โควิดดันยอดสั่งอาหารออนไลน์เพิ่ม ห่วงสุขภาพคนไทยป่วยโรคกลุ่ม NCDs พุ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630328

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 12:33 น.โควิดดันยอดสั่งอาหารออนไลน์เพิ่ม ห่วงสุขภาพคนไทยป่วยโรคกลุ่ม NCDs พุ่งสสส.– นักวิชาการ ค้นงานวิจัยพบวัยรุ่นกินอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างน้อย 1 ครั้ง/สัปดาห์ ช่วงโควิดดันยอดสั่งอาหารออนไลน์เพิ่มสูง หวั่นคนไทยป่วย NCDs เพิ่มมากขึ้น

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า รายงานสุขภาพคนไทย 2563 โดย สสส. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล และภาคีเครือข่ายนักวิชาการ พบสถิติสำคัญว่าวัยรุ่นและเยาวชน อายุ 10-24 ปี ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร บริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดจากประเทศตะวันตก อย่างน้อย 1 วัน/สัปดาห์ มากถึง 69.2% รองลงมาคือภาคกลาง 54.6% ภาคใต้ 48.7% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 41.9% และภาคเหนือ 38.7% ตามลำดับ (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2560)

ซึ่งล่าสุดในช่วงโควิด-19 คนไทยอาจมีแนวโน้มบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดมากขึ้น จากการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน Food Delivery โดย Kantar Worldpanel ได้สำรวจผู้บริโภคคนไทย 1,638 ราย อายุระหว่าง 15-49 ปี ที่อยู่อาศัยในเขตเมือง ระหว่างวันที่ 10-16 เมษายน 2563 พบว่าผู้บริโภคสั่งอาหารผ่าน Food Delivery มากขึ้น 38% เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน

“ข้อดีของการสั่งอาหารออนไลน์ ช่วยลดการรวมตัวของคนในที่สาธารณะ ลดโอกาสแพร่กระจายโควิด-19 แต่อาหารที่ได้รับความนิยมสั่งมักเป็นอาหารจานด่วน สสส. จึงเกิดความกังวลเป็นห่วงสุขภาพคนไทย เพราะอาหารฟาสต์ฟู้ดมีคลอเรสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน โรคอ้วน ฯลฯ เราจึงขอแนะนำให้ผู้บริโภครับประทานอาหารแบบ 2:1:1 ผัก 2 ส่วน ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน

ลดอาหารหวาน มัน เค็ม ควบคู่ไปกับการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมกับขอความร่วมมือผู้บริโภคและผู้ประกอบการลดใช้พลาสติก เนื่องจากอาหารพร้อมทานส่วนใหญ่มักใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชิ้น อาทิ กล่องโฟม ช้อนส้อมพลาสติก หลอดพลาสติก ซองน้ำจิ้ม ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าปริมาณขยะพลาสติกของกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ตัน/วัน โดยขยะประเภทนี้ใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 450 ปี ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง” 

ทางด้าน ผศ.ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล กล่าวว่า เทคโนโลยีทุกวันนี้มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ของวัยรุ่นและเยาวชนไทยมากขึ้น ทั้งเพจรีวิวอาหาร ฟู้ดบล๊อกเกอร์ และล่าสุดคือแอปพลิเคชันสั่งซื้ออาหาร มีบทบาทสำคัญในการกำหนดเทรนด์อาหาร และการเข้าถึงร้านอาหารอย่างง่ายดายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สอดคล้องกับผลการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สำรวจพฤติกรรมทางออนไลน์ เรื่อง “การใช้บริการ Online Food Delivery ของคนไทย” ระหว่างวันที่ 5-15 มีนาคม 2563 พบว่า

กลุ่มผู้ใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์มากที่สุด คือ

  • Gen Y (อายุ 19-38 ปี) จำนวน 51.09%
  • กลุ่ม Gen X (อายุ 39-54 ปี)
  • กลุ่ม Baby Boomer (อายุ 55-73 ปี)
  • กลุ่ม Gen Z (อายุต่ำกว่า 19 ปี) (ตามลำดับ)

นอกจากนี้ การสำรวจยังพบด้วยว่า อาหารยอดนิยมที่ทุก Gen สั่งมากกว่า 61.06% คืออาหารจำพวกฟาสต์ฟู้ด อาทิ ไก่ทอด เบอร์เกอร์ และพิซซ่า แต่มีข้อมูลอื่นว่าคนไทยกินผักและผลไม้สดเป็นประจำน้อย อย่างไรก็ตาม หากผู้ผลิตแอปฯ สั่งอาหาร หันมาให้ความสำคัญกับการสนับสนุนโปรโมทอาหารเพื่อสุขภาพ อาจช่วยกระตุ้นความต้องการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้นก็เป็นได้.

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข / สสส

ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนอย่างเฉพาะเจาะจงตรงจุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630323

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 12:12 น.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนอย่างเฉพาะเจาะจงตรงจุดการรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : ด้วยงบประมาณที่จำกัด ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อพัฒนาคนจึงต้องมีความเฉพาะเจาะจงและหวังผล

ด้วยงบประมาณที่จำกัด ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อพัฒนาคนจึงต้องมีความเฉพาะเจาะจงและหวังผล ทั้งกลุ่มเป้าหมายและองค์ความรู้ เพื่อสร้างระบบการพัฒนาบุคลากรต่อยอดรุ่นต่อรุ่นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ ไร้รอยต่อเพื่อความยั่งยืนขององค์กร

ข้อมูลโดย ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot-การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน  ระบุ โลกก้าวเข้าสู่ยุค Digital AI Robot IoT และ Technology ที่ซับซ้อน การปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงานต้องตามให้ทัน เป้าหมายคือความมั่นคงยั่งยืน สามารถสร้างความต่อเนื่องเพื่อความอยู่รอด ไม่เช่นนั้นต้องล่มสลาย และไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด สุดท้ายแล้วต้องใช้คน คนจึงต้องปรับตาม แล้วใครต้องเปลี่ยน ด้วยงบประมาณที่มีอยู่ การพัฒนาอาจมีการกระจายไปในหลายระดับ ทั้งระดับต้น กลาง สูง ตามนโยบาย แต่การลงทุนพัฒนาคนในองค์กรต้องกันไว้ส่วนหนึ่งเพื่อการพัฒนาคนกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งกระบวนการเรียนรู้อย่างหวังผล อย่างเฉพาะเจาะจง ความเฉพาะเจาะจงนั้นมองใน 2 ประเด็น คือ บุคลากรกลุ่มเป้าหมายและองค์ความรู้ 

ความเฉพาะเจาะจงในแง่ของกลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายที่ถือเป็นหัวใขสำคัญคือ ผู้บริหารระดับกลาง นั่นคือ ระดับหัวหน้ากลุ่มงาน รองผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการ คนกลุ่มนี้คือมือทำงาน คนรุ่นใหม่ ไฟแรง เป็นอนาคตของหน่วยงาน เป็นกลุ่มที่จะขยับขับเคลื่อนองค์กรตามยุทธศาสตร์ คนกลุ่มนี้จะเป็นรอยต่อเชื่อมโยงระดับบนและล่าง คนกลุ่มนี้จะขยับขึ้นเป็นผู้นำองค์กรในอนาคตและพัฒนากลุ่มล่างขึ้นมาแทน สร้างระบบการพัฒนาต่อยอดรุ่นต่อรุ่นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกัน ไร้รอยต่อเพื่อความยั่งยืนขององค์กร 

