เสมหะแต่ละสี มีสัญญาณโรคอะไรซ่อนอยู่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608075

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

เสมหะแต่ละสี มีสัญญาณโรคอะไรซ่อนอยู่

ใครกำลังไอมีเสมหะต้องรู้!! สัญญาณบอกโรคและวิธีรักษา

หลายวันมานี้มีคนใกล้ตัวไอให้เห็นเป็นประจำ บางคนไอแบบแห้งๆ แต่บางคนก็ไอแบบมีเสมหะปนออกมาด้วย ซึ่งเสมหะนั้นเป็นของเหลวเหนียวข้นที่อยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนล่างที่มีหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมและสร้างความชุ่มชื้นภายในลำคอ โดยเสมหะที่ร่างกายผลิตออกมาอาจมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามภาวะของร่างกาย

การไอแบบมีเสมหะอาจเป็นสัญญาณของโรคหรือภาวะสุขภาพที่ไม่ปกติ อย่างการติดเชื้อ โรคหืด โรคหวัด โรคภูมิแพ้ โรค COPD หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคปอดบวม โรคไซนัสอักเสบ หรือโรครุนแรง เช่น โรคมะเร็งปอด ภาวะหัวใจล้มเหลว และวัณโรค อย่างไรก็ตาม การสูบบุหรี่และการระคายเคืองในลำคอจากสาเหตุต่างๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการไอมีเสมหะได้ อาการไอมีเสมหะเป็นสัญญาณบอกโรคเสมหะที่ร่างกายผลิตขึ้นอาจบอกได้ถึงโรคและความผิดปกติของร่างกาย

สีของเสมหะนำมาใช้วินิจฉัยโรคในเบื้องต้น ได้ดังนี้

เสมหะสีใส โรคภูมิแพ้ โรคปอดบวม และโรคหลอดลมอักเสบ

เสมหะสีขาว โรคหลอดลมอักเสบ โรคกรดไหลย้อน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และภาวะหัวใจล้มเหลว

เสมหะสีเขียวหรือเหลือง โรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ โรคไซนัสอักเสบ และโรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic fibrosis) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้สารคัดหลั่งในร่างกายเหนียวข้น

เสมหะสีแดง เป็นสัญญาณของภาวะเลือดออกภายในร่างกาย ซึ่งอาจเป็นอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว โรคมะเร็งปอด โรคฝีในปอด โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด และวัณโรค

เสมหะสีน้ำตาล นั่นอาจหมายถึงเลือดเก่าที่ค้างอยู่ภายในร่างกายและปะปนออกมาพร้อมกับเสมหะ โดยรูปแบบนี้อาจเป็นอาการที่เกิดจากโรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ โรคพยาธิในปอด โรคฝีในปอด และโรคฝุ่นจับปอด (Pneumoconiosis) ที่เกิดจากการหายใจนำเอาฝุ่นเข้าไปในปอดเป็นจำนวนมาก

เสมหะสีดำ โรคฝีในปอด โรคฝุ่นจับปอด โรคที่เกิดจากการติดเชื้อรา รวมถึงการสูบบุหรี่นอกจากนี้ หากมีไอมีเสมหะที่รุนแรงกว่าปกติ มีเสมหะมากขึ้น หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

รักษาอาการไอมีเสมหะวิธีการรักษาอาการไอมีเสมหะอาจทำได้ ดังนี้

  • กลั้วคอและปากด้วยน้ำเกลือ โดยผสมน้ำอุ่นครึ่งแก้วกับเกลือ 3 ส่วน 4 ช้อนชา จากนั้นใช้กลั้วทั่วทั้งปากและคอ สรรพคุณของน้ำเกลือจะช่วยลดการระคายเคือง ลดความเหนียวข้นของเสมหะ และช่วยฆ่าเชื้อโรค
  • เครื่องทำความชื้น อาจมีบางครั้งที่การไอมีเสมหะนั้นเกิดขึ้นจากการหายใจเอาอากาศที่มีความชื้นต่ำเข้าไปในปอดอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ นอกจากนี้ ความชื้นยังช่วยให้เสมหะเหนียวข้นน้อยลงและขับออกมาง่ายขึ้นอีกด้วย
  • ไอน้ำ การหายใจเอาไอน้ำร้อนเข้าไปอาจช่วยละลายเสมหะภายในลำคอและปอดได้ โดยไอน้ำร้อนเกิดขึ้นจากการต้มน้ำ หรือการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นที่จะทำให้เกิดไอน้ำภายในห้องน้ำ
  • น้ำผึ้ง หลายคนเชื่อว่าน้ำผึ้งสามารถรักษาอาการไอมีเสมหะได้เป็นอย่างดี โดยรับประทานน้ำผึ้งประมาณ 1.5 ช้อนชาก่อนนอน 30 นาที นอกจากนี้ อาจนำส่วนผสมอื่นๆ มาช่วยเพิ่มสรรพคุณให้กับน้ำผึ้งได้ อย่างยูคาลิปตัส น้ำมะนาว หรือสะระแหน่ เป็นต้น
  • ชาสมุนไพร อย่างชาขิง ชาสะระแหน่ หรือชากานพลูอาจช่วยบรรเทาอาการไอมีเสมหะได้
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือประมาณ 2.4 ลิตรต่อวัน
  • การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้ในการรักษาอาการไอมีเสมหะอาจแบ่งได้ 2 ชนิด คือ ยาขับเสมหะ (Expectorants) ซึ่งจะช่วยลดการสร้างเสมหะและทำให้สามารถขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น อีกชนิด คือ ยาละลายเสมหะ (Mucolytics) ยาชนิดนี้จะช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะและช่วยให้เสมหะขับออกมาง่ายขึ้น โดยก่อนการใช้ยาทั้งสองชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้

อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลือกที่สามารถทำได้เองเมื่อไม่สะดวกไปพบแพทย์ แต่หากมีอาการรุนแรงหรือทราบว่าตนเองมีโรคประจำตัวควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างถูกต้อง ในกรณีที่ทารกหรือหญิงตั้งครรภ์มีเสมหะควรไปโรงพยาบาลเพื่อวินิจฉัยและหาวิธีรักษาที่เหมาะสม

 

ภาพ Freepik

อุดช่องโหว่ 5 ช่องว่าง เตรียมพร้อมสัมภาษณ์งานผ่านฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/592910

  • วันที่ 26 พ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

อุดช่องโหว่ 5 ช่องว่าง เตรียมพร้อมสัมภาษณ์งานผ่านฉลุย

กว่าจะเตรียมเรซูเม่สมัครงานจนผ่านด่านเข้าสู่รอบการสัมภาษณ์ แสดงว่าเรามีคุณสมบัติที่เข้าตา แต่ขั้นตอนนี้ก็ต้องเตรียมตัวให้ดีเพื่อไม่ให้งานในฝันพลันหลุดมือ

