‘ชาอู่หลง’ เครื่องดื่มทางเลือก ‘เบากาย-สบายอารมณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649265

วันที่ 31 มี.ค. 2564 เวลา 08:02 น.‘ชาอู่หลง’ เครื่องดื่มทางเลือก ‘เบากาย-สบายอารมณ์’รู้จักกับหนึ่งในเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อคนรักสุขภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุด อย่าง ‘ชาอู่หลง’ ดูคุณประโยชน์ดีๆ อย่าง ‘OTPP’ ที่ช่วยให้เบากาย สบายอารมณ์ ปิดท้ายที่วิธีการเลือกดื่มชาอู่หลงที่ปริมาณเหมาะสมและส่งผลดีต่อสุขภาพ

วิถีชีวิตทุกวันนี้ที่ผู้คนต่างยุ่งกับการหาเลี้ยงชีพ และเร่งรีบเพื่อก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งอาจไม่มีเวลาดูแลสุขภาพของตนเอง และเกิดความตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว จนเกิดเป็นกระแสเรียกร้องให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายมากขึ้น หนึ่งในกระแสที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง คือกระแสการออกกำลังกายให้พอเหมาะ และรับประทานอาหารที่ดีควบคู่กันไป  

โดยปัจจุบันคนไทยเริ่มตระหนักถึงการคัดสรรอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ รวมถึงเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ การดื่ม “ชา”…เครื่องดื่มที่เป็นที่รู้จักในด้านสุขภาพจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และหนึ่งในตัวเลือกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือ “ชาอู่หลง” ซึ่งเป็นชาประเภทกึ่งหมักที่ผ่านการหมักเพียงบางส่วน ทำให้มีสี กลิ่นหอม และรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยกระบวนการหมักที่ไม่เหมือนใครนี้ ยังทำให้ชาอู่หลงอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมายที่จะช่วยให้วันที่ยุ่งเหยิงของคนยุคใหม่กลายเป็นวันเบาๆ สบายๆ ที่สุขภาพดีได้

‘เบากาย’ ด้วย OTPP (โอทีพีพี)

Oolong Tea polymerized-polyphenols สารธรรมชาติกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenol) ที่มีในชาอู่หลงชนิดเดียวเท่านั้น สาร OTPP ที่ทำให้ชาอู่หลงมีความพิเศษแตกต่างจากชาชนิดอื่นนั้น เกิดจากกรรมวิธีการแปรรูปใบชาโดยการบ่มแบบกึ่งหมัก (Semi-fermentation) คือการนำใบชามาผึ่งแห้งด้วยแสงอาทิตย์เพื่อให้ใบชาคายน้ำ หลังจากนั้นจึงนำไปผึ่งในที่ร่มภายใต้การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น เรียกว่า “การหมักบางส่วน” เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) 

จากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับ พบว่า การดื่มชาอู่หลงที่มี OTPP สามารถลดการดูดซึมไขมัน โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไลเปส (Lipase) ที่มีหน้าที่สลายไขมันให้แตกตัวและดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ไขมันถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง จากการทดลองพบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองที่ดื่มชาอู่หลงติดต่อกัน 3 วัน มีการดูดซึมไขมันเข้าสู่กระแสเลือดน้อยลง ไขมันถูกขับออกทางอุจจาระเพิ่มขึ้น รวมถึงมีรอบเอวเล็กลง ที่สำคัญขั้นตอนการหมักชาแบบพิเศษนี้ยังทำให้ชาอู่หลงมีรสชาติที่เข้มข้นไม่เหมือนชาชนิดอื่น และสามารถช่วยแก้เลี่ยนจากการรับประทานเนื้อสัตว์ติดมัน ชาอู่หลงจึงถือเป็นเครื่องดื่มคู่ใจสำหรับผู้ที่ชอบรับประทานอาหารมันๆ เป็นอย่างยิ่ง

OTPP กับชีวิตประจำวัน

ชาอู่หลงที่มีสาร OTPP จะช่วยให้รู้สึกเบาสบาย ผ่อนคลายทั้งใจและกาย ด้วยรสชาติที่กลมกล่อมและกลิ่นหอมที่ลงตัวของชาอู่หลง จะช่วยให้สัมผัสถึงความสดชื่น สาร OTPP ในชาอู่หลงจะช่วยให้ลิ้มรสอาหาร ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลกับไขมันหรือน้ำมัน

‘สบายอารมณ์’ ด้วยกลิ่นหอมละมุนและรสชาติกลมกล่อม 

เพราะชาอู่หลงที่ผ่านกระบวนการกึ่งหมักแล้วจะถูกนำไปอบแห้งทำให้เกิดรสชาติที่อยู่ระหว่างชาสดและชาบ่ม และยังจัดได้ว่าเป็นชาที่กลมกล่อมที่สุดในบรรดาชาเพราะให้รสชาติที่เข้มกว่าชาเขียว แต่ฝาดน้อยกว่าชาดำ จึงเกิดเป็นรสชาติที่ลงตัว กลิ่นหอมที่ได้ก็แตกต่างจากชาอื่น เพราะเป็นการผสานระหว่างกลิ่นใบชาคั่วและกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ การจิบชาอู่หลงเย็นๆ ที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ซึ่งช่วยกระตุ้นสมอง พร้อมกลิ่นหอมละมุนชวนผ่อนคลายในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญการทำงานอันยุ่งเหยิง จะช่วยให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยตึงเครียดได้ดี ชาอู่หลงจึงเป็นเครื่องดื่มที่เป็นตัวช่วยสำหรับมนุษย์วัยทำงานเป็นอย่างยิ่ง

วิธีการเลือกดื่มชาอู่หลงเพื่อสุขภาพที่ดี

การเลือกดื่มชาอู่หลงที่ปริมาณเหมาะสมและส่งผลดีต่อสุขภาพ คือควรเลือกดื่มชาอู่หลงที่มีปริมาณ OTPP 70 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับประสิทธิภาพการลดการดูดซึมไขมัน และส่งผลดีต่อร่างกายมากที่สุด การดื่มชาอู่หลง ไม่ควรดื่มเกิน 2 แก้วต่อวัน เพราะหากบริโภคมากเกินไปอาจส่งผลต่อการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกายได้

การดื่มชาอู่หลงเป็นประจำจึงเป็นตัวช่วยที่เหมาะเป็นอย่างยิ่งกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่ต้องทุ่มเทพละกำลังกาย และกำลังสมองอย่างหนักในการทำงานตลอดทั้งวัน จนไม่ค่อยมีเวลาให้กับตัวเอง เพื่อมอบช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย เบากาย และสบายใจ ในทุกๆ วันของชีวิต และยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย หากอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ OTPP เพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ https://bit.ly/3qtdvs9

‘สิว’ ปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องสิวๆ ของทุกช่วงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649205

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 11:35 น.'สิว' ปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องสิวๆ ของทุกช่วงวัยแพทย์ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิว เผยปัจจัยที่เป็นสาเหตุหลักของคนแต่ละช่วงอายุ พร้อมบอก Tips ในการดูแลผิวที่เป็นสิว

‘สิวๆ’ ในภาษาไทย คำนี้บางคนใช้เป็นสแลงที่มีความหมายถึงเรื่องง่ายๆ กระจอกๆ แต่สำหรับใครหลายๆ คน การเป็นสิวไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเค้าเลย จริงอยู่ว่าสิวอาจจะไม่ได้เป็นโรคที่ร้ายแรง แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ การเป็นสิวส่งผลกระทบทางด้านจิตใจ เพราะมีผลต่อภาพลักษณ์ หลายครั้งทำให้สูญเสียความมั่นใจ ทุกครั้งที่ต้องเห็น สิวเม็ดเล็กเม็ดใหญ่ สลับกันขึ้นไม่หยุดหย่อน

พ.ญ.พนิดา จรรย์ศุภรินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิว ดังนี้

สิวคืออะไร?

สิวคืออาการทางผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจาการที่รูขุมขน มีน้ำมัน หรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วมาอุดตัน ซึ่งอาจทำทำให้เกิดสิวอุดตัน สิวอุดตันหัวดำๆ ที่เราอาจเรียกกันว่าสิวเสี้ยน และถ้าหากมี แบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวร่วมด้วย อาจลามไปจนเป็นสิวที่มีลักษณะอักเสบ และกลายเป็นหนอง สิวสามารถเป็นได้ในผิวทุกส่วนในร่างกายที่มีต่อมไขมัน (Sebaceous Glands) ไม่ใช่เฉพาะบริเวณผิวหน้าเท่านั้น ในหลายๆ ครั้ง เราพบว่าบางคนมีสิวเรื้อรังที่บริเวณแผ่นหลัง หรือหน้าอกก็ได้เช่นกัน

สาเหตุของการเกิดสิว

แต่ละคนมีลักษณะสิวที่แตกต่างกัน ไม่มีใครสามารถบ่งบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้แน่นอนและชัดเจน แต่มักจะมีปัจจัยหลายประการที่อาจส่งเสริม ทำให้เกิดสิว ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่

1. สาเหตุที่มาจากปัจจัยภายใน เช่น กรรมพันธุ์ เราพบว่าเด็กที่ พ่อหรือแม่มีประวัติมีปัญหาเรื่องสิวเยอะ มีแนวโน้มที่จะมีสิวเยอะได้เช่นกัน แต่ก็ไม่เสมอไป, เรื่องของฮอร์โมน เช่น ในช่วงวัยรุ่น หรือช่วงก่อนหรือหลัง มีประจำเดือน, ปัจจัยจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งอาจไม่ใช้สาเหตุหลักของการเกิดสิว แต่อาจทำให้สิวแย่ลง หรือรุนแรงมากขึ้น , การรับประทานอาหารบางชนิด, ภาวะท้องผูกหรือการขับถ่ายไม่ดี

2. สาเหตุที่มาจากปัจจัยภายนอก เช่น การใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับผิว, การเล่นกีฬา เหงื่อออก, การทำความสะอาดผิว, การกินยาบางชนิด สามารถทำให้เกิดสิวได้ เช่น ยาที่ส่วนผสมของสเตียรอยด์ เป็นต้น การสูบบุหรี่, การเผชิญกับฝุ่นควัน หรือมลภาวะ เป็นต้น

สิวในทุกช่วงวัย

หลายคนอาจคิดว่า สิวมักจะเป็นแต่เฉพาะในช่วงวัยรุ่น จริงๆ แล้วสิวเป็นอาการทางผิวหนังที่สามารถเกิดได้ทุกช่วงวัย

· ในเด็กวัยแรกเกิด ก็มีสิวได้เช่นกัน เราพบว่า ร้อยละ 20-40 ของเด็กวัยแรกเกิด ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก จะพบเป็นสิวเม็ดเล็กๆที่บริเวณหน้าผาก จมูก หรือคางโดยสิวในเด็กแรกเกิดส่วนใหญ่มีปัจจัยมาจากฮอร์โมนของแม่ที่มาสู่ลูก และมักจะหายไปเอง ภายใน 3-4 เดือน

· ในช่วงวัยรุ่น ปัจจัยหลักๆ ก็จะมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน จากวัยเด็ก เข้าสู่วัยหนุ่มสาว ซึ่งในวัยนี้เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ในเด็กผู้หญิง ก็จะเริ่มมีประจำเดือน ส่วนในเด็กผู้ชายก็จะเริ่มยืดตัว สูงขึ้น เสียงเริ่มแตกหนุ่ม ซึ่งเป็นลักษณะที่บ่งบอกว่าเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น สิวในวัยนี้ส่วนใหญ่จึงมีความรุนแรงกว่าในวัยอื่นๆ ได้ ในบางคน อาจไม่ได้เป็นสิวเฉพาะที่หน้า สิวยังสามารถขึ้นที่หลัง หน้าอก ได้อีกเช่นกัน

· ในวัยทำงาน ในช่วงวัยทำงาน สาเหตุหลักของการเกิดสิวอาจต่างไปจากในช่วงวัยรุ่น อาจมีในเรื่องของ ความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ หรือปัจจัยในที่ทำงาน การเผชิญมลพิษ ฝุ่นควันต่างๆ การแต่งหน้า เครื่องสำอางทั้งหลาย ทำให้ในบางคนก็ยังสามารถเป็นสิวเรื้อรังได้

· ในวัยผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วในวัยผู้ใหญ่สิวอาจไม่ได้มีความรุนแรงมาก อาจเป็นได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการดูแลรักษารอยแผลเป็น หลุมสิวที่เกิดขึ้นมาแล้วมากกว่า

Tips ในการดูแลผิวที่เป็นสิว

· ไม่ควรล้างหน้าบ่อยจนเกินไป บ่อยครั้งที่บางคนคิดว่าเราเป็นสิวเพราะผิวเราสกปรก จริงๆแล้วเราควรทำความสะอาดผิวให้เหมาะสม เพราะการรบกวนผิวด้วยการล้างหน้าบ่อยๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงเกินไป จะเป็นการทำลายเกราะป้องกันผิวที่มีอยู่ตามธรรมชาติ อาจส่งผลเสียมากกว่าผลที่ดีนะคะ

· อย่าบีบสิว เพราะหลายๆครั้งการบีบสิวด้วยมือหรือเครื่องมือที่ไม่สะอาดอาจเป็นการนำพาเอาเชื้อโรคที่ไม่พึ่งประสงค์กลับเข้าไปในผิว สิวอาจลุกลาม ลึกและแย่กว่าเดิม

สุดท้ายนี้ หากเราพยามยามทำความเข้าใจผิวของเรา ดูแลผิวให้ถูกวิธี ปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการรักษา เพียงเท่านี้เรื่องสิว ก็จะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ สิวๆ เท่านั้นเอง

8 อาการปวดหัวที่น่ากลัวจนอยากให้ไปปรึกษาแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649024

วันที่ 28 มี.ค. 2564 เวลา 10:15 น.8 อาการปวดหัวที่น่ากลัวจนอยากให้ไปปรึกษาแพทย์อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท เผยอาการปวดหัวเป็นประจำอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังและร้ายแรง รวมทั้งอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ หากไม่รีบรักษา

