ป๊อบอัพคาเฟ่ 4 ร้าน 4 สไตล์ สวรรค์ของเหล่านักฮอป (คาเฟ่) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/630066

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 10:45 น.ป๊อบอัพคาเฟ่ 4 ร้าน 4 สไตล์ สวรรค์ของเหล่านักฮอป (คาเฟ่)หมุนเวียนเสิร์ฟเมนูขึ้นชื่อ 4 คาเฟ่ 4 สไตล์ ที่ป๊อบอัพคาเฟ่ “AIS refresh yOur wOrld” โซนเอเทรียม ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

หนึ่งในสถานที่ที่ขึ้นว่ามีร้านกาแฟและร้านชานมไข่มุกชื่อดังมากที่สุดในประเทศไทย ต้องยกให้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งช่วงนี้เหล่าคาเฟ่นักฮอป (คาเฟ่) คงต้องมากันให้บ่อยขึ้นอีก เพราะมี AIS refresh yOur wOrld @centralwOrld  ป๊อบอัพคาเฟ่ที่ได้ 4 คาเฟ่ 4 สไตล์ มาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเสริฟเมนูอร่อยๆ ขึ้นชื่อของทางร้าน มาตั้งที่โซนเอเทรียม ชั้น 3 ไม่ว่าจะเป็น

  • Red Diamond ป๊อบอัพคาเฟ่ (เดือน ก.ค.63)
  • Pacamara ป๊อบอัพคาเฟ่ (ระหว่างวันที่ 1-15 ส.ค.63)
  • Coffee 101 ป๊อบอัพคาเฟ่ (ระหว่างวันที่ 16-31 ส.ค.63)
  • Segafredo ป๊อบอัพคาเฟ่ (ระหว่างวันที่ 1-15 ก.ย.63)

สำหรับเมนูพิเศษที่จะมาเรียกน้ำย่อยให้สายคาเฟ่ที่หลงรักเครื่องดื่ม จะมีตัวอย่างเมนูอะไรกันบ้าง มาดูกัน

ร้าน Pacamara

Cortado Orange (คอร์ทาโด้ ออเรนจ์) กาแฟเอสเพรสโซที่สกัดเฉพาะส่วนหัวของกาแฟเพื่อให้ได้กลิ่นและรสชาติที่เข้มข้น เพิ่มความหวานมันด้วยนมสูตรเฉพาะ สดชื่นด้วยผิวส้ม Garnish บนเครื่องดื่ม เสิร์ฟคู่กับส้มสด

Hoarfrost Cold Brew with Coconut Silk (ฮอร์ฟรอสโคลด์บริว โคโค่นัทซิลค์) กลิ่นหอมจากเปลือกมะนาวไทยสดชื่น บนความเนียนนุ่มของครีมมะพร้าวน้ำหอมที่หอมหวานสมชื่อ ตามด้วยรสชาติของกาแฟ Pacamara cold brew ผสมผสานกับความหวานซ่าสดชื่นและมี aftertaste ของถั่ว hazelnut ตบท้ายสดชื่นตามฉบับแบบไทยๆ

Deluxe Thai Tea with Honey Cold Brew (ดีลักซ์ไทยที ฮันนี่โคลด์บริว) ผสานเข้ากับชาไทย แทรกความหอมหวานด้วยน้ำผึ้งและท้อปด้วยรวงผึ้งสด ก่อให้เกิดรสชาติที่ซับซ้อน หอมแน่น ละมุน นุ่มนวล

ร้าน Alto

Cloudy Cold Brew กาแฟสกัดเย็นที่ใช้เวลา 18-24 ชั่วโมงในการทำ เพื่อให้ได้รสที่หอม เข้มแต่ไม่ขม ดื่มคู่กับโฟมนมหนานุ่ม ที่เข้ากันอย่างลงตัว

Sparkling Orange Espresso เครื่องดื่มที่ผสานรสหอมหวานของน้ำส้มผสมโซดา ตัดกับความหอมเข้มเต็มช็อตเอสเพรสโซ่

ร้าน The Alley

Brown Sugar Deerioca Puff & Fresh Milk เมนูไข่มุกบราวน์ชูก้ากับนมสดเพิ่มรสชาติด้วยพุดดิ้ง

Tropical Passion Fruit Green Tea (Deerioca, Coconut Jelly) ทำจากชาจัสมินให้ความรู้สึกสดชื่นจากเสาวรส และมีไข่มุก + วุ้นมะพร้าว

Brown Sugar Deerioca & Matcha Latte เมนูไข่มุกบราวน์ชูก้ากับชาเขียวนมสด

ร้าน GAGA

GAGA OVERLOAD ชานม 4 ท็อปปิ้ง (เม็ดน้ำผึ้ง, ไข่มุกกาก้า, พุดดิ้งไข่, เฉาก๊วย)

SILVERWOOD คุกกี้แอนด์ครีม เฟรปเป้ ชาร์โคลมูส

FULL FLAVORED THAI MILK TEA THAI TEA MOUSSE ชาไทย ชาไทยมูส โรยด้วยวานิลลาครัมเบิล

ร้าน KOI The’

Taro Q Milk Tea ท้อปปิ้งไข่มุกเผือก มีขนาดเล็ก เคี้ยวเพลิน หนึบหนับๆ ให้รสชาติของเผือกที่ลงตัวกับ Milk Tea หนึ่งใน Signature ท้อปปิ้งของร้านโคอิ เตะ ที่ใครลองแล้วก็ติดใจ !

ร้าน Playboy Café

Caribbean passion เครื่องดื่มสมูทตี้มะม่วงน้ำดอกไม้ เข้มข้นด้วยรสชาติหอมของมะม่วงและครีมชีส ตกแต่งด้วยวิปครีม ชิ้นมะม่วงสดและชอคโกแลต playboy

Strawberry Dream เครื่องดื่มสมูทตี้สตรอเบอร์รี่สด เข้มข้นด้วยรสชาติหวานอมเปรี้ยวของสตรอเบอร์รี่และครีมชีส ตกแต่งด้วยวิปครีม สตรอเบอร์รี่สดและชอคโกแลต playboy

Hot Cappuccino กาแฟสดจากเมล็ดกาแฟอาราบิก้าและโฟมนมหนานุ่ม เสิร์ฟพร้อม Cotton Candy (สายไหม) นำมาจุ่มคนลงในกาแฟให้ความหวานแทนน้ำตาล จะมีความหวานที่หอมและนุ่มกว่าน้ำตาล

ร้าน Pancake Café

Fruit in Tea ชาเย็นๆ ชื่นใจ กับผลไม้สดๆ เพิ่มความ สดชื่นรสชาติคือดื่มง่าย Fruity หวานซ่อนเปรี้ยวกับสตรอเบอร์รี่และเสาวรส สายที่รักสุขภาพต้องชอบอย่างแน่นอน เหมาะกับการเพิ่มความกระปรี่กระเปร่าในวันทำงาน

ร้าน Ampersand 

Strawberry Milk Shake ความลงตัวของไอศกรีมรส Strawberryหวานหอมสดชื่น ที่ถูกนำมาปั่นรวมกับนมสด ละมุนแบบสุดๆ

ร้าน Yogurtland

โยเกิร์ตผลไม้เพิ่มความสดชื่นเอาใจสายสุขภาพ ง่ายๆแต่ได้ประโยชน์เยอะ

ร้าน TAROTO

TRIO EARL GREY MILK TEA เมนูชาเอิรล์เกรย์ยอดฮิต หอมกลิ่นใบชาพร้อม 3 ท๊อปปิ้งจุใจ ไข่มุกมันม่วง บราวน์ชูการ์เยลลี่ และ พุดดิ้งเฉาก๊วยไต้หวันในแก้วเดียว

Purple Sweet Potato Fresh Milk with Purple Boba (มันม่วงนมสดไข่มุกมันม่วง) สาวกมันม่วงญี่ปุ่นห้ามพลาด กับผงมันม่วงแท้จากเมืองคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น ทานพร้อมนมสดแท้ 100% ท๊อปปิ้งไข่มุกมันม่วง Signature ของร้านทาโรโตะ เมนูขายดีตั้งแต่เปิดร้านจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ได้ร่วมกับเอไอเอส จัดแคมเปญพิเศษเอาใจลูกค้าเอไอเอส และเอไอเอส ไฟเบอร์ มอบส่วนลด 30 บาท เมื่อซื้อเครื่องดื่มและเมนูที่ร่วมรายการจากกว่า 40 ร้านค้า พร้อมทั้งสามารถนำใบเสร็จจากการซื้อเครื่องดื่มและ 50 AIS points แลกรับตุ๊กตาน้องอุ่นใจ 5G ฟรี! โดยมีร้านค้าชื่อดังร่วมรายการมากมาย ได้แก่ The Alley, Acai Story, Alto, Ampersand, Auntie Anne’s, Bake A Wish, Buddi Belly, Casa Lapin, Coffee Arigato, Coffeelism, Cold Stone, Craft tea and Co, Divana Forrest, Divana Signature, Fire Tiger, Fresh Me, Gaga, Gelate, Haagen-Dazs, Hai Café, Harajuku Crepe Café, Jib Jib, KOI THE’, Krispy Kreme, Kyo Roll En, Kyoto Inari, Make me mango, Milkcow, Olino, Pancake Café, Paris Mikki, Playboy café, Taroto, TSUJIRI, Xing Fu Tang, Yenly Yours, Yogurt Land, ชาตรามือ และ 722 SEVEN TWENTY TWO ที่พร้อมให้คุณได้รับความสดชื่นได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 กันยายน 2563

