ซีพีเอ็นเนรมิต The Great China Bazaar จำลองบรรยากาศตลาดจีนสไตล์โมเดิร์นให้จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/611439

  • วันที่ 12 ม.ค. 2563 เวลา 07:43 น.

ซีพีเอ็นเนรมิต The Great China Bazaar จำลองบรรยากาศตลาดจีนสไตล์โมเดิร์นให้จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว

ซีพีเอ็น เปิดแคมเปญ The Great Chinese New Year 2020 ฉลองตรุษจีนสุดยิ่งใหญ่ ดึงซุปตาร์ ‘อั้ม’ ฉลองความมงคลมั่งคั่งรับปีหนูทอง ในงาน The Great Chinese New Year 2020 พร้อมเนรมิต “The Great China Bazaar” จำลองบรรยากาศของตลาดจีนสไตล์ โมเดิร์น ให้จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น เปิดตัวแคมเปญสุดอลังการ “The Great Chinese New Year 2020 ในคอนเซ็ปต์ The Great China Bazaar” จำลองบรรยากาศของตลาดจีนสไตล์ โมเดิร์น ให้จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว ที่เดียวในศูนย์การค้าเซ็นทรัล 34 สาขาทั่วประเทศ รวมเซ็นทรัลไอ-ซิตี้ ประเทศมาเลเซีย ดึง “อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ” เปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ในลุค ไซซี ยอดหญิงงามของจีนสวมเครื่องเพชรสุดหรูและมาพร้อมขบวนเครื่องเพชรเครื่องทองจาก PRIMA รวมมูลค่า 99 ล้านบาท และเครื่องแต่งกายที่ออกแบบพิเศษเฉพาะสำหรับงานนี้

โดยดีไซน์เนอร์ชื่อดัง ‘โจ้ SURFACE’ เตรียมพบไฮไลท์ห้ามพลาด อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์ ชมองค์กวนอูหยกแท้ ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าคนจริง ที่แกะสลักจากหยกหนักกว่า 1 ตัน เลือกซื้อสินค้าหยกแท้คุณภาพสูงกว่า 2,020 รายการ และมังกรบอลลูนยักษ์ความยาวกว่า 30 เมตรและบันไดสรวงสวรรค์ แลนด์มาร์คขอพรและถ่ายรูปที่ห้ามพลาด, ตระการตาเมืองท่าเรือจีนโบราณและเรือสำเภาขนตำลึงทองยักษ์ ที่เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต, แลนด์มาร์คถ่ายรูปที่น้ำตก LED ขนาดใหญ่ใจกลางศูนย์ฯ และอิ่มอร่อยกับเหลาดังจากเยาวราช ตำนานความอร่อยกว่า 100 ปี ที่เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3, ชมมงกุฎแท้ที่ใช้ในการประกวด Miss Thailand World และ Miss Grand Phuket ที่เซ็นทรัลภูเก็ต พลาดไม่ได้กับโปรโมชั่นร่ำรวย มงคล ลุ้นโชคมากมาย รวมมูลค่าสูงสุดกว่า 9 ล้านบาท โดยแคมเปญเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. ถึง  9 ก.พ. 2563 นี้ พร้อมกิจกรรมตรวจเช็คดวงชะตาปี 2020 ผ่านทาง LINE@: centrallife และพิเศษวัน จ่าย-ไหว้-เที่ยว 23 – 25 ม.ค. รับโชคอั่งเปามั่งมี

โดยแคมเปญ “The Great Chinese New Year 2020” นี้ร่วมกับบริษัทในเครือกลุ่มเซ็นทรัลรีเทล และพันธมิตรธุรกิจ ได้แก่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ, บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด, การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย, บริษัท พรีม่าโกลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท ทราเวิล เอเลเมนท์ส จำกัด, และบริษัท วอลโว่คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บัตรเครดิตธนาคารออมสิน, บัตรเครดิตเคทีซี, และบัตรเครดิตไทยพาณิชย์

ภายในงาน ได้รับเกียรติจากนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา, นางสาวปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือกลุ่มเซ็นทรัลรีเทล และดารา เซเลบริตี้เชื้อสายจีนชื่อดังมากมายมาร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุข, อภินรา-พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา, คุณปันชลิตา จันทรากุล, พิชญา พูลสถิติวัฒน์, วารีนิธิ กันท์ไพบูลย์, จงจินต์ จึงสุระ, พิชญา พูลสถิติวัฒน์ และณัฐวลัญชุ์ หน่อแก้วมงคล เป็นต้น

เนรมิตโซนอีเดน 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ให้เป็นตลาด Bazaar ที่มีบรรยากาศความคึกคักของตลาดจีนร่วมสมัย พร้อมโชว์ฉลองเทศกาลตรุษจีนมหามงคลอย่างยิ่งใหญ่ เปิดตัวด้วยโชว์สิงโต 9 สี และระบำพัดเรียกความร่ำรวยและสิริมงคล และไฮไลท์ “อั้ม พัชราภา” ที่สวมเครื่องเพชรสุดหรู มาพร้อมขบวนเครื่องเพชรเครื่องทองสุดอลังการ จาก PRIMA รวมมูลค่า 99 ล้านบาท และเครื่องแต่งกายที่ออกแบบพิเศษ โดยดีไซน์เนอร์ชื่อดัง ‘โจ้ SURFACE’ ในลุคของ “ไซซี..ยอดหญิงงามผู้สยบจอมยุทธ์ มีชัยเหนือซุนวู” หนึ่งในสี่หญิงงามแห่งแผ่นดินจีนที่ถูกขนานนามว่า “มัจฉาจมวารี” ซึ่งหมายถึง “ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลาที่กำลังแหวกว่ายยังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ” จนสามารถเอาชนะซุนวูเจ้าของพิชัยยุทธ์ที่โด่งดัง

เตรียมพบไฮไลท์มากมาย ในงาน The Great China Bazaar ได้แก่ ‘จับจ่าย’ของไหว้ ของมงคล พร้อมอร่อยกับโรงเตี๊ยมติ่มซำร้านดัง และ Chef’s Table โดย เชฟป้อม (ธนรักษ์ ชูโต) ในงาน Central Bangkok China’s Best และพบกับ Jade Bazaar ที่เซ็นทรัลเวิลด์เลือกซื้อสินค้าหยกล้ำค่าคัดคุณภาพกว่า 2,020 รายการ หรือจับจ่ายสินค้าในบรรยากาศท่าเรือจีนโบราณและพร้อมชมเรือสำเภาขนตำลึงทองยักษ์ที่เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต ‘ไหว้’ สักการะพระสังกัจจายน์ปางรับทรัพย์ เนื้อหยกขาวบริสุทธิ์ หน้าตัก 20 นิ้วที่เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว หรือเจ้าแม่กวนอิมความสูงกว่า 3 เมตรที่เซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า ‘กิน’ ลิ้มรสอาหารจีนรสชาติจัดจ้านสไตล์เสฉวน พร้อมสาธิตเมนู “หม้อไฟเสฉวน” และ “หมาล่า” โดยเชฟชื่อดังที่เซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา และพบกับร้านอาหารจีนแต้จิ๋ว เหลาดังจากเยาวราช เสิร์ฟความอร่อยยาวนานกว่า 100 ปีที่เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 และ ‘เที่ยว’ ตระการตาการแสดงระดับโลกที่หาชมได้ยากจากประเทศจีน พบกับมังกรบอลลูนยักษ์ความยาวกว่า 30 เมตร บันไดสรวงสวรรค์ใจกลางกรุงเทพที่เซ็นทรัลเวิลด์, โชว์ CHINA VERTICAL MULTIMEDIA ในธีมมังกรท่องเขาจักรพรรดิ์ เมืองจางเจียเจี้ยที่เซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช และเทศกาลโคมไฟ องค์ไท้ส่วยเอี๊ยสูง 3.25 เมตร และ 12 นักษัตรสูง 2.5 เมตร ที่เซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา

