พร้อม(ให้)พัก ‘เซ็นทารา’ ปรับโฉมเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/626109

วันที่ 16 มิ.ย. 2563 เวลา 13:22 น.พร้อม(ให้)พัก 'เซ็นทารา' ปรับโฉมเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว‘เซ็นทารา’ ปรับปรุงภูมิทัศน์ทำความสะอาดโรงแรมครั้งใหญ่ เตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว

เริ่มเปิดฤดูกาลการท่องเที่ยวอีกครั้ง โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย จึงถือโอกาสปรับปรุงภูมิทัศน์ ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ และเพิ่มความสวยงามให้โรงแรมและรีสอร์ทในช่วงหยุดให้บริการชั่วคราวจากวิกฤตโควิด-19 พร้อมกลับมาอีกครั้ง ด้วยโปรแกรม เซ็นทารา คอมพลีท แคร์ (Centara Complete Care) มาตรฐานการบริการด้านความปลอดภัยเพื่อสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งการเว้นระยะห่าง สุขอนามัย และการทำความสะอาดฆ่าเชื้อครอบคลุมทุกตารางนิ้ว เพื่อเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่ครอบครัวเซ็นทาราอีกครั้ง 

เซ็นทาราได้ใช้ช่วงเวลาที่ปิดให้บริการชั่วคราวปรับปรุง ทำความสะอาดโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราครั้งใหญ่หลายแห่งในไทย ทั้งโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท ภูเก็ต และโรงแรมโคซี่ พัทยา วงศ์อมาตย์ บีช เพื่อมอบประสบการณ์และความประทับใจเสมือนครอบครัวอีกครั้งเมื่อลูกค้ากลับมาพักที่เซ็นทารา

โครงการปรับโฉมห้องพักสุดหรูที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ คืบหน้าแล้วเสร็จไปจำนวนหลายชั้น โดยตั้งแต่เมื่อช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว เซ็นทาราได้ทุ่มงบ 650 ล้านบาท ปรับโฉมห้องพักและห้องสวีทของโรงแรม 5 ดาว ใจกลางกรุง โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ใหม่ทั้งหมดรวมจำนวนทั้งสิ้น 505 ห้อง ให้มีรูปแบบและดีไซน์โฉมใหม่ทั้งหมด โดยได้จับมือกับบริษัท P49 ดีไซน์ แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด ที่มีชื่อเสียงด้านการออกแบบตกแต่งภายในสำหรับโรงแรมระดับชั้นนำ ที่พักอาศัยและลูกค้ารายย่อยทั่วโลก งานดีไซน์ครั้งนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากลายเส้นและลวดลายของช่างฝีมือไทย มาผสมผสานสร้างความงามแบบไทยตามต้นกำเนิดของเซ็นทารา แต่งเติมความร่วมสมัยเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับโรงแรมที่มีที่ตั้งใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทยและถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ชั้นนำของโลกก็ว่าได้ อีกทั้งยังได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อความสะดวกสบายที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีหลากหลายในปัจจุบัน

เซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา ได้ปรับปรุงและทาสีห้องพัก ห้องสวีท และแฟมิลี่เรสซิเดนซ์ ทั้ง 555 ห้องของรีสอร์ทที่หันหน้าสู่ชายหาดส่วนตัวให้สวยงามและเต็มไปด้วยชีวิตชีวายิ่งขึ้น รวมถึงปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับครอบครัวภายในรีสอร์ทให้ทันสมัยและถูกสุขอนามัย เพื่อยกระดับประสบการณ์การเข้าพักอย่างน่าประทับใจและปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกค้าทุกวัยของเซ็นทารา 

เซ็นทารายังได้ปรับปรุงสระว่ายน้ำหลักของ เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท ภูเก็ต พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการด้านสุขอนามัยเพื่อการใช้สระอย่างปลอดภัย และมอบประสบการณ์วันหยุดที่น่าจดจำสำหรับทุกครอบครัวและคู่รัก ให้ได้เพลิดเพลินและผ่อนคลายไปกับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในรีสอร์ทอย่างเต็มที่

นอกจากนั้น ห้องพักและพื้นที่สาธารณะที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างที่ โรงแรมโคซี่ พัทยา วงศ์อมาตย์ บีช ได้แล้วเสร็จไปเป็นจำนวนมากเพื่อเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยทางโรงแรมฯ ยังได้เปลี่ยนชื่อไลฟ์สไตล์ คาเฟ่ที่โรงแรมเป็น “คาเฟ่ 247” เพื่อสื่อถึงคาเฟ่ที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ เป็นแหล่งสังสรรค์ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สามารถนั่งเล่น นั่งทำงาน ดูหนัง พูดคุยกับกลุ่มเพื่อน และสามารถใช้เครดิต เงินสดที่คาเฟ่แห่งนี้ ซึ่งให้บริการทั้งอาหารไทยและยุโรปแบบสะดวกพร้อมทาน รวมถึงกาแฟและเครื่องดื่มต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ เซ็นทาราได้เปิดตัว เซ็นทารา คอมพลีท แคร์ (Centara Complete Care) โปรแกรมการบริการด้านสุขอนามัยที่เหนือกว่าให้สอดรับกับวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เซ็นทาราทำงานร่วมกับอีโคแล็บ (Ecolab) บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับความสะอาดและสุขอนามัย รวมถึงการรับรองจากบริษัทเอสจีเอส (SGS) ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบคุณภาพและปลอดภัยระดับนานาชาติจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและกำกับการดำเนินงานในโรงแรมทุกแห่งในเครือให้ถูกต้องตามหลักปฏิบัติ 12 ข้อ ครอบคลุมทั้งด้านการเว้นระยะห่าง สุขอนามัย และการทำความสะอาดฆ่าเชื้อ ตลอดจนการอบรมพนักงาน การตรวจสอบคุณภาพ และการประเมินผลอย่างเข้มงวด เพื่อมอบความปลอดภัยด้านสุขภาพอย่างสูงสุดให้แก่ผู้เข้าพักที่โรงแรมทุกคน

อ่านรายละเอียด โปรแกรมเซ็นทารา คอมพลีท แคร์ (Centara Complete Care) เพิ่มเติมได้ที่ https://www.centarahotelsresorts.com/th/centara-complete-care/

5 ลุคสุดเลิฟของ ‘ญาญ่า’ จาก UNIQLO x Marimekko #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/626105

วันที่ 16 มิ.ย. 2563 เวลา 12:48 น.5 ลุคสุดเลิฟของ ‘ญาญ่า’ จาก UNIQLO x Marimekko5 ลุค 5 สไตล์ by ญาญ่า กับคอลเลคชั่นใหม่ลิมิเต็ดเอดิชัน จาก UNIQLO x Marimekko ที่ไม่ว่าใครๆ ก็อัพลุคมิกซ์แอนด์แมทช์แต่งตามได้

หลังจากที่ UNIQLO (ยูนิโคล่) แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลกจากญี่ปุ่น จัดไลฟ์สดครั้งแรกก็ได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนๆ เพราะ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ พาชมคอลเลคชั่น UNIQLO x Marimekko ลิมิเต็ดเอดิชัน ที่ได้ทั้งความสดใสของญาญ่า เข้ากับความสนุกของสีสันและลายพิมพ์อันเป็นเอกลักษณ์จากคอลเลคชั่นนี้ ทางยูนิโคล่เลยขอเผย 5 ลุคสุดเลิฟของญาญ่าจากคอลเลคชั่นนี้ให้เราได้ลองไปจับคู่มิกซ์แอนด์แมทช์แต่งตามกันได้เลย