มาเติมความสดชื่นกับเครื่องดื่มนานาชนิดและขนมหวานจากร้านคาเฟ่ชื่อดังกว่า 40 ร้านค้า ในแคมเปญ “AIS refresh yOur wOrld @centralwOrld” ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 กันยายน 2563 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

Farmer’s Market’s งานดีๆ ที่คนรักสินค้าออร์แกนิคต้องมา!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/630062

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 10:10 น.Farmer’s Market’s งานดีๆ ที่คนรักสินค้าออร์แกนิคต้องมา!!เซ็นทรัลเวิลด์ ชวนช้อปสินค้าออร์แกนิคจากเพื่อนเกษตรกรไทย ในงาน Charna Farmer’s Market’s ที่ร้านฌานา ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

สาวกออร์แกนิคต้องไม่พลาด ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และร้านฌานา จัดงาน Charna Farmer’s Market’s เปิดโอกาสและพื้นที่ให้เพื่อนเกษตรกรไทย จากหลากหลายจังหวัด ได้นำสินค้าออร์แกนิคมาจัดจำหน่ายภาย โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ อีกทั้งยังให้เกษตรกรและผู้ซื้อได้พบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสินค้าเกษตรออร์แกนิค พร้อมช้อปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูป และ ผลิตภัณฑ์สด ใหม่ ปลอดสารพิษ จากไร่ชื่อดัง อาทิเช่น 

ไร่รื่นรมย์ จ.เชียงราย ที่นำสินค้าออร์แกนิคแปรรูปมากมายมาจำหน่าย เช่นมันม่วงออร์แกนิคแท่ง (สำหรับอบหรือทอด) ซอสซีซาร์ปลาเค็ม สำหรับจิ้มหรือทานคู่กับสลัด ออร์แกนิคซุปแช่แข็ง เสิร์ฟพร้อมกรูตอง แป้งเครปสำเร็จรูปออร์แกนิค ขนมปังโฮมเมดที่ทำจากฟักทอง หรือข้าวหอมนิล แยมเสาวรส น้ำผึ้งโพรง จากป่าห้วยหินลาดใน

Aromatic Farm สวนมะพร้าวน้ำหอม จ.ราชบุรี สินค้าจากมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์เนื้อมะพร้าวอ่อนอินทรีย์ , น้ำมะพร้าวบรรจุขวด , วุ้นมะพร้าว

ฟาร์มบ้านย่า สวนผักอิตาเลี่ยนเคล จ. ฉะเชิงเทรา ผู้ปลูกผักอิตาเลี่ยนเคลพันธ์พิเศษที่ให้รสชาติกรอบ เค็มนิดๆแต่ประโยชน์มากกว่าอิตาเลี่ยนเคลทั่วไป อาทิเช่น เค้กผักเคล สโคนเคล คอมบูชะเคล

กิจการบ้านรักษ์ดิน ทุเรียนหมอนทอง จากทองผาภูมิ ที่ปลูกแบบไม่ใช้สารเคมีจากชนเผ่าปกากญอร์ ฝรั่งกิมจู หวานกรอบ พร้อมทาน

เครือข่ายรักษ์ปลา-รักษ์ทะเล เครือข่ายที่ช่วยเหลือชาวประมงภาคใต้ด้วยการให้ความรู้และการทำการประมงออร์แกนิค และเป็นชาวประมงกลุ่มเดียวในประเทศไทย ที่ได้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) นำสินค้าแปรรูปจากชาวประมงมาให้มากมาย เช่น กะปิเคยแท้ๆ มันกุ้ง กุ้งแห้งพรีเมียม (เค็มน้อย ตัวใหญ่ เคี้ยวมัน)ปลากุเลาแห้ง

สวรรค์บนดิน ผู้เบลนด์ชาจากใบชาป่า จ.เชียงราย ได้เบลนด์ชาจากสมุนไพรต่างๆ เพื่อช่วยกล่อมเกลาสุขภาพ และจิตใจด้วยกลิ่นอโรมา เช่น We Care Blended ชาที่เบลนด์จากใบหม่อน และผิวส้ม ใบหม่อนที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และบำรุงปอด ช่วยป้องกันโรคปอดอักเสบที่กำลังระบาดในช่วงนี้ได้ และผิวส้มที่เพิ่มความหอม ดื่มแล้วผ่อนคลาย คุ้กกี้วิเชียรมาศ คุ้กกี้ที่ทำจากงาขี้ม้อนและถั่วแมคคาเดเมีย หอมมัน เหมาะกับทานคู่กับชา

กิจกรรม Charna Farmer’s Market’s  จัดขึ้นในวันนี้–9 สิงหาคม 2563 ณ บริเวณภายในร้านฌานา ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นเวิลด์

“WOMEN” YOU ARE AMAZING เพราะผู้หญิงทุกคนมีความมหัศจรรย์ในแบบของตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629966

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 09:15 น.“WOMEN” YOU ARE AMAZING เพราะผู้หญิงทุกคนมีความมหัศจรรย์ในแบบของตัวเองเซ็นทรัลเชื่อมั่นในพลังของผู้หญิง จัดแคมเปญ “WOMEN” YOU ARE AMAZING เพื่อผู้หญิงและงานวันแม่ตลอดสิงหาคมนี้

นับอีกครั้งแล้วที่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลฯ มีแคมเปญดีๆ ให้เราได้ติดตาม ซึ่งครั้งนี้เนื่องในเดือนสิงหาคมเป็นเดือนของวันแม่ เซ็นทรัลจึงได้ร่วมส่งเสริมพลังของผู้หญิงกับบทบาทที่หลากหลายและท้าทายทางสังคม ด้วยการจัดแคมเปญ “WOMEN” YOU ARE AMAZING เพราะผู้หญิงทุกคนมีความมหัศจรรย์ในแบบของตัวเอง ฉลองความเป็นผู้หญิงกับสิทธิพิเศษมากมายตลอดเดือนสิงหาคม 2563 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา เซ็นทรัลเฟสติวัล เซ็นทรัลภูเก็ต เซ็นทรัลวิลเลจ รวม 33 สาขาทั่วประเทศ พร้อมเชิญชวนลูกค้าประชาชนร่วมลงนามและจุดเทียนชัยถวายพระพรกับกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีพันปีหลวง ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทุกสาขา

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เซ็นทรัลพัฒนา เชื่อมั่นในพลังของผู้หญิง และ Women’s Empowerment หรือการส่งเสริมความแข็งแกร่งและการเพิ่มขีดความสามารถในการมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศของผู้หญิงอย่างเต็มศักยภาพผ่านบทบาทที่หลากหลายทางสังคม โดยปีนี้ได้สร้างความแตกต่าง จัดแคมเปญ “WOMEN” YOU ARE AMAZING พลิกโฉมแคมเปญวันแม่ให้แตกต่างกว่าทุกปี ด้วยกลยุทธ์ Female Preference เข้าไปในนั่งในใจลูกค้าผู้หญิงทุกคน โดยได้จับมือกับนิตยสารชั้นนำของไทย ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจาก 11 ผู้หญิงเก่งของเมืองไทย เพื่อสร้างกำลังใจและรณรงค์ให้สังคมเข้าใจถึงความมหัศจรรย์ของผู้หญิงในหลายๆ บทบาทและอาชีพ และสื่อสารว่าแรงบันดาลใจมีความสำคัญอย่างมากในการใช้ชีวิตของผู้หญิงแทบทุกคน

นอกจากนี้ เซ็นทรัลพัฒนา ได้ร่วมฉลองความมหัศจรรย์ของผู้หญิง ตอบแทนความแข็งแกร่งและความสง่างาม ผ่านโปรโมชั่นที่คิดมาแล้วเป็นอย่างดีสำหรับผู้หญิงทุกคน ผ่านทาง 7 โปรมหัศจรรย์เพื่อต้อนรับวันแม่แห่งชาติ ได้แก่

1. ดีลสุดปัง ONE PRICE LIPSTICK ลิปสติกแบรนด์ดังมากมายในราคาเพียง 199 บาท เท่านั้น

2. สินค้าแฟชั่นลดสูงสุด 50% หรือ Special gift set จากแบรนด์ดังมากมาย

3. Friday Special พบความพิเศษทุกวันศุกร์ตลอดเดือน อาทิ ช้อปครบรับฟรี Skin treatment หรือ ของสมนาคุณจากร้านค้าในศูนย์การค้า