การสัมภาษณ์งานป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการคัดเลือกผู้สมัครงานที่เหมาะสม แต่ผู้สมัครงานก็มักมีข้อผิดพลาดที่แสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมอยู่บ่อยๆ ดังนี้

1.มาช้าเพราะรถติดหรือหลงทาง

ไม่มีประโยชน์ที่จะอ้างเหตุผลในการมาช้าในวันสัมภาษณ์งาน เนื่องจากผู้สมัครงานรู้ตัวล่วงหน้าอยู่แล้วว่าต้องไปสัมภาษณ์งานที่ไหน เวลาเท่าไร ดังนั้น ควรศึกษาเส้นทางและเผื่อเวลาออกจากบ้านเร็วขึ้น ป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น รถติด ผิดเส้นทาง ปิดถนน รวมถึงเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่นๆ เพื่อให้ไปถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลา และมีเวลาสำหรับเตรียมตัวเตรียมใจ รวบรวมสมาธิ เข้าห้องน้ำ สำรวจตัวเองให้พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งานครั้งสำคัญ

2.แต่งตัวไม่พร้อมดูไม่เป็นมืออาชีพ

ภาพลักษณ์ภายนอกสำคัญทั้งการแต่งกายไปสัมภาษณ์งาน กิริยา วาจา ท่าทาง ควรเป็นมืออาชีพให้เหมาะสมกับแต่ละสายงาน เสื้อผ้า หน้า ผม รองเท้า สุภาพ เรียบร้อย สะอาดสะอ้าน นักศึกษาจบใหม่ไม่ควรใส่ชุดนักศึกษา เพราะจะทำให้ดูเป็นเด็กและไม่พร้อมสำหรับการทำงาน

3.ขาดประสบการณ์แต่ไม่เคยลองฝึกตอบคำถาม

มีผู้สมัครงานกว่า 2 ใน 5 ที่ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามอย่างไร เป็นเพราะไม่เคยฝึกตอบคำถามสัมภาษณ์งานยอดฮิต หรือคำถามที่ตอบยากที่สุดก่อนมาสัมภาษณ์ เช่น ทำไมคุณจึงสมัครงานนี้ ทำไมบริษัทต้องเลือกคุณไม่เลือกผู้สมัครคนอื่น ข้อด้อยของคุณคืออะไร อีก 5 ปีข้างหน้าคุณจะเป็นอะไร แต่หากเราเคยศึกษาหาข้อมูลและเตรรียมตัวฝึกฝนมาก่อน วินาทีนั้นเราก็พร้อมกว่าคนอื่นๆ แล้ว และสามารถตอบคำถามได้อย่างมั่นใจ

4.ไม่รู้จักบริษัทที่จะเข้าทำงาน

เราจะนำเสนอตัวเองได้อย่างไรว่าจะทำอะไรให้บริษัทได้บ้าง หากไม่รู้ว่าบริษัทนั้นทำอะไร ไม่เคยรู้จักบริษัทนี้ ไม่เคยเข้าเว็บไซต์หาข้อมูล ฉะนั้น ผู้สมัครงานควรทำการบ้านก่อนสัมภาษณ์งานด้วยการเข้าเว็บไซต์บริษัทหรือเสิร์ชหาข่าวเกี่ยวกับบริษัทนั้น เพื่อให้เรามีข้อมูลบริษัทซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพูดคุยสัมภาษณ์งาน นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์งานยังสามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับบริษัทเพื่อให้รู้จักบริษัทดียิ่งขึ้น และยังแสดงถึงความใส่ใจและกระตือรือร้นของผู้สมัครงาน สร้างความประทับใจให้แก่ผู้สัมภาษณ์งานอีกด้วย

5.สมาธิหลุดเพราะตื่นเต้นและไม่ตั้งใจฟัง

ผู้สมัครงานอาจตื่นเต้น วอกแวก ทำให้ไม่ตั้งใจฟังคำถาม จึงตอบคำถามไม่ตรงประเด็น หรือตอบกว้างเกินไป ไม่อธิบายให้ชัดเจน ซึ่งในลักษณะเช่นนี้ผู้สัมภาษณ์งานดูออกว่าเราไม่ได้ให้ความสนใจกับผู้สัมภาษณ์งานมากพอ จับประเด็นไม่ได้ จนสร้างความไม่ประทับใจทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้งานนั้นๆ ก็เป็นได้

 

ภาพ : freepika

5 ทักษะแรงงานอันเป็นที่ต้องการในสายตาซีอีโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/607289

  • วันที่ 25 พ.ย. 2562 เวลา 06:00 น.

5 ทักษะแรงงานอันเป็นที่ต้องการในสายตาซีอีโอ

เมื่อดิจิทัลเข้ามามีบทบาทกับระบบการทำงานมากขึ้น ในสายตาของซีอีโอทั่วโลกมองหาอะไรในตัวคนทำงาน

ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่เริ่มตื่นตัวในการนำดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้กำลังจะมีผลกระทบกับองค์กร ซึ่งจากผลสำรวจความคิดเห็นซีอีโอทั่วโลกจำนวน 1,379 คนใน 79 ประเทศ  ปรากฏว่าผู้นำธุรกิจอาเซียนต่างตระหนักดีถึงการเข้ามาของดิจิทัลและการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับธุรกิจ โดยซีอีโออาเซียนที่ทำการสำรวจเห็นตรงกันว่า ดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญมากในกำหนดเป้าหมายขององค์กรและจะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยม วัฒนธรรม และพฤติกรรมขององค์กร ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence: AI) และหุ่นยนต์ (Robotics) จะเข้ามามีอิทธิพลกับการดำเนินธุรกิจทั่วโลก

ส่วนทักษะแรงงานที่หายากในสายตาซีอีโอทั่วโลก 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. ทักษะในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ (77%)
  2. ทักษะในการเป็นผู้นำ (75%)
  3. ทักษะในการบริหารอารมณ์ (64%)
  4. ทักษะในการปรับตัว (61%)
  5. ทักษะในการแก้ปัญหา (61%)

ในขณะเดียวกัน ทักษะด้านดิจิทัลและสเต็ม (STEM ประกอบไปด้วย วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)) ถือเป็นทักษะที่ท้าทายและจำเป็นที่ผู้นำองค์กรต้องมี

ในเมื่อทุกวันนี้เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างแยกจากกันไม่ได้ ดังนั้น นอกเหนือจากการพัฒนาทักษะของบุคลากรให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีแล้ว ตัวผู้บริหาร รวมทั้งพนักงาน ต้องปรับตัว ใช้ประโยชน์ และพัฒนาทักษะให้ทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ในส่วนของซีอีโอเอง นอกจากจะต้องมีความเป็นผู้นำแล้ว ยังต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ กล้าตัดสินใจในการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างโดดเด่นในยุคดิจิทัล

 