ลุคที่ 1: เดรสยาวคอวีผ้าลินินผสม ใส่คู่กับหมวกสานจากลายหิน (Kivet) อันเป็นเอกลักษณ์

ลุคแรกที่สดใสโดนใจสาวญาญ่าสุดๆ ก็คือเดรสยาวคอวีผ้าลินินผสม และหมวกสาน โดยลายสีชมพูที่แมทช์กันของเดรสและหมวกนี้คือลาย Kivet ซึ่งเป็นภาษาฟินแลนด์ที่แปลว่าหิน ตัวเดรสมาในทรงหลวม (oversize) นำมาจับคู่กันกับหมวกสานลายเดียวกันที่มีคุณสมบัติพิเศษป้องกันรังสียูวีได้ เสริมลุคนี้ให้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น เหมาะกับการใส่ในวันสบายๆ

ลุคที่ 2: เสื้อยืดทรงบ็อกซี และกางเกงทรงครอปขาบานผ้าคอตตอนลินินลาย Laine

ลุคนี้ดูเรียบและลงตัวด้วยสีสุดคลาสสิกอย่างขาว ดำ พร้อมเสริมความเก๋ด้วยลวดลายกราฟิกรูปคลื่น (Laine) ซึ่งเสื้อยืดทรง บ็อกซี ที่ทำจากคอตตอน 100% เข้ากันได้ดีกับกางเกงทรงครอปขาบาน ผ้าลินินคอตตอน ลุคนี้จะเป็นลุคกึ่งทางการ สาวๆ สามารถแต่งตัว เพิ่มความเป็นแฟชั่นเข้ามาได้ด้วยการหารองเท้าจะสีเรียบหรือลายที่แมทช์กับเสื้อมาจับคู่ก็สามารถสร้าง โททอลลุคได้

ลุคที่ 3: เสื้อยืดทรงบ็อกซี และกางเกงขาสั้นผ้าคอตตอนป๊อปปลิ้นลาย Tori

ลุคนี้ยังคงอยู่ที่เสื้อยืดทรงบ็อกซีสุดฮิป แต่จับมาแมตช์กับกางเกงขาสั้นผ้าคอตตอนป๊อปปลิ้นใส่สบาย พร้อมลวดลาย Tori หรือ ตลาดผลไม้ ที่รวบรวมสีสันคัลเลอร์ฟูลของธรรมชาติมาไว้แบบจัดเต็ม ลุคนี้ญาญ่าปลื้ม เพราะหลายคนอาจคาดไม่ถึงว่าสามารถนำชุดที่มีลายโดดเด่นมาใส่พร้อมกันได้ แต่จริงๆ แล้วพอมาใส่รวมกันแล้วและเลือกเฉดสีให้ดี ก็ช่วยเสริมให้ดูดีมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก สะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี

ลุคที่ 4: เชิ้ตปกสกิปเปอร์ผ้าลินินผสม กางเกงทรงครอปขาบานลาย Laine และรองเท้าพื้นสานลายทาง

ส่วนลุคนี้ขอเปลี่ยนจากเสื้อยืดมาเป็นเสื้อเชิ้ต โดยได้จับคู่สีส้มสดใสเข้ากับสีฟ้าสบายตาลงบนเสื้อเชิ้ตปกสกิปเปอร์ผ้าลินินผสมลายคลื่น ที่ดูลงตัวกับกางเกงทรงครอปขาบานผ้าคอตตอนลินินสีฟ้าที่มีผ้าลายคลื่นแซมไว้ตรงขอบเอว อีกไอเทมที่มาช่วยเสริมลุคนี้ให้สดใสยิ่งขึ้นก็คือรองเท้าพื้นสานสไตล์ธรรมชาติที่มาในคู่สีเดียวกับเสื้อและกางเกงด้วยสีฟ้าสลับส้มแมทช์กัน แถมยังใส่สบายเพราะมีแผ่นรองรับแรงกระแทก

ลุคที่ 5: เดรสทรงเอ และเสื้อฮู้ดพาร์กาพับเก็บได้แบบยาว

ไอเทมสุดเลิฟของหลายคนจากคอลเลคชั่น UNIQLO x Marimekko คงหนีไม่พ้นเดรสทรงเอ ซึ่งใส่แล้วดูดีเหมาะกับรูปร่างที่หลากหลาย แถมยังสวมใส่ได้ง่าย สัมผัสสบายจากผ้าคอตตอนผสมป๊อปปลิ้นที่คงรูปได้ดี โดยสาวญาญ่าปลื้มเดรสทรงเอมาก เพราะนอกจากจะใส่เดี่ยวๆ ก็ดูดีในสไตล์สาวหวานแล้ว ยังสามารถแมทช์ได้กับหลายชุด ปรับลุคได้หลายสไตล์ เช่น จับเดรสทรงเอมาแมทช์กับเสื้อฮู้ดพาร์กาแบบยาวสีเขียว ก็ให้ลุคโฉบเฉี่ยวขึ้น พร้อมลุย แถมยังสามารถพับเก็บได้อีกด้วย

ทั้งหมดนี้ก็คือ 5 ลุคสุดเลิฟของญาญ่า จาก UNIQLO x Marimekko ลิมิเต็ดเอดิชัน คอลเลคชั่นล่าสุดในปีนี้ ถ้าใครอยากลองแต่งตาม หรือมิกซ์แอนด์แมทช์ตามสไตล์ของตัวเอง ก็สามารถเลือกชมและช้อปได้แล้ววันนี้ที่ร้านยูนิโคล่ทุกสาขาและออนไลน์สโตร์ Uniqlo.com ซึ่งหากใครพลาดชมไลฟ์สดที่ญาญ่ามาอวดลุคสุดเลิฟก็สามารถไปชมย้อนหลังได้ในเฟซบุ๊กของยูนิโคล่ที่ LIVE-UNIQLO X Marimekko

ส่องลิมิเต็ดเอดิชั่นสุดพิเศษ VERSACE X PRIDE 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/626039

วันที่ 15 มิ.ย. 2563 เวลา 14:30 น.ส่องลิมิเต็ดเอดิชั่นสุดพิเศษ VERSACE X PRIDE 2020VERSACE X PRIDE 2020 คอลเลคชั่นแห่งความภาคภูมิใจ ร่วมสนับสนุนชาว LGBTQ+ สังคมแห่งความหลากหลาย มุ่งสร้างความเท่าเทียมในโลกปัจจุบัน

Versace ร่วมเฉลิมฉลองให้กับ Pride Month พร้อมสนับสนุนชาว LGBTQ+ ผ่านคอลเลคชั่นลิมิเต็ดเอดิชั่นสุดพิเศษ ‘Pride 2020 Capsule Collection’ โดยเสื้อผ้าในคอลเลคชั่นนี้ออกแบบมาให้สวมใส่สบายในช่วงอากาศร้อน ตามสไตล์แอคทีฟแวร์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกล้าม เสื้อครอปตัวสั้น ชุดวันพีซ รวมถึงไลน์ชุดชั้นใน ที่สร้างความโดดเด่น ด้วยการนำสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ LGBTQ+ มาผสมผสานในคอลเลคชั่นนี้