4. พิเศษ TOP SPENDERS 10 ท่านแรก ที่ใช้จ่ายในร้านค้าหมวดสถาบันเสริมความงาม ภายในศูนย์การค้า รับฟรี แพคเกจห้องพัก DELUXE BALCONY สุดหรูที่ SALA KHAOYAI 3 วัน 2 คืน จำนวน 10 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 32,600 บาท

5. เฉพาะวันแม่ 12 สิงหาคม

  • แม่ลูกแต่งตัวเหมือนกันรับ FREE GIFT ! เพียงถ่ายภาพ และโพสต์ภาพพร้อมติด # LOVEMOMOUTLOUD # รักแม่ให้โลกรู้ นำภาพถ่ายไปแสดงที่จุด Redemption ทุกสาขาเพื่อรับของรางวัลที่ระลึก
  • พาคุณแม่ดูหนังฟรีที่ Major Cineplex ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจกบัตรชมภาพยนตร์ฟรี 1 ใบ ต่อคู่แม่-ลูก โดยสามารถรับได้ที่จุดแลกของสมนาคุณ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่ร่วมรายการ
  • ชวนแม่ถ่ายรูปฟรีกับ Big Camera ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่ร่วมรายการ ณ จุดถ่ายภาพที่กำหนด เมื่อช้อปครบ 1,000 บาทขึ้นไป รับฟรี 1 สิทธิ์

6. ร่วมลงนามและจุดเทียนชัยถวายพระพร กับกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีพันปีหลวง ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทุกสาขา

7. ปิดท้ายด้วย กิจกรรมดีๆ ร่วมแบ่งปัน บราเก่าแลกบราใหม่ BRA CHARITY WITH WACOAL ให้เพื่อนผู้หญิงที่ขาดแคลน ทุกการบริจาค 1 ชิ้น เราจะนำบราใหม่ของ WACOAL ไปมอบให้แก่เพื่อนผู้หญิงที่ขาดแคลน และ พิเศษ เมื่อช้อป 1,000 บาท ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 และ เซ็นทรัลเฟสติวัล อิสต์วิลล์ พร้อมนำบราเก่ามาบริจาค รับฟรี ถุงผ้าบราเดย์ 1 ใบ

ทั้งนี้ ตลอดมาศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัฒนา ได้ใส่ใจและให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าผู้หญิงอย่างเป็นพิเศษมาตลอด สะท้อนให้เห็นได้จากความสำเร็จของโซนที่จอดรถสำหรับผู้หญิง หรือ Lady Parking แห่งแรกในประเทศไทย ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา บางนา เพื่อสร้างความไว้ใจและความมั่นใจในการใช้บริการ มีการใช้สีชมพู เป็นสีไอคอนนิกในการตกแต่งจนกลายเป็นภาพจำ มาตั้งแต่ปี 2553 หรือ เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว จนกลายเป็นต้นแบบของศูนย์การค้าอื่นๆทุกแห่ง นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังมีบริการพื้นฐานสำหรับผู้หญิงอย่างครบครัน อาทิ มีบริการช่วยถือของ บริการห้องแม่และเด็ก ห้องเปลี่ยนผ้าอ้อม นอกจากนี้ยังมีบริการและเคาน์เตอร์ให้ความช่วยเหลือต่างๆอีกด้วย โดยจากข้อมูล ทราฟฟิกโดยเฉลี่ยของศูนย์การค้าเซ็นทรัล จะมีสัดส่วนเพศหญิงต่อเพศชายอยู่ที่ 60:40 สะท้อนว่า ผู้หญิงเป็นนักช้อปตัวจริงและเป็นลูกค้ากลุ่มสำคัญของศูนย์การค้าอย่างเหนียวแน่น”

New Normal : ส่องไลฟ์สไตล์เสริมความงามของชาวภารตหลังโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629930

วันที่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 08:18 น.New Normal : ส่องไลฟ์สไตล์เสริมความงามของชาวภารตหลังโควิดCOVID-19 สร้าง New Normal ให้ชาวอินเดียนิยมเสริมความงามที่บ้าน

ตั้งแต่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (COVID-19) แพร่ระบาดในอินเดีย ตัวเลขยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อและสินค้าจำเป็นสำหรับการป้องกันโรคเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และยังมีสินค้าอีกประเภทหนึ่งที่มียอดขายเพิ่มขึ้นเช่นกันคือผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลความงาม ตัดแต่งทรงผม หนวด เคราด้วยตัวเอง หรือที่เรียกว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์กรูมมิ่ง (Grooming) เนื่องจากช่วงล็อคดาวน์และการปิดตัวชั่วคราวของร้านเสริมสวยต่างๆ นั้น ชาวอินเดียจึงต้องหัดดูแลตัวเองที่บ้าน จนกลายเป็นอีกหนึ่ง New Normal ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี รายงานว่าตลาดอีคอมเมิร์ซยอดนิยมของอินเดียมียอดซื้อสินค้ากรูมมิ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสินค้าดูแลผม ผิวหน้า เล็บมือ และเล็บเท้า โดยใน Amazon.in นั้น อุปกรณ์ตัดผม โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เท่าในช่วงสถานการณ์ซึ่งแทบจะถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของอินเดียที่ผู้คนตัดผมเองที่บ้าน ส่วนใน Flipkart.com เองก็มีแนวโน้มในการซื้อสินค้ากรูมมิ่งเพิ่มขึ้นทั่วอินเดีย ไม่ใช่แค่ในเมืองใหญ่เท่านั้น แต่เมืองรอง เช่น อินดอร์ อาห์มดาบัด และดิสปูร์ ก็มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน เห็นได้จากการค้นหาสินค้าเหล่านี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ซึ่งผู้บริโภคซื้อสินค้ากรูมมิ่งในทุกระดับราคา และสนใจคุณสมบัติของสินค้ามากกว่าแบรนด์

ทั้งนี้ การเติบโตของยอดจำหน่ายสินค้ากรูมมิ่งไม่ได้เพิ่มขึ้นเฉพาะบนร้านค้าออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเพิ่มขึ้นในร้านค้าออฟไลน์เช่นกัน โดยเฉพาะในระยะแรกของการล็อคดาวน์ ที่ร้านค้าอีคอมเมิร์ซได้รับอนุญาตให้จัดส่งเฉพาะสินค้าจำเป็นเท่านั้น ผู้คนจึงต้องหันมาพึ่งพิงร้านค้าทั่วไปเป็นหลัก ดังเช่นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ Havelles India คือในช่วงเวลาปกติได้รับคำสั่งซื้อราวร้อยละ 45 จากบริษัทอีคอมเมิร์ซ แต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทกลับได้รับความสนใจจากร้านออฟไลน์มากกว่า โดยมียอดขายเครื่องตัดแต่งขน (Trimmer) เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ส่วนแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างฟิลิปส์ (Phillips) เองก็มียอดขายสินค้ากรูมมิ่งสำหรับผู้หญิงและผู้ชายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45-50

อีกหนึ่งแนวโน้มที่น่าสนใจในช่วงโควิด-19 คือสินค้าดูแลผิวพรรณ (Skincare) ได้รับความสนใจมากกว่าเครื่องสำอาง โดยพบว่าผู้คนจากอินเดียเหนือ ตะวันตก และใต้สนใจสินค้าดูแลผิวพรรณมากที่สุด ส่วนผู้บริโภคจากอินเดียตะวันออกนั้นสนใจสินค้าดูแลผมมากกว่า

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “ในปี พ.ศ. 2562 ประเทศไทยส่งออกเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณไปอินเดียรวมมูลค่า 118.1 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าที่อินเดียนำเข้าจากไทยมากที่สุด คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าหรือบำรุงผิว หัวน้ำหอมและน้ำหอม ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ผลิตภัณฑ์อาบน้ำดับกลิ่นตัวและที่โกนหนวด สบู่ และผลิตภัณฑ์สำหรับช่องปาก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ตลาดสินค้าความงามและผลิตภัณฑ์กรูมมิ่งในอินเดียมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่หลายอุตสาหกรรมประสบปัญหา แต่ยอดขายสินค้าบางประเภทอย่างสินค้าดูแลความงามด้วยตัวเองที่บ้าน ยังมีแนวโน้มการเติบโตมากขึ้น ส่วนสินค้าที่มียอดขายลดลง เช่นลิปสติก ก็เป็นเพียงแนวโน้มชั่วคราวเท่านั้น ตลาดอินเดียจึงยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับสินค้าความงามและผลิตภัณฑ์กรูมมิ่ง ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดไปอินเดียควรศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งชายและหญิง เพื่อพัฒนาสินค้าให้เข้ากับการใช้งานมากขึ้น โดยอาจติดตามแนวโน้มสินค้าที่เป็นที่นิยมได้จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซด้านสินค้าดูแลตัวเองของอินเดีย อาทิ Nykaa, Purplle และ NewU เป็นต้น”

ในแต่ละปีอินเดียจะมีงานแสดงสินค้าสำคัญเกี่ยวกับสินค้าความงามจัดขึ้น อาทิ International Beauty & Spa Expo หรือ Professional Beauty India ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าร่วมงานได้ เพื่อขยายตลาดสินค้า สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ โดยสามารถขอรับการสนับสนุนจากโครงการ SMEs Pro-active ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดขึ้น ศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 และ 02-507-7786