ภาพ : Freepik

โพสต์ทูเดย์ชวนช้อปมันส์ๆ ในแหล่งรวมสารพันของดีจากทั่วโลก @วิลล่า มาร์เก็ท หลังสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/607812

  • วันที่ 29 พ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

โพสต์ทูเดย์ชวนช้อปมันส์ๆ ในแหล่งรวมสารพันของดีจากทั่วโลก @วิลล่า มาร์เก็ท หลังสวน

ประสบการณ์ช้อปเพลินเกินบรรยายในบ้านหลังที่สองของคนเมือง ‘วิลล่า มาร์เก็ท หลังสวน’ แหล่งรวมของดีของอร่อยจากทั่วทุกมุมโลก

เปิดให้บริการเต็มรูปแบบแล้ว สำหรับบ้านหลังใหม่ล่าสุดของ “วิลล่า มาร์เก็ท” ที่สาขาหลังสวน ซึ่งครั้งนี้ได้สร้างมิติใหม่ของการช้อปปิ้งด้วยการเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ๆ มาเอาใจเหล่านักช้อป เรียกได้ว่าช้อปเพลินเกินบรรยายไปเลยทีเดียว ส่วนประสบการณ์การช้อปที่นี่ในครั้งนี้ในแบบของโพสต์ทูเดย์จะเป็นอย่างไร และมีอะไรให้ว้าวบ้าง มาดูกัน

เริ่มต้นก็ชนะเลิศไปแล้ว สำหรับทำเลที่ตั้ง เพราะวิลล่า มาร์เก็ท สาขาหลังสวน อยู่ในโครงการเวลา สินธร วิลเลจ ซึ่งต้องบอกเลยว่ามีที่จอดรถชั้นใต้ดิน จอดปุ๊บ ช้อปปั๊บ ประทับใจและสะดวกสุดๆ สำหรับคนที่ขับรถมา พอเดินเข้ามาภายในก็ให้อารมณ์เหมือนเดินอยู่ในซูเปอร์ของครัวระดับโลก เลือกช้อปสินค้ารัวๆ มารังสรรค์เมนูแสนอร่อยได้ไม่รู้จบ แถมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกเจเนอเรชั่น ซึ่งที่นี่จะแบ่งออกเป็น 6 โซน เพื่อความสะดวกสบายหลากหลายรูปแบบ

เริ่มที่โซน V Space ปราการด่านแรกที่เตรียมที่นั่งนุ่มๆ ไว้รับรองหนุ่มๆ ระหว่างรอหวานใจเลือกซื้อสินค้า สิทธิประโยชน์ใหม่ล่าสุดสำหรับสมาชิกวิลล่า มาร์เก็ท (VPlus) โดยเฉพาะ ซึ่งสามารถมานั่งจิบกาแฟ เครื่องดื่ม นั่งพักชิลๆ หรือสำหรับครอบครัวที่มีเจ้าตัวเล็ก คุณพ่อและเด็กๆ ก็สามารถมานั่งรอนอนรอคุณแม่ได้ นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้ายังมีบริการ Eat & Shop ให้เลือกช้อปของใส่ตะกร้าจากปลายนิ้วสัมผัสสอดรับยุค 5G ซึ่งสามารถเลือกช็อปปิ้งแบบไม่ต้องเดินให้เมื่อย เพียงแค่นั่งรอในโซน V Space หรือกำลังนั่งทานอาหารใน Ready to Eat Zone ก็สามารถซื้อสินค้าได้แล้ว สะดวกสบายสุดๆ ไปเลย

โซน Fruit & Vegetables มุมที่คนรักสุขภาพ คนชอบทานผัก ผลไม้ ต้องถูกใจ เพราะมีพืชผักและผลไม้สด สะอาด คุณภาพเลิศ เรียงรายไว้สวยงาม ล่อตาล่อใจด้วยผัก ผลไม้ Organic นานาชนิดจากทั่วโลก ยิ่งใครที่ชอบผลไม้จากแดนกิมจิ ที่นี้ก็มีทั้งลูกพลับไซส์ใหญ่ สาลี่หวานกรอบ องุ่นลูกโตๆ ที่นำเข้าทั้งจากญี่ปุ่น และยังมีจากออสเตรเลีย หรือจะเป็นอโวคาโด้จากนิวซีแลนด์ ด้านผักมีทั้งผักที่หายาก ผักที่ไม่เคยเห็น และผัก Organic ที่เราไว้ใจได้ด้วยสัญลักษณ์ที่มีหน่วยงานการันตี รับรองว่าได้ของดีเพื่อสุขภาพในราคาที่เหมาะสมกลับบ้านไปอย่างแน่นอน

โซน Butcher & Seafood มีผักกันแล้วก็ต้องหาโปรตีนหลักให้มื้ออาหารสมบูรณ์แบบกันที่โซน Butcher & Seafood อลังการงานเนื้อสัตว์ที่ขนทัพมาเพียบ ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ ไฮไลท์ห้ามพลาดกับบรรดาซีฟู้ด เนื้อปลา หอย กุ้งแม่น้ำ การันตีความสด สะอาด ปราศจากเชื้อ ด้วยตู้รักษาความสดที่พ่นไอน้ำปล่อยความเย็นเพื่อรักษาอุณหภูมิ กักเก็บความสดเหมือนเพิ่งยกมาให้จากทะเล

โซน Wine Cellar โซนสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เป็นแหล่งรวมไวน์หลากหลายชนิดจากทั่วโลก ที่โซนนี้นอกจากจะตื่นตาตื่นใจกับความหลากหลายของสินค้าแล้ว ยังมีกับบริการให้ท่านได้ลิ้มลองรสสัมผัสไวน์ก่อนตัดสินใจซื้อ (สมาชิก VPlusMember) โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์คอยให้คำแนะนำ สำหรับใครที่อยากได้เครื่องดื่มไปจิบคู่กับอาหารมื้อพิเศษ รับรองได้ไวน์รสเลิศถูกใจกลับบ้านไปแน่นอน

โซน Activity พื้นที่สาธิตวิธีปรุงอาหารสด ให้บริการปรุงอาหารสดพร้อมทานซึ่งหากต้องการทานสเต๊กดีๆ สักมื้อ ก็สามารถเดินไปเลือกเนื้อคุณภาพดี พร้อมมีคนให้ปรึกษาในโซน Butcher & Seafood มาให้เชฟปรุงได้เลย (ค่าบริการ 100 บาท) ระหว่างเดินเลือกเพลินๆ ลองชิม Iberico Ham แฮมขาหมูดำ ที่คนรักแฮมยกให้เป็นแฮมที่อร่อยที่สุดหรือแฮมที่รสชาติเข้มข้นที่สุด แล้วตัดรสเค็มของแฮมด้วยความหวานของแคนตาลูปกรอบหอมหวานลงตัว ใกล้ๆ โซนนี้ยังมีสารพันชีสให้เลือกซื้อหา ซึ่งต้องบอกเลยว่าน่าจะมีให้ตัวเลือกเยอะที่สุดแล้วในย่านนี้

