10 อาชีพในไทยที่อาจไม่ได้ไปต่อในปี 2020

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/608040

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2562 เวลา 07:47 น.

10 อาชีพในไทยที่อาจไม่ได้ไปต่อในปี 2020

อาชีพที่คนไทยเสี่ยงตกงานในปีหน้า จากการคาดการณ์รองประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน

2020 ปีแห่งเทคโนโลยีที่มีหลายเรื่องน่าเป็นห่วง และหลายเรื่องที่น่าจับตาทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ด้วยการผงาดของปัญญาประดิษฐ์ได้ก่อให้เกิดการดิสรัปต์ และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

คุณธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน ได้มีการคาดการณ์และระบุ 10 อาชีพที่มีความเสี่ยงจะตกงานในปีหน้า ดังนี้

1. กลุ่มธุรกิจสื่อที่เป็นเอกสาร : เพราะอนาคตพวกกระดาษเอกสาร จะไม่ถูกใช้อีกต่อไป

2.กลุ่มสื่อสารมวลชนทุกแขนง วิทยุ นิตยสาร โทรทัศน์ : เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และจะยิ่งอันตรายกับสื่อที่ยังไม่ยอมปรับตัว

3.กลุ่มโปรดักส์ที่ตกยุค : เช่น CD, VCD

4.อาชีพที่เกี่ยวกับสถาบันการเงิน : พนักงานจำนวนมากจะตกงาน เพราะคนส่วนใหญ่หันไปใช้แอป

5.อาชีพขายประกันภัย

6.อาชีพขายตรง : เพราะเดี๋ยวนี้คนหันไปขายกันบนออนไลน์หมดแล้ว

7.ธุรกิจกลุ่มยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป : จากที่เคยใช้ชิ้นส่วนจำนวนมากจะหายไป ทำให้แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนจะตกงานมากขึ้น

8.งานเคาน์เตอร์เซอร์วิส : จะถูกแทนที่ด้วยกลไกดิจิทัลแทน

9.อาชีพอาจารย์บางสาขา : เพราะเดี๋ยวนี้มีการเรียนออนไลน์ และบางสาขาเด็กก็ไม่เลือกเรียนอีกต่อไปแล้ว

10.อาชีพที่เกี่ยวข้องกับเด็กจะหายไปจำนวนหนึ่ง : เพราะเด็กเกิดใหม่น้อยลง และคนโสดมากขึ้น

นอกจาก 10 กลุ่มอาชีพดังกล่าวแล้ว รองประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน ยังบอกอีกว่ายังมีกลุ่มอาชีพที่อาจอยู่กลุ่มเสี่ยงอีกมากมาย ถ้าเรายังไม่เริ่มที่จะปรับและพัฒนาธุรกิจ หรือตัวเองในเร็ววัน

 

ภาพ Freepik

7 ข้อดีของการออกไปเที่ยว ให้รางวัลชีวิต พิชิตซึมเศร้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/607965

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2562 เวลา 09:29 น.

7 ข้อดีของการออกไปเที่ยว ให้รางวัลชีวิต พิชิตซึมเศร้า

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมคนเที่ยวบ่อยถึงประสบความสำเร็จมากกว่า ต้องรวยก่อนแล้วค่อยไปเที่ยว หรือเที่ยวไปทำงานไปก็ได้ และเที่ยวแล้วได้พัฒนาตัวเองด้านไหน แล้วจะได้อะไรนอกจากความสุข มาดูกันเลย

1.มุมมองถูกเปิดกว้าง และมองโลกในแง่ดีกว่าเดิม

มีผลวิจัยชิ้นหนึ่ง เผยว่าผู้ที่ทำงานออฟฟิศจำนวนหนึ่งระบุว่า หลังจากที่พวกเขากลับมาจากการเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ พวกเขามีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น มีจิตใจที่สดใส และมีพลังมากขึ้น แต่ที่เห็นได้ชัดก็คือ พวกเขามองโลกในแง่ดี และพร้อมรับมือกับปัญหาต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะระหว่างการเดินทางเราจะได้พบเจอกับสิ่งแปลกใหม่ และความแตกต่างหลากหลาย และนั่นทำให้รู้สึกว่าโลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก ประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้ทัศนคติและมุมมองของเราเปลี่ยนไป ช่วยให้รู้จักยืดหยุ่นและเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมการทำงานของเราโดยไม่รู้ตัว

2.มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นลองคิดดูว่าทุกวันของเราคือการพบพานสิ่งเดิมซ้ำ ทำงานในออฟฟิศเดิม นอนในสถานที่เดิม กินข้าวในละแวกเดิม สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ลดทอนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์fhวยความคุ้นเคย ถ้าเราอยากมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นก็ต้องพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมเหล่านั้น แล้วพาตัวเองไปพบกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ไปเจอสิ่งใหม่ๆ ลองสิ่งใหม่ๆ ว่ากันว่าการเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ นั้นเหมือนกับการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง คือการย้อนกลับไปใช้ชีวิตโดยสิ่งต่างๆ รอบตัวดูเป็นสิ่งใหม่ไปเสียหมด ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้นี่เองที่จะช่วยให้เราพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และครีเอทสิ่งใหม่ๆ ให้เป็นประโยชน์กับงานได้เช่นกัน

3.ได้พบเจอผู้คน ได้มิตรภาพใหม่ๆ

ทุกครั้งที่เราก้าวออกจากประตู เรามีโอกาสจะรู้จักผู้คนมากมาย คนเหล่านี้อาจเป็นเครือข่ายเพื่อนที่ดีของเราในอนาคต พวกเขาสามารถช่วยเราได้หลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การเดินทาง ที่อยู่อาศัย หรือเรื่องจิปาถะ ซึ่งสิ่งนี้เป็นพื้นฐานที่ดีและมีประโยชน์ต่อการทำงานหากต้องใช้ข้อมูลเฉพาะในท้องถิ่น หรือต้องอาศัยคอนเนคชั่น หรือหลายคนอาจได้เจอคนรู้ใจในระหว่างทริปก็เป็นได้

4.การบริหารจัดการสิ่งต่างๆ จะดีขึ้น

ในการทำงานเราจำเป็นต้องใช้ทักษะในการบริหารจัดการ แล้วรู้หรือไม่ว่า การท่องเที่ยวช่วยให้เพิ่มพูนทักษะดังกล่าวได้ เช่น การวางแผนเตรียมตัวและคาดการณ์ถึงสิ่งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นก่อน ระหว่าง และหลังการเดินทาง การจัดการแผนเดินทาง สัมภาระ ที่พัก อาหาร สกุลเงิน กิจกรรมที่ต้องทำ รวมไปถึงดูแลผู้ร่วมทริป นี่แหละคือการฝึกทักษะการบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ในชีวิต

5.ปรับตัวเก่งขึ้น ไหวพริบเป็นเลิศ

เมื่อจะเดินทางไปยังประเทศอื่น เราพยายามที่จะเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต และอาหารการกินของคนในประเทศนั้นๆ สิ่งนี้ทำให้มีทักษะในการปรับตัว จากการที่ได้พบเจอกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน ในชีวิตการทำงานก็เช่นกัน เมื่อเราทำงานกับผู้คนจำนวนมากก็จะพยายามปรับตัว เรียนรู้สิ่งที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ หรือแนวทางที่คนอื่นๆ ทำกัน