มะเร็งไทรอยด์ Top 7 มะเร็งร้ายที่พบในเพศหญิง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629964

วันที่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 07:35 น.มะเร็งไทรอยด์ Top 7 มะเร็งร้ายที่พบในเพศหญิงเเพทย์เผยมะเร็งต่อมไทรอยด์พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ชี้ตรวจเจอเร็วสามารถรักษาให้หายขาดได้

จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งประเทศไทย นายแพทย์สมศักดิ์ อรรมศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า เราพบผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์รายใหม่ประมาณ 2,800 ราย โดยส่วนใหญ่จะพบมะเร็งต่อมไทรอยด์ในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย จัดอยู่ในอันดับ 7 ของมะเร็งทั้งหมดที่พบในเพศหญิง ส่วนในเพศชายแม้จะพบน้อยกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงของการเกิดโรคเช่นกัน มะเร็งไทรอยด์เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในต่อมไทรอยด์ และพัฒนาเป็นก้อนมะเร็งขึ้น และอาจจะขยายโตขึ้นเรื่อยๆ สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้

ปัจจุบันยังไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่ามะเร็งไทรอยด์เกิดจากสาเหตุใด แต่มีหลายปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยง เช่น

  • การได้รับรังสีบริเวณลำคอหรือบริเวณต่อมไทรอยด์
  • เคยเป็นโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์
  • ขาดธาตุอาหารไอโอดีน
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ เป็นต้น

มะเร็งไทรอยด์ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใดๆ แต่เมื่อเซลล์มะเร็งเจริญเติบโตขึ้น ผู้ป่วยอาจคลำพบก้อนนูนใต้ผิวหนังบริเวณกึ่งกลางลำคอ ซึ่งอาจพบเพียงก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้ และอาจพบอาการป่วยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เสียงแหบ หายใจลำบากหรือหายใจมีเสียงหวีด กลืนลำบากหรือรู้สึกเจ็บขณะกลืน เจ็บบริเวณลำคอ ต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอบวม

ทางด้านผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมาพบแพทย์ เบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติ โรคประจำตัว และการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมถึงการตรวจเลือด และหากสงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งไทรอยด์ แพทย์อาจวินิจฉัยด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม เช่น การทำอัลตราซาวด์ การตรวจด้วยไอโอดีนรังสี การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การทำไทรอยด์สแกน และการตรวจชิ้นเนื้อ ผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์จะได้รับการดูแลรักษาจากทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพ เพื่อวางแผนวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับชนิดและระยะโรคของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งการรักษามะเร็งไทรอยด์อาจทำได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัด การรับประทานไอโอดีนรังสี การรับประทานยาฮอร์โมนไทรอยด์ การฉายรังสี การทำเคมีบำบัด

สำหรับการป้องกันโรคแม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดแต่เราสามารถป้องกันโรคได้ จากการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เลือกรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนสูง และตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี หากตรวจพบโรคในระยะเริ่มแรกจะทำให้การรักษาได้ผลดีและมีโอกาสหายจากโรคสูง

Midtown Thai เสิร์ฟอาหารไทยโบราณสไตล์โมเดิร์น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/629902

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 14:15 น.Midtown Thai เสิร์ฟอาหารไทยโบราณสไตล์โมเดิร์นชูรสชาติความเป็นไทยในสยามพารากอน “Midtown ThaiI (มิดทาวน์ ไทย)” ปรับโฉมใหม่เน้นรสชาติตำรับไทยแท้ที่ถูกถ่ายทอดความละเมียดละไมจากรุ่นสู่รุ่น

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน รสชาติอาหารไทยก็ยังคงครองใจคนทั่วโลก โพสต์ทูเดย์ รีวิวกินเที่ยวครั้งนี้พาไปกันที่ร้าน Midtown Thai (มิดทาวน์ ไทย) ร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นที่นำเสนอรสชาติอาหารแบบไทยแท้ดั้งเดิม ซึ่งมาคอนซ็ปต์ Modern Thai Cuisine with Authentic Thai Tastes โดยบริษัท เดอะ ลักซ์ ฟู๊ด จำกัด นำโดย อัครพงศ์ ดาโลดม ประธานกรรมการ และสวินณา ดาโลดม กรรมการผู้จัดการบริษัท เดอะ ลักซ์ ฟู๊ด จำกัด

ไม่ใช่แค่ความอร่อยที่บรรจงสรรค์สร้างสู่บรรดานักชิมเท่านั้นที่ทำให้ร้านนี้เป็นที่รู้จัก แต่เพราะด้วยการผสานความพิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบที่สดใหม่ บวกกับรสชาติอาหารที่สุดแสนกลมกล่อมจากความละเมียดละไมในสูตรที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และราคาที่บอกเลยว่าน่าคบหาสำหรับมื้ออาหารที่ถูกจัดเสิร์ฟบนห้างหรูใจกลางกรุงอย่างสยามพารากอน

ร้านนี้เปิดให้บริการมากว่า 7 ปี เดิมใช้ชื่อ Midtown Thai & International Bistro นำเสนออาหารไทยฟิวชั่นและไวน์คุณภาพสูง และในโอกาสการก้าวสู่ปีที่ 8 ได้ปรับรูปโฉมและคอนเซ็ปต์ใหม่เป็น Modern Thai Cuisine with Authentic Thai Tastes พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจนขึ้นให้กับแบรนด์ ทางด้านการตกแต่งนำเสนอออกมาในสไตล์ Neo Classic เชื่อมต่อศิลปะสมัยใหม่กับความสวยงามในอดีตผ่านโทนสีเขียว ขาว และทอง ที่มองแล้วรู้สึกสดชื่นผ่อนคลาย ให้บรรยากาศสบายๆ เหมือนนั่งกินข้าวบ้านเพื่อน พร้อมทั้งยังตั้งใจทำในสิ่งที่ถนัดมากที่สุดคือ อาหารไทยโบราณรสชาติดั้งเดิม

สำหรับชื่อร้าน ด้วยสถานที่ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงเทพฯ ในศูนย์การค้าสยามพารากอน จึงเลือกที่ใช้ชื่อ  “Midtown Thai” จัดเสิร์ฟอาหารไทยแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ เน้นอาหารภาคกลางเป็นหลัก เพิ่มความหลากหลายด้วยอาหารอีสานรสจัดจ้านเอาใจคนรักความแซ่บ ทุกจานปรุงรสได้เข้าถึงเอกลักษณ์ความเป็นอาหารไทยดั้งเดิมอย่างแท้จริง

ด้านเมนูให้เลือกอิ่มอร่อยกว่าร้อยรายการ เริ่มด้วยเมนูที่ทุกโต๊ะต้องสั่งอย่าง ยำวุ้นเส้นโบราณ (180 บาท) ยำรสเด็ดตำรับโบราณจากสูตรของคุณแม่ เมนูง่ายๆ ที่ต้องผ่านกรรมวิธีหลายขั้นตอนก่อนจะได้รสชาติที่อร่อย จุดเด่นคือการเป็นยำวุ้นเส้นแบบแห้งที่ใส่สารพัดเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นหมูสับคั่วกระเทียม ถั่วลิสงคั่วใหม่ๆ และกุ้งแห้งทอดกรอบที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายเป็นที่สุด

ห้ามพลาดกับอาหารไทยโบราณซิกเนเจอร์ที่ขายดีตลอดกาลอย่าง ซี่โครงย่างมหัศจรรย์ (300 บาท) เมนูที่ผ่านขั้นตอนการทดลองมากกว่า 80 ครั้งกว่าจะได้สูตรที่ลงตัว เลือกใช้ซี่โครงหมูอ่อนชั้นดีหมักด้วยเครื่องปรุงสูตรเฉพาะของทางร้าน ทิ้งไว้นานข้ามวันจนซึมเข้าเนื้อก่อนนำไปย่าง ได้หมูที่นุ่มร่อนออกจากซี่โครง อัพความฟินเมื่อกินคู่กับน้ำจิ้มแจ่ว

อร่อยกันต่อกับสารพันเมนู อาทิ แกงเขียวหวานพริกขี้หนูเนื้อน่องลาย (290 บาท)แกงส้มชะอมกุ้งสด (220 บาท), ไก่สะเต๊ะ (180 บาท)

อิ่มคุ้มอร่อยครบกับชุดเนื้อปูผักพริกขี้หนู+หมูก้อนทอดกระเทียม (180 บาท), ชุดแกงพริกปลากะพง+ห่อหมกเนื้อปู (180 บาท), ส้มตำ-ไก่ย่างเขาสวนกวางครึ่งตัว เสริฟ์พร้อมข้าวเหนียวและผักสด

