Top 10 รูฟท็อปบาร์ที่น่าพาคนรู้ใจไปเคาท์ดาวน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/609194

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2562 เวลา 16:40 น.

Top 10 รูฟท็อปบาร์ที่น่าพาคนรู้ใจไปเคาท์ดาวน์

ลิสต์ไว้ในใจแล้วรีบชวนคนพิเศษไปฉลองค่ำคืนเคาท์ดาวน์ในบรรยากาศสุดประทับใจ กับ Top 10 ร้านอาหารและรูฟท็อปบาร์ในโรงแรมระดับเวิลด์คลาส

เมื่อพูดถึงเทศกาลที่หลายคนต่างตั้งตารอมาตลอดทั้งปีแน่นอนว่าต้องเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั่นเอง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเทศกาลแห่งความสุขที่ทุกคนจะได้ใช้เวลาสุดพิเศษไปพร้อมกับคนที่รักได้อย่างอิ่มเอม โดย Absolut (แอบโซลูท) ในฐานะพาร์ทเนอร์ของเครือโรงแรมระดับลักซ์ชัวรี่หลากหลายแห่งในประเทศไทยได้คัดสรรร้านอาหารและบาร์ รูฟท็อปสุดหรูใจกลางกรุงทั้ง 10 ร้านมาเพื่อส่งมอบประสบการณ์เคาท์ดาวน์อันยอดเยี่ยมให้กับคุณ แต่ละร้านนอกจากจะมีอาหารและเครื่องดื่มชั้นเลิศให้เลือกอร่อยในแบบไม่ซ้ำใครแล้ว ยังมอบบรรยากาศสุดประทับใจของดาดฟ้าโรงแรมที่มองเห็น วิวทิวทัศน์สวยๆของกรุงเทพฯในแบบพาโนรามาอีกด้วย สำหรับการเคาท์ดาวน์ที่ขาดไม่ได้ก็คือการได้ชมพลุชุดใหญ่ที่ถูกจุดไปทั่วกรุง ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ใครที่ชอบการดูพลุรับรองได้เลยว่าคุ้มและฟินกับความอลังการที่จัดเต็มนี้ได้อย่างแน่นอน

· Octave Rooftop Lounge & Bar – Bangkok Marriott Hotel Sukhumvit

เตรียมพร้อมสำหรับการนับถอยหลังอันน่าตื่นเต้นและก้าวเข้าสู่วินาทีแรกของปีใหม่ด้วยทิวทัศน์ที่งดงามของกรุงเทพฯกับ Octave Rooftop Lounge & Bar รูฟท็อปบาร์บนโรงแรม Bangkok Marriott Hotel Sukhumvit ที่ให้คุณเพลิดเพลินกับการจิบเครื่องดื่มรสเยี่ยมพร้อมดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืนในแบบพาโนรามาได้สองมุมสองสไตล์บนชั้น 48 และชั้น 49 ในคอนเซ็ปต์ “GLOW IN THE JUNGLE” ที่ถูกเนรมิตเป็นป่าภายใต้ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ พร้อมให้คุณใช้ช่วงเวลาสุด โรแมนติกร่วมกับคนพิเศษได้อย่างมีความสุข ตั้งแต่เวลา 17.00 น. – 02.00 น. Dress code สีขาวหรือนีออน พบกับเครื่องดื่มฟรี-โฟลว์และแพ็คเกจ signature bites ที่เสิร์ฟให้แบบจัดเต็มตลอดคืน

– Dress code: White or Neon color

– ชั้น 45: ราคา 8,500 บาท net/คน รับเครื่องดื่ม house wines, pouring spirits และ local beer

– ชั้น 48 และ ชั้น 49: ราคา 13,500 บาท net/คน รับเครื่องดื่ม house wines, sparkling wines, pouring spirits และ local beer

**สำหรับแขกที่สามารถขึ้นมาที่ชั้น 45-49 ได้จะต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป

 

· FLOW – Millennium Hilton Bangkok

สำหรับใครที่อยากจูงมือคนพิเศษมาดินเนอร์สุดหรูใต้แสงเทียนแบบ โรแมนติกในบรรยากาศของริมแม่น้ำเจ้าพระยา ห้องอาหาร FLOW ภายในโรงแรม Millennium Hilton Bangkok ตอบโจทย์แน่นอน พร้อมให้คุณได้ฉลองค่ำคืนปีใหม่อย่างมีสไตล์ในธีมปาร์ตี้ Circus ที่มีโชว์สุดเซอร์ไพรส์จากเหล่านักแสดงละครสัตว์มาสร้างสีสันให้เป็นคืนที่น่าจดจำ ตั้งแต่เวลา 19.00 น. – 01.00 น. เพลิดเพลินไปกับบุฟเฟต์อาหารนานาชาติ

ระดับพรีเมียม พร้อมนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ร่วมกันกับดีเจและวงดนตรีสดที่มาสร้างความสนุกก่อนบอกลาปี 2019 ชมการแสดงดอกไม้ไฟอันงดงามตระการตาที่ทอดยาวในแม่น้ำเจ้าพระยา

– Dress code: Dress to impress

– ราคาผู้ใหญ่ 7,900 บาท/คน รวมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์

– ราคาเด็ก 3,000 บาท/คน (อายุระหว่าง 6-11 ปี)

– ราคา Early Bird ส่วนลด 20% สำหรับจองและชำระเงินก่อนวันที่ 16 ธันวาคม 2562

**พิเศษฟรี-โฟลว์เครื่องดื่มสำหรับผู้ใหญ่ราคา 2,000 บาท/คน รับ wines, spirits และ draught beer

 

· ThreeSixty Lounge – Millennium Hilton Bangkok

อีกหนึ่งสกายบาร์สุดหรูที่ให้คุณได้มาเปลี่ยนบรรยากาศการจิบค็อกเทลรับลมเย็นๆบนบาร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาต้องมาที่ Three Sixty Lounge ของโรงแรมดังริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่าง Millennium Hilton Bangkok ที่ไม่ได้มีเพียงเครื่องดื่มอร่อยๆให้ฟินแต่ยังได้สัมผัสกับวิวอันสวยงามของเมืองกรุงแบบ 360 องศาอีกด้วย โดยแบ่งเป็นสองโซนสองสไตล์ให้เลือกตามความชอบ ได้แก่

– ThreeSixty Rooftop Bar ชั้น 31 ซึ่งเป็นโซน outdoor ที่มองเห็นวิวยามค่ำคืนของกรุงเทพฯได้แบบ 360 องศา พบกับ open bar ที่มีฟรี-โฟลว์แชมเปญเสิร์ฟให้ตลอดคืน ทานควบคู่ไปกับเมนูอาหารที่ครีเอทมาสำหรับเทศกาลปีใหม่โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น Scottish smoked salmon and scallops, ฟัวกราส์รสเลิศ และหอยนางรมชั้นดีนำเข้าจากทั่วโลก ตั้งแต่เวลา 21.00 น. – 01.00 น. ราคา 15,900 บาท/คน รวมฟรี-โฟลว์แชมเปญ อาหารและ open bar

– ThreeSixty Jazz Lounge ชั้น 32 สายเพลงแจ๊สห้ามพลาดกับโอกาสดีๆที่คุณจะได้ฟังดนตรีแจ๊สแบบสดๆจากนักร้องประจำของร้าน Donyale Renee ซึ่งมีเสียงอันไพเราะและทรงเสน่ห์เหมือน Diana Ross, Tina Turner และ Beyonce พร้อมให้ค่ำคืนเคาท์ดาวน์ของคุณมีแต่ความสวยงามกับบรรยากาศการแสดงดอกไม้ไฟสุดอลังการ ตั้งแต่เวลา 21.00 น. – 01.00 น. มีให้เลือกสองแบบ อาทิ

ราคา 15,900 บาท/คน รับเซ็ทเมนูอาหาร 7 คอร์ส และ ราคา 19,900 บาท/คน รับเซ็ทเมนูอาหาร 7 คอร์ส พร้อมรวม ฟรี-โฟลว์แชมเปญ ไวน์ และ open bar

– Dress code: Dress to impress

 

· Yao Rooftop Bar – Bangkok Marriott Hotel The Surawongse

ท่ามกลางย่านไนท์ไลฟ์ใจกลางกรุงอย่างสุรวงศ์ยังมีอีกหนึ่งบาร์ รูฟท็อปที่พร้อมมอบประสบการณ์คืนเคาท์ดาวน์อันเพอร์เฟคให้กับคุณกับ Yao Rooftop Bar บนชั้น 33 ของโรงแรมหรู Bangkok Marriott Hotel The Surawongse บาร์ค็อกเทลลูกผสมไทย-จีน สไตล์เซี่ยงไฮ้โมเดิร์นที่โอบล้อมด้วยวิวพาโนรามา จิบค็อกเทลอร่อยๆและดื่มด่ำกับวิวสองฝั่งทั้งด้านที่มองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาและด้านที่มองเห็นตึกสูงระฟ้ามากมาย โดยในวันส่งท้ายปีทางร้านมาพร้อมธีม Shanghainese 20’s พาคุณย้อนกลับไปสัมผัสบรรยากาศเซี่ยงไฮ้แบบโบราณ พร้อมสนุกไปกับ Live DJ และโชว์เต้นแบบจีนแท้ๆ ตั้งแต่เวลา 21.00 น. – 02.00 น. เลือกฟินได้ทั้งหมดสองแพ็คเกจสุดคูล ได้แก่ Wine&Beer Package ราคา 5,888++ บาท และ Premium Package ราคา 8,888++ บาท

 

· Vertigo and Moon Bar – Banyan Tree Bangkok

ลองจินตนาการดูว่าถ้าได้เคาท์ดาวน์กับคนพิเศษบนบาร์สุดหรูที่ได้รางวัลการันตีมามากมายจะเป็นความแสนประทับใจแค่ไหน Vertigo and Moon Bar ร้านอาหารสไตล์รูฟท็อปบาร์บนชั้น 61 ของโรงแรม Banyan Tree Bangkok พร้อมสานฝันที่เป็นจริงให้คุณแล้ว โดยที่นี่ถือเป็นหนึ่งในบาร์ที่ทั้งสูงและสวยงามที่สุดในกรุงเทพฯ ซึ่งพร้อมเติมเต็มความสุขของคุณในคืนสุดท้ายของปี 2019 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

– Vertigo พบกับ Degustation Menu 7 คอร์ส และการแสดงสดสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากวงดนตรีและดีเจตลอดคืน ตั้งแต่เวลา 20.00 น. – 02.00 น. ในราคา 23,900 บาท/คน พร้อมรับเวลคัมแชมเปญรสเลิศ

**ราคา Early Bird ส่วนลด 15% สำหรับจองและชำระเงินก่อนวันที่ 23 ธันวาคม 2562

– Moon Bar จิบค็อกเทลรสเยี่ยมแบบจัดเต็มกับแพ็คเกจเครื่องดื่ม เคล้าเสียงเพลงเพราะๆจากดีเจ ตั้งแต่เวลา 00.30 น. – 02.00 น. ในราคา 3,900 บาท/คน

 

· Red Sky – Centara Grand at CentralWorld

หากจะหาดินเนอร์สุดหรูบนห้องอาหารสูงเสียดฟ้าและอยู่ใจกลางย่านสยามที่ Red Sky บนชั้น 55 ของโรงแรม Centara Grand at CentralWorld เป็นอีกหนึ่งที่เคาท์ดาวน์ที่เจ๋งที่สุดแน่นอน พบกับ Gala dinner ที่เพียบพร้อมไปด้วยเสียงดนตรีอันไพเราะจาก Live band และ DJ มาสร้างบรรยากาศให้สนุกยิ่งขึ้น ตั้งแต่เวลา 19.00 น. – 02.00 น. ราคา 16,555++ บาท/คน พร้อมรับเมนูอาหาร 8 คอร์ส และ G.H. Mumm Grand Cordon Brut แชมเปญระดับ พรีเมียม ให้จิบเพลินๆระหว่างชมพลุอันยิ่งใหญ่ในเวลาเที่ยงคืน

 

· CRU Champagne Bar – Centara Grand at CentralWorld

เติมเต็มวันส่งท้ายปีสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ CRU Champagne Bar บาร์รูฟท็อปที่ตั้งอยู่บนชั้น 59 ของโรงแรม Centara Grand at CentralWorld ซึ่งถือเป็นบาร์แชมเปญแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถลิ้มลอง G.H. Mumm แชมเปญชื่อดังสัญชาติฝรั่งเศสได้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น พบกับ Grand Count Down Party ปาร์ตี้เคาท์ดาวน์สุดหรูภายใต้วิวสุดอลังการ 360 องศาของกรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. – 02.00 น. ราคา 9,999++ บาท/คน พร้อมรับฟรี-โฟลว์แชมเปญ G.H. Mumm Grand Cordon Brut ให้จิบตลอดคืน

 

· Akira Back Restaurant and Bar – Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park

