจับกุม การประกาศกฎอัยการศึกโดยไม่ได้หารือกับคณะรัฐมนตรีทั้งหมดตามที่กฎหมายกำหนด และการปลอมแปลงเอกสาร โดยการจัดทำและทำลายเอกสารที่อ้างว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมให้การรับรองการประกาศกฎอัยการศึก

ด้านนายยุนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยโต้แย้งว่าการออกหมายจับเขานั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ต้น และตามตัวบทกฎหมายไม่ได้บังคับว่าเขาต้องปรึกษาคณะรัฐมนตรีทุกคนก่อนใช้อำนาจฉุกเฉิน นอกจากนี้เขายังยืนยันว่าไม่มีความบกพร่องในเชิงขั้นตอนในการประกาศกฎอัยการศึกครั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม อัยการระบุว่าการที่นายยุนไม่มีท่าทีสำนึกผิด เป็นเหตุผลสมควรที่จะต้องรับโทษหนักขึ้น โดยได้เสนอโทษจำคุก 10 ปีสำหรับชุดข้อหาการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมและการใช้อำนาจมิชอบนี้

คำพิพากษาในวันนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญต่อคดีที่เหลือ โดยเฉพาะข้อหาที่รุนแรงที่สุดคือ “ก่อการกบฏต่อ” ซึ่งอัยการเรียกร้องให้ลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต โดยคาดว่าศาลจะมีคำพิพากษาในคดีกบฏช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้

แม้การพยายามประกาศกฎอัยการศึกจะทำให้ประชาชนนับแสนออกมาประท้วงขับไล่จนนำไปสู่ชัยชนะของ “อี แจ-มยอง” ผู้นำฝ่ายค้านในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด แต่ตัวเลขผลสำรวจเมื่อเดือนธันวาคมพบว่า ชาวเกาหลีใต้เกือบ 30% ยังไม่เชื่อว่าการกระทำของนายยุนเข้าข่ายการก่อกบฏ

ขณะที่บริเวณหน้าศาล ยังคงมีกลุ่มผู้สนับสนุนนายยุนประมาณ 100 คน มารวมตัวกันเพื่อแสดงพลังและมองว่าอดีตผู้นำของพวกเขาคือ “ผู้พลีชีพทางการเมือง” ท่ามกลางบรรยากาศการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด.

ที่มา BBC

ไฟฟ้าขัดข้องทำรถไฟสายหลักโตเกียวเป็นอัมพาต ผู้โดยสารนับหมื่นเดือดร้อนช่วงเช้า

ไฟฟ้าขัดข้องทำรถไฟสายหลักโตเกียวเป็นอัมพาต ผู้โดยสารนับหมื่นเดือดร้อนช่วงเช้า

16 ม.ค. 2569 12:14 น.

ไฟฟ้าขัดข้องทำรถไฟสายหลักโตเกียวเป็นอัมพาต ผู้โดยสารนับหมื่นเดือดร้อนช่วงเช้า

บริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันออก (JR East) รายงานว่า การเดินรถไฟสายยามาโนเตะ ทั้งวนซ้ายและวนขวา รวมถึงสายเคฮิน โทโฮคุ (Keihin-Tohoku Line) ต้องหยุดชะงักลงตั้งแต่รถไฟเที่ยวแรกของเช้าวันนี้ (16 ม.ค.) ส่งผลให้การเดินทางไปทำงานของผู้คนนับหมื่นกลายเป็นความโกลาหล เนื่องจากสายยามาโนเตะเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อย่านสำคัญอย่างชินจูกุ ซึ่งมีผู้ใช้งานสูงถึง 3.5 ล้านคนต่อวัน

JR East ระบุว่า ปัญหาไฟฟ้าขัดข้องเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 03.50 น. บริเวณสถานีจ่ายไฟฟ้าที่ดูแลช่วงสถานีชินบาชิ และสถานีชินากาวะ ในใจกลางกรุงโตเกียว

เบื้องต้นพบว่ามีการตัดกระแสไฟฟ้าในช่วงกลางคืนเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่สถานีทามาจิ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถกู้คืนระบบไฟฟ้าได้ทันก่อนรถไฟเที่ยวแรกจะเริ่มวิ่ง นอกจากนี้ ในเวลาประมาณ 08.00 น. ยังได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่สถานีจ่ายไฟใกล้กับสถานีทามาจิ โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลาราว 90 นาทีจึงควบคุมเพลิงไว้ได้ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเหตุเพลิงไหม้กับไฟฟ้าขัดข้องมีความเกี่ยวข้องกันโดยตรงหรือไม่

สถานีโทรทัศน์ NTV เผยแพร่ภาพขณะผู้โดยสารบนรถไฟสายเคฮิน โทโฮคุ ที่ติดค้างอยู่ระหว่างสถานี ต้องทยอยลงจากขบวนรถและเดินเท้าไปตามรางรถไฟเพื่อเข้าสู่จุดปลอดภัย โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและพนักงานรถไฟคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด JR East คาดการณ์ว่าจะสามารถกลับมาเริ่มเดินรถตามปกติได้อีกครั้งในช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังจากที่ทำการตรวจสอบความปลอดภัยและกู้ระบบไฟฟ้าเสร็จสิ้น

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความล่าช้าเป็นวงกว้าง เนื่องจากเส้นทางที่ได้รับผลกระทบเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมต่อศูนย์กลางการขนส่งอย่างสถานีโตเกียวและโยโกฮาม่า ซึ่งเป็นย่านธุรกิจและที่พักอาศัยที่หนาแน่นที่สุดของญี่ปุ่น.

ที่มา KYODO NEWS