ปิดท้ายมื้อแห่งความอร่อยด้วยเมนูของหวานและเครื่องดื่ม แนะนำ ข้าวเหนียวมะม่วง, ไอศกรีมกะทิ, บัวลอยไข่หวานหม้อไฟ สำหรับคนรักสุขภาพต้องสั่งสมูทตี้ร้านนี้ที่รสชาติอร่อยถูกปาก เลือกผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย ใส่ผักใบเขียวเพิ่มประโยชน์ เติมความหวานอย่างระมัดระวัง อาทิ ทรอปิคอลพายแอบเปิลบลูโยเกิร์ต (140 บาท), บลูแพสชั่นกรานิต้า (140 บาท) หรือจะลองเป็น พีชเลมอนกราสเอิร์ทเกรย์ไอซ์ที (120 บาท), ออเร้นท์บิตเตอร์คอฟฟี่ (120 บาท), โรสมัทฉะไอซ์ลาเต้ (120 บาท) ก็รับรองเลยว่าอร่อยถูกใจไม่แพ้กัน

อยากไปลิ้มรสชาติอาหารไทยรสชาติดั้งเดิมของร้าน Midtown Thai (มิดทาวน์ ไทย) สามารถไปกันได้ที่ชั้น 4 โซน Food Passage ศูนย์การค้าสยามพารากอน สอบถามโทร.02-129-4516 เฟซบุ๊ก Midtownthai

บริโภคโซเดียมอย่างไร ไม่ให้ไตทำงานหนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629904

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 08:44 น.บริโภคโซเดียมอย่างไร ไม่ให้ไตทำงานหนักแพทย์เตือนการบริโภคโซเดียมเกิน 2,400 ม.ก. หรือมากกว่า 1 ช้อนชาต่อวันจะทำให้ไตทำงานหนัก เสี่ยงความดันโลหิตสูง พร้อมแนะวิธีลดปริมาณโซเดียมเพื่อการทำงานที่ดีของไต

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก เตือนการบริโภคโซเดียมในปริมาณมากเกินกว่า 2,400 มิลลิกรัม หรือมากกว่า 1 ช้อนชาต่อวัน จะทำให้ไตทำงานหนัก เสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงและยิ่งมีโอกาสพบบ่อยเมื่ออายุมากขึ้น พร้อมแนะวิธีลดปริมาณโซเดียมเพื่อการทำงานที่ดีของไต

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โซเดียมเป็นส่วนประกอบของเกลือ ซึ่งเกลือ 1 กรัม จะมีโซเดียมประมาณ 400 มิลลิกรัม โดยร่างกายมีความต้องการโซเดียมประมาณ 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ถ้าได้รับมากร่างกายจะขับออกทางไตจะทำให้ไตทำงานหนัก ดังนั้น การที่ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณที่พอเพียงไม่มากไม่น้อยจนเกินไปจะเกิดผลดีต่อการทำงานของไต ส่วนเกลือโซเดียม หรือเกลือแกงเป็นตัวหลักของสารที่ให้ความเค็มในเครื่องปรุงรสที่นิยมใช้ คือ น้ำปลา ซอสถั่วเหลือง ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ เต้าเจี้ยว ฯลฯ และยังใช้ในการถนอมอาหารประเภทหมักดอง เช่น ผักดอง ผลไม้ดอง ไข่เค็ม ปลาร้า ปลาเค็ม เนื้อเค็ม เป็นต้น]

นอกจากนี้ เกลือโซเดียมยังแฝงมากับอาหารอื่นๆ เช่น ขนมอบกรอบ ผงชูรส หากรับประทานอาหารที่เค็มจัดที่มีเกลือโซเดียม หรือเกลือแกงมากกว่า 6 กรัมต่อวัน หรือมากกว่า 1 ช้อนชาขึ้นไป จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบบริโภค ผัก ผลไม้

ทางด้าน นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแต่ละวันไม่ควรบริโภคโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งวิธีที่จะช่วยลดปริมาณการบริโภคโซเดียมมีหลายวิธี เช่น

  • หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารรสจัด และอาหารหมักดอง
  • ชิมอาหารทุกครั้งก่อนเติมเครื่องปรุง
  • เลือกบริโภคอาหารสด หรืออาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด
  • หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป และขนมขบเคี้ยวที่มีเครื่องปรุงรสปริมาณมาก
  • ลดความถี่ของการบริโภคอาหารที่ต้องมีเครื่องปรุงน้ำจิ้ม และลดปริมาณน้ำจิ้มที่บริโภค
  • ทดลองปรุงอาหารโดยใช้ปริมาณเกลือ น้ำปลา ตลอดจนเครื่องปรุงรสอื่นๆ เพียงครึ่งหนึ่งที่กำหนดไว้ในสูตรปรุงอาหาร ถ้ารสชาติไม่อร่อยจริงๆ จึงค่อยเพิ่มปริมาณของเครื่องปรุงรส
  • ควรปลูกฝังนิสัยให้บุตรหลานรับประทานอาหารรสจืด โดยไม่เติมเกลือ ซีอิ๊วขาว น้ำปลา ตลอดจนซอสปรุงรสในอาหารเด็กและทารก
  • ควรบริโภคอาหารที่มีปริมาณโปแตสเซียมสูง เช่น ผักใบเขียวและผลไม้ จะสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้

สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุธรรมชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629885

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 07:45 น.สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุธรรมชาติขยะพลาสติกเป็นปัญหาที่ทั่วโลกหาทางแก้ไข นำไปสู่เทรนด์การรักษ์โลกที่มุ่งเน้นการลดปริมาณขยะ ลดการใช้พลาสติก โฟม ทำให้มีแนวโน้มการใช้วัสดุทดแทนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กรมควบคุมมลพิษประมาณการว่า ขยะพลาสติกในไทยมีประมาณปีละมากกว่า 2 ล้านตัน คิดเป็น 12% ของปริมาณขยะมูลฝอยทั้งหมด ถึงแม้ว่าบางส่วนจะถูกกำจัดหรือนำกลับไปใช้ประโยชน์ แต่ก็มีอีกราว 1 ล้านตันที่ถูกทิ้งลงสู่ทะเล และจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอร์เจียในปีค.ศ. 2015 พบว่าประเทศไทยจัดเป็นอันดับ 6 ของโลกที่ทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุดคิดเป็นปริมาณ 1.3 ล้านตันต่อปี ต่อมาในปี 2018 ภาครัฐได้กำหนดนโยบายออกมาตรการลดและยกเลิกการใช้พลาสติกเพื่อลดปริมาณขยะภายในประเทศ ซึ่งขยะพลาสติกของไทยที่พบได้มากที่สุดในทะเล ได้แก่ ถุง(13%) หลอด(10%) ฝาพลาสติก(8%) และภาชนะบรระจุอาหาร (8%)

ประเทศไทยมีการรณรงค์ส่งเสริมให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกและ โฟมอย่างต่อเนื่อง ทำให้การออกแบบผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องคำนึงถึงปัญหาการกำจัดซากขยะ และการเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติที่ใช้แล้วสามารถปลูกทดแทนขึ้นมาใหม่ เพื่อรักษาปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่อีกทางหนึ่งด้วย

จากปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์รักษ์โลกรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมาย ที่ผู้ประกอบการไทยคิดค้นผลิตออกมาใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม และเหมาะสมกับการใช้งาน

บริษัท ตบชวา จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกันกระแทกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติของก้านผักตบชวาที่มีใยฟองน้ำด้านใน สามารถป้องกันสินค้าของคุณจากการกระแทกได้เป็นอย่างดี (ใช้แทนเม็ดโฟม) เหมาะสำหรับการขนส่งวัสดุ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาขยะทางน้ำ ด้วยการนำ “ผักตบชวา” มาสร้างให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง

ตบชวา เริ่มมาจากไอเดียของ วศการ ทัพศาสตร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง สั่งของเล่นจากต่างประเทศเพื่อนำมาขายต่อ แล้ววัสดุกันกระแทกด้านในล้วนแต่เป็นพลาสติกหรือโฟมที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรต่อได้ จึงนึกถึงผักตบชวาที่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งตบชวารูปลักษณะเป็นป้องและมีใยฟองน้ำด้านใน มีคุณสมบัติในการกันกระแทกที่สามารถนำมาใช้ทดแทนได้ และข้อดีอีกอย่างคือเป็นวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ จากนั้นเลยได้มีการนำผักตบชวามาทดลองแพ็คสินค้า พร้อมจัดส่งจริงในระหว่างกลุ่มเพื่อน และส่งไปให้ทดลองใช้เอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นเกินคาดและได้รับคำชมมากมาย แต่ก็จะมีข้อเสนอแนะจากกลุ่มเพื่อนบ้างว่าควรปรับตรงไหน และนำข้อเสนอแนะต่างๆนำมาพัฒนาให้ดีที่สุด จนเข้าสู่การสร้างแบรนด์ตบชวา กันกระแทก ณ ปัจจุบัน