ความเฉพาะเจาะจงในแง่ขององค์ความรู้

องค์ความรู้ดังกล่าวต้องเพื่อยกระดับศักยภาพผู้บริหารระดับกลางเพื่อการเตรียมขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง อีกทั้งตนต้องพัฒนาทีมงานระดับรองลงมาให้ขึ้นมาแทนที่ ดังนั้น องค์ความรู้ดังกล่าวต้องเป็นองค์ความรู้อย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทุกมิติชีวิตอย่างเป็นระบบ สามารถเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหา ความท้าทายต่างๆ อย่างตรงจุด อีกทั้งต้องสามารถนำไปปประยุกต์ใช้ได้และถ่ายทอดได้อย่างมั่นใจ องค์ความรู้ดังกล่าวประกอบด้วย

1. ความสามารถในการนำตนเองได้ ความสามารถในการนำตนเองนี้ถือเป็นหลักการเบื้องต้นของความสำเร็จใดๆ การจะนำตนเองได้นั้น ต้องทำงานอย่างมีเป้าหมาย รู้ว่าอะไรคือความหมายของงานนั้นๆ อย่างแท้จริง จะทำไปเพื่ออะไร ทำไม ความสามารถนี้จะเป็นจริงได้ ตนต้องปรับกรอบความคิดและมุมมองตนเองได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อยกระดับศักยภาพตนเองได้ สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนภายในตนเองอย่างมุ่งมั่น สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองกลับมานำตนเองได้ แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยากลำบาก ความสามาถในการนำตนเองนี้จึงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่สุดของการจะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในอนาคต ผู้บริหารระดับกลางจึงต้องตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ เพราะการที่จะไปนำใครนั้นต้องแสดงให้ประจักษ์ว่าต้องเริ่มเปลี่ยนที่ตนเองก่อน

2. ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ผู้บริหารระดับกลางถือเป็นมือทำงาน ดังนั้น ต้องแก้ปัญหาเป็น มีความคิดที่แปลกใหม่ สามารถสร้างทางเลือกที่แตกต่างอย่างหลากหลายเพื่อการตัดสินใจที่คุ้มค่า คุณสมบัตินี้ต้องใช้ปัญญา และปัญญาต้องมาจากมุมมองเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม โดยเข้าใจว่าความรู้ใดๆ และนวัตกรรมใหม่ๆ ต้องมาจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง ผู้บริหารระดับกลางจึงจำเป็นต้องมีแนวคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ อีกทั้ง สามารถมองทั้งหน่วยงานด้วยมุมมองเชิงระบบที่เห็นทุกระดับเชื่อมโยงกันทั้งหมด การพัฒนาจึงต้องเป็นภาพรวมอย่างเป็นหนึ่งเดียว ผู้บริหารระดับกลางจึงถือเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญที่จะหลอมรวมทุกระดับเข้าด้วยกัน เพื่อจัดการกับปัญหาเชิงซับซ้อนด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าอย่างสอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

3. ความสามารถในการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง ผู้บริหารระดับกลางมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรความเข้มแข็งขององค์กรจะเป็นจริงได้ทีมงานต้องตั้งอยู่บนฐานของความเชื่อมั่นความเข้าใจความไว้วางใจที่มีต่อกันนั่นคือศรัทธาศรัทธาในทีมงานจะเกิดขึ้นได้บุคลากรต้องเห็นคุณค่าในความต่างเคารพในความคิดเห็นที่หลากหลายการเห็นคุณค่าในความต่างนี้เองทำให้เราเปิดใจกว้างรับฟังนั่นคือเอาอีกฝ่ายเป็นตัวตั้งมิใช่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางการเปิดใจกว้างรับฟังจึงนำไปสู่การเห็นคุณค่าระหว่างกันการเห็นคุณค่าระหว่างกันนี้จึงจะสามารถสร้างทีมงานที่มีพลังร่วมที่เกิดจากการเชื่อมโยงของบุคลากรที่หลากหลาย

ทั้งนี้ พลังร่วมดังกล่าวจะต้องเกิดจากการระเบิดศักยภาพตนเองจากภายใน การจะระเบิดแรงขับเคลื่อนภายในตนเองได้นั้น บุคคลนั้นๆ ต้องเห็นคุณค่าในตนเองเท่านั้น การเห็นคุณค่าตนเองโดยความหมายแล้วก็คือ การมองภาพตนเองเชิงบวก การยอมรับตนเอง เข้าใจตนเองตามความเป็นจริง ภาวะนี้จึงจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่น ภายในมั่นคง มีความเข้มแข็ง มีภูมิต้านทาน ยืนหยัด อดทน สามารถนำตนเองได้ ด้วยภาวะของการเห็นคุณค่าในความแตกต่างและการเห็นคุณค่าตนเองจึงจะสามารถสร้างทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมั่นคงยั่งยืน

4. ความสามารถในการสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง จะเห็นได้ชัดว่าผู้บริหารระดับกลางมีความสำคัญต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ การนำองค์กรไปในทิศทางเดียวกันต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำมิใช่ตำแหน่งผู้นำ แต่เป็นภาวะที่เกิดจากการยอมรับจากบุคคลรอบข้าง การยอมรับจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตนให้การยอมรับบุคคลเหล่านั้นเสียก่อน มันคือการยอมรับในคุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์ เพราะใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน ผู้บริหารระดับกลางที่ต้องเล่นบทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมทั้งระดับบนและล่าง จึงต้องเข้าใจและตระหนักว่าเรากำลังสัมพันธ์อยู่กับชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย

ในโลกที่ผันผวน ยุค Digital ที่ Technology ก้าวไกลและซับซ้อน การปรับเปลี่ยนอย่างยืดหยุ่นจึงเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืน การลงทุนเพื่อพัฒนาคนในองค์กรจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ต้องเป็นไปอย่างหวังผลและเฉพาะเจาะจง ความเฉพาะเจาะจงนั้น ผู้เขียนเห็นว่าผู้บริหารระดับกลางคือตัวจักรสำคัญ อีกทั้ง ทักษะที่จำเป็นนั้นต้องครอบคลุม ความสามารถในการนำตนเองได้ ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ความสามารถในการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง และความสามารถในการสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อการบรรลุเป้าหมายเดียวกันและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์องค์กรอย่างเป็นหนึ่งเดียว

Covid-19 : วิกฤตและความเสี่ยงมหัตภัยโรคจากสัตว์สู่คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630318

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 11:33 น.Covid-19 : วิกฤตและความเสี่ยงมหัตภัยโรคจากสัตว์สู่คน“Zoonosis Disease” โรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน หนึ่งในความกังวลของมวลมนุษย์โลก

จากรายงานสถานการณ์ผู้ป่วย โควิด-19 พบว่า ตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นทุกวันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จนสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดในปัจจุบัน ทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีการ ‘ระวังตัว’ กับสถานการณ์โรคระบาดนี้ แต่การระวังตัวนั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความ ‘วางใจ’ เพราะเมื่อมองไปถึงต้นตอของการแพร่ระบาดครั้งนี้ที่มีต้นตอมาจากการติดต่อจากสัตว์สู่คน นั่นก็หมายความว่า โอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคนี้ยังคงมีความเป็นไปได้ รวมถึงโรคติดต่ออื่นๆ ทั้งโรคที่เคยมีการแพร่ระบาดมาแล้ว และโรคที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่ได้ในอนาคต

