SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

ไต้หวันเปิดตัว “เครื่องจักรกลอัจฉริยะ” เทคโนโลยีสุดล้ำยุคโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/432736?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

ไต้หวันเปิดตัว “เครื่องจักรกลอัจฉริยะ” เทคโนโลยีสุดล้ำยุคโควิด-19

ไต้หวันเปิดตัว "เครื่องจักรกลอัจฉริยะ" เทคโนโลยีสุดล้ำยุคโควิด-19

3 มิถุนายน 2563 – 13:06 น.

ไต้หวันเปิดตัว “เครื่องจักรกลอัจฉริยะ” เทคโนโลยีสุดล้ำยุคโควิด-19 ที่ปราศจากการควบคุมดูแลโดยมนุษย์จึงมีบทบาทสำคัญในสถานการณ์นี้

          การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีการติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์ ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลก ก่อให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในสายงานการผลิตที่จำเป็นต้องใช้การควบคุมจากมนุษย์ เครื่องจักรกลเป็นพื้นฐานความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทำให้หลายประเทศต่างตระหนักถึงความจำเป็นในการยกระดับอุตสาหกรรมไปอีกขั้น โดยเครื่องจักรกลอัจฉริยะของไต้หวันที่ปราศจากการควบคุมดูแลโดยมนุษย์จึงมีบทบาทสำคัญในสถานการณ์นี้

          ชื่อเสียงของอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลอัจฉริยะไต้หวันเป็นที่ยอมรับจากอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลก ในด้านเครื่องจักรกลที่มีความโดดเด่นทั้งคุณภาพ และการบริการในราคาเหนือกว่าคู่แข่ง อีกทั้ง ยังมีเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูง และมีการผสมผสานของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างกว้างขวาง

          เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2563 Taiwan Excellence ได้จัดงานแถลงข่าวออนไลน์ หัวข้อ ‘Taiwan Excellence Smart Machinery’ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ซื้อทั่วโลกได้รู้จักสินค้าต่างๆ ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรกลอัจฉริยะชั้นนำของไต้หวันในโครงการ Taiwan Excellence ซึ่งเป็นโครงการระดับนานาชาติเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์อันยอดเยี่ยม

          ในงานแถลงข่าวมีบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรกลอัจฉริยะชั้นนำที่มีชื่อเสียงที่สุดของไต้หวันทั้งหมด 8 แห่ง ที่มีการผลิตด้วยระบบอัจฉริยะขั้นสูง ได้แก่ Chin Fong, FFG (Feeler), Grintimate, HIWIN, Manford, Solomon, She Hong (Hartford) และ TongTai มาจัดแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ รวมไปถึงชิ้นอะไหล่ใหม่ที่มีการทำงานอย่างแม่นยำ เครื่องจักรที่ควบคุมด้วยระบบดิจิตอล เครื่องจักรอัตโนมัติ และระบบควบคุมอัจฉริยะ สินค้าเครื่องจักรกลเหล่านี้จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล และเป็นทางออกให้กับผู้ผลิตทั่วโลก

          งานนี้บริษัทต่างๆ ได้นำเสนอไอเดียใหม่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Chin Fong หนึ่งในสี่ผู้ผลิตสื่ออัดเสียงชั้นนำของโลก เสนอแนวคิดใหม่กับเครื่องปั๊มชิ้นงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอายุการใช้งานที่ดีขึ้น Grintimate เผยถึงการใช้เทคนิคอุทกสถิตเพื่อทำการผลิตเพลาขับรถยนต์ง่ายขึ้น FFG ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตเครื่องมือเครื่องจักรสามอันดับแรกของโลก และเป็นผู้ผลิตเครื่องมือเครื่องจักรรายใหญ่ที่สุดในไต้หวัน ได้เปิดตัวทางเลือกสำหรับการผลิตอัตโนมัติในอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของสายการผลิต และทาง HIWIN ผู้มีส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับ 2 ในสาขาของกลุ่มผลิตภัณฑ์สายนำสัญญาณ ให้คำแนะนำเรื่องชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับอุปกรณ์เครื่องจักรอัตโนมัติให้มีความแม่นยำและความทนทานสูง

          บริษัท Manford ได้นำเสนอโซลูชั่นด้วยเครื่องจักรกลประหยัดพลังงานตัวใหม่ที่จะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และลดการใช้น้ำมันหล่อลื่นลงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ยังคงรักษาสมรรถภาพในการทำงานได้ดังเดิม ทาง Solomon แสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีการมองเห็นแบบ 3 มิติ สามารถช่วยอุปกรณ์เครื่องจักรอัตโนมัติในการทำงานที่ซับซ้อน และงานประเภทหยิบยกชิ้นงาน (Pick-and-Place) ได้อย่างแม่นยำ

          She-Hong ผู้ผลิตศูนย์เครื่องจักรกลที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน ได้แนะนำตัวควบคุมอัจฉริยะ “Hartrol Premium” ซึ่งมีหน้าสัมผัสที่เป็นมิตร และใช้งานง่าย ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถตรวจและจัดการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และ Tongtai นำเสนอโซลูชั่นที่แตกต่างสำหรับการผลิตอัจฉริยะ และแบ่งปันตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาช่วยลูกค้าสามารถสร้างสายงานการผลิตที่ยืดหยุ่น

          นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว โครงการ ‘Taiwan Excellence Smart Machinery Virtual Pavilion’ เพื่อจัดแสดงผลิตภัณฑ์เครื่องจักรกลอัจฉริยะ Smart Machinery ร่วมทั้งหมด 60 รายการจาก 50 แบรนด์ที่ได้รับเลือกจากทาง Taiwan Excellence ซึ่งผู้ซื้อจะสามารถทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องจักรกลอัจฉริยะได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยใช้เทคนิค VR ที่ทำให้ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเสมือนจริงแบบไร้ข้อจำกัด

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์โดยบริษัทที่ทำการศึกษาทางการตลาด ‘Markets and Markets’ เผยว่า ตลาดของการผลิตเครื่องจักรกลอัจฉริยะในปี 2563 จะเพิ่มขึ้นจาก 214.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 384.8 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 โดยมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR – Compound Annual Growth Rate) ที่ 12.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกลุ่มบริษัทใน Taiwanese Smart Machinery จะเป็นส่วนหนึ่งทำให้ยอดการเติบโตนี้เกิดขึ้นได้ในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถและแก้ปัญหาให้กับสายงานการผลิตทั่วโลก ซึ่งประเทศต่างๆ ต้องหันมาใช้เครื่องจักรกลอัจฉริยะในระบบการผลิตมากขึ้น เพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างราบรื่นแม้ในภาวะวิกฤต ซึ่งทั่วโลกได้ประจักษ์ถึงศักยภาพในอุตสาหกรรมผลิตของไต้หวัน จากภารกิจผลิตหน้ากากอนามัยรวม 92 สายการผลิตเสร็จสิ้นภายใน 40 วัน และยังเพิ่มการผลิตหน้ากากจาก 1.88 ล้านชิ้นเป็น 17 ล้านชิ้นต่อวัน ทำให้ไต้หวันกลายมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิตของโลก

          วอลเตอร์ เย ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกแห่งไต้หวัน หรือ TAITRA กล่าวว่า การระบาดของไวรัส COVID-19 ในครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องจักรและการพัฒนาเครื่องจักรต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาใหม่ๆ เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่าบริษัทชั้นนำในไต้หวัน สามารถจัดหาอุปกรณ์ เครื่องมือและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อมาสนับสนุนการผลิตเครื่องจักรในช่วงวิกฤตินี้ได้ โดยบริษัทเหล่านี้พร้อมที่จะเป็นผู้สนับสนุนที่ทั่วโลกวางใจ Taiwan Excellence พร้อมที่จะนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ จากไต้หวันให้กับทั่วโลกในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้