ตบชวา ที่มีดีไม่ใช่แค่รักษ์โลก แต่ยังสามารถช่วยเสริมสร้างอาชีพให้แก่ชุมชนอีกมากมาย จุดประสงค์หลักที่มุ่งหวังไว้ คือการสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยการนำผักตบชวาหรือวัชพืชทางน้ำ มาแปรรูปให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์กันกระแทก “ตบชวา” นอกจากนี้แล้ว ยังส่งผลให้แม่น้ำ ลำคลองนั้นดี และใสสะอาดขึ้นตามมาอีกด้วย แม้ประโยชน์เหล่านี้อาจจะไม่ทำให้ลดจำนวนผักตบหมดไปได้ แต่ก็เป็นการใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนน้อย มาทำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างรายได้ให้กับประชาชนอีกด้วย

คุณสมบัติของผักตบชวา คือสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ โดยการย่อยสลายจะสลายไปเป็นปุ๋ยดินสร้างประโยชน์ให้กับต้นไม้ต่อได้ เป็นวัสดุที่ทำจากธรรมชาติ 100% ไม่เป็นภัยต่อธรรมชาติ หลังการใช้งานเสร็จ ผักตบชวาตากแห้งสามารถนำไปทำประโยชน์ต่อได้อีก ไม่ว่าจะ นำไปเป็น ปุ๋ยต้นไม้, เชื้อเพลิงอัดแท่ง, รองกรงสัตว์เลี้ยง

จากกลยุทธ์การตลาดภายในประเทศเกือบ 1 ปี ได้เห็นโอกาสในการเติบโตของวัสดุกันกระแทกที่ผลิตจากธรรมชาติและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ เดือนละ 1,000 กิโลกรัม และมีการพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ เพื่อการขยายตลาดไปยังต่างประเทศต่อไป

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือกลุ่มผู้ประกอบการออนไลน์ที่เล็งเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสร้างการรับรู้แบรนด์(Brand Awareness) ผ่านกระบวนการการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทั่วไป ที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์กันกระแทกแบบเดิมๆอยู่ก่อนแล้ว ต้องการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ตนเองให้มากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ค้ารายใหญ่สอบถามเข้ามามากเนื่องจากเทรนด์สินค้ารักษ์โลกกำลังเป็นที่นิยม

ปัจจุบันกำลังการผลิตผักตบชวาตากแห้ง เพื่อนำมาผลิตเป็นวัสดุกันกระแทกของตบชวานั้นอยู่ที่ ประมาณ 800-1,000 กิโลกรัม และจากการประสานงานผ่านกลุ่มชาวบ้านและเกษตรกรชุมชน ตบชวาสามารถขยายกำลังการผลิตได้ถึง 3,000 กิโลกรัมต่อเดือน ขายในราคากิโลกรัมละ 280 บาท โดยในปัจจุบันตบชวาได้มีจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางออนไลน์ที่หลากหลาย อาทิ www.facebook.com/tobchawa หรือสั่งซื้อออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.tobchawa.com รวมถึง E-Commerce platform ยอดฮิตอย่าง Shopee หรือ Lazada

บริษัท ภิญโญวานิช จำกัด ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์จาก “กาบหมาก” ภายใต้ชื่อ “วีรษา” จานกาบหมากเรียกได้ว่าเป็นภาชนะทางเลือก และตอนนี้ก็กำลังรณรงค์ให้ลูกค้าส่วนใหญ่หันมาใช้สินค้าที่เป็นธรรมชาติให้มากขึ้น แต่ด้วยตลาดในประเทศไทย ยังไม่ให้ความสนใจและยังไม่ได้ผลตอบรับเท่าที่ควร เพราะว่าช่วงที่มีงานจัดกิจกรรม กลุ่มลูกค้าที่ให้ความสนใจกลับเป็นชาวต่างชาติมากถึง 90% ซึ่งการทำการตลาด ทางบริษัทจะตั้งเป้าหมายก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มไหน ในต่างประเทศจะตั้งเป้าหมายของกลุ่มลูกค้าได้ง่ายกว่า เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ในต่างชาติจะเป็นธุรกิจที่เน้นธรรมชาติ ทั้งธุรกิจอาหาร โรงแรม หรือการจัดงานอีเวนต์

โดยไอเดียเริ่มมาจากครอบครัว “ภิญโญ” ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเลี้ยงอาหารแบบขันโตกในงานประเพณีประจำปีของอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ตระหนักถึงการเลือกใช้ภาชนะที่บรรจุอาหาร โดยไม่ต้องการใช้ภาชนะโฟมซึ่งย่อยสลายยาก และก่อให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม จึงคัดสรรวัตถุดิบที่สามารถนำมาผ่านกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ภาชนะจากธรรมชาติ 100%

กาบหมาก มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ ประกอบกับทักษะการประดิษฐ์เครื่องจักรในการผลิตที่ได้มาตรฐาน ทำให้มีภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้บรรจุอาหารได้อย่างปลอดภัย น้ำหนักเบา ไม่แตกหักเสียหายง่าย สามารถใช้อุ่นอาหารในเตาไมโครเวฟได้ทนต่ออุณหภูมิ 18-200 องศาเซลเซียส สามารถบรรจุของเหลวได้ไม่รั่วซึม ทนความร้อนได้ดี รวมถึงมีกลิ่นหอมและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และที่สำคัญคือ สามารถย่อยสลายได้ตามกระบวนการทางธรรมชาติ

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว จนถึงปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี เราจึงเป็นผู้ผลิตภาชนะจานกาบหมาก 100% เป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันกำลังการผลิตจานกาบหมากวีรษาอยู่ที่ 1,500 ใบ/วัน รวม 10 รูปแบบ ขายในราคาใบละ 5-7 บาท ส่วนกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มคนรักสุขภาพ ผู้จัดงานอีเวนต์ ลูกค้าองค์กร การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ โรงแรม รีสอร์ต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีลูกค้าตามบ้านที่ต้องการซื้อในจำนวนไม่กี่ใบ สามารถสั่งซื้อได้ในเฟซบุ๊ก ‘จานกาบหมากวีรษา’ ซึ่งอนาคตเตรียมขายปลีกในโมเดิร์นเทรด ‘ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต’

บริษัท กัญจนาพร (สยาม) จำกัด ผู้ผลิตจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูป “หลอดจากพืชตามธรรมชาติ” โดย “สุรพร กัญจนานภานิช” เจ้าของบริษัท มองเห็นปัญหาว่าหลอดชิ้นเล็ก แต่สร้างความเสียหายได้มากมาย โดยเฉพาะกับปัญหาของ สัตว์ในทะเล หลอดกลายเป็นพลาสติกที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้ มากกว่าพลาสติกชิ้นใหญ่ที่สามารถนำมารีไซเคิลใหม่ได้ และที่สำคัญยังได้ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถขายผลผลิตได้มากขึ้น เพราะส่วนผสมทุกอย่าง เป็นพืชที่เกษตรกรปลูกกันอยู่แล้ว ทำให้สามารถมีอีกช่องทางหนึ่งในการระบายผลผลิตทางการเกษตรในช่วงที่ผลผลิตออกมาล้นตลาด

หลอดทำจากวัสดุธรรมชาติ จึงเป็นทางเลือกใหม่ เพื่อช่วยลดปัญหาพลาสติก ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทย ได้มีการคิดค้นหาผลิตภัณฑ์ที่มาใช้แทนหลอดพลาสติกกันอยู่หลายวิธี และหนึ่งในนั้น คือ หลอดกินได้ ที่ทำจากพืช อย่างมันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด บุก และพืชอีกหลายชนิดที่สามารถนำมารับประทานได้ โดยผ่านกระบวนการผลิต ที่อยู่ภายใต้งานวิจัย ของหน่วยงานของภาครัฐ และสถาบันการศึกษา จนได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลอดกินได้ สามารถแช่ในน้ำร้อนได้ 35 นาที และแช่ในน้ำเย็น และน้ำอุณหภูมิปกติได้ 6-12 ชั่วโมง โดยที่ยังคงรูปเหมือนเดิม และถ้าปล่อยไว้ให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ ใช้เวลาประมาณ30 วัน หรือถ้าจะรับประทาน ต้องแช่น้ำ 3-5 นาที หลอดนิ่มและรับประทานได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และดีต่อสุขภาพ ถ้ารับประทานเข้าไป ช่วยเกษตรกรให้ขายผลผลิตทางการเกษตรได้เพิ่มขึ้น

โดยในปีแรก ตั้งเป้าการผลิตไว้ที่ 15 ล้านชิ้นต่อปี หรือ ถ้าคิดเป็นรายได้ประมาณ 27 ล้านบาท ส่วนราคาหลอดตั้งราคาไว้ที่ หลอดละ 1 บาท และที่ตั้งรายได้ไว้ที่ 27 ล้านบาท เพราะเราได้บวกค่าแพคเกจจิ้ง และหลอดในขนาดอื่นๆ ที่ราคาสูงกว่า 1 บาท เข้าไปด้วย

หลังจากที่ทำตลาดในประเทศ ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องขยายตลาดไปต่างประเทศ โดยเริ่มจากประเทศที่ประกาศยกเลิกการใช้หลอดพลาสติกก่อน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา คาดว่าน่าจะเริ่มทำตลาดส่งออกได้ในปีที่ 3 เพราะด้วยกำลังการผลิตของเรา ไม่ได้มาก ถ้าผู้บริโภคคนไทย ใช้ผลิตภัณฑ์หลอดกินได้ของเราแค่เพียง 5% กำลังการผลิตของเราก็แทบจะเต็มอยู่แล้ว ดังนั้น การทำตลาดต่างประเทศ ในช่วงเริ่มต้น ก็คงจะยังทำไม่ได้เพราะต้องรอ การขยายกำลังการผลิตเพิ่มก่อน

Passion นำเราสู่ความสำเร็จในเป้าหมายของชีวิตได้จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629830

วันที่ 03 ส.ค. 2563 เวลา 10:10 น.Passion นำเราสู่ความสำเร็จในเป้าหมายของชีวิตได้จริงหรือ?“โตขึ้นอยากเป็นอะไร”…แล้วต้องเรียนอะไร? ทำงานแบบไหน? ใช้ Passion ในตัวเองหาคำตอบคือทางออกที่ดีที่สุดใช่หรือไม่!!!