สำหรับผู้ชื่นชอบอาหารสไตล์ฟิวชั่นงานนี้คุณต้องหลงรักแน่นอน ยกระดับความอร่อยค่ำคืนส่งท้ายปีเก่ากับ Elevated Celebrations at Akira Back ภายในร้าน Akira Back Restaurant and Bar ตั้งอยู่บนชั้น 37 ของโรงแรม Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park ชวนดื่มด่ำบรรยากาศสุดหรูด้วยเซ็ตอาหารเอเชียปรุงด้วยนวัตกรรมใหม่ตามสไตล์อาคีรา แบค ตั้งแต่เวลา 18.00 น. – 23.00 น. โดยแบ่งเป็น 2 รอบ เริ่มเวลา 18.00 – 18.45 น. และ 20.30 – 21.15 น. ราคาเซ็ตละ 3,900++ บาทต่อท่าน พร้อมดื่มแชมเปญไม่อั้น ราคา 4,500++ บาท สมาชิก คลับ แมริออท รับส่วนลดอีก 15% สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี สามารถสั่งเป็นเมนูอะลาคาร์ตได้

 

· ABar – Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park

หากต้องการเคาท์ดาวน์ฉลองการก้าวเข้าสู่ปี 2020 ในบรรยากาศปาร์ตี้สุดเพอร์เฟคต้องชวนกันมาที่โรงแรม Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park ซึ่งมีปาร์ตี้ถึงสามโซนให้เลือกสนุก อาทิ ABar ค็อกเทลบาร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟชั้น 37 มาในธีม Eight to the Bar Gatsby ที่พาคุณเข้าสู่ปีใหม่ด้วยการย้อนกลับไปยังปี1920 ซึ่งเป็นยุคแกสบี้ พร้อมดนตรีสดเพลงแจ๊สและโชว์เต้นสุดอลังการ ขึ้นมาอีกนิดที่ชั้น 38 พบกับ ABar Rooftop และ Sky Garden ที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็น Neon Party สุดมันส์ คับคั่งด้วยดีเจที่มาระเบิดแด๊นซ์ฟลอร์ให้ลุกเป็นไฟ ตั้งแต่เวลา 19.00 น. – 02.00 น. ราคา 2,800 บาท net/คน รับเครื่องดื่มแบบฟรี-โฟลว์ตลอดคืน

 

· Party in the Clouds – The Westin Grande Sukhumvit

สายปาร์ตี้ห้ามหลาดกับปาร์ตี้คืนเคาท์ดาวน์สู่ปีใหม่สุดมันส์จากโรงแรม The Westin Grande Sukhumvit ในธีม Party in the Clouds ในบรรยากาศรูฟท็อปอันสวยงาม พบกับเหล่านักเต้นและโชว์สุดพิเศษมากมาย พร้อมด้วยเหล่าดีเจ เช่น Kori Mafi, Kade และ Groove ที่จะมาเล่นเพลงมันส์ๆส่งมอบความสนุกให้คุณตลอดคืน ตั้งแต่เวลา 21.00 น. – 02.00 น. ราคาบัตร Early Bird 800 บาท net/คน (ถึงวันที่ 29 ธ.ค.) และราคาหน้างาน 1,000 บาท net/คน รับ welcome drink 1 แก้ว พร้อมด้วย VIP Package อีกมายมายให้เลือก

How to เที่ยวเกาหลียังไงให้ผ่าน ต.ม. ฉลุย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/609036

  • วันที่ 13 ธ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

How to เที่ยวเกาหลียังไงให้ผ่าน ต.ม. ฉลุย

รวมเคล็ด (ไม่) ลับ 5 วิธีไปเที่ยวเกาหลียังไง ให้ผ่าน ต.ม. ฉลุย

 

เกาหลี เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่เที่ยวที่น่าสนใจสุด ๆ ในช่วงหน้าหนาวตอนปลายปี  ไปเที่ยวเกาหลีฉลองเทศกาลปีใหม่  รับหิมะและลมหนาวแรกของปีน่าจะฟินดีไม่น้อย ถึงแม้ว่าข่าวคราวความโหดของการตรวจคนเข้าเมืองเกาหลี  (โดยเฉพาะสำหรับคนไทยที่เหมือนจะเข้มงวดมากเป็นพิเศษ)  ดูเหมือนจะซา ๆ ไปบ้างแล้ว  แต่เอาเข้าจริง ๆ พอใกล้ถึงวันเดินทาง  ก็คงมีหลายคนที่ยังหวั่น ๆ กลัวจะเสียเงิน  เสียเวลา  ไม่ได้เที่ยว  แล้วยังโดนกักตัวไว้และส่งกลับบ้านอีกต่างหาก  ว่าแล้วเพื่อความมั่นใจก่อนการเดินทางไปเที่ยวเกาหลี  เราต้องเตรียมตัวล่วงหน้าเอาไว้เป็นอย่างดีก่อน  ว่าแต่จะต้องทำยังไงบ้างนะหรอ  มาส่องทางนี้เลยเพราะ  ทัวร์ครับ (Tourkrub) เว็บไซต์ที่รวบรวมทัวร์ต่างประเทศที่ดีที่สุดไว้มากมาย เขาลิสต์มาให้แล้ว “5 วิธี ไปเที่ยวเกาหลี ให้ผ่าน ต.ม. ฉลุย”

 1.เตรียมเอกสารให้ครบก็จบหมดคำถาม

ก่อนอื่นเลยก็ต้องเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนการเดินทาง  อย่างเรื่องเอกสารต่าง ๆ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนเดินทางเท่านั้น  จะไปเตรียมทีหลังออกเดินทางไปแล้วก็คงจะไม่ได้  แถมยังต้องใช้เวลาในการเตรียมเอกสารต่าง ๆ อีกด้วย  ยิ่งถ้าข้อมูลในเอกสารไม่ถูกต้องยิ่งต้องใช้เวลาในการแก้ไขอีก  ดั้งนั้นควรเตรียมการซะตั้งแต่เนิ่น ๆ ยิ่งดี

 

โดยเริ่มจากการเตรียมเอกสารสำคัญทั้งที่จำเป็นที่ต้องใช้แน่ ๆ และต้องเตรียมเผื่อไปถึงเอกสารที่ไม่จำเป็น  แต่อาจจะต้องใช้กรณีฉุกเฉินเอาไว้ไปด้วยเลย  ถ้าเจ้าหน้าที่สงสัยไม่มั่นใจอะไร  เอาก็สามารถเอาเอกสารที่เตรียมมาเป็นหลักฐานประกอบซะเลย

 

สำหรับเอกสารที่จำเป็นต้องใช้แน่ ๆ ได้แก่

 

พาสปอร์ต

 

พาสปอร์ตเป็นบัตรประจำตัวและบัตรผ่านทางใบแรกที่สำคัญมากสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศไม่ว่าจะประเทศไหน  ที่สำคัญคืออย่าลืมว่าพาสปอร์ตต้องมีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือนนับจากวันเดินทาง  และรูปในพาสปอร์ตควรจะต้องเหมือนกันหรือใกล้เคียงกับตัวจริงด้วย  แต่ที่ต้องตรวจสอบให้มั่นใจก่อนเดินทาง  ก็คือ  ต้องเช็คว่าชื่อและนามสกุลในพาสปอร์ตของเรานั้น  จะต้องถูกต้องตรงกันกับที่กรอกไว้ในใบ ต.ม.  กับข้อมูลของสายการบินในตั๋วเครื่องบิน  และข้อมูลการจองที่พัก  เพราะถ้าชื่อและนามสกุลในเอกสารไม่ตรงกัน  ก็อาจทำให้มีโอกาสที่เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้ผ่านเข้าประเทศได้  สำหรับผู้ที่ประวัติเคยมีการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล  ก็จะต้องเตรียมเอกสารการเปลี่ยนชื่อ – นามสกุลเอาไว้มายืนยันด้วย  ในกรณีที่เพิ่งทำพาสปอร์ตเล่มใหม่เอี่ยมกริ๊บมาเลยนั้น  ขอแนะนำว่าให้พกสปอร์ตเล่มเก่าติดเอาไปด้วย  เผื่อถ้าเจ้าหน้าที่เค้าสงสัยว่าเราเพิ่งเคยเดินทางมาต่างประเทศครั้งแรกเลยรึเปล่า?  เราจะได้เอาพาสปอร์ตเล่มเก่าให้ดูเป็นหลักฐานประกอบด้วยเลย  และอีกหนึ่งทริคแนะนำเลย  คือ  ถ้าใครเคยมีตราประทับการผ่านเข้า – ออกเกาหลีมาก่อนแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นพาสปอร์ตเล่มเก่าหรือเล่มใหม่  ให้เตรียมเปิดพาสปอร์ตหน้านั้นยื่นให้เจ้าหน้าที่เลย  แต่ถ้ายังไม่เคยไปเกาหลีเลย  ก็สามารถเลือกเปิดหน้าที่มีตราประทับการเดินทางไปประเทศอื่น ๆ มาแล้วให้เจ้าหน้าที่ดูแต่แรกเลยก็ได้  จะได้รู้ว่าเราเป็นสายเที่ยวขาประจำ  มาเพื่อการท่องเที่ยวจริง ๆ เชื่อถือได้นะ

 

บัตรเข้า – ออกเมือง  หรือใบ ต.ม.

 

ควรกรอกข้อมูลให้ละเอียดครบถ้วน  และอย่าลืมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่กรอกด้วยว่าตรงกันกับข้อมูลในเอกสานอื่น ๆ เช่น  ชื่อและที่อยู่ของที่พักระหว่างที่พำนักอยู่ในเกาหลี  ก็ควรจะต้องตรงกันกับที่อยู่ของโรงแรมที่พักที่ระบุไว้ในเอกสารการจองที่พัก  อย่ากรอกข้อมูลแบบผ่าน ๆ ไม่ควรเว้นช่องว่างเอาไว้เลย  เพราะข้อมูลในบัตรเข้า – ออกนี้จะได้เป็นหลักฐานเอาไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลการท่องเที่ยวของเราได้  จะให้ดีคือเตรียมตัวกรอกเอกสารมาตั้งแต่อยู่บนเครื่องบินเลยก็ได้  จะได้มีเวลาตรวจทานข้อมูล  เช็ครายละเอียด  หรือถ้ากรอกข้อมูลบนเครื่องบินไม่ทัน  ก็สามารถลงมากรอกข้อมูลเพิ่มเติมต่อที่สนามบินได้  เอาแบบที่ชัวร์ ๆ ชิลล์ ๆ ไม่ต้องรีบร้อนนะ  เอาที่พร้อมและมั่นใจจะดีกว่า

 

ตั๋วเครื่องบินทั้งขาไปและขากลับ

 

ตั๋วเครื่องบินทั้งขาไปและขากลับ  เป็นหลักฐานยืนยันช่วงเวลาที่เรามาเที่ยวในประเทศเกาหลี  โดยเฉพาะตั๋วเครื่องบินขากลับนี่แหละ  เป็นการรับรองว่าเราแค่มาเที่ยว  แล้วก็เดินทางกลับแน่ ๆ ตามวันที่ ๆ ระบุเอาไว้ในตั๋วเดินทางกลับนั่นแหละ  ไม่ได้แอบหนีมาอยู่เกาหลียาว ๆ แน่ ๆ ไม่งั้นไม่เสียตังค์ซื้อตั๋วเครื่องบินกขากลับเอาไว้หรอกนะเห็นมั้ย

 

หลักฐานการจองโรงแรมที่พัก  พร้อมหลักฐานการชำระเงินค่าที่พัก

 

เป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญ  สำหรับยืนยันที่พำนักของเราระหว่างท่องเที่ยวในเกาหลี  ว่าเรามาเพื่อการท่องเที่ยวจริง ๆ จองที่พักเอาไว้เรียบร้อยล่วงหน้าว่าจะพักที่ไหน  มีหลักฐานการชำระเงินค่าที่พักเอามาให้ดูด้วย  เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะได้มั่นใจว่าเรามาเที่ยว  มีที่พักที่แน่นอน  หากไม่มั่นใจเจ้าหน้าที่ก็สามารถโทรสอบถามข้อมูลการจองห้องพักของเรากับทางโรงแรม  ให้โรงแรมช่วยการันตีได้อีกทางด้วย  จะได้ชัวร์ว่าไม่ได้เข้าประเทศมาเพื่อแอบหลบไปอยู่ในสถานที่ผิดกฎหมายแน่ ๆ

 

เตรียมแลกเงินวอนเอาไว้ก่อนเดินทางพอประมาณ

 

อาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่หลาย ๆ คนมองข้าม  หรืออาจจะคุ้นชินกับการใช้บัตรเครดิตแทนเงินสดจนมองผ่านเรื่องเล็ก ๆ อย่างการแลกเงินก่อนเดินทางเอาไว้  แต่เจ้าหน้าที่เค้ามองว่าในการท่องเที่ยวยังไงก็ต้องมีการใช้เงินสดบ้างไม่มากก็น้อย  ดังนั้นเราจึงควรทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวมืออาชีพที่ดี  เตรียมการแลกเงินวอนของเกาหลีไปประมาณหนึ่งที่มีจำนวนพอดีกับระยะเวลาการท่องเที่ยวของเราเอาไว้เลย  ส่วนแลกเอาไว้เท่าไหร่ดี  ก็ต้องขึ้นกับสไตล์การท่องเที่ยวของแต่ละคน  และระยะเวลาที่ท่องเที่ยวอยู่ในเกาหลี  แต่ขอแนะนำว่าอย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีเงินวอนติดตัวไว้สักประมาณ 350,000 วอนเป็นอย่างต่ำ  เป็นเงินไทยก็ประมาณ 9,000 บาท (ขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยน ณ ช่วงเวลานั้น ๆ )

 

แผนการท่องเที่ยวแบบละเอียดเป็นภาษาอังกฤษ

 

อีกหนึ่งเรื่องเล็ก ๆ ที่หลาย ๆ คนมักจะพลาด  หรือไม่เห็นความสำคัญ  แต่เจ้าแผนการท่องเที่ยวที่เราทำไว้นี่แหละ  จริง ๆ แล้วเป็นตัวช่วยอย่างดีที่สุด  โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ท่องเที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง  เพราะนี่แหละคือคำตอบของคำถามของเจ้าหน้าที่ว่า  มาทำอะไร  ที่ไหน  ยังไง  แต่ต้องขอเน้นนะว่าต้องเป็นแพลนการเที่ยวที่เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นนะ  เพราะถ้ามีแต่ภาษาไทยก็คงไม่ช่วยอะไร  ก็เจ้าหน้าที่ชาวเกาหลีเค้าไม่เข้าใจภาษาไทยอยู่ดี  ส่วนใครที่เที่ยวเองแบบเดินทางเป็นกลุ่ม  ไปกันหลาย ๆ คนขอแนะนำให้พิมพ์แผนการท่องเที่ยวภาษาอังกฤษมาพกติดตัวกันไว้คนละ 1 ฉบับเลย

ครบแล้วสำหรับเอกสารจำเป็นสำคัญ ๆ ที่ต้องมีห้ามขาดโดยเด็ดขาดเลย  ว่าแล้วก็มาต่อกันเลยกับเอกสารที่ควรเตรียมไปด้วยเผื่อเอาไว้ในกรณีฉุกเฉิน  เจ้าหน้าที่มีข้อสงสัยอะไรจะได้เอาหลักฐานออกมาแสดงให้ดูได้เลย

 

สำหรับเอกสารที่ควรเตรียมติดตัวไปด้วยเผื่อจำเป็น  ซึ่งได้แก่

 

– เอกสารรับรองการทำงาน หรือเอกสารรับรองการศึกษา  (ภาษาอังกฤษ)

 

ควรมีเอาไว้กันเหนียว  เพื่อบอกให้ทราบแน่ว่า  เรามีภารกิจ  มีหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะต้องกลับมายังเมืองไทยจริง ๆ และยิ่งถ้าในหนังสือรับรองการทำงานระบุเอาไว้ด้วยว่า  ทางบริษัททราบเรื่องการขอลาหยุดเพื่อเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศเกาหลีเป็นจำนวนกี่วัน  ตั้งแต่วันที่เท่าไหร่  ถึงวันที่เท่าไหร่ด้วยยิ่งดี  จะได้แทบไม่ต้องตอบคำถามใด ๆ ยื่นเอกสารให้ดูแค่นั้นพอเลย

 

– สำเนาบัญชีออมทรัพย์  หรือรายการบัญชีย้อนหลัง (Statement)

 

อาจจะดูเหมือนเป็นหลักฐานชิ้นเว่อร์วังอลังการไปซะหน่อย  ราวกับไปขออนุมัติวงเงินกู้  ขอสินเชื่อ  หรือขอวีซ่าทำงานระยะยาว  แต่เชื่อเถอะว่า  รายการบัญชีย้อนหลัง (Statement)  หรือสำเนาบัญชีออมทรัพย์ที่แสดงยอดเงินคงเหลือในบัญชี  เป็นอีกหนึ่งเอกสารที่ควรพกไว้  เพื่อบอกว่าเรามียอดเงินพอสำหรับการใช้จ่ายในการท่องเที่ยว  ไม่ได้มาเพื่อหารายได้หรือทำงานอย่างผิดกฎหมาย

 

– เอกสารประจำตัวอื่น ๆ

 

เอกสารประจำตัวอื่น ๆ ที่ควรต้องพกไปด้วยเพื่อยืนยันตัวตน  หรือหน้าที่การงาน  อาทิเช่น  บัตรประจำตัวประชาชน  ใบขับขี่  สำเนาทะเบียนสมรส  บัตรนักเรียน – นักศึกษา  หรือแม้แต่บัตรประจำตัวพนักงาน  และนามบัตร  เผื่อเอาไว้ในกรณี  เช่น  เจ้าหน้าที่ไม่มั่นใจว่ารูปในพาสปอร์ตเหมือนตัวจริง  เราก็สามารถเอารูปจากบัตรอื่น ๆ ที่เจ้าหน้าที่ราชการของไทยออกให้มาเทียบให้ดูได้  หรือถ้าไม่มั่นใจว่าเรามาแค่ท่องเที่ยวแล้วกลับ  ก็สามารถเอาบัตรพนักงานไม่ว่าจะสำเนา  หรือตัวจริง  อออกมาโชว์ให้ดูเทียบกับเอกสารรับรองการทำงานเลย  ว่าเรามีงานการทำเป็นหลักแหล่ง  ขอลางานมาเที่ยวแค่ไม่กี่วันแล้วก็ต้องกลับไปทำงานจริง ๆ นะ

 

ถ้าเอกสารครบแบบมีทั้งที่สำคัญ  ไม่สำคัญเผื่อไว้ครบทุกกระบวนท่าแบบแทบยกทั้งตู้เอกสารมาโชว์แบบนี้  รับรองได้ว่าไม่ว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีคนไหน  จะตรวจเข้มงวดโหดเบอร์ไหน  หรือมีคำถามอะไร  เอกสารต่าง ๆ ก็เอาอยู่  สามารถช่วยยืนยันและเคลียร์ให้ได้จบหมดทุกข้อสงสัยแน่นอน

2.ทำความเข้าใจขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองล่วงหน้า  และเก็งคำถามพร้อมเตรียมคำตอบเอาไว้ก่อนด้วย

ไม่ว่าเอกสารที่เตรียมไว้จะพร้อมสรรพครบครันขนาดไหน  ถึงยังไงเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก็อาจจะต้องมีคำถาม  ถามเราสักหน่อยให้พอเป็นพิธี  ถ้าเตรียมเอกสารมาอย่างดี  แต่ดันตกม้าตายเพราะคำถามนิด ๆ หน่อย ๆ ก็คงจะเสียใจแย่  ดั้งนั้นเราควรต้องเตรียมตัวสำหรับคำถามทั่ว ๆ ไปเกี่ยวการการเที่ยวเกาหลีที่เจ้าหน้าที่น่าจะสอบถาม  หรือซักถามอีกครั้งเพื่อเป็นการย้ำว่าข้อมูลตรงกันกับในเอกสาร   โดยทั่วไปแล้วคำถามที่เจ้าหน้าที่จะถามนั้นก็ไม่ใช่คำถามยาก ๆ สิ่งที่เจ้าหน้าที่น่าจะสอบถาม  อาทิเช่น

 

  •  คุณทำอาชีพอะไร
  • คุณมากันกี่คน  มากับใคร
  • คูณมาทำอะไรที่เกาหลี
  • คุณพักที่ไหน  โรงแรมชื่ออะไร
  • คุณจะอยู่ที่เกาหลีนานแค่ไหน
  • คุณเคยมาเกาหลีมาก่อนมั้ย
  • คุณมีแผนการท่องเที่ยวอย่างไร จะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง
  • คุณแลกเงินมาเท่าไหร่

 

โดยเฉพาะเรื่องแผนการการท่องเที่ยวที่หลาย ๆ คนละเลย  ยิ่งสำหรับคนที่เดินทางท่องเที่ยวกับทัวร์ด้วยแล้ว  อาจจะปล่อยผ่านไม่สนใจรายละเอียดการเดินทาง  ดั้งนั้นเอา Save Save ก็ควรต้องดูเอาไว้สักหน่อย  ส่วนคนที่เดินทางเที่ยวเอง  ยิ่งต้องใส่ใจในรายละเอียดการเที่ยวให้ดี  สำหรับผู้ที่เดินทางเป็นกลุ่มก็ควรเตรียมตัว  เตรียมข้อมูล  และคำตอบเอาไว้ให้เหมือน ๆ ไม่ใช่ว่าเดินทางพร้อมกัน  เที่ยวด้วยกัน  กรุ๊ปเดียวกัน  แต่พอสอบถามข้อมูลท่องเที่ยว  กลับตอบไม่เหมือนกัน  อันนี้ก็อาจจะงานเข้าเอาได้นะ

3.เตรียมสัมภาระและกระเป๋าเดินทางเที่ยวเกาหลี ให้พอดีกับจำนวนวันที่ท่องเที่ยว

ขนาดสัมภาระก็เป็นอีกหนึ่งเกร็ดเล็ก ๆ ที่พลาดกันได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะนักเที่ยวสายถ่ายรูปที่นิยมพกพร็อพ  เตรียมเสื้อผ้าหน้าผม  และอุปกรณ์แบบจัดเต็มไปเที่ยวด้วย  ซึ่งอาจทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีเข้าใจผิดเอาได้  ว่ามาเที่ยวแค่ 3 -7 วันแต่กระเป๋าสัมภาระหอบหิ้วเหมือนเตรียมมาอยู่กันหลายเดือน  ยิ่งไม่น่าเชื่อถือไปใหย๋ว่านี่สรุปมาเพื่อท่องเที่ยว  หรือตั้งใจจะมาแอบหลบทำงานในเกาหลีกันแน่  เพราะฉะนั้นขอแนะนำว่ากระเป๋าเดินทางขนาด 24 นิ้ว  น่าจะเป็นไซส์ที่กำลังพอดีกับการท่องเที่ยว

4.ควรแต่งตัวให้ภูมิฐาน  สมฐานะ  กาลเทศะ  และเหมาะกับสภาพอากาศ

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่อาจจะเป็นปัญหาสักหน่อยสำหรับสายชิลล์  ที่ชอบแต่งตัวสบาย ๆ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า  ด่านตรวจคนเข้าเมืองในสนามบินก็เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ราชการ  เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเองก็เป็นข้าราชการเช่นกัน  ดังนั้นจึงควรแต่งตัวให้เกียรติสถานที่  และกาลเทศะด้วย  อย่าให้ถึงขั้นใส่กางเกงอยู่บ้านขาสั้นลากแตะเดินทาง  เพราะเจ้าหน้าที่  ต.ม.  คงจะไม่เข้าใจและเพ็งเล็งเอาแน่ ๆ หรือไปเที่ยวเกาหลีหน้าหนาว  หิมะตก  แต่ใส่เสื้อกล้ามขาสั้น  ก็น่าจะถูกหมายหัวเอาได้  ว่าน่าจะมุ่งหวังมาหารายได้ที่เกาหลีแล้วค่อยไปซื้อเสื้อผ้าเอาก็ได้   เป็นว่าแต่งตัวพอดี ๆ ให้ดูภูมิฐานเท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว

5.ควรตอบคำถามเที่ยวเกาหลี อย่างชัดเจน  มีสติ  ไม่ตื่นเต้น

และสิ่งสุดท้ายที่ต้องมีเลยเมื่อไปเที่ยวเกาหลี  คือ  สติ  ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ซักถามข้อมูลต้องมีความมั่นใจ  ตอบคำถามอย่างชัดเจน  ฉะฉาน  ด้วยใบหน้าสดใสยิ้มแย้ม  ไม่วอกแวก  ตื่นกลัว  และควรต้องสบสายตาเจ้าหน้าที่  เพื่อแสดงความมั่นใจและจริงใจในการตอบคำถามด้วย  ส่วนใครที่ภาษาอังกฤษไม่คล่องแคล่วสักเท่าไหร่  ก็ควรฝึกฝนคำง่าย ๆ ทั่วไปที่ต้องใช้เอาไว้เพิ่มเติมสักหน่อย  เพื่อให้พอสามารถสื่อสารได้  ถ้าเดินทางกันเป็นครอบครัว  แนะนำว่าให้ยื่นพาสปอร์ตพร้อมกันไปเลย  จะได้ให้คนที่ภาษาแข็งแรงเป็นคนตอบคำถาม  หรือเดินทางเป็นกลุ่มพร้อมกันหลายคน  ให้คนที่เก่งภาษาที่สุดยื่นพาสปอร์ตก่อนในแถวเดียวกัน  แล้วบอกเจ้าหน้าที่ไปก่อนเลยว่ามากันกี่คน  กับใครบ้างที่ต่อคิวอยู่ด้านหลัง  จะได้ถือเป็นการตอบคำถามแทนเพื่อน ๆ ข้างหลังที่ภาษาไม่แข็งแรงด้วยเลย