พลาดไม่ได้กับโปรโมชั่นมหามงคลต้อนรับตรุษจีนสำหรับสมาชิก The 1กับของรางวัลมากมายรวมมูลค่ากว่า 9 ล้านบาท เมื่อช้อปสินค้าภายในศูนย์ฯ อาทิ ช้อปและลุ้นรับโชคตรุษจีน รถยนต์ VOLVO รุ่น XC40, ตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ กรุงเทพฯ – มาเก๊า จาก AirAsia, สำหรับสุดยอดนักช้อป Top Spenders 13 ท่านแรก ที่มียอดใช้จ่ายขั้นต่ำตามที่กำหนด รับแพคเกจเรือสำราญ Celebrity APEX เส้นทาง สเปน-ฝรั่งเศส- อิตาลี พร้อมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ, เครื่องประดับทองคำ 99.9% จาก Prima, พร้อมโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ จากพันธมิตรที่ร่วมรายการ อาทิ รับฟรี “น้ำเต้าทองเรียกทรัพย์” 1 ชิ้น* ผ่านการทำพิธีจากวัดเล่งเน่ยยี่ สำหรับลูกค้ารถยนต์ Volvo และลูกค้าที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตธนาคารออมสิน, เคทีซี, ไทยพาณิชย์ พิเศษ โปรฯ รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 13% สำหรับลูกค้าที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตธนาคารออมสิน, บัตรเครดิตเคทีซี, บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ ณ ร้านค้าในโซนพลาซา ลูกค้าชาวต่างชาติ ระหว่างวันที่ 16 ม.ค. – 9 ก.พ. 2563 ช้อปครบ 3,500 บาท ขึ้นไป รับฟรี! กระเป๋าพับได้ลายรามเกียรติ์ 1 ใบ (เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ) และสำหรับลูกค้าที่ใช้จ่ายผ่าน Alipay แอปพลิเคชั่น และใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต UnionPayเพียงช้อปครบ 3,000 บาท ขึ้นไป รับฟรี! กระเป๋าพับได้ลายรามเกียรติ์ 1 ใบ (เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ)

สำหรับห้างเซ็นทรัลร่วมกับพันธมิตรมาในคอนเซ็ปต์ “THE LUCKIEST STORE IN TOWN” ระหว่างวันที่ 15 ม.ค.-2 ก.พ. 63  พบกิจกรรมไฮไลต์มากมาย อาทิ ห้างเซ็นทรัล @เซ็นทรัลเวิลด์ พบกับขบวนเชิดสิงโตอวยพรและส่งความสุข พร้อม “โฟโต้บูธสไตล์จีน” เสี่ยงเซียมซี ดิจิทัล และรับน้ำมนต์จากวัดเน่งเล่ยยี่ เครื่องลางมงคลจากญี่ปุ่น รับสิทธิ์ดูฮวงจุ้ยที่บ้าน โดยอาจารย์ช้าง-ทศพร ศรีตุลา เมื่อช้อปตามเงื่อนไข และสำหรับคนเกิดปีชง รับคูปองแทนเงินสด สูงสุด 200 บาท (จำกัด 88 ท่าน/สาขา)  ร่วมด้วยไฮไลต์การแสดง นำโดย หมาก-ปริญ สุภารัตน์ และ คิมเบอร์รี่ แอน เทียมศิริ  พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารจีนมงคล ที่ Living House ชั้น 7 ห้างเซ็นทรัล @เซ็นทรัลเวิลด์ Foodloft ชั้น 7”

เตรียมพบความมั่งคั่งสมบูรณ์ เลือกซื้อของไหว้ อาหารมงคลมากมายให้จับจ่าย ไหว้ กิน เที่ยว ครบจบในที่เดียว เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปีหนู The Great Chinese New Year 2020 ตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. – 9 ก.พ. 2563 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา, เซ็นทรัลเฟสติวัล, เซ็นทรัล ภูเก็ต และเซ็นทรัล วิลเลจ รวม 34 สาขาทั่วประเทศ รวมเซ็นทรัลไอ-ซิตี้ ประเทศมาเลเซีย

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ภัยสุขภาพที่นักเดินทางต้องรู้จัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611847

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 09:30 น.

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ภัยสุขภาพที่นักเดินทางต้องรู้จัก

กรมควบคุมโรคห่วงนักเดินทาง แนะ 6 วิธีป้องกันตนเองจากโรคปอดอักเสบ หรือโรคติดต่อทางเดินหายใจจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เมื่อไปเยือนต่างประเทศ ขณะที่ WHO เตือนไทย พร้อมย้ำไร้ยารักษา

โรคปอดอักเสบ ( Pneumonia) ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ พบได้ทั้งการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอด และเนื้อเยื่อโดยรอบ มีอาการสำคัญ ได้แก่ มีไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ

สำหรับมาตรการเฝ้าระวังคัดกรองและป้องกันควบคุมโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนา ของกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค มีทั้งการคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ขอความร่วมมือให้โรงพยาบาลทำการคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการไข้ ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ และมีประวัติการเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น รวมทั้งการเฝ้าระวังในชุมชน

วิธีป้องกันตนเองของนักเดินทาง

เนื่องจากองค์การอนามัยโลกไม่มีประกาศจำกัดการเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว แต่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

  1. ระหว่างเดินทางในต่างประเทศ ขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือสถานที่ที่มีมลภาวะเป็นพิษ และไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอ จาม หากเลี่ยงไม่ได้ให้สวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน
  2. หลีกเลี่ยงการเข้าไปตลาดค้าสัตว์มีชีวิต การสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรวมถึงเนื้อสัตว์ที่ไม่สุก
  3. หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำ และสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น
  4. ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น (เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว) เนื่องจากเชื้อก่อโรคทางระบบทางเดินหายใจสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ
  5. รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  6. หลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย ภายใน 14 วัน ถ้ามีอาการไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้

องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนไทยรับมือไวรัสโคโรนาจากจีน

องค์การอนามัยโลก เตือนเชื้อไวรัสโคโรนาจากจีนอาจมีการแพร่เชื้อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ และอาจจะมีการแพร่ระบาดในขอบเขตที่กว้างขึ้น แนะประเทศไทยเฝ้าระวังคัดกรองเข้มข้นนักท่องเที่ยวจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ โดยเฉพาะที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีอาการไข้และอาการไอ พร้อมทั้งได้เตือนโรงพยาบาลทั่วโลกให้ทำการป้องกันการติดเชื้อดังกล่าว และทำการควบคุม หากพบการระบาดของไวรัส โดยที่ WHO ยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่มียารักษาการติดเชื้อไวรัสโคโรนา

นายริชาร์ด โบรว์ ผู้แทน WHO ประจำประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาจากจีน ขณะที่ใกล้ถึงวันที่ 25 ม.ค. ซึ่งเป็นเทศกาลตรุษจีน และจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากจากจีนเดินทางเข้ามายังประเทศไทย โดยให้ทำการคัดกรองนักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีไข้และอาการไอ

ขณะนี้มีรายงานล่าสุดว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาจำนวน 41 รายในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งรวมถึงผู้ป่วยรายหนึ่งที่เสียชีวิต ทั้งนี้ วงการแพทย์ได้ค้นพบเชื้อไวรัสโคโรนาในมนุษย์จำนวน 6 สายพันธุ์ มี 4 สายพันธุ์ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจในระดับปานกลาง ส่วนอีก 2 สายพันธุ์สามารถก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ SARS และโรค MERS

10 วิธีนอนถูกหลักอนามัย Sleep Hygiene นอนอย่างไรกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611774

  • วันที่ 15 ม.ค. 2563 เวลา 12:56 น.