นับเป็นโอกาสครบรอบ 1 ปีที่ ดอนนาเทลล่า เวอร์ซาเช่ (Donatella Versace) ดำรงตำแหน่งในฐานะ Stonewall Ambassador ในประเทศสหรัฐอเมริกา เธอจึงนำส่วนแบ่งรายได้จากคอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้ ไปสนับสนุนองค์กร Pride Live ซึ่งเคยร่วมทำงานตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และได้นำเงินไปสนับสนุนกิจกรรมร่วมระดมทุนสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถาการณ์ Covid-19 อีกทั้งรายได้จากคอลเลคชั่นในปีนี้จะช่วยสนับสนุนผลงาน การกุศลต่างๆ อาทิ Trans LifeLine, Trans Latin@ Coalition, Brave Space Alliance และ The Ally Coalition อีกทั้งยังช่วยพัฒนาช่องทางการรับบริจาคขององค์กรเพื่อที่จะรับการสนับสนุนทางด้านระดมทุนได้ดียิ่งขึ้น

Versace ยังนำรายได้อีกส่วนหนึ่งสนับสนุนองค์กร Arcigay ในฝั่งทวีปยุโรป โดยองค์กรนี้ก่อตั้งในปี 1985 ที่ประเทศอิตาลี องค์กรดังกล่าวก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านการใช้ความรุนแรง การแบ่งแยก รวมถึงการละเมิดสิทธิพลเมืองต่อชาว LGBTQ+ ผ่านการจัดตั้งแคมเปญสนับสนุน รวมถึงโครงการซัพพอร์ทในด้านต่างๆ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ในด้านกฎหมาย ด้านการเมืองการปกครอง และด้านวัฒนธรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

คอลเลคชั่นนี้วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลกในเดือนมิถุนายน ที่ Versace ทั้งในสโตร์ และบนเว็บไซต์ versace

Low Carbon Lifestyle ท่องเที่ยวแนวใหม่แบบไร้คาร์บอน รักษ์สิ่งแวดล้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/626033

วันที่ 15 มิ.ย. 2563 เวลา 13:25 น.Low Carbon Lifestyle ท่องเที่ยวแนวใหม่แบบไร้คาร์บอน รักษ์สิ่งแวดล้อมททท.ฟื้นฟูธรรมชาติแก้ปัญหาหมอกควัน PM2.5 ชวนปลูกป่า ‘ห้วยฮ่องไคร้’ จ.เชียงใหม่ รณรงค์เที่ยวแบบไร้คาร์บอน รักษาสิ่งแวดล้อม ผ่านเทศกาลสภาพภูมิอากาศ “Climate Festival”

ภาคเหนือของประเทศไทย คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนและนักเดินทางจากทั่วโลกอยากมาปักหมุดมากที่สุด ด้วยสภาพภูมิประเทศ สภาพอากาศ ความเป็นธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนที่แฝงด้วยเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทว่า บางครั้งพื้นที่ภาคเหนือก็ยังคงประสบกับภาวะที่เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวอยู่บ้าง

นายรัฐพล นราดิศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ด้วยสถานการณ์โรคโควิด-19 ปัญหาไฟป่า และ PM2.5 ส่งผลให้จังหวัดเชียงใหม่ได้รับผลกระทบอย่างมากทั้งในด้านการท่องเที่ยว รายได้ครัวเรือน และปัญหาสุขภาพ โดยปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทางจังหวัดเชียงใหม่ ได้มียุทธศาสตร์ในการจัดการมาโดยตลอด และถือเป็นสิ่งสําคัญที่มุ่งเป้าในการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาไฟป่า ปัญหาหมอกควันฝุ่นละออง PM 2.5 มีการสร้างการตระหนักรู้และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนถึงความสําคัญของการอนุรักษ์พื้นที่ป่า โครงการเทศกาลสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Festival ในครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมและสร้างจิตสํานึกในการดูแลธรรมชาติ พื้นที่ป่า และสภาพแวดล้อมที่ดี ให้กับจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการใช้ชีวิตอย่างรับผิดชอบต่อธรรมชาติ

ทางด้าน นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจ โดยเฉพาะปัญหาจากขยะพลาสติก และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทั้งจากฝุ่นละอองและจากการเผาป่าที่ปัจจุบันทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ โครงการเทศกาลสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Festival จึงเริ่มต้นที่เชียงใหม่เพื่อรณรงค์วิถีชีวิตคาร์บอนต่ำ ในการแก้ไขปัญหาหมอกควันและปลูกต้นไม้เพิ่มเติมเพื่อบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ภาครัฐและเอกชนจึงผนึกกำลังส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยงานเทศกาลสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Festival ซึ่งเป็นการผนึกกำลังจาก 4 ภาคส่วน ได้แก่ ชนเผ่า ชุมชน ประเทศ และโลก เพื่อใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการนำพาไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ หรือ Low Carbon Lifestyle และร่วมกันปลูกต้นไม้ในทุกๆ ที่ที่มีโอกาส เพื่อดูดซับคาร์บอนที่แต่ละคนใช้ในแต่ละปีให้ลดลง โดยมีเป้าหมายไปที่แต่ละบุคคลปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ หรือ Zero Emission

โดยกิจกรรมแรกเริ่มต้นด้วยการปลูกป่าที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า กิจกรรมคอนเสริต์ออนไลน์จาก 2 ศิลปินชื่อดัง วงลิปตา และวงมายด์ เพื่อระดมทุนสนับสนุนการปฏิบัติงานของเครือข่ายความร่วมมือในการควบคุมไฟป่า และเครือข่ายแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ และกิจกรรมปลูกป่า ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเด็ด จังหวัดเชียงใหม่

สำหรับเทศกาลสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Festival เป็นเทศกาลที่ใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการรณรงค์จิตสำนึก และผลักดันให้เกิดการลงมือทำจริงด้วยตนเองในการกอบกู้สภาพแวดล้อม โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้มีการปลูกต้นไม้หนี่งร้อยล้านต้นทั่วประเทศ รณรงค์ให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำอย่างแพร่หลายมากที่สุดในสังคมไทย เพื่อการมีสภาพแวดล้อมที่ดี และการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนร่วมกันของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐเเละเอกชน อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ กองทัพบก กองทัพเรือ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 1 (เชียงใหม่) กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าภาคเหนือที่ 1 เชียงใหม่ บริษัทนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด Forest Heroes ผู้ใหญ่บ้าน ปรีชา ศิริ หนึ่งในห้าวีรบุรุษโลก ที่ได้รับรางวัลวีรบุรุษผู้ดูแลป่าจากองค์การสหประชาชาติ พร้อมด้วยสื่อมวลชน Influencer ด้านการท่องเที่ยว จิตอาสาในพื้นที่และเซเลบริตี้นักแสดงจิตอาสาชื่อดัง แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์

ทั้งนี้ กิจกรรมปลูกป่ามีการวางมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 อย่างเคร่งครัด โดยมีการแจก Face Shield แอลกอฮอล์ และการปฏิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมตามมาตรฐานคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างรัดกุมตลอดงาน

พัฒนาศักยภาพเชิงรุก เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/626029

วันที่ 15 มิ.ย. 2563 เวลา 12:15 น.พัฒนาศักยภาพเชิงรุก เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคอย่างยั่งยืนการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : การแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุก

โลกเปลี่ยนแปลงทุกขณะ ไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ การอุบัติขึ้นของไวรัสโควิด 19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั่วโลก และปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจและวิถีชีวิตมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปกว่า 4 แสนคน

ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยข้อมูลจาก OECD เตือนว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะหดตัวมากถึง 7.6% หากมีการระบาดรอบสองในปลายปีนี้ และการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าและผันผวน เพราะปัญหาไวรัสโควิด 19 นั้นซับซ้อน เราจึงต้องเปลี่ยนกระบวนการรับมือแบบเดิมๆ มาเป็นการพัฒนาเชิงรุกอย่างเป็นระบบ

การพัฒนาศักยภาพเชิงรุกคืออะไร?