          ด้านกวน จือ ลี ผู้บริหารระดับสูงของสำนักการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน หรือ MOEA กล่าวว่า เมื่อสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ทั่วโลกเริ่มสงบลง การอุตสากรรมทั่วโลกจะเริ่มกลับมาดำเนินการเต็มรูปแบบอีกครั้ง และเศรษฐกิจก็จะเริ่มกลับมาคงที่ อุตสาหกรรมเหล่านี้ก็จะเริ่มมีความต้องการในการใช้เครื่องจักรอัจฉริยะเพื่อลดการสูญเสียกำลังการผลิต หากมีเหตุวิกฤติเช่นครั้งนี้ขึ้นอีกครั้ง ไต้หวันพร้อมจะเป็นแหล่งสำคัญในการพัฒนาเครื่องจักรเพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ยังอยู่ได้เมื่อวิกฤตการณ์ครั้งนี้จบลง

          สำหรับผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Taiwan Excellence สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ http://www.taiwanexcellence.org

ไต้หวันเปิดตัว "เครื่องจักรกลอัจฉริยะ" เทคโนโลยีสุดล้ำยุคโควิด-19

ไต้หวันเปิดตัว "เครื่องจักรกลอัจฉริยะ" เทคโนโลยีสุดล้ำยุคโควิด-19

ไต้หวันเปิดตัว "เครื่องจักรกลอัจฉริยะ" เทคโนโลยีสุดล้ำยุคโควิด-19

ไต้หวันเปิดตัว "เครื่องจักรกลอัจฉริยะ" เทคโนโลยีสุดล้ำยุคโควิด-19

ไต้หวันเปิดตัว "เครื่องจักรกลอัจฉริยะ" เทคโนโลยีสุดล้ำยุคโควิด-19

ไต้หวันเปิดตัว "เครื่องจักรกลอัจฉริยะ" เทคโนโลยีสุดล้ำยุคโควิด-19

ไต้หวันเปิดตัว "เครื่องจักรกลอัจฉริยะ" เทคโนโลยีสุดล้ำยุคโควิด-19

ไต้หวันเปิดตัว "เครื่องจักรกลอัจฉริยะ" เทคโนโลยีสุดล้ำยุคโควิด-19

ขึ้นแท่นแอพเติบโตสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/432709?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

ขึ้นแท่นแอพเติบโตสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขึ้นแท่นแอพเติบโตสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

3 มิถุนายน 2563 – 09:44 น.

เปิดเส้นทางความสำเร็จ TikTok ช่วงครึ่งปี 2020 ยอดดาวน์โหลดพุ่งกว่า 2 ,000 ล้าน ครั้ง ขึ้นแท่นแอพเติบโตสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

           เดินหน้าเข้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2020 อย่างมุ่งมั่นกับ TikTok แพลตฟอร์มสร้างสรรค์วิดีโอสั้นที่กำลังมาแรง สร้างสรรค์ความสนุก ความบันเทิง ควบคู่ไปกับสาระความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้คนทั่วโลก และสำหรับในประเทศไทยนั้นช่วงต้นปีที่ผ่านมา TikTok ได้สร้างยอดความสำเร็จขึ้นแท่น Top 3 ของประเทศที่มีการเติบโตสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังเริ่มจัดตั้งทีมในประเทศไทยได้เพียง 1 ปี

          ตอกย้ำความสำเร็จในการเป็นผู้นำแพลตฟอร์มสร้างสรรค์วิดีโอสั้นด้วยยอดดาวน์โหลดสูงสุดทั่วโลกเป็นอันดับ 1 ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2020 และยอดดาวน์โหลดทะลุ 2 พันล้านครั้งในเดือนเมษายนที่ผ่านมา (อ้างอิงจากข้อมูลจาก Sensor Tower)

อีกจุดเปลี่ยนที่สำคัญกับการเปิดใช้แพลตฟอร์มจากองค์กรและเซเลบริตี้ชื่อดังระดับโลกมากมาย อาทิ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO, สภากาชาดโลก หรือ IFRC, และ UNICEF รวมถึง Will Smith, Mariah Carey และ Justin Bieber นอกจากนี้ TikTok ยังมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อมอบประสบการณ์การใช้แพลตฟอร์มที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้คนทั่วโลกด้วยการสร้างสรรค์แคมเปญและชาเลนจ์ที่ตอบโจทย์ผู้คนในแต่ละภูมิภาคจนมียอดวิวรวมหลักพันล้าน

          ในฐานะแพลตฟอร์มสร้างสรรค์วิดีโอสั้น TikTok ถือเป็นแหล่งรวมคอนเทนต์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ผู้คนมากมายในหลากหลายกลุ่ม จนทำให้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่มียอดดาวน์โหลดทั่วโลกสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2020 โดยยอดดาวน์โหลดทั่วโลกทะลุ 2 พันล้าน (อ้างอิงข้อมูลจาก Sensor Tower)

          นอกจากนี้ TikTok ยังเป็นแพลตฟอร์มที่องค์กรชั้นนำทั้งในระดับโลกจนมาถึงในประเทศไทยเลือกใช้เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่าง องค์การอนามัยโลก หรือ WHO, สภากาชาดโลก หรือ IFRC, และ UNICEF รวมถึง กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย ซึ่งทำให้ TikTok ได้รับการยอมรับในอีกแง่มุมหนึ่งที่ไม่ใช่เพียงแค่แพลตฟอร์มเพื่อความสนุก ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ทรงพลังประสิทธิภาพในการสื่อสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์และน่าเชื่อถือ

          ซึ่งในประเทศไทยนั้นได้มีการต่อยอดความสำเร็จนี้มาสู่การเปิดตัวแคมเปญ #TikTokUni เพื่อส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่เป็นสาระและความรู้บนแพลตฟอร์มมากยิ่งขึ้น โดย TikTok ได้รับความสนใจจากผู้เชี่ยวชาญและนักการศึกษาที่เข้ามาให้ความรู้ผ่านการสร้างสรรค์คอนเทนต์วิดีโอสั้นที่มีสาระให้สนุก เข้าใจง่าย

เป็นที่ทราบกันดีว่า TikTok นอกจากจะเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างให้ผู้คนได้สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ในทุกไลฟสไตล์ มีคอนเทนต์ที่หลากหลายในทุกรูปแบบให้ทุกคนได้สนุก ผ่อนคลายในทุกช่วงเวลา TikTok ยังเปรียบเสมือนคลังที่รวบรวมเพลงลิขสิทธิ์มากมายหลายล้านเพลงที่บรรดาผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์หรือครีเอเตอร์สามารถเข้าไปค้นหา และเลือกใช้สำหรับสร้างวิดีโอโดยไม่ต้องกังวลในเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์

          โดยจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมามีเพลงดังที่เป็นกระแสติดหูล้วนเป็นเพลงฮิตที่มาจากแพลตฟอร์ม TikTok โดยก่อนหน้านี้ TikTok ได้เปิดตัวแคมเปญ #TikTokTunes ซึ่งเป็นแคมเปญที่ริเริ่มขึ้นมา โดยทีมไทยและเปิดตัวนำร่องในประเทศไทยเป็นที่แรก เพื่อสร้างนิยามใหม่ให้กับการแจ้งเกิดของศิลปินก้าวไปสู่การมีชื่อเสียงในระดับอินเตอร์ได้ผ่านแคมเปญ #TikTokTunes ซึ่งที่ผ่านมาได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมรวมถึงมีศิลปินที่ได้แจ้งเกิดผ่านเพลงฮิตติดกระแสอย่างมากมายล้นหลาม