10 วิธีนอนถูกหลักอนามัย Sleep Hygiene นอนอย่างไรกัน

10 วิธีที่ช่วยให้การนอนมีประสิทธิภาพ เพื่อการนอนที่ถูกหลักอนามัย (Sleep Hygiene) พร้อมเลิกเข้าใจผิดเรื่องกินนมอุ่น จิบชาคาโมมายด์ หรือออกกำลังกายให้เหนื่อยจะช่วยให้หลับง่าย

สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สสส.) ชวนคนไทยใส่ใจการนอนในงานเสวนา “Why We Sleep: นอนเปลี่ยนชีวิต” ภายใต้โครงการขับเคลื่อนความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาวะเด็กและครอบครัว และการพัฒนาศักยภาพเยาวชน

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผอ.สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า การนอนพักผ่อนที่เพียงพอเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงและคุณภาพชีวิตที่ดี ข้อมูลวิชาการชี้ชัดว่า หากนอนไม่มีคุณภาพจะส่งผลกระทบทางสุขภาพและสังคม ทั้งก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆ การด้อยประสิทธิภาพการทำงาน หรือการเกิดอุบัติเหตุ

สำหรับการนอนที่ถูกหลักอนามัย (sleep hygiene) สำหรับผู้ใหญ่มีข้อปฏิบัติ 10 ประการ ดังนี้

  1. ควรเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน ทั้งวันทำงานและวันหยุด
  2. ไม่ควรงีบในเวลากลางวัน ถ้านอนกลางวันเป็นประจำ ไม่ควรงีบเกิน 30 นาที และไม่ควรงีบหลังบ่าย 15.00 น.
  3. หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนนอน
  4. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และอาหารมื้อหนัก รสจัด เผ็ด หรืออาหารหวานอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนนอน
  5. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนนอน
  6. เตียงนอนควรเป็นเตียงที่นอนแล้วสบาย มีอุณหภูมิที่เหมาะสม ระบายอากาศดี ไม่ควรมีแสงเล็ดลอดเข้ามา และไม่ควรมีเสียงดัง
  7. ควรผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล ไม่ควรดูภาพยนตร์ตื่นเต้นสยองขวัญก่อนนอน
  8. ควรใช้ห้องนอนเพื่อการนอนและกิจกรรมทางเพศเท่านั้น อย่าใช้ห้องนอนและเตียงนอนเป็นที่ทำงาน เล่นโทรศัพท์มือถือ ดูโทรทัศน์
  9. หากนอนไม่หลับภายใน 30 นาที ควรลุกจากที่นอนทำกิจกรรมเบาๆ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบา ๆ แล้วกลับมานอนใหม่อีกครั้งเมื่อง่วง
  10. รับแสงแดดให้เพียงพอในตอนเช้าอย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน เนื่องจากแสงแดดเป็นตัวควบคุมนาฬิกาชีวิตที่สำคัญ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จะช่วยให้หลับได้ดี มีความตื่นตัวในเวลากลางวัน ทำงานได้ดีขึ้น และสุขภาพทางกาย-ใจดีขึ้น

ทางด้าน นพ.ณัฐพงษ์ เจียมจริยธรรม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าศูนย์นิทราเวชโรงพบาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า คนไข้ส่วนใหญ่ที่มารักษาที่ศูนย์นิทราเวช 80% มาด้วยปัญหาการนอนกรน แล้วมีภาวะหยุดหายใจตอนนอน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การนอนไม่เพียงพอ หรือนอนไม่มีคุณภาพ นอกจากนั้น อีก 20% เป็นการนอนไม่หลับ ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น มาจากอาการป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดัน ต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ตอนกลางคืน ทำให้หลับยาก หรือมีอาการหลับๆ ตื่นๆ หรือการหยุดหายใจระหว่างหลับ ซึ่งเมื่อคนมีอาการนอนไม่หลับไปพบแพทย์ สิ่งที่มักจะได้กลับมาคือ ยานอนหลับ แต่ความจริงคือ การกินยานอนหลับไม่ได้ช่วยรักษาโรคนอนไม่หลับให้หายขาดได้ แถมตื่นขึ้นมาเขาจะรู้สึกว่าไม่สดชื่น เพลีย เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อความเข้าใจผิดๆ เช่น การดื่มนมอุ่นๆ จิบชาคาโมมายล์ ก่อนนอน ออกกำลังกายให้เหนื่อยแล้วจะนอนหลับ ซึ่งแพทย์จะไม่แนะนำให้ออกกำลังกายช่วง 4-6 ชม. ก่อนนอน หรือแม้แต่อาการเครียด ทำให้นอนไม่หลับแท้จริงแล้ว อาจเป็นสาเหตุให้นอนไม่หลับในครั้งแรก แต่เมื่อสถานการณ์กดดันต่างๆ หายไป แต่ยังนอนไม่หลับจึงเกิดจากการฝึกให้ตัวเองไม่หลับมาเรื่อยๆ จนเคยชิน ซึ่งวิธีการรักษาอาการนอนไม่หลับที่ได้ผลดี 60-70% หายแต่อาจต้องใช้เวลา คือ การปรับพฤติกรรมและความคิด โดยต้องไม่เครียดหรือตั้งใจจนเกินไป ลองปฏิบัติตามหลักสุขลักษณะการนอนที่ดี

 

ภาพ สสส. / freepik

ผลวิจัยชี้มลพิษทางอากาศเร่งกระดูกเสื่อม เปราะ หักง่ายก่อนวัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611447

  • วันที่ 12 ม.ค. 2563 เวลา 09:51 น.

ผลวิจัยชี้มลพิษทางอากาศเร่งกระดูกเสื่อม เปราะ หักง่ายก่อนวัย

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ระบุมลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกระทบหัวใจ ปอด ดวงตา ทารกในครรภ์ หรือแม้แต่สุขภาพจิต ล่าสุดพบว่าสามารถทำให้กระดูกเสื่อมจนเปราะหักง่ายก่อนวัย

ข้อมูลของทีมนักวิจัยนานาชาติ นำโดยสถาบันเพื่อสุขภาพโลกแห่งบาร์เซโลนา (ISGlobal) ของสเปน ตีพิมพ์ผลการศึกษาล่าสุดลงในวารสารการแพทย์ JAMA Network Open โดยระบุว่าประชากรวัยผู้ใหญ่ตอนต้นของเมืองที่มีฝุ่นละออง PM2.5 ในระดับสูง มีแนวโน้มที่สัดส่วนแร่ธาตุในกระดูกจะลดน้อยถอยลงกว่าปกติ

มีการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของฝุ่น PM2.5 จากสถานที่ 23 แห่งโดยรอบเมืองไฮเดอราบัดของอินเดีย กับความหนาแน่นของแร่ธาตุในมวลกระดูกสะโพกและกระดูกสันหลังของชาวอินเดีย 3,700 คน ที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว ซึ่งคนเหล่านี้มีอายุโดยเฉลี่ย 35.7 ปี

มลพิษทางอากาศทำให้พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง-อาชญากรรมพุ่งสูงผลวิจัยเผย มลพิษอากาศทำให้เสี่ยงแท้งพอๆ กับสูบบุหรี่ผลวิจัยเผยอยู่ใกล้ถนนจราจรคับคั่งเสี่ยงสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นผลปรากฏว่าพื้นที่ที่ทำการศึกษามีค่าเฉลี่ยของระดับ PM2.5 ในอากาศตลอดทั้งปีที่ 32.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับปลอดภัยที่องค์การอนามัยกำหนดไว้ถึง 3 เท่า