ซึ่งผลของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้คำว่า ‘โรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน’ หรือ ‘Zoonosis Disease’ กลายเป็นคำที่ไม่ได้ถูกพูดในเฉพาะในวงการแพทย์เท่านั้น เพราะการอ้างอิงถึงเรื่องโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนกลายเป็นคำส่วนหนึ่งที่ใช้ในการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่เริ่มมีการแพร่ระบาด ซึ่งจริงๆแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโรค ไข้หวัดใหญ่สเปน อีโบลา ซาร์ส จนถึงโรคไข้หวัดหมูในปี 2552 ถือเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคจากสัตว์สู่คนได้ในอีกไม่ช้าก็เร็ว

นายแพทย์วัชระ พุ่มประดิษฐ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายถึงต้นตอของปัญหาที่อาจถูกมองข้าม ในช่วงที่การรายงานข่าวส่วนใหญ่เน้นไปที่เรื่องของตัวเลขและการแก้วิกฤติเฉพาะหน้า แต่ไม่ค่อยได้พูดถึงปฐมเหตุที่แท้จริงว่า “ทุกวันนี้เราพูดกันถึงโควิด-19 เพราะที่ผ่านมาเราตกใจกับเรื่องของโควิดกันมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่โควิดเท่านั้นที่เราควรจะพูดถึง เพราะต้นเหตุของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนก็คือ การที่มนุษย์เข้าไปรุกรานความเป็นอยู่อย่างเป็นธรรมชาติของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าในกรณีของโควิดหรือสัตว์ในฟาร์ม เช่น ไข้หวัดใหญ่สเปน”

ด้วยความรู้และประสบการณ์ในเรื่องของโรคติดเชื้อทำให้นายแพทย์วัชระสนใจในประเด็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนมากเป็นพิเศษ และนำมาสู่การทำงานเพื่อขับเคลื่อนเกี่ยวกับสวัสดิภาพของสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ในฟาร์มที่นำมาใช้ประกอบอาหาร อย่างเช่นไก่ หมู และวัว ร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่าง องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ที่ทำในเรื่องของการรณรงค์เพื่อสวัสดิภาพสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง

“ประเด็นที่ทำให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องการขับเคลื่อนเกี่ยวกับสัตว์มีหลายประเด็น ประเด็นแรกคือการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์เป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่โรคติดเชื้อของคน ประเด็นที่สองคือ วิธีการทำฟาร์มปศุสัตว์สมัยใหม่ที่อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์เท่าที่ควร อันอาจจะนำไปสู่โรคภัยทั้งต่อสัตว์และคน นอกจากนั้นก็คือเรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากวิถีบริโภคของคนในยุคนี้ ซึ่งอาจต้องได้รับการแก้ไขและพัฒนาก่อนที่สิ่งแวดล้อมจะรับไม่ไหวอีกต่อไป” นายแพทย์วัชระขยายความถึงที่มาของความสนใจและการผลักดันสวัสดิภาพสัตว์

ในเรื่องของโรคที่อาจมาพร้อมกับการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ ทั้งเนื้อ นม และไข่ อุบัติการณ์ของโรคในลักษณะนี้เป็นผลมาจากระบบการเลี้ยงสัตว์สมัยใหม่ (Factory Farming) โดยเฉพาะในที่มีสภาพแออัด ซึ่งแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ระบบปศุสัตว์แบบนี้ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในแง่เม็ดเงินที่ลงทุนไป แต่ต้องแลกมากับคุณภาพชีวิตที่ลดลงของสัตว์ในฟาร์ม เช่น ไก่และสัตว์อื่นๆ การถูกเลี้ยงในที่แออัดทำให้เกิดภาวะเครียด และเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้สัตว์เจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อสัตว์เจ็บป่วยหรือมีแนวโน้มว่าจะเจ็บป่วย ก็จะนำมาสู่การใช้ยาฆ่าเชื้อแบบป้องกันไว้ก่อนในสัตว์ (Antibiotic Prophylaxis) แทนที่จะใช้รักษาเมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้น ส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อม แล้วนำไปสู่เชื้อดื้อยาในคน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน

นางสาวเหมือนดาว คงวรรณรัตน์ ผู้จัดการโครงการด้านสวัสดิภาพไก่ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวให้เห็นถึงสภาพการเลี้ยงไก่ในปัจจุบันซึ่งมีผลเสียทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อมนุษย์ว่า “ทุกวันนี้มีไก่จำนวนหลายล้านตัวที่ถูกเลี้ยงในฟาร์มที่มีพื้นที่แออัดและไม่ถูกสุขลักษณะ โรงเรือนบางแห่งไม่มีแม้แต่แสงธรรมชาติที่จะส่องถึง นอกจากนี้ไก่ที่เราบริโภคกันในปัจจุบันมีการคัดเลือกสายพันธุ์ให้เติบโตเร็ว ไก่ตัวหนึ่งจึงมีอายุขัยประมาณ 42 วันเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ไก่เกิดปัญหาทางสุขภาพและเป็นสาเหตุให้ไก่เกิดความเครียด และเมื่อเครียดก็จะเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค”

จากผลการศึกษาของ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) เผยให้เห็นถึงข้อมูลของความหนาแน่นในพื้นที่เลี้ยงไก่ในฟาร์มอุตสาหกรรม ที่ต้องไม่แออัดและไม่ควรเกิน 30 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ตัวเลขนี้อ้างอิงจากงานวิจัยที่มีการวิเคราะห์ออกมาแล้วว่าจะส่งผลดีโดยรวมต่อสุขภาพของไก่ทั้งกายและใจ แต่หากผู้เลี้ยงไก่คำนึงถึงแต่การควบคุมต้นทุนโดยการเลี้ยงอย่างแออัด ผู้บริโภคนั้นย่อมเป็นผู้รับผลกระทบด้านสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

“ในระบบปศุสัตว์สมัยใหม่จึงมีวิธีหนึ่งที่ฟาร์มหลายแห่งใช้รับมือกับปัญหาแบบนี้ ก็คือการให้ยาฆ่าเชื้อป้องกันไว้ก่อน ซึ่งผสมไว้ในอาหารสัตว์ โดยตัวเลขจากการศึกษาของคณะสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ พบว่าในปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) ประมาณ 70% ของปริมาณการใช้ยาฆ่าเชื้อทั้งหมดในโลกมาจากการใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ และถ้าไม่ได้รับการแก้ไข คาดว่าประมาณปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) จะพบว่ามีการใช้ยาฆ่าเชื้อสูงขึ้นจากเดิมอีกอย่างน้อยร้อยละ 60 ด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อดังกล่าวนี้จะนำไปสู่ปัญหาเรื่องเชื้อดื้อยาที่ไม่ได้จบแค่สัตว์ที่ได้รับยาฆ่าเชื้อโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผ่านมาถึงคนด้วย คนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าเรื่องเชื้อดื้อยาเป็นเพราะคนใช้ยาฆ่าเชื้อมากเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่จากการดูแลผู้ป่วยพบว่ามันไม่ใช่แค่นั้น เพราะเราพบคนไข้ที่ระมัดระวังเรื่องใช้ยาฆ่าเชื้ออย่างมาก แทบไม่ซื้อยากินเองเลย แต่ก็ตรวจพบมีเชื้อดื้อยาอยู่ในตัวตลอดเวลา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการบริโภคอาหารที่มีเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อมนั่นเอง” นายแพทย์วัชระ อธิบาย