          และความมาแรงของ TikTok ยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่องสะท้อนได้จากผลตอบรับการเข้าร่วม กิจกรรมชาเลนจ์ แคมเปญต่างๆ ของเหล่าดารา คนดัง และผู้มีชื่อเสียงจากวงการต่างๆ ซึ่งนอกจากจะเลือกใช้ TikTok ในการสื่อสารไปถึงกลุ่มแฟนคลับผู้ติดตามที่ชื่นชอบแล้ว ยังได้เข้ามาร่วมกิจกรรมชาเลนจ์ แคมเปญต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการมอบความสุขให้กับผู้คนและนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 ผ่านแคมเปญ ชาเลนต์ต่างๆ ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น #Safehands สู่ #ล้างมือ40วิ ในประเทศไทย จนมียอดวิวรวมอยู่ที่กว่า 5 พันล้าน , #HappyAtHome สู่ #เมษาAtHome มียอดวิวรวมกว่า 1.5 พันล้าน และ #ThankYouNHS สู่ #ส่งใจให้ทีมแพทย์ ยอดวิว 23.8 ล้าน รวมถึง #ขยับต้านโรค 826.7 ล้านวิว

          ทั้งนี้ ตลอดปี 2020 ที่ผ่านมาแม้จะเป็นระยะเวลาเพียงครึ่งปีแต่ TikTok ได้สร้างความสำเร็จไว้มากมายทั้งในระดับโลกจนมาถึงในประเทศไทย อันเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาประสบการณ์การใช้แพลตฟอร์มที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้คนทั่วโลกควบคู่ไปกับการนำเสนอคอนเทนต์ที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ผู้คนในทุกกลุ่ม

         TikTok มุ่งมั่นในการเดินหน้าสร้างสรรค์ Ecosystem อันได้แก่ คอนเทนต์ ครีเอเตอร์ และแบรนด์ต่างๆ ที่อยู่บนแพลตฟอร์มเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน สามารถตอบโจทย์ความต้องการของทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ที่ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากคอนเทนต์ที่หลากหลายบนแพลตฟอร์ม รวมไปถึงการเชื่อมต่อระหว่างครีเอเตอร์และแบรนด์ต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กับครีเอเตอร์หรือผู้พัฒนาคอนเทนต์และแบรนด์ต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงและสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายได้จากการทำการตลาดบนแพลตฟอร์ม ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างสรรค์แรงบันดาลใจและมอบความสุขให้กับผู้คนทั่วโลก

ผ้าทอ “ลายหอยพันปี” ยืนหนึ่งของดีเมืองอุตรดิตถ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/432670?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

ผ้าทอ “ลายหอยพันปี” ยืนหนึ่งของดีเมืองอุตรดิตถ์

ผ้าทอ "ลายหอยพันปี" ยืนหนึ่งของดีเมืองอุตรดิตถ์

2 มิถุนายน 2563 – 17:11 น.

ผ้าทอ “ลายหอยพันปีและลายดาวล้อมหอย” ยืนหนึ่งของดีเมืองอุตรดิตถ์ ผ้าทอลายหอยโบราณ จากกลุ่มทอผ้าบ้านนาไร่เดียว อ.ฟากท่า จ.อุตรดิตถ์

ความเป็นมาของกลุ่มได้สืบทอดกันมาตั้งแต่ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ใช้เวลาว่างหลังจากการทำไร่ทำนา  ได้ทอผ้าที่ใช้เส้นฝ้ายที่ปลูกไว้ขายแล้วก็นำฝ้ายดอกที่ไม่สวย นำมาปั้นเป็นเส้นใยเพื่อเอามาทอผ้าเก็บไว้ ใช้นุ่ง ห่ม เช่น เย็บมือ เป็นสำเร็จรูปสวมใส่กันต่อมาได้ฝึกสืบทอดให้กับลูกหลานจนปัจจุบันนี้ ชาวบ้านได้ รวมตัวจัดตั้งกลุ่มทอผ้ากันขึ้นมาเพื่อสืบทอด วัฒนธรรมของโบราณ ไม่ให้สูญหายไปก็เป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้าน ต่อมาใช้เวลาว่างทอผ้าขาย เป็นรายได้เสริม มาเลี้ยงครอบครัวกลุ่มเริ่มก่อตั้งปี 2543 โดยมีการรวบรวมของแม่บ้าน ได้ลงหุ้นกันครั้งแรก 10 คน คนละ 3,000 บาท ได้ฝึกทอกันเองจากการสืบทอดจากบรรพบุรุษ จะได้ให้ลูกหลานทอเก็บไว้ใช้ในครัวเรือน ต่อมามีหน่อยงานเข้ามาสนับสนุนให้กลุ่มมีรายได้ ต่อมามีสมาชิกเพิ่มอีก 10 คน รวมเป็น 20 คน ได้ฝึกอบรมทอผ้ามัดหมี่ขึ้นในหมู่บ้านมาจนถึงปัจจุบัน กลุ่มคิดค้นทอผ้าตีนจกขึ้นมาถึงปัจจุบันนี้

สำหรับประวัติผ้าซิ่นจกลายดาวล้อมหอย ได้สืบทอดกันมาตั้งแต่ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ใช้เวลาว่างหลังจากการทำไร่ทำนา  ได้ทอผ้าที่ใช้เส้นฝ้ายที่ปลูกไว้ขายแล้วก็นำฝ้ายดอกที่ไม่สวย นำมาปั้นเป็นเส้นใยเพื่อเอามาทอผ้าเก็บไว้ ใช้นุ่ง ห่ม เช่น เย็บมือ เป็นสำเร็จรูปสวมใส่กันต่อมาได้ฝึกสืบทอดให้กับลูกหลานจนปัจจุบันนี้ ชาวบ้านได้ รวมตัวจัดตั้งกลุ่มทอผ้ากันขึ้นมาเพื่อสืบทอด วัฒนธรรมของโบราณ ไม่ให้สูญหายไปก็เป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้าน ต่อมาใช้เวลาว่างทอผ้าขาย เป็นรายได้เสริม มาเลี้ยงครอบครัว ได้คิดค้นลายผ้าทอโบราณต่างๆ เช่น ลายข้าวพันก้อน ลายดาวกระจาย ลายน้ำไหล และได้พัฒนาลายผ้าซิ่นตีนจกล่าสุดคือ ลายหอยล้านปีและลายดาวล้อมหอย ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของหมู่บ้านนาไร่เดียว ตำบลสองห้อง อำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์

เนื่องจากสุสานหอยล้านปีเป็นซากดึกดำบรรพ์ ที่ถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าในเชิงระบบนิเวศวิทยา ซึ่งผ้าซิ่นทอมือจากภูมิปัญญาของคนท้องถิ่นของชาวบ้านนาไร่เดียว นำไปจำหน่ายให้กับบุคคลทั่วไปและเป็นที่นิยม เพื่ออนุรักษ์ สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย กลุ่มทอผ้าบ้านนาไร่เดียวจึงคิดค้น ลายผ้าทอโบราณขึ้นมา จึงเรียกลายนี้ว่า ลายหอยล้านปีและลายดาวล้อมหอย ท่านที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ 46/1 ม.5 ตำบลสองห้อง อำเภอฟากท่า  จังหวัดอุตรดิตถ์ 53160 เบอร์โทร  0871982954,0962862737 ฐานิดา มีโส (แม่นิว) เพจ  ฐานิดาผ้าทอ – กลุ่มทอผ้าบ้านนาไร่เดียวผ้าจกโบราณอำเภอฟากท่า จ.อุตรดิตถ์

ณัฐวัฒน์  ราชประสิทธิ์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดอุตรดิตถ์

สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม รับมอบตราสัญลักษณ์ SHA การันตีมาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/432650?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม รับมอบตราสัญลักษณ์ SHA การันตีมาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัย

สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม รับมอบตราสัญลักษณ์ SHA การันตีมาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัย

2 มิถุนายน 2563 – 14:48 น.