ทีมผู้วิจัยพบว่า เมื่อฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้นทุก 3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูกของประชากรทั้งหญิงและชายจะลดลง 0.011 กรัมต่อตารางเซนติเมตรในกระดูกสันหลัง และลดลง 0.004 กรัมต่อตารางเซนติเมตรสำหรับกระดูกสะโพก ทั้งยังพบว่า ผงฝุ่นเขม่าดำ (Black Carbon) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของฝุ่น PM2.5 มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับมวลกระดูกที่ลดลงด้วย

แม้จะยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่มลภาวะทางอากาศทำให้สุขภาพของกระดูกอ่อนแอลง แต่นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าการอักเสบภายในร่างกาย และภาวะไม่สมดุลระหว่างอนุมูลอิสระกับสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเกิดจากฝุ่น PM2.5 อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะกระดูกเสื่อมและโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ได้

ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่เผยแพร่เมื่อปี 2017 ชี้ว่ามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM2.5 ในเมืองบอสตันของสหรัฐฯ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้ป่วยกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนถึงกว่า 86,000 รายต่อปี

ทีมวิจัยชุดดังกล่าวยังตั้งข้อสังเกตว่า คนหนุ่มสาววัย 20-30 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงที่มวลกระดูกสะสมตัวจนมีความหนาแน่นและแข็งแกร่งสูงสุดในชีวิต อาจได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศจนสะสมมวลกระดูกได้น้อยลง และมีความเสี่ยงจะเป็นโรคกระดูกพรุนสูงกว่าเดิมเมื่อมีอายุมากขึ้น

 

ภาพ Freepik

3 ราศีงานรุ่งพุ่งแรงสุดๆ แบบหยุดไม่อยู่ในปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/611155

  • วันที่ 08 ม.ค. 2563 เวลา 15:36 น.

3 ราศีงานรุ่งพุ่งแรงสุดๆ แบบหยุดไม่อยู่ในปี 2563

‘ช้อปปี้’ ชวน ‘แม่หมอพิมพ์ฟ้า’ ดูดวงราศีสุดเฮงรับปี 2563 พร้อมแนะนำเช็กลิสต์ไอเท็มที่ต้องมี เสริมโชคดีรับปีใหม่

ว่าด้วยเรื่องของการ ‘ดูดวงราศี’ นับเป็นหนึ่งในความชื่นชอบอันดับต้นๆ ของคนไทย ไม่ว่าจะโอกาสไหนๆ เราก็มักจะหาโอกาสไปเช็คดวงกันอยู่เสมอ โดยถือคติที่ว่าไม่ได้งมงาย แต่ขออุ่นใจไว้ก่อน และสำหรับช่วงต้นปีเช่นนี้ เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง และเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ของใครหลายๆ คน ‘ช้อปปี้’ ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน จึงขอถือโอกาสชวนนักช้อปทุกคนมาร่วมดูดวงราศีกันซักเล็กน้อย เพื่อเป็นสาระบันเทิงและแนวทางในการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของวิจารณญาณของผู้อ่านแต่ละบุคคล

สุชญา ปาลีวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เพื่อเป็นการเริ่มต้นปีที่ดี และตอบสนองต่อเทรนด์ความต้องการของผู้ใช้งานชาวไทยอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการ ‘ดูดวงราศี’ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ‘ช้อปปี้’ จึงได้จับมือกับ ‘แม่หมอพิมพ์ฟ้า จิรเลิศรัตนไกร’ ผู้เชี่ยวชาญด้านไพ่ยิปซีและโหราศาสตร์’ มาร่วมอัพเดททำเนียบราศีสุดเฮงรับศักราชใหม่ ที่มาพร้อมกับการประเดิมแคมเปญแรกของปีอย่าง ‘Shopee 2020 New Year Sale’ที่ ‘ช้อปปี้’ ได้รวบรวมสินค้าไอเท็มฮอตเสริมเฮง พร้อมมอบโปรโมชั่นสุดคุ้มค่าในหลากหลายหมวดหมู่ พร้อมด้วยกิจกรรมความบันเทิงมากมาย ให้นักช้อปได้เต็มอิ่มกับการช้อปปิ้งออนไลน์อย่างต่อเนื่องหลังจากช่วงหยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดย ‘ช้อปปี้’ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าแคมเปญนี้จะเป็นการเริ่มต้นปีที่ดีให้กับเหล่านักช้อปทุกคน”

ราศีที่มีดวงการงานพุ่งแรงที่สุด มีทั้งหมด 3 ราศีด้วยกัน โดยทั้ง 3 ราศีจะมีลักษณะของการพุ่งการปังที่แตกต่างกันออกไป

ลัคนาราศีเมษ (13 เม.ย. – 13 พ.ค)

ความจริงสถานการณ์ด้านการงานของคนราศีเมษจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ 30 ตุลาคม 2562 แล้ว แต่จะเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงต้นปี 2563 โดยชาวราศีเมษมีแนวโน้มที่จะต้องเปลี่ยนงาน เปลี่ยนโปรเจคต์ที่กำลังรับผิดชอบ เปลี่ยนจากสายงานหนึ่งไปอีกสายงานหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ชาวราศีเมษเกิดความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสได้รับผิดชอบโปรเจคต์ใหญ่ๆ ถึง 2-3 โปรเจคต์ในปีนี้ ถึงแม้ว่าระหว่างปีจะเกิดความเหนื่อยยาก แต่รับรองว่ามันคุ้มค่าแน่นอน

สำหรับชาวราศีเมษ ควรจะเสริมดวงด้วยการแต่งกายและแต่งหน้าด้วยสีสันสดใส ปีนี้ดาวพฤหัสเข้ามาให้ความช่วยเหลือในเรื่องการงาน การทาลิปสติกสีส้มและแต่งหน้าด้วยโทนพีช จะช่วยให้งานผ่านฉลุย

ลัคนาราศีมิถุน (14 มิ.ย. – 13 ก.ค.)

หลังจากที่คุณประสบปัญหาหนักๆ มาตลอดปี 2562 โดยบางคนอาจจะต้องมีปัญหากับเจ้านาย มีการออกจากงานหลายครั้ง บางคนอาจจะตกงานไปเป็นเวลาหลายเดือน ถึงเวลาแล้ว สำหรับชาวมิถุนที่จะรุ่งเรือง เจองานที่ชอบ เจองานที่ใช่ ที่จะทำให้คุณร่ำรวย มีความก้าวหน้า มีชื่อเสียง และการโยกย้ายงานหรือทำงานในช่วงปี 2563 เป็นต้นไป นอกจากความสำเร็จ และสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น มีเกณฑ์ว่าคุณจะได้เจอคู่ที่ถูกใจ มีงานมงคลเกิดขึ้นแบบปุบปับ เรียกว่าเป็นปีที่จะ พลิกชาวมิถุนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

สำหรับชาวราศีมิถุน ที่งานแพ็คคู่มาพร้อมกับคนรัก น้ำหอมกลิ่นที่ทำให้คุณดูสุขุม เป็นผู้ใหญ่ จะช่วยให้คุณมีเสน่ห์ และดึงดูดผู้คนเข้ามาสนับสนุนคุณมากขึ้น

ลัคนาราศีธนู (16 ธ.ค. – 14 ม.ค.)