6.มีพลังและแรงบันดาลใจให้ค้นหาสิ่งที่อยู่ในตัวเองออกมา

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก สุดท้ายเครื่องจะค้างรวน ระบบประมวลผลช้า ซึ่งต้องทำการปิดเปิดเครื่องใหม่อีกครั้ง ก็เหมือนกับสมองของเรานั่นแหละที่ทำงานอย่างหนักโดยไม่หยุดพักเลย จนเบลอและไม่สามารถประมวลผลหรือทำงานได้อย่างเต็มที่ การท่องเที่ยวจะช่วยรีเฟรชสมองให้ปลอดโปร่ง มีพลังในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ มากมาย และรับรองว่าคุณจะได้ไอเดียเจ๋งๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน

7.ปลดปล่อยความเศร้า เข้าใจตัวเองมากขึ้นหลายคนบอกว่าพวกเขาท่องเที่ยว “เพื่อค้นหาตัวเอง” แล้วเราจะค้นพบตัวเองได้อย่างไร ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ บางครั้งมันอาจยากที่เราจะมองเห็นตัวเอง แยกออกจากคนใกล้ตัว บางครั้งบางสิ่งที่เราเป็น เป็นเพียงสิ่งที่เราหยิบยืมมาจากผู้อื่น รสนิยม หรือความคิดเห็นบางอย่าง อาจเป็นเพียงเพราะคนรอบตัวเราคิดเช่นนั้น การพาตัวเองออกจากสังคมเดิม จะช่วยให้เราเห็นตัวเองชัดเจนขึ้น และได้เห็นว่าตัวเองตัดสินใจกับสิ่งต่างๆ อย่างไร จัดการกับปัญหาอย่างไร และได้เห็นจุดเด่นที่เรามีได้ชัดขึ้นเมื่อไม่มีใครให้เปรียบเทียบ การเข้าใจตัวเองมากขึ้นจะช่วยให้เราเข้าใจปัญหา และหาทางออกอย่างถูกต้อง ช่วยลดความเครียด ทั้ยังลดภาวะซึมเศร้าได้อีกด้วย

 

ภาพ Freepik

How to อยู่อย่างไรให้มีความสุขสมวัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/607295

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

How to อยู่อย่างไรให้มีความสุขสมวัย

9 เคล็ดลับอยู่อย่างไรให้มีความสุขสมวัย ในวันที่เศรษฐกิจแบบนี้ งานหายากแบบนั้น และทุกๆ วันมีแต่เรื่องเครียด

ความเชื่อของชาวตะวักตกมีอยู่ว่า ชีวิตเริ่มต้นในวัย 40 ก็ยังไม่สายเกินไป ในขณะที่ฝั่งเอเชียอย่างประเทศไทยเราอายุเข้าเลขสี่ถือว่าเดินมาครึ่งหนึ่งของชีวิต เป็นวัยผู้ใหญ่เต็มตัวที่ต้องตั้งหลักปักฐานยืนให้ได้อย่างมั่นคง ซึ่งมีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุว่าผู้ใหญ่หลายคนเมื่อเข้าสู่วัย 50 มักเริ่มใช้ชีวิตอยู่อย่างอ้างว้าง โดดเดี่ยว และหลายคนมีภาวะซึมเศร้าในระดับเริ่มต้น

วันนี้โพสต์ทูเดย์มี 9 เคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยทำให้เราสามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขสมวัย มาบอกกัน

1.มีความสุขสงบในจิตใจ เราจะเรียกความสุขว่าอย่างไรก็ตามแต่ทว่า ความสุขก็คือภาวะแห่งความสันติ เบิกบาน ตื่นรู้ พ้นไปจากความวิตกกังวลทั้งปวง ความสุขนอกกาย มิใช่ความสุขแท้ เป็นเพียงสุขเพื่อประทังชีวิตให้พออยู่ได้ ความสุขที่แท้จริง จะต้องไม่ยึดโยงไว้กับวัตถุหรือบุคคล ความสุขแท้เกิดได้ต่อเมื่ออบรมจิตใจไว้ดีแล้วเท่านั้น ไม่มีอดีตหรืออนาคต ที่เรามีอยู่คือปัจจุบัน อย่าเผาเวลาปัจจุบันไปกับเงาของอดีตและอนาคต

2.ทำงานให้มีความสุข การงานมิใช่เครื่องมือแสวงหาเงินตรา แต่เป็นเครื่องมือขัดเกลากิเลส อย่าทำงานเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แต่จงทำเพื่อสิ่งที่ล้ำค่าไปกว่านั้น จงทำงานที่เป็นประโยชน์กับผู้อื่นได้บ้าง ทำงานด้วยความเพียร ด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น อย่าทำงานอย่างเห็นแก่ตัว ไม่เช่นนั้นแล้ว การงานของเราจะกลายเป็นกิจกรรมที่เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์โดยไม่รู้ตัว

3.คำพูดทำลายน้ำใจคนจงอย่าพูด สิ่งใดเป็นการโกหกจงอย่าพูด คำนินทาลับหลังจงอย่าพูด จงประณีตในการสื่อสารด้วยวาจา ผู้ใดถือสัจจะเป็นสำคัญ ผู้นั้นย่อมเป็นที่เชื่อถือในหมู่ชน เมื่อพูดน้อยลง ความคิดย่อมเฉียบคมขึ้น ใช้คำพูดอย่างประหยัด คุณค่าคิดให้มากกว่าพูด ไม่ต้องพูดทุกอย่างที่คิด

4.ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อยู่กับท้องฟ้า ก้อนเมฆ ต้นไม้คือเพื่อนแท้ อยู่ใกล้ชิดสิ่งเหล่านี้ช่วยให้จิตใจสงบ ความสงบช่วยให้เท่าทันกิเลสได้ เลือกกินเลือกอยู่ให้เป็นธรรมชาติ กินผักสดผลไม้ให้มาก กินอาหารแปรรูปให้น้อยลง

5.ใช้เงินเท่าที่จำเป็น มีน้อยใช้น้อย มีมากก็ใช้น้อย แล้วจะเป็นนายชีวิตของตนเองอย่าสะสมสิ่งใดเลย เพราะการสะสมก่อให้เกิดการยึดติด และการยึดติดเป็นเหตุสำคัญแห่งทุกข์ เก็บเกี่ยวทุกสิ่งไว้ในความทรงจำ ทิ้งสิ่งรกรุงรังเพื่อให้ชีวิตคม ชัดเจน และรวดเร็วขึ้นเงินตรา อำนาจ ชื่อเสียง เป็นของมีคม จงใช้อย่างระมัดระวัง

6.เรียนรู้อยู่เสมอ โลกนี้มีหลายอย่างที่ยังไม่รู้อย่าหยุดเรียนรู้ทั้งโลกภายนอกและโลกภายในของตัวเอง ที่สำคัญมีสติอยู่เสมอ เดินทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดโลกทัศน์