4 ศูนย์การค้าในเครือสยามพิวรรธน์ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม รับมอบตราสัญลักษณ์ SHA การันตีมาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัย

          4 ศูนย์การค้าในเครือสยามพิวรรธน์ ได้แก่ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม รับมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA) โดยกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดทำขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวควบคู่มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย สร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ

          สำหรับพิธีมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา ณ  สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข  จ.นนทบุรี โดยได้รับเกียรติจาก อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พ.ญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย และ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นผู้มอบตราสัญลักษณ์ให้แก่ นราทิพย์ รัตตประดิษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานปฏิบัติการ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และ สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด

ทั้งนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 เริ่มคลี่คลาย และมีการผ่อนปรนให้เปิดกิจการต่าง ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งการเปิดให้บริการของกิจการต่าง ๆ จะต้องปฏิบัติตามแนวทางป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด ยกระดับด้านสุขอนามัยและสุขาภิบาล ส่งเสริมให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New normal) เพื่อสร้างความมั่นใจของนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการกีฬากลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น  โดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดทำมาตรฐานหลักเกณฑ์ความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และมีคู่มือและแนวทางของกรมอนามัย สนับสนุนสถานประกอบการในภาคการท่องเที่ยวและการกีฬา รวมทั้งมีทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั้งระดับเขต จังหวัด อำเภอ
ให้คำแนะนำการป้องกันโรค สุขลักษณะ สุขาภิบาลและอนามัยสิ่งแวดล้อม และมีคณะกรรมการร่วม 2 กระทรวง ร่วมกันจัดทำแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

          ด้าน นราทิพย์ รัตตประดิษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานปฏิบัติการ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์การค้าในเครือสยามพิวรรธน์ ได้มีโอกาสต้อนรับการกลับมาของลูกค้าที่มีความพร้อมในการเรียนรู้และปรับตัวสู่การใช้ชีวิตวิถีใหม่ หรือ หรือ New Normal ไปด้วยกัน  ในฐานะผู้ให้บริการเราได้ปฏิบัติตามมาตรการด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยผสานนวัตกรรมสร้างสรรรค์ (Innovative Health & Safety) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านสุขอนามัยของพนักงานผู้ให้บริการ  ความสะอาดปลอดภัยในทุกพื้นที่ของศูนย์การค้า  และการคัดกรองดูแลลูกค้าผู้ใช้บริการ ซึ่งกล่าวได้ว่า 4 ศูนย์การค้าในเครือสยามพิวรรธน์  เป็นศูนย์การค้าแรกที่นำร่องดำเนินมาตรการรักษาสุขอนามัยให้แก่ลูกค้าและพนักงานทุกคนอย่างสูงสุดและเป็นที่ประจักษ์นับตั้งแต่ช่วงแรกของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด 19

“ในโอกาสนี้ต้องขอขอบคุณกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA) ให้กับศูนย์การค้าในเครือสยามพิวรรธน์ ซึ่งถือเป็นกำลังใจสำคัญที่จะทำให้สยามพิวรรธน์ ยังคงมุ่มมั่นที่จะยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวตลอดจนผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างมาก โดยสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะให้บริการด้วยมาตรการสุขอนามัยและความปลอดภัยในทุกมิติอย่างสูงสุด เพื่อมอบความสุขและนำรอยยิ้มสยามกลับคืนสู่ทุกท่านอีกครั้ง”

สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม รับมอบตราสัญลักษณ์ SHA การันตีมาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัย

สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม รับมอบตราสัญลักษณ์ SHA การันตีมาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัย

สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม รับมอบตราสัญลักษณ์ SHA การันตีมาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัย

สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม รับมอบตราสัญลักษณ์ SHA การันตีมาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัย

น้ำใจรถซิ่ง คนไทยไม่ทิ้งกัน ระดมทุนและสิ่งของช่วยป้าวิภาป่วยมะเร็ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/432637?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

น้ำใจรถซิ่ง คนไทยไม่ทิ้งกัน ระดมทุนและสิ่งของช่วยป้าวิภาป่วยมะเร็ง

2 มิถุนายน 2563 – 14:11 น.

คนไทยไม่ทิ้งกัน กลุ่มรถซิ่งสุโขทัย ระดมทุนและสิ่งของช่วย ป้าวิภา ผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 2 อาศัยอยู่ในบ้านโทรมๆเก่าผุพัง

จากกรณีที่ ป้าวิภา เนียมแนบ อายุ 53 ปี มีชีวิตสุดรันทด ป่วยเป็นมะเร็วระยะที่ 2 อาศัยอยู่ในบ้านโทรมๆเก่าผุพัง ยังต้องใช้ชีวิตแบบผวากลัวว่าลูกชายคนโตที่ติดยาเสพติด จนวิกลจริตจะเข้ามาทำร้ายตนเองเมื่อไรก็ไม่รู้ แต่ช่วงนี้ก็โชคดีหน่อยที่ลูกชายคนเล็กไปเป็นทหารเกณฑ์ ตอนนี้ปลดประจำการแล้วกลับมาดูแลตน ในความโชคร้ายของป้าวิภา ก็ยังมีความโชคดี ที่มีกลุ่มวัยรุ่นที่รวมตัวกันทำความดีช่วยเหลือสังคมในนามรถซิ่งสุโขทัย นำโดยนายพงศ์เทพ สาคร ประธานกลุ่มรถซิ่งสุโขทัย ได้ร่วมตัวสมาชิก กว่า100คน นำสิ่งของเครื่องใช้อุปโภคบริโภค ข้าวสารอาหารแห้ง น้ำดื่ม ติดตั้งแสงไฟพลังงานแสงอาทิตย์ และมอบถังกักเก็บน้ำจุ 1,000 ลิตร และทุนทรัพย์จำนวน 18,711 บาท เพื่อนำไปใช้ในยามจำเป็นต่อไป

ซึ่งป้าวิภา เนียมแนบ ได้ขอบคุณผู้ใจบุญที่ให้การช่วยเหลือ ซึ่งป้าวิภา ยังคงมีความหวังอยากมีบ้านใช้เป็นที่ซุกนอนยามบั้นปลายชีวิต หากผู้ใจบุญมีเมตตา ช่วยสร้างบ้านหรือซ่อมแซมบ้านให้อยู่ในสภาพที่ดีเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ล่าสุดกำนันอนันต์ เรืองเที่ยง กำนันตำบลบ้านกล้วย พร้อมหน่อยงานทหาร หน่วยงานปกครอง ได้เตรียมพื้นที่สร้างบ้านหลังใหม่ให้ พร้อมร้องขอสนับสนุนอุปกรณ์สร้างบ้านให้ป้าวิภา บนที่ดินของป้าวิภาเอง

สำหรับผู้ใจบุญที่ต้องการช่วยเหลือ ป้าวิภา ในการซ่อมแซมบ้านสามารถร่วมทำบุญผ่ายเลขที่บัญชีของป้าวิภา บัญชีธนาคารออมสินสาขาสุโขทัย เลขที่บัญชี 020061787295 ชื่อบัญชี นางสาววิภา เนียมแนบ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นายธนพงศ์  บุญเรือง นายอำเภอเมืองสุโขทัย 0818675266

ศรีสุดา ชัยวงศ์ศรีอรุณ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดสุโขทัย

“ไดกิ้น” ผนึกพันธมิตรสร้างห้องความดันลบ มอบให้ “สถาบันบำราศนราดูร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/432551?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

“ไดกิ้น” ผนึกพันธมิตรสร้างห้องความดันลบ มอบให้ “สถาบันบำราศนราดูร”

"ไดกิ้น" ผนึกพันธมิตรสร้างห้องความดันลบ มอบให้ "สถาบันบำราศนราดูร"