ชาวราศีธนูพบกับความยากลำบากมาตลอดทั้งปี 2562 ในช่วงปี 2563 เป็นต้นไปจะเป็นปีที่ดี เจริญก้าวหน้า ได้เป็นตัวของตัวเอง มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นและมีคนเข้ามาสนับสนุนเป็นอย่างมาก คุณแทบไม่ต้องเดินเข้าไปหางานเพราะปีนี้งานจะเดินเข้าหาคุณเอง อย่างไรก็ดี ระหว่างปีอาจจะมีช่วงที่ชะลอตัวของคุณบ้าง แต่ภาพรวมของชีวิตปีนี้คือความสำเร็จ

สำหรับชาวราศีธนู เพราะปีนี้มีเกณฑ์ที่คุณจะต้องเดินทางอันเนื่องมาจากงานหลายครั้ง อย่าลืมพกกระเป๋าสตางค์สีส้ม สีน้ำตาล ซึ่งเป็นสีประจำดาวพฤหัสบดี ดาวประจำตัวของคุณเอาไว้ สิ่งที่เป็นตัวแทนของดาวพฤหัสจะช่วยทำให้คุณก้าวหน้ายิ่งกว่าเดิม และหากจะต้องขายงาน คุณควรเลือกซื้อเคสโทรศัพท์ ปากกา หรือเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับอุปกรณ์สื่อสารสีเขียวเพื่อเสริมดวงด้านคู่ค้าและการสื่อสาร

 

ภาพ freepik

6 อาการวิตกกังวลที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/611052

  • วันที่ 08 ม.ค. 2563 เวลา 06:41 น.

6 อาการวิตกกังวลที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน

โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) นับเป็นหนึ่งในอาการทางจิตเวชที่พบได้บ่อยมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งมีความแตกต่างไปจากความวิตกกังวลแบบปกติทั่วไป โดยเป็นความรู้สึกที่สามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน

จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต พบว่าคนไทยมากกว่าหนึ่งแสนคนป่วยด้วยโรควิตกกังวล ซึ่งโรควิตกกังวลนี้จะเป็นความกังวลที่มากกว่าปกติ ไม่ใช่เพียงแค่การคิดมากเกินไปจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต

สาเหตุของโรควิตกกังวล

โรควิตกกังวลเป็นโรคทางจิตที่พบได้มากที่สุดโรคหนึ่ง สาเหตุเกิดได้ทั้งจาก 2 ปัจจัยหลัก ดังนี้

  • พันธุกรรม หรือพื้นฐานดั้งเดิม ถ้าพ่อแม่เป็นโรควิตกกังวล ลูกก็มีโอกาสเป็นโรควิตกกังวลเช่นกัน หรือมีพื้นฐานที่ไม่กล้าแสดงอารมณ์ออกมาและการมีสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุล
  • สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู การเลียนแบบพฤติกรรมจากพ่อแม่หรือคนใกล้ชิด การประสบกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโรควิตกกังวล

6 โรควิตกกังวลที่มักพบได้บ่อยในวัยทำงาน

1.โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder) คือเกิดความกังวลที่มากกว่าปกติในเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น งาน ครอบครัว สุขภาพ การเรียน ซึ่งผู้ป่วยยังสามารถระงับความรู้สึกได้ด้วยตัวเอง แต่หากผู้ป่วยยังรู้สึกวิตกแบบเดิมนานเกินกว่า 6 เดือน ไม่สามารถปรับตัวให้รับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ อาจทำให้เกิดความอ่อนเพลีย กระวนกระวาย ไม่มีสมาธิ หงุดหงิด และนอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิท หากมีอาการลักษณะนี้ ควรเข้าไปพบแพทย์เพื่อหาแนวทางรักษาต่อไป

2.โรคแพนิค (Panic Disorder) หรือโรคตื่นตระหนก คือเกิดความวิตกกังวลโดยไม่มีสาเหตุ ตื่นตระหนก กลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือตาย มีอาการเจ็บป่วยนิดหน่อยก็กลับมีความกังวล เช่น กลัวว่าจะเป็นโรคร้าย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่ได้ป่วยทางกายแต่ป่วยทางจิตต่างหาก อาการโรควิตกกังวลเกินเหตุ อาจเกิดเป็นพักๆ ทำให้เหงื่อออก ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ร้อนวูบวาบ แน่นหน้าอก วูบเหมือนจะเป็นลม อาการแบบนี้อาจทำให้เสียสุขภาพจิตและอาจนำไปสู่ภาวะอื่นๆ ได้ เช่น ภาวะซึมเศร้า ติดสารเสพติด เป็นต้น

3.โรคกลัวสังคม (Social Phobia) คือความวิตกกังวลที่จะต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่คิดว่าต้องถูกจ้องมอง ทำอะไรที่น่าอาย ต้องคอยหลบ รู้สึกประหม่า และมักคิดในแง่ลบว่าคนอื่นจะนินทาลับหลัง ทำให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจทำให้เกิดอาการหน้าแดง เหงื่อออก คลื่นไส้ หัวใจเต้นเร็ว ปวดหัว ที่น่าสนใจ คือโรคนี้มักแอบแฝงอยู่ในตัวบุคคลที่ดูเป็นปกติสุขดี มองดูภายนอกร่างกายก็สมบูรณ์แข็งแรงดี และไม่มีทีท่าว่าจะป่วยแต่อย่างใด สาเหตุของอาการนี้อาจเกิดจากการเลี้ยงดู ขาดทักษะการเข้าสังคม หรือเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของสมอง พันธุกรรม

4.โรคกลัวแบบเฉพาะ (Phobia) คือความวิตกกังวลที่มากเกินไปในเรื่องบางเรื่อง บางสิ่งบางอย่างแบบเจาะจง เช่น กลัวเลือด กลัวที่แคบ กลัวรู กลัวสุนัข เป็นต้น แม้ว่าจะรู้สึกกลัวไม่สมเหตุสมผล แต่ก็ไม่สามารถห้ามความกลัวได้ พยายามจะหลีกเลี่ยงไม่เผชิญกับสิ่งที่ตัวเองกลัว ผู้ป่วยมักเกิดปฏิกิริยาทางกายขึ้นมาหากอยู่ในสถานการณ์จำเพาะเจาะจง เช่น ใจสั่น หน้ามืด มือ-เท้าเย็น อาจทำให้ใจสั่น หายใจลำบาก เหงื่อออก

5.โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder) ความวิตกกังวลที่เกิดจากการคิดซ้ำไปซ้ำมา ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์แบบซ้ำๆ ก่อให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวลใจ แม้ว่าอาการแบบนี้จะไม่รุนแรง หรือส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมากนัก แต่ทำให้เสียเวลาชีวิตไปกับพฤติกรรมเหล่านั้นไม่น้อย ซึ่งอาการย้ำคิดย้ำทำแบบนี้กลับพบบ่อยในคนวัยทำงาน เช่น คิดว่าลืมล็อคประตูบ้านต้องเดินกลับไปดูว่าล็อคหรือยัง คิดว่าลืมปิดก็อกน้ำต้องกลับไปเช็คอีกครั้ง เป็นต้น

6.โรคเครียดหลังเหตุสะเทือนใจ (Post-Traumatic Stress Disorder, PTSD) คืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังจากประสบกับเหตุการณ์อันเลวร้ายมาก เช่น เผชิญกับภาวะเฉียดตาย ภาวะภัยพิบัติตามธรรมชาติที่ร้ายแรง ถูกทำร้ายหรือเห็นคนใกล้ตัวตาย เป็นต้น อาการเกิดขึ้นได้หลายอย่าง ตั้งแต่เงียบเฉย ขาดการตอบสนอง ตกใจง่าย หวาดกลัว กังวลในเรื่องเล็กน้อย คิดถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆและเกิดความกลัวและวิตกกังวลขึ้นมาใหม่เหมือนเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีกครั้ง รวมถึงหวาดกลัวสิ่งเร้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

รักษาอย่างไรหากไม่อยากวิตกกังวล

ความวิตกกังวลส่งผลให้เจ้าตัวรู้สึกไม่สบายใจ หงุดหงิดใจ ตลอดจนเกิดความเครียดหลายๆ ครั้ง หากสังเกตตัวเองว่าเข้าข่าย 6 โรคนี้ สามารถพบจิตแพทย์เพื่อทำการพูดคุย สอบถามอาการ และประวัติความเจ็บป่วย พร้อมทั้งตรวจร่างกาย เพื่อแยกโรคว่าแท้จริงแล้วอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น เกิดจากร่างกายหรือจิตใจ หากมาจากจิตใจ แพทย์จะทำการพูดคุย พร้อมใช้เครื่องมือในการประเมินโรคทางจิต ก่อนวางแผนการรักษา ซึ่งการรักษาโรควิตกกังวลจะขึ้นอยู่กับประเภทของโรค

