หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โรคยอดฮิตของคนปวดหลัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616930

วันที่ 07 มี.ค. 2563 เวลา 10:10 น.

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โรคยอดฮิตของคนปวดหลัง

นั่งทำงานหน้าจอนานต่อเนื่องเกิน 2 ชั่วโมง อาจทำให้เกิดอาการตึงหลัง ปวดหลัง ขาชา ซึ่งหลายคนมักจะเลือกทนจนอาการรุนแรงและนำไปสู่โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

นายแพทย์ภัทร โฆสานันท์ ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ โรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี ให้ความรู้ว่าโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทสาเหตุหลักเกิดจากการใช้งานกระดูกสันหลังหนักและต่อเนื่อง เช่น การยกของหนัก การขับรถนาน การทำกิจกรรมก้มๆ เงยๆ เป็นประจำ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดจากอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระดูกสันหลังด้วย ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ทำให้ Annulus Fibrosus หรือเส้นเอ็นที่ก่อตัวเป็นหมอนรองกระดูกสันหลังเกิดความเสื่อมจนมีสารน้ำปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทไขสันหลัง

“คนที่เป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจะมีอาการปวดหลังลงไปที่ขาอาจเพียงข้างเดียว หรือสองข้าง ซึ่งส่วนมากพบในกลุ่มคนที่ชอบทำกิจกรรม ออกกำลังกายหนักๆ ซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือแม้แต่คนที่ชอบนั่งอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานเกินไป โดยเฉพาะหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จะมีความเสี่ยงเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้มากเช่นกัน เพราะหมอนรองกระดูกจะต้องรับน้ำหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน นอกจากนี้โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทยังสามารถพบได้บ่อยในกลุ่มคนที่อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป รวมไปถึงคนที่อยู่ในภาวะน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เนื่องจากหมอนรองกระดูกต้องแบกรับน้ำหนักตัวที่มากขึ้น จึงส่งผลให้เกิดความเสื่อมและจนกลายเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทในที่สุด” นายแพทย์ภัทร กล่าว

ปัจจุบันโรคดังกล่าวสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด ด้วยเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำและปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นกล้อง MICROSCOPE หรือ ENDOSCOPE ที่ทำให้แผลผ่าตัดเล็กลงกว่าเดิม ผู้ป่วยจึงเสียเลือดน้อยและการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อลดลง ผู้ป่วยจึงฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิม นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการผ่าตัดนั่นคือ Intraoperative Neuromonitoring ที่จะช่วยตรวจสอบการทำงานของเส้นประสาทแบบ Real Time ทำให้การบาดเจ็บต่อเส้นประสาทของผู้ป่วยขณะผ่าตัดน้อยลง จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้

กินคุมความดัน ไม่มัน ไม่เค็ม กับสองทางเลือกใหม่ที่ควรรู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616720

วันที่ 05 มี.ค. 2563 เวลา 06:30 น.

กินคุมความดัน ไม่มัน ไม่เค็ม กับสองทางเลือกใหม่ที่ควรรู้

เมื่อค่าเฉลี่ยคนไทย 1 ใน 5 เป็นโรคความดันเลือดสูง อายุมากก็ยิ่งเสี่ยง นอกจากการเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม การบริโภคให้ตรงหลักโภชนาการก็เป็นทางออกที่ดีในการควบคุมระดับความดันโลหิต

ตัวเลขโดยเฉลี่ยแล้วทุกๆ 5 คนจะมีผู้ที่เป็นโรคความดันเลือดสูง 1 คน อายุยิ่งมาก ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคความ ดันเลือดสูงมากขึ้นตาม ดังนั้น ผู้ที่อายุมากกว่า 35 ปี ทุกคนควรได้รับการตรวจวัดความดันเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง

สำหรับอาหารที่ได้รับการพิสูจน์ในผู้ป่วยความดันเลือดสูงแล้วว่าสามารถลดความดันเลือดได้ผลดี คืออาหารแดช (DASH ซึ่งย่อมาจาก Dietary Approach to Stop Hypertension) หรืออาหารหยุดความดันเลือดสูง จากการศึกษาในประชากรชาวอเมริกันที่ความดันเลือดปกติและสูงปานกลางจำนวน 500 กว่ารายในเวลา 8 สัปดาห์ พบว่า อาหารแดชนี้สามารถลดความดันเลือดทั้งตัวบนและความดันเลือดตัวล่างได้อย่างชัดเจน (ได้ผลพอๆ กับกินยาลดความดันเลือดหนึ่งตัว) โดยไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ ในขณะที่ผู้ที่กินอาหารอเมริกันทั่วไป ไม่พบว่าความดันเลือดลดลง และถ้ากินอาหารแดชร่วมกับการลดการกินเกลือโซเดียมในอาหารจะยิ่งลดความดันเลือดได้เพิ่มขึ้น

DASH

Dietary Approaches to Stop Hypertension (DASH) เป็นหลักการบริโภคอาหารเพื่อควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง โดยมีหลักการดังนี้

– ลดอาหารรสจัดและมีโซเดียมสูง (จำกัดโซเดียมไม่เกิน 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน) โดยลดหรือเลี่ยงเครื่องปรุงรสต่างๆ เช่น เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน หรือน้ำปลาไม่เกิน 3-4 ช้อนชาต่อวัน หรือซีอิ้วขาวไม่เกิน 5-6 ช้อนชาต่อวัน อาหารแปรรูป เช่น กุนเชียง หมูยอ แฮม ไส้กรอก ไส้อั่ว ปลาเค็ม แหนม อาหารกระป๋องอาหารหมักดอง อาหารที่มีผงฟู เช่น เค้ก บราวนี่ ขนมปังไส้ต่างๆ

– ลดการรับประทานไขมันอิ่มตัวไขมันทรานส์ โดยเลือกใช้น้ำมันพืชในการปรุงประกอบ เลี่ยงการบริโภคไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนยเทียม (มาการีน) อาหารจานด่วนต่างๆ เช่น พิชซ่า เบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอดน้ำมันท่วม

– เพิ่มอาหารที่มีใยอาหารสูงมากขึ้น โดยเน้นผักผลไม้สด ข้าวไม่ขัดสี ธัญพืช ถั่ว และเมล็ดถั่วเปลือกแข็ง

– รับประทานนมไขมันต่ำ อาทิ นมพร่องมันเนย น นมขาดมันเนย และผลิตภัณฑ์นมเป็นประจำ

ทั้งนี้ การควบคุมความดันโลหิตจะได้ผลดีมากยิ่งขึ้น เมื่อปฏิบัติควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนี้