7.รู้จักรัก รู้จักให้ ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ มิใช่ศาสนาใด นอกจากความรัก ความรักคือศาสนาสำคัญของโลก มีแต่รักเท่านั้นที่โอบอุ้มให้โลกอยู่ได้ มีน้ำใจแบ่งปันยิ่งให้ยิ่งได้ มีความสุขกับเรื่องง่ายๆ เช่น การเดินในสวนหลังบ้าน การให้อาหารนกปลาที่เร่ร่อน มีความสุขกับการปัดกวาดเช็ดถูบ้าน อย่าได้แสวงหาความสุขจากกิจกรรมที่แสนพิเศษ แม้เราทำสิ่งเล็กๆ ให้กลายเป็นความพิเศษ เราย่อมสัมผัสกับความสุขได้ตลอดเวลา ทุกคนมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ดุจญาติพี่น้อง แม้ปรารถนาให้โลกน่าอยู่ จงให้ความรักแก่คนรอบข้าง ความรักจักงอกงาม ผลิบาน ส่งกลิ่นหอมไปไกล เก็บความรักและช่วงเวลางดงามไว้เป็นพลังชีวิต ทิ้งความผิดหวัง ท้อแท้ และเสียใจไว้เบื้องหลัง นำภาพชีวิตดีงามกลับมาในวันที่กำลังใจถดถอย

8.รักษาความสมดุล เวลาเป็นสิ่งมีค่า มิได้หมายความว่าท่านต้องทำสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา หากต้องรู้จักใช้เวลาไปกับทุกมิติของชีวิต ควรมีเวลาออกกำลังกาย มีเวลาแสวงหาความรู้ มีเวลาทำงาน มีเวลาอยู่กับครอบครัว เวลาอยู่กับตนเอง มีช่วงเวลาสงบนิ่งผ่อนคลาย จงจัดสมดุลชีวิต ด้วยการบริหารสิ่งที่ต้องกระทำให้ครบทุกมิติ เก็บความรักและช่วงเวลางดงามไว้เป็นพลังชีวิต จงทิ้งความผิดหวัง ท้อแท้ และเสียใจไว้เบื้องหลัง ขอจงนำภาพชีวิตดีงามกลับมาในวันที่กำลังใจถดถอย

9.ประสบการณ์คือสิ่งดีงาม ทว่า ทุกความกังวลและทุกความกลัว ล้วนเกิดจากประสบการณ์ทั้งสิ้น จงข้ามพ้นประสบการณ์ เข้าสู่ความสดใหม่ในปัจจุบันขณะ ไม่มีใครเข้าใจชีวิตจนวันตาย เพราะชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่มีใครในโลกจะเข้าใจได้ ทว่า หนทางยังพอมี เมื่อยอมรับว่าไม่มีวันเข้าใจชีวิตแล้ว จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ก็ไม่ใช่ปัญหา เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็เป็นสิ่งงดงามทั้งนั้น อย่าได้ยึดถือสิ่งใดเป็นสรณะ จงมีความสุขและเบิกบานอยู่เสมอ ชีวิตเป็นเรื่องไม่คาดฝัน

 

ภาพ Freepik

ห้องอาหาร Scalini โฉมใหม่ อิตาเลียนสเต๊กเฮาส์ใจกลางสุขุมวิท

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/608687

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 17:59 น.

ห้องอาหาร Scalini โฉมใหม่ อิตาเลียนสเต๊กเฮาส์ใจกลางสุขุมวิท

สัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่ ‘ห้องอาหาร Scalini’ ตื่นตากับบรรดาเมนูอาหารรูปโฉมใหม่ พร้อมไฮไลท์เมนูที่ทุกคนต้องร้องว้าว @โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ

 

เมื่อวาระแห่งการเฉลิมฉลองใกล้เข้ามา ใครกำลังเฟ้นหาสถานที่ที่จะมอบความสุขในช่วงเวลาพิเศษพร้อมกับมื้ออาหารแสนอร่อย เราอยากแนะนำ “ห้องอาหาร Scalini” ในโรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ ที่เพิ่งปรับโฉมใหม่ เอาใจคนเมืองด้วยบรรยากาศน่านั่ง หรูหรากับเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งตามสไตล์ Hilton ที่คงความเป็นกันเองและทันสมัย มีความเป็นส่วนตัว ท่ามกลาางแสงไฟสลัวสุดโรแมนติก ใกล้ชิดกับเชฟด้วยครัวแบบเปิดที่คอยสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่แขกที่มาเยือน

 

ด้านเมนูอาหารจานหลักโฉมใหม่ของห้องอาหาร Scalini เชฟได้เลือกเนื้อสเต๊ก Bistecca ทีโบนชิ้นยักษ์เกรดพรีเมียมหนัก 1.2 กิโลกรัม มารังสรรค์เป็นพระเอกชูโรงในแบบฉบับของ Scalini เท่านั้น โดยความพิเศษของเนื้อ Bistecca คือความฉุ่มช่ำของเนื้อที่ใครได้ลิ้มลองเป็นต้องร้องขอชีวิต กับเมนู Bistecca: Roasted Garlic & Black Truffle Marinade Grill Porterhouse Steak Tuscan Style, marinated with Olive oil, garlic, fresh herbs and ground black pepper, blackened exterior and warm pink interior steak, medium rare cooked สเต๊กเนื้อบิสเต็กก้าที่กลิลล์มาแบบพอดีด้วยประสบการณ์ของเชฟ จึงคงความชุ่มฉ่ำของเนื้อไว้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมนูนี้เราสามารถเลือกซอสได้ตามชอบ ไม่ว่าจะเป็นซอสน้ำตกเผ็ดเปรี้ยวหวานสไตล์ไทย ซอสกระเทียมทรัฟเฟิล หรือซอสฟัวกราส์ รสเผ็ด หอม กลมกล่อม

 

ตามด้วย Social welcome at the Negroni bar Fresh Oysters with Negroni Granita/ Antipasto & Cheese จุใจกับหอยนางรมสดๆ คัดไซส์มาเพื่อห้องอาหารนี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นโคลคัทชีส หรือเนโกรนี อร่อยฟินพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บ

 

Olives, bread and dips Home Marinated Olives/ Warm Foccacia/ Homemade Pesto/ TomatoSalsa/ Olive Oil/ Balsamic ขนมปังฟองกาเซียน้ำมันมะกอก เพสโต ซัลซามะเขือเทศ

 

 

ต่อด้วย Fritto Misto Crispy breaded sea food/ spicy tomato dip/ tartare sauce ฟิสโต้ มิสโต ซีฟู้ดชุบเกล็ดขนมปังทอด เสริฟพร้อมทาทาร์ซอส และมะเขือเทศรสเผ็ด และ Arancini Con Rag Breaded fried meat & cheese rice balls เนื้อและชีสทอด

 

อีกไฮไลท์ห้ามพลาด Oven Baked Seafood Pasta Spaghetti, calamari, Manilla clam, bouchot mussels, spicy marinara sauce พาสต้าทะเลอบที่ยกทะเลมาไว้ในกระทะ อัดแน่นด้วยกุ้งและหอยหลากชนิดที่ผัดคลุกเคล้ากับซอส spicy marinara เซอร์ไพรส์ด้วยการพรีเซ้นต์ที่้เสิร์ฟมาแบบคลุมหน้าด้วยแป้งพิซซ่านุ่มๆ