ปวดหัว อาการที่ใครๆ ต่างก็เคยเป็น และหลายคนอาจมองว่าเป็นอาการปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ กินยาแก้ปวดเดี๋ยวก็หาย ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ความจริงแล้วอาการปวดหัวนั้นมีหลายชนิด อาการบางอย่างสามารถบ่งบอกถึงโรคร้ายแรงได้ โดยเฉพาะการปวดหัวที่มาพร้อมกับอาการผิดปกติอื่นๆ

แพทย์หญิงจุฑาทิพย์ รัตนพันธ์ อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า อาการปวดหัวที่อันตรายและเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง แบ่งออกเป็น 8 อาการ ดังนี้ 

1. ปวดหัวรุนแรงแบบเฉียบพลัน ปวดขึ้นมาทันทีทันใดหรือปวดจนหมดสติ ไม่รู้สึกตัว อาจเกิดจากการมีเลือดออกในสมอง เช่น หลอดเลือดสมองแตก หลอดเลือดสมองโป่งพอง ซึ่งพบได้บ่อย 

2. ปวดหัวร่วมกับคอแข็งเกร็ง มีไข้ อาจเกิดจากมีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือมีสมองอักเสบร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อที่รุนแรง จนทำให้เสียชีวิตได้ 

3. ปวดหัวร่วมกับมีอาการทางระบบประสาทผิดปกติ เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เวียนศีรษะ เดินเซ เห็นภาพซ้อน เป็นต้น อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคเนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดสมองตีบตันซึ่งเป็นได้ทั้งชนิดหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำอุดตัน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้อัมพฤกษ์ อัมพาตได้ 

4. ปวดหัวร่วมกับมีอาการชักเกร็งหรือกระตุก อาจเกิดจากโรคหลอดเลือดสมองตีบตันใกล้บริเวณผิวสมอง เป็นได้ทั้งชนิดหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำอุดตัน หรือโรคเส้นเลือดขอดในสมอง ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำบางตำแหน่งในสมองเชื่อมต่อกันผิดปกติ 

5. ปวดหัวบริเวณท้ายทอย บางครั้งปวดจนตาพร่ามัวหรือชักเกร็ง อาจเกิดจากความดันโลหิตสูงหรือภาวะความดันในกระโหลกศีรษะสูงผิดปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ 

6. ปวดหัวมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง เช่น นั่ง ยืน นอน อาจเกิดจากภาวะน้ำคั่งในโพรงสมองมากกว่าปกติ หรือ ภาวะความดันในกระโหลกศีรษะสูงหรือต่ำผิดปกติ 

7. ปวดหัวในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เนื้องอกในสมอง โรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น HIV โรคทางภูมิคุ้มกันบกพร่องบางชนิด เช่น SLE 

8. ปวดหัวตลอดเวลาและไม่ตอบสนองต่อการรักษา อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม 

นอกจากนี้ ยังมีอาการปวดหัวแบบที่ไม่เป็นอันตราย แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคเรื้อรังได้ นั่นคือการปวดหัวข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ แต่ปวดแบบเป็น ๆ หาย ๆ โดยสาเหตุที่พบบ่อยมักเกิดจากโรคไมเกรนหรือการตึงตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่อันตรายแต่เป็นโรคเรื้อรังและรบกวนคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ อาการปวดหัวจากไมเกรนสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยารักษาชนิดรับประทานหรือชนิดฉีดใต้ผิวหนัง หรือการรักษาทางเลือกด้วยการฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน เพื่อป้องกันอาการปวดหัวไมเกรน ร่วมกับหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ส่วนอาการปวดหัวจากกล้ามเนื้อตึงตัวหรือออฟฟิศซินโดรม สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาร่วมกับการกายภาพบำบัด ซึ่งอาการปวดหัวเหล่านี้หากไม่ได้รับการรักษาจะเรื้อรังและรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคร่วมอื่น เช่น ภาวะซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน นอนไม่หลับ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น อาการปวดหัวจึงไม่ใช่อาการเพียงเล็กน้อยที่เราจะมองข้ามได้ แม้ว่าจะปวดไม่มากแต่ถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำหรือมีอาการร่วมดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อรักษาให้ตรงโรค ตรงจุดและทันท่วงที

เรามีสุขภาพช่องปากที่แย่ลงเพราะโควิด-19 จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/648934

วันที่ 26 มี.ค. 2564 เวลา 16:34 น.เรามีสุขภาพช่องปากที่แย่ลงเพราะโควิด-19 จริงหรือ?จีเอสเค เผยสถิติใหม่ โควิด-19 ส่งผลกระทบสุขภาพช่องปากที่แย่ลง พร้อมแนะคนไทยปรับพฤติกรรมการดูแลช่องปาก และพบหมอฟันให้มากขึ้น

เชื่อหรือไม่ว่า การระบาดของโรคโควิด-19 มีผลต่อการบริโภคขนมขบเคี้ยวและอาหารที่มีน้ำตาลและเป็นกรดมากขึ้น แต่คนส่วนใหญ่กลับยังคงมีวิธีดูแลสุขภาพช่องปากในรูปแบบเดิมๆ และพบทันตแพทย์น้อยลง

ผลสำรวจล่าสุดจาก จีเอสเค คอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ ซึ่งจัดทำโดยบริษัทสำรวจและวิจัยตลาด อิปซอส เปิดเผยว่า การระบาดของ โรคโควิด-19 ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยมีการสำรวจความคิดเห็นออนไลน์กับผู้บริโภคจำนวน 4,500 คน ซึ่งมีอายุมากกว่า 18 ปี จาก 5 ประเทศในยุโรป (ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร สเปนและรัสเซีย) และ 4 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย)

ข้อค้นพบที่สำคัญของผู้บริโภคในประเทศไทยจากผลสำรวจ มีดังนี้

ผู้บริโภคในประเทศไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีปัญหาสุขภาพช่องปาก อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ตามมา แต่ยังไม่มีแนวทางดีพอในการจัดการสุขภาพช่องปากให้ดีขึ้น

การแพร่ระบาดของโรคของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิต มาตรการล็อคดาวน์ในหลายพื้นที่ทำให้ผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการบังคับให้ต้องทำงานจากที่บ้าน ดังนั้น จากผลการศึกษาจึงสังเกตเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันและพฤติกรรมของผู้บริโภคอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพช่องปากโดยรวมของพวกเขา

ในประเทศไทย ผู้บริโภค 9 ใน 10 คน หรือกว่า 92% กล่าวว่า การดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีจะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม 63% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ 85% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีสามารถส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีได้ และ 66% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีจะส่งผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหรือการจัดการกับโรคเบาหวานได้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ผู้บริโภคในประเทศไทยส่วนใหญ่ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการดูแลสุขภาพช่องปากที่ไม่ดี แต่ผลสำรวจก็ชี้ให้เห็นว่าพวกเขายังมีแนวทางในการจัดการสุขภาพช่องปากที่ไม่ดีพอ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตโดยรวม

ในบรรดาผู้ที่เผชิญปัญหาเกี่ยวกับช่องปากอย่างน้อยหนึ่งอาการ พบว่ามีผู้บริโภคในประเทศไทยเพียง 38% เท่านั้นที่ระบุว่ามีการใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะทางเพื่อดูแลช่องปาก และมีเพียง 6% เท่านั้นไปเข้ารับการตรวจเช็คหรือทำความสะอาดช่องปากกับผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมเป็นประจำเพื่อรักษาปัญหาดังกล่าว ถึงแม้มีข้อเท็จจริงที่ระบุว่า 79% ของผู้บริโภคในประเทศไทยอ้างว่าตนเองมีปัญหาเสียวฟัน โดย 68% กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วรู้สึกเจ็บฟันเมื่อรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม ผลสำรวจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของคนไทยที่ไม่กระตือรือร้นในการรักษาสุขภาพช่องปากโดยรวม แม้หลายคนจะเผชิญกับปัญหาสุขภาพช่องปากอย่างน้อยหนึ่งอาการอยู่แล้วก็ตาม

การเพิกเฉยต่อการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดำเนินไปในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้บริโภคและอาจจะเกิดความเสี่ยงอื่นๆ ตามมา

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงของการระบาดของโควิด-19 ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ซึ่งส่งผลให้สุขภาพช่องปากโดยรวมแย่ลงเช่นกัน

ผู้บริโภคในประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงระหว่างการระบาดของโควิด-19 พวกเขารับประทานขนมขบเคี้ยวเพิ่มขึ้น 20% กาแฟหรือชา 22% ขนมที่มีส่วนประกอบของไอศกรีม 19% น้ำผลไม้บรรจุกล่อง 21% และน้ำดื่มอัดลม 12% การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มประเภทนี้ที่เพิ่มขึ้นส่งผลชัดเจนต่อสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นปัจจัยที่เข้าไปเร่งการสึกหรอของสารเคลือบฟันซึ่งร่างกายไม่สามารถฟื้นฟูได้ตามธรรมชาติ

ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้บริโภคในประเทศไทยประสบปัญหาสุขภาพช่องปากที่แย่ลงอยู่แล้ว ซึ่งเกิดจากการบริโภคอาหารและดื่มเครื่องดื่มดังกล่าว 79% ระบุว่ามีอาการเสียวฟัน 47% ระบุว่ามีปัญหาฟันเหลือง และ 60% ระบุว่ามีปัญหาคราบหินปูน และนี่คือ 3 ปัญหาหลักเกี่ยวกับช่องปากที่ผู้บริโภคในประเทศไทยกำลังเผชิญ

เมื่อสำรวจความคิดเห็นว่าพวกเขามีแนวทางในการจัดการกับปัญหาช่องปากของตนเองอย่างไร 26% ระบุว่าหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหา คือการแปรงฟันเป็นประจำ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขาดเป้าหมายและแนวทางเฉพาะในการดูแล

สุขภาพช่องปากของผู้บริโภค นอกจากนี้ มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 14% เท่านั้นที่เข้าไปรับการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำกับทันตแพทย์เพื่อจัดการกับสภาวะสุขภาพช่องปากของพวกเขาอย่างกระตือรือร้น

โควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยเกิดความลังเลที่จะไปพบทันตแพทย์ 

67% กังวลกับการไปพบทันตแพทย์ด้วยตนเอง เนื่องจากเหตุผลที่ต้องการยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 34% ของผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทยลดหรือหยุดการไปพบทันตแพทย์ในทันที ในบรรดาผู้บริโภคที่อ้างว่ารู้สึกกังวลหรือค่อนข้างกังวลที่จะไปพบทันตแพทย์ด้วยตนเอง 39% ระบุว่า ด้วยจำนวนคนในคลินิกทันตกรรมที่มากเกินไป จึงเกรงว่าจะไม่ได้ปฏิบัติตนตามมาตรการในการเว้นระยะห่างทางสังคมได้ 45% กล่าวว่า กลัวจะติดเชื้อโควิด -19 จากการสัมผัสอุปกรณ์ทันตกรรม และ 36% ระบุว่า ไม่มั่นใจว่าคลินิกทันตกรรมได้มีการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดอย่างทั่วถึงและเรียบร้อยดีแล้วหรือไม่

คีธ ชอย หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ธุรกิจคอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ กล่าวว่า “การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนและแนวทางการดูแลสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด แต่เป็นสิ่งที่น่ายินดีว่าในขณะนี้มีการรับรู้อย่างกว้างขวางในหมู่ผู้บริโภคเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากปัญหาสุขภาพช่องปาก อย่างไรก็ดี เราจำเป็นต้องเร่งดำเนินงานเพิ่มเติมหลายอย่าง เพราะการดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีมีความสำคัญต่อการดูแลตนเองและสุขภาพโดยรวมในระยะยาว ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพช่องปาก จีเอสเค คอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ พร้อมเข้าไป

ช่วยเหลือผู้บริโภคในการจัดการและพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพช่องปากโดยรวม ผ่านความเข้ารู้ความเข้าใจที่ได้รวบรวมมาเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคผสานกับนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์”

“ปัจจุบันผู้บริโภคกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพช่องปากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคราบหินน้ำลายที่สะสมหรืออาการเสียวฟันขณะรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม ปัญหาเหล่านี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ความกังวลในการไปพบทันตแพทย์เป็นเหตุให้ได้รับการรักษาที่ล่าช้าส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ ดังนั้น การพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษาเป็นประจำและการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากอย่างดีเป็นสิ่งจำเป็น การแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพช่องปากที่ดี” รศ.ทพ.ยสวิมล คูผาสุข ทบ. ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก (ปริทันตวิทยา) ปริญญาโท (ปริทันตวิทยา) กล่าว

มะเร็งต่อมลูกหมาก ตรวจง่าย ตรวจพบเร็ว รักษาหายขาดได้ไม่ต้องตัดอัณฑะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/464522

มะเร็งต่อมลูกหมาก ตรวจง่าย ตรวจพบเร็ว รักษาหายขาดได้ไม่ต้องตัดอัณฑะ

22 เมษายน 2564 – 15:02 น.