โซน Ready to Eat หิวแล้วอยากให้แวะมาที่โซนนี้ เพราะมีบริการอาหารญี่ปุ่น Omakase Set ในราคาย่อมเยา คุณภาพระดับพรีเมี่ยม อาทิ Omakase Set 6 คำ ราคา 980 บาท อาทิ ปลาแซลมอนโรลล์ท็อปด้วยฟัวกราส์โรยด้วยนิกุระ ซูชิหน้าเอ็นกาวะเนื้อนุ่มท็อปด้วยปลาไหลย่างเพิ่มรสหวานด้วยไข่ปลาแซลมอน ซูชิหน้ากุ้งหวานตัวโต เพิ่มความฟินด้วยไข่หอยแม่นและคาร์เวีย เพิ่มรสชาติด้วยซอสโชยุรสกลมกล่อม ฟินอย่าบอกใคร

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีความพิเศษของสินค้าที่นำเข้ามาจากทั่วทุกมุมโลก อาทิ มุมขนมปังฝรั่งเศส ขนม นม เนย ของกินเล่น ข้าวของของใช้ ตลอดจนไก่งวง และเครื่องปรุงตามช่วงเทศกาลที่จัดวางแบบให้หยิบมาใช้ง่าย มองเห็นแล้วคิดออก จะได้ไม่ลืม

มาลองสัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ที่รู้ใจทุกไลฟ์สไตล์กันได้ทุกวัน ที่วิลล่า มาร์เก็ท หลังสวน กับคอนเซ็ปต์ใหม่ “V” Make a new home ได้แล้ววันนี้ ที่ชั้น B1 โครงการเวลา สินธร วิลเลจติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/villamarketofficial/

กินชาบูลวกไม่สุก ปลุกพยาธิตัวตืดกระทบระบบสมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/607898

  • วันที่ 30 พ.ย. 2562 เวลา 08:37 น.

กินชาบูลวกไม่สุก ปลุกพยาธิตัวตืดกระทบระบบสมอง

พบชายชาวจีนวัย 46 ปี มีอาการชักเกร็งคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก แพทย์คาดสาเหตุจากพยาธิตัวตืดในสมองที่มาจากการกินชาบูหม้อไฟที่เนื้อผ่านการปรุงแบบสุกๆ ดิบๆ

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าวที่สร้างความตื่นตัวให้คนรักฮอทพอต ชาบู เมื่อมีชายชาวจีนวัย 46 ปี จากเมือง Luzhou ทางตะวันออกของมณฑลเจ้อเจียง ถูกหามสงโรงพยาบาลเนื่องจากอาการชักอย่างรุนแรง และมีฟองที่ปาก

ในเบื้องต้นผล CT สแกนพบร่องรอยหินปูนในกระโหลกศีรษะ (intercranial calcifications) และเมื่ออาการยิ่งเป็นหนักขึ้น เขาจึงเดินทางไปโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ซึ่งครั้งนั้นแพทย์ได้ทำการสแกน MRI กระทั่งพบว่ามีตัวอ่อนพยาธิตืดหมูอยู่ภายในสมอง มีบาดแผลจำนวนมากในสมองของเขา ซึ่งเป็นสัญญาณของอาการโรคพยาธิตืดหมูในระบบประสาท (Neurocysticercosis) อันเกิดจากการที่ร่างกายรับไข่ของพยาธิตัวตืด (Taenia solium) เข้ามา และตัวอ่อนที่ฝักออกมาจากไข่เดินทางขึ้นไปยังสมอง

และจากการสอบถามผู้ป่วย ก็ทำให้ทราบว่าก่อนหน้านี้ราว 1 เดือน เขาได้ซื้อเนื้อหมูและเนื้อแกะมาปรุงในชาบูหม้อไฟซุปหม่าล่าทำทานเองที่บ้าน หัวหน้าแพทย์ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง สันนิฐานว่า ชายดังกล่าวอาจติดเชื้อพยาธิตัวตืดผ่านระบบทางเดินอาหารจากการที่เข้ารับประทานเนื้อหมูและเนื้อแกะที่ไม่ได้รับการปรุงสุก

นอกจากนี้ เขายังยอมรับว่า ไม่ได้เคี้ยวเนื้ออย่างละเอียดพอ รวมถึงซุปหม่าล่ารสเผ็ดที่รับประทานนั้นเป็นสีแดง จึงยากจะแยกแยะว่าเนื้อปรุงสุกแล้วหรือไม่ นับว่าเป็นโชคดีมากสำหรับชายชาวจีนคนนี้ที่เขาถูกส่งตัวเข้าพบแพทย์อย่างทันท่วงที ซึ่งทำให้ทีมแพทย์สามารถจัดการตัวอ่อนพยาธิและลดความดันในสมองของเขาได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นอุทาหรณ์ของคนที่ชอบลวกอาหารเร็วๆ ในการทานฮอทพอตได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น ลวกครั้งต่อไปเอาให้นานหน่อยก็ดี

 

ที่มา https://www.posttoday.com/world/607655

เปิดผลทดสอบ ‘น้ำส้มคั้นสดและน้ำส้ม 100%’ เป็นอย่างไรบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/607894

  • วันที่ 30 พ.ย. 2562 เวลา 07:18 น.

เปิดผลทดสอบ 'น้ำส้มคั้นสดและน้ำส้ม 100%' เป็นอย่างไรบ้าง

ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ เปิดผลทดสอบน้ำส้มคั้นสดและน้ำส้ม 100% พบสารเคมีตกค้าง สารกันบูด แต่ไม่พบยาปฏิชีวนะ

ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ภายใต้โครงการสนับสนุนระบบเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ เปิดเผยผลทดสอบ “น้ำส้มคั้นสดและน้ำส้ม 100%” จำนวน 30 ตัวอย่าง พบสารเคมีทางการเกษตรตกค้าง 60% พบสารกันบูด 4 ตัวอย่าง แต่ไม่พบการตกค้างยาปฏิชีวนะ

โดยทดสอบหาสารเคมีทางการเกษตรจำนวน 400 รายการ สารกันบูด 2 กลุ่ม คือ กรดเบนโซอิกและซอร์บิก ปริมาณน้ำตาล และยาปฏิชีวนะ 4 ชนิด ได้แก่ Amoxicillin, Ampicillin, Benzyl Penicillin และ Tetracycline เก็บตัวอย่างเมื่อเดือนสิงหาคม 2562 โดยเก็บจากสถานที่จำหน่ายน้ำส้มคั้นสด จำนวน 25 ตัวอย่าง ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่ และน้ำส้มบรรจุกล่องผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ ที่ระบุบนฉลากว่าเป็นน้ำส้ม 100 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 5 ตัวอย่าง

ผลที่ได้ คือ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคไทรอยด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/607817

  • วันที่ 29 พ.ย. 2562 เวลา 11:38 น.