การพัฒนาเชิงรุกมีเป้าหมายเพื่อการก้าวข้ามพ้นอุปสรรคและปัญหาสู่ความยั่งยืน มันเป็นการเน้นการปรับเปลี่ยนโดยเริ่มที่ตนเองเป็นหลัก ด้วยความเข้าใจถึงความหมายของศักยภาพที่แท้จริงสามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่น แรงขับเคลื่อนภายในด้วยทัศนคติเชิงบวก รู้ว่าจะเลือกตอบสนองอย่างไรเมื่อมีอะไรมากระทบ

การเข้าถึงจุดนี้ได้ แรกเริ่มเลยคือ การสร้างการนำตนเอง (Self-directed) การจะนำตนเองได้ ต้องเริ่มที่การเปลี่ยนกรอบความคิดอันเป็นฐานรากชีวิต กรอบความคิดเป็นของตนเอง อำนาจการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องที่ตนกำหนดได้เองทั้งสิ้น เราจึงต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการเกิดขึ้นของไวรัสโควิด 19 และการรับมือเสียใหม่ เพราะเรื่องนี้เราห้ามไม่ได้ แต่เราสามารถปรับตัวได้เพื่อให้อยู่รอด เพราะมันไม่สำคัญว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่มันอยู่ที่เราว่าจะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไร

เมื่อเราสามารถควบคุมได้ เราจึงกำหนดได้ เราจึงเล่นเชิงรุกได้ และนี่คือศักยภาพที่แท้จริงที่บุคคลมี มันคือ ศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุก มันคือการจัดการตนเอง รับรู้อย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนก มีความอดทน ดังนั้น ความสามารถในการนำตนเองเชิงรุกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความยั่งยืน

มุมมองเชิงระบบที่ซับซ้อนคืออะไร?

มันเป็นความสามารถในการเข้าใจปัญหาต่างๆ ตามความเป็นจริงว่า ปัญหาใดๆ คือระบบ และทุกปัญหาล้วนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นร่างแหสลับซับซ้อนและในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ นอกจากต้องพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองแล้ว ทีนี่เราต้องแก้ปัญหาในการแก้ปัญหา เราต้องใช้ปัญญา ฐานรากของปัญญามาจากแนวคิดเชิงระบบแนวคิดเชิงระบบเป็นการพิจารณาทางออกของปัญหาต่างๆ ตามความเป็นจริงว่า ทางออกของปัญหาใดๆ เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ดังนั้น ทางออกอย่างสร้างสรรค์หรือที่เรียกว่านวัตกรรมนั้น มันก็คือ การเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างนั่นเองการแก้ปัญหาใดๆ จึงเป็นการคิดวิเคราะห์เพื่อหาองค์ประกอบที่แตกต่างและสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบเหล่านั้นเพื่อสร้างทางเลือก หาทางออกใหม่ๆ เพื่อนำไปแก้ปัญหาความแตกต่างของปัญญาเพื่อความยั่งยืน มันก็อยู่ตรงนี้แหละ เพราะสรรพสิ่งเชื่อมโยง

แต่การแก้ปัญหาใดๆ มันมิได้ง่ายตรงไปตรงมาอย่างเป็นเส้นตรงเชิงเดี่ยวเพราะทุกปัญหามันซับซ้อน มันเป็นปัญหาซ้อนปัญหาที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ดังเช่นปัญหาไวรัสโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในเวลานี้ทางออกต่อมุมมองดังกล่าวจึงต้องพัฒนาปัญญาไปอีกขั้นหนึ่งที่เห็นความจริงของปัญญาบนฐานของระบบซ้อนระบบเห็นถึงความเชื่อมโยงที่สลับซับซ้อน เกี่ยวพัน ทับซ้อนกันของปัญหาต่างๆ ที่ต่างก็สัมพันธ์เชื่อมโยงกันในทุกระดับอย่างลึกซึ้งการแก้ปัญหาไวรัสโควิด 19 จึงไม่อาจทำได้ด้วยมุมมองเชิงเดี่ยวด้วยการแก้ที่องค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งอย่างโดดๆแต่ต้องอาศัยทุกองค์ประกอบในทุกภาคส่วนของประเทศและโลกที่ต้องเชื่อมโยงช่วยเหลือกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว อย่างมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการอยู่ทุกวันนี้

โดยสรุป ศักยภาพในการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุกสามารถพัฒนาขึ้นมาได้ด้วยการผสานสองแนวคิดข้างต้นเข้าด้วยกัน กล่าวคือ การปรับมุมมองที่ว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอเพื่อสร้างความสามารถในการนำตนเองด้วยการระเบิดศักยภาพจากภายในผ่านกรอบความคิดเชิงบวกที่เห็นความจริงว่าปัญหาใดๆ ล้วนเชื่อมโยงและทับซ้อนกันอย่างเป็นระบบซ้อนระบบเพื่อนำไปสู่การสร้างปัญญาและกระบวนการเรียนรู้และทางเลือกใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจด้วยการสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง

ด้วยความเข้าใจนี้เองสามารถนำมาปรับใช้กับการแก้ปัญหาใดๆ ในองค์กรรวมทั้งครอบครัว สังคม ชุมชน และประเทศชาติเพื่อสร้างความยั่งยืนในทุกระดับ แม้แต่ที่ประชุม World Economic Forum เมื่อเร็วๆ นี้ ก็ได้ประกาศว่า “ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน” เป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นอันดับแรกในปี 2020

เราจึงจำเป็นต้องเตรียมคนให้พร้อมด้วยการยกระดับแนวคิดใหม่เพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุก

เพราะเราไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ด้วยระดับความคิดตอนที่เราสร้างมันขึ้นมา We cannot solve our problems with the same thinking we used when we created them – (Einstein)

กินเนื้อแดง อาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625976

วันที่ 14 มิ.ย. 2563 เวลา 14:33 น.กินเนื้อแดง อาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ยืนยันข่าวจริง “WHO ฟันธง การรับประทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่”

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันข่าวจริง กรณีตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็น “WHO ฟันธง การรับประทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่” นั้น โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ตรวจสอบข้อมูลวิชาการพบข้อเท็จจริง คือ องค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ หรือ International Agency for Research on Cancer (IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ เนื้อสัตว์แปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 คือสามารถก่อมะเร็งในมนุษย์ ส่วนเนื้อแดง เป็นกลุ่ม 2A คืออาจจะก่อมะเร็งในมนุษย์

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เนื้อสัตว์แปรรูป คือเนื้อที่ผ่านการคลุกเกลือ หมัก บ่ม รมควัน และวิธีอื่นๆ ที่เพิ่มรสชาติหรือถนอมอาหารให้ดีขึ้น เช่น แฮม ไส้กรอก กุนเชียง หมูยอ โดยการบริโภคเนื้อแปรรูปที่มากขึ้นและเป็นประจำ จะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้และไส้ตรงได้ ส่วนเนื้อแดงของสัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อวัว หมู แกะ หมูป่า ม้า และแพะ เป็นต้น มีรายงานจาก IARC ที่ระบุว่า การกินเนื้อแดงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้และไส้ตรง