ปัจจุบันการพบจิตแพทย์สามารถทำได้ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องเขินอาย หรือกลัวการเข้าพบจิตแพทย์ เนื่องจากการเข้าพบไม่ต่างอะไรกับการหาที่ปรึกษา หาเพื่อนช่วยคิด เพียงแต่เพื่อนในที่นี้คือแพทย์ที่มีหลักการรักษา โดยจะพูดคุยให้คำปรึกษาด้วยการรับฟัง แสดงความเห็นใจและให้คำอธิบาย หรือมีกิจกรรมให้ทดลองทำ เป็นการทำจิตบำบัด การบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy หรือ CBT) หันมาดูแล ให้ความสำคัญกับตัวเอง เช่น การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการทำสมาธิ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงบางรายแพทย์อาจทำการรักษาด้วยยา เพื่อลดอาการวิตกกังวล เป็นต้น

 

ภาพ Freepik

ปีใหม่อยากเปลี่ยนงานใหม่ ควรคิดเรื่องอะไรบ้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610445

  • วันที่ 02 ม.ค. 2563 เวลา 06:07 น.

ปีใหม่อยากเปลี่ยนงานใหม่ ควรคิดเรื่องอะไรบ้าง

วาระขึ้นปีใหม่ ถ้าใครกำลังคิดจะลาออกมาหางานใหม่ ควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้ดีเสียก่อน

เงินเดือนหรือสวัสดิการเพิ่มขึ้น

เรื่องเงินเดือนน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่เราทุกคนนำมาพิจารณาเป็นอันดับแรก เพราะใครๆ ก็อยากได้เงินเดือนสูงๆ ทั้งนั้น แล้วยิ่งเปลี่ยนงานบ่อยคุณจะสามารถอัพฐานเงินเดือนได้มากกว่าที่เดิมอยู่แล้ว แต่การที่บริษัทยอมจ่ายเงินเดือนที่สูงขึ้น ก็ต้องคาดหวังกับความสามารถ ประสบการณ์ และความทุ่มเทของคุณที่จะมีให้องค์กรด้วยเช่นกัน นี่อาจจะเป็นความกดดันที่คุณคาดไม่ถึงก็ได้

เงินเดือนไม่ดีแต่สวัสดิการดี ถ้าคุณทำงานเพื่ออนาคตยาวๆ จนถึงเกษียณก็ควรพิจารณางานที่ให้สวัสดิการดีๆ อย่างเช่น ถ้าเงินเดือนไม่มาก แต่มีโบนัสทุกปี มีค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิต เบิกค่าเล่าเรียนลูกได้ เบิกค่าพยาบาลให้พ่อแม่ได้ ทำงานจนเกษียณได้บำเหน็จหรือบำนาญ ถ้าดีขนาดนี้บั้นปลายชีวิตหลังเกษียณจะสบาย

ตำแหน่งที่ดีขึ้น

คนเราทำงานย่อมต้องการความก้าวหน้าเสมอ คงไม่มีใครอยากเป็นลูกน้องตลอดชีวิต ดังนั้นบางคนแม้จะทำงานในองค์กรใหญ่ที่มั่นคง แต่โอกาสจะขึ้นเป็นผู้บริหารนั้นยากมาก เพราะองค์กรใหญ่นั้นกว่าจะไปถึงตำแหน่งหัวหน้า ต้องข้ามห้วยหนองคลองบึงอีกมากมาย

ถ้าได้ไปอยู่ในบริษัทที่เล็กกว่าเดิมแหล่ะ! แต่ได้ตำแหน่งใหญ่ขึ้น ทำนองบ้านเล็กในป่าใหญ่อยู่ยาก สู้บ้านใหญ่ในป่าเล็กดีกว่า เรื่องอย่างนี้ต้องคิดหนัก ถ้าคุณอายุยังน้อยขอแนะนำให้เลือกอยู่บริษัทเล็กแต่มีโอกาสก้าวไปสู่ตำแหน่งใหญ่ง่ายขึ้น เพราะจะมีโอกาสเรียนรู้งานพัฒนาศักยภาพตัวเอง แต่ถ้าอายุงานของคุณอยู่ปลายๆ แล้ว ควรจะเลือกความมั่นคงดีกว่า

เพื่อความก้าวหน้า

ทุกคนต้องการความก้าวหน้าทั้งนั้น โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่ยังมีเวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และพัฒนาตัวเอง ถ้าเปลี่ยนงานด้วยเหตุผลนี้ดีมากๆ แต่ต้องมั่นใจว่าคุณเป็นคนมีความสามารถจริงๆ และที่ทำงานใหม่ต้องเห็นความสำคัญของคุณ เห็นความสามารถของคุณ และพร้อมจะยอมให้คุณรับผิดชอบงานได้เต็มที่ ถ้าได้เช่นนั้นมัวรออะไร เขียนใบลาออกเลย

การเดินทางสะดวก

ชีวิตคนทำงานในเมืองใหญ่ต้องตื่นแต่เช้ามืด ฝ่าการจราจร 1- 2 ชั่วโมงเพื่อไปให้ทันเวลาเข้างาน 8 โมงเช้า และต้องติดบนถนนอีก 1- 2 ชั่วโมงกว่าจะกลับถึงบ้าน กินข้าว อาบน้ำเข้านอน เที่ยงคืนพอดี นอนไม่กี่ชั่วโมงต้องตื่นไปทำงานอีกแล้ว ชีวิตวนๆ แบบนี้

ถ้าคุณจะต้องทำงานแบบทรหดอดทนขนาดนั้น สู้ย้ายตัวเองไปหางานที่ใกล้บ้าน หรือย้ายบ้านไปอยู่ให้ใกล้ที่ทำงาน คงต้องเลือกสักเส้นทาง ตอนนี้หลายคนแก้ปัญหาด้วยการหาซื้อคอนโดฯ ที่อยู่ติดกับรถไฟฟ้า เพื่อให้การเดินทางไปทำงานสะดวกง่ายสบายขึ้น จึงทำให้คอนโดขายดิบขายดี แต่คุณพร้อมที่จะต้องมาผ่อนบ้านหลังที่สองที่เพิ่มภาระอีกหรือไม่ ถ้าไม่ไหว ลองหางานที่ใกล้บ้านคุณก็ดีเหมือนกัน ชีวิตมันต้อง win win ถึงจะอยู่ได้

เลือกงานที่สบายขึ้น

“งานเบาแต่จ่ายเงินหนัก” เป็นงานในฝันของทุกคน แต่ในชีวิตจริงคงไม่มีงานเช่นนี้ให้เลือก แต่การเปลี่ยนงานเพื่อไปทำงานที่สบายขึ้นแลกกับเงินเดือนน้อยลง เหมะสำหรับคนที่สุขภาพไม่ดีทำงานหนักไม่ได้อีกแล้ว หรือคนมีครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ ต้องดูแลก็คงต้องตัดสินใจหางานที่มีเวลามากพอ เลิกงานเร็ว มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพื่อดูแลลูกมากขึ้น หรือในยุคโซเชียลมีเดีย ถ้าคุณมีความสามารถหาเงินได้จากการขายของออนไลน์ อย่าเสี่ยงลาออกจากงานน่าจะลองหางานใหม่ที่มีเวลาเพิ่มขึ้น เพื่อลองให้ขายของออนไลน์ ถ้ารุ่งค่อยลาออกดีกว่า

งานใหม่สิ่งแวดล้อมใหม่

ถ้าคุณเป็นคนประเภท comfort zone ยึดติดกับที่ อยู่อย่างสบายไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องคิดสักนิดก่อนจะเปลี่ยนงาน เพราะที่ทำงานใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ งานรับผิดชอบใหม่ อะไรที่มันแปลกใหม่จากเดิม คุณจะปรับตัวได้มั๊ยถามใจตัวเองก่อน สุดท้ายก็คิดให้รอบคอบ และตัดสินใจด้วยตัวเอง หากตัดสินใจก็เดินหน้าให้สุดแล้วสู้ต่อไป

 

ภาพ freepik

เคลียร์งานหลังหยุดยาว ทำได้ไม่ยาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610513

  • วันที่ 02 ม.ค. 2563 เวลา 06:00 น.