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคไทรอยด์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะ “เช็กหน่อย ไทรอยด์ผิดปกติหรือไม่” ผ่านรามาแชนแนล

‘โรคไทรอยด์’ คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ซึ่งทำหน้าที่ในการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย โดยมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในสัดส่วนประมาณ 5 ต่อ 1 หลายคนอาจเคยเห็นข่าวดาราดัง ๆ ที่เป็นโรคนี้ และมีอาการทางร่างกายที่แตกต่างกันไป นั่นเป็นเพราะโรคไทรอยด์มีหลายชนิด

รศ.พญ.ฉัตรประอร งามอุโฆษ สาขาวิชาโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าโรคไทรอยด์สามารถแบ่งได้ดังนี้

1. ไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนเกิน หรือไทรอยด์เป็นพิษ

ไทรอยด์ชนิดนี้สามารถพบเจอได้ทุกช่วงวัย คนไข้จะมีอาการ มือสั่น ใจสั่น ขี้ร้อน ขี้หงุดหงิด เหงื่อออกง่าย นอนไม่หลับ กินจุแต่น้ำหนักลด เหมือนมีการเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา น้ำหนักตัวอาจลดลง 5-10 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 1 เดือน แม้จะไม่ได้ออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยประมาณ 10% ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มเนื่องจากกินอาหารในปริมาณที่มากกว่าพลังงานที่ร่างกายเผาผลาญไป ทั้งนี้การรักษาทำได้ด้วยการกินยาต้านไทรอยด์ประมาณ 2 ปี ส่วนในระยะยาวหลังจากหยุดยาต้องมาตรวจอีกครั้ง เพราะหลายคนเมื่อหยุดยาก็มีความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นใหม่ถึง 70%

2. ไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนต่ำ

ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนต่ำ มักจะมีอาการตรงกันข้ามกับไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนเกิน คือ ไม่ค่อยเผาผลาญ น้ำหนักขึ้นง่าย อ้วนขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉื่อยชา ขี้หนาว ท้องผูก ง่วงบ่อย นอนเยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนอ้วนจะต้องเป็นไทรอยด์เสมอไป เบื้องต้นสามารถสังเกตตัวเองได้จากพฤติกรรมในอดีตกับปัจจุบันว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน หากพบว่ามีความเสี่ยงควรไปตรวจเช็กเพื่อความแน่ใจ สำหรับการรักษาไทรอยด์ที่ผลิตฮอร์โมนต่ำนั้นจะง่ายกว่าไทรอยด์ที่ผลิตฮอร์โมนเกิน เพราะสามารถรักษาได้ด้วยการกินฮอร์โมนไทรอยด์เข้าไป เพื่อให้ฮอร์โมนกลับมาอยู่ในระดับที่สมดุล ร่างกายสามารถเผาผลาญได้ตามปกติ โดยส่วนใหญ่มักจะต้องกินไปตลอดชีวิต

3. ก้อนที่ต่อมไทรอยด์

ในกรณีที่พบก้อนที่ต่อมไทรอยด์ คนไข้มักกังวลว่าจะเป็นมะเร็งหรือเปล่า ซึ่งคำตอบคือไม่จำเป็นเสมอไป โดยการจะทราบผลว่าเป็นมะเร็งหรือไม่นั้นจะต้องทำการเจาะก้อนที่ต่อมไทรอยด์เพื่อนำเซลล์ไปตรวจ โดยที่ผ่านมาพบว่ามีเพียง 5% เท่านั้นที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง นอกนั้นก็เป็นเพียงก้อนธรรมดาที่ไม่ได้อันตรายอะไร ซึ่งหากก้อนดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หมอก็ไม่แนะนำให้ผ่าตัดเพราะบริเวณนั้นมีทั้งเส้นเสียง และเส้นเลือดจำนวนมาก แต่ก็ควรตามดูอาการอย่างสม่ำเสมอ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

ไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนเกินกับไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนต่ำนั้นไม่ได้มีสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่ในทางการแพทย์เชื่อว่ากรรมพันธุ์อาจมีส่วน โดยคนไข้ที่เป็นโรคนี้มักจะมีครอบครัวที่เป็นโรคไทรอยด์เหมือนกัน สมมุติว่าคุณพ่อเราเป็นโรคไทรอยด์ เราก็อาจจะมีสิทธิ์เป็นไทรอยด์มากกว่าคนอื่น ขณะที่การรับประทานไอโอดีนในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไปก็อาจทำให้มีความเสี่ยงได้เช่นกัน

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หรือคลิกชมรายการได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=_6BPhGT0jHI

ทอนซิลอักเสบ อาการป่วยที่มาพร้อมอากาศเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/607466

  • วันที่ 26 พ.ย. 2562 เวลา 13:01 น.
ทอนซิลอักเสบ อาการป่วยที่มาพร้อมอากาศเปลี่ยน

“ทอนซิลอักเสบ” ปัญหาสุขภาพที่บั่นทอนความสุขช่วงอากาศหนาว อาการเรื้อรังที่สามารถจัดการได้

ต่อมทอนซิล คือต่อมน้ำเหลือง 2 ต่อมคู่ข้างซ้ายและขวาในลำคอที่อยู่ด้านข้างใกล้กับโคนลิ้น มีหน้าที่หลักในการจับและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินอาหาร

ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) เกิดจากการอักเสบติดเชื้อของทอนซิล พบมากในเด็กจากการติดเชื้อไวรัส ติดต่อกันได้ง่าย เนื่องจากไม่รู้จักป้องกัน ส่วนในเด็กโตและผู้ใหญ่อายุก่อน 20 ปี มักจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่วนใหญ่มักไม่พบในผู้ป่วยวัยกลางคนไปแล้ว แม้ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่รบกวนการใช้ชีวิตในชีวิตประจำวัน การศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันเราและสมาชิกในครอบครัวให้ห่างจากโรคนี้ โดยเฉพาะประเทศร้อนชื้นที่ผู้คนรอบตัวเป็นหวัดและไม่สบายจำนวนมาก

รู้จักโรคต่อมทอนซิลอักเสบให้ถูกต้อง

ทอนซิลอักเสบ อาการป่วยที่มาพร้อมอากาศเปลี่ยน

โรคต่อมทอนซิลอักเสบสามารถติดต่อกันได้ทางระบบหายใจและการสัมผัสเชื้อโรคจากผู้ป่วย เช่น ลมหายใจ การไอ การจาม การสัมผัสสารคัดหลั่งน้ำมูกหรือน้ำลาย และการใช้สิ่งของร่วมกันหรือดื่มน้ำร่วมกัน เช่น ช้อน แก้วน้ำ และผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น