 

ส่วนเครื่องดื่มแนะนำค็อกเทลสัญชาติอิตาลีที่ถูกโหวตให้เป็นเครื่องดื่มที่ฮิตอันดับที่ 2 ของโลก อย่าง Negroni เครื่องดื่มประจำห้องอาหาร เป็นค็อกเทลสไตล์ Spirit-Forward รสหวานขมที่มีส่วนผสมหลักคือเหล้าจิน เหล้าคัมปารี และเวอร์มุธ ผสมกันแบบ 1-1-1 เกิดขึ้นในประเทศอิตาลีจากท่านเคาท์ กามิลโล เนโกรนี นอกจากนี้ เนโกรนียังถือกำเนิดขึ้นในปี 1920 ซึ่งเป็นยุคเดียวกับคอนเซ็ปต์ของห้องอาหารสกาลินีอีกด้วย

 

ปิดท้ายมื้อนี้ด้วยของหวานรสละมุนอย่าง Tiramisu และ Choc-Cheese Souffle 

 

ตามไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่ “ห้องอาหาร Scalini” ได้แล้ววันนี้ ที่ชั้น 2 โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ ซอยสุขุมวิท 24 สอบถามข้อมูลหรือจองโต๊ะได้ที่ โทร. 02-620-6666

ครัวชื่นใจ ข้าวแกงดาดฟ้า ราคาหลักสิบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/608399

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

ครัวชื่นใจ ข้าวแกงดาดฟ้า ราคาหลักสิบ

ถ้าพูดถึงร้านอาหารบนชั้นดาดฟ้า หลายคนคงนึกถึงอาหารหรูๆ ราคาหลักพัน แต่ร้านที่โพสต์ทูเดย์จะพาไปชิมวันนี้เป็นร้านอาหารไทยในสไตล์ข้าวราดแกง ที่ทานง่ายๆ ในราคาสบายกระเป๋า แต่รับรองว่าอิ่มจุใจ

บนชั้นดาดฟ้าของอาคารรุ่งโรจธนกุล 19 ชั้น ใกล้กับเซ็นทรัลพระราม 9 เป็นที่ตั้งของร้านข้าวแกงลอยฟ้าอย่าง ครัวชื่นใจ ที่เป็นที่ฝากท้องที่ประจำของบรรดาชาวออฟฟิศในย่านนั้น ด้วยจุดเด่นที่เน้นความสะอาด อร่อย ราคาไม่แพง แถมยังได้พ่อครัวฝีมือดีมีเสน่ห์ปลายจวักจากนครศรีธรรมราชมาปรุงอาหารให้ทานกันแบบร้อนๆ ทุกกระทะ การันตีได้ว่าอาหารตำรับใต้อย่างคั่วกลิ้ง คั่วกระดูกหมูจะมีรสชาติเผ็ดร้อนแรงเหมือนไปทานกันที่นครเลย

ครัวชื่นใจมีเมนูรสชาติอร่อยๆ ให้เลือกทานกันมากมายกว่าวันละ 20 เมนูหมุนเวียนกันไป ไม่ว่าจะเป็นเมนูขายดีอย่างผัดผักสารพัดชนิด คั่วกลิ้ง ปลาดุกทอดกรอบผัดพริกแกง หรือจะเป็นเมนูไข่ เช่น ไข่ลูกเขย ไข่พะโล้ ไข่ต้ม ไข่เจียวพิซซ่า ไปจนถึงต้มมะระ หมูผัดกะปิ ผัดหอยลายตัวโตๆ พะแนง แกงส้มใต้ แกงหน่อไม้รสชาติจัดจ้าน

เน้นจุดขายเป็นอาหารใต้แบบนี้แน่นอนว่าต้องมีน้ำพริกกะปิที่ใช้กะปิส่งตรงมาจากใต้ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย และผักสด รวมทั้งน้ำซุปบริการฟรี ส่วนราคาข้าวราดแกงก็ไม่แพงอย่างที่คิด เริ่มต้นที่กับข้าว 1 อย่าง 40 บาท เพิ่มกับข้าวบวกเพิ่มอย่างละ 10 บาท กับข้าวเป็นถ้วย 30 บาท ข้าวกล้อง 15 บาท หากใส่กล่องทางร้านบวกเพิ่ม 10 บาท แต่ถ้านำภาชนะมาเองลดให้ 5 บาท ที่คิดเพิ่มแบบนี้เพราะต้องการรณรงค์ลดการใช้กล่องโฟมและลดขยะช่วยโลกนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องดื่มอย่างน้ำสมุนไพรต่างๆ เช่น โอเลี้ยง เก๊กฮวย กระเจี๊ยบ ในราคาเริ่มต้นเพียง 10 บาท ไว้คอยบริการเสร็จสรรพ

ครัวชื่นใจเสิร์ฟความอร่อยทุกวันจันทร์-ศุกร์ หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยในช่วง 07.00-14.30 น. จะเป็นช่วงของข้าวราดแกง ส่วน 17.00-22.00 น. ทางร้านจะเปลี่ยนมาขายอาหารตามสั่ง กับแกล้ม อาทิ เอ็นข้อไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์  ยำกุนเชียง ยำวุ้นเส้น หมูมะนาว และเครื่องดื่ม

ที่ครัวชื่นใจยังมีบริการเดลิเวอรี่ความอร่อยถึงที่สำหรับลูกค้าในย่านอาคารรุ่งโรจธนกุล 19 ชั้น โดยต้องสั่งอย่างน้อย 10 กล่องขึ้นไป และมีค่ากล่องใส่อาหารที่ทำจากชานอ้อยเพิ่ม 10 บาทต่อกล่อง สามารถติดต่อได้ที่ โทร.065-625-5465

คัด 8 เคล็ดลับฉบับคุณหมอ บอกต่อวิธีการดูแลผิวสู้ลมหนาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608659

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 13:34 น.

คัด 8 เคล็ดลับฉบับคุณหมอ บอกต่อวิธีการดูแลผิวสู้ลมหนาว

ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่ใครหลายคนต่างรอคอย  แต่ที่เริ่มเป็นกันแล้วก็คือ “อาการผิวแห้ง” วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ ในการดูแลผิวช่วงที่อากาศหนาวมาฝากกัน

 

 

นอกจากแพลนเที่ยวสนุกๆ แล้ว การดูแลสุขภาพและผิวพรรณก็เป็นสิ่งสัญอันดับต้นๆ  โดย พญ.อังคณา สถาวรวงศ์ แพทย์ประจำศูนย์ความงาม โรงพยาบาลพญาไท 2 แนะเคล็ดลับในการดูแลผิวง่ายๆ ดังนี้

 

1.หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น

 

การดูแลผิวในฤดูหนาวเริ่มได้ตั้งแต่ขั้นตอนการอาบน้ำ หลายคนชอบอาบน้ำอุ่นเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แต่จริงๆ แล้วการอาบน้ำอุ่นจะทำให้เราสบายตัวได้แค่ตอนอาบเท่านั้น เพราะหลังจากอาบน้ำ..ความชุ่มชื้นในผิวจะลดลง ส่งผลให้ผิวแห้ง เป็นขุยได้ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นอาจจะต้องกลั้นใจอาบน้ำอุณหภูมิปกติเพื่อรักษาผิวกันหน่อยนะ