ปัจจุบันการศึกษาภาคบังคับของไทยยังคงเป็นระบบแพ้คัดออก ตีกรอบความคิด สร้างค่านิยมชื่นชมคนเก่ง เน้นผลลัพธ์ด้วยอันดับตัวเลข ส่งผลให้การเรียนรู้ที่เน้น “กระบวนการ” และ “ระบบความคิด” เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ถูกลดทอนความสำคัญลงไป และกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักเรียนนักศึกษาจำนวนมากในปัจจุบันยังไม่รู้ และไม่มีคำตอบเมื่อถูกตั้งคำถามว่า อยากเรียนอะไร? อยากมีอาชีพลักษณะไหน? หรืออยากทำงานอะไร?

จริงๆ แล้ว มีพลังขับเคลื่อนชีวิตและความคิดที่นำพามนุษย์ให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีจุดมุ่งหมาย นั่นคือ passion ซึ่งหมายถึงแรงผลักดัน หรือความชอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างลุ่มหลง เมื่อได้ลงมือทำตาม passion จะสร้างความสุขให้ชีวิต ช่วยให้ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความล้มเหลว แน่นอนว่าเราสามารถใช้ passion เป็นเครื่องมือในการหาคำตอบให้ตัวเองในการวางแผนการเรียนและกำหนดเส้นทางชีวิตการทำงานของเราในอนาคต

มุมมองที่น่าสนใจจาก ผศ.นพ.วรวุฒิ  เชยประเสริฐ หรือ “หมอวิน” เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ บอกว่า  passion เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำเราให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จในเป้าหมายของชีวิต เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น แรงผลักดันนี้ทำให้เราลงมือทำในสิ่งที่ชอบซ้ำๆ  ซึ่งเป็นการพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นทักษะที่โดดเด่น สามารถเป็นอาชีพทำรายได้ การออกแบบชีวิตไปตามแรงผลักนี้ต้องขึ้นอยู่กับโอกาส การสนับสนุนจากครอบครัว และระบบการศึกษาที่รองรับ ซึ่งควรเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการสร้างวิธีคิด ขั้นตอนกระบวนการ เพื่อไปถึงผลลัพธ์  

ลองตั้งคำถาม “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” กับเด็กเล็กๆ เราจะพบคำตอบแทบจะทันที  แต่คำถามเดียวกันนี้เรากลับพบความนิ่งเงียบ หรืออาจได้คำตอบไม่ชัดเจนเมื่อถามนักเรียนมัธยม หรือนักศึกษามหาวิทยาลัย เช่นนี้อาจกล่าวได้หรือไม่ว่า นอกจากครอบครัวแล้ว ระบบการศึกษาในช่วงชีวิตที่เด็กเรียนรู้และเติบโตขึ้นมา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ passion ค่อยๆ เลือนหายไปและยังลดทอนความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ของพวกเขา

“การออกแบบชีวิตไปตามแรงผลักนี้ต้องขึ้นอยู่กับโอกาส ผมมองว่า passion ในตัวเราทุกคนเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาจนกลายเป็นงานอาชีพได้หากครอบครัวสนับสนุนและมีระบบการศึกษาที่รองรับ”

หมอวิน หมายถึง ระบบการศึกษาที่ต่างไปจากเดิมทั้งกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องมีการสร้างชุดทักษะการทำงาน องค์ความรู้ในหลักสูตร การจัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาที่เปิดโอกาสให้ได้แสดงออก รวมถึงบทบาทใหม่ของคณาจารย์ในฐานะผู้ชี้แนะและที่ปรึกษา  

เมื่อพูดถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่การเรียนรู้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนากระบวนการคิด ความชัดเจนที่สังคมไทยรับรู้มาอย่างต่อเนื่องคือ  รูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ  และตอนนี้มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้ก้าวสู่บทบาทใหม่ของสถาบันการศึกษาเอกชนชั้นนำที่ส่งเสริมโอกาสให้นักศึกษาค้นหา passion ในตัวเองให้พบและเรียนรู้วิธีการต่อยอด passion เพื่อสร้างแผนที่ชีวิตของตนเองสู่ความสำเร็จ

การเรียนการสอนแบบ Project-based learning ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนคุ้นชินกับการคิดวิเคราะห์มากกว่าท่องจำ รู้จักการหาความร่วมมือและทำงานเป็นทีม ค้นพบความชอบด้วยตัวเอง และไม่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์  เรียนด้วยการลงมือทำและประสบการณ์การทำงานจากผู้นำมืออาชีพในโลกธุรกิจ  การเรียนรู้จะไม่ถูกจำกัดด้วยชื่อคณะที่เข้ามาถ้าหาก passion ของนักศึกษาต้องอาศัยชุดทักษะและความรู้ข้ามศาสตร์ข้ามสาขา  ก็สามารถออกแบบการเรียนรู้ของตัวเองได้ในแบบเฉพาะตัว  ระบบการเรียนเช่นนี้ ช่วยสร้างนิสัยใฝ่เรียนรู้ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของคนที่ก้าวทันโลกได้ตลอดเวลาอีกด้วย  

เรื่องนี้ทางด้าน อาจารย์เพชร โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวไว้ตอนหนึ่งในงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2563 ว่าด้วยเรื่อง passion ที่ช่วยกระตุกความคิดให้นักศึกษาว่า การเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบเป็นแรงผลักดันที่ดีที่สุดจากตัวเราเอง หากอยากรู้ว่าเรามี passion ในเรื่องใด ให้ใช้เวลาสังเกตตัวเองว่ามีความสนใจเรื่องใดมากที่สุด สนใจมากชนิดที่ว่าไม่ต้องให้ใครมาบังคับหรือมาบอกให้ชอบ และเป็นความสนใจที่เราเองจะหาทางเรียนรู้ในสิ่งนั้นด้วยตัวเองอย่างกระตือรือร้นและลงมือทำอย่างสนุกสนาน

สำหรับการศึกษาในแบบมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มุ่งเน้นองค์ประกอบ 3 ส่วนสำคัญคือ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ความพร้อมใช้เทคโนโลยี (Technology) และความคิดแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ที่นี่มีกระบวนการเรียนการสอนที่สร้างชุดทักษะจำเป็นรอบด้านเพื่อการทำงานอย่างมืออาชีพ  มีองค์ความรู้ในหลักสูตรทันยุคหลากหลายสาขาวิชา  มีการจัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดและผลงานได้เต็มที่  และมีความร่วมมือมากมายจากตัวจริงในแวดวงธุรกิจชั้นนำมาเป็นบันใดให้ผู้เรียนได้พัฒนาตัวเองและต่อยอดความรู้ได้ไม่สิ้นสุด

ไม่ว่า passion ของคุณคืออะไร เราคือที่ที่จะมอบโอกาสให้ได้ต่อยอด Passion ของตัวเองจนแข็งแกร่งด้วยหลักสูตรวิชาที่สอดคล้องกับยุคสมัย  บ่มเพาะความคิดให้เป็นคนรักการเรียนรู้ (Passionate) ทันโลก (Street Smart) มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative) ฉลาดในการตั้งคำถามเพื่อเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ต่อไป (Curious) และสามารถประสานความร่วมมือในการทำงานกับหลายภาคส่วนได้อย่างเหมาะสม (Collaborative) ซึ่งเป็น DNAs ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

ชีวิตมิใช่คณิตศาสตร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629832

วันที่ 03 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.ชีวิตมิใช่คณิตศาสตร์การรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : ความเป็นองค์รวมคืออะไร แล้วจะพัฒนาอย่างไร อีกความท้าทายขององค์กรที่ทุกคนต้องรู้

เพราะองค์กรมิได้หยุดนิ่ง แน่นอนตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงทุกขณะ อีกทั้งมีธรรมชาติของความเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม ปัญหาทับซ้อนปัญหา การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถ fix บางอย่างให้อยู่กับที่ แล้วใส่ตัวแปรลงไปเพื่อหาทางออกได้อย่างตรงไปตรงมา แต่มันต้องเป็นองค์รวม ความเป็นองค์รวมคืออะไร แล้วจะพัฒนาอย่างไร