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า เนื้อสัตว์แปรรูป จัดอยู่ในสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 คือสามารถก่อมะเร็งในมนุษย์ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับ บุหรี่ แอลกอฮอล์ แร่ใยหิน สารหนู เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เนื้อสัตว์แปรรูปก็ไม่ได้มีอันตรายมากเท่าสารเหล่านี้ ดังนั้น ประชาชนจึงสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ แปรรูปได้ แต่สิ่งสำคัญคือให้จำกัดปริมาณการรับประทานและเนื้อแดงก็เช่นเดียวกัน เพราะเนื้อแดงมีคุณค่าทางโภชนาการและมีสารอาหารต่างๆ อาทิ โปรตีน สังกะสี เหล็กและวิตามินบี 12 ดังนั้น จึงไม่ควรงดรับประทานเนื้อแดง แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งกองทุนวิจัยมะเร็งโลกแนะนำว่าควรรับประทานเนื้อแดงไม่เกิน 500 กรัมต่อสัปดาห์ และรับประทานโปรตีนจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น ไข่ เต้าหู้และถั่ว รวมทั้งการบริโภคอาหารให้มีความหลากหลาย

ที่มา กรมการแพทย์

ตามล่าหาขุมทรัพย์ ปักหมุดช้อปแบรนด์เนมที่ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทยใน ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/625963

วันที่ 14 มิ.ย. 2563 เวลา 12:50 น.ตามล่าหาขุมทรัพย์ ปักหมุดช้อปแบรนด์เนมที่ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทยใน ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ปักหมุดขุมทรัพย์แบรนด์เนมที่ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทย กับโปรแรงกระแทกใจ ‘Super Brand Grand Sale’ ลดสูงสุด 90% ตลอดเดือน มิ.ย.– ก.ค.นี้

เรียกได้ว่ามากี่ครั้งก็ไม่เสียเที่ยวเพราะตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในที่เดียว สำหรับ เซ็นทรัล วิลเลจ  ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทย สุดยอดเอาท์เล็ตเดสติเนชั่นของการช้อปปิ้งแบรนด์เนมรวมกว่า 220 แบรนด์ 130 ร้านค้า โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่ครอบคลุมทุก category ทั้งแฟชั่นไฮเอนด์ สตรีทแฟชั่น อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้าเด็ก ของเล่น ไอทีแกดเจ็ต เครื่องครัว ของแต่งบ้าน พร้อมบริการอำนวยความสะดวกจากธนาคาร และอิ่มอร่อยกับร้านอาหารยอดนิยม คาเฟ่  ศูนย์อาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ต หลังปลดล็อก เซ็นทรัลพัฒนา ตอกย้ำการเป็นผู้บุกเบิกตลาดลักชูรี่เอาท์เล็ตของไทยที่เติมเต็มทุกมิติการช้อปปิ้งในประเทศไทยให้ครบทุกรูปแบบ ครั้งแรกกับดีลแบรนด์เนมดีที่สุดแห่งปีด้วยแคมเปญลดราคาครั้งใหญ่ตลอด 2 เดือนเต็ม “Super Brand Grand Sale” ประหยัดสูงสุดถึง 90%

พาไปช้อปกันให้หายคิดถึง พบกับ Exclusive Brands ถึง 67 แบรนด์ที่มีเฉพาะที่เซ็นทรัล วิลเลจ พร้อมโปรโมชั่นสุดปังสินค้า Weekly WOW Price ราคาสุดพิเศษเริ่มต้นที่ 990 บาท และสินค้าแบรนด์เนมราคาพิเศษ อาทิ ALICE+OLIVIA, CHLOÉ, COACH, ERMENEGILDO ZEGNA, ETRO, JIMMY CHOO, KATE SPADE, KENZO, MARIMEKKO, MAX & CO., MCQ, MICHAEL KORS, MOSCHINO, OUTLET BY CLUB21, POLO RALPH LAUREN, SALVATORE FERRAGAMO, VALENTINO, VIVIENNE WESTWOOD, BATH & BODY WORKS, COCCINELLE, MELISSA, SUNGLASS HUT, VICTORIA’S SECRET และอีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2563

ช้อปกันให้ฟินกับดีลดีที่สุดที่สาวกแบรนด์เนมต้องไม่พลาดในแคมเปญ “Super Brand Grand Sale” กับส่วนลดแบบ Triple Wow

ว้าวที่ 1 ประหยัดสูงสุด 35-90% พร้อมสินค้า Weekly WOW Price ราคาสุดพิเศษเริ่มต้นที่ 990 บาททุกสัปดาห์ ตลอด 2 เดือนเต็ม (มิถุนายน-กรกฏาคม) นอกจากนี้ ยังมอบโปรโมชั่นยิ่งช้อปยิ่งลด รับส่วนลด on-top เพิ่มเติมเมื่อช้อปครบตามเงื่อนไขของแต่ละร้านค้า

ว้าวที่ 2 รับฟรี cash voucher on-top สำหรับสมาชิกเดอะ 1 เมื่อช้อปสินค้าแบรนด์ประจำสัปดาห์ ครบ 12,000 บาท รับฟรี 500 บาท และพิเศษสำหรับวันที่ 19-25 มิถุนายน รับฟรีเพิ่มเป็น 1,000 บาท หรือเมื่อช้อปแบรนด์อื่นๆ ครบตามเงื่อนไข รับฟรี 1,000 บาท เมื่อช้อปครบ 40,000 บาท, รับฟรี 2,000 บาท เมื่อช้อปครบ 60,000 บาท, รับฟรี 5,000 บาท เมื่อช้อปครบ 150,000 บาท และรับยอดสะสม Central Privilege x2 สำหรับยอดใช้จ่ายจากร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ

ว้าวที่ 3 สุดพิเศษกับโปรโมชั่นผ่อน 0% 3 เดือน ทั้งศูนย์การค้าสำหรับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน–15 กรกฏาคมเท่านั้น และรับเครดิตเงินคืนจากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการสูงสุด 12%

และตามไปว้าวกันให้สุดๆ กับสินค้าแบรนด์ดังในราคาเอาท์เล็ต อาทิ

· RUNWAY EIGHTY รวบรวมแฟชั่นรองเท้าแบรนด์หรู อาทิ VALENTINO ลดสูงสุด 80% รุ่น Mary Jane 7,920 บาท (ปกติ 39,600 บาท) Gladiator Sandals 8,800 บาท (ปกติ 44,000 บาท) Sneaker 7,120 บาท (ปกติ 35,600 บาท) 5,520 บาท (ปกติ 27,600 บาท) Thong Sandals 4,440 บาท (ปกติ 22,200 บาท) Ankle Strap Ballerina 7,920 บาท (ปกติ 39,600 บาท) Ankle Strap Pumps 8,480 บาท (ปกติ 42,400 บาท) JIMMY CHOO รุ่น Daria Flats 5,240 บาท (ปกติ 26,000 บาท) Lucy Flat 8,420 บาท (ปกติ 42,100 บาท) OLGANA PARIS รุ่น La Sensuelle 6,500 บาท (ปกติ 32,500 บาท) L’Amazone 6,500 บาท (ปกติ 32,500 บาท) รุ่น La Delicate 6,300 บาท (ปกติ 31,500 บาท)