 

2.ไม่ควรอาบน้ำนานเกิน 10 นาที

 

หลายคนคิดว่าแค่อาบน้ำอุณภูมิปกติก็ทำให้ผิวชุ่มชื้นได้ ซึ่งความจริงแล้วการอาบน้ำอุณหภูมิปกติ..แต่อาบนานๆ ก็ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้เช่นกัน ดังนั้น ควรอาบน้ำโดยใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีก็เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรงๆ

 

3.เลือกประเภทสบู่ให้เหมาะกับผิว

 

ในช่วงฤดูหนาวถ้าอากาศแห้งมากอาจอาบน้ำเปล่าโดยไม่ถูสบู่ก็ได้! แต่หากจำเป็นต้องใช้สบู่…ควรเลือกประเภทสบู่ให้เหมาะสม เช่น ใช้สบู่เหลวชนิดอ่อนเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว

 

4.ทาครีมบำรุงหลังอาบน้ำ ภายใน 3-5 นาที

 

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ภายใน 3-5 นาทีแรก..นับได้ว่าเป็นช่วงนาทีทองของผิว เพราะเมื่อผิวโดนน้ำแล้วจะยังมีความชุ่มชื้นอยู่ หลังเช็ดตัวหมาดๆ จึงควรทาครีมบำรุงผิวลงไปทั้งที่ใบหน้าและลำตัวโดยเร็ว และที่สำคัญ! ควรเลือกครีมบำรุงที่เป็นเนื้อครีม เพราะจะให้ความชุ่มชื้นได้ดีกว่าเนื้อโลชั่น

 

5.เลือกครีมบำรุงที่เหมาะสม

 

ในการเลือกใช้ครีมบำรุง ควรเลือกครีมที่มีส่วนประกอบเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี เช่น olive oil, jojoba oil, shea butter, urea, lactic acid, hyaluronic acid, glycerin, lanolin, mineral oil หรือ petrolatum และหลีกเลี่ยงครีมที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ  AHA หรือเรตินอยด์ เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากยิ่งขึ้น

 

6.อย่าลืมพกลิปบาล์มและแฮนด์ครีม

 

เมื่อดูแลผิวหน้าและผิวกายให้ดีแล้ว ก็ต้องไม่ลืมดูแลริมฝีปากและมือด้วย เพราะอวัยวะทั้ง 2 ส่วนนี้ต้องเผชิญกับอากาศหนาวตลอดเวลา ซึ่งอากาศแห้งจะทำให้ริมฝีปากแห้งและแตกง่ายขึ้น จึงไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อยๆ และหมั่นทาลิปบาล์มอยู่เสมอ ส่วนการดูแลมือนั้น หลังล้างมือควรรีบเช็ดให้แห้งและทาแฮนด์ครีมทันที เพราะอากาศแห้งจะทำให้มือลอกและแตกได้ง่ายเช่นกัน

 

7.กิน(อาหาร)ดี…อีกวิธีในการบำรุงผิว

 

การกินอาหารในช่วงฤดูหนาวควรกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ตามหลักการดูแลสุขภาพทั่วไป แต่สิ่งที่ควรเน้นมากเป็นพิเศษ คืออาหารที่มี omega 3 เพราะเป็นไขมันชนิดดี โดยเน้นกินปลา ถั่ว เนื้อไก่ และเน้นอาหารหรือผักผลไม้ที่มีวิตามิน A, C, E และ Zinc เพื่อเติมอาหารให้กับผิว และที่สำคัญที่สุดคือดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้ว เพราะร่างกายต้องการน้ำเพื่อให้ผิวชุ่มชื้นอยู่ตลอด

 

8.เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ทำให้ระคายเคือง

 

อากาศในฤดูหนาวจะแห้งและเย็นมาก การเลือกเสื้อผ้าในช่วงนี้จึงควรเลือกเนื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่บาดหรือระคายเคืองผิว เช่น ผ้าคอตตอน ส่วนการใช้ผ้าขนสัตว์หรือใยสังเคราะห์อาจจะทำให้คันหรือระคายเคืองผิวได้

 

 

ภาพ Freepik

ผู้เชี่ยวชาญเผย นอนน้อยทำอายุสั้น เสี่ยงตายยิ่งกว่าสูบบุหรี่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608543

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 16:29 น.

ผู้เชี่ยวชาญเผย นอนน้อยทำอายุสั้น เสี่ยงตายยิ่งกว่าสูบบุหรี่

ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดคนแรกของเมืองไทย ไขวิธีเอาชนะโรคนอนไม่หลับแบบอยู่หมัด!

รู้หรือไม่!! “นอนน้อย” เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างมาก ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงกับโรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน โรคอ้วน หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับมะเร็งบางชนิด ซ้ำร้ายยังมีผลทำให้คนอายุสั้นลง

แล้วจะทำอย่างไรให้นอนได้มากขึ้น?? หรือพูดง่ายๆ ก็คือการหลับอย่างมีคุณภาพ ตื่นเช้าแล้วสดใส สมองปลอดโปร่ง

ดร.ณิชมน สมันตรัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดคนแรกของเมืองไทย จะช่วยไขปัญหาพร้อมบอกหลักการปฏิบัติตัวให้แบบเข้าใจง่าย และคำหอม ศรีนอก บรรณาธิการอิสระ และเจ้าของฟาร์มผักออร์แกนิค ที่ต้องพบเจอกับโรคนอนไม่หลับที่ทำให้เธอทุกข์ใจมานานปี กระทั่งค้นพบตัวช่วยจากออร์แกนิคที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเธอ แถมด้วยเคล็ดลับนอนหลับง่าย หลับสบายของ บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับภาพยนตร์พันล้าน

ดร.ณิชมน สมันตรัฐ ให้ความรู้เรื่องโรคนอนไม่หลับ ว่า การนอนน้อย จะทำให้สมองไม่สามารถกำจัดสารพิษออกไปได้ และจะเก็บสะสม เป็นผลที่ทำให้สมองเราไม่ไบรท์เหมือนเดิม สำหรับอาการที่บ่งบอกอาการของโรคนอนไม่หลับ เริ่มจากใช้เวลานานกว่าที่จะสามารถหลับได้ เช่น เกินหนึ่งชั่วโมงขึ้นไป และไม่ควรต้องตื่นขึ้นมาระหว่างการนอน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าห้องน้ำ โดยอาจจะเกิดจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับต่อมลูกหมากที่ทำงานได้ไม่ปกติ ทำให้ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนอยู่เรื่อย ๆ ทำให้การนอนถูกขัดจังหวะ เป็นต้น หรือรู้สึกตัวขึ้นมาเอง ซึ่งกลุ่มนี้มักมีทั้งปัญหาในเรื่องของฮอร์โมนที่ไม่เพียงพอ ซึ่งผู้ที่มีภาวะนอนไม่หลับ ควรเข้ารับการการรักษาอย่างจริงจังโดยเร็ว เพื่อหาสาเหตุให้พบจะได้ไม่เป็นปัญหาเรื้อรังต่อไปในอนาคต