มะเร็งต่อมลูกหมากโรคร้ายสำหรับชายไทยที่มาพร้อมกับวัยที่เพิ่มมากขึ้นเป็นโรคที่ไม่สามารถป้องกันการเกิดขึ้นได้เพราะสาเหตุของโรคเป็นปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมนั่นคืออายุเชื้อชาติและพันธุกรรมผู้ชายในวัย50ปีขึ้นไปทุกคนจึงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งชนิดนี้

ผศ.นพ.กมล  ภานุมาตรัศมี หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า แต่เดิมนั้น อุบัติการณ์ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในไทยมีไม่มากนักเพราะการตรวจโรคยังน้อย จึงถูกจัดอยู่ในอันดับท้ายๆ ของกลุ่มโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของชายไทย แต่ในปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองโรคมากขึ้น เพราะประชาชนเริ่มมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อมลูกหมากจึงมีความตระหนักและใส่ใจในสุขภาพตนเองเพิ่มขึ้น  การตรวจก็ทำได้เร็วขึ้นด้วยเพราะเทคโนโลยีการแพทย์มีความทันสมัย ใช้วิธีการตรวจที่ง่ายเพียงการตรวจเลือดและการตรวจคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนักก็จะทราบว่ามีความเสี่ยงในการเป็นโรคหรือไม่

มะเร็งต่อมลูกหมาก ตรวจง่าย ตรวจพบเร็ว รักษาหายขาดได้ไม่ต้องตัดอัณฑะ

ด้วยปัจจัยที่กล่าวมา ทำให้ประเทศไทยตอนนี้พบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นชัดเจน โรคมะเร็งต่อมลูกหมากจึงขยับขึ้นมาเป็นโรคร้ายอันดับต้นๆ ที่เป็นสาเหตุคร่าชีวิตชายไทย ทั้งยังมีแนวโน้มการเกิดโรคในอัตราเพิ่มมากขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าในอนาคตจะยิ่งตรวจพบมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวโน้มเช่นเดียวกับประเทศทางตะวันตก อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ที่โรคนี้เป็นมะเร็งอันดับหนึ่งที่ตรวจพบในผู้ชาย

“เป็นโรคร้ายที่เกิดขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น วิธีรับมืออย่างเดียวคือ เมื่อเป็นแล้วต้องรักษา แต่ส่วนใหญ่ของผู้ที่มีอาการของโรคและมาพบแพทย์ จะพบว่าเป็นกลุ่มอาการในระยะลุกลามไปแล้ว การรักษาจึงเป็นไปเพื่อการประคับประคอง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  ดังนั้น วิธีดีที่สุดคืออย่ารอให้มีอาการแล้วมารักษา แต่ควรมารับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแต่เนิ่นๆ เมื่ออายุคุณถึง 50 ปีไปแล้วก็ให้เริ่มมาตรวจคัดกรองโรคทุกๆ ปี เพราะการตรวจคัดกรองจะทำให้พบอาการของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มต้น ก็จะมีโอกาสสูงในการรักษาให้หายขาดได้”  ผศ.นพ.กมล  กล่าว 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากมักจะมาพบแพทย์เมื่อเป็นโรคในระยะลุกลาม เป็นเพราะโดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่พบอาการผิดปกติใดๆ ในระยะที่เริ่มเป็นโรค อีกทั้งมีระยะดำเนินโรคค่อนข้างนาน จึงจะเริ่มมีอาการผิดปกติที่สังเกตเห็นชัด อย่างเช่น   ปัสสาวะพุ่งไม่แรงต้องเบ่ง  ปัสสาวะบ่อยครั้งขึ้น หรือในบางรายพบปัสสาวะเป็นเลือดเพราะต่อมลูกหมากที่โตขึ้นไปเบียดท่อปัสสาวะให้แคบลง บางรายอาจมีอาการปวดกระดูกหรือขาบวมเพราะมะเร็งแพร่กระจายไปที่กระดูก ต่อมน้ำเหลืองในเชิงกราน หรืออวัยวะภายในอื่นซึ่งเป็นอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะลุกลามไปแล้ว​

ปัจจุบัน การรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หากตรวจพบว่าเป็นในระยะเริ่มต้น  หรือในระยะไม่ลุกลาม มีโอกาสสูงมากที่จะรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกไปหรือรักษาด้วยการฉายรังสี และไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเอาอัณฑะออกไป  ดังนั้น การมาตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมากจึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้การรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะสามารถตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

มะเร็งต่อมลูกหมาก ตรวจง่าย ตรวจพบเร็ว รักษาหายขาดได้ไม่ต้องตัดอัณฑะ

วิธีการตรวจคัดกรอง ทำได้ง่ายและใช้เวลาไม่นาน  ด้วยการตรวจเลือดหาค่า PSA (Prostate Specific Antigen) คือสารที่ใช้คัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในเลือด  ซึ่งสารนี้จะถูกตรวจพบมากกว่าปกติในคนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก  โดยหากเป็นโรคระยะเริ่มต้น และพบว่าค่า PSA สูงไม่มาก ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้  การตรวจคัดกรองอีกวิธีคือการคลำต่อมลูกหมากผ่านทางรูทวารหนักเพื่อตรวจหาก้อนมะเร็งและดูความยืดหยุ่นของต่อมลูกหมาก

ผู้ที่ประสงค์เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมากที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สามารถติดต่อขอรับบริการได้โดยไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ เช่น ไม่ต้องอดน้ำอดอาหารก่อนรับการเจาะตรวจเลือด   ทั้งนี้ หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็สามารถเข้ารับการรักษาได้ในขั้นตอนกระบวนการตามระยะของโรคและแพทย์จะเป็นผู้เลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุดกับผู้ป่วย เช่น การผ่าตัด การฉายรังสี  การใช้ฮอร์โมนบำบัด ที่สำคัญ ในการรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากนั้น  ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาได้ตามสิทธิ์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทั้งสิทธิ์บัตรทอง สิทธิ์ประกันสังคม และสิทธิ์ข้าราชการ  ถือเป็นสวัสดิการสุขภาพจากภาครัฐที่ครอบคลุมเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยลดภาระทางการเงินเพื่อดูแลสุขภาพคนไทย

ถอดรหัสเส้นทางหมื่นล้าน กว่าจะเป็น “มาดามแอน” ผู้ชุบชีวิต NEW18 เป็น JKN18 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/464516

ถอดรหัสเส้นทางหมื่นล้าน กว่าจะเป็น “มาดามแอน” ผู้ชุบชีวิต NEW18 เป็น JKN18

22 เมษายน 2564 – 14:45 น.

ถอดรหัสเส้นทางหมื่นล้าน กว่าจะเป็น “มาดามแอน” ผู้ชุบชีวิต NEW18 เป็น JKN18 ปั้นขึ้น TOP10 ทีวีดิจิทัลไทย

จากการแถลงข่าวในงาน JKN Phenomenon 2021 “แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในฐานะเจ้าของใหม่ 100% ของช่อง NEW18 ที่ตอนนี้เธอพลิกโฉมจากสถานีข่าวเป็นสถานีแห่งสาระและความบันเทิงเต็มรูปแบบพร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น JKN18 และให้คำมั่นสัญญาว่าเธอจะชุบชีวิต และพาช่อง JKN18 นี้ก้าวขึ้นติด Top10 หรือติดเรตติ้ง 10 อันดับแรกที่ได้รับความนิยมสูงสุดของทีวีดิจิทัลในบ้านเราภายในปีนี้แน่นอน