· OUTLET BY CLUB 21 ลดสูงสุด 90% อาทิ กางเกง DIESEL เพียง 1,290 บาท (ปกติ 12,900 บาท) และแบรนด์อื่นๆ เช่น 3.1 PHILLIP LIM, MARNI, DKNY เมื่อช้อปครบ 6,000 บาท รับฟรี cash voucher 500 บาท, ช้อปครบ 10,000 บาท รับ 1,000 บาท และลด on-top เพิ่ม10% เมื่อช้อปสินค้าลด 70% – 80% ครบ 3 ชิ้น · MARIMEKKO ลดสูงสุด 60% เมื่อช้อปครบ 2 ชิ้น ลดเพิ่ม 5%, ช้อปครบ 3 ชิ้น ลดเพิ่ม 10%

· KENZO ช้อป 2 ชิ้น รับส่วนลด on-top เพิ่ม 30% ทั้งร้าน *ยกเว้นสินค้าที่ลด70%

· ETRO ลดสูงสุด 90% เสื้อสูท Jacket ผู้ชาย 4,940 บาท (ปกติ 49,400 บาท) Jersey Polo 1,340 บาท (ปกติ 13,400 บาท)

· TIMBERLAND ลดสูงสุด 50% และรับส่วนลด on-top เพิ่มอีก 30% พบสินค้าราคาเริ่มต้นเพียง 735 บาท รองเท้าบู้ท 2,625 บาท (ปกติ 7,500 บาท) 2,975 บาท (ปกติ 8,500 บาท)

· LACOSTE ลดสูงสุด 70% ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋า อาทิ เสื้อเชิ้ตผู้ชายเพียง 1,167 บาท (ปกติ 3,890 บาท) รองเท้าผ้าใบเพียง 1,953 บาท (ปกติ 2,790 บาท) เมื่อช้อปครบ 2 ชิ้น ลดเพิ่ม 5%, ช้อปครบ 3 ชิ้น ลดเพิ่ม 10%

· รองเท้าผ้าใบ CONVERSE ราคาเริ่มต้นที่ 500 บาท เมื่อช้อป 3 ชิ้น ลดเพิ่ม 20%, ช้อป 5 ชิ้น ลดเพิ่ม 30% รองเท้าผ้าใบ ADIDAS ลดสูงสุด 70% ราคาเพียง 1,050 บาท (ปกติ 3,500 บาท) ช้อปครบ 2,000 บาท ลดเพิ่ม 15%, ช้อปครบ 3,000 บาท ลดเพิ่ม 20%, ช้อปครบ 4,000 บาท ลดเพิ่ม 30% *ยกเว้นสินค้าลดมากกว่า 50% ไม่ร่วมรายการ รองเท้าผ้าใบ ONITSUKA TIGER ลดสูงสุด 70% ราคาเพียง 1,560 บาท (ปกติ 3,900 บาท) ช้อปครบ 5,000บาท รับส่วนลด on-top เพิ่ม 5%, ช้อปครบ 8,000 บาท ลดเพิ่ม 10%

· SUPERSPORTS พบกับ clearance sale ลดทั้งร้าน 50% และเมื่อช้อปครบ 3 ชิ้น ลดเพิ่ม 15% ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 มิถุนายนเท่านั้นและยังมีแบรนด์อื่นๆอีกมากมายให้เลือกช้อปได้อย่างจุใจ

ไปตามล่าหาขุมทรัพย์ ปักหมุดช้อปแบรนด์เนมที่ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทยในโลเคชั่นดีที่สุด ใกล้ที่สุด ที่ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่ เอาท์เล็ต บนถนนสายหลักสู่สุวรรณภูมิ เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-พฤหัสฯ เวลา 11.00-21.00 น. และศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-21.00 น.และสามารถติดตามรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ http://www.centralvillagebangkok.com

จากศูนย์เรียนรู้ สู่ศูนย์แบ่งปัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625822

วันที่ 12 มิ.ย. 2563 เวลา 06:30 น.จากศูนย์เรียนรู้ สู่ศูนย์แบ่งปันโปรเจกต์พิเศษส่งต่อการให้ ทีเอ็มบี และธนชาต เนรมิตศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า มาเป็น “ศูนย์แบ่งปัน” ปรับตัวรับกระแสโควิด สนับสนุนเด็กใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พร้อมแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง

เพราะเข้าใจว่าการเรียนรู้ไม่ควรหยุดนิ่ง ธนาคารทีเอ็มบี และธนชาต ผู้สร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อสังคมผ่านศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า (FAI-FAH Centers) แหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนในชุมชนอายุตั้งแต่ 8-17 ปี ผุดไอเดียรับกระแสโควิด-19 และช่วงปิดเทอมยาว เนรมิตโปรเจกต์พิเศษร่วมส่งต่อการ “ให้” ด้วยการปรับศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ที่มีมากว่า 11 ปี ให้เป็น “ศูนย์แบ่งปัน” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ตู้ปันสุข” ด้วยการแบ่งปันอุปกรณ์และสื่อการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ให้แก่เด็กๆ และผู้ปกครอง ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย หวังจุดประกายการเรียนรู้ ร่วมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนที่ต้องอยู่บ้านได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ อีกทั้งยังปลูกฝังและกระตุ้นให้เยาวชนรู้จักการแบ่งปันด้วยการเขียนความรู้สึกลงในกระดาษว่า “ถ้ามีโอกาส เราอยากแบ่งปันอะไรให้กับสังคม”

มาริสา จงคงคาวุฒิ เจ้าหน้าที่บริหารกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ทีเอ็มบี เผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้กิจกรรมต่างๆ ในหลายภาคส่วนต้องหยุดชะงัก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โรงเรียน ที่ต้องปิดเทอมยาวมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า พื้นที่ที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงศิลปะและพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตก็ได้รับผลกระทบ ทำให้ทางศูนย์ต้องปิดให้บริการด้วยเช่นกัน และด้วยการเห็นความสำคัญถึงการเรียนรู้ที่ไม่ควรหยุดนิ่ง  ประกอบกับความตั้งใจที่จะส่งมอบความรู้ให้แก่เด็กๆ อย่างต่อเนื่อง จึงสร้างสรรค์โปรเจกต์พิเศษ โดย “เปลี่ยนศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ให้เป็นศูนย์แบ่งปัน” ที่พร้อมปันสิ่งดีๆ คืนสู่สังคม โดยนำอุปกรณ์และสื่อการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปันให้เด็กๆ และผู้ปกครองสามารถเลือกและนำกลับบ้านได้ฟรี โดยคาดว่าในแต่ละวันจะปันสิ่งของให้ได้ประมาณ 200 ครอบครัว

สำหรับศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 ศูนย์ โดยช่วงเดือนมิถุนายน 2563 มีการปรับมาเป็นศูนย์แบ่งปัน เพื่อปันสิ่งของให้แก่เด็กและเยาวชนจำนวน 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ประชาอุทิศ และศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า สมุทรปราการ (การแบ่งปันจะจัดขึ้นในทุกวันพุธและวันเสาร์) ตั้งแต่เวลา 13.00-16.00 น. โดยสิ่งของที่จัดให้มี อาทิ สมุดวาดภาพ อุปกรณ์ระบายสี เกมฝึกทักษะด้านต่างๆ ดินน้ำมัน อุปกรณ์ทำสิ่งประดิษฐ์  D.I.Y. ชุดปลูกต้นไม้ ซึ่งเด็กๆ สามารถมาเลือกได้ตามใจชอบคนละ 2 ชิ้น