“การนอนที่ดีควรจะหลับยาวตลอด ซึ่งเราสามารถสร้างบรรยากาศ สร้างกลิ่นต่าง ๆ ให้รู้สึกว่า พร้อมกับการนอนหลับแล้ว ใช้ม่านที่ทึบแสงเพื่อหลอกร่างกายให้คิดว่าเป็นเวลากลางคืน การอยู่ในห้องที่เงียบสงบไม่ มีแสงรบกวนโดยเฉพาะแสงสีฟ้า จะช่วยทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินออกมาได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกง่วงนอน และทำให้หลับได้ดีตลอดทั้งคืน”

นอกจากนี้ ดร.ณิชมน ได้แนะนำผู้ช่วยจากธรรมชาติที่ช่วยให้ “หลับง่าย”ขึ้น โดยสามารถใช้ “กลิ่นบำบัด หรืออโรมาเธอราพี โดยเฉพาะเคสที่เกิดจากความวิตกกังวล การทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดความรู้สึกรีแล็กซ์ เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาอาการนอนไม่หลับ เมื่อร่างกายเข้าสู่โหมดนั้น ฮอร์โมนก็จะยิ่งถูกหลั่งออกมา เพื่อให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้กลิ่นจากลาเวนเดอร์ เป็นกลิ่นที่ทำให้ระบบประสาทเข้าสู่โหมดรีแล็กซ์ และช่วยผ่อนคลายอย่างมาก”

ส่วน คำหอม ศรีนอก เจ้าของฟาร์มออร์แกนิคและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Niche Niche Weekend market ในฐานะคนรักผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ บอกเล่าการรับมือกับอาการนอนไม่หลับ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก “เป็นคนหลับยากมาตั้งแต่วัยรุ่น เวลานอนไม่หลับตื่นเช้ามาก็ไม่สดชื่น ใจหวิว และกลายเป็นคนมีความอดทนต่ำ หงุดหงิดง่าย ที่ผ่านมาลองสารพัดวิธีเพื่อแก้อาการนอนไม่หลับ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มนมอุ่น ๆ ดื่มชาคาโมมายล์ แต่ก็ไม่ได้ผล กระทั่งเพื่อนซื้อสเปรย์ฉีดหมอนมาฝาก ทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ตั้งแต่กระบวนการปลูกลาเวนเดอร์จากฝรั่งเศส ซึ่งโดยคุณสมบัติแล้ว เป็นที่ทราบกันดีกลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยในเรื่องของความผ่อนคลาย รวมทั้งตอบโจทย์ตัวเองที่เป็นสายออร์แกนิค ซึ่งค่อนข้างระมัดระวังเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะอะไรที่เราใช้กับร่างกาย ไม่ว่าจะรับประทาน สูดดม หรือใช้กับผิวพรรณ ยิ่งถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับตรารับรองออร์แกนิค เราใช้ก็ยิ่งสบายใจ แค่เพียงฉีดสเปรย์ใส่หมอนก่อนนอน ก็ช่วยให้ผ่อนคลาย และหลับดีขึ้น บางคนอาจจะมีผลเร็ว บางคนอาจใช้เวลาหน่อย แต่อย่างน้อยทำให้เราหลับได้ดีขึ้น ที่สำคัญคือ การที่เราเลือกใช้ไลฟ์สไตล์ หรือเลือกใช้สินค้าออร์แกนิค ไม่ใช่แค่ดีกับตัวเรา แต่ดีต่อโลกด้วย”

ด้าน บรรจง ปิสัญธนะกูล เล่าจุดเริ่มต้นของโรค “นอนไม่หลับ” ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ที่เป็นคนนอนยากอยู่แล้ว แต่มาหนักมากในช่วงเริ่มทำภาพยนตร์เรื่อง ชัตเตอร์ ซึ่งมีความกดดันหลายอย่าง ทำให้เกิดความวิตกกังวลเรื่องงาน กลางคืนเริ่มหลับยาก หลับไม่สนิท เพราะมีเรื่องคิดในหัวตลอด “พอหลับไม่ดี ไม่เต็มที่อย่างนี้ ก็เริ่มพบปัญหาคือ ปวดหัวบ่อย ออฟฟิศซินโดรมเป็นง่ายขึ้น บริเวณต้นคอ บ่า ไหล่ ก็จะเกร็งไปหมด มีช่วงหนึ่งที่พึ่งยานอนหลับ หลับไม่รู้เรื่องถึงขั้นว่า โดนจับย้ายเตียงก็ไม่รู้ตัว แถมลุกขึ้นมาพูดยาวเหยียดกับคนในกองถ่าย แต่ตื่นมาจำเหตุการณ์นั้นไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว พอเรากลัวเรื่องยา จึงพยายามมองหาอะไรที่เป็นธรรมชาติดีกว่า และมีโอกาสได้ลองสเปรย์ฉีดหมอน ด้วยกลิ่นทำให้ผ่อนคลาย แทนที่จะกังวลเรื่องหลับ หรือไม่หลับ กลายเป็นว่ารู้สึกสบาย ก็หลับง่ายขึ้นเอง

“สำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหาโรคนอนไม่หลับเหมือนกัน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ใจของเรา ในระยะยาวผมน่าจะสนใจเรื่องสมาธิมากขึ้น บางคนแนะนำให้ไปโยคะ รวมทั้งหาตัวช่วยที่มาจากธรรมชาติ อย่างที่ผมใช้ พิลโลว์ มิสท์ ที่ไม่ใช่ยานอนหลับ แต่ช่วยให้หลับง่ายขึ้น รู้สึกสบาย ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ที่สำคัญทุกวันนี้เรารับสารพิษโดยไม่รู้ตัวเยอะเหลือเกิน ถ้าอะไรก็ตามที่เป็นออร์แกนิคได้ อย่างน้อยช่วยให้เราไม่ต้องรับสารพิษเกินไปในชีวิต”

ผู้ช่วยจากธรรมชาติสำหรับคนนอนไม่หลับ “กู๊ดไนท์ พิลโลว์ มิสท์” (Goodnight Pillow Mist) สเปรย์ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและหลับสบายตลอดคืน ผสานกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ (Lavender), บอลเซิม (Balsam), เวติเวอร์ (Vetiver) และเจราเนียม (Geranium)ที่มอบกลิ่นหอมละมุนปลอบประโลมร่างกายให้รู้สึกสงบผ่อนคลายได้อย่างลึกซึ้ง ผลิตภัณฑ์ใหม่ของนีลส์ ยาร์ด เรมมิดีส์ (Neal’s Yard Remedies) ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคตัวจริงเสียงจริงจากประเทศอังกฤษ การันตีกว่า 50 รางวัลจากสถาบันต่างๆ และล่าสุดรางวัล CEW Eco Award Winner2018

ไวรัส RSV โรคที่มากับลมหนาว อันตรายของเด็กเล็ก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608418

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 10:53 น.