 

ครบกันแล้วกับยุทธวิถีการเตรียมตัวเที่ยวเกาหลี ให้ผ่านต.ม.  แต่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด  อย่าลืมว่าต้องพกเอาความมั่นใจไปด้วยนะ  เพียงเท่านี้รับรองว่าทริปเกาหลีคราวนี้ไม่มีพลาด  ไม่ว่าจะเดินทางเอง  เดินทางกับแก็งเพื่อน  หรือเดินทางกับทัวร์  ก็มั่นใจได้แล้วว่าได้ออกไปลุยหิมะ  เล่นสกี  ตระเวนชอปปิ้งท้าลมหนาว  ให้ฟินสุด ๆ แน่นอนเลย

10 พฤติกรรมสุขภาพน่าจับตา สาเหตุพาคนไทยป่วยในปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609693

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

10 พฤติกรรมสุขภาพน่าจับตา สาเหตุพาคนไทยป่วยในปี 2563

สสส.เปิด 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทยน่าจับตาในปี 2563 อาทิ ซึมเศร้า-ภัยคุกคามออนไลน์-‘กัญชา’ เมื่อเป็น ‘ยา’ รักษาโรค-Fake News สุขภาพ-PM2.5 หมอกควัน รวมทั้งปัญหารายวันที่น่าเป็นห่วงและส่งผลพวงด้านสุขภาพของคนไทยในปีที่ใกล้จะถึงนี้

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ร่วมกับแผนงานสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูลและเทคโนโลยีสร้างเสริมสุขภาพ สำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ บริษัทไวซ์ไซท์ ประเทศไทย และภาคีเครือข่ายทางวิชาการ จัดเวที Thaihealth Watch จับตา 10 ประเด็นพฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 2563 ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เผย 10 ประเด็นพฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 2563 มีประเด็นที่น่าจับตาดังนี้

ในกลุ่มวัยเด็กและเยาวชน

1.”แค่เครียด หรือซึมเศร้า”

ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ปี 2562 พบว่า ทุก 1 ชั่วโมงจะมีคนพยายามฆ่าตัวตาย 6 ราย โดยมีกลุ่มเด็กเยาวชนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จถึงปีละ 300 ราย และยังพบแนวโน้มการเข้ารับคำปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น สิ่งที่น่าสนใจจากการกระแสบนโลกออนไลน์พบว่า สาเหตุที่ทำวัยรุ่นเครียด อันดับ 1 มาจากปัญหาความสัมพันธ์โดยเฉพาะครอบครัว ตามด้วยเรื่องหน้าที่การงาน การถูกกลั่นแกล้ง และความรุนแรง ซึ่งช่วงเวลาที่วัยรุ่นโพสต์ข้อความอยากฆ่าตัวตายมากที่สุดในสื่อทวิตเตอร์คือ วันอังคาร 4 ทุ่ม และวันศุกร์ 1 ทุ่ม หากช้อนความรู้สึกได้ทันจะสามารถลดความเสี่ยงจากการคิดสั้นได้ถึง 50%

2.”ภัยคุกคามออนไลน์ ยิ่งเสพติดออนไลน์ ยิ่งเสี่ยงสูง”

เด็กเยาวชนยุค Gen Z ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 10.22 ชั่วโมง ผลสำรวจของ COPAT ร่วมกับมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ในปี 62 พบว่า เด็ก 31% เคยถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ 74% เคยพบเห็นสื่อลามกอนาจารทางออนไลน์ และ 25% เคยนัดเพื่อนที่รู้จักในออนไลน์ ซึ่งผลวิจัยพบว่า เด็กที่ใช้เวลากับโลกออนไลน์มากยิ่งเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งและเป็นผู้กลั่นแกล้งทางออนไลน์ถึง 3 เท่า ดังนั้นสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวและการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลจะช่วยป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง

3.ทางเลือก-ทางรอดของ ‘เด็กและวัยรุ่น’ ในการเดินทาง 

แม้แนวโน้มการใส่หมวกกันน็อกจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึง 50% โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นมีแนวโน้มใส่หมวกกันน็อกลดลงจาก 32% ในปี 2553 เหลือเพียง 22% ในปี 2561 ขณะที่เด็กเล็ก 92% ไม่ใส่หมวกกันน็อก และยังพบแนวโน้มการบาดเจ็บและเสียชีวิตในกลุ่มเด็กเยาวชนจากมอเตอร์ไซด์เคลื่อนย้ายจากภาคที่มีรายได้สูงไปยังภาคที่มีรายได้ต่ำกว่า ในปี 2563 สสส.ร่วมกับภาคีเครือข่ายทำงานโดยลงลึกใน 283 อำเภอกลุ่มเสี่ยง ซึ่งครอบคลุมการเสียชีวิตถึง 81%

4.”กลัวท้องมากกว่าติดโรค”

อัตราคลอดของแม่วัยรุ่นลดลงแต่อัตราการติดโรคทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว โดยเฉพาะโรคซิฟิลิสและหนองใน สาเหตุสำคัญคือไม่ใส่ถุงยางทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปี 2561 พบว่า นักเรียน ม.5 และ ปวช. 2 เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับแฟนมีการใช้ถุงยางทุกครั้งไม่ถึง 50% ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ใช้ถุงยาง 100% ทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับพนักงานบริการ หญิงหรือผู้ชายอื่น เหตุผลที่วัยรุ่นไม่ใช้ถุงยางเมื่อเจาะลึกในโลกออนไลน์คือ ถุงยางราคาแพง อายไม่กล้าซื้อ ใช้วิธีอื่น เช่น ฝังยาคุม ดังนั้นเพื่อลดการติดโรค สสส.จึงร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ผลักดันให้ปี 2563 คนไทย 90% ต้องเข้าถึงถุงยางอนามัย

5.”E-sport เส้นแบ่งระหว่างติดเกม และนักกีฬามืออาชีพ”

กลายเป็น 1 ใน 5 อาชีพในฝันของเด็กไทย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็น proplayerได้ การศึกษาพบว่า วินัยและการแบ่งเวลาเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างนักกีฬามืออาชีพกับเด็กติดเกม นอกจากนี้ยังพบการพนันออนไลน์ที่แฝงมาพร้อมกับการแข่งขัน

ในกลุ่มวัยทำงาน

6.”พฤติกรรมกิน อยู่ อย่างไทย”

เนื่องจากการเสียชีวิต 3 อันดับแรกของคนไทยยังคงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างโรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน หัวใจขาดเลือด พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรค ผลการสำรวจ Top Post อาหารยอดนิยมในโลกออนไลน์ในปีที่ผ่านมาพบว่า รสเผ็ดและหวานยังคงเป็นรสชาติยอดนิยมของคนไทย วัยทำงานเน้นอาหารรสจัด วัยรุ่นเน้นที่รูปลักษณ์ ขณะที่เด็ก คนโสด คนทำงานบริษัทกินผักน้อยที่สุด เพื่อปรับพฤติกรรมการกิน สสส.จึงรณรงค์เพื่อปรับพฤติกรรมการกิน รวมถึงการทำงานเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงอาหารสุขภาพมากยิ่งขึ้น

7.”กัญชาเมื่อใช้เป็นยารักษาโรค”

หลังจากที่กัญชาได้รับการปลดล็อคอนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์เพื่อการรักษาผู้ป่วย โรคที่กรมการแพทย์ประกาศรับรองว่าสามารถใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์มีเพียง 4 โรค คือ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากและโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และภาวะปวดประสาท ขณะที่โลกออนไลน์ที่ระบุถึงสรรพคุณในการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคไปไกลมากกว่าที่ได้มีการรับรอง ขณะที่งานวิจัยเรื่องกัญชายังมีอีกจำนวนมากจึงต้องมีการศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

ในกลุ่มผู้สูงอายุ

8.”Fake News สุขภาพ ชัวร์หรือมั่ว เชื่อได้หรือไม่” จากการสำรวจบนโลกออนไลน์พบว่า 5 ข่าวปลอมสุขภาพที่มียอดแชร์มากที่สุดคือ อังกาบหนูรักษามะเร็ง น้ำมันกัญชารักษามะเร็ง หนานเฉาเว่ยสารพัดโรค บัตรพลังงานรักษาสารพัดโรค ความฉลาดของลูกได้จากแม่มากกว่าพ่อ เพจที่เผยแพร่ข่าวปลอมแล้วได้รับยอดแชร์มากที่สุดส่วนมากเป็นเพจที่ตั้งชื่อเป็นสำนักข่าว แต่ไม่ใช่สื่อหลัก ส่วนเพจที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอมและได้รับยอดแชร์มากที่สุด เป็นเพจสำนักข่าวเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้น หมอแล็บแพนด้า ที่ไม่ใช่เพจสำนักข่าว แต่ได้รับยอดแชร์มากที่สุด

ปัจจัยทางสังคม สิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อสุขภาพ

9.”ชีวิตติดฝุ่นอันตราย PM 2.5 และหมอกควัน”

เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 5 ของประชากรโลกในปี 2558 องค์การอนามัยโลกประกาศให้ในปี 2559 ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ 7 ล้านคน ซึ่ง 91% เกิดในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้และแปซิฟิกตะวันตก หากดูจากค่าความเข้มของฝุ่น PM 2.5 ใน กทม.ย้อนหลังจะพบแนวโน้มฝุ่นพิษเกิดขึ้นในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. ซึ่งเด็กและผู้สูงอายุจัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง จึงร่วมกับเครือข่ายอากาศสะอาดประเทศไทยจัดทำข้อเสนvแนะในการจัดการฝุ่นตั้งแต่ต้นทางทั้งเขตเมือง ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม

10.”ขยะอาหาร อาหารส่วนเกิน”

คนไทยสร้างขยะอินทรีย์ที่บางส่วนเป็นขยะอาหารเฉลี่ยปีละ 254 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อย มากกว่าชาวฝรั่งเศส 30% และมากกว่าชาวอเมริกัน 40% ขณะที่การจัดการขยะจากงานวิจัยของทีดีอาร์ไอพบว่า การกำจัด โดยการเผา ฝังกลบ เป็นวิธีการที่หลายประเทศแนะนำให้ทำน้อยที่สุด ขณะที่ประเทศไทยใช้วิธีการนี้มากที่สุด ดังนั้นภาครัฐ ในระดับนโยบายควรสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการลดขยะอาหารและการนำอาหารที่ต้องทิ้งไปใช้ประโยชน์อื่นหรือนำไปบริจาคแทนการฝังกลบ

นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. กล่าวว่า Thaihealth Watch จับตา 10 ประเด็นพฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 2563 มีที่มาจากการเชื่อมโยงองค์ความรู้ใน 3 ส่วน ประกอบด้วย สถานการณ์สถิติสุขภาพ (Situation) ซึ่งมาจากแนวโน้มการสูญเสียปีสุขภาวะจากรายงานภาระโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย รายงานสถานการณ์สุภาพคนไทย และสถานการณ์สถิติสุขภาพที่เกี่ยวข้อง จับกระแสความสนใจที่มีการพูดถึงในสังคมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในรอบ 1 ปี (Social Trend) เพื่อศึกษาแนวโน้มความสนใจของคนในสังคม รวมทั้งเจาะลึกถึงพฤติกรรมของคนไทยในแต่ละประเด็น และ ข้อแนะนำที่มีต่อประเด็นทางสุขภาพจากการทำงานของ สสส. (Solution) ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งหลังจากนี้ สสส. จะนำเสนอตัวอย่างรูปธรรมที่เกี่ยวข้องกับ 10 ประเด็นเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง

 

ภาพ Freepik

ไม่ใช่แค่สารเคมีในสมองที่ทำให้ ‘ซึมเศร้า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609707

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2562 เวลา 17:07 น.