ในการนี้ภายในศูนย์ฯ ได้มีการจัดแบ่งออกเป็น 4 มุมแบ่งปัน ได้แก่ 

  • มุมอ่านสร้างสุข เช่น หนังสือสำหรับเยาวชน และการ์ตูนเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้  
  • มุมเล่นสร้างสรรค์  มีทั้งบอร์ดเกมส์ อุปกรณ์ D.I.Y. ชวนให้เด็กๆ ได้เล่นสนุกกัน  
  • มุมเขียนสนุก ที่มาพร้อมอุปกรณ์การเรียนหลากหลายชนิด เช่น สมุด ปากกา ดินสอ และไม้บรรทัด ให้เด็กๆ ได้เลือกนำกลับไปใช้ให้เป็นประโยชน์
  • มุมวาดสุขใจ เช่น ชุดภาพวาดระบายสีและลายเส้นให้เด็กๆได้นำกลับไปเติมแต่งตามจินตนาการความคิดสร้างสรรค์

ทางด้านความมั่นใจในมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ทางศูนย์ได้จัดให้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดก่อนเข้าทุกครั้ง ทั้งการใส่หน้ากากอนามัย การวัดอุณหภูมิร่างกาย การใช้เจลแอลกอฮอลล์ล้างมือ การลงทะเบียน รวมถึงการจำกัดจำนวนคนเข้าในแต่ละรอบ พร้อมกำหนดจุดที่รับของเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล นอกจากนี้ ยังได้รับความช่วยเหลือจากเทศบาลเมืองปากน้ำที่ได้ส่งทีมอาสาสมัครชุมชนมาร่วมกันจัดระเบียบคนเข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย

ทั้งนี้ ทีเอ็มบี และธนชาต ในฐานะผู้นำแนวคิด Make REAL Change มุ่งมั่นจุดประกายคนไทยให้มีการตั้งรับเชิงรุก ด้วยการปรับมุมมอง ร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้นอย่างยั่งยืน และก้าวข้ามสถานการณ์โควิด-19 ไปด้วยกัน โดยศูนย์แบ่งปันได้เปิดปันสิ่งของให้แก่เด็กและเยาวชน จำนวน 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ประชาอุทิศ และศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า สมุทรปราการ ตลอดทั้งเดือน มิถุนายนนี้ ตั้งแต่วันนี้–27 มิถุนายนนี้ (การแบ่งปันจะจัดขึ้นในทุกวันพุธ และวันเสาร์) ตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.00 น. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tmbfoundation.or.th

สสจ.ศรีสะเกษเตือนกิน เห็ดพิษ คนกินอันตราย คนขายอาจติดคุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สสจ.ศรีสะเกษเตือนกิน เห็ดพิษ คนกินอันตราย คนขายอาจติดคุก

สสจ.ศรีสะเกษเตือนกิน เห็ดพิษ คนกินอันตราย คนขายอาจติดคุก

12 มิถุนายน 2563 – 13:03 น.

สสจ.ศรีสะเกษเตือนกิน เห็ดพิษ คนกินอันตราย คนขายอาจติดคุก คนเก็บก็ต้องดูให้ดี คนกินก็ต้องล้างทำความสะอาดปรุงให้สุก

สาธารณสุขจังหวัดเตือนผู้บริโภคเห็ด หากไม่ระวังให้ดี เจอเห็ดพิษอันตรายถึงชีวิตได้ พร้อมฝากเตือนไปถึงผู้เก็บเห็ดมาขาย รับต่อมาจำหน่าย หากผู้บริโภคกินเข้าไปเจอเห็ดพิษมีการแจ้งความเอาผิดตามกฎหมายได้ แม้ว่าขณะนี้จะเป็นช่วงฤดูเห็ดออก ราคาก็ยังพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 300-500 บาท แล้วแต่ชนิดเห็ด

วันที่ 12 มิถุนายน 2563 ที่ จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงนี้มีสภาพอากาศที่ร้อนระอุ สลับกับมีฝนตกมาเป็นช่วงๆ ทำให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อเห็ดป่าสาธารณะต่าง ๆ เป็นช่วงที่ชาวบ้านที่ว่างจากงานลงทำนา ได้เข้าป่าหาเห็ดทั้งนำมาแกงกินเอง เหลือก็นำไปเร่ขายตามสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งตลาดตามตำบล อำเภอ รวมทั้งได้มีเห็ดที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ อย่างเช่น เห็ดเผาะขาว เห็ดเผาะหนังสีน้ำตาลไหม้ ที่นำเข้ามาจากกัมพูชา ผ่านช่องสะงำ จะมีความนิยมมากของผู้บริโภค ทำให้ราคาซื้อขายพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาทส่วน เห็ด โคน ที่หายากมากในป่า ใครหามาได้นำมาขาย ได้ราคาดีสูงถึงกิโลกรัมละ 500 บาท แบบแย่งกันซื้อ ขณะเดียวกันได้มีที่บริโภคเห็ดเข้าไปแล้ว เกิดอาการมวนท้อง วิงเวียนศรีษะ ท้องร่วงอย่างแรง หน้ามืดเป็นลม หอบหิ้วเข้าโรงพยาบาล ให้หมอช่วยล้างพิษเห็ด ล้างท้องแทบช่วยชีวิตแทบทุกวัน เพราะกินเจอเห็ดพิษเข้า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ จึงออกเตือนประชาชนที่นิยมกินเห็ดควรระวังเจอเห็ดพิษ ผู้เก็บเห็ดมาขายก็ควรระวังเก็บเห็ดพิษมาขายให้ผู้บริโภค อาจมีความผิดไปด้วย

นายแพทย์วราวุธ ชื่นตา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ในช่วงนี้จังหวัดศรีสะเกษมีสภาพภูมิอากาศเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อเห็ดทำให้มีเห็ดตามป่าสาธารณะออกมาเป็นจำนวนมาก พี่น้องประชาชนนิยมเข้าป่าเก็บเห็ดทั้งกลางวันและช่วงหัวค่ำกลางคืนออกมาบริโภคและเหลือจากบริโภคก่อนนำมาจำหน่ายให้เพื่อนบ้านให้ชาวตลาดได้ทานกัน แต่สิ่งที่จะต้องกว่าพึงระวังก็คือต้องระวังการเกณฑ์ที่อาจจะมีผิดติดค้างมาเพราะสภาพดินสภาพอากาศทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นจำนวนมากจากเหตุที่ไม่เคยมีพิษก็อาจจะมีพิษจากเก็บที่เคยกิน ได้แต่ทุกวันนี้กินเข้าไปอาจเป็นเหตุผิดหรือติดสารฆ่าแมลงติดสารเคมีที่มีการฉีดพ่นตามทุ่งนาใช้ปลาก็ได้ การเก็บเห็ดหรือซื้อเห็ดมากินก็ควรจะมีวิธีการล้างทำความสะอาดหรือตรวจสอบเหตุว่าเป็นเห็ดพิษหรือมีพิษติดเห็ดมาหรือไม่ด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เก็บเห็ดมาขายหากส่งผลให้ผู้บริโภคได้กินเห็ดพิษเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือล้มป่วยอย่างแรง อาจมีการแจ้งความเอาผิดทางกฎหมายได้ จึงฝากระวังช่วยกันอย่าเก็บเห็ดพิษมาบริโภคหรือมาจำหน่ายกัน โดยลักษณะเห็ดพิษ ดอกเห็ดจะมีหลากสี ผิวจะหยาบกร้านไม่เรียบมัน ทั้งดอกทั้งโคนขา ถ้าผู้บริโภคเกิดมีอาการผิดปกติให้พบแพทย์ทีนที หรือลวงคอให้อาเจียนออกมาก่อนเพื่อบรรเทาอาการได้

ภาพ/ข่าว นายพงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจ.ศรีสะเกษ

โจรใจบาป ปีนกำแพงวัดขโมยเครื่องมือช่าง วอนส่งคืนเพราะต้องทำมาหากิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

โจรใจบาป ปีนกำแพงวัดขโมยเครื่องมือช่าง วอนส่งคืนเพราะต้องทำมาหากิน

โจรใจบาป ปีนกำแพงวัดขโมยเครื่องมือช่าง วอนส่งคืนเพราะต้องทำมาหากิน

12 มิถุนายน 2563 – 12:49 น.