ผู้ป่วยทอนซิลอักเสบจะมีอาการเจ็บคอ เป็นไข้ กลืนลําบาก คนไข้เด็กสังเกตได้จากอาการน้ำลายไหลเพราะกลืนลำบากและน้ำลายไหลลงไปไม่ได้ ต่อมทอนซิลบวม ปวดร้าวไปที่หู เนื่องจากการอักเสบที่ลำคอ หากเจ็บคอมากจะอาเจียนหลังจากกรับประทานอาหารเพราะลำคอที่เจ็บโดนรบกวน

การรักษาทอนซิลอักเสบโดยใช้ยาปฏิชีวนะเพราะส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ควรรับประทานยาให้ครบ เช่น 7-10 วัน และมีการรักษาแบบประคับประคองเช่น ยาลดไข้ ดื่มน้ำมากๆ หรือให้น้ำเกลือกรณีที่ผู้ป่วยทานอาหารไม่ได้

ผู้ป่วยที่ปฏิบัติตัวถูกต้องจะช่วยให้อาการดีเร็วขึ้น เช่น รับประทานอาหารอ่อน ไม่ร้อนจนเกินไป เลี่ยงอาหารรสเผ็ดหรือรสจัด หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการใช้เสียงชั่วคราว ทำความสะอาดคอด้วยการแปรงฟันและกลั้วคอด้วยน้ำยาบ้วนปาก น้ำเกลืออุ่นหรือน้ำเปล่าหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ เพื่อป้องกันเศษอาหารตกค้างในช่องปากและลำคอทำให้ต่อมทอนซิลเกิดการอักเสบได้อีก

ผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดควรได้รับคำยืนยันจากแพทย์ตามข้อบ่งชี้ คือ มีการอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยมากกว่า 7 ครั้ง ต่อ 1 ปี หรือเกิน 5 ครั้งต่อปี 2 ปีติดต่อกัน หรือ 3 ครั้งต่อปี 3 ปีติดต่อกัน รวมทั้งคนไข้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะหลายชนิดไม่ดีขึ้น หรือต่อมทอนซิลอักเสบก้อนโตอุดตันทางเดินหายใจ หรือมีก้อนโตข้างใดข้างหนึ่งผิดปกติและสงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็งในต่อมทอนซิลหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ทอนซิลอักเสบ อาการป่วยที่มาพร้อมอากาศเปลี่ยน

ทอนซิลอักเสบ อาการป่วยที่มาพร้อมอากาศเปลี่ยน

การผ่าตัดทอนซิล มีข้อดีคือ กำจัดไม่ให้ติดเชื้อ ทำให้ไม่ติดเชื้อบ่อย จะช่วยให้ผู้ป่วยเด็กหายใจโล่งขึ้น นอกจากนี้การตัดทอนซิลไม่มีข้อเสียเมื่อตัดสินใจตัดทิ้งตามข้อบ่งชี้ที่ถูกต้องจากแพทย์เพราะมักจะเป็นต่อมทอนซิลที่ไม่ทำงานแล้ว ต่อมทอนซิลที่ไม่ทำงานจะไม่ฆ่าเชื้อโรคกลับกันจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค นอกจากนี้ ยังมีต่อมน้ำเหลืองในช่องคอที่ดักจับเชื้อโรคแทนอยู่จำนวนมาก ไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียภูมิต้านทาน

ทอนซิลอักเสบ อาการป่วยที่มาพร้อมอากาศเปลี่ยน

นายแพทย์อุทัย ประภามณฑล ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรม ศีรษะ ลำคอ หลอดลม และกล่องเสียง ศูนย์หู คอ จมูก โรงพยาบาลพญาไท 3 กล่าวถึงการผ่าตัดทอนซิลว่า “การผ่าตัดต่อมทอนซิลแบบดั้งเดิม (Traditional Tonsillectomy) การใช้ไฟฟ้าจี้เพื่อเอาทอนซิลออกมา ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีดั่งเดิมที่ใช้ในการรักษา ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เวลานานขึ้นอยู่กับทักษะของศัลยแพทย์ที่ทำการผ่าตัด และทั้งยังทำให้คนไข้เสียเลือดจากการใช้เวลาผ่าตัดมาก ตั้งแต่ 30 นาที – 2  ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับขนาดก้อนทอนซิล) หากก้อนทอนซิลขนาดใหญ่อาจจะต้องมีการเย็บด้วยไหมเย็บซึ่งจะทำให้ระคายคอและใช้เวลาพักฟื้นนาน

นวัตกรรมผ่าตัดล่าสุด คือการผ่าทอนซิลแบบ Harmonic Scalpel (HS) หรือ การผ่าตัดทอนซิลโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasonic) เป็นการผ่าตัดแบบไร้ใบมีด โดยใช้พลังงานคลื่นความถี่ทำให้หัวจี้เกิดการสั่นสะเทือนในระดับความถี่ 55,000 Hz. ทำให้เกิดคลื่นความดันภายในเซลล์ แรงดันที่เกิดขึ้นทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเซลล์ ทำให้เนื้อเยื่อแยกขาดออกจากกัน คลื่นความถี่จะเปลี่ยนเป็นความร้อนประมาณ 40 องศาเซลเซียส ทำให้สามารถจี้ห้ามเลือด และตัดเนื้อเยื่อบริเวณที่เครื่องมือจับหรือกดสัมผัสได้ในขณะเดียวกัน โดยไม่เกิดการไหม้เป็นบริเวณกว้าง หัวจี้สามารถใช้เลาะและตัด จับเนื้อเยื่อ และสามารถจี้ตัดเส้นเลือด ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ขนาดเล็กจนถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 6 มิลลิเมตรได้

การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 15-20 นาที ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อน แผลหลังผ่าตัดจะเจ็บน้อย เพราะสามารถตัดเนื้อเยื่อและปิดหลอดเลือดได้เลย ไม่ต้องเย็บแผลจึงไม่ระคายเคืองคอจากไหมเย็บ  อีกทั้งมีเลือดไหลระหว่างผ่าตัดน้อยเพียงแค่ 0-5 cc เท่านั้น สิ่งที่ต้องระวังคือ การผ่าตัดวิธีนี้จะเจ็บแผลไม่มาก จะเจ็บเมื่อวันที่ 5-8 หลังการผ่าตัด เป็นช่วงแผลใกล้หาย ทำให้ผู้ป่วยคิดว่าแผลสมานและหายดีแล้ว จึงกลับมารับประทานอาหารแบบปกติ ไม่ได้ดูแลแผลให้ดี จะทำให้แผลฉีกและมีเลือดออกได้”

จากประสบการณ์ดูแลคนไข้ผ่าตัดกว่า 500 ราย นายแพทย์อุทัย ให้เคล็ดลับว่า “การรักษาสุขอนามัยที่ดี รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรค ควรหมั่นล้างมือด้วยสบู่ทั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย จะช่วยป้องกันให้ห่างไกลจากโรค ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถหาข้อมูลได้ อาทิ ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย หรือโรงพยาบาลศิริาช”

ทอนซิลอักเสบ อาการป่วยที่มาพร้อมอากาศเปลี่ยน

ข้อมูลอ้างอิง

เจ็บคอจัง…ทอนซิลอักเสบ โดย รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เว็บไซต์ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย

โรคทอนซิล ตัดทิ้งดีหรือไม่ รศ.พญ.กิติรัตน์ อังกานนท์ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เว็บไซต์โรงพยาบาลศิริราช

นั่งทำงานแล้วรู้สึก ‘ตาพร่า’ แค่อ่อนล้า หรือว่าเป็น CVS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/607293

  • วันที่ 25 พ.ย. 2562 เวลา 10:00 น.