ไม่ใช่แค่สารเคมีในสมองที่ทำให้ ‘ซึมเศร้า’

จิตแพทย์เผยสาเหตุของโรคซึมเศร้า นอกจากจะเกิดจากสารเคมีในสมอง หรือเป็นเรื่องทางกรรมพันธุ์ ยังมี 5 ปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า

ปัจจุบันการฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของชาวโลก แต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายราว 800,000 คน และยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 2 ในกลุ่มคนอายุ 15-29 ปี สำหรับประเทศไทย กรมสุขภาพจิต เผยว่า ภาพรวมอัตราการฆ่าตัวตายของทั้งประเทศอยู่ที่ 6.32 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปีที่แล้วมีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 4,137 คน เป็นชาย 3,327 คน หรือร้อยละ 80 และเป็นหญิง 810 คน ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า

ล่าสุดหลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าวิจัยมากว่า 2 ทศวรรษ โดยทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของสมองถึง 131 ครั้ง ในกลุ่มอาสาสมัครกว่า 12,000 คน ก็พบเครือข่ายภายในสมอง 2 ตัวที่ทำให้คนเราคิดและลงมือจบชีวิตตัวเอง ซึ่งเครือข่ายสมอง 2 เครือข่ายนี้อยู่บริเวณสมองส่วนหน้าที่เรียกว่า “กลีบสมองส่วนหน้าที่ตรงกลางและด้านข้าง” ที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนนี้ทำให้เกิดความคิดในแง่ลบ และเครือข่ายที่ 2 “คอร์เท็กซ์ส่วนหน้าด้านล่างและรอยนูนกลีบหน้าผากส่วนหน้าด้านล่าง” ที่มีหน้าที่ในการตัดสินใจและควบคุมพฤติกรรม โดยการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนนี้มีผลต่อการพยายามฆ่าตัวตาย

แม้จะมีข้อมูลมากมายบอกว่าสาเหตุของโรคซึมเศร้าเกิดจากสารเคมีในสมอง หรือเป็นเรื่องทางกรรมพันธุ์ นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอดีตผู้ทรงคุณวุฒิจากกรมสุขภาพจิต สะท้อนว่า ยังมีอีก 5 ปัจจัยภายนอกที่จะทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้

1.ความสัมพันธ์ห่างไกลกันมากขึ้น วิถีชีวิตของความเป็นเมือง บ้านเดียวกันต่างมีหน้าจอของตัวเอง ทำให้คนเกิดความรู้สึกเหงา ซึ่งความเหงาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้า ขณะที่โรคซึมเศร้าก็ทำให้เกิดอาการเหงาเช่นเดียวกัน

2.ค่านิยมการทำงานที่เปลี่ยนไป ทำให้ความรู้สึกภูมิใจในตัวเองลดลง กรณีเด็กและเยาวชนมีความรู้สึกว่าคุณค่าในตัวเองหายไป คนจบปริญญาโทจำนวนมากที่ไม่พร้อมไปทำงาน พร้อมกับความรู้สึกไม่ภูมิใจในตัวเอง ไม่เชื่อมั่น ตำแหน่งงานใหม่ที่เกิดขึ้นก็ได้คนไม่ตรงทักษะ เรามีคนตกงานจำนวนมาก ขณะที่ยังมีตำแหน่งงานว่างเพราะทักษะไม่ตรงกับที่ตลาดแรงงานต้องการ รวมถึงความรู้สึกเปรียบเทียบกับคนอื่นในสื่อโซเซียล ทำให้ภูมิใจในตัวเองน้อยลง

3.วิถีชีวิตห่างไกลจากธรรมชาติ การกิน การนอน การออกกำลังกายเปลี่ยนไปจากเดิม ส่งผลต่อระบบชีวภาพของร่างกาย มีงานวิจัยพบว่า จุลินทรีย์ในลำไส้สัมพันธ์กับโรคซึมเศร้า การกินยาปฏิชีวนะต้านเชื้อจุลินทรีย์บ่อยๆ จะส่งผลอย่างมาก4.ขาด Mindset ในการจัดการปัญหา ไม่ถูกฝึกทักษะทางความคิดและแก้ปัญหาเชิงรุก เช่น การฝึกคิดแง่บวกบ่อยๆ ว่า ทุกปัญหาจะต้องมีทางออกในที่สุด และเมื่อเราแก้ปัญหานั้นได้แล้ว เราจะเก่งขึ้น เชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น

5.การมีปมค้างในใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งสุด เกิดขึ้นในระดับบุคคลในครอบครัว เมื่อเกิดผลกระทบจากสังคม ขณะที่ครอบครัวก็ขาดความอบอุ่น ทั้งการดุด่า ละเลย ไม่มีเวลาให้ ล้วนเป็นปมค้างใจในเด็ก และส่งผลเปราะบางทางอารมณ์ รวมถึงเด็กบางคนถูกละเมิดทางเพศ หรือที่บ้านทะเลาะกัน ความรุนแรงจะกระทบที่เด็ก ความทรงจำที่ค้างในใจจะดึงเด็กเหล่านี้เข้าสู่อาการซึมเศร้าวิธีสังเกตุคือ การมีความทรงจำทางลบในเหตุการณ์และประเด็นที่ยังไม่ถูกคลี่คลาย

 

ภาพ Freepik

ตั้งเป้าสุขภาพดีรับปีใหม่ ทำได้แน่ แค่ต้องเปลี่ยน!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609441

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 08:04 น.

ตั้งเป้าสุขภาพดีรับปีใหม่ ทำได้แน่ แค่ต้องเปลี่ยน!!

อ.สง่า ดามาพงษ์ แนะนำเทคนิคดีๆ ที่ทำได้จริง ช่วยปรับเปลี่ยนนิสัยการกิน เริ่มต้นสร้างสุขภาพที่ดีกว่าในปีที่ผ่านมา

ปีใหม่ทุกปี มักเป็นช่วงที่หลายคนใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ทำอะไรใหม่ๆ ด้วยการหันมาดูแลตัวเองอย่างถูกต้องมากขึ้น เช่น ลดน้ำหนัก กินอาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกายลดพุง แต่ความตั้งใจเหล่านี้มักจะถูกลืมไป หลังผ่านวันปีใหม่ไปได้ไม่นาน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีข้อแนะนำดีๆ และทำได้จริง ที่จะช่วยปรับเปลี่ยนนิสัยการกินของคุณให้มีสุขภาพที่ดีกว่าในปีที่ผ่านมา จาก อ.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิด้านโภชนาการ ของ สสส. ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูพร้อมกัน

ลองย้อนทบทวนตัวเอง

อ.สง่า เริ่มต้นชวนคิดว่าอยากให้มองย้อนกลับไปก่อน 12 เดือนที่ผ่านมาว่า สุขภาพของตัวเองเป็นอย่างไร

  • “น้ำหนัก” เพิ่มขึ้นหรือไม่?
  • ผอมลงหรือไม่?
  • “ไปหาหมอกี่ครั้ง”?
  • เป็นหวัดกี่หน?
  • “ปวดท้อง” “ท้องเสีย” กี่ครั้ง?
  • เจ็บป่วยบ่อยหรือเปล่า ซื้อยากินหรือไม่?

เราเปลืองเงินกับค่ารักษาพยาบาลไปมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ขอให้สำรวจสุขภาพของตัวเองก่อน เป็นอันดับแรก

ทานเพลินเกินห้ามใจ – เมินออกกำลัง

ต่อมาให้ลองสำรวจกลับไปอีกว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เราได้ “ออกกำลังกาย” เป็นประจำหรือไม่? ออกๆ หยุดๆ หรือไม่ได้ออกเลย เอาแต่นั่งๆ นอนๆ อย่างเดียว

และในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา เรา “กินตามใจปาก” หรือไม่? กินถูกหลักโภชนาการ “ครบ 5 หมู่” หรือไม่ กินรสชาติ “หวานจัด มันจัด เค็มจัด” หรือไม่ เรา “กินผักผลไม้” เพียงพอหรือไม่?

ลองสำรวจเพิ่มว่า เราเป็นคน “ติดหวาน”  หรือไม่? เรากินกาแฟเย็นมากเกินไปหรือเปล่า กินน้ำอัดลม กินขนมกรุบกรอบบ่อยหรือไม่?

บริหารอารมณ์–ไม่เครียดกับทุกเรื่อง

เรื่องต่อมา ขอให้สำรวจเรื่อง “อารมณ์” ว่า ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา เรามีอะไรที่มากระทบจิตใจในเชิงลบ มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ทำให้หงุดหงิด ทำให้กังวล ทำให้โกรธ ทำให้ไม่สบายใจ มีหลายเรื่องหรือไม่? แล้วเราสลัด “ความเครียด” ออกได้เร็วหรือไม่ หรือว่าเก็บมันไว้ในใจ เราสามารถขจัดออกได้กี่เรื่อง และไม่ได้กี่เรื่อง?

ในรอบปีที่ผ่านมา “สูบบุหรี่” มากน้อยแค่ไหนอย่างไร? “ดื่มสุรา” จนติดเป็นนิสัยเลยใช่หรือไม่ และได้ “พักผ่อน” เพียงพอรึเปล่า นอนถึง 6 ชั่วโมงหรือไม่?

ทั้งหมดนี้เราต้องกลับไปดูภาพรวมตัวเองในปีที่ผ่านมา เพื่อจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และวางแผนสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

สร้างจุดเปลี่ยนสุขภาพให้ดีกว่าเดิม

อ.สง่า อธิบายต่อว่า ถ้าสำรวจแล้วพบว่า รอบปีที่ผ่านมาพฤติกรรม “แย่มาก” ไม่เคยออกกำลังกาย กินสะเปะสะปะ คุณจงเริ่มเอาวันที่ 31 ธันวาคม หรือวันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนชีวิตใหม่   ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองวันนี้ จะเกิดอะไรขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า สุขภาพจะย่ำแย่ลงตามอายุ ที่เพิ่มมากขึ้นใช่หรือไม่

ดังนั้น ขอให้เริ่มจากการระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน เริ่มในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้ยิ่งดี เพื่อปูพื้นฐานไปสู่พฤติกรรมการกินที่ถูกต้อง ไปตลอดทั้ง 12 เดือนข้างหน้า

ระวังอาหารที่มีแคลอรีสูงมาก

ช่วงปีใหม่เป็นเทศกาลแห่งการกินเลี้ยง กินเค้กปีใหม่ อาหารส่วนใหญ่มักจะมีความมันจัด หวานจัดและเค็มจัด มีโปรตีนสูง ผักน้อย ดังนั้นถ้าเราจะฝึกพฤติกรรมการกิน ก็ควรจะระมัดระวัง “อาหารที่มีแคลอรี่สูง”  เพราะอาจทำให้อ้วนแบบไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว หรืออาหารหวาน  ดังนั้น ก่อนทานอาหารควรคำนึงถึงปริมาณแคลอรี่ให้มากๆ

กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในทุกมื้อ

สำหรับเทคนิคการเลือกกินอาหารในงานเลี้ยง ประกอบไปด้วย

  • “สารอาหารจะต้องครบ 5 หมู่” จะไปกินเฉพาะเนื้อสัตว์อย่างเดียวไม่ได้ อาหารทุกมื้อในช่วงงานเลี้ยงต้องครบ 5 หมู่
  • “รสชาติของอาหาร จะต้องไม่หวานจัด มันจัด เค็มจัด” ซึ่งบอกไม่ได้ว่าเป็นเมนูอะไร คุณต้องไปตัดสินใจกันเอาเอง
  • “หลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด ๆ  ผัด ๆ”
  • “เลือกกินอาหารประเภทต้ม, แกง, อบ, นึ่ง, ย่างและปิ้ง”  แต่ต้องระวังอย่าให้ไหม้เกรียม
  • “ระวังอาหารหวาน” ไม่ได้ห้ามกินแต่อย่ามากจนเกินไป กินแต่พอดี เค้กกินต่อไปแต่ชิ้นอาจจะบางลง

ฝึกกินผักผลไม้ให้เป็นนิสัย

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ในการปูพื้นฐานเรื่องการกินให้ดีต่อสุขภาพ ในช่วงงานเลี้ยงปีใหม่ คือ “เริ่มต้นการกินผักให้มากขึ้น” โดยอาจจะมาในรูปของผักสลัด ผักที่อยู่ในแกง หรือผักที่อยู่ในน้ำพริก อยู่ในส้มตำ หรืออยู่ในยำผัก หรือเมนูอะไรก็แล้วแต่ “อาหารปีใหม่ต้องมีผักให้ได้” และ “ฝึกตัวเองกินผลไม้ หลังจากการกินข้าว”  ไม่ใช่กินข้าวเสร็จแล้วไปหาขนมหวานกินต่อ ดังนั้น ควรมีผลไม้วางอยู่บนโต๊ะงานเลี้ยงด้วยเสมอ

เลิกเหล้าบุหรี่-จุดเปลี่ยนชีวิตใหม่

ในงานเลี้ยงมักจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าคุณไม่กินเลย จะถือเป็นการวางพื้นฐานชีวิตใหม่ให้กับตัวเอง และถ้าถือโอกาสช่วงปีใหม่ทั้งที “เลิกเหล้าเลิกบุหรี่” ไปเลย ก็นับเป็นของขวัญอันล้ำค่าของชีวิตเลยทีเดียว