  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • หยุดหรือลดบุหรี่และสุรา
  • หลีกเลี่ยงความเครียด รู้วิธีการจัดการความเครียด
  • กินยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน

Serving

ส่วนอีกวิธีที่ใช้ได้ผล คือการแนะนำให้กินอาหารแต่ละประเภทเป็น “Serving” (หนึ่ง Serving ประมาณหนึ่งฝ่ามือ หรือเป็นปริมาณที่กินใน 1 ครั้ง) เช่น ให้กินผลไม้ 3-4 Serving ต่อวัน ซึ่งยากในการปฏิบัติสำหรับคนไทยทั่วไป จึงขอดัดแปลงวิธีการดังกล่าวให้ง่ายในการปฏิบัติ คือ

– กินอาหารต่อไปนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าจากเดิมที่เคยกิน คือ ผัก หรือผลิตภัณฑ์จากพืช โดยเฉพาะผักสด เช่น ผักจิ้มน้ำพริก ส้มตำ ยำ ผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้สดจะให้คุณค่าอาหารมากกว่าการคั้นน้ำ หรือที่ทำสำเร็จรูปบรรจุกล่อง (สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ต้องลดการกินผลไม้ลง ถ้าคุมระดับน้ำตาลไม่ได้)ธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ถั่ว งาดำ เป็นต้นปลานึ่ง ปลาต้ม (จะดีกว่าปลาทอด หรือแฮมเบเกอร์ปลา ซึ่งจะมีไขมันสูง)นมพร่องมันเนย หรือ นมปราศจากมันเนย หรือนมถั่วเหลือง

– กินอาหารต่อไปนี้ลดลงประมาณครึ่งหนึ่งจากเดิมที่เคยกิน คือ อาหารรสเค็มและปริมาณเกลือโซเดียม เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ผงชูรส อาหารสำเร็จรูป เป็นต้นอาหารรสหวาน เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ขนมหวาน ไอศกรีม ขนมเค้ก คุกกี้ ฟาสต์ฟู้ด เป็นต้นอาหารรสมัน เช่น ไขมันสัตว์ และผลิตภัณฑ์สัตว์ เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เป็ด ไก่ ห่าน ไม่ติดหนังติดมัน เป็นต้น วิธีการเริ่มกินอาหารลดความดันเลือดสูง อาจจะเปลี่ยนชนิดอาหารทีละอย่าง ครั้งละน้อยๆ และค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ชอบกินอาหารรสจัด ต้องลดการปรุงแต่งเติมเสริมรสชาติลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง และใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์กว่าลิ้นของเราจะคุ้นเคยกับอาหารรสปรุงแต่งลดลง และเป็นธรรมชาติมากขึ้น

– จำกัดปริมาณอาหารที่กิน โดยเฉพาะอาหารไขมันและคาร์โบไเดรต และเพิ่มการออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญพลังงานส่วนเกินในร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลง ถ้าน้ำหนักลดลงได้อย่างน้อยร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว ก็สามารถทำให้ความดันเลือดลดลงได้

นอกจากนี้ คุณผู้ชายที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรลดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดื่มลง เช่น ลดลงเหลือ เบียร์วันละ 2 กระป๋อง ไวน์วันละครึ่งแก้ว เป็นต้น (ผู้หญิงลดการดื่มลงครึ่งหนึ่งของผู้ชาย) ส่วนผู้ที่ไม่ได้ดื่ม ก็ไม่แนะนำให้ดื่ม เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นได้เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในด้านอาหารประมาณ 2-3 สัปดาห์แล้ว ควรจะวัดความดันเลือดเปรียบเทียบกับความดันเลือดก่อนปรับเปลี่ยนอาหาร ถ้าความดันเลือดยังไม่ลดลงอย่างชัดเจน เช่น 5-10 มิลลิเมตรปรอท ก็ควรจะปรับลดอาหารหวาน มัน เค็ม และเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น หรือปรึกษานักโภชนาการ บุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้คำแนะนำเพิ่มเติมในการลดความดันเลือดต่อไป

ภาพ : freepik

Covid-19 กับผลพวงที่กระทบอวัยวะอื่นในร่างกาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616641

วันที่ 04 มี.ค. 2563 เวลา 07:50 น.

Covid-19 กับผลพวงที่กระทบอวัยวะอื่นในร่างกาย

นอกจากจะกระทบกับระบบทางเดินหายใจ มีไข้ ไอ หายใจลำบากแล้ว “Covid-19” จากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ยังส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกายของมนุษย์อีกด้วย ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย

Covid-19 กับปอดของมนุษย์

แรกเริ่มของอาการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (Covid-19) ร่างกายจะมีการแสดงออกที่ระบบทางเดินหายใจ หลังจากได้รับเชื้อผู้ป่วยอาจมีอาการไอ มีไข้ หายใจลำบาก อาการเหล่านี้อาจปรากฏขึ้นภายใน 2–14 วัน หรืออาจไม่แสดงอาการใดๆ เลยในคนที่ร่างกายแข็งแรงดี ความรุนแรงของอาการก็จะแตกต่างกันออกไป มีตั้งแต่เป็นไข้ไอ จนอันตรายถึงชีวิต สถิติการรายงานกรณีศึกษาผู้ป่วยในจีนระบุมีคนจำนวน 17,000 คน (81%) ที่มีอาการไม่รุนแรง โดยส่วนมากผู้สูงอายุจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า

แม้ว่าผู้ป่วยบางคนจะได้รับผลกระทบต่อทางเดินหายใจเพียงเล็กน้อยจนพัฒนาไปเป็นโรคปอดปวม แต่ก็ยังมีกลุ่มผู้ติดเชื้อบางกลุ่มที่ปอดได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ซึ่งสิ่งที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเห็นบ่อยครั้งคือกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลันหรือ ARDS (ARDS ไม่ใช่อาการที่มาพร้อมกับ Covid-19 แต่เป็นอาการที่พบได้หากปอดเกิดการติดเชื้อ และมีบาดแผล) ทั้ง Sars และ Mers ก็มีอาการเช่นเดียวกัน

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ของเหลวรั่วไหลออกมาจากเส้นเลือดฝอยในปอด หลังจากนั้นของเหลวเหล่านี้จะไปรวมกันอยู่ที่ถุงลมปอดทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งเฉลี่ยแล้วความเสียหายเหล่านี้จะเกิดขึ้นภายใน 5 วันหลังจากผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบาก และโรคจะพัฒนาเข้าสู่ ARDS ภายใน 8 วันหลังจากแสดงอาการติดเชื้อ และในตอนนี้ไม่มียาที่สามารถรักษาอาการ ARDS ได้