“ไดกิ้น” ผนึกพันธมิตรสร้างห้องความดันลบ มอบให้ “สถาบันบำราศนราดูร” ที่ใช้สำหรับแยกผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19จากผู้ป่วยรายอื่นๆ ในรพ. ช่วยลดความเสี่ยงให้กับบุคคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยอื่นๆ

ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 “ห้องความดันลบ” (Negative Pressure Room) ที่ใช้สำหรับแยกผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จากผู้ป่วยรายอื่นๆ ในโรงพยาบาล เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมาก เพราะช่วยลดความเสี่ยงให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยอื่นๆ จากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19
นำมาสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญของ 4 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท พีเซค จำกัด, บริษัท ผาตูบ จำกัด, บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด และหจก.น่ำเชียงหลี โดยมีสมาคมวิศวกรรมปรับอากาศแห่งประเทศไทย เป็นผู้ให้คำปรึกษาและทำหน้าที่ประสานกับกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันสร้างห้องผู้ป่วยรวม ระบบปรับอากาศความดันลบ (Negative Pressure Cohort Ward) ขนาด 4 เตียง สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และโรคติดต่อทางเดินหายใจ ซึ่งล่าสุดได้มีการส่งมอบให้แก่ “สถาบันบำราศนราดูร” เป็นที่เรียบร้อย

สำหรับห้องความดันลบ เป็นห้องที่มีความดันอากาศภายในห้องต่ำกว่าภายนอก ดังนั้น เมื่อมีการเปิด-ปิดประตูห้อง อากาศภายในห้องผู้ป่วยซึ่งถูกทำให้มีความดันต่ำกว่า ก็จะไม่ไหลออกจากห้อง ซึ่งจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคในห้องไปสู่บริเวณอื่นๆ ในสถานพยาบาล ซึ่งใช้กับโรคที่ติดต่อทางอากาศอย่างเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่จะมีโอกาสติดผู้ป่วยคนอื่นๆ และบุคลากรของโรงพยาบาลได้ง่าย หากไม่มีการแยกห้องที่ถูกต้อง

          ปานชัย ศิริวิมลมาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเซค จำกัด เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของความร่วมมือดังกล่าว เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงไวรัสโควิด-19 เริ่มระบาด ขณะนั้นตนได้ประสานไปที่สมาคมวิศวกรรมปรับอากาศแห่งประเทศไทย เพื่อต้องการเข้าไปช่วยเหลือในด้านต่างๆ ก่อนจะสรุปลงตัวที่การสร้างห้องความดันลบ เพื่อมอบให้แก่สถาบันบำราศนราดูร ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการดูแลผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 เพื่อต้องการสร้างเป็น Prototype หรือต้นแบบ เป็นประโยชน์แก่สถานพยาบาลอื่นๆ และสังคมในอนาคต

          บิ๊กบอส “พีเซค” กล่าวด้วย สำหรับรูปแบบการสร้างห้องความดันลบในครั้งนี้ เลือกใช้ห้องสำเร็จรูปที่เป็นตู้คอนเทนเนอร์ โดยทำการออกแบบ ประกอบและทดลองระบบจากภายนอก ก่อนจะนำมาติดตั้งที่สถาบันบำราศนราดูร ซึ่งได้รับการบริจาคตู้คอนเทนเนอร์จากบริษัท ผาตูบ จำกัด เป็นผู้ติดตั้งห้องและปรับปรุงห้องแบบโมดูล่า และ หจก.น่ำเชียงหลี  โรงงานประกอบหลังคารถยนต์ ที่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ในโรงงาน สำหรับประกอบ และจัดทำอุปกรณ์ ประตู และซีลกันการรั่วของอากาศ และทดสอบระบบต่างๆ โดยระบบที่สำคัญมากคือ ระบบปรับอากาศ เนื่องจากการทำห้องความดันลบ จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศที่เป็น Outside Air Unit (OAU) จึงได้ติดต่อไปยังบริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ซึ่งได้รับการตอบรับในทันที

“ผมติดต่อไปที่ ผอ.สถาบันบำราศนราดูร และได้เข้าไปดูสถานที่ที่สถาบันฯ ตอนนั้นเป็นต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงพีคของไวรัสโควิด-19 ผมเห็นหมอ พยาบาล ที่ต้องรับมือกับไวรัสโควิด-19 และผู้ป่วยอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ ก็เกิดแรงบันดาลใจว่า ต้องสร้างห้องความดันลบ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้พวกเขาหลังจากนี้ ยินดีที่จะเผยแพร่โนฮาว รวมถึงการออกแบบต่างๆ ในการสร้างห้องความดันลบในครั้งนี้ให้กับหน่วยงาน หรือองค์กรอื่นๆ ที่สนใจ เพื่อนำไปสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมต่อไป” ปานชัย กล่าว

          ด้าน อาคิฮิสะ โยโคยามา ผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างห้องความดันลบ เพื่อดูแลผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 โดยมอบเครื่องปรับอากาศไดกิ้น พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศความดันลบ สำหรับห้องผู้ป่วยรวมที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และโรคติดต่อทางเดินหายใจ ซึ่งบริษัทจะนำโนฮาว และสิ่งที่ได้รับจากความร่วมมือครั้งนี้ นำไปปรับปรุงให้เกิดประโยชน์เพื่อช่วยเหลือส่วนอื่นๆ ในสังคมต่อไป

          “ประเทศไทยมีระบบสาธารณสุขที่ดีเยี่ยม ทุกวันนี้คนติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ลดลงอย่างชัดเจน มาจากความทุ่มเทของทุกคน ต้องขอขอบคุณทางสถาบันฯ ที่ดูแลผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 อย่างดี ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้” โยโคยามา กล่าว

          นพ.อภิชาต วชิรพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร กล่าวว่า ปัจจุบันในพื้นที่กรุงเทพฯ เฉพาะโรงพยาบาลในเครือข่าย มีห้องความดันลบอย่างน้อย 70 ห้อง ในส่วนของสถาบันฯ มี 15 ห้อง ซึ่งการมีห้องความดันลบในโรงพยาบาล จะช่วยให้แพทย์และพยาบาลที่ทำการรักษา และดูแลผู้ป่วยในห้องนี้มีความปลอดภัยสูงขึ้น

          “วันนี้ประเทศไทยมีกำลังในการต่อสู้ไวรัสโควิด-19 อย่างมาก ซึ่งเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันของทุกฝ่าย ทางสถาบันฯ เริ่มเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับโรคติดเชื้อตัวนี้ ตั้งแต่ปลายธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งเริ่มมีกลุ่มโรคปอดอักเสบเกิดขึ้น พอในเดือนมกราคม ได้เตรียมพร้อมทั้งคน อุปกรณ์ และปรับทัศนคติบุคลากรของเรา ให้พร้อมรับมือกับโรคติดเชื้อใหม่ตัวนี้ ซึ่งวันนี้เรียกว่า สถาบันฯ สามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ดีมาก ถึงวันนี้ยังไม่มีบุคลากรของสถาบันฯ ติดเชื้อแม้แต่คนเดียว ขณะที่ผู้ป่วยโดยรวมของประเทศก็ลดลงต่อเนื่อง” นพ.อภิชาติ กล่าว

"ไดกิ้น" ผนึกพันธมิตรสร้างห้องความดันลบ มอบให้ "สถาบันบำราศนราดูร"

"ไดกิ้น" ผนึกพันธมิตรสร้างห้องความดันลบ มอบให้ "สถาบันบำราศนราดูร"

"ไดกิ้น" ผนึกพันธมิตรสร้างห้องความดันลบ มอบให้ "สถาบันบำราศนราดูร"

"ไดกิ้น" ผนึกพันธมิตรสร้างห้องความดันลบ มอบให้ "สถาบันบำราศนราดูร"

"ไดกิ้น" ผนึกพันธมิตรสร้างห้องความดันลบ มอบให้ "สถาบันบำราศนราดูร"