ของขวัญที่เราควรมอบให้กับตัวเอง ไม่ใช่แก้วแหวนเงินทอง เสื้อผ้าหรือของขวัญที่มีราคาแพง แต่เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ตามหลัก  “3 อ. 2 ส. และ 1 พ.”  คือ อาหาร, อารมณ์, ออกกำลังกาย, ไม่ดื่มสุรา, ไม่สูบบุหรี่ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ดีขึ้น เป็นของขวัญแห่งชีวิตที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงินตรา

เปลี่ยนทัศนคติอยากมีสุขภาพที่ดี

อ.สง่า แนะนำว่า ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนชีวิตใหม่ คุณต้องเปลี่ยน Mindset หรือ ทัศนคติมุมมองใหม่ เพราะถ้าไม่เปลี่ยน Mindset เสียก่อนอย่างอื่นคุณก็จะเปลี่ยนไม่ได้ ซึ่งการที่คุณจะเปลี่ยน Mindset ได้คุณต้องมีแรงจูงใจ และเป็นแรงจูงใจที่มีพลังมากพอ

แรงจูงใจที่ว่านี้ อาจจะมาจากการสำรวจสุขภาพตัวเอง ในปีที่ผ่านมา เช่น น้ำหนักตัวที่มากขึ้น ๆ ถ้าปล่อยเอาไว้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง พอคุณอ้วนมากเข้า โรคเบาหวาน, โรคความดัน, โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง ก็ตามมา แล้วคุณจะทำอย่างไร สุขภาพคุณจะเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

เลือกหาแรงจูงใจ–กล้าที่จะท้าทาย

อ.สง่า กล่าวย้ำว่า ถ้าอยากจะเปลี่ยนตัวเองเพื่อสุขภาพ จริงๆ ขอให้ทำเพื่อคนอื่นดีกว่า เช่น ถ้าคุณมีแม่ ให้เปลี่ยนตัวเองเพื่อแม่ เพราะลองคิดดูว่า ถ้าคุณอายุ 30 ปี แม่อายุ 70 ปี แต่คุณป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ปากเบี้ยว กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง แม่คุณต้องมาคอยดูแล คุณจะทำอย่างไร หรือถ้าคุณแต่งงานแล้ว มีลูกตัวเล็ก ๆ คุณก็ลองตั้งเป้าหมายเปลี่ยนตัวเองเพื่อลูก จะได้อยู่เลี้ยงดูเขาเติบโต

“การเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพถ้าไม่มีแรงจูงใจมากพอ มันจะเปลี่ยนไม่ได้ ที่สำคัญอย่าตั้งเป้าหมายเปลี่ยนเพื่อตัวเอง เช่น ลดน้ำหนักเพื่อตัวเองจะได้หุ่นดี การตั้งเป้าหมายเช่นนี้ มักจะล้มเลิกกลางคัน เพราะแรงจูงใจไม่มากพอ ดังนั้นขอให้ลองทบทวนหาข้อบกพร่องในปีที่ผ่านมา แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข โดยใช้วันปีใหม่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง”

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้โทษต่อร่างกาย ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกท้อแท้ แต่หากคุณมีวินัยและความอดทนมากพอ  ในที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้แน่นอน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสร้างสุขภาพดี เป็นของขวัญเริ่มต้นสุขภาพดี รับปีใหม่ให้กับตัวเอง

 

ที่มา สสส.

อาหารไฟเบอร์สูง…จูงใจคนไดเอท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609321

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 07:16 น.

อาหารไฟเบอร์สูง...จูงใจคนไดเอท

อาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องนาน  ดีต่อระบบย่อยอาหาร ทั้งยังช่วยเรื่องการขับถ่าย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก อาหารในกลุ่มนี้มีประโยชน์กับคุณมาก

ประโยชน์หลักของไฟเบอร์ ได้แก่ ช่วยลดความดันเลือด ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตัน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยในการย่อยและการดูดซึม ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักเพราะทำอิ่มท้องแต่แคลอรี่ต่ำ ซึ่งอาหารที่มีไฟเบอร์สูงที่หาทานง่ายๆ ได้แก่

ข้าวกล้อง ในข้าวกล้องมีสารเส้นใยสูงมากกว่าข้าวขาว 3-7 เท่า การกินข้าวกล้องจะได้สารเส้นใยไปพร้อมๆกับสารอาหารบำรุงร่างกายสารพัดชนิด สารเส้นใยนี้จะช่วยซับเอาน้ำมันและน้ำตาลที่กินเข้าไปล้นเกิน ทิ้งเป็นกากอุจจาระ ซึ่งนอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักแล้ว ยังสามารถช่วยควบคุมระดับไขมันและระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป และเมื่อมีกากอุจจาระมากขึ้น ก็ทำให้การขับถ่ายดีขึ้นช่วย ลดอาการท้องผูกได้อีกด้วย

คะน้า ยอดคะน้าสด อุดมไปด้วยวิตามินซี และเกลือแร่จำนวนมาก โดย เฉพาะอย่างยิ่งวิตามินซี ซึ่งช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อ ให้ชุ่มชื้น และทำให้ระบบภูมิคุ้นกันโรค มีเบต้า-แคโรทีน และให้วิตามินเอสูงมาก ช่วยบำรุงสายตา คะน้าเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารช่วยยับยั้งมะเร็ง และยังมีแคลเซี่ยม ฟอสฟรัส ช่วยบำรุงกระดูก และยังมีวิตามินซี ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ชลอความแก่ ป้องกันมะเร็ง และทำให้เนื้อเยื้อของร่างกายยทำงานได้ดีช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ลดระดับอุณหภูมิในร่างกาย และแก้การกระหายน้ำ

ถั่วชนิดต่างๆ ถั่วเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง มีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งเป็นประโยขน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูงในปริมาณร้อยละ 80 ของพลังงานทั้งหมด ไขมันในถั่วเป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เช่น linoleic และ linolenic acid ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบการเจริญเติบโต ผิวหนัง ผม การควบคุมความดันโลหิต ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบการแข็งตัวของเลือด ไขมันในถั่วเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน polyunsaturated fats และไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยว Monounsaturated fats ไขมันนี้จะเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ป้องกันเส้นเลือดตีบ วิตามินอีสูง อะโวคาโด อะโวคาโดอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวิตามินต่างๆ มากมาย ทั้งวิตามินเอ ดี และอี แร่ธาตุต่างๆเช่นโปแตสเซียมและ ซัลเฟอร์ และน้ำมันจากธรรมชาติ โปรตีนสูง

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เบอร์รี่ที่เรารู้จักมีมากมายหลาย สายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, มัลเบอร์รี่ และเชอร์รี่ลูกสีแดงสดหน้าตาน่ากิน รสชาติเปรี้ยวนิดๆ หวานหน่อยๆ ผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่นั้นขึ้นชื่อว่าอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยในเรื่อง ของการป้องกันโรคหวัด และยังช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้สดใส เปล่งปลั่ง มีส่วนช่วยในการป้องกันอาการอ่อนล้าจากการใช้สายตาอย่างหนัก และช่วยให้สายตาทำงานได้ดีขึ้นในที่มืด เบอร์รี่เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินมากมาย เช่น A, B, C, E, K และโพแทสเซียม ฯลฯ ที่ร่างกายต้องการเพื่อช่วยให้เซลล์ในร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองจากโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ทั้งการรักษาบาดแผล การป้องกันโรคมะเร็ง ลดการเป็นโรคลักปิดลักเปิด ตลอดจนโรคเกาต์หรืออาการปวดตามข้อ อีกทั้งเบอร์รี่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยพบมากที่สุดในบลูเบอร์รี่ ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ให้ดียิ่งขึ้น ลดการอักเสบของหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โรคทางประสาทและสมอง ตลอดจนสารสีแดงในเบอร์รี่ช่วยต้านความเสื่อมของร่างกายและชะลอความชรา ฟื้นฟูการสร้างคอลลาเจนในผิว ช่วยให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ ริ้วรอยดูลบเลือนลง ให้ผิวแลดูอ่อนกว่าวัย

บล็อคโคลี่ บร็อคโคลี่นั้นเป็นผักที่มีวิตามินซีสูงมาก บร็อคโคลี่หนึ่งถ้วยตวงให้วิตามินซีสูงกว่า ส้มหนึ่งผลถึง 2 เท่า โดยวิตามินซีจะช่วยในเรื่องการบรรเทาอาการหวัด ซึ่งทำให้หวัดนั้นหายเร็วขึ้นนั่นเอง แต่ประโยชน์ของบร็อคโคลี่นั้นไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะเจ้าตัวบร็อคโคลี่ยังอุดมไปด้วย ซัลโฟราเฟนช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะมะเร็ง บำรุงสุขสุขภาพดวงตา ป้องกันโรคต้อกระจกและชะลอความแก่ได้อีกด้วย แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะบร็อคโคลี่ยังอุดมไปด้วย สารกลูต้าไธโอน ซึ่งช่วยลดอาการเสี่ยงต่อการเกิดไขข้ออักเสบ เบาหวาน โรคหัวใจ เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดระดับคอเลสเตอรอล และยังช่วยลดความดันโลหิตสูงอีกด้วย

ข้าวโอ๊ต ข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวาน ที่สำคัญยังจัดว่าเป็นอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการมาก ซึ่งอุดมไปด้วยไฟเบอร์ การทานข้าวโอ๊ตปราศจากน้ำตาลคู่กับโยเกิร์ตและผลไม้ในตอนเช้า ถือว่าเป็นยอดอาหารรสเลิศที่ให้ประโยชน์เป็นอย่างดี

ถั่วลันเตา เป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีวิตามิน B2 , ไขมันในระดับต่ำ , โปรตีน อีกทั้งยังมีสรรพคุณในเรื่องของการขับพิษหรือขับของเหลวออกจากร่างกายได้อีก ด้วย สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ก็มักจะใช้ ถั่วลันเตา ในการบำบัดโรคเบาหวานหรือช่วยสำหรับหลายๆคนที่มักจะขาเป็นตะคริวหรือเป็น ความดันโลหิตสูง ถั่วฝักยาวจึงถือว่าเป็นผักที่มีประโยชน์ในหลายๆ ด้านเลยทีเดียว

‘กลืนไม่เข้า คายไม่ออก’ หมอเผยทำกิจกรรมบำบัดช่วยได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609192

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2562 เวลา 06:00 น.

'กลืนไม่เข้า คายไม่ออก' หมอเผยทำกิจกรรมบำบัดช่วยได้

สุภาษิต “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ใครไม่เป็นคงนึกภาพไม่ออก แต่สำหรับคนที่อยู่ในภาวะกลืนยาก หรือมีญาติผู้ใหญ่ที่มีอาการแบบนี้ คงเข้าใจถึงความยากลำบากในการดูแล

 

ซึ่งปัญหาการกลืนของผู้ป่วยมีหลากหลายรูปแบบ เช่น กลืนน้ำได้แต่กลืนอาหารไม่ได้ หรือกลืนน้ำไม่ได้แต่กลืนอาหารได้ หรือกลืนอะไรไม่ได้เลย ทำให้ความสามารถในการรับประทานอาหารด้วยตัวเองลดลง ส่งผลเสียต่อกระบวนการฟื้นฟู อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย หรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิตแก่ผู้ป่วยได้ หากอาหารไปติดค้างที่หลอดลม หรือมีภาวะปอดอักเสบติดเชื้อจากการสำลัก

 

 

นพ.ไพฑูรย์ เบ็ญพรเลิศ แพทย์รับปรึกษา แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ภาวะการกลืนลำบากเป็นอาการของโรคที่ส่งผลกระทบต่อการกิน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเคี้ยวไม่ได้ รู้สึกเหมือนมีอาหารติดที่ลำคอ มีอาหารเหลือค้างในช่องปากหลังกลืน มีเสียงเปลี่ยนหลังการกลืน จนถึงมีการสำลักระหว่างรับประทานอาหาร

สาเหตุของภาวะกลืนลำบาก

มักมาจากผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดช่องปากหรือลำคอ ผู้ป่วยมะเร็งบางชนิด อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นอาการต่อเนื่องจากความเจ็บป่วย หรือมาจากความชรา