Covid-19 กับกระเพาะและลำไส้ของมนุษย์

ในรายงานผู้ติดเชื้อพบบางรายมีอาการทางเดินอาหารติดเชื้อ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียร่วมด้วย วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ และเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับ medRxiv รายงานว่า ตัวอย่างอุจจาระของผู้ติดเชื้อบางคนมีการทดสอบไวรัสเป็นบวก แต่ในตอนนี้ยังไม่มีรายงานรองรับว่าเชื้อสามารถแพร่จากทางอุจจาระได้หรือไม่

Covid-19 กับหัวใจและเส้นเลือดของมนุษย์

เชื้อไวรัสโคโรนาอาจส่งผลต่อการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะ เลือดไม่สามารถเลี้ยงอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ได้เพียงพอ รวมถึงส่งผลให้ความดันต่ำ แต่ถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานที่แน่ชัดถึงผลกระทบจากเชื้อที่ส่งผลต่อหัวใจโดยตรง

สำหรับในคนที่เป็นโรคหัวใจ ข้อมูลวารสารการแพทย์ The Lancet ระบุว่า คนในกลุ่มที่มีโรคหัวใจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตหากติดเชื้อไวรัส โดยผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสนี้พบว่ามีโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง 40% ซึ่งกลุ่มนี้เมื่อได้รับเชื้อไวรัสนี้ส่งผลให้มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ 17% กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ 7% ส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวได้ 9% ตลอดจนไตวาย 4%

ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีโรคประจำตัวก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัส จากข้อมูลทั้งหมด 138 เคสที่ได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพัธุ์ใหม่ 2019 ในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ระบุว่า ผู้ป่วยอาการหนักระยะวิกฤติมักจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง 58% โรคเบาหวาน 22% โรคหลอดเลือดหัวใจ 25% โรคหลอดเลือดสมอง 17%

Covid-19 กับตับและไตของมนุษย์

เมื่อเซลล์ตับได้รับผลกระทบจะส่งผลให้เอนไซม์ตับรั่วเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น มีผู้ติดเชื้อ 1 รายที่มีรายงานว่าได้รับความเสียหายต่อตับ และมีผู้ติดเชื้อบางรายที่มีอาการไตวายเฉียบพลัน อย่างไรก็ตามในกรณีของ Covid-19 ยังไม่มีรายงานว่าผู้ติดเชื้อได้รับผลกระทบต่อตับ และไต อย่างชัดเจนอย่างเช่นโรค Sars และ Mers (โรคที่มีเชื้อในตระกูลเดียวกัน)

Covid-19 กับระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์

เมื่อร่างกายมนุษย์ได้รับสิ่งแปลกปลอม ระบบภูมิคุ้มกันจะต้องออกมาทำหน้าที่ แต่ในกรณีที่มันโดนกระตุ้นมากเกินไปอาจทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Cytokine Storm หรือภาวะที่เซลล์ภูมิคุ้มกันผลิตไซโตไคน์เพื่อต่อสู้กับเชื้อมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อระบบและอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายของมนุษย์ได้

Covid-19 สิงห์อมควัน…ยิ่งสูบ ยิ่งเสี่ยง!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616544

วันที่ 03 มี.ค. 2563 เวลา 11:11 น.

Covid-19 สิงห์อมควัน...ยิ่งสูบ ยิ่งเสี่ยง!!

WHO และผู้เชี่ยวชาญโรคปอด เตือนสิงห์นักสูบเสี่ยงป่วยหนักและเสียชีวิต หากติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid-19) เหตุภาวะปอดอักเสบรุนแรงกว่าคนปกติ

ผู้อำนวยการบริหารโครงการเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพขององค์การอนามัยโลก (WHO) ดร.ไมค์ ไรอัน เผยว่า การสูบบุหรี่น่าจะทำให้การป่วยจากโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 มีอาการรุนแรงขึ้น

ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับที่ ดร.จิสลี่ เจนกิ้นส์ ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด มหาวิทยาลัยนอตติ้งแฮม ประเทศอังกฤษ ได้ออกมาเตือนเช่นกันว่า การสูบบุหรี่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต เช่นเดียวกับกรณีโรคซาร์ส และเมอร์ส ที่เกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัสเช่นเดียวกัน

ขณะที่พบสถานการณ์การติดเชื้อไวรัส Covid-19 ล่าสุดผู้ชายจะมีภาวะปอดอักเสบที่รุนแรงกว่า 2 เท่า และเสียชีวิตมากกว่าเกือบ 4 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการสูบบุหรี่ในจีนที่ผู้ชาย สูบบุหรี่มากกว่าผู้หญิง ทั้งนี้ เพราะปอดของคนสูบบุหรี่จะถูกทำลายจนเกิดภาวะถุงลมโป่งพอง ซึ่งภาวะนี้จะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ปอดสูงกว่าคนปกติ

ทางด้านประธานสมาคมควบคุมยาสูบญี่ปุ่น นายแพทย์มานาบุ ซากุตะ ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีสาธารณสุขญี่ปุ่น เตือนปัจจัยเสี่ยงสำคัญของไวรัส Covid-19 ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้สูบบุหรี่
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง และเบาหวาน

ส่วนในประเทศไทย แพทย์หญิงเริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลว่า เมื่อครั้งการระบาดของโรคเมอร์สที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์โคโรนาเช่นกัน พบคนสูบบุหรี่จะป่วยรุนแรงกว่าเพราะเซลส์ปอดของคนสูบบุหรี่มีตัวรับเชื้อไวรัสเมอร์สมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งเป็นสาเหตุให้คนสูบบุหรี่มีอาการรุนแรงกว่า แม้ยังไม่มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับการติดเชื้อไวรัส Covid-19 แต่เชื่อว่ากลไกการติดเชื้อน่าจะคล้ายกัน

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การสูบบุหรี่จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้กระบวนการกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่หลุดเข้ามาที่ปอดแย่ลง เริ่มจากการทำให้เซลล์ปอดเกิดการอักเสบสะสมเรื้อรัง จนกระทั่งปอดถูกทำลายลงเรื่อย ๆ และทำให้สิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคเข้าสู่ปอดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อมีการติดเชื้อปอดของผู้สูบบุหรี่จะเกิดการอักเสบที่รุนแรงกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ดังนั้น การเลิกสูบบุหรี่เป็นทางเดียวที่จะช่วยลดการอักเสบของเซลล์ปอด ยับยั้งการที่เซลล์ปอดถูกทำลายและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น

ให้ความเครียดบรรเทาด้วย ‘บ้านของเรา’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/616357

วันที่ 01 มี.ค. 2563 เวลา 14:40 น.