โจรใจบาป ปีนกำแพงมาขโมยเครื่องมือช่าง มูลค่าเกือบสามหมื่นบาทถึงในวัด ไม่รู้จะไปหาเงินที่ไหนมาซื้อใหม่ เพราะช่วงโควิดระบาดก็หยุดงาน ทุกวันนี้ก็อาศัยข้าววัดกิน

วันที่ 11 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีผู้ใช้เฟสบุ๊ค ชื่อ สา หร่าย ได้โพสต์ข้อความ ลงในกลุ่ม บ้านเฮาวิเชียรบุรี ว่า “มีมือดี…มาขโมยของในวัด..มี กบหน้า5 มากีต้าร์..เครื่องผ่า มากีต้าร์.สีน้ำเงินหน้า9.เล้าเตอร์โช้คมาสเท็ค สีส้ม มีใครพบเห็นหรือมีคนเอามาขายถูกๆ.วานรบกวนช่วยดูให้หน่อยนะคะ..ทราบเบาะแสช่วยโทรบอกหน่อยนะคะ 098-7700804. ค่ะ ขอบคุณอย่างสูงค่ะ ถือว่าช่วยกันค่ะ..กำจัดขยะสังคมค่ะ….ของหายเสาร์-อาทิตย์ 6-7 นี้เองค่ะ”

หลังโพสต์ ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีผู้ใช้เฟสบุ๊คหลายราย เข้ามาแสดงความคิดเห็น กดไลค์ กดแชร์ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์สาปแช่งโจรหัวขโมยรายนี้กันต่างๆนาๆ อาทิ ผู้ใช้เฟสบุ๊คบางราย กล่าวว่า บาปกินกะบาลคัก ขณะที่บางรายกล่าวว่า เด้ะช่วยติดตามครับถ้าทราบเดียวโทรไปครับ ส่วนเจ้าของเพสบุ๊ค ได้กล่าวขอบคุณผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า ค่ะ…ขอบคุณมากๆ.ค่ะ….เครื่องมือหาย..ไม่ได้ทำงานเลยค่ะ…งานพระอาจารย์…ชะงักเลยค่ะ..

ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ วัดสุทธิมัคคาราม ตั้งอยู่หมู่ 8 บ้านลำนารวย ต.สระประดู่ อ.วิเชียรบุรี พบ ช่างไม้ที่มาทำงานต่อเติมก่อสร้างศาสนสถาน อยู่ที่ภายในวัดจำนวน 4 คน และลุงที่ตัดไม้ที่ป่าด้านนอกกำแพงวัดอีกจำนวน 1 คน กำลังนั่งคุยกันถึงเรื่องเครื่องมือช่างที่ถูกขโมยหายไป เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยลุงที่ตัดไม้ที่ป่าด้านนอกกำแพงวัด กล่าวว่า ขณะที่กำลังตัดไม้อยู่นั้น ได้เห็นมีชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คน เดินป้วนเปี้ยนด้อมๆมองๆอยู่ที่ข้างกำแพงวัด ทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ แต่ตนดันไม่สนใจว่า จะเป็นพวกหัวขโมยที่ปีนข้ามกำแพงรั้ววัด เข้าไปขโมยเครื่องมือช่าง ที่อยู่ภายในวัด

ขณะที่ นาย สนธยา กังขอนนอก อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 225 หมู่ 14 ต.วังน้ำเย็น อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ช่างที่เป็นคนเก็บเครื่องมือ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุหลังเลิกงาน ตนได้นำเครื่องมือช่างมาเก็บไว้ในลังไม้ แล้วล็อคกุญแจไว้ตามปกติเช่นที่เคยทำมาราว 8 เดือน ที่ตนมาทำงานอยู่ที่วัดแห่งนี้ ตนมารู้ว่าเครื่องมือถูกขโมยไปเมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา จึงได้เข้าแจ้งความที่ สภ.วิเชียรบุรี ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามหาตัวหัวขโมยที่มาขโมยเครื่องมือทำมาหากินของตนไปหมด ซึ่งก็มีทั้ง กบไฟฟ้าขนาด 5 นิ้ว ยี่ห้อมากีต้า เลื่อยวงเดือนขนาด 9 นิ้ว ยี่ห้อมากีต้า เราท์เตอร์ ยี่ห้อมาคเทค มูลค่าเครื่องมือที่ถูกขโมยไปประมาณเกือบสามหมื่นบาท ถ้าจะให้ซื้อใหม่ก็ไม่รู้จะไปหาเงินที่ไหน เพราะช่วงโควิดระบาดก็หยุดงาน ทุกวันนี้ก็อาศัยข้าววัดกิน ทำให้ขณะนี้พวกตนไม่สามารถก่อสร้างวัดที่งานยังค้างคาและกำลังก่อสร้างอยู่บางส่วนที่ยังไม่แล้วเสร็จ งานต้องชะงักไม่สามารถทำต่อได้ ส่วนคนร้ายที่เข้ามาขโมยเครื่องมือช่างของตน ซึ่งอยู่ภายในวัด ตนคาดว่าน่าจะเป็นคนที่เคยเข้ามาติดต่อเสนอขายไม้ให้ ซึ่งตนก็ตอบไปว่าไม่ซื้อ เพราะทำให้วัดไม่ได้ทำขาย ซึ่งตนคาดว่าคนที่เข้ามาน่าจะเข้ามาดูลาดเลาว่า ตนเก็บเครื่องมือหรือของมีค่าตรงไหนมากกว่าที่จะมาขายไม้

ส่วน นางสายเพชร เทพช่วย อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 221 หมู่ 14 ต.วังน้ำเย็น อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เล่าว่า คนร้ายใช้มอเตอร์ไซค์จอดเทียบแล้วเหยียบเบาะปีนกำแพงรั้ววัดข้ามเข้ามา เพราะเห็นรอยล้อรถมอเตอร์ไซค์อยู่ติดที่กำแพงวัด แต่มีลุงที่กำลังตัดไม้อยู่ที่ป่าด้านนอกกำแพงวัด เห็นมีผู้ชาย 2 คน เดินป้วนเปี้ยนด้อมๆมองๆอยู่ข้างกำแพงวัด ทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ แต่ไม่ได้สนใจจึงไม่ทันสังเกตว่าผู้ชายทั้ง 2 คนทำอะไร อยู่ข้างกำแพงวัด ไม่คิดว่าจะเป็นหัวขโมย จึงอยากจะขอวอนให้คนที่ขโมยของไปช่วยเอาของมาคืน เพราะตอนนี้ชีวิตพวกตนไปต่อไม่ได้ถ้าไม่มีเครื่องมือชุดนี้

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์