แนวทางการบำบัดโดยการฝึกกลืน

  • สอนผู้ป่วยรับประทานอาหารให้ถูกวิธี ถูกประเภท เช่น รับประทานอาหารให้คำเล็กลง จิบน้ำแบบคำเล็ก ๆ แทนการดื่ม หลีกเลี่ยงอาหารแข็งหรือเหนียวที่จะเสี่ยงต่อการติดคอหรือกลืนยาก หลีกเลี่ยงอาหารร้อนจัดหรือเย็นจัด และควรประเมินว่าผู้ป่วยเคี้ยวอาหารละเอียดหรือไม่ สำลักอาหารประเภทไหน เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารประเภทดังกล่าว
  • ปรับระดับอาหารให้เหมาะสมตามความสามารถในการกลืนของผู้ป่วย
  • ใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าแบบอ่อนกระตุ้นเส้นประสาทและกล้ามเนื้อในการกลืน
  • จัดท่าทางในการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง โดยให้ผู้ป่วยนั่งหลังตรง คอตรง ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง และนั่งอยู่ในท่าที่ศีรษะสูง 90 องศา ขณะที่ผู้ป้อนอาหารให้ผู้ป่วยควรนั่ง หรืออยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาของผู้ป่วย  ไม่เร่งรัดผู้ป่วยในการกลืน ถ้ามีเสียงน้ำในคอหลังกลืนให้ผู้ป่วยกระเเอมไอหลายๆ ครั้งเพื่อป้องกันการสำลัก และผู้ป่วยควรอยู่ในท่านั่งศีรษะสูง 30–60 องศา อย่างน้อย 30 นาที หลังรับประทานอาหารเสร็จ หรือในบางรายอาจต้องเอนตัวประมาณ 60 องศา เพื่อการกลืนอย่างปลอดภัย แต่ต้องหลังจากการประเมินโดยแพทย์แล้ว
  • ออกกำลังกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืน เช่น การบริหารกล้ามเนื้อรอบปากและลิ้น ด้วยการเม้มปาก ทำปากจู๋ ฉีกยิ้ม อ้าปาก และปิดปากสลับกันไป ฝึกออกเสียง “อา – อี – อู” เป็นต้น ส่วนการบริหารกล้ามเนื้อลิ้น นักกิจกรรมบำบัดจะให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออกมาด้านหน้าให้มากที่สุด ใช้ปลายลิ้นแตะริมฝีปากบน แตะมุมปากทั้งสองข้างสลับกันซ้าย–ขวา ฝึกออกเสียง “ลาๆๆๆ ทาๆๆๆ” พร้อมกับบันทึกผลเพื่อวางแผนพัฒนาการฝึกต่อไป
  • ดูแลความสะอาดของปากและฟันทั้งก่อนและหลังการรับประทานอาหารทุกครั้ง เพื่อขจัดเสมหะหรือเศษอาหารที่ตกค้างในช่องปาก ลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดปอดอักเสบได้

จะเห็นได้ว่า การกลืนลำบากถ้าไม่บำบัดอาจส่งผลให้เกิดภาวะปอดอักเสบ ติดเชื้อจากการสำลักอาหารและน้ำ หรือทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจพิจารณาให้อาหารทางสายยาง เพราะภาวะปอดอักเสบจากการสำลักจะทำให้ผู้ป่วยต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานขึ้น และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตได้

มนุษย์เงินเดือนกับแผนประกันสุขภาพ เลือกอย่างไรให้คุ้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/608881

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 07:51 น.

มนุษย์เงินเดือนกับแผนประกันสุขภาพ เลือกอย่างไรให้คุ้ม

“วางแผนประกันสุขภาพฉบับมนุษย์เงินเดือน” ทบทวนเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีด้วยประกันสุขภาพ และวิธีคัดกรองประกันสุขภาพในเบื้องต้นว่า มนุษย์เงินเดือนควรมีหลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อประกันสุขภาพอย่างไร

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนมักจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ ในช่วงวางแผนภาษีปลายปี มักจะเป็นผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนที่เน้นการสร้างผลตอบแทนควบคู่ไปกับการได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

ขณะที่ผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็น “Wealth Protection” ซึ่งในแง่ของการวางแผนทางการเงิน นับว่ามีความสำคัญไม่แพ้ผลิตภัณฑ์การลงทุน เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ในการปิดความเสี่ยงผ่านการให้ความคุ้มครองในรูปแบบต่างๆ เช่น คุ้มครองชีวิต สุขภาพหรืออุบัติเหตุ เป็นต้น ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้มักมีโอกาสเกิดน้อย แต่อาจสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้มาก จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการวางแผนการเงินที่มีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวางแผนเรื่อง Protection ที่เหมาะสมเป็นส่วนประกอบ

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภท “Wealth Protection” ที่ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจากมนุษย์เงินเดือนในช่วงหลายปีหลังมานี้ ก็คือ ประกันสุขภาพ โดยเหตุผลที่คนไทยหันมาซื้อประกันสุขภาพมากขึ้นนั้น เนื่องจากเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่สูงและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 8-10% ต่อปี

นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากการที่สิทธิในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือประกันสังคมที่หลายคนได้รับอยู่นั้น ยังตอบโจทย์ได้ไม่เพียงพอทั้งในแง่ของคุณภาพการรักษาพยาบาลและความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ทำให้หลายคนมองว่า การจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพเพียงเล็กน้อยแลกกับความคุ้มครองที่ได้รับนั้นเป็นการลงทุนปิดความเสี่ยงที่คุ้มค่า อีกทั้งยังถือเป็นการสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับฐานะทางการเงินของตัวเราเองรวมถึงคนในครอบครัว โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในการที่จะสูญเสียเงินออมที่เก็บสะสมมาเป็นระยะเวลานานหลายปีไปกับการเจ็บป่วยเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง

เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีด้วยประกันสุขภาพ และวิธีคัดกรองประกันสุขภาพ

เบี้ยประกันสุขภาพที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีจะมีทั้งสิ้น 2 ประเภทด้วยกัน คือ เบี้ยประกันสุขภาพที่เราซื้อให้กับตัวเอง และ เบี้ยประกันสุขภาพที่เราซื้อให้กับบิดามารดา โดยเบี้ยประกันสุขภาพในที่นี้จะหมายรวมถึง การประกันภัยสุขภาพส่วนบุคคล การประกันภัยอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะและการแตกหักของกระดูก การประกันภัยโรคร้ายแรงและการประกันภัยการดูแลระยะยาว

สำหรับในส่วน เบี้ยประกันสุขภาพของตัวเราเอง นั้น เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทต่อปีและเมื่อนำไปรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วจะต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

ในขณะที่ เบี้ยประกันสุขภาพที่เราซื้อให้พ่อแม่ สามารถนำไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง รวมกันสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี โดยมีเงื่อนไขว่า พ่อแม่จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จึงจะสามารถใช้สิทธินำเบี้ยประกันสุขภาพส่วนนี้มาลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ ยังสามารถนำเบี้ยประกันพ่อแม่นี้มาหารเฉลี่ยแบ่งให้ลูกแต่ละคนเพื่อนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีของตัวเองได้อีกด้วย

 

หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการเลือกซื้อประกันสุขภาพ ควรเริ่มจากการพิจารณารูปแบบความคุ้มครอง แบ่งเป็นสองรูปแบบ

แบบที่ 1 ประกันสุขภาพแบบแยกค่ารักษา บริษัทประกันจะระบุรายการค่ารักษาพยาบาลต่างๆ กับวงเงินคุ้มครองสูงสุดเฉพาะรายการนั้นๆ ไว้อย่างชัดเจน เช่น ค่าห้องผ่าตัดและอุปกรณ์ในห้องผ่าตัด 7,000 บาทต่อครั้ง ค่าตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา 5,000 บาทต่อครั้ง เป็นต้น

แบบที่ 2 ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายตามจริง ซึ่งเราสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่จ่ายจริงภายใต้วงเงินคุ้มครองสูงสุดต่อปี เช่น วงเงินเหมาจ่าย 10 ล้านบาท แต่ไม่เกินผลประโยชน์สูงสุดต่อปี โดยอาจจะมีเฉพาะบางรายการที่ยังคงมีการกำหนดวงเงินสูงสุดไว้ เช่น ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาลประจำวันและค่าห้องผู้ป่วยหนัก เป็นต้น

ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่ผู้เอาประกันจำเป็นต้องพิจารณาก็คือ วงเงินความคุ้มครองเหล่านี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่อครั้งในการเข้ารับการรักษาพยาบาลของเราหรือไม่

นอกจากนี้ เบี้ยประกันที่มีความเหมาะสมกับความคุ้มครองที่ได้รับก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยผู้ซื้อควรพิจารณาถึงความสามารถในการชำระเบี้ยประกันของตัวเองและไม่ควรพิจารณาเฉพาะเบี้ยประกันที่จะต้องจ่ายในปีปัจจุบันเท่านั้น แต่ควรศึกษาตารางเบี้ยประกันเพื่อดูถึงแนวโน้มของเบี้ยประกันในปีต่อๆ ไปด้วยว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงหลังเกษียณ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนอาจไม่มีรายได้ แต่มักเป็นช่วงที่เบี้ยประกันสุขภาพมักเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น จึงควรเลือกแบบประกันที่เรามีความสามารถเพียงพอที่จะชำระเบี้ยได้ในระยะยาวและมีค่าเบี้ยไม่แพงจนเกินไป

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทที่ตัวเองสังกัดอยู่แล้ว สามารถประหยัดเบี้ยประกันสุขภาพให้ถูกลงได้ ด้วยการเลือกซื้อแบบประกันสุขภาพที่มีเงื่อนไขของ ความรับผิดส่วนแรก (Deductible) ซึ่งหมายถึงการรับภาระค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลบางส่วนไว้ด้วยตัวเอง เพื่อแลกกับการจ่ายเบี้ยประกันที่ถูกลง โดยในส่วนที่เราต้องรับภาระเองนั้น สามารถใช้สวัสดิการที่ได้รับจากบริษัทได้ ซึ่งถือเป็นการบริหารสิทธิประโยชน์ที่เราได้รับในฐานะมนุษย์เงินเดือนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อีกปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณาเลือกซื้อประกันสุขภาพ คือ การการันตีต่ออายุการรับประกัน เนื่องจากจะทำให้เราสามารถมั่นใจได้ว่า เราจะได้รับการคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันสุขภาพต่อไปในระยะยาวจนกระทั่งถึงอายุสูงสุดที่กรมธรรม์นั้นๆ รับประกัน แม้มีการเคลมค่ารักษาพยาบาลที่สูงหรือมีการเคลมบ่อยครั้ง ถือเป็นการปิดความเสี่ยงที่เราจะถูกบริษัทประกันปฏิเสธการต่ออายุการรับประกันกลางคัน ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของเราได้อย่างมาก หากเกิดขึ้นในช่วงที่เราขาดรายได้

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า การซื้อประกันสุขภาพพ่วงกับประกันชีวิตนั้น จะสามารถการันตีการต่ออายุกรมธรรม์ประกันสุขภาพได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เนื่องจากบริษัทประกันยังคงมีสิทธิยกเลิกตัวประกันสุขภาพที่เป็นสัญญาพ่วงได้ โดยไม่ถือเป็นการทำผิดเงื่อนไข

ดังนั้น สำหรับคนที่ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตอยู่แล้วและอยากได้รับความคุ้มครองด้านสุขภาพเพิ่มเติม แนะนำให้ซื้อประกันสุขภาพแบบที่เป็นกรมธรรม์เดี่ยว โดยไม่จำเป็นต้องซื้อประกันสุขภาพเป็นสัญญาที่พ่วงกับประกันชีวิต เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการจ่ายเบี้ยประกันและทำให้เราได้รับความคุ้มครองด้านสุขภาพที่ตรงตามความต้องการอย่างแท้จริง

จะเห็นได้ว่าการซื้อประกันสุขภาพนั้น นอกจากให้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีกับมนุษย์เงินเดือนในทุกๆ ปีแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการวางแผนการเงินส่วนบุคคล เป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันกรมธรรม์ประกันสุขภาพมีหลากหลายรูปแบบให้ได้เลือกซื้อมากขึ้น ผู้ซื้อจำเป็นต้องศึกษาเงื่อนไขและเลือกกรมธรรม์ประกันสุขภาพที่ตรงกับความต้องการของตัวเองเพื่อให้คุ้มค่ากับเบี้ยประกันที่จ่ายไปให้มากที่สุด

สิ่งสุดท้ายที่อยากเน้นย้ำก็คือ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อประกันสุขภาพนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่ช่วงปลายปีที่เรามักต้องการใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี หากแต่เป็นวันนี้ วันที่เรายังมีสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ซึ่งจะส่งผลให้การทำประกันสุขภาพนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเราและคนที่เรารัก

 

ที่มา https://www.posttoday.com/finance-stock/news/608606#cxrecs_s

ภาพ Freepik

ล้วงพฤติกรรมคนออนไลน์กับเรื่องน่าเป็นห่วงที่สุดในตอนนี้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/608712

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2562 เวลา 09:43 น.