ให้ความเครียดบรรเทาด้วย 'บ้านของเรา'

โฮมสไตลิสต์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช แนะวิธีบริหารจัดการความเครียดด้วยการสร้างบรรยากาศความหอมภายในบ้าน

การดำเนินชิวิตที่ต้องเผชิญกับมลภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และความกังวลกับการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้หลายคนหลีกเลี่ยงการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน โฮมสไตลิสต์สาว อวน-วยา ดุลยบวรกุล และหมอนุ่น-แพทย์หญิงดุจฤดี อภิวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช แนะนำเคล็ดลับการเลือกกลิ่นหอมพร้อมเผยเคล็ดลับการผสมกลิ่มหอมเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายภายในบ้าน รวมถึงเผยวิธีการรับมือกับความเครียด ร่วมกับ THANN และกลุ่มผลิตภัณฑ์ THANN Home aroma (ธัญ โฮม อะโรมา)

โดยโฮมสไตลิสต์สาว อวน-วยา ดุลยบวรกุล กล่าวถึงการแต่งบ้านเพื่อรับมือกับ PM2.5 พร้อมแนะเคล็ดลับการเลือกกลิ่นหอม เพื่อสร้างบรรยากาศความผ่อนคลายภายในบ้านว่า “สำหรับแนวทางการแต่งบ้านหรือห้องเพื่อรับมือมือกับ PM 2.5 นั้น ควรเน้นความโล่งและโปร่งเป็นอันดับแรก และควรทำความสะอาดบ้านทุกวัน เพื่อลดปริมาณการสะสมของฝุ่นที่จับอยู่ในแต่ละที่ รวมถึงการปรับลดปริมาณเฟอร์นิเจอร์และการใช้ของตกแต่งบ้านที่ไม่จำเป็นให้น้อยชิ้น ทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาด และควรปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มการติดมุ้งลวดหรือม่านประตู-หน้าต่างเพิ่มอีกชั้นเพื่อดักจับฝุ่นละออง ซึ่งในปัจจุบันนี้มีมุ้งลวดและม่านกันฝุ่นหลากหลายดีไซน์ให้เลือกใช้สำหรับแต่งบ้านให้สวยงามอย่างลงตัว ส่วนการสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้น่าอยู่ก็เป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการจัดแจกันดอกไม้สด โดยสามารถมิกซ์แอนด์แมทช์สีสันและสายพันธุ์ของดอกไม้ตามที่เจ้าของบ้านชอบได้ เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมชาติ สบายตายามมองเห็น และอีกสิ่งที่อยากแนะนำ คือ การสร้างบรรยากาศด้วยการใช้กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องกระจายความหอมหรือก้านไม้หอมอย่าง Aroma Diffuser รวมถึงการใช้เทียนหอมก็สามารถช่วยเสริมบรรยากาศที่ดีให้กับทุกพื้นที่ภายในบ้านได้”

ทางด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช หมอนุ่น-แพทย์หญิงดุจฤดี อภิวงศ์ กล่าวถึงภาวะความเครียดในปัจจุบัน พร้อมแนะนำเคล็ดลับการจัดการกับความเครียดที่ถูกวิธีว่า “ความเครียดเป็นสภาวะทางอารมณ์ที่เกิดจากการที่คนเราต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ หรือการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลให้รู้สึกกดดัน วิตกกังวล กระทั่งสภาวะจิตใจที่เปลี่ยนไปในด้านลบ เมื่อสมองรับรู้ได้ว่าเกิดสภาวะที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจก็จะส่งผลเสียต่อการทำงานของฮอร์โมนทันที ทำให้ร่างกายมีสภาวะที่หัวใจเต้นแรง เหงื่อออก มือเท้าเย็น ปวดท้อง กระวนกระวาย หรือสมาธิไม่ดี อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อคนเรามีความเครียด และหากใครที่ต้องเผชิญกับความเครียดอยู่เป็นเวลานานโดยที่ไม่รู้จักหาวิธีผ่อนคลายก็อาจส่งผลต่อปัญหาสุขภาพตามมา เช่น อาการนอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของอาการซึมเศร้าได้”

นอกจากนี้คุณหมอยังอธิบายด้วยว่า ความเครียดนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่

  1. ระดับต่ำ (Mild Stress) สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ส่งผลรุนแรงต่อการดําเนินชีวิต เพียงแค่รู้สึกเบื่อหน่าย ขาดแรงกระตุ้น รวมถึงส่งผลต่อพฤติกรรมทำให้เชื่องช้าลง
  2. ระดับปานกลาง (Moderate Stress) เกิดจากเหตุการณ์ที่ผิดปกติจากชีวิตประจำวัน ไม่ก่ออันตราย และไม่แสดงออกถึงความเครียดที่ชัดเจน ส่วนใหญ่จะสามารถปรับตัวกลับสู่ภาวะปกติได้ คลายเครียดได้เองจากการได้ทํากิจกรรมที่ชื่นชอบ
  3. ระดับสูง (High Stress) เกิดจากเหตุการณ์รุนแรง หากปรับตัวไม่ได้ จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ ความคิด รวมถึงพฤติกรรม เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย พฤติกรรมเกี่ยวกับการนอนและการทานอาหารเปลี่ยนไปจนมีผลต่อการดําเนินชีวิต
  4. ระดับรุนแรงและเรื้อรัง (Severe Stress) ทําให้มีความล้มเหลวในการปรับตัว ก่อให้เกิดความผิดปกติและโรคต่างๆ ที่รุนแรง รวมถึงอาการทางจิต ส่งผลกระทบต่อการดําเนินชีวิตประจําวัน ดังนั้นควรเข้ารับการปรึกษาจากจิตแพทย์

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทั้งปัญหามลภาวะฝุ่น PM 2.5 รวมถึงการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส Covid-19 นั้นสามารถส่งผลให้เราเกิดความเครียดในระดับปานกลาง-สูงได้ ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของแต่ละคน ส่วนวิธีสังเกตุตัวเอง หรือคนรอบข้างเมื่อตกอยู่ในสภาวะเครียด สามารถสังเกตอาการที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน อาทิ อาการปวดศีรษะ ใจสั่น เกิดอาการวิตก กระวนกระวาย หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ เช่น ซึมเศร้า หงุดหงิด รวมถึงอารมณ์แปรปรวนได้ง่าย