ไวรัส RSV โรคที่มากับลมหนาว อันตรายของเด็กเล็ก

แพทย์เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวังไวรัส RSV ในเด็กเล็ก อีกของฝากที่มาพร้อมกับลมหนาว

คนทั่วไปอาจยังไม่คุ้นหูกับคำว่าเชื้อไวรัส RSV เท่าไรนัก คนที่รู้จักไวรัสชนิดนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครอง นั่นก็เพราะ RSV คือเชื้อไวรัสสุดฮิตที่เกิดขึ้นในหมู่เด็กเล็กเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ อ.พญ.โสภิดา บุญสาธร สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ฝากเตือนผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด เพราะหากพลาดไปสักนิดอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

ไวรัส RSV คืออะไร

ไวรัส RSV คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษคือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมาก ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันเริ่มมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก

สาเหตุและการติดเชื้อไวรัส RSV

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ หากเกิดในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการป่วยจะหายได้เอง แต่ถ้าหากเกิดในเด็กเล็ก ๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน

เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย มักติดต่อผ่านทางการ ไอ จาม รวมถึงการสัมผัสโดยตรงจากสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรงนั้นน้อยมาก เพราะไวรัส RSV ไม่ใช่เชื้อโรคที่ร้ายแรง

แต่สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมาจากการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กมาก ๆ หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เด็กที่คลอดก่อนกำหนด และมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจจะเกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นการหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกัน

ผู้ปกครองสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในบุตรหลานได้โดยการพยายามให้เด็ก ๆ ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดต่อทางการสัมผัส ใส่หน้ากากอนามัยในที่ที่คนพลุกพล่าน ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ ให้เด็กดื่มน้ำอย่างเพียงพอเพื่อลดภาวะขาดน้ำและช่วยขับเสมหะออกจากร่างกาย แต่ถ้าหากเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่หย่านม ก็สามารถให้เด็กดูดนมได้มากที่สุดตามต้องการ แยกอุปกรณ์และภาชนะต่าง ๆ ของเด็กแต่ละคน ไม่ควรใช้ร่วมกัน

วิธีสังเกตอาการว่าติดเชื้อไวรัส RSV หรือไม่

เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส RSV ระยะเริ่มต้นนั้นใช้เวลาในการฝักตัวประมาณ 3-6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา เริ่มจากการมีน้ำมูก จาม ไอ ทำให้ คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองรู้ตัวช้า ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด และต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มด้วย เช่น อยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ไอ จาม มีเสมหะจำนวนมาก หายใจเหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ

วิธีรักษา

เบื้องต้นไวรัส RSV ไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน ดังนั้นแพทย์จึงใช้วิธีการรักษาไปตามอาการ รักษาประคับประคอง ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาลดไข้ หรือในเด็กบางรายที่มีลักษณะของหลอดลมตีบ ก็อาจจะมีการให้ยาพ่นเพิ่มเพื่อขยายหลอดลม รวมถึงการเคาะปอดและดูดเสมหะ

How to เทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนสำหรับสาวที่เริ่มขึ้นเลข 4

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601422

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 07:38 น.

How to เทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนสำหรับสาวที่เริ่มขึ้นเลข 4

อายุยิ่งเยอะ การลดน้ำหนักก็ยิ่งยากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะระบบเผาผลาญที่เริ่มแย่ลง ไหนจะโรคต่างๆ ที่เริ่มถามหา โดยเฉพาะสาวๆ ที่เริ่มเข้าเลข 4

งานนี้ใครที่อายุ 40+ แต่อยากผอมเร็ว ผอมไว ผอมทันใจแบบไม่มีโยโย่ละก็ เรามีเทคนิคการกินดีๆ มาให้ลองทำตามกัน กินตามนี้รับรองว่าน้ำหนักลดไว แถมสุขภาพดีขึ้นแน่นอน!

1.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการงดน้ำอัดลม เพราะในน้ำอัดลมอัดแน่นไปด้วยน้ำตาลนั่นเอง โดยน้ำอัดลม 1 กระป๋องนั้นมีน้ำตาลมากถึง 7 ช้อนชา!!! ซึ่งถ้าเราบริโภคน้ำตาลมากเกินไป จะทำให้ร่างกายเผาผลาญไม่ทัน และสะสมจนกลายเป็นไขมันได้ หากจะเบิร์นน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋องต้องวิ่ง 30-40 นาทีเลยทีเดียว!

2.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน การดื่มน้ำมีประโยชน์มากมายต่อการลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นการลดความอยากอาหารก่อนการกินอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร เพราะทำให้ระบบย่อยอาหารทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งใครที่ไม่รู้จริงๆ ว่าเราต้องดื่มน้ำเท่าไรถึงจะเพียงพอ จะใช้เกณฑ์ 8 แก้วต่อวันก็ได้ หรือประมาณ 1 ลิตร 2 ขวดนั่นเอง

3.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดหวานหรือสารให้ความหวานทั้งหลาย อย่างที่บอกไปค่ะว่าน้ำอัดลมอุดมด้วยน้ำตาลมากมาย แต่ไม่ได้มีเพียงแค่น้ำอัดลมเท่านั้นที่มีน้ำตาล แต่ขนมและอาหารอีกหลายๆ อย่างก็มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบเช่นกัน หรือแม้จะเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมแล้วก็ควรกินให้น้อยเช่นกัน เพราะทำให้อ้วนได้เหมือนกัน ฉะนั้น ควรกินสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแค่ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่กินไปตลอด และพยายามควบคุมการกินน้ำตาลให้น้อยลง

4.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดมีแคลอรี่มากกว่าแป้งซะอีก และแอลกอฮอล์บางชนิดก็ยังมีส่วนผสมของน้ำหวาน น้ำเชื่อม หรือน้ำผลไม้ ที่ทำให้แคลอรี่ยิ่งสูงมากขึ้นไปอีก หากเลิกดื่มแอลกอฮอล์ได้ไม่เพียงห่างโรคแต่ยังผอมด้วย

5.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดนมข้นหวาน ในชา กาแฟ ที่มีส่วนผสมของนมข้นหวานแนะนำให้หยุดดื่มด่วน เพราะถ้าเทียบแล้วใน 1 ช้อนโต๊ะ นมข้นหวานกลับมีแคลอรี่สูงกว่าน้ำตาลซะอีก แถมนมข้นหวานยังเพิ่มไขมันชนิดเลวและลดไขมันชนิดดี และยังเป็นต้นเหตุของโรคคลอเรสเตอรอลสูง โรคหัวใจขาดเลือดด้วย

6.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดอาหารสำเร็จรูป ในอาหารสำเร็จรูปมีเกลือมากกว่าที่เราคิด ซึ่งเกลือนั้นนอกจากจะทำให้เกิดโรคแล้ว โซเดียมที่อยู่ในเกลือยังทำให้เกิดอาการบวมน้ำได้มากถึง 2 กิโลกรัม เพราะร่างกายจะทำการเก็บน้ำได้อัตโนมัติเพื่อขับโซเดียมส่วนเกินออกทางไต แต่กว่าจะขับโซเดียมออกหมด ร่างกายเราก็จะบวมขึ้น จนเรารู้สึกตัวบวมได้