ถอดรหัสเส้นทางหมื่นล้าน กว่าจะเป็น "มาดามแอน" ผู้ชุบชีวิต NEW18 เป็น JKN18

แอน จักรพงษ์ หรือ มาดามแอน เธอคือซีอีโอในบริษัททุนตลาดหลักทรัพย์ที่มีคาแรกเตอร์ฉีกไม่เหมือนใคร ทั้งพูดจาฉะฉาน ชัดเจน ตรงประเด็น วิสัยทัศน์แหลมคม และตอบทุกประเด็นคำถามอย่างแจ่มชัด สร้างความฮือฮาจากคนทั้งประเทศมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จุดนี้จึงเป็นที่มาของการรวบรวมเส้นทางชีวิตสู่ความสำเร็จหมื่นล้านของเธอ เพื่อบอกเล่าทุกเรื่องราวในการสร้างแรงบันดาลใจ
 
คว้า 10 ล้านในวัย 21 ปี จากอดีตอาตี๋ลูกคนโตแห่งศูนย์เช่าวิดีโอสู่เซียนคอนเทนต์แห่งอาเซียน เธอมาจากอาตี๋ ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนที่ครอบครัวดำเนินธุรกิจเปิดร้านเช่าวิดีโอ เธอเริ่มต้นธุรกิจในวัยเพียง 21 ปี และมีมุมมองในการเฟ้นหาคอนเทนต์ เรียกว่า สายตาแหลมคมประหนึ่งเทพ คว้าสารคดี Walking With Dinosaurs มาผลิตในรูปแบบดีวีดีจัดจำหน่ายในบ้านเรา สร้างรายได้ก้อนแรกให้กับเธอมากถึง 10 ล้านบาท และส่งผลให้เธอเป็นนักค้าคอนเทนต์อันดับหนึ่งของประเทศไทยและอาเซียน ณ ปัจจุบัน
 
คว้าหลักร้อยล้านในวัย 25 ปี จากการนำเสนอขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่นำเข้ามาให้กับช่องทีวีในยุคนั้นๆ รวมแล้วน่าจะเกือบทุกช่องที่จะต้องซื้อคอนเทนต์ของเธอเพื่อมาออกอากาศเรียกคนดูและโกยเรตติ้งท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง
 
คว้าพันล้านในวัย 38 ปี กล้าแตกต่างและเห็นช่องทางตลาดใหม่ในธุรกิจซื้อขายคอนเทนต์ ลงทุน ลงแรง บริหารเองกับมือ ทำให้อาณาจักรคอนเทนต์ JKN เติบโตจนสามารถเดินหน้าเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในปี 2560 สร้างความฮือฮาให้กับแวดวงนักลงทุนเป็นอย่างมาก เป็นข่าวดังใหญ่โตเพราะเธอสามารถสร้างให้หุ้นของ JKN นั้น ติด Ceiling ต่อเนื่อง 4 วัน และ เช่นกัน โควิดก็ทำอะไรเธอไม่ได้ ดังคำที่เธอเคยบอก “อะไรก็ฆ่าฉันไม่ตาย”นอกจากนี้เธอยังยกระดับ JKN ย้ายเข้า SET ในช่วงโควิดที่ทุกธุรกิจกระทบเป็นวงกว้างแต่ JKN กลับโตสวนกระแสและทำกำไรอย่างมหาศาล
 
ตั้งเป้าคว้า 10,000 ล้าน ในวัย 42 ปี ประกาศแผนลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของ JKN ด้วยการเข้าซื้อกิจการช่อง NEW18 หวังชุบชีวิตฟื้นคืนช่องทีวีดิจิทัล พร้อมเปลี่ยนชื่อทางการใหม่เป็น JKN18 ตั้งเป้าดันขึ้น TOP10 ทีวีดิจิทัลชั้นนำในเมืองไทย

ถอดรหัสเส้นทางหมื่นล้าน กว่าจะเป็น "มาดามแอน" ผู้ชุบชีวิต NEW18 เป็น JKN18

ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากวิสัยทัศน์ การวางแผน การบริหารจัดการที่ก้าวไกล และมาจากแนวคิดกลยุทธ์การตลาดที่สุขุม นุ่มลึก ซึ่งได้รวบรวมมาไว้เป็นแนวทาง ดังนี้

1. มองขาดเรื่อง Content is King

2. ใช้สื่อที่มีในมืออย่างชาญฉลาดทั้ง JKN TV และ JKN CNBC สื่อสารสร้างให้ผู้ชมเกิดการเสพติดทางสายตาอย่างแยบยล

3. มองไกลในกลุ่มคอนซูมเมอร์โปรดักส์ ใช้ Superstar Marketing การันตีด้วยการสร้างยอดขายหลายสิบล้านในชั่วข้ามคืน

4. CEO Branding ความกล้านำเสนอตัวตนอย่างชัดเจน เด่น และแตกต่าง ในทุกพื้นที่สื่อของไทย และนำเสนอเรื่องราวใหม่ๆในพื้นที่คอนเทนต์ของเธอเอง ใช้ชื่อรายการว่า “Real Anne” ที่ปัจจุบันออกอากาศผ่านทางยูทูป JKN Official ซึ่งซีซั่น 1 มีทั้งหมด 30 ตอน ซึ่งมียอดผู้ชมรวมมากกว่า 30 ล้านวิว และกำลังก้าวเข้าสู่ ซีซั่นที่ 2 ซึ่งจะออกอากาศให้ได้ชมตอนแรกในวันศุกร์ที่ 30 เมษายน 64 นี้

5. วางหมากขุนพลที่จะมาช่วยขับเคลื่อนกระบวนทัพของธุรกิจ JKN ได้อย่างมือฉมัง

6. นำเสนอโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ก่อนใครด้วยการขึ้นแท่นเป็น Content – Commerce – Company (3C) ที่ให้ข้อมูลว่าพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 5,000 ล้านบาท ในปี 67

ถอดรหัสเส้นทางหมื่นล้าน กว่าจะเป็น "มาดามแอน" ผู้ชุบชีวิต NEW18 เป็น JKN18

จะเรียก “มาดามแอน” สตรีข้ามเพศที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประเทศไทย ก็คงไม่ผิดนัก เพราะเธอได้ก้าวขึ้นสู่สตรีข้ามเพศคนแรกที่ถือได้ว่าทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในวงการสื่อทีวีของประเทศไทยและเป็นเจ้าแม่อาณาจักรหมื่นล้านได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“ศิลาดล” คือดินเผาจากเราปั้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/464361

“ศิลาดล”  คือดินเผาจากเราปั้น

21 เมษายน 2564 – 13:36 น.

“ศิลาดล คือดินเผาจากเราปั้น แล้วเสกสรรค์เป็นรูปสวยด้วยศึกษา บรรจงเติมสอนช่วยด้วยปัญญา มากคุณค่าด้วยคู่เคียงเวียงเชียงใหม่” 

คุณทัศนีย์   ยะจา  เจ้าของแบรนด์  “chaing mai Celadon”  ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ OTOP   ดำเนินกิจเครื่องปั้นดินเผาในจังหวัดเชียงใหม่  คุณทัศนีย์  กล่าวว่า  หลังจากที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาและส่งเสริมสินค้า  OTOP  ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำให้สินค้า มีความพร้อมที่จะเข้าแข่งขันในตลาดต่างประเทศ แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิดจึง จึงใช้เวลานี้ในการปรับปรุงพัฒนาสินค้าให้ดียิ่งขึ้น และเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกับตลาดหลังสถานการณ์โควิด19″

“ยันฮี พรีเมี่ยมเซรั่ม” จากมือหมอ ถึง “มือคุณ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/464351

“ยันฮี พรีเมี่ยมเซรั่ม”จากมือหมอ ถึงมือคุณ”

21 เมษายน 2564 – 12:25 น.