เรื่องนี้ ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot-การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน ให้ความรู้ไว้ดังนี้

ความท้าทายขององค์กร

การระบาดของไวรัสโควิด 19 ได้สร้างความตระหนักว่าโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ เปลี่ยนแปลงทุกขณะอย่างที่ไม่อาจคาดเดาล่วงหน้าได้ การเตรียมตัวเพื่อรับมือที่ไม่ถูกต้องจะนำไปสู่ความล่มสลาย ประเด็นความท้าทายที่สุดของทุกหน่วยงานไม่ว่าภาครัฐเอกชนวิสาหกิจชุมชนและสังคมในวงกว้าง หรือแม้แต่สถาบันครอบครัวคือความยั่งยืน

เราจึงลงทุนมากมายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถเพื่อหวังจะให้รับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ผลที่ได้กลับไม่คุ้มค่า ศักยภาพบุคลากรกลับถดถอย ขาดความสามารถในการแข่งขัน องค์กรไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

การจะพลิกฟื้นกลับมานั้นทำได้ยาก และการที่จะทำให้ดีกว่าเดิมนั้นเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ส่งผลสะท้อนถึงครอบครัวที่ขาดความสุข ขาดความเข้าใจ ความสัมพันธ์ และความเอื้ออาทรค่อยๆ จืดจาง ความเป็นมนุษย์เริ่มห่างไกล คุณภาพชีวิตลดลง ส่งผลให้ทุกองค์ประกอบทางสังคมไม่ยั่งยืน

จอห์น แนช (13 มิถุนายน 1928 – 23 พฤษภาคม 2015) นักคณิศาสตร์เรขาคณิตเชิงอนุพันธ์และสมการเชิงอนุพันธ์แบบแบ่งส่วน นักวิจัยอาวุโสสาขาคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน นักคณิตศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 1994 จากผลงานเรื่องทฤษฎีเกม ได้เคยกล่าวไว้ว่า “ปัญหาชีวิตทุกอย่างสามารถแก้ได้ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ โดยเพียงใส่ตัวแปรลงไปในสมการ ปัญหาชีวิตก็จะสามารถแก้ไขได้”

ความเข้าใจดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่า ปัญหาชีวิตนั้นมีความคงที่ แน่นอนตายตัว จึงสามารถ fix อะไรบางอย่างให้อยู่กับที่ แล้วใส่ตัวแปรที่แตกต่างลงไป เพื่อหาคำตอบที่หลากหลาย แต่ความเข้าใจดังกล่าวน่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิตในบางส่วน เพราะชีวิตมิได้แน่นอนตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เคยหยุดนิ่งแม้ขณะใดขณะหนึ่ง อีกทั้งยังมีธรรมชาติของความเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม ระบบซ้อนระบบ ปัญหาทับซ้อนปัญหากันอย่างสลับซับซ้อนและละเอียดอ่อนอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ ดังนั้น ชีวิตจึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยสมการคณิตศาสตร์หรือหลักตรรกะเหตุผลเพียงลำพัง ที่ตั้งอยู่บนแนวคิดเส้นตรงเชิงเดี่ยว เห็นองค์ประกอบชีวิตเป็นตัวแปรอย่างแยกส่วน แน่นอนตายตัว เพราะว่าไปแล้วตัวแปรที่เอามาพิจารณานั้นก็ไม่แน่นอน อีกทั้งสถานการณ์ต่างๆ ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง การแก้ปัญหาชีวิตด้วยการใช้สมการทางคณิตศาสตร์จึงอาจอธิบายชีวิตได้ในเพียงบางส่วน แต่ก็ยังมีบางแง่มุมที่ควรนำมาพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ชีวิตตามความเป็นจริง จากมุมมองดังกล่าวนำไปสู่ความเข้าใจที่ว่า ชีวิตมิใช่คณิตศาสตร์ที่จะสามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่มันอยู่ที่การปรับตัวอย่างยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยพิจารณาถึงทุกมิติชีวิตอย่างครบถ้วนเป็นองค์รวม

ชีวิตองค์รวมคืออะไร

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า เพราะชีวิตคือระบบ การสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับองค์กร ครอบครัว ชุมชน สังคม จึงต้องพิจารณาอย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทุกมิติชีวิต อันประกอบด้วย 4 มิติ กล่าวคือ จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และพฤติกรรม มองในอีกความหมายหนึ่ง มันคือ กรอบความคิด มุมมองเชิงระบบ ตัวตน และภาวะผู้นำ ทีนี้เรามาดูทีละประเด็น

มิติแรกคือ กรอบความคิด

กรอบความคิดเป็นแหล่งที่มาของศักยภาพภายในที่แท้จริงการที่องค์กรยังไม่สามารถพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้ทุกวันนี้ก็เพราะองค์กรส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นแต่การพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการซึ่งมันดีแต่ไม่พอแต่ขาดการพัฒนาศักยภาพที่กรอบความคิดอันเป็นฐานรากชีวิตนี้อย่างควบคู่กันไปโดยเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนใดๆต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอด้วยการเปลี่ยนกรอบความคิดตนเองปรับทัศนคติเชิงบวกสร้างแรงบันดาลใจแรงขับเคลื่อนภายในเล่นเชิงรุกสามารถนำตนเองได้ด้วยภาพเป้าหมายและค่านิยมร่วมเพื่อไปในแนวเดียวกัน 

มิติที่สองคือ มุมมองเชิงระบบ

มุมมองเชิงระบบคือที่มาของปัญญา ด้วยความไม่เข้าใจในมุมมองเชิงระบบ ขาดความเข้าใจในมุมมองเชิงองค์รวม จึงจับประเด็นไม่ได้ เชื่อมโยงก็ไม่ถูก จึงไม่สามารถแก้ปัญหาที่ผ่านเข้ามาได้ อีกทั้งขาดความเข้าใจในความเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม จึงไม่สามารถรับมือกับปัญหาเชิงซับซ้อนได้ ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลมักจดจำแต่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ขาดกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริง จึงขาดความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ ขาดนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถพัฒนาองค์กร ครอบครัว ชุมชนไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ได้

มิติที่สามคือ ตัวตน

ตัวตนคือธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่ต้องการการยอมรับแต่การที่ไม่เห็นคุณค่าตนเองจึงนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ขาดความเชื่อมั่นหวั่นไหวขาดภูมิต้านทานไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรเมื่อมีอะไรเข้ามากระทบชีวิตจึงกวัดแกว่งไปตามกระแสสังคมที่ไม่อาจควบคุมได้จึงไม่อาจพัฒนาศักยภาพตนเองและขับออกเพื่อรับมือกับความท้าทายได้อย่างเต็มที่และส่งผลต่อไปถึงการไม่เห็นคุณค่าในบุคคลอื่นไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่างจึงเกิดช่องว่างด้านการสื่อสารนำไปสู่การไม่เปิดใจกว้างรับฟังเกิดความไม่เข้าใจกันไม่ไว้วางใจขาดศรัทธาขัดแย้งกันไม่สามารถขับศักยภาพและสร้างพลังร่วมได้อย่างเป็นหนึ่งเดียว

มิติที่สี่คือ ภาวะผู้นำ

ภาวะผู้นำมิใช่ตำแหน่งผู้นำ แต่ภาวะผู้นำสะท้อนมาจากการแสดงออกถึงการเห็นคนเป็นมนุษย์ เห็นคุณค่าของความมีชีวิต แต่เพราะเราไม่เข้าใจถึงธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่ต้องการคุณค่าและความหมาย

จึงไม่สามารถพัฒนาภาวะผู้นำที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีส่วนร่วมขาดความร่วมมือไม่สามารถสร้างทีมงานและเครือข่ายให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างเป็นเอกภาพดังนั้นกรอบแนวคิดของการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นองค์กรครอบครัวชุมชนอย่างยั่งยืนจึงต้องเป็นการพัฒนาและปรับตัวอย่างเป็นองค์รวมที่ครอบคลุมทุกมิติชีวิตอย่างสมดุลและต้องตระหนักว่าทุกองค์ประกอบที่กล่าวมานี้โดยตัวมันเองก็มีความไม่แน่นอนอ่อนไหวซับซ้อนไม่นิ่งแม้ในขณะเดียว

หากปรับตัวได้ทั้ง 4 มิติ ก็สมดุล

เมื่อรักษาสมดุลได้ ก็เข้มแข็ง

หากรักษาความเข้มแข็งได้ ก็มั่นคง

หากรักษาความมั่นคงได้ ก็ยั่งยืน

ท่านในฐานะผู้นำองค์กร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรบุคคล เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กร ครอบครัว ชุมชน ให้สมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร ผมมั่นใจว่าหัวข้อที่นำมาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้คงจะเป็นประโยชน์นะครับ