7.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการกินผักใบเขียวทุกวัน หากใครที่ยังลดน้ำตาลลดอาหารบางอย่างไม่ได้ก็แนะนำให้กินผักใบเขียวให้มากขึ้น เพราะผักนั้นมีประโยชน์ต่อการลดน้ำหนักแบบสุดๆ ทั้งช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งถ้าระบบย่อยอาหารดี ขับถ่ายคล่อง ก็จะช่วยให้น้ำหนักเราลดได้ง่ายขึ้น

8.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการเพิ่มโปรตีนในทุกมื้อ นอกจากจะต้องเพิ่มการกินผักแล้ว โปรตีนก็จำเป็นในแต่ละมื้ออาหารเช่นกัน เพราะโปรตีนจะช่วยเติมเต็มความหิว ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และกินอาหารได้น้อยลงตามไปด้วย ถ้าอยากลดน้ำหนักให้ได้ผลสุดๆ แนะนำให้ลดคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และเพิ่มโปรตีนเข้าไปในมื้ออาหารแทนนะ

9.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 30 นาที หากอยากผอมเร็วผอมไว ก็ต้องกระตุ้นการเผาผลาญกันหน่อย ซึ่งการเดินเหมาะกับสาวๆ วัย 40+ มากๆ เพราะเป็นการออกกำลังกายแบบที่ไม่ต้องออกแรงมาก ไม่มีการกระแทก ไม่ต้องกลัวว่าจะปวดเข่า คนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนก็สามารถทำได้ หากเดินได้วันละ 30 นาทีเป็นอย่างน้อยก็ช่วยลดไขมัน ลดน้ำหนักได้ดีแล้ว

 

ภาพ freepik

กิน ‘หวาน-มัน-เค็ม’ มากไป ส่งผลอย่างไรกับเราบ้าง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597189

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

กิน 'หวาน-มัน-เค็ม' มากไป ส่งผลอย่างไรกับเราบ้าง

พฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนในปัจจุบัน เน้นรสชาติที่ถูกปาก เมนูหน้าตาถูกใจ สีสันชวนน่ารับประทาน โดยเฉพาะรสหวาน มัน เค็ม ที่เรียกได้ว่าเป็นรสชาติยอดนิยมของคนไทย แต่กลับส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากขาดการควบคุมและบริโภคเกินพอดี

เมืองไทยมีอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย ที่สำคัญอาหารไทยมีครบทุกรส ทั้งหวาน มัน เค็มเผ็ด เปรี้ยว รสชาติที่ชวนกินจึงนำไปสู่ความเสี่ยงในการบริโภคเกินพอดี ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ ถ้าไม่รีบควบคุมปริมาณให้พอเหมาะไว้ จะเป็นบ่อเกิดของโรคภัยได้ง่าย ถ้ากินรสจัดมากเกินไป

หวานมากไป-ก่อเบาหวาน หัวใจไม่แข็งแรง

น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีสารอาหารอื่นๆ เมื่อบริโภคมากเกินไปร่างกายจึงได้รับแต่พลังงานเพียงอย่างเดียว ที่น่าสนใจคือแม้น้ำตาลจะมีหลายชนิด แต่ให้พลังงานไม่ต่างกันคือประมาณ 4 กิโลแคลอรี/กรัม และแม้ร่างกายจะมีกระบวนการป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป

หากบริโภคน้ำตาลมากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพื่อนำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่ละคนจะตอบสนองต่ออินซูลินไม่เท่ากัน คนที่หลั่งอินซูลิน แต่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์จะส่งผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูง เกิดแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ

เราสามารถป้องกันระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ให้เกินได้ โดยควรกินน้ำตาลให้น้อย โดยเฉลี่ยไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม) เลี่ยงเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีน้ำตาลมากกว่าร้อยละ 5 สังเกตได้จากฉลากข้างขวด เลือกกินผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลน้อย เช่น ฝรั่ง มะละกอ แอปเปิ้ลเขียว ส่วนของหวานหลังอาหารรับประทานได้ แต่ควรเน้นรสหวานน้อยและสลับกับการรับประทานผลไม้หลังมื้ออาหาร

มันมาก-โรคอ้วนถามหา หลอดเลือดพัง คลอเลสเตอรอลพุ่ง

“ไขมัน” เป็นสารอาหารจำเป็น และเป็นแหล่งพลังงาน ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี มากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน หากรับประทานไขมันมากเกินไป นอกจากจะทำให้อ้วนยังนำไปสู่โรคเรื้อรังได้ โดยเฉพาะไขมันทรานส์ ซึ่งพบในเนยขาว เนยเทียม เบเกอรี่ โดนัท คุกกี้ ครีมเทียมบางชนิด ฯลฯ หากรับประทานมากเกินไปจะไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ส่งผลให้เส้นเลือดตีบ ทั้งยังเพิ่มไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และลดไขมันชนิดดี (HDL) ทำให้มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มสูงขึ้นได้

 

การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก ซึ่งมักพบในน้ำมันจากสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันขาวๆ ไขมันในนม และเนยสด จะส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้นเช่นกัน

 

วิธีป้องกันไขมันไม่ให้เกินคือ

  • ควรกินไขมันให้น้อย ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (30 กรัม)
  • กินเนื้อสัตว์ไม่มีหนัง ไม่ติดมัน
  • เลี่ยงอาหารทอดเพราะน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารอย่าง น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม ฯลฯ ที่มักจะมีกรดไขมันอิ่มตัวมาก
  • งดอาหารที่มีไขมันทรานส์ เช่น เค้ก ครีมเทียม ป๊อปคอร์น แฮมเบอร์เกอร์ ฯลฯ และไม่ควรทานอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เป็นต้น

เค็มเกิน-ร่างกายพัง ความดันสูง หัวใจล้มเหลว

ความเค็มเป็นรสชาติที่ติดปากคนไทย มาจากโซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือที่นำมาใช้ในการทำอาหาร ซึ่งโซเดียมนั้นมีประโยชน์กับร่างกาย คือ ช่วยให้ระบบไหลเวียนของร่างกายเป็นปกติ ความดันและปริมาตรของเลือดเป็นปกติ แต่หากได้รับโซเดียมมากเกินไปจะนำมาซึ่งผลเสีย คือ เมื่อกินเกลือจะอยากกินน้ำ และจะเข้าไปรวมเป็นน้ำเกลือที่เพิ่มปริมาณเกลือแร่ในเลือด ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ หนักขึ้น ทำให้แรงดันหลอดเลือดสูง อาจเกิดภาวะหัวใจโต นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ และการกินเค็มมากไป ทำให้เป็นความดันโลหิตสูงซึ่งนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในสมองแตกหรืออัมพาตได้ ที่น่ากลัวคือเมื่อโซเดียมมากเกินไป ร่างกายอาจไม่แสดงอาการ แต่จะทำลายอวัยวะต่างๆ ไปเรื่อยๆ

ควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา (2,000 มิลลิกรัม) งดการเติมน้ำปลาในอาหาร ไม่จิ้มพริกเกลือเมื่อกินผลไม้ เลี่ยงการกินอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง อาหารอบแห้ง ขนมกรุบกรอบ และลดความถี่กับปริมาณการรับประทานน้ำจิ้มต่างๆ ลง

 

ภาพ freepik