“รพ.ยันฮี” รุกต่อเนื่อง เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “จากมือหมอ ถึงมือคุณ” ตั้งเป้าก้าวขึ้นมาเป็น Online Health&Beauty and Digital Marketing Product ชั้นนำของเมืองไทย

พญ.หทัยวรรณ วัชรากร แพทย์ประจำศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยและศูนย์แพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลยันฮี กล่าวว่า จากประสบการณ์กว่า 16 ปี ทำให้รู้ถึงต้นเหตุของปัญหาผิวหน้า ทั้งปัญหา สิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ และผิวหมองคล้ำ ซึ่งเป็นปัญหาผิวหน้าอันดับ 1 ที่คนไทยเผชิญอยู่ โรงพยาบาลยันฮี จึงได้คิดค้นและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบออนไลน์ครั้งแรก “ยันฮี พรีเมี่ยมเซรั่ม (YANHEE PREMIUM SERUM)” ซึ่งเป็นเซรั่มที่ตอบโจทย์ทุกปัญหาผิว 

"ยันฮี พรีเมี่ยมเซรั่ม"จากมือหมอ ถึงมือคุณ"

 ยันฮี พรีเมี่ยมเซรั่ม (YANHEE PREMIUM SERUM) เป็นการระดมความคิดของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผ่านการคัดสรรสารสกัดพรีเมี่ยมที่อัดแน่นเต็มสูตร เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ครอบคลุมและตอบโจทย์ทุกปัญหาผิวหน้าของคนไทยให้ได้มากที่สุด จุดเด่นของผลิตภัณฑ์จึงเน้นสร้างเกราะความแข็งแรงให้แก่ผิว และแก้ปัญหาผิวหน้าได้อย่างตรงจุด อ่อนโยนต่อผิว ช่วยให้ผิวหน้าจ่างใสและฟื้นฟูผิวที่มีความหมองคล้ำ

"ยันฮี พรีเมี่ยมเซรั่ม"จากมือหมอ ถึงมือคุณ"

ด้าน นางสาวปิยลักษณ์ อุดมชาติ กรรมการบริษัท เอฟโวลูชั่นสกิน จำกัด กล่าวว่า Platform Online Marketing ของผลิตภัณฑ์ในเครือโรงพยาบาลยันฮีเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้า และการได้รับคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทางโดยตรงตลอดการใช้ผลิตภัณฑ์ จึงกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้ลูกค้าไว้วางใจและมั่นใจในผลิตภัณฑ์ของโรงพยาบาลยันฮี

"ยันฮี พรีเมี่ยมเซรั่ม"จากมือหมอ ถึงมือคุณ"

จากประสบการณ์กว่า 10 ปีบน Platform Online Marketing ของบริษัท เอฟโวลูชั่นสกิน จำกัด กล้าพูดได้เลยว่า เราสัมผัสได้ถึงความจริงใจและความทุ่มเทในการออกผลิตภัณฑ์แต่ละตัวของโรงพยาบาลยันฮี กลุ่มผู้บริโภคมั่นใจในมาตรฐานความสะอาด ความปลอดภัย และผลลัพธ์ เราเชื่อว่า ยันฮี พรีเมี่ยมเซรั่ม (YANHEE PREMIUM SERUM) จะเป็นเซรั่มที่ตอบโจทย์ทุกปัญหาอย่างตรงจุด และช่วยฟื้นบำรุงสุขภาพผิวหน้าที่แข็งแรงให้แก่คุณได้อย่างแน่นอน

รับมือ “ฮีทสโตรก” เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงอย่างเฉียบพลัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/464255

รับมือ “ฮีทสโตรก” เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงอย่างเฉียบพลัน

21 เมษายน 2564 – 00:00 น.

รับมือฮีทสโตรก(Heatstroke) เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงอย่างเฉียบพลัน

โรคลมแดด หรือ “ฮีทสโตรก”  (Heatstroke) เป็นภาวะที่เกิดจากร่างกายมีความร้อนสูงเกินไปซึ่งมักเกิดจากการทำงาน ใช้แรงงาน หรือออกกำลังกายอย่างหนักในภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง มักเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงถึง 40 องศาเซลเซียส หรือมากกว่า และมักจะเกิดในช่วงฤดูร้อนหรือบริเวณที่มีความชื้นในอากาศสูง อาจทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะสำคัญ เช่นสมอง หัวใจ ปอด ไต และกล้ามเนื้อได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที จะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ บางรายถึงขั้นพิการและเสียชีวิตได้

รับมือ "ฮีทสโตรก"  เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงอย่างเฉียบพลัน

พญ.ดวงพร รุธิรโก อายุรแพทย์ และแพทย์ด้านเวชบำบัดวิกฤตระบบประสาท รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า โรคลมแดด หรือ ภาวะฉุกเฉินจากความร้อน (Heatstroke) แบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ ตามสาเหตุที่ทำให้เกิด ได้แก่ 
1.Classic heatstroke or Non-exertional heatstroke เกิดจากการอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงแล้วทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงตาม มักพบในคนที่อยู่ในบริเวณที่อากาศร้อนและชื้นเป็นเวลานาน 

2.Exertional heatstroke ในกรณีนี้อุณหภูมิร่างกายมักสูงขึ้นจากการทำงานหรือออกกำลังกายอย่างหนักในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงเกิดได้ง่ายขึ้นในคนที่ไม่คุ้นเคยกับอากาศร้อน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกหลายอย่างที่ทำให้ผู้ป่วยบางรายมีโอกาสเกิดภาวะฮีทสโตรกได้ง่ายขึ้น เช่น อายุที่น้อยหรือมากเกินไป มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคอ้วน ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย การใช้ยาบางกลุ่มที่ทำให้สูญเสียสารน้ำ หรือร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่ออุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ ก็เป็นสาเหตุร่วมที่ทำให้กลไกการควบคุมอุณหภูมิร่างกายผิดปกติทำให้เกิดฮีทสโตรกได้เช่นกัน หรือการที่ร่างกายต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน เช่น ในกรณีที่เดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศที่อากาศร้อนหรือในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อน(heat wave)ร่างกายปรับตัวไม่ทันก็ทำให้เกิดฮีทสโตรกได้ง่าย