ในส่วนของเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น การทำปศุสัตว์สมัยใหม่ส่งผลให้มีของเสียที่มาจากฟาร์มปนเปื้อนลงในมหาสมุทร จนทำให้เกิดการขยายพันธุ์ของสาหร่ายและแบคทีเรีย ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในมหาสมุทรลดลงในระดับที่เป็นอันตราย ทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agricultural Organization of the United Nations) ได้ทำการศึกษาและพบว่า ปศุสัตว์ (Animal Agriculture) เป็นสาเหตุสำคัญถึงร้อยละ 18 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในโลก ซึ่งปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์นี้จะส่งผลกระทบโดยไปเพิ่มความเป็นกรดของมหาสมุทรให้มากขึ้น ทั้งนี้ระดับออกซิเจนที่ต่ำและภาวะมหาสมุทรเป็นกรดนี้ต่างส่งผลกระทบโดยตรงต่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตในทะเล และอาจขยายตัวต่อไปจนกลายเป็นปัญหาวิกฤติทางการประมง เพราะปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลงจนหลายประเทศเริ่มมองหาทางเลือกทดแทน

ตอนนี้ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องเอาเรื่องนี้มาคุยกันแล้ว เพราะในอาเซียนเริ่มมีวิกฤตเรื่องจำนวนสัตว์น้ำที่ลดลง จนไม่มีปลาพอให้จับ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสิงคโปร์ ที่ได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องนี้ มีความพยายามหลายอย่างที่จะรับมือกับวิกฤตนี้ หนึ่งในนั้นก็คือการหาแหล่งโปรตีนใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งปศุสัตว์อย่างในปัจจุบัน

“ในระบบการผลิตอาหารปัจจุบัน ถ้าเราดูทีละขั้นตอนจะเห็นว่าเป็นวิธีที่ใช้ทรัพยากรสูงมาก เพราะเราปลูกถั่วเหลือง เพื่อเอามาให้สัตว์กิน เวลาปลูกก็ต้องใช้น้ำ ใช้ที่ดิน มีการใช้ทรัพยากรหลายขั้นตอนกว่าจะได้โปรตีนกลับมาเป็นอาหารของคน ทางรัฐบาลและภาคเอกชนของนานาประเทศ อาทิ รัฐบาลสิงคโปร์ จึงพยายามหาโปรตีนทดแทน เช่น โปรตีนจากสาหร่ายหรือการค้นคว้าวิจัยในเรื่องของ อาหารจากพืชทดแทนเนื้อสัตว์ (Plant-based Meat) ที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ เป็นทางเลือกที่ดีต่อทั้งสุขภาพคน สุขภาพสัตว์ และสิ่งแวดล้อม” นายแพทย์วัชระเล่าถึงสถานการณ์และแนวโน้มของโลกที่กำลังปฏิวัติและแข่งขันกันในเรื่องอาหารที่ยั่งยืน

จากเหตุผลเหล่านี้จะเห็นได้ว่าการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ที่เลี้ยงในฟาร์ม ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการให้ความเมตตาสัตว์เหมือนที่บางคนเข้าใจ และไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่ออีกหลายชีวิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาเรื่องสุขภาพคนที่อาจมีผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดจากโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ไม่ว่าจะเป็น โรคเชื้อดื้อยา โรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และหลายโรคก็ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่สุดของเรื่องทั้งหมดนี้ อาจอยู่ที่การรับรู้ของคนที่นำไปสู่การขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะหลายข้อเรียกร้องในเรื่องสวัสดิภาพสัตว์เกิดขึ้นจากพลังของผู้บริโภค ที่ทำให้ผู้ผลิตต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เมื่อการรับรู้และความเข้าใจเรื่องนี้ยังมีจำกัด โดยเฉพาะในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสวัสดิภาพสัตว์และสุขภาพคน พลังในการขับเคลื่อนจึงยังไม่มากพอ

“เท่าที่สังเกต ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือความไม่รู้ ยกตัวอย่างเช่น ผลจากการทำโฟกัสกรุ๊ปกับเด็กรุ่นใหม่เกี่ยวกับเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ สิ่งที่พบก็คือคนไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องสภาพความเป็นอยู่ในฟาร์มเท่าที่ควร อย่างกรงตับที่ใช้ในการผลิตไข่ (Battery Cage) หรือวิธีการฆ่าสัตว์ที่ทรมาน ผมเชื่อว่าถ้าเขาได้รับรู้ความจริง ต่อให้เขาเป็นคนที่ชอบกินเนื้อสัตว์ เขาก็ไม่ได้อยากกินเนื้อหรือไข่ที่เกิดจากการทรมาน ดังนั้นความหวังในการเปลี่ยนแปลงก็อยู่ที่คนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าและผู้ใหญ่ที่มีความห่วงใยที่จะออกมาขับเคลื่อนในประเด็นเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ สุขภาพคน และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดระบบอาหารที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ” นายแพทย์วัชระ กล่าว

โดยสถานการณ์โรคระบาด โควิด-19 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าทำได้ดีในเรื่องการควบคุมโรคติดต่อ แต่การควบคุมนั้นถือเป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคน เพื่อให้ออกจากวิกฤตนี้ แต่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ เป็นการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรได้รับการพูดถึงและให้ความสำคัญมากขึ้น เพื่อป้องกันวิกฤตใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต

แม่ฮ่องสอนระดมพล ปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แม่ฮ่องสอนระดมพล ปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่

แม่ฮ่องสอนระดมพล ปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่

10 สิงหาคม 2563 – 08:43 น.

แม่ฮ่องสอนระดมพล ปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่ และการรักษาความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน

สถานีตำรวจภูธรเมืองแม่ฮ่องสอนระดมพลปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรมตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.ศิริพงศ์ ศรีทันฐ์ รอง.ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการปล่อยแถวเพื่อกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่โดย พ.ต.ท.ณรงค์ธรรม รัตน์วิมล รอง .ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองแม่ฮ่องสอน พ.ต.ท.พัฒนศักดิ์ เพียรงาม สวป.สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน พ.ต.ท.ดรุณ จำชา สว.จร.สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน พ.ต.ต.ไพโรจน์ ต๊ะวรรณนา สว.ธุระการ.สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงาน บริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองแม่ฮ่องสอน

ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองแม่ฮ่องสอน สถานีตำรวจภูธรหมอกจำแป่ สถานีตำรวจภูธรห้วยโป่ง สถานีตำรวจภูธรน้ำเพียงดิน ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตำรวจตะเวนชายแดน ที่ 336 กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน อส.อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 17 สำนักงานขนส่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลศรีสังวาล ร่วมปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม และการรักษาความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน

ในส่วนทางด้านสถานีตำรวจภูธรขุนยวม พ.ต.อ.พชรพล วงศ์รจิต ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรขุนยวม มอบหมายให้ พ.ต.ต.พงษ์นิรันดร สีกันหา สารวัตรสืบสวน และ พ.ต.ท.เดชา วิบูลกิจ สวป.ร่วมกันทำพิธีต้อนรับน้องใหม่ ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจในระดับสิบตำรวจตรี จำนวน 5 นายมาประจำอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรขุนยวมตามประเพณีต้อนรับน้องใหม่ที่เคยยึดถือปฏิบัติกันมา เพื่อให้ตำรวจทุกนายที่มารับตำแหน่งใหม่ได้แสดงถึงการอดทนอดกลั้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายตลอดจนรู้รักสามัคคี.