ล้วงพฤติกรรมคนออนไลน์กับเรื่องน่าเป็นห่วงที่สุดในตอนนี้

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน โดยองค์กรนิรโทษกรรมสากล (AI) พบว่า ผู้คนเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ ทั้งยังหลีกเลี่ยงการใช้คำค้นหาที่เฉพาะเจาะจง เพราะอะไรไปดูกัน

จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนขององค์กรนิรโทษกรรมสากล (AI) พบว่า ผู้คนเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ เนื่องจากความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว โดย 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 10,000 คนจาก 9 ประเทศ อาทิ บราซิล อินเดีย สหรัฐ อียิปต์ หลีกเลี่ยงการใช้คำค้นหาที่เฉพาะเจาะจงหรือเว็บเพจบางเว็บเพจ เพื่อไม่ให้ถูกติดตามเก็บข้อมูล

นอกจากนี้ 7 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสอบถามยังกังวลว่าจะถูกบริษัทเทคโนโลยีเก็บข้อมูลส่วนตัวและนำไปใช้ไม่เหมาะสม ขณะที่ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามกังวลว่าการใช้อินเทอร์เน็ตจะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว

ด้านสมาคมอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทเทคโนโลยี รวมทั้งเฟซบุ๊กและกูเกิล ยังไม่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ๆ โดยเฉพาะผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย ต้องเผชิญข้อกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางมิชอบและไม่สามารถปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ เช่น กรณีของเฟซบุ๊กที่ละเลยให้บริษัทเคมบริดจ์ แอนาลิติกา (Cambridge Analytica) นำข้อมูบลส่วนตัวของผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามยังเผยอีกว่า นับตั้งแต่เหตุการณ์ของเฟซบุ๊กก็เพิ่มความระมัดระวังในการแชร์ข้อมูลส่วนตัว เช่น อายุ เพศ รสนิยมทางเพศ และกว่า 30% เผยว่าได้ใช้เครื่องมือดิจิทัลช่วยในการจำกัดการติดตามทางออนไลน์แล้ว

นอกจากนี้ 3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าต้องการให้รัฐบาลออกกฎควบคุมบริษัทด้านเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันนี้มีเพียงบางประเทศเท่านั้นที่มีการควบคุม อาทิ เยอรมนี เดนมาร์ก นอร์เวย์ และฝรั่งเศส ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้รับการปกป้องจากกฎหมายคุ้มครองข้อมูลทั่วไป (GDPR) ของสหภาพยุโรป ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2018

 

ภาพ freepik

รีวิว CENTRAL@centralwOrld ของขวัญกล่องใหญ่ที่มอบให้คนกรุง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/609010

  • วันที่ 12 ธ.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

รีวิว CENTRAL@centralwOrld ของขวัญกล่องใหญ่ที่มอบให้คนกรุง

ตามไปดูลุคใหม่ CENTRAL@centralwOrld หลังเปลี่ยนโฉมจาก ZEN มาเป็นที่สุดของห้างไลฟ์สไตล์ในไทย จะมีอะไรให้ว้าว

 

นับเป็นการมอบของขวัญกล่องใหญ่ให้คนกรุงเทพฯ ไปเลย สำหรับการปรับโฉมจาก ZEN มาเป็น “CENTRAL@centralwOrld” ที่สุดของห้างไลฟ์สไตล์ซึ่งพร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ที่มากกว่าการช้อปปิ้ง ด้วยคอนเซ็ปต์ Uncover the Exciting Side of You งานนี้เซ็นทรัลประเดิมความยิ่งใหญ่ในวันฉลองเปิดห้าง CENTRAL@centralwOrld ด้วยซูเปอร์สตาร์คู่ขวัญ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ ที่มาจัดโชว์สุดเซอร์ไพรส์อลังการระดับทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ และยังได้มอบเซอร์ไพรส์สุดยิ่งใหญ่เป็นของขวัญให้แก่ผู้ร่วมงาน รวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท!!

 

ณัฐธีรา จิราธิวัฒน์ บุญศรี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เป็นห้างอันดับ 1 ของไทย โดยแบรนด์เซ็นทรัลได้วางรากฐานห้างสรรพสินค้าที่มีมาตรฐานสูง ทำให้เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งจึงได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยห้างเซ็นทรัลมีการพัฒนาพร้อมทั้งนำความทันสมัย และสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รวมถึงไลฟ์สไตล์ที่เป็นเทรนด์ใหม่ๆ ของโลก มารวมไว้ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเพื่อ ยกระดับอีกก้าวของการช้อปปิ้ง ด้วยการปรับโฉมใหม่ห้างเซน ขึ้นเป็นห้างไลฟ์สไตล์ที่ให้แต่ละชั้น ตั้งแต่ชั้น 1-7 เป็นมากกว่าการช้อปปิ้งสินค้า โดยวางคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ผสมผสานความลงตัวของสินค้า อาหาร และการบริการ รวมไว้ในแต่ละชั้น

 

วันนี้ CENTRAL@centralwOrld โฉมใหม่ พร้อมแล้วที่จะเป็นแหล่งนัดพบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกท่านและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้สามารถมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข ค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง ท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งที่เสมือนเป็นการรวมผลงานสถาปัตยกรรมของนักออกแบบชั้นนำระดับโลกมารวมไว้ที่แห่งนี้ ทั้งจากประเทศอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ผู้ที่เคยออกแบบห้าง Rinascente  รวมถึงดีไซเนอร์ไทย โดยร่วมมือกันภายใต้คอนเซ็ปต์ Contemporary จึงทำให้ห้างดูทันสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยมีคอนเซ็ปต์ที่ต่างกัน และใช้โทนสีที่แตกต่างกัน ตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของแต่ละชั้น มีการนำเข้าหุ่นโชว์ ดิสเพลย์ มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นบริษัทผู้ออกแบบฯ ผลิตและส่งออกหุ่นโชว์ดิสเพลย์อันดับ 1 ของโลก โดยหุ่นโชว์นี้จะมีชิ้นส่วนของปากที่สามารถเปลี่ยนสีริมฝีปากได้หลายร้อยเฉดสี และใบหน้าที่สามารถถอดเปลี่ยนไปตามซีซั่นของแฟชั่นได้อย่างอิสระ

 

และเพื่อให้ทันกับสิ่งใหม่ๆ ครั้งนี้เราจึงชวนทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่มากกว่าการช้อปปิ้ง บนพื้นที่กว่า 50,000 ตร.ม.ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ กิน ดื่ม ช้อป และการบริการสุดพิเศษ ซึ่งรวมไว้ในแต่ละชั้น 1-7 ครบครันด้วยสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำทั่วทุกมุมโลกมากกว่า 3,000 แบรนด์ รวมถึงร้านอาหารระดับ Michelin Guide Thai Street Food Deck ที่ยกมาไว้ในห้างสรรพสินค้า พร้อมเพิ่มการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยผสานช่องทาง Offline และ Online เป็นหนึ่งเดียวกันผ่านช่องทางออนไลน์กับ 3 บริการ Chat & Shop, E-Ordering และ Click & Collect

 

เริ่มที่ชั้น 1 BEAUTY GALERIE & LUXE GALERIE อาณาจักรความงาม แหล่งรวมสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมชั้นนำและสินค้าพิเศษชิ้นเอ็กซ์คลูซีฟ และมีร้าน Host x Amber ร้านกาแฟรสชาติเวิลด์คลาส Host x Amber สูตรจากบาริสต้าชาวฮ่องกง Dawn Chan เจ้าของรางวัล Hong Kong Top Barista 2011-2018, ร้าน ROAST ร้านอาหาร All day dining สไตล์อเมริกันที่เปิดมานานแล้วกว่า 8 ปี

 

 

ชั้น 2 WOMEN’S ELEGANCE เชื่อมต่อ Skywalk เข้าห้างได้อย่างสะดวกสบาย สวรรค์ของคนรักรองเท้าที่รวมหลายแบรนด์ดังกว่า 6 หมื่นคู่ พร้อมอัพลุคการแต่งตัวด้วยแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ อาทิ NIKE Women ที่เปิดตัวคอนเซ็ปต์สำหรับผู้หญิงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี โซน THAITHAI แฟชั่นแบรนด์จากผลงานดีไซน์เนอร์ไทยระดับแนวหน้าของไทย อาทิ VICKTEERUT, ASV, ASAVA, POEM รวมถึง KIS Beauty Store จุดหมายใหม่แห่งความงาม ที่ตอบไลฟ์สไตล์ของสาวยุคใหม่ มอบประสบการณ์เอาใจสาวสายบิวตี้

 

 

ชั้น 3 WOMEN แหล่งรวมชุดชั้นในที่ใหญ่ที่สุด รวมถึงชุดว่ายน้ำที่มีให้เลือกหลายแบรนด์ดัง และเสื้อผ้าสำหรับเวิร์คกิ้งวูแมน มีกระเป๋า อาทิ KARL LAGERFELD, KATE SPADE NEW YORK และยังมี WEST ISLAND แบรนด์ดังจากเกาหลี เปิดตัวที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย (ต้นปี 2020) นอกจากนี้ ยังมีบริการเสริมความงาม อาทิ MOGA SALON , NAIL BAR, LASH BAR

 

ชั้น 4 UNISEX & DENIM เอาใจหนุ่มสาวแฟชั่นเลิฟเวอร์ที่มีเทสต์และไลฟ์สไตล์เป็นตัวของตัวเองแบบสตรีทแฟชั่น มีเหล่าสนีกเกอร์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น และรุ่นหายาก มีร้าน MUJI แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นสัญชาติญี่ปุ่นเป็นสาขาที่ใหญ่มี ไอเท็มสินค้าและบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิ Found MUJI (ฟาวนด์ มูจิ) ผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณค่า สร้างสรรค์ จากนักออกแบบท้องถิ่น

 

ชั้น 5 MEN & WATCH รวบรวมแฟชั่นชายชั้นนำที่สะท้อนลุคหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีสไตล์และรักการแต่งตัวทั้งแนว CASUAL และ BUSINESS อาทิ TOPMAN, THE NORTH FACE, LACOSTE มีมุมผ่อนคลายไปกับกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟระดับพรีเมี่ยม ALTO COFFEE รวมถึงบริการดูแลจัดแต่งทรงผมสุภาพบุรุษโดยเฉพาะกับ BARBERSMITH

 

ชั้น 6 KIDS โลกแห่งจินตนาการ ตอบรับไลฟ์สไตล์ครอบครัวสุดชิคเพื่อพรีเซ็นท์ความเป็นเด็กรุ่นใหม่ กล้าคิด กล้าแสดงออกและมี Costume Zone อวดโฉมกับชุดแต่งกายในจินตนาการ เจ้าหญิง Barbie และเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่

 

 

ชั้น 7 LIVING HOUSE แผนกโฮมคอนเซ็ปต์ใหม่ใจกลางกรุงฯ ที่แรกที่รวมร้านอาหารระดับ Michelin Guide Thai Street Food Deck มาไว้ที่ห้างสรรพสินค้าอาทิ Ten Suns ไร้เทียมทาน, ปาท่องโก๋เสวย,สว่างบะหมี่ปู, ลิ้มเหล่าโหงว, เลิศทิพย์, หวานใจ เป็นต้น

 

 

และพิเศษสุดๆ สำหรับช่วงแห่งการเฉลิมฉลองเปิดตัว CENTRAL@centralwOrld ยังได้มอบโปรโมชั่นและกิจกรรมสุดพิเศษมากมาย ตั้งแต่วันที่ 11-22 ธันวาคม 2562 พบกับสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ลดสูงสุด 30%, แผนกบิวตี้ แกลอรี ลดสูงสุด 15%, ลด/รับเพิ่มสูงสุด 30% จากเดอะวันและบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ พร้อมรับฟรีคูปองแทนเงินสด และบัตรของขวัญเซ็นทรัล จากบัตรเครดิตซิตี้ รวมสูงสุด 5,000 บาท (เมื่อช้อปตามเงื่อนไข) และสำหรับลูกค้าบัตรมาสเตอร์การ์ด รับบัตรของขวัญเซ็นทรัลมูลค่า 1,200 บาท พิเศษ! เฉพาะบัตรเครดิตเซ็นทรัลเดอะวันรับเพิ่มบัตรของขวัญเซ็นทรัลมูลค่า 300 บาท

 

ต่อเนื่องด้วยโปรโมชั่นแรงฉลองส่งมอบความสุข ได้แก่ CENTRAL LET’S CELEBRATE 2020 ตั้งแต่วันนี้-1 มี.ค. 2563 (ช้อปครบ 1,500 บาท ภายในวันและสาขาเดียวกัน หรือนำคะแนนสะสม The 1 Card 100 คะแนน แลกรับสติกเกอร์ 1 ดวง ใช้เป็นส่วนลดสูงสุดถึง 40%) และโปรโมชั่นอื่นๆ อีกมากมาย

 

ส่วนที่พลาดไม่ได้เลยในช่วงเทศกาลแห่งความสุข คือการประดับตกแต่งไฟแสงสีอย่างสวยงามเพื่อสร้างรอยยิ้มและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองส่งความสุข ตามไปใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดร่วมกัน ณ ห้างเซ็นทรัล และ CENTRAL@centralwOrld ได้ทุกวัน แล้วคุณจะรู้ว่าสวรรค์แห่งการช้อปอยู่ใกล้แค่เอื้อมจริงๆ