นั่งทำงานแล้วรู้สึก 'ตาพร่า' แค่อ่อนล้า หรือว่าเป็น CVS

สำหรับคนที่กำลังอ่านข้อความนี้ พฤติกรรมนี้แหละที่อาจสร้างผลเสียต่อสุขภาพดวงตา ยิ่งหากรู้สึกตาพร่า ต้องมาเช็กกันแล้วละว่า เราจะเป็น Computer Vision Syndrome (CVS) หรือไม่

เรื่องของสุขภาพดวงตานั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสำคัญที่สุด แต่ในยุคดิจิทัลที่ทุกคนคลั่งไคล้การสื่อสาร หลายคนใช้ชีวิตติดจอ หรือที่กล่าวกันว่าคนไทยตอนนี้เป็นสังคมก้มหน้า เพราะทุกคนเอาแต่ก้มหน้าตา จ้องจอสมาร์ทโฟน แท็บแล็ต หรือจ้องคอคอมพิวเตอร์กันละคนหลายชั่วโมงต่อวัน คนทำงานยุคดิจิทัลก็ใช่ย่อย จ้องจอกันวันหนึ่งไม่แพ้ลูกหลาน ก่อนที่จะจ้องจอนานเกินไปกว่านี้ และสร้างผลเสียต่อสุขภาพดวงตาไปมากกว่านี้ เราอยากแนะนำให้รู้จักกับโรคที่มีชื่อว่า ซีวีเอส (Computer Vision Syndrome-CVS)

สำหรับโรคซีวีเอส (Computer Vision Syndrome-CVS) มักเกิดกับคนที่จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ พบมากในคนที่อายุมากกว่า 40 ปี สาเหตุจากไม่ค่อยกระพริบตา และโดนแสงจ้าจากจอเป็นเวลานาน เกิดจากพฤติกรรมการมองจอภาพเป็นเวลานาน ๆ ต่อเนื่องเกิน 2-3 ชั่วโมงต่อวัน เพราะต้องใช้กล้ามเนื้อรอบดวงตาและประสาทตาในลักษณะเพ่งจ้องตลอดเวลา นั่นทำให้เกิดอาการดวงตาล้า แสบตา ตามัว ตาแห้ง น้ำตาไหล มองเห็นภาพซ้อน ตาโฟกัสช้า เคืองตา และบ่อยครั้งมีอาการปวดหัว ปวดคอ ปวดไหล่ หรือปวดหลังร่วมด้วย

ถ้าไม่อยากเป็น Computer Vision Syndrome ต้องทำอย่างไร

1.วางหน้าจอคอมพวิเตอร์ให้ห่างจากดวงตา 20-28 นิ้ว และควรให้จุดกึ่งกลางของหน้าจออยู่ต่ำกว่าระดับสายตาในแนวราบ 4-5 นิ้ว

2.ปรับแสงสว่างหน้าจอให้พอเหมาะ ไม่สว่างเกินไป

3.ถ้าต้องอยู่หน้าจอทั้งวันเกิน 1-2 ชั่วโมง ควรพักสายตาเป็นระยะ ใช้สูตร 20-20-20 คือ ละสายตาจากหน้าจอทุก 20 นาที แล้วมองไปที่วัตถุไกลอย่างน้อย 20 ฟุต นาน 20 วินาที

4.เวลาอยู่หน้าจอ ต้องหมั่นกระพริบตาบ่อยๆ หากแสบตามาก อาจใช้น้ำตาเทียมช่วย

5.ควรใช้แผ่นกรองแสงวางหน้าจอ หรือใส่แว่นกรองแสง

6.ปรับเก้าอี้นั่งให้พอเหมาะ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ใช้แว่นตา 2 ชั้น จะต้องตั้งจอภาพให้ต่ำกว่าระดับ

7.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพดวงตา

 

 

3 กลุ่มสารอาหารสำคัญเพื่อสุขภาพดวงตา

1.แคโรทีนอยด์ สารอาหารในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในผักผลไม้หลากสี จำไว้ว่า ผักใบเขียวช่วยปกป้องแสงสีฟ้าจากหน้าจอมคอมพิวเตอร์และแสงแดดจ้าได้ ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคซีวีเอสได้ถึง 50%

2.น้ำมันปลา ให้สารสำคัญโอเมก้า-3 ที่ประกอบด้วยดีเอชเอ และอีพีเอ ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของเนื้อเยื่อจอประสาทตา อีกช่วยบำรุงสายตา ปรับสมดุลความดันในลูกตา เสริมประสิทธิภาพการมองเห็น

3.สารต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาเรื่องโรคจอประสาทตาเสื่อมที่สัมพันธ์กับอายุ (AREDS) โดยสถาบันดูแลดวงตาของสหรัฐอเมริกา พบว่า การกินสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณสูง ได้แก่ สังกะสี วิตามินอี ทองแดงและเบต้าแคโรทีน มีผลลดการกำเริบของโรคซีวีเอสได้ 25%

 

ภาพ Freepik

How to อยู่อย่างไรให้มีความสุขสมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/607295

  • วันที่ 24 พ.ย. 2562 เวลา 14:00 น.