"ไดกิ้น" ผนึกพันธมิตรสร้างห้องความดันลบ มอบให้ "สถาบันบำราศนราดูร"

ICF ตัวช่วยให้พลังจิตอาสาบ้านน้ำริน เข้าถึงผู้พิการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/432517?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

ICF ตัวช่วยให้พลังจิตอาสาบ้านน้ำริน เข้าถึงผู้พิการ

 ICF ตัวช่วยให้พลังจิตอาสาบ้านน้ำริน เข้าถึงผู้พิการ

ICF ตัวช่วยพลังจิตอาสา “นักสร้างเสริมสุขภาวะผู้พิการ” บ้านน้ำริน ในการ “ค้นหา-สนับสนุน-ช่วยเหลือ” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการทั้งชุมชน

บ้านน้ำริน ตำบลสบป่อง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่อ่องสอน เป็นชุมชนขนาดเล็กเพียง 183 ครัวเรือน อยู่ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 12 กิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชนชาติพันธ์ลีซู และมีกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่รวมอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง

จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ในชุมชนแห่งนี้มีผู้พิการจำนวน 12 คน โดยส่วนใหญ่ทางครอบครัวของผู้พิการยังขาดความรู้ในเรื่องของสิทธิ์ต่างๆ ของผู้พิการและครอบครัวที่ควรจะได้รับ รวมไปถึงแนวทางการดูแลผู้พิการอย่างถูกต้อง และการพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ ให้กับผู้พิการ

แต่ภายหลังจากที่ “นางสาวมณีรัตน์ หลีจา” และ “นายพายัพ มังกรชัยศิลป์” สองอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านน้ำริน (อสม.บ้านน้ำริน) ที่มีความสนใจในเรื่องของผู้พิการ และได้ไปเข้ารับการอบรมเพื่อพัฒนา “นักสร้างเสริมสุขภาวะคนพิการ” หรือ “นสส.” จาก โครงการพัฒนาศักยภาพนักสร้างเสริมสุขภาวะคนพิการในชุมชนภาคเหนือ

พวกเขาจึงกลับมาสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลของผู้พิการในชุมชนหรือ ไอซีเอฟ (ICF) อย่างเป็นระบบ (International Classification of Functioning Disability and Health) พร้อมกับจัดทำ “โครงการพัฒนานักสร้างเสริมสุขภาวะคนพิการเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพผู้พิการแบบมีส่วนร่วมบ้านน้ำริน” ขึ้นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับผู้พิการชุมชนของตนเอง โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักสร้างสรรค์โอกาส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

“เมื่อก่อนเราไม่เคยรู้ว่าผู้พิการนั้นต้องการอะไรบ้าง เป็น อสม.ก็รู้แค่ว่าบ้านนี้มีผู้พิการ แต่ภายหลังจากการไปอบรม นสส. มาแล้วก็ทำให้เปิดมุมมองใหม่ๆ ที่มีต่อผู้พิการ จากเดิมที่ไม่ค่อยได้รู้ว่าความรู้สึกลึกๆ ของผู้พิการนั้นเขาต้องการอะไร คิดยังไง แต่พอได้นำเอาเครื่องมือ ICF มาใช้ก็จะทำให้เราสามารถเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของเขาได้ และสามารถช่วยเหลือหรือสนับสนุนในสิ่งที่ต้องการได้อย่างถูกต้อง” มณีรัตน์ กล่าว

เช่นเดียวกันกับ พายัพ มังกรชัยศิลป์ ที่บอกว่าพอทำฐานข้อมูลต่างๆ และพบความต้องการที่แท้จริงก็จะนำไปสู่การหาหนทางในการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงสถานที่บ้านเพื่อให้ผู้พิการสามารถเข้าห้องน้ำได้อย่างสะดวก หรือวิธีการต่างๆ เพื่อทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“เมื่อค้นพบปัญหาและความต้องการ ก็จะพยายามหาหน่วยงานที่จะเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งการที่ได้ไปอบรม นสส. ทำให้เราได้พบช่องทางใหม่ๆ ในการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ และแนวทางใหม่ๆ ในการช่วยเหลือผู้พิการ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล พัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ พัฒนาชุมชน หรือแม้แต่หน่วยงานด้านการเกษตร ซึ่งทำให้งานของ นสส. กว้างขึ้น พบปะผู้คนหลากหลายมากขึ้น ก็จะทำให้เราสามารถช่วยเหลือดูแลผู้พิการได้มากขึ้นด้วย” พายัพ กล่าว

งานลำดับแรกๆ ที่ นสส.บ้านน้ำรินได้ดำเนินงาน นอกจากการสำรวจความต้องการของผู้พิการ ก็คือการทำให้ผู้พิการเข้าถึง “สิทธิ์” ต่างๆ ที่ควรได้รับ เพื่อให้พวกเขาได้มี “บัตรประจำตัวคนพิการ” ที่จะได้รับเงินอุดหนุนช่วยเหลือรายเดือน รวมไปถึงงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ในการเข้ามาฟื้นฟูปรับปรุงดูแลคุณภาพชีวิตของผู้พิการและผู้แลให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ทุกวันนี้ผู้พิการในชุมชนบ้านน้ำรินทุกคนได้รับและเข้าถึงสิทธิ์และสวัสดิการต่างๆ จากภาครัฐอย่างครบถ้วน

“เรามีเป้าหมายในการสร้าง นสส. ในชุมชนเพิ่มเป็น 10 คน ถามว่าเพราะอะไรในเมืองมีผู้พิการไม่กี่คน ตรงนี้ถ้าเรามีคนที่มีความรู้มีความเข้าใจตัวผู้พิการในชุมชนมากขึ้น แน่นอนว่าจะสามารถดูแลผู้พิการทุกคนได้อย่างทั่วถึง แต่มีอีกคนหนึ่งที่สำคัญที่เราต้องดูแลก็คือ ผู้ดูแลผู้พิการ การมี นสส. ก็จะทำให้เราสามารถไปเยี่ยมเยียนพูดคุยให้กำลังใจผู้พิการ ผู้ดูแล และครอบครัวได้บ่อยมากขึ้น เพราะเรื่องของกำลังใจนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะบางครั้งคนที่ดูแลก็มีภาวะซึมเศร้า และการที่มีคนทำงานหลายคนก็จะสามารถช่วยทำงานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว” มณีรัตน์ ระบุ

“การเป็น นสส. นั้นจะมีความรู้ต่างๆ ที่มากกว่า อสม. ทั้งเรื่องการทำกายภาพบำบัด การนวดแผนโบราณ การรักษาแผล ดูแลแผลกดทับสำหรับผู้พิการ ซึ่งนอกจากเราจะช่วยผู้พิการในชุมชนได้แล้ว ความรู้ที่เรามียังสามารถนำไปช่วยเหลือคนอื่นๆ ในชุมชนได้” พายัพ กล่าว

ปัจจุบันแม้ว่าผู้พิการทั้งหมดในชุมชนจะเข้าถึงสิทธิ์และได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และดูเหมือนว่างานของ นสส. น่าจะหมดลงไป แต่ทั้ง “มณีรัตน์” และ “พายัพ” ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะพวกเขาอยากเห็นผู้พิการและคนในครอบครัวของผู้พิการมีความสุข อย่างน้อยสิ่งที่ทั้งคู่ได้ทำอยู่ก็สามารถกระตุ้นให้คนในชุมชนหันมาใส่ใจ และสนใจดูแลรักษาสุขภาพของตนเองมากขึ้น เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่างๆ ที่ผู้พิการจะพาตัวเองไปเป็นในอนาคต