เคลียร์งานหลังหยุดยาว ทำได้ไม่ยาก

หลังจากได้พักผ่อนหย่อนใจก็ต้องกลับเข้าสู่โหมดทำงานเหมือนเดิม มาเตรียมความพร้อมรับมือกับการเคลียร์งานในวันแรกของการทำงานกันดีกว่า

ไปถึงที่ทำงานให้เร็วกว่าปกติ

การไปถึงที่ทำงานเร็วกว่าปกติช่วยให้สามารถเคลียร์งานช่วงที่เราหยุดยาวไปได้พอสมควรเหมือนกัน เพราะการมาเช้าเราจะสามารถไล่ตามงานต่างๆ ระหว่างที่เราไม่อยู่ มีเวลาเช็กอีเมลย้อนหลังว่ามีงานอะไรที่เราจะต้องทำหรือจะต้องส่งบ้าง จะได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่เราหยุดยาวไป หรือใครที่กำลังรองานต่อจากเราอยู่ แค่นี้ก็จะช่วยให้เราจัดแบ่งงานตามความสำคัญ แล้วสะสางงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น

เคลียร์งานเก่าที่ค้างอยู่ให้เสร็จเป็นอันดับแรก

ลดปริมาณงานดินพอกหางหมูที่ยิ่งสะสมเอาไว้ก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ควรเคลียร์งานเก่าที่ค้างคาให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะทำงานใหม่ หรือเรียงลำดับความสำคัญของงานนั้นๆ ให้ดี จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวทีหลังว่าทำไมงานมันถึงได้เยอะอย่างนี้

จดบันทึกว่าต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อมีงานเข้ามาหลายชิ้นก็อาจจะทำให้เกิดการหลงลืมทำให้งานที่ได้รับมอบหมายนั้นตกหล่น ทำให้ส่งงานไม่ตรงตามกำหนด การจดบันทึกหรือการโน้ตเอาไว้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยไม่ให้งานตกหล่น ส่งงานได้ตรงตามกำหนดครบถ้วน ทั้งยังเป็นการช่วยบันทึกความจำว่าเราได้ทำงานนี้เสร็จไปเรียบร้อยแล้ว เหลืออีกกี่งานที่เราจะต้องทำให้เสร็จ ทำให้เป็นคนมีระเบียบและรู้จักวางแผนไปในตัว

ใช้เวลาอยู่กับการทำงานให้มากที่สุด

การที่มัวแต่วอกแวก เม้าท์มอย เล่นโซเชียล ใช้เวลาไปกับเรื่องไร้สาระที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานไปเยอะ ก็จะทำให้งานที่เราได้รับมอบหมายไม่มีความคืบหน้า ทำให้เกิดการล่าช้า ส่งผลเสียต่องานนั้นๆ ดังนั้น ควรจะทุ่มเทเวลากับงานให้เสร็จก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถ้างานเสร็จแล้วจะไปเม้าท์มอยพูดคุยเรื่องราววันหยุดที่คุณได้ไปไหนต่อไหนมาให้เพื่อนร่วมงานฟังก็ไม่มีใครว่า แต่ขอให้งานที่ได้รับมอบหมายเสร็จก่อนก็แล้วกัน

วางแผนตารางงานล่วงหน้าไปเลย

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่จะต้องมาเคลียร์งานที่กองเป็นภูเขาเหมือนเมื่อก่อน ก็ควรจัดสรรวางแผนตารางทำงานให้เป็นระบบไปเลย งานไหนทำวันไหน งานไหนต้องให้เสร็จวันไหน งานเสร็จแล้วต้องส่งงานต่อไปที่ใคร เพราะถ้าคุณวางแผนงานไว้เป็นอย่างดีแล้ว เมื่อวันหยุดยาวมาถึงใหม่ ก็จะไม่ต้องมานั่งกังวลคอยเร่งทำงานให้เสร็จตามกำหนด ไปเที่ยวได้อย่างสบายใจ กลับมาทำงานได้อย่างไม่ต้องกังวล

สุดท้ายนี้ งานที่สะสมมาจะเสร็จสิ้นหรือไม่เสร็จสิ้นนั้น ที่สำคัญเลย คืออยู่ที่ตัวเราเองล้วนๆ ว่าเราขยันมากน้อยแค่ไหน เพราะต่อให้งานของคุณจะมากหรือล้นมือสักเพียงใด แต่ถ้าคุณรู้จักการจัดแบ่งเวลาทำงานให้เป็นระบบ ยังไงคุณก็รับมือกับมันได้อย่างแน่นอน และจะได้ใช้เวลาในช่วงหยุดยาวได้อย่างสบายใจไร้กังวล

 

ภาพ freepik

เริ่มต้นปีใหม่ ลดการใช้พลาสติกด้วย 5 ทริคง่ายๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610510

  • วันที่ 01 ม.ค. 2563 เวลา 08:11 น.

เริ่มต้นปีใหม่ ลดการใช้พลาสติกด้วย 5 ทริคง่ายๆ

เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ลดใช้พลาสติกได้ ด้วย ‘5 ลด’ ที่จะช่วยให้พฤติกรรมการใช้พลาสติกค่อยๆ หมดไป

เริ่มแล้ววันนี้ 1 ม.ค.2563 สำหรับการนำร่องงดแจกถุงพลาสติกในบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง 43 ภาคี ทั้งห้างสรรพสินค้าและร้านค้าสะดวกซื้อรายใหญ่ อาทิ ห้างเซ็นทรัลฯ เดอะมอลล์ บิ๊กซี เซเว่น อีเลฟเว่น โลตัส เป็นต้น เพื่อขอความร่วมมือในการลดปริมาณขยะพลาสติกที่กำลังคุกคามชีวิตของสัตว์ทะเล สัตว์บก และคน จนกลายเป็นวิกฤตของประเทศไทย

ลดการกินดื่มเพียงครั้งเดียว

แก้วกาแฟ หลอดพลาสติก ขวดน้ำ ถ้วยโฟม จากการกินดื่มที่จำเป็นต้องทำทุกวัน ขยะชิ้นเล็กทั้งหลายเหล่านี้หากจัดการไม่ดีพอก็มีโอกาสปะปนลงสู่ท้องทะเลได้ แม้ตัวเราเองจะแยกขยะทิ้งดีแล้วก็ตาม ทางเลือกง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเองคือการลดการทิ้งขยะให้เหลือน้อยที่สุด โดยใช้ของที่สามารถใช้ซ้ำได้ เช่น กล่องสำหรับบรรจุอาหาร ปิ่นโต แก้วเก็บความเย็น หรือหลอดทางเลือกใหม่จากวัสดุต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมายในปัจจุบัน

ลดความสะดวกลงบ้าง

สะดวกซื้อ สะดวกหิ้ว ความสะดวกสบายเหล่านี้ก็เป็นต้นเหตุของการเพิ่มขยะที่บางครั้งเราไม่ทันสังเกตเลยด้วยซ้ำ อย่างเช่นการซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ ขยะพลาสติกที่จะเกิดขึ้นมีตั้งแต่แพ็กเกจ ถุงหิ้ว ช้อนส้อม หลอด เราสามารถค่อยๆ ลดพฤติกรรมเหล่านี้ได้ อาจเริ่มจากการไม่รับถุงพลาสติก เตรียมอุปกรณ์การกินที่ล้างใช้ซ้ำใหม่ได้ เท่านี้ก็จะลดขยะพลาสติกไปได้อีกมากมาย

ลดการทิ้งขยะโดยไม่แยกประเภท

ลดพฤติกรรมการโกยขยะทุกอย่าใส่ถุงถุงเดียว เพราะขยะพวกนั้นอาจจะมีทั้งขยะพลาสติกที่รีไซเคิลได้ ไม่ได้ รวมทั้งขยะอันตราย เมื่อขยะอันตรายถูกปนไปกับขยะรีไซเคิล ทำให้จำเป็นต้องทิ้งขยะเหล่านั้นไปเลยไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ นอกจากการแยกขยะจะทำให้สามารถลดจำนวนขยะไปได้มากแล้ว ยังทำให้การกำจัดพลาสติกทำได้ง่ายขึ้นโดยกำจัดตามประเภทต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

ลดการใช้ผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็ก

แม้ว่าการพกของใช้ชิ้นเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นทิชชู่เปียก หลอด ช้อนพลาสติกจะเป็นการอำนวยความสะดวกทั้งในเรื่องของการใช้งานและพกพา แต่ยิ่งชิ้นเล็กเท่าไหร่ก็ยิ่งหมดเร็วเท่านั้น หากไม่จำเป็นต้องพกพา การซื้อครั้งเดียวแล้วใช้นานๆ ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่สามารถต่ออายุการใช้งานพลาสติกแต่ละชิ้น และลดขยะได้ดีกว่า

ลดความคิดที่ว่าชิ้นเดียวไม่เป็นไร

หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง สิ่งที่ควรทำคือต้องเริ่มจากตัวเราเอง เพราะฉะนั้นการคิดว่าชิ้นเดียวคงไม่เป็นไรหากทำหลายๆ คน หลายๆ ครั้ง ผลกระทบก็คงเท่าเดิม สิ่งที่น่ากลัวคือ เฉพาะประเทศไทยในแต่ละปีจะมีขยะมูลฝอยตกค้างในประเทศเกือบ 10 ล้านตัน และไม่มีแนวโน้มที่ขยะจะลดลงไป ทางที่ทำได้ง่ายที่สุดก็คงไม่พ้นการเริ่มที่ตัวของเราเอง

 

ภาพ freepik

7 วัน 7 หยุด สู่จุดสุดยอดแห่งความสำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/595480

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2562 เวลา 06:16 น.

7 วัน 7 หยุด สู่จุดสุดยอดแห่งความสำเร็จ

หากเราเป็นคนหนึ่งที่มองหาความสำเร็จเหมือนกับคนอื่นๆ แนะนำให้หยุดทำ 7 สิ่งต่อไปนี้ ลองเปลี่ยนแค่วันละ 1 อย่าง เมื่อครบ 7 วัน เราก็จะกลายเป็นคนที่พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จกันแล้ว

วันที่ 1 หยุดคาดหวังความสมบูรณ์แบบ

บ่อยครั้งที่เราต้องพบกับความผิดหวังเมื่อสิ่งที่คาดหวังนั้นไม่เป็นไปอย่างที่คิด เช่น งานที่ทำไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ ผลที่ตามมาคือความเครียดและวิตกกังวลกับสิ่งนั้นเป็นเวลานาน เพียงเพราะเราไปคาดหวังกับความสมบูรณ์แบบในทุกๆ อย่างที่เราทำ ต่อไปนี้ค่อยๆ โฟกัสความสำเร็จด้านใดด้านหนึ่งก่อน เช่น ทำงานเสร็จตามเวลาที่กำหนด ก็นับว่าเพอร์เฟกต์แล้ว

วันที่ 2 หยุดตกลงเมื่อต้องการปฏิเสธ

เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเราจะต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเองเพื่อไม่ให้ทำอะไรเกินตัว เกินขีดความสามารถ จนทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อน แม้ว่าการช่วยเหลือเพื่อน คนรอบข้าง หรือการช่วยเหลือผู้อื่นจะเป็นเรื่องที่ดี แต่เราต้องประเมินตนเองและสถานการณ์ด้วยว่า หากช่วยเหลือแล้วเราจะต้องเดือดร้อนในภายหลังหรือไม่ และถ้าคนรอบข้างมีแต่ความคิดที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองอย่างเดียวแล้วละก็ ขอให้พยายามหลีกเลี่ยงหรือออกห่างจากบุคคลเหล่านี้เป็นดีที่สุด

วันที่ 3 หยุดคิดกับตนเองในเชิงลบ

ทุกคนย่อมมีอดีต แม้บางคนอาจพบเจอเรื่องราวที่ดีมาตลอด แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ต้องผ่านเรื่องราวแย่ๆ หรือพบกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน จนคิดกับตัวเองในเชิงลบ โทษตัวเองตลอดเวลา หรือนำมาเป็นข้ออ้างจนไม่กล้าจะลงมือทำสิ่งต่างๆ ที่ชอบ ที่อยากทำ วันนี้ขอเพียงปรับทัศนคติใหม่ ปล่อยให้อดีตเป็นครูสอนวิชาชีวิต แค่นี้เราก็สำเร็จไปอีกขั้นแล้ว

วันที่ 4 หยุดโฟกัสแค่วันนี้

คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเข้าใจดีถึงคุณค่าของการวางแผนที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่การใช้ชีวิตเพื่อรอให้ผ่านไปหนึ่งวัน แต่มักจะวางแผนล่วงหน้าเป็นรายเดือน รายปี หรือมองอนาคตตั้งแต่ช่วงวัยเริ่มต้นทำงานจนกระทั่งถึงช่วงวัยเกษียณ

วันที่ 5 หยุดละเลยเป้าหมายในชีวิต

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะหากเรามีแต่ความคิดและกำหนดเป้าหมายไว้เฉยๆ แต่ละเลยเป้าหมาย ไม่ยอมทำให้ลุล่วง อาจเพราะท้อบ้าง ขี้เกียจบ้าง เหนื่อยบ้าง เป้าหมายของเราก็จะทำได้ยากขึ้น นานขึ้น ไกลตัวขึ้นไปอีก ดังนั้น ลองคิดใหม่ว่าลำบากวันนี้ สบายในวันหน้า แล้วลงมือทำเป้าหมายของเราให้เป็นจริง

วันที่ 6 หยุดแบ่งแยกตัวเองออกจากคนรอบข้าง

คนที่สำเร็จเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การทำงานเพียงเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งอื่นที่สำคัญเหมือนกันนั่นก็คือ ครอบครัว เพราะครอบครัวคือกำลังใจอย่างดีที่จะช่วยผลักดันและสร้างแรงกระตุ้นให้คุณไปสู่ความสำเร็จ อีกส่วนคือ เวลาพักผ่อน เพราะจะมีประโยชน์อะไรถ้าเรามีเงินมากมายแต่ไม่ได้พักผ่อนหรือไม่มีเวลาไปเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ไหนเลย

วันที่ 7 หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

คนที่สำเร็จมักจะชื่นชมคนอื่นและมองข้อดีของคนคนนั้นเพื่อนำมาปรับใช้กับตัวเอง มากกว่าที่จะนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ เพราะจะทำให้ตัวเราเองรู้สึกท้อและคิดว่าเราไม่มีคุณค่า เพราะฉะนั้น หยุดเปรียบเทียบแล้วชื่นชมคนอื่นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจจะดีกว่า

 

ภาพ freepik