How to อยู่อย่างไรให้มีความสุขสมวัย

9 เคล็ดลับอยู่อย่างไรให้มีความสุขสมวัย ในวันที่เศรษฐกิจแบบนี้ งานหายากแบบนั้น และทุกๆ วันมีแต่เรื่องเครียด

ความเชื่อของชาวตะวักตกมีอยู่ว่า ชีวิตเริ่มต้นในวัย 40 ก็ยังไม่สายเกินไป ในขณะที่ฝั่งเอเชียอย่างประเทศไทยเราอายุเข้าเลขสี่ถือว่าเดินมาครึ่งหนึ่งของชีวิต เป็นวัยผู้ใหญ่เต็มตัวที่ต้องตั้งหลักปักฐานยืนให้ได้อย่างมั่นคง ซึ่งมีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุว่าผู้ใหญ่หลายคนเมื่อเข้าสู่วัย 50 มักเริ่มใช้ชีวิตอยู่อย่างอ้างว้าง โดดเดี่ยว และหลายคนมีภาวะซึมเศร้าในระดับเริ่มต้น

วันนี้โพสต์ทูเดย์มี 9 เคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยทำให้เราสามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขสมวัย มาบอกกัน

1.มีความสุขสงบในจิตใจ เราจะเรียกความสุขว่าอย่างไรก็ตามแต่ทว่า ความสุขก็คือภาวะแห่งความสันติ เบิกบาน ตื่นรู้ พ้นไปจากความวิตกกังวลทั้งปวง ความสุขนอกกาย มิใช่ความสุขแท้ เป็นเพียงสุขเพื่อประทังชีวิตให้พออยู่ได้ ความสุขที่แท้จริง จะต้องไม่ยึดโยงไว้กับวัตถุหรือบุคคล ความสุขแท้เกิดได้ต่อเมื่ออบรมจิตใจไว้ดีแล้วเท่านั้น ไม่มีอดีตหรืออนาคต ที่เรามีอยู่คือปัจจุบัน อย่าเผาเวลาปัจจุบันไปกับเงาของอดีตและอนาคต

2.ทำงานให้มีความสุข การงานมิใช่เครื่องมือแสวงหาเงินตรา แต่เป็นเครื่องมือขัดเกลากิเลส อย่าทำงานเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แต่จงทำเพื่อสิ่งที่ล้ำค่าไปกว่านั้น จงทำงานที่เป็นประโยชน์กับผู้อื่นได้บ้าง ทำงานด้วยความเพียร ด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น อย่าทำงานอย่างเห็นแก่ตัว ไม่เช่นนั้นแล้ว การงานของเราจะกลายเป็นกิจกรรมที่เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์โดยไม่รู้ตัว

3.คำพูดทำลายน้ำใจคนจงอย่าพูด สิ่งใดเป็นการโกหกจงอย่าพูด คำนินทาลับหลังจงอย่าพูด จงประณีตในการสื่อสารด้วยวาจา ผู้ใดถือสัจจะเป็นสำคัญ ผู้นั้นย่อมเป็นที่เชื่อถือในหมู่ชน เมื่อพูดน้อยลง ความคิดย่อมเฉียบคมขึ้น ใช้คำพูดอย่างประหยัด คุณค่าคิดให้มากกว่าพูด ไม่ต้องพูดทุกอย่างที่คิด

4.ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อยู่กับท้องฟ้า ก้อนเมฆ ต้นไม้คือเพื่อนแท้ อยู่ใกล้ชิดสิ่งเหล่านี้ช่วยให้จิตใจสงบ ความสงบช่วยให้เท่าทันกิเลสได้ เลือกกินเลือกอยู่ให้เป็นธรรมชาติ กินผักสดผลไม้ให้มาก กินอาหารแปรรูปให้น้อยลง

5.ใช้เงินเท่าที่จำเป็น มีน้อยใช้น้อย มีมากก็ใช้น้อย แล้วจะเป็นนายชีวิตของตนเองอย่าสะสมสิ่งใดเลย เพราะการสะสมก่อให้เกิดการยึดติด และการยึดติดเป็นเหตุสำคัญแห่งทุกข์ เก็บเกี่ยวทุกสิ่งไว้ในความทรงจำ ทิ้งสิ่งรกรุงรังเพื่อให้ชีวิตคม ชัดเจน และรวดเร็วขึ้นเงินตรา อำนาจ ชื่อเสียง เป็นของมีคม จงใช้อย่างระมัดระวัง

6.เรียนรู้อยู่เสมอ โลกนี้มีหลายอย่างที่ยังไม่รู้อย่าหยุดเรียนรู้ทั้งโลกภายนอกและโลกภายในของตัวเอง ที่สำคัญมีสติอยู่เสมอ เดินทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดโลกทัศน์

7.รู้จักรัก รู้จักให้ ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ มิใช่ศาสนาใด นอกจากความรัก ความรักคือศาสนาสำคัญของโลก มีแต่รักเท่านั้นที่โอบอุ้มให้โลกอยู่ได้ มีน้ำใจแบ่งปันยิ่งให้ยิ่งได้ มีความสุขกับเรื่องง่ายๆ เช่น การเดินในสวนหลังบ้าน การให้อาหารนกปลาที่เร่ร่อน มีความสุขกับการปัดกวาดเช็ดถูบ้าน อย่าได้แสวงหาความสุขจากกิจกรรมที่แสนพิเศษ แม้เราทำสิ่งเล็กๆ ให้กลายเป็นความพิเศษ เราย่อมสัมผัสกับความสุขได้ตลอดเวลา ทุกคนมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ดุจญาติพี่น้อง แม้ปรารถนาให้โลกน่าอยู่ จงให้ความรักแก่คนรอบข้าง ความรักจักงอกงาม ผลิบาน ส่งกลิ่นหอมไปไกล เก็บความรักและช่วงเวลางดงามไว้เป็นพลังชีวิต ทิ้งความผิดหวัง ท้อแท้ และเสียใจไว้เบื้องหลัง นำภาพชีวิตดีงามกลับมาในวันที่กำลังใจถดถอย

8.รักษาความสมดุล เวลาเป็นสิ่งมีค่า มิได้หมายความว่าท่านต้องทำสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา หากต้องรู้จักใช้เวลาไปกับทุกมิติของชีวิต ควรมีเวลาออกกำลังกาย มีเวลาแสวงหาความรู้ มีเวลาทำงาน มีเวลาอยู่กับครอบครัว เวลาอยู่กับตนเอง มีช่วงเวลาสงบนิ่งผ่อนคลาย จงจัดสมดุลชีวิต ด้วยการบริหารสิ่งที่ต้องกระทำให้ครบทุกมิติ เก็บความรักและช่วงเวลางดงามไว้เป็นพลังชีวิต จงทิ้งความผิดหวัง ท้อแท้ และเสียใจไว้เบื้องหลัง ขอจงนำภาพชีวิตดีงามกลับมาในวันที่กำลังใจถดถอย

9.ประสบการณ์คือสิ่งดีงาม ทว่า ทุกความกังวลและทุกความกลัว ล้วนเกิดจากประสบการณ์ทั้งสิ้น จงข้ามพ้นประสบการณ์ เข้าสู่ความสดใหม่ในปัจจุบันขณะ ไม่มีใครเข้าใจชีวิตจนวันตาย เพราะชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่มีใครในโลกจะเข้าใจได้ ทว่า หนทางยังพอมี เมื่อยอมรับว่าไม่มีวันเข้าใจชีวิตแล้ว จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ก็ไม่ใช่ปัญหา เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็เป็นสิ่งงดงามทั้งนั้น อย่าได้ยึดถือสิ่งใดเป็นสรณะ จงมีความสุขและเบิกบานอยู่เสมอ ชีวิตเป็นเรื่องไม่คาดฝัน

 

ภาพ Freepik