“เป้าหมายจริงๆ ผมอยากเห็นผู้พิการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น จากเดินไม่ได้ก็อยากเห็นเขาเดินได้ อยากให้การทำงานของเราเป็นตัวอย่างให้คนในชุมชนได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้มีความเสี่ยงในการจะเป็นผู้พิการน้อยลง บางคนอาจจะเลือกการไปทำบุญที่วัด แต่ผมเลือกที่จะทำบุญกับผู้พิการและผู้ยากไร้ ซึ่งทำให้เรารู้สึกมีความสุขได้เช่นกัน” พายัพ ระบุ

“อยากให้ทุกคนหายกลับมาเป็นปกติ อยากเห็นทุกคนมีรอยยิ้ม บางครั้งการที่เขามีความสุขไม่ได้เกิดจากการมีเงินไปมอบให้ แค่การไปเยี่ยมเยียนพูดคุยให้กำลังใจ เขาก็มีความสุขแล้ว ซึ่งรอยยิ้มของผู้พิการและครอบครัวก็คือความสุขของเราด้วยเช่นกัน” มณีรัตน์ กล่าวสรุป

การที่ “นักสร้างเสริมสุขภาวะคนพิการ” นำองค์ความรู้ต่างๆ เข้าไปช่วยเหลือและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้พิการอย่างมีส่วนร่วมกับสมาชิกในครอบครัวและคนในชุมชนบ้านน้ำรินแห่งนี้

นอกจากจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้พิการในชุมชนดีขึ้นแล้ว ยังทำให้ครอบครัวของผู้พิการและสมาชิกในชุมชน มีความรู้และเกิดความตระหนักในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนบ้านน้ำรินสามารถยกระดับและพัฒนาไปสู่การเป็นชุมชนที่มีสุขภาวะอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต

 ICF ตัวช่วยให้พลังจิตอาสาบ้านน้ำริน เข้าถึงผู้พิการ

นางสาวมณีรัตน์ หลีจา

 ICF ตัวช่วยให้พลังจิตอาสาบ้านน้ำริน เข้าถึงผู้พิการพายัพ มังกรชัยศิลป์

 ICF ตัวช่วยให้พลังจิตอาสาบ้านน้ำริน เข้าถึงผู้พิการ

 ICF ตัวช่วยให้พลังจิตอาสาบ้านน้ำริน เข้าถึงผู้พิการ

 ICF ตัวช่วยให้พลังจิตอาสาบ้านน้ำริน เข้าถึงผู้พิการ

ภรรยาป่วย สามีตกงาน เจอพิษโควิด กลายเป็นคนไร้บ้าน อาศัยข้าววัด ไม่ได้รับเงินเยียวยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/432494?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

ภรรยาป่วย สามีตกงาน เจอพิษโควิด กลายเป็นคนไร้บ้าน อาศัยข้าววัด ไม่ได้รับเงินเยียวยา

ภรรยาป่วย สามีตกงาน เจอพิษโควิด กลายเป็นคนไร้บ้าน อาศัยข้าววัด ไม่ได้รับเงินเยียวยา

ภรรยาป่วย สามีตกงาน เจอพิษโควิด กลายเป็นคนไร้บ้าน อาศัยข้าววัด ไม่ได้รับเงินเยียวยา ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง ต้องไปอาศัยอยู่วัด

วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีสองสามีภรรยา โดยตัวสามี ป่วยเป็นโรคเก๊า ส่วนตัวภรรยาป่วยเส้นเลือดในสมองแตกทำให้เป็นอัมพาตอวัยวะซีกขวาไม่มีแรง อาชีพขายไอศกรีม แต่ปัจจุบัน สามีขายไม่ได้เนื่องจากโรคโควิดระบาด ส่งผลให้ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง ต้องอาศัยกินข้าวก้นบาตรและอาศัยอยู่ในวัดโป่งขามฝาดพัฒนา หมู่ที่ 7 ต.บ้านกลาง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ และไม่ได้รับเงินเยียวยาใดๆ จากรัฐบาล จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบนายสมเด็จ วันพุธ อายุ 57 ปี และน.ส.อุบล ศรีพูล อายุ 58 ปี 2 สามีภรรยา

น.ส.อุบล ศรีพูล อายุ 58 ปี ภรรยาเปิดเผยว่า เดิมตนกับสามีอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 16/1ที่ บ้านวังยาวหมู่ 6 ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ สามีทำงานหนักไม่ได้เนื่องจากเป็นโรคเก๊า มีลูกด้วยกัน 3 คน ไปอยู่ต่างจังหวัดทั้งหมด ลูกๆ ก็มีความขัดสนไม่แพ้กัน แฟนจึงได้มาสมัครเป็นคนงานรับจ้างขับรถอยู่โรงน้ำแข็งแห่งหนึ่งใน อ.หล่มสัก ส่วนตนก็ทำอาหารขายข้าวแกง น้ำอัดลมโดยได้พักอาศัยอยู่ในบ้านพักงานคนภายในโรงงานน้ำแข็ง ต่อมาตนมีอาการเส้นเลือดในสมองแตกไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหล่มสัก ทำให้แฟนต้องลาออกมาดูแลเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี โดยเช่าห้องแถวอยู่ในตัว อ.หล่มสัก ใกล้กับโรงพยาบาลเพราะต้องเดินทางไปพบแพทย์เป็นประจำ อาการดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ร่างกายซีกซ้ายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ปัจจุบันไม่สามารถทำงานอะไรได้เลย

ต่อมา นายสมเด็จ วันพุธ อายุ 57 ปี สามี ได้ไปเช่ารถสามล้อเครื่องขับขายไอศครีมพอมีรายได้เป็นค่าเช่าห้อง ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จนกระทั่งเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมาได้เกิดโรคโควิด-19 ไอศกรีมขายแทบไม่ได้เลย ทำให้ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง จึงต้องออกจากห้องเช่าดังกล่าว แต่ก็ไม่รู้จะไปอยู่ไหน จึงได้มาขออาศัยอยู่ที่ศาลาวัดโป่งขามฝาดพัฒนา หมู่ที่ 7 ต.บ้านกลาง เนื่อง นายสมเด็จ เคยมาขายไอศกรีมที่นี่เจ้าอาวาสท่านเห็นใจ จึงให้พักอาศัยที่ศาลาวัดพร้อมทั้งแบ่งปันอาหารบิณฑบาตให้กินประทังชีวิต ต่อมามีผู้ใจบุญให้อาศัยอยู่ในบ้านที่กำลังจะรื้อทิ้งจึงมีที่ซุกหัวนอน เป็นการชั่วคราว

น.ส.อุบล ศรีพูล อายุ 58 ปี ภรรยาเปิดเผยอีกว่า ชีวิตประจำวันก่อนสามี จะออกไปขายไอศกรีม ต้องเตรียมอาหารไว้ให้ตนกิน เนื่องจากตนแทบจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย จะถ่ายหนักเบาก็ต้องใส่กระโถน ใส่ถุงพลาสติกไว้ แล้วค่อยเอาไปทิ้งในห้องน้ำ ตนสงสารสามีมากเพราะต้องทั้งทำงาน และต้องดูแลตนเอง จนบางครั้งคิดสั้นไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้ว แต่สามีบอกให้สู้จนถึงที่สุด

สำหรับการช่วยเหลือต่างๆ นั้นตนไม่ได้รับเลยไม่ว่าจะเป็นเบี้ยคนพิการหรือเงินเยียวยาเดือนละ 5,000 บาท จากรัฐบาล ส่วนบ้านหลังนี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้าของเขาจะให้อยู่นานขนาดไหน จึงอยากจะวิงวอนขอความช่วยเหลือจากหน่วยงาน หรือผู้ใจบุญบริจาคข้าวสารอาหารแห้งประทังชีวิต

ภรรยาป่วย สามีตกงาน เจอพิษโควิด กลายเป็นคนไร้บ้าน อาศัยข้าววัด ไม่ได้รับเงินเยียวยา

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

โค้งสุดท้าย ส่องเลขเด็ดเทียนน้ำมนต์ขันโบราณ 800 ปี รูปร่างคล้ายงู มีเลขสวย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/432493?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

โค้งสุดท้าย ส่องเลขเด็ดเทียนน้ำมนต์ขันโบราณ 800 ปี รูปร่างคล้ายงู มีเลขสวย

1 มิถุนายน 2563 – 09:53 น.