เกียรติศักดิ์  รักสัตย์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดแม่ฮ่องสอน

เลือกดื่มนมถั่วเหลืองอย่างไรให้ได้คุณค่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630259

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 11:30 น.เลือกดื่มนมถั่วเหลืองอย่างไรให้ได้คุณค่า6 วิธีชี้ชัด! เลือกนมถั่วเหลืองอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพที่สุด

นมถั่วเหลืองเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมมานาน เนื่องจากมีสารอาหารที่ครบถ้วน อีกทั้งยังเหมาะสมสำหรับกลุ่มผู้ที่มีข้อจำกัดทางสุขภาพบางกรณี เช่น ผู้ที่มีภาวะทนต่อน้ำตาลแลคโตสในนมวัวไม่ได้ คือ ผู้ที่มีอาการท้องเสีย ท้องอืด ไม่สบายท้องหลังจากดื่มนมวัว  ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าแพ้โปรตีนนมวัว หรือผู้ที่เป็นมังสวิรัติแบบที่ไม่เลือกดื่มนมวัว วันนี้มีเคล็ดลับจากนักกำหนดอาหารมาฝากกันว่า ควรเลือกนมถั่วเหลืองอย่างไร ให้ดีต่อสุขภาพที่สุด

วิธีเลือกนมถั่วเหลือง 

1.ดูคำกล่าวอ้างด้านหน้ากล่อง

ควรมองหานมถั่วเหลืองหรือเครื่องดื่มธัญพืชที่มีการระบุว่า น้ำตาลน้อย น้ำตาลน้อยกว่าสูตรปกติ  หวานน้อย แคลเซียมสูง มีวิตามิน มีแร่่ธาตุ เพื่อเป็นการคัดกรองเบื้องต้นว่า ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เอาใจใส่ผู้บริโภคในการปรับเพิ่มคุณค่าสารอาหารหรือไม่ ก่อนที่จะหยิบมาอ่านฉลากโภชนาการต่อ

2.ดูจำนวนหน่วยบริโภค

จะทำให้ทราบว่าผลิตภัณฑ์ที่ถืออยู่ “ควรแบ่งกินกี่ครั้ง” และข้อมูลสารอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ด้านล่างลงไป เป็นข้อมูลของสารอาหารต่อการรับประทาน 1 ครั้ง ถ้าหากบริโภคกล่องที่เขียนว่า จำนวนหน่วยบริโภคต่อกล่อง : 4  แปลว่าแบ่งรับประทานได้ 4 ครั้ง แต่หากเราเทดื่มรวดเดียวหมด ก็ให้นำสารอาหารที่อ่านเจอคูณ 4 ไปด้วย

3.มองหาปริมาณโปรตีน

นมถั่วเหลืองจะมีปริมาณโปรตีนน้อยกว่านมวัวอยู่เเล้ว คำเเนะนำ คือ ควรเลือกที่มีปริมาณโปรตีน 6 กรัมขึ้นไป

4.อ่านน้ำตาลให้ขาด

ไม่ว่าจะเป็นสูตรไหน อย่าลืมว่าเราไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน

5.ไขมันล่ะ ต้องแคร์ไหม

ควรดูปริมาณไขมันอิ่มตัว ไม่ให้ได้รับมากเกินไป เเต่โดยธรรมชาติเเล้ว นมถั่วเหลืองมีปริมาณไขมันอิ่มต้วน้อยมาก จึงไม่ต้องกังวล

6. เเคลเซียม วิตามิน ธาตุเหล็กต้องมี

เเร่ธาตุเเละวิตามินต่างๆก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะปริมาณเเคลเซียมจะระบุเป็นเปอร์เซ็นต์ หากระบุว่ามีแคลเซียม 50% เเปลว่า เมื่อดื่มนมนี้หมด 1 หน่วยบริโภค จะได้รับแคลเซียมคิดเป็น 50% หรือครึ่งหนึ่งของความต้องการในแต่ละวัน

เตือนฝนตกระวังป่วยด้วยโรคไข้ปวดข้อยุงลาย (ชิคุนกุนยา) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630252

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 08:59 น.เตือนฝนตกระวังป่วยด้วยโรคไข้ปวดข้อยุงลาย (ชิคุนกุนยา)พยากรณ์โรคฯ กรมควบคุมโรค ฉบับที่ 274 เตือนประชาชนช่วงนี้มีฝนตกในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายได้ ระวังป่วยด้วยโรคไข้ปวดข้อยุงลาย หรือโรคชิคุนกุนยา

ข้อมูลโดย นายแพทย์สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุ “จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา ในปี 2563 พบผู้ป่วยแล้ว 5,728 ราย จาก 65 จังหวัด ไม่มีผู้เสียชีวิต

โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ

  • 25-34 ปี ร้อยละ 17.51
  • 35-44 ปี ร้อยละ 17.20
  • 45-54 ปี ร้อยละ15.50

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ

  • รับจ้าง ร้อยละ 23.7
  • นักเรียน ร้อยละ 21.3
  • เกษตร ร้อยละ 15.7 

ภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ

  • ภาคกลาง
  • ภาคเหนือ 
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • ภาคใต้ ตามลำดับ

โดยจากระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) พบจังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 5 อันดับแรก คือ

  • จันทบุรี
  • อุทัยธานี
  • ลำพูน
  • เลย
  • ตราด ตามลำดับ

การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ คาดว่าช่วงนี้จะมีจำนวนผู้ป่วยโรคไข้ปวดข้อยุงลายเพิ่มขึ้น เนื่องจากพบผู้ป่วยกระจายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ประกอบกับช่วงนี้เป็นฤดูฝน จึงทำให้มีฝนตกชุกต่อเนื่องและครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย ทำให้เกิดน้ำขังตามภาชนะต่างๆ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้  

สำหรับโรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา เป็นโรคติดต่อนำโดยแมลง มียุงลายเป็นพาหะ สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบมากในฤดูฝน ผู้ที่ติดเชื้อจะมีอาการไข้สูง ปวดข้อ ข้อบวมหรือข้ออักเสบร่วมกับมีอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีผื่นหรืออ่อนเพลีย ไม่มีการรักษาเฉพาะ ใช้การรักษาตามอาการ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน ร่วมกับป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา  

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันโรคที่ดีที่สุดคือ การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและนอกบ้าน และการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ด้วยมาตรการ 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรคคือ เก็บบ้าน เก็บขยะ และเก็บน้ำ เพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา รวมถึงการป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัดด้วยการทายากันยุง กำจัดยุงในบ้าน และนอนกางมุ้ง  

กรมควบคุมโรค ขอแนะนำว่า ยุงลายซึ่งเป็นพาหะนำโรคที่สามารถพบได้ทุกจังหวัด สถานพยาบาลทุกแห่งควรมีการเฝ้าระวังโรคไข้ปวดข้อยุงลายในโรงพยาบาล โดยการคัดกรองผู้ป่วยที่มาด้วยอาการ ไข้ ปวดข้อ มีผื่น หรือมีอาการคล้ายไข้เลือดออกแต่เกล็ดเลือดอยู่ในระดับปกติ และเมื่อพบผู้ป่วยควรรายงานผู้สงสัยหรือผู้ป่วยต่อหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อการลงควบคุมโรคอย่างรวดเร็ว หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

กินผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630251

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 08:50 น.กินผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง จริงหรือ?อย.เเจ้งเตือนข่าวปลอม กินผักไฮโดรโปนิกส์แล้วเป็นมะเร็ง พร้อมเผยยังไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่าฟอสฟอรัสทำให้เกิดมะเร็งได้ ย้ำผักไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่ผักออร์แกนิค พร้อมแนะวิธีการล้าง การกินเพื่อลดพิษสะสม

จากกรณีที่มีการส่งต่อข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ประเด็น “บริโภคผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง โดยงานวิจัยเมื่อ 3 ปีที่แล้วโรงพยาบาลใหญ่ 5 แห่งใน กทม. วิจัยสาเหตุมะเร็งเพิ่มขึ้น 300% เกิดจากกินผักไฮโดรโปนิกส์ เพราะตัว P (ฟอสฟอรัส) มากเกินขนาดเป็นสาเหตุเกิดมะเร็งเต้านม”

เรื่องนี้ นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เผยว่า ตามที่มีการส่งต่อข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดียในลักษณะ “บริโภคผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง อย. ได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว พบว่าข้อความที่ถูกส่งต่อนั้นมีการส่งต่อวนกลับมาเป็นระยะ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยผักไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่ผักออร์แกนิก ดังนั้น จึงสามารถใช้สารเคมีในการเพาะปลูกได้แต่ต้องปฏิบัติตามหลักทางการเกษตร และมีปริมาณสารพิษตกค้างรวมทั้งสารปนเปื้อนไม่เกินปริมาณตามที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขกําหนด

ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หรือมีงานวิจัยทั้งในประเทศและระดับนานาชาติยืนยันว่า ฟอสฟอรัสเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็งเต้านม รวมถึงยังไม่มีการยืนยันว่าสารไนเตรทที่พบอยู่ตามธรรมชาติในอาหาร ซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นไนไตรด์ในระบบการย่อยอาหารทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง 

สำหรับความกังวลเรื่องปริมาณสารไนเตรทในผักไฮโดรโปนิกส์ปริมาณสูง เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งนั้น ความเป็นจริงไนเตรทเป็นสารที่พบได้ทั้งผักที่ปลูกในดินและผักไฮโดรโปนิกส์ ถ้าพืชมีการเจริญเติบโตและสังเคราะห์แสงที่เป็นปกติ โอกาสที่จะเกิดการสะสมไนเตรทจนถึงระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อการบริโภคจึงมีน้อยมาก นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่เคยเสนอคณะกรรมการอาหารพิจารณาในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ที่แน่ชัด 

จึงขอเตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อข้อความที่ส่งต่อกัน เนื่องจากยังไม่มีการยืนยันว่าบริโภคผักไฮโดรโปนิกส์แล้วเสี่ยงเป็นมะเร็ง ทั้งนี้ หากกังวลเรื่องปริมาณไนเตรท อาจใช้วิธีนึ่งหรือต้มผักเป็นเวลา 10 นาที หรือนำผักแช่ในน้ำสารละลายด่างทับทิมและน้ำเกลือจะช่วยลดปริมาณไนเตรทได้ และไม่ควรกินผักหรือผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ ควรกินให้หลากหลายหมุนเวียนกันไป หรือบริโภคผักผลไม้ตามฤดูกาลและบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ ลดการรับพิษสะสม รวมถึงควรเลือกซื้อผักที่ได้รับตรารับรองคุณภาพ GAP, GMP หรือตรารับรองเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัย

3 ทริคง่ายๆ จำขึ้นใจ เตรียมข้อมูลไว้อุ่นใจเมื่อไฟดับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630145

วันที่ 07 ส.ค. 2563 เวลา 08:50 น.3 ทริคง่ายๆ จำขึ้นใจ เตรียมข้อมูลไว้อุ่นใจเมื่อไฟดับท่องจำไว้ช่วยให้ไฟมาเร็ว 3 ข้อมูลหลักที่ต้องใช้เมื่อกระแสไฟมีปัญหา พร้อมเปิดใจ “ช่างไฟฟ้า PEA” กับ 4 ขั้นตอนที่ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเมื่อไฟดับ

ฤดูฝนนอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางแล้ว แม้ว่าเราอยู่บ้านก็ยังลามมาเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ไฟดับได้เช่นกัน เพราะแรงลมจากฝนฟ้ากระโชก มักจะทำให้กิ่งไม้ หรือร้ายไปกว่านั้น ก็ทำให้ต้นไม้ล้มทับสายไฟฟ้า หนึ่งในชนวนเหตุของไฟดับ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

แต่…ถ้าไฟดับล่ะต้องทำอย่างไร!?

เชื่อแน่ว่าทุกคนต้องเคยประสบเหตุการณ์ที่กระแสไฟฟ้าขัดข้อง ซึ่งทำได้เพียงรอการดำเนินการแก้ไข โดยแม้จะเป็นระยะเวลาอันสั้น แต่กลับสุดแสนจะยาวนานในห้วงความรู้สึกของการรอคอย ทั้งยังส่งผลต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน กระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

แต่รู้หรือไม่ว่า ทุกครั้งที่ไฟดับ คุณสามารถช่วยให้ไฟติดเร็วขึ้นได้ ! เพียงแจ้งเหตุไฟฟ้าขัดข้องหรือไฟดับ ได้ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA Call Center 1129 หรือแอปพลิเคชัน PEA Smart Plus พร้อมแจ้ง 3 ชุดข้อมูลสำคัญ ดังนี้

  • หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า 12 หลัก จากบิลค่าไฟฟ้า ซึ่งจะมีข้อมูลใกล้เคียงสถานที่เกิดเหตุ พิกัดที่อยู่อาศัย หน่วยงาน PEA ท้องที่ที่ควบคุมดูแล โดยสามารถบันทึกในโทรศัพท์มือถือไว้เพื่อเตรียมความพร้อม
  • ข้อมูลผู้แจ้งเหตุ เพื่อการประสานงานขอข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างการเดินทาง รวมทั้งสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ เท่าที่จำเป็น
  • สาเหตุเบื้องต้นที่คาดการณ์ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประเมินของทีมช่างไฟฟ้า PEA ในการวางแผนปฏิบัติงาน

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ที่มากด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญพิเศษ จะเร่งปฏิบัติหน้าที่ใน 4 ขั้นตอนดังนี้

  1. วางแผนการทำงานเมื่อตรวจพบความผิดปกติของการจ่ายกระแสไฟฟ้าหรือได้รับแจ้งจากผู้ใช้บริการทีมนายช่างไฟฟ้าจะเร่งวางแผนการทำงานพร้อมเดินทางไปยังบริเวณที่เกิดเหตุขัดข้องโดยเร็ว
  2. เร่งหาจุดขัดข้องการสำรวจสายไฟฟ้าที่ไม่ว่ายาวหลายสิบกิโลเมตรหรือเกิดขึ้นในช่วงไหนก็พร้อมปฏิบัติการค้นหาเต็มที่
  3. จัดการแก้ไข ในกรณีที่เกิดความเสียหายไม่มากนัก ก็สามารถจัดการแก้ไขได้อย่างฉับไว แต่ในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างต่างๆ อาทิ เสาไฟฟ้าล้ม/หัก ต้นไม้ล้มทับสายไฟ อาจต้องใช้ระยะเวลาที่เพิ่มมากขึ้น
  4. จ่ายไฟปกติ การเปิดให้กระแสไฟฟ้าเคลื่อนที่ผ่านจุดที่ดำเนินการซ่อมแซม พร้อมแจ้งผลของการปฏิบัติงานไปยังผู้ร้องเรียน พร้อมรีเช็คผลลัพธ์ของการทำงาน