สำหรับวิธีบริหารจัดการความเครียดนั้นให้เริ่มจากการสำรวจตัวเองก่อนแล้วลองวิเคราะห์หาสาเหตุของความเครียดนั้น เพื่อหาแนวทางจัดการอย่างเหมาะสม วิธีง่ายๆ เลยก็คือการพูดคุยให้กับคนที่เราไว้วางใจได้รับฟัง หรืออาจจะหากิจกรรมสนุกๆ ทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด เช่น ดูหนัง ฟังเพลง รวมถึงควรฝึกสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ หากความเครียดอยู่ในระดับรุนแรงก็ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือนักจิตวิทยาเพื่อทำการเยียวยารักษา

นอกจากนี้ การใช้กลิ่นหอมบำบัด (Aromatherapy) มาช่วยในการสร้างบรรยากาศความผ่อนคลายภายในบ้านนับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถบรรเทาความเครียดได้เร็วที่สุด กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติจะเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด เมื่อจมูกได้รับกลิ่นมาเพียงไม่กี่วินาที กลิ่นจะถูกส่งผ่านประสาทรับกลิ่น (Olfactory Nerves) ซึ่งอยู่เหนือโพรงจมูกไปยังกระเปาะรับกลิ่น (Olfactory Bulbs) และส่งต่อไปยังสมองส่วนควบคุมอารมณ์และความรู้สึก (Limbic System) อณูของน้ำมันหอมระเหยจะกระจายไปตามประสาทรับกลิ่นเข้าสู่สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ และความรู้สึก (Emotion Center หรือ Limbic System) โดยไปกระตุ้นให้สมองสั่งการไปที่ระบบต่อมไร้ท่อ เพื่อหลั่งสารที่มีประโยชน์ และมีอิทธิพลต่ออารมณ์และความรู้สึก ได้แก่ เอ็นโดฟิน (Endorphin) สารที่ช่วยลดความเจ็บปวด คลายความเครียด และความวิตกกังวล, เอนเคฟาลิน (Enkephalin) สารที่ช่วยลดอาการซึมเศร้า และเซโรโทนิน (Serotonin) ช่วยทำให้สงบ เยือกเย็น และผ่อนคลายจากสภาะเครียดได้

ต้อนรับฤดูร้อนด้วยคอลเลกชั่นใหม่จากแบรนด์สัญชาติไทย AB. Angelys Balek #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/616352

วันที่ 01 มี.ค. 2563 เวลา 14:02 น.

ต้อนรับฤดูร้อนด้วยคอลเลกชั่นใหม่จากแบรนด์สัญชาติไทย AB. Angelys Balek

เปิดซีซั่นด้วยการต้อนรับฤดูร้อนปี 2020 กับทริปท่องเที่ยวสไตล์ AB. Angelys Balek ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ผสานเข้ากับกลิ่นอายผจญภัย ในคอลเลกชั่น SPRING / SUMMER 2020 RESORT

เตรียมเคลียร์ตู้เสื้อผ้าไว้เพื่อชุดว่ายน้ำและเแอคเซสซอรี่คอลเลกชั่นใหม่ SPRING / SUMMER 2020 RESORT ของ AB. Angelys Balek (เอบี แอนเจลิส บาเลก) แบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยที่ไปโด่งดังไกลถึงอเมริกา ซึ่งเปิดซีซั่นด้วยการต้อนรับฤดูร้อนปี 2020 กับทริปท่องเที่ยวสไตล์ AB. Angelys Balek เต็มไปด้วยความหรูหรา ผสานเข้ากับกลิ่นอายผจญภัย

ถึงแม้ว่าแบรนด์จะมีดีเอ็นเอสะท้อนรากเหง้าความเป็นไทย แต่ในฐานะนักเดินทางที่เก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจทั่วโลก คอลเลกชั่นนี้จึงเป็นการนำเอาทิวทัศน์ เส้นสายของสถานที่ทั่วโลกมาเป็นไอเดียในการสร้างสรรค์ผลงาน

คอลเลกชั่น SPRING / SUMMER 2020 RESORT แอนเจลิส บาเลก ศิลปินและครีเอทีฟไดเรคเตอร์ แบรนด์ AB. Angelys Balek ได้ดึงความงดงาม มนต์เสน่ห์ของเมือง “ริเวียร่า” เมืองท่าที่สวยงาม และหมู่บ้านชาวประมงที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่เคยรุ่งเรืองในช่วงยุคทศวรรษที่ 19 ประเทศอิตาลี มาเป็นแรงบันดาลใจใน การดีไซน์ โดยสะท้อนให้เห็นถึงศิลปะและความงามของ Villa Tremezzo (วิลล่า เตรเมซโซ่) ซึ่งถูกสร้างในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ตั้งอยู่บริเวณ ริมทะเลสาบโคโม่ (Lake Como) โดดเด่นด้วยงานจิตรกรรมฝาผนังแบบเฟรสโคที่สะท้อนถึงพาเลตผสมสีที่มีชีวิตชีวา ลวดลายอ่อนช้อยของดอกไม้ กระจกหน้าต่างหลากสีสัน ควบคู่ไปกับรูปแกะสลักและ ราวบันไดที่งดงาม ทั้งหมดนี้ผสานเป็นสายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์สไตล์อิตาเลียน วิลล่าแห่งนี้เปรียบได้กับจุดหมายปลายทางของผู้ชื่นชอบศิลปะแนวอาร์ตนูโวฤดูกาลแห่งแสงแดดและความสุขจึงมาพร้อม เฉดสีฟ้าและชมพูที่ไล่โทนตั้งแต่เข้มไปสว่าง ซึ่งมีที่มาจากความชอบของดีไซเนอร์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะผ่านสีชอล์ค ดังนั้นเฉดสีที่แอนเจลิส บาเลก ใช้จึงมีความพิเศษและเข้ากันได้ดีกับทุกสีผิว ซิลลูเอตใหม่อันน่าตื่นเต้น ได้แก่ ชุดว่ายน้ำวันพีชไหล่เดี่ยวแขนยาว และชุดว่ายน้ำวันพีชลายพิมพ์ดอกไม้แขนแบบพอง ที่สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ได้หลายลุค งานคัตเอาต์ดีไซน์ใหม่มอบความเซ็กซี่แบบหรูหราให้กับผู้หญิง ในแบบฉบับสาวเอบีที่มีความเปรี้ยว เฉี่ยว มั่นใจ รักอิสระ แต่ยังคงมีโมเมนต์หวานๆ ลายพิมพ์ดอกไม้ อันสดใส ที่ดีไซเนอร์ของแบรนด์ตั้งใจดึงความเรียลลิสติก ความอ่อนช้อยของดอกไม้นานาพันธุ์ ลายทิวทัศน์ ซึ่งมองเห็นได้จากระเบียง พร้อมกับเฉดสีหลากหลาย อย่าง สีบลอนด์ทอง สีดำ สีแดง สีเหลือง