โค้งสุดท้าย ส่องเลขเด็ดเทียนน้ำมนต์ขันโบราณ 800 ปี ที่ส่วนปลายแหลมๆ งอโค้งลงมา ดูแล้วคล้ายหัวงูกำลังแผ่แม่เบี้ย มีดวงตาสีดำทั้ง 2 ข้าง มีเลขสวย

ชาวบ้านใน ต.ท่าชัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ลื้อกันถึงเรื่องอัศจรรย์ เป็นเรื่องแปลก ที่เทียนน้ำมนต์ที่ติดข้างขันสำริดโบราณอายุกว่า 800 ปี มีรูปร่างคล้ายงูแผ่แม่เบี้ย เกาะขอบขันน้ำมนต์โบรา ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปยัง บ้านเลขที่ 205 หมู่.13 ต.ท่าชัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย เป็นบ้าน 2 ชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ บนห้องโถงชั้นบนบริเวณที่มุมบ้าน มีโต๊ะหมู่บูชา พร้อมบายศรี พวงมาลัย จำนวนมากรวมถึงเครื่องเซ่นไหว้ ผลไม้นานาชนิด และยังมีรูปปั้นพญานาคสีเงิน หรือพ่อปู่สัมฤทธิ์ตั้งอยู่ ด้านหน้ามีขันสำริดโบราณ ใบใหญ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 นิ้ว ใส่น้ำมนต์วางอยู่ โดยมีเทียนน้ำมนต์ 9 เล่ม ติดแปะไว้ที่ขอบข้างขัน แต่ที่น่าแปลกประหลาดคือบริเวณส่วนปลายของเทียนกลับรวมติดกันแบนๆส่วนปลายแหลมๆงอโค้งลงมา ดูแล้วคล้ายหัวงูกำลังแผ่แม่เบี้ย มีดวงตาสีดำทั้ง 2 ข้าง เป็นที่แปลกประหลาดแก่ผู้พบเห็น

น.ส.รุ่งอรุณ ลำจวน อายุ 49 ปี เจ้าของบ้านและเจ้าของขันสำริดโบราณ  เปิดเผยว่า ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย เมื่อ10 ปีก่อนฝันว่ามี ผู้ชายอายุประมาณ 40 ปีกว่า ถือขันสีทองมามอบให้ ตนเองก็ไม่ได้สนใจอะไร ได้แต่พูดคุยให้คนรู้จักฟังถึงฝันแปลกๆ แต่ต่อมากลับมีผู้ชายคนหนึ่งซึ่งทราบว่าเป็นคนขุดหาของเก่าของโบราณ มาหาพร้อมมอบขันสำริดใบและพระเครื่องเนื้อดิน 1 องค์ ชายคนดังกล่าวบอกว่า เค้าฝันเห็นคนหน้าตาคล้ายน.ส.รุ่งอรุณ แต่งชุดไทยถือขันใบนี้ จึงเชื่อว่า น.ส.รุ่งอรุณ ต้องเป็นเจ้าของขันใบนี้ในอดีตชาติ  จึงนำมามอบให้ น.ส.รุ่งอรุณ ประหลาดใจเป็นอย่างมาก มันช่างคล้ายกับในฝันของตนเองจึงรับไว้และมอบสินน้ำใจให้ไปจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นาน ตนเองมทราบข่าวว่าชายคนดังกล่าวได้เสียชีวิตไปแล้ว น.ส.รุ่งอรุณ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ได้ขันสำริดใบนี้มาก็มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นบ่อยๆกับตนเองและครอบครัว โดยมักฝันเห็นผู้ชายนุ่งห่มขาวห้อยลูกปะคำ มานั่งสมาธิ หน้าขันสำริด บางทีก็เป็นชีปะขาว 7 ท่านมานั่งสมาธิภาวนารอบขันสำริด และเหมือนมีเสียงใครไม่ทราบบอกให้ตนนำน้ำสะอาดมาใส่ขัน ตนจึงนำน้ำจากบ่อบาดาลหน้าบ้าน ซึ่งเป็นตาน้ำ ไหลมาจากภูเขา นำมาใส่ไว้ ให้เต็มตลอด

มีอยู่วันหนึ่งคนรู้จักกันซึ่งตามองไม่ค่อยเห็น มาไหว้บูชาแล้วนำน้ำในขันไปล้างหน้าประมาณ 3 ครั้ง ปรากฏว่าไม่นานเขาบอกว่าสามารถมองเห็นตัวหนังสือตัวเล็กๆได้อย่างชัดเจน ส่วนเพื่อนรุ่นน้อง แท้งลูกนอนโรงพยาบาลอาการหนักมาก ได้เปิดดูเฟสบุ๊คฝ่านมือถือมาเจอรูปขันน้ำมนต์และโต๊ะบูชาที่ตนถ่ายไว้แล้วโพสเฟซบุ๊ค เกิดความศรัทธาจึงอธิษฐานขอให้ปลอดภัย ไม่นานกลับมาบ้านเดินปร๋อเลย แล้วก็นำบายศรีมาบูชา อีกรายขับรถรับจ้างทางการเกษตร ทั้งรถไถ รถตัดอ้อย รถเกี่ยวข้าว ช่วงโควิด-19 ระบาดไม่มีงาน จึงมาไหว้ของาน ไม่นานมีผู้ติดต่อจ้างงานจนทำไม่ทัน รวมถึงเพื่อบ้านที่รู้จักกันมาบูชาขอให้ลูกได้งานและบรรจุในที่ใกล้บ้าน ก็ได้สมดังตั้งใจ น.ส.รุ่งอรุณ จึงมั่นใจว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตที่ขันใบโบราณใบนี้ และต้องเกี่ยวข้องกับปู่พญานาคแน่ จึงทำพิธีอัญเชิญให้มาประดิษฐานอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และเรียกท่านว่าพ่อปู่สัมฤทธิ์ จากนั้นเธอก็มีโชคลาภมาโดยตลอดทั้ง น.ส.รุ่งอรุณ และคนรู้จักที่รู้ข่าว ซึ่งน.ส.รุ่งอรุณ  ขอไม่ให้แพร่งพราย เนื่องจากไม่สะดวกที่จะให้ผู้คนขึ้นมาจุดธูปเทียนบูชาบนบ้าน จะอนุญาตให้เฉพาะญาติ คนรู้จักหรือผู้ที่มาด้วยจิตศรัทธาเท่านั้น ส่วนเทียนข้างขันน้ำมนต์ที่เป็นเหมือนหัวงูแผ่แม่เบี้ยนั้น ตามปกติผู้ที่เอาพวงมาลัยมาไหว้จะคล้องไว้ที่เทียน 9 เล่มนั้น เมื่อ 3 วันก่อนเห็นว่าพวงมาลัยมีเยอะจึงหยิบออก กลับพบว่าเทียนมีลักษณะดังกล่าวทำเอาตนตกใจจนขนลุก ส่วนหยดน้ำตาเทียนที่ลอยอยู่ เมื่อใกล้วันหวยออกจะถูกขอให้ทำพิธีขอเลขขอโชค  ซึ่งใครจะเห็นเป็นเลขอะไรก็สุดแล้วแต่โชคของแต่ละคน น.ส.รุ่งอรุณกล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องโชคลาภเป็นเรื่องดวงของแต่ละคนห้ามลอกเรียนแบบ

ศรีสุดา ชัยวงศ์ศรีอรุณ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดสุโขทัย

ไลฟ์สไตล์ 30-31 พฤษภาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1