เพราะไฟฟ้าคือชีวิต ต้องพร้อมรับทุกสถานการณ์…เปิดใจ “เต้-พิพัฒน์พงษ์” ทีมนายช่างไฟฟ้า อ.ราชสาส์น

“เต้” พิพัฒน์พงษ์ สุรพิพิธ พนักงานช่างระดับ 3 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาย่อยอำเภอราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา รัฐศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยบูรพา ที่ทิ้งเส้นทางอินธนูประดับบ่า มาสู่วิชาชีพช่างไฟฟ้า PEA ด้วยมุ่งหมายจะแต้มรอยยิ้มให้เปื้อนหน้าใบหน้าคนไทย ซึ่งเชื่อว่า การส่งมอบกระแสไฟฟ้าด้วยบริการคุณภาพไปยังบ้านเรือนประชาชนนั้น ถือเป็นการสร้างความสุขให้กับทุกคน จึงตั้งใจหาความรู้และพัฒนาตนเองเพื่อเข้าสอบแข่งขัน จนผ่านการคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งในทีมช่างไฟฟ้าของ PEA พร้อมทั้งเปิดประตูบานใหม่ที่ตอบโจทย์เป้าหมายและเติมเต็มคุณค่าให้กับชีวิต “ซึ่งช่วงเวลาสุดระทึกของทีมนายช่างไฟ PEA ก็คือ การรับแจ้งเหตุไฟดับจากปลายสาย ซึ่งน้ำเสียงนั้นเปี่ยมด้วยความหวัง ดังนั้น ทีมงานทุกคน จึงต้องพร้อมแสตนด์บายรับทุกสถานการณ์ และรีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุขัดข้อง พร้อมแก้ไขสถานการณ์โดยด่วน เพราะเข้าใจดีว่าไฟฟ้าคือชีวิต และทุกวินาทีที่ผ่านไปมีผลคุณภาพชีวิตของผู้ใช้บริการ”

ทั้งนี้ นอกจากความตั้งใจของทีมเจ้าหน้าที่ช่างไฟฟ้า PEA ในการแก้ปัญหาที่เกิดกับการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังประชาชน เพื่อควบคุมสถานการณ์และจำกัดขอบเขตของความเสียหายได้อย่างทันท่วงทีแล้ว ในภาพใหญ่ของการควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า PEA ได้ใช้เทคนิคและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้ความเสียหายทางเศรษฐกิจและชีวิตทรัพย์สินของประชาชนน้อยลง และสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนของชาวต่างประเทศที่ต้องการความเชื่อมั่นของแหล่งพลังงานที่จะไม่ถูกรบกวนและได้รับความเสียหายหากเกิดไฟฟ้าดับหรือขัดข้อง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ PEA Call Center 1129 หรือ www.facebook.com/Provincial.Electricity.Authority และ www.pea.co.th

“จิ้งกุ่ง” ของอร่อยหายากที่มากลับฤดูฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“จิ้งกุ่ง” ของอร่อยหายากที่มากลับฤดูฝน

"จิ้งกุ่ง" ของอร่อยหายากที่มากลับฤดูฝน

8 สิงหาคม 2563 – 20:29 น.

จ.พะเยา ชาวบ้านพากันมาขุด “จิ้งกุ่ง” หลังฝนตกดินแห้งหมาดๆ ซึ่งจะทำให้มองเห็นโพรงหรือขุยของจิ้งกุ่งได้อย่างชัดเจนและง่ายต่อการขุด สามารถทำอาหารในครอบครัวทีเหลือไว้ขายสร้างรายได้เสริม

วันนี้ (8 สิงหาคม 2563) ชาวบ้านในเขตตำบลท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา พากันขุด จิ้งโกร่ง หรือ จิ๊กุ่ง หลังจากที่ในตกมาหลายวันและดินเริ่มแห้งหมาดๆ ซึ่งจะทำให้มองเห็นโพรงหรือขุยของจิ้งกุ่งได้อย่างชัดเจนและง่ายต่อการขุดเนื่องจากความอ่อนตัวของดิน ซึ่งโดยมากชาวบ้านจะขุดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม จนถึงสิงหาคม หลังจากนั้นจะหยุดขุดในเดือนกันยายนเพื่อให้จิ้งกุ่งได้วางไข่แพร่พันธุ์ต่อไป

นายหาญ  ธรรมโม อายุ 69 ปีชาวบ้าน สันขะเจ๊าะ ม. 14 ต.ท่าวังทอง ซึ่งออกไปขุดจิ้งกุ่งตามป่าชุมชนข้างๆ บ้าน เปิดเผยว่า ปกติจะทำอาชีพทำไม้กวาดทางมะพร้าวขายตามประสาผู้สูงอายุในชนบท ฤดูกาลไหน มี พืชผัก ผลไม้หรือสัตว์ที่ออกตามฤดูกาลก็จะทำมาหาได้เป็นไปตามนั้นซึ่งมันก็คือ วิถี หรือขนบของท้องถิ่นทางภาคเหนือ การขุดกิ้งกุ่ง ก็เช่นกัน ชาวบ้านนิยมขุดกันในช่วงนี้ เพราะจิ้งกุ้งเริ่มอ้วน ตัวโต เหมาะสำหรับการนำไปบริโภค ที่สำคัญในช่วงนี้จิ้งกุ่งยังไม่มีการจับคู่ผสมพันธุ์กัน การขุดขึ้นมาในช่วงนี้จึงเป็นการช่วยอนุรักษ์พันธุ์จิ้งกุ้งไว้ให้มีกินตลอดไป แต่ถ้าเป็นช่วงต้นเดือนกันยายน เป็นต้นไป ตนเองหรือชาวบ้านส่วนใหญ่จะไม่ขุดเนื่องจากเป็นฤดูกาลจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่ของจิ้งกุ่ง และจิ้งกุ่งที่ได้จะนำมาทำอาหารเสียเป็นส่วนมาก ที่เหลือจึงจะนำไปขายในชุมชน โดยปัจจุบันราคาจิ้งกุ่ง 1ตัว ประมาณ 2.50 -3 บาท วันหนึ่งๆ ขุดได้ประมาณ 50-70 ตัวตัวต่อคน ถ้าตั้งใจนำไปขายจริงๆ ก็คงได้ประมาณ 150-200 กว่าบาทต่อวัน หรือถ้าไปขุดเป็นครอบครัวหรือหลายๆ คนก็ถือว่าเป็นรายได้เสริมให้ครอบครัวได้เป็นอย่างดี

จิ้งกุ่งที่ขุดได้ ส่วนใหญ่จะนำไปทำอาหารกินกันภายในครอบครัว หรือแบ่งญาติมิตร โดยมีเมนุยอดฮิต น้ำพริกจิ้งกุ่ง  ลาบจิ้งกุ้ง ทอดเค็มจิ้งกุ่ง หรืออื่นๆตามแต่จินตนาการหรือความชอบของผู้ทำ ซึ่งแต่ละถิ่นอาจจะไม่เหมือนกันแต่ก็จะคล้ายๆ กัน ถือเป็นอาหารหายาก ราคาแพงของคนทางภาคเหนืออีกชนิดหนึ่งเลยทีเดียว

นพพร ทาทาน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พะเยา

มหัศจรรย์น้ำนมแม่ ส่งต่อสายใยความรักความผูกพัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มหัศจรรย์น้ำนมแม่ ส่งต่อสายใยความรักความผูกพัน

มหัศจรรย์น้ำนมแม่ ส่งต่อสายใยความรักความผูกพัน8 สิงหาคม 2563 – 00:00 น.