ไฮไลต์ของคอลเลกชั่นนี้คือ ชุดว่ายน้ำวันพีชประดับระบาย และชุดว่ายน้ำทูพีชดีไซน์พิเศษ ที่เล่นกับ เส้นสายอสมมาตร ผู้หญิงทุกคนสามารถสวมทับกับยีนส์ตัวโปรด หรือสวมแบบคลุมทับก็โก้ได้ไม่ซ้ำใคร

ในคอลเลกชั่นนี้ AB Angelys Balek ได้ดีไซน์แอคเซสซอรี่ อาทิ สร้อย, โซ่บริเวณคอและเอว เพื่อเพิ่มความ โดดเด่นให้กับบิกินี่ในวันที่ไปชมพระอาทิตย์ตกดินบนเรือยอร์ช หรือปาร์ตี้ซีนที่คุณยังคงสวยเปล่งประกายตลอดค่ำคืน

เติมเต็มความพิเศษให้กับฤดูร้อนนี้ด้วยแฟชั่นจาก AB. Angelys Balek คอลเลกชั่น SPRING / SUMMER 2020 RESORT ได้ที่ ชั้น G ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี หรือ https://www.angelysbalekshop.com และ Instagram: @angelysbalekth

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทยปลอดไวรัสโคโรนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/616049

วันที่ 27 ก.พ. 2563 เวลา 12:20 น.

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทยปลอดไวรัสโคโรนา

10 วิธีการจัดการ ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทยให้ปลอดไวรัสโคโรนา

วิธีการจัดการให้ปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการรถสาธารณะไม่ประจำทางให้ปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีดูแลศาสนสถานปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีดูแลศาสนสถานปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีดูแลศาสนสถานปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการค่ายทหารปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการงานอีเวนท์ปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการขนส่งสาธารณะปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการโรงแรมปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีดูแลคณะทัวร์ปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการร้านอาหารปลอดไวรัสโคโรนา

ศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลของไทย อยู่อันดับที่เท่าไหร่ในโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/615769

วันที่ 25 ก.พ. 2563 เวลา 06:07 น.

ศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลของไทย อยู่อันดับที่เท่าไหร่ในโลก

เปิดรายงานดัชนีศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลของโลก ประจำปี 2563 (Global Talent Competitiveness Index: GTCI) พบกรุงเทพมหานครรั้งอันดับ 2 เมืองที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคลที่ดีที่สุดใน AEC เป็นรองเพียงสิงคโปร์

ผู้นำด้านการให้บริการทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร บริษัท อเด็คโก้ กรุ๊ป Recruitment & Staffing Agency ร่วมกับ Google และสถาบัน INSEAD เปิดรายงานดัชนีศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลของโลกประจำปี 2563 (Global Talent Competitiveness Index: GTCI) จากการวัดศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลในทุกมิติ ทั้งด้านปัจจัยส่งเสริมภายใน (Enable) การดึงดูดคน (Attract) พัฒนาคน (Grow) การรักษาคน (Retain) ทักษะสายวิชาชีพ (Vocational & Technical Skills) และความรู้ความสามารถในระดับสากล (Global Knowledge Skills) ผลปรากฏว่า “สิงคโปร์” คว้าอันดับที่ 1 เมืองที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคลที่ดีที่สุดใน AEC ตามมาด้วย “กรุงเทพมหานคร” ในอันดับ 2

สำหรับกรุงเทพมหานคร ถูกจัดอยู่ในอันดับ 2 ของประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญด้านทรัพยากรบุคคลและโอกาสเติบโตสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางทางธุรกิจในภูมิภาค โดยตั้งแต่ปี 2561 กรุงเทพมหานครมีอันดับโลกที่สูงขึ้นทุกปี จากอันดับที่ 78 สู่อันดับที่ 65 และอันดับที่ 57 ในปัจจุบัน จนนำหน้า “กัวลาลัมเปอร์” เมืองหลวงประเทศมาเลเซียได้ 2 ปีซ้อน เมื่อมองภาพรวมในระดับประเทศพบว่า ประเทศไทยมีคะแนนรวมที่ดีขึ้น โดยมีคะแนนอยู่ที่ 41.30 ซึ่งสูงขึ้นจากปีก่อนที่มีคะแนนอยู่ที่ 38.62 อย่างไรก็ตามพัฒนาการของไทยยังช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยพบว่าอันดับของประเทศไทยลดลงจากอันดับที่ 66 สู่อันดับที่ 67 โดยพบว่าปัจจัยด้านความรู้ความสามารถในระดับสากล ทักษะวิชาชีพ และปัจจัยส่งเสริมภายในที่มีอันดับสูงขึ้นในปีที่แล้ว ในปีนี้กลับมีอันดับลดลงทั้งสามด้าน ส่งผลให้ประเทศอินโดเนเซียแซงขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 65 และครองอันดับ 4 ใน AEC

ส่วนในระดับโลกนั้น อันดับที่ 1 ยังคงตกเป็นของแชมป์เก่าอย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา ที่ทำอันดับขึ้นมาเป็นที่ 2 แซงประเทศสิงคโปร์ที่ในปีนี้หล่นมาอยู่ในอันดับที่ 3 อันดับที่ 4 ได้แก่ประเทศสวีเดน ส่วนอันดับ 5 ได้แก่ ประเทศเดนมาร์ก

ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทย เผยว่า การที่ประเทศไทยมีคะแนนรวมสูงขึ้น แต่อันดับตกลงนั้น เป็นเพราะการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้ส่งผลให้ตลาดโลกต้องการแรงงานที่มีทักษะที่สูงขึ้นและหลากหลายขึ้น ดังนั้น เมื่อมาเทียบกับประเทศอื่นๆ ศักยภาพการแข่งขันของแรงงานไทยในตอนนี้จึงอาจยังไม่พอกับสภาพตลาดที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน ไทยจึงควรเร่งพัฒนาทักษะให้กับประชาชนซึ่งเป็นทรัพยากรบุคคลในประเทศให้มีทักษะที่เป็นที่ต้องการในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านดิจิทัล ทักษะทางเทคโนโลยี ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะภาษาต่างประเทศ และทักษะทางด้านอาชีวะ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงการปฏิรูปการศึกษาและส่งเสริมค่านิยมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้แรงงานไทยมีภูมิคุ้มกันพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

นอกจากนี้ ปัจจัยส่งเสริมภายในก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายภาครัฐ ความมั่นคงทางการเมือง อัตราการคอร์รัปชัน สภาพตลาดแรงงาน ความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ การส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการวิจัย ล้วนแล้วแต่มีส่วนสำคัญที่จะช่วยยกระดับศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคลของประเทศไทย

8 ปัจจัยเสี่ยงด้านชีวอนามัยที่อาเซียนต้องจับตาในปี 2030 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/615628

วันที่ 23 ก.พ. 2563 เวลา 15:30 น.