อาการของผู้ป่วยที่เป็นฮีทสโตรกจะมีอุณหภูมิกาย 40 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า ร่วมกับภาวะความรู้สติเปลี่ยนแปลงอาจเกิดอาการสับสน กระวนกระวาย เพ้อ ชักหรือหมดสติได้ หัวใจเต้นเร็ว อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ผิวหนังแดงแพทย์จะวินิจฉัยโรคจากการทราบประวัติว่าผู้ป่วยมีสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะนี้ การตรวจร่างกายพบว่ามีอุณหภูมิกายสูงร่วมกับอาการแสดงในระบบต่างๆ บางกรณีอาจวินิจฉัยร่วมกับผลตรวจเลือดและเอกซเรย์เพื่อค้นหาภาวะแทรกซ้อนของฮีทสโตรกร่วมด้วย ในผู้ป่วยบางรายที่มีโรคและความผิดปกติทางระบบประสาทอยู่เดิม เมื่อต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงเป็นเวลานาน หรือมีภาวะที่ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นมากอาจทำให้อาการทางระบบประสาทที่เคยมีกลับเป็นซ้ำได้ เช่น ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมอง multiple sclerosis หรือโรคลมชัก ซึ่งกลไกที่กระตุ้นให้เกิดอาการมากขึ้นจะแตกต่างกันในแต่ละโรค

รับมือ "ฮีทสโตรก"  เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงอย่างเฉียบพลัน

ด้าน นพ.ภวิศ เหลืองเวชการ แพทย์ด้านเวชบำบัดวิกฤตระบบประสาท รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล  กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะฮีทสโตรก หรือโรคลมแดดมีความแตกต่างจากสโตรก (stroke) คือ ภาวะฉุกเฉินของระบบประสาทที่เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ/อุดตัน หรือแตก ซึ่งมักจะทำให้เกิดอาการอ่อนแรง ชา พูดลำบาก ปากเบี้ยว หรือการทรงตัวผิดปกติเฉียบพลันต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน แต่จะมีแนวทางการวินิจฉัยและการรักษาที่แตกต่างไปจากฮีทสโตรก ซึ่งทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายอย่างโดยขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ โดยหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เกิดผลเสียต่ออวัยวะสำคัญต่างๆ จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ เช่น โรคทางสมองมีโอกาสทำให้เกิดอาการชัก สมองบวม อาจเกิดการเสียหายถาวรของเซลล์สมอง อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) ส่งผลกระทบถึงภาวะไตวายเฉียบพลันได้ การสูญเสียสารน้ำทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงตับลดลงอาจทำให้เกิดภาวะตับวายมีการทำงานที่หนักขึ้นของหัวใจอาจส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดภาวะหัวใจวายได้ อาจทำให้เกิดภาวะวิกฤติทางระบบการหายใจ (Acute respiratory distress syndrome)อาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกง่าย หรือเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย 

แพทย์แนะวิธีรับมือเบื้องต้นสามารถทำได้โดยการลดอุณหภูมิร่างกาย
1.พาผู้ป่วยเข้ามาพักในที่ร่ม หรือในที่ที่มีเครื่องปรับอากาศและมีอุณหภูมิที่เย็นลง
2.ถอดเสื้อผ้าและคลายเครื่องแต่งกายที่รัดแน่นจนเกินไปออกเพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตัว
3.อาจเช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำเย็น หรือใช้ถุงน้ำแข็งวางบริเวณศีรษะ ลำคอ รักแร้และขาหนีบ หรืออาจใช้สเปรย์น้ำเย็นพ่น
4.ห้ามดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เนื่องจากเครื่องดื่มประเภทนี้จะทำให้ความสามารถในการปรับอุณหภูมิของร่างกายสูญเสียไป รวมถึงการดื่มน้ำเย็นๆ ในทันทีจะทำให้เกิดการหดเกร็งของกระเพาะอาหารได้

ทั้งนี้ ภาวะฮีทสโตรกป้องกันได้ ดังนี้ สวมใส่เสื้อผ้าโปร่งระบายลมได้ง่าย หากรู้ตัวว่าจะต้องไปอยู่ในที่อากาศร้อนอาจป้องกันตัวเองจากแสงแดดโดยสวมใส่แว่นกันแดดหรือหมวกรวมถึงใช้ครีมกันแดดที่มี SPF มากกว่า 15 ขึ้นไป ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักในที่อาการร้อนและถ่ายเทไม่สะดวก หากพบผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่ามีอาการที่เข้าข่ายของโรค ควรติดต่อขอความช่วยเหลือจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินหรือโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียงสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล โทร.02-310-3000 contact center โทร.1719 

ทำไมโควิด-19 แล้วต้อง “ผมสีเทา” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/464214

ทำไมโควิด-19 แล้วต้อง “ผมสีเทา”

20 เมษายน 2564 – 10:30 น.

หนังสือพิม์เทเลกราฟ บอกว่า ที่มาของ ผมสีเทานั้น เกิดจากหลายเหตุผล จนกลายเป็น grey มากกว่า black และไม่ใช่ blonde ซึ่ง “นันทขว้าง สิรสุนทร” คอลัมนิสต์ชื่อดัง จะแจกแจงให้เห็นว่า เหตุใด ผมสีเทา ถึงได้มาแรงในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เวลานี้

ถ้าทรงผม “โมฮอค์ว” ของ เดวิด เบ็คแฮม เคยทำให้วงการฟุตบอล แห่คลั่ง
และ ทรงผม “home aloan” ของเด็กน้อย คัลกินส์ ป๊อปปูลาร์อยู่หลายปี

เราอาจบอกได้ว่า สีผมดอกเลา(grey) ของ โจดี้ ฟอสเตอร์ ในบท แนนซี ของหนัง The Mauritanian กำลัง “เบ่งบาน” ในสาวๆมีอายุที่ต่างประเทศ

ทำไมโควิด-19 แล้วต้อง "ผมสีเทา"

นสพ.เทเลกราฟ บอกว่า ที่มาของ ผมสีเทานั้น เกิดจากหลายเหตุผล จนกลายเป็น grey มากกว่า black และไม่ใช่ blonde

ประการแรก,
สีเทา สะท้อนถึง encourage หรือการให้กำลังใจ

ให้พลังใจอะไรหรือ?

เขาบอกว่า โลกเรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์โควิด ทุกคนหมดกำลังใจ
สีเทา บ่งบอกถึง การส่งต่อกำลังใจ

ทำไมโควิด-19 แล้วต้อง "ผมสีเทา"

อย่างที่สอง,
ตรงกับสำนักสี pantone ที่บอกว่า สีเทาคือ serenity หรือความสงบทางใจ
อันมีนัยยะว่า ชีวิตยุคนี้ คนต้องการความสุขทางใจ มากกว่าวัตถุ

สีผมเทาๆของ แนนซี ในหนัง จะส่งแรงกระเพื่อม ไปถึง ทรงผม สีผม ของตัวละครอื่นๆ ที่เกิดขึ้นหลังจาก

นัยว่า…

ทุกอย่างนั้น เชื่อมโยงกัน คอปกเสื้อ The Beatles ยุค 60s เคยกลายเป็นคอปกเสื้อบอล ทีมเอฟเวอร์ตัน

รองเท้าไมเคิล จอร์แดน หรือ air jordan เคยเป็นรองเท้าใส่เดินแฟชั่น

ทำไมโควิด-19 แล้วต้อง "ผมสีเทา"

สีผมดอกเลาหรือเทา
จึงเป็น “กระแสป๊อปๆ”
บนศรีษะ เธอ เขา เรา ผม
ในเวลานี้