มหัศจรรย์น้ำนมแม่ ส่งต่อสายใยความรักความผูกพัน น้ำนมแม่เป็นอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะก่อความรักและรู้สึกผูกพันระหว่างคุณแม่กับลูกน้อย ช่วยสร้างสายสัมพันธ์แห่งความรัก ความผูกพัน และความอบอุ่นที่ลูกน้อยสามารถรับรู้ไ

การเตรียมความพร้อมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ในการดูแลเจ้าตัวเล็กถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยก่อนคลอดควรต้องมีการเตรียมเต้านมและหัวนมให้พร้อมก่อนคลอดสำหรับการให้นมแม่ ทีมสูติ-นรีแพทย์ พยาบาลนมแม่  คลินิกนมแม่  โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้คำแนะนำ รับฟัง ใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที ให้คุณแม่สามารถให้นมลูกน้อยได้สำเร็จและสมบูรณ์ 


พญ.วนิชา ปัญญาคำเลิศ ผู้อำนวยการ ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า น้ำนมแม่เป็นอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง นับเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับทารก คุณแม่ควรเริ่มให้ลูกดูดนมแม่โดยเร็วที่สุดหลังคลอด หรือภายในครึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะก่อความรักและรู้สึกผูกพันระหว่างคุณแม่กับลูกน้อย ช่วยสร้างสายสัมพันธ์แห่งความรัก ความผูกพัน และความอบอุ่นที่ลูกน้อยสามารถรับรู้ได้ในทันที

คุณประโยชน์ของนมแม่ คือ มีสารอาหารครบถ้วน สร้างภูมิต้านทานโรค สะอาด ย่อยง่ายช่วยให้ลูกท้องไม่ผูก เสริมสร้างสติปัญญา เสริมสร้างความรักความอบอุ่น แม่ควรอุ้มทารกไว้แนบอก ถ้าลูกได้รับความอบอุ่นจะช่วยให้สามารถดื่มนมแม่ได้ตั้งแต่ชั่วโมงแรกๆ เสริมสร้างการให้นมแม่ได้ในระยะยาว ที่สำคัญลูกควรได้รับแต่นมแม่เท่านั้นในช่วง 6 เดือนแรก ห้ามให้น้ำ อาหาร หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ยกเว้นมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เนื่องจากสมองของเจ้าตัวเล็กเติบโตเร็วมากในขณะที่กระเพาะอาหารมีขนาดเล็ก หากให้น้ำหรืออาหารอื่นๆ ลูกจะดื่มนมแม่น้อยลง การให้นมแม่อย่างเดียวถือว่าเพียงพอเพราะมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักและมีสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วนอยู่แล้ว 


ดังนั้น การให้นมแม่อย่างถูกวิธีจึงมีความสำคัญ เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ก่อนคลอด การเลือกฝากครรภ์ในโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีคลินิกนมแม่ที่มีการอบรมครรภ์คุณภาพ การให้ความรู้ตั้งแต่การให้นม การปั๊มนม การเก็บนม เรียนรู้พร้อมแก้ไขปัญหาเต้านมคัด น้ำนมไม่ออก หัวนมอุดตัน พร้อมให้การดูแลตั้งแต่ก่อนคลอดจนถึงหลังคลอด โดยมีพยาบาลนมแม่ทำงานร่วมกับทีมสูติ-นรีแพทย์ กุมารเวชศาสตร์ กุมารเวชศาสตร์สาขาทารกแรกเกิดและปริกำเนิด (NICU) นักโภชนาการ นักกายภาพ ที่พร้อมให้คำแนะนำ รับฟัง ใส่ใจทุกรายละเอียด และช่วยแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที ช่วยให้คุณแม่ให้นมลูกน้อยได้สำเร็จและสมบูรณ์ ย่อมช่วยให้คุณแม่ให้นมลูกน้อยได้สำเร็จและมีประสิทธิภาพ


พญ. วนิชา กล่าวเพิ่มเติมว่า คลินิกนมแม่ ของ รพ. กรุงเทพ เราให้การดูแลทุกมิติเพื่อความสำเร็จในการให้นมแม่ ตั้งแต่ก่อนคลอด เริ่มตั้งแต่คุณแม่เข้ามาฝากครรภ์ จะได้รับการตรวจประเมินเต้านมก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นจะมีการอบรมครรภ์คุณภาพเพื่อให้คุณแม่ได้เตรียมความพร้อมและให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการให้นมลูกในช่วง 3 เดือนแรก โดยจะมีการอบรมอีกครั้งในช่วงอายุครรภ์ 3-5 เดือน (ครรภ์อ่อน) จะให้ความรู้เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของนมแม่ อาหารเพิ่มน้ำนม และอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง และ ในช่วงอายุครรภ์ 6-8 เดือน (ครรภ์แก่) เข้ารับการอบรมครรภ์คุณภาพรวมทั้งการออกกำลังกายท่าโยคะสำหรับคุณแม่ และพยาบาลสอนการเลี้ยงลูก อาทิ ท่าอุ้มลูก วิธีการอาบน้ำ เป็นต้น 


และหลังคลอด ควรให้ลูกดูดนมทันทีนอกจากจะเป็นการสร้างสายใยความผูกพันและความอบอุ่นระหว่างแม่และลูกน้อยแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายแม่สร้างน้ำนมได้มากและเร็วยิ่งขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย โดยเน้นให้ลูกดูดนมบ่อยๆ ทุก 2 ชั่วโมง พยาบาลทารกแรกเกิด (Nursery) จะเข้ามาช่วยฝึกสอนท่าอุ้มลูกที่ถูกต้องให้กับคุณแม่และการเอาลูกเข้าเต้าได้อย่างราบรื่น ในกรณีที่คุณแม่บางรายน้ำนมอาจจะยังมาหรือมาช้าจะมีพยาบาลนมแม่คอยให้ปรึกษา และเข้าเยี่ยมสม่ำเสมอเพื่อให้คุณแม่รู้สึกอุ่นใจคลายความกังวล หากคุณแม่ต้องกลับไปทำงานควรวางแผนในการให้นมลูก โดยคุณแม่ต้องเรียนรู้เรื่องการปั๊มนมและเก็บนม โดยในระหว่างวันทำงานช่วงพักสามารถปั๊มนมเก็บไว้ได้ โดยศึกษาวิธีการและเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ที่สำคัญควรให้ลูกดูดนมจากเต้าก่อนไปทำงาน หลังกลับจากที่ทำงาน ตอนกลางคืน และช่วงวันหยุด เพราะการที่ลูกดูดนมแม่จากเต้าจะช่วยสร้างน้ำนมได้มากกว่าการใช้เครื่องปั๊มนม เพื่อลูกจะได้กินนมแม่ได้นานที่สุด อาจมีปัญหามากมายที่ทำให้คุณแม่กังวลในการให้นมบุตร การเข้ารับคำปรึกษาและได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากคลินิกนมแม่ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้คุณแม่ในการรับมือลูกน้อย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกนมแม่ ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.02-310-3005 02-755-1005 หรือ call center โทร.1719