8 ปัจจัยเสี่ยงด้านชีวอนามัยที่อาเซียนต้องจับตาในปี 2030

เอ็นไอเอเผยผลสำรวจ 8 ปัจจัยเสี่ยงด้านชีวอนามัยที่อาเซียนต้องจับตาในปี 2030 รวมถึงการระบาดของเชื้อแบคทีเรียและไวรัสมีโอกาสเกิดขึ้น ได้แก่ ไข้อีโบลา โรคซาร์ส ไวรัสซิกา ไข้เหลือง ไข้หวัดใหญ่ และไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยสถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม (IFI) ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะด้านอนาคตศาสตร์ และช่วยคาดการณ์ทิศทางอนาคตของประเทศไทยในมิติต่างๆ ได้ทำการสำรวจข้อมูลจากหัวข้อการสัมมนา “Biosecurity in ASEAN 2030” ในงานประชุมนานาชาติ “Asia-Pacific Future Network Conference” ครั้งที่ 5 และวิเคราะห์แนวโน้มความปลอดภัยด้านชีวอนามัยของอาเซียนในปี 2030

ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวอาเซียนจะมีปัจจัยหลักสำคัญ 8 ประการที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทั้งทางด้านสุขภาพและสาธารณสุข และเป็นสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น การแพทย์และสุขภาพ ภาคสังคมต้องสรรหาแนวทางรับมือ ได้แก่

1 การเพิ่มขึ้นของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และการสรรหาพลังงานทดแทนจากสิ่งใหม่ๆ จะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะการระบาดของเชื้อโรค เช่น การนำขยะมาพัฒนาเป็นของใช้ที่อาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีและเชื้อโรค การใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็นจนขาดความหลากหลายทางชีวภาพและความไม่สมดุล เป็นต้น

2 การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกนั้นเป็นปัจจัยที่เหมาะ แก่การเจริญเติบโตของเชื้อโรคและไวรัสต่างๆ และสถานที่ซึ่งไม่เคยมีการแพร่ระบาดก็จะเกิดการแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกยังทำให้เชื้อโรคและไวรัสที่ถูกแช่แข็งตั้งแต่ในอดีตถูกปลุกให้กลับมามีชีวิต

3 การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ที่อาจจะเกิดขึ้นในบางประเทศ ซึ่งทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อโรคและไวรัสมีมากขึ้น นอกจากนี้ การที่ประชากรหนาแน่นยังทำให้ผู้คนต้องมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น จนเป็นเหตุให้การส่งผ่านเชื้อโรคต่างๆ สู่กันได้ง่าย เช่น การปนเปื้อนทางอาหาร การใช้บริการสาธารณะ

4 การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของกลุ่มดังกล่าวที่มีความเสี่ยงทั้งต่ออุบัติภัย การเกิดโรคจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย การสร้างมลภาวะ รวมถึงการหลั่งไหลของประชากรที่เข้ามาทำงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอันเนื่องมาจากการเปิดประเทศ

5 การเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขยายตัวทางอุตสาหกรรม และการเกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่จะมีผลทำให้เชื้อโรคบางชนิดแฝงมากับกิจกรรมดังกล่าว รวมถึงการอุบัติของโรคที่ยังไม่มีคนรู้จัก และความต้านทานของไวรัสบางประเภทที่จะมีมากขึ้น โดยปัจจัยในข้อนี้มักจะมีผลกับพื้นที่สำคัญที่มีการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจ เช่น เมืองหลวง เมืองใหญ่ในระดับภูมิภาค เมืองอุตสาหกรรม และเมืองท่องเที่ยว

6 การปฏิรูปการใช้ที่ดิน การพัฒนาและการใช้ที่ดินในกิจกรรมต่างๆ ทั้งในเมืองและชนบทอาจเป็นตัวขับเคลื่อนให้เชื้อโรคและไวรัส แพร่กระจายจากพื้นดินเข้าสู่อาคาร และสามารถแพร่ไปสู่อากาศได้มากขึ้น นอกจากนี้ การสูบน้ำจากใต้ดินเพื่อการอุปโภคบริโภคก็ยังเป็นพาหะนำโรคติดต่อต่างๆมาสู่คนและสัตว์ได้เช่นเดียวกัน

7 การท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น การเดินทางที่มีความสะดวก ผนวกกับเทคโนโลยีการขนส่งที่มีความทันสมัย ทำให้เกิดการหลั่งไหลเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเดินทางในแต่ละครั้งจะนำพาเชื้อโรคและไวรัสต่างๆ จากจุดกำเนิดไปยังสถานที่ใหม่ ส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคติดต่อในภูมิภาคใหม่และแพร่ประจายได้อย่างรวดเร็ว

8 การสูญพันธ์ของสัตว์และพืชพรรณบางชนิด จำนวนสิ่งมีชีวิตที่ลดลงอาจทำให้เชื้อโรคและไวรัสที่เคยใช้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเป็นแหล่งฟักตัวหรือเป็นแหล่งอาศัย เริ่มปรับตัวและหาที่อาศัยใหม่ เช่น จากพืชสู่สัตว์ จากสัตว์สู่คนมากขึ้น โดยในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีการเกิดโรคติดต่อที่เกิดจากคนสู่สัตว์เกิดขึ้นแล้วในหลาย ๆ ประเทศรวมถึงไทยและอาเซียน ซึ่งควรมีการวิจัยหรือการติดตามที่เป็นระยะ เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมและหาแนวทางป้องกันต่อไป

จากปัจจัยที่กล่าวมายังพบอีกว่า การระบาดของเชื้อแบคทีเรียและไวรัสมีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก โดยเฉพาะไข้อีโบลา (Ebola) โรคซาร์ส (SARS) ไวรัสซิกา (Zika) ไข้เหลือง (Yellow Fever) ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และไวรัส อหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever) ซึ่งเป็นเชื้อที่มีความรุนแรงและอันตรายในระดับสูง บางชนิดสามารถแพร่กระจายผ่านทางอากาศได้ เนื่องจากการเดินทางที่สะดวกมากยิ่งขึ้นทำให้การแพร่กระจายของเชื้อเกิดขึ้นได้เร็วกว่าในธรรมชาติหลายเท่า เป็นภัยคุกคามที่จะเกิดกับความปลอดภัยทางชีวอนามัยในอนาคต

อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประชากรโลกต้องเผชิญกับความเสี่ยงของการเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทุกครั้งที่เกิดสถานการณ์ดังกล่าวมักไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า และหลายครั้งยังขาดวิธีการรับมือที่เป็นรูปธรรมเนื่องจากขาดระบบคาดการณ์ที่มีประสิทธิภาพ การเก็บข้อมูล การใช้สถิติ รวมทั้งขาดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการมองอนาคตที่มีการดำเนินงานอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ประชากรโลกต้องตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ

การพยากรณ์และการคาดการณ์การเกิดโรคจึงจำเป็นอย่างมากสำหรับทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งการพยากรณ์เหตุการณ์ของโรคภัยที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน มีความคล้ายคลึงกับการทำนายสภาพอากาศของประเทศ ที่จะช่วยให้เกิดการเตรียมการล่วงหน้า สามารถรับมือหรือออกมาตรการที่เหมาะสม รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี และเป็นผลดีต่อการสื่อสารความเสี่ยงและเตือนภัยการระบาดของโรคกับสาธารณชนได้เป็นอย่างดี

6 ข้อปฏิบัติ พลัสประสิทธิภาพการทำงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/615464

วันที่ 21 ก.พ. 2563 เวลา 09:40 น.

6 ข้อปฏิบัติ พลัสประสิทธิภาพการทำงาน

How to ทำงานให้ดีขึ้น ด้วย 6 เรื่องที่ควรโฟกัสตอนนี้เพื่อการทำงานที่จะมีประสิทธิภาพมากกว่า

อยากตั้งใจทำงานให้เสร็จแต่กำลังวอกแวกเปิดหน้าจอใช่หรือเปล่า อีกเรื่องราวปวดใจของการทำงานที่หลายคนเป็นอยู่บ่อยๆ วันนี้เรามี 6 วิธีที่จะช่วยให้คุณสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นมาฝาก

วิธีที่ 1 จัดลำดับความสำคัญ

ทันทีที่ไม่มีสมาธิในการทำงาน แต่ยังมีงานกองเท่าภูเขาอยู่ตรงหา การเรียนรู้วิธีจัดลำดับความสำคัญเป็นสิ่งที่ควรทำ ซึ่งสิ่งที่จะต้องมีก็คือสมุดตารางงาน หรือแอปพลิเคชั่นสำหรับจดบันทึกในโทรศัพท์มือถือ โดยคุณจะต้องจัดเรียงความสำคัญของงานตามประเภท ความยาก และระยะเวลาที่จะต้องทำให้สำเร็จ วิธีนี้จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมสิ่งต่างๆ และจัดการงานทั้งหมดของตนเองได้

วิธีที่ 2 ตัดสิ่งรบกวน

ทุกสถานที่ย่อมมีสิ่งรบกวนที่ทำให้เสียสมาธิในการทำงานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนจากอีเมลหรือแอปพลิเคชั่นต่างๆ ภายในโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงการแจ้งว่ามีการประชุมงานอย่างกะทันหัน หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่เข้ามาสอบถามข้อมูลต่างๆ และชวนคุยนอกเรื่อง

เราสามารถเริ่มต้นด้วยการพิจารณาว่ามีสิ่งใดบ้างที่ทำให้คุณเสียสมาธิในการทำงาน โดยอาจจะหาสมุดบันทึกประจำวันสักเล่มหรือแอปพลิเคชั่นในการช่วยจดบันทึกต่างๆ มาเริ่มจดบันทึกเกี่ยวกับสิ่งรบกวนรอบตัวและทำเครื่องหมายทุกครั้งเมื่อรู้สึกว่าสิ่งนี้กำลังทำให้คุณไม่มีสมาธิในการทำงาน วิธีนี้จะช่วยให้รู้ว่ามีอะไรบ้างที่คอยรบกวนสมาธิในการทำงาน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองเพื่อให้สามารถตัดสิ่งรบกวนนั้นออกไปได้ง่ายขึ้น

วิธีที่ 3 ใช้เวลากับหน้าจอมือให้น้อยลง

ปัจจุบันการสื่อสารหลักภายในองค์กรส่วนใหญ่มักจะใช้อีเมลหรือสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ในการทำงาน เพราะสามารถช่วยให้ทำงานหลายอย่างได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานก็ยังคงมีความสำคัญอยู่ เพราะสามารถช่วยลดความเครียดในการทำงาน ลดระยะเวลาในการตัดสินใจ และเป็นการกระตุ้นการทำงานร่วมกัน

วิธีที่ 4 มุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน

การมุ่งมั่นในการทำงานอย่างเต็มที่จะทำให้คุณรู้สึกผูกพันกับงานของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้งานที่ทำนั้นออกมามีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ แม้ว่าการทำให้ตนเองมีความมุ่งมั่นในการทำงานอยู่เสมอนั้นจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ผลลัพธ์ของงานที่ออกมาก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับความพยายาม

วิธีที่ 5 เคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

การเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเคารพตนเองหรือผู้อื่นก็เป็นสิ่งที่ควรทำ ซึ่งหากคุณไม่เคารพตนเองและผู้อื่น คุณก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข เพราะหากเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในองค์กรก็จะก่อให้เกิดความตึงเครียดในการทำงาน แต่ถ้าคุณเคารพคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน คุณก็จะสามารถยอมรับฟังและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจภายในองค์กรได้ดีกว่าการโต้แย้งกัน

วิธีที่ 6 ฝึกการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

การให้ความสนใจกับการพัฒนาตนเองเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราเป็นพนักงานที่ดีขององค์กรได้มากที่สุด เพราะเมื่อมีทักษะและความรู้ที่มากขึ้น ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งนอกจากการเรียนรู้จะช่วยให้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานแล้ว ยังจะช่วยให้สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อีกด้วย