จุดประกายไฟทำงานอันริบหรี่ให้กลับมีแสงสว่างอีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602145

  • วันที่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

จุดประกายไฟทำงานอันริบหรี่ให้กลับมีแสงสว่างอีกครั้ง

ทำอย่างไรจะโหมกระพือไฟอันริบหรี่ให้กลับมาลุกโชนได้อีกครั้ง ในวันที่รู้สึกไม่พอใจในงานที่ทำอยู่ สิ่งที่เคยใฝ่ฝันกลายเป็นกับดักอันขมขื่นค่อยๆ กัดกร่อนคนทำงานทีละน้อย

หากใครเริ่มรู้สึกแบบนี้ทุกๆ เช้า นั่นแสดงว่าสัญญาณ Burnout Syndrome หรือโรคเบื่องาน หมดไฟในชีวิตการงานกำลังเริ่มมอดไปทีละน้อยๆ อันตรายมากสำหรับคนทำงาน วิธีแก้ปัญหาก็คงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนงานอย่างกะทันหัน เพราะไม่ใช่ทางออกทำให้พบงานในฝันแบบเสกได้แน่ๆ หากเรายังไม่เข้าใจปัญหา หรือธรรมชาติของความหมดไฟ ต่อให้ได้งานใหม่ อาการไฟมอดก็พร้อมวนกลับมากลืนกินอยู่ดี วิธีแก้ต้องดูต้นตอกันว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งบั่นทอนคนทำงานให้ไปต่อไม่ได้

ทำงานหนักโดยขาดการพักผ่อน

“หมดไฟ” เป็นเรื่องเบสิกไม่ว่าคนทำงานหน้าไหน ใครๆ ก็ต้องเผชิญทั้งนั้น แต่อาการเลยจุดเดือด คือวันหนึ่งจู่ๆ ก็เลือกหันหลังให้งานตัวเอง ด้วยความเหนื่อยล้า อ่อนแรง เกิดอาการถอดใจเทงานกลางคัน ซึ่งถ้าจะหาสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คนกลุ่มนี้หมดไฟ ก็คือ “ความเครียด” ในระดับสูง เช่น กลุ่มคนทำงานให้ได้ตามเดดไลน์ เจ้านายหรือลูกค้าไล่จี้ทวงงาน ต้องปั่นงานแข่งกับเวลา ขณะที่ก็ต้องคิดงานให้แจ่มแจ๋วไร้ที่ติอีกต่างหาก ทำงานเหมือนหนูถีบจักรไปเรื่อยๆ ความเครียดแบบนี้ก็สะสมได้ยาวๆ เช่นกัน

งานที่รักที่ทำ ทำด้วยความรู้สึกสนุก เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ จู่ๆ ลานก็ขาดผึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ทำให้เกิดอาการเบื่อ หมดไฟ หมดแรง ไม่อยากทำงาน(ที่เคย)สนุกกับมันเหลือเกิน ไม่อยากทำต่อไปอีกแล้ว ซึ่งความรู้สึกหมดไฟในการทำงาน อาการแรกคือรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ตลอดเวลา นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังเป็นโรคเบื่อหน่ายงานทุกขณะ

วิธีแก้ไข คือต้องฝืนกายใจให้ฟิตกว่าเดิม สุขภาพคือปราการด่านแรกที่จะทำให้แกร่งกว่าเดิม เริ่มการนอนหลับอย่างเพียงพอ จัดเมนูอาหารให้ได้สาร 5 หมู่ครบในแต่ละวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำให้ไม่หมดแรงง่ายๆ แม้วันนี้(ยัง)เปลี่ยนงานไม่ได้ก็ตาม แต่เราแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังความอึดได้

สุขภาพที่ดีจะทำให้กลับเป็นเจ้าของผู้บริหารชีวิตของเราเองได้อีกครั้ง ด้านชีวิตส่วนตัวก็จำเป็นต้องได้รับการเติมเต็ม เมื่อเจอกับงานหนักมาตลอดทั้งเดือน ต้องหากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลายเลือกเวลาพักร้อน ออกไปท่องเที่ยวมีชีวิตส่วนตัวมากขึ้น ให้มีความรู้สึกว่าเรากำลังกุมบังเหียนชีวิตของตัวเองอยู่ ไม่ใช่แค่ระบบของออฟฟิศมาครอบเราไว้

บริหารเวลาไม่ได้ดังใจ

ความเครียดเรื้อรังทำให้ชีวิตยุ่งเหยิง เพราะเราแทบจะไม่มีสมาธิกับสิ่งอื่นๆ เลย นอกจากต้องวุ่นกายวุ่นใจอยู่กับการแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้า พานทำให้ทุกๆ อย่างรอบตัวเกิดปัญหาอีนุงตุงนังเหมือนยุงตีกันไปด้วย วิธีแก้ไขก็ไม่ยาก แค่เพียงเริ่มจัดระเบียบชีวิต โดยเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิต เมื่อจัดสรรชีวิตได้แล้ว ความเครียดก็จะค่อยๆ ลดลงไปเอง

ลองใช้กฎทำชีวิตให้เร็วขึ้น 30 นาที เช่น ตื่นเช้าเร็วขึ้น 30 นาที จากที่เคยตื่น 06.00 น. เป็นกิจวัตร ลองตื่นเร็วขึ้นเพียง 30 นาที ตั้งเวลาอาบน้ำแต่งตัวให้เร็วขึ้น ออกจากบ้านเร็วขึ้น และถึงออฟฟิศเพื่อสะสางงานได้เร็วขึ้น วิธีนี้จะทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปได้ชัดเลยทีเดียว

อย่าประเมินเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงนี้ว่าน้อยเกินไป เพียงบริหารเวลาด้วยวิธีนี้ ตั้งเดดไลน์กับตัวเองให้เร็วขึ้นอีกนิด เราจะมีเวลาทำอะไรได้อีกหลายๆ อย่างเลยทีเดียว ซึ่งการมีเวลามากขึ้นก็จัดระเบียบที่ทำงานได้มากมายหลายอย่าง ตั้งแต่เคลียร์โต๊ะทำงานให้โล่ง สะอาด และสบายตา ฮวงจุ้ยโต๊ะดี งานก็ดีไปด้วย ขณะที่ถ้าใช้ชีวิตเดิมๆ ไปถึงที่ทำงานตรงเวลาเป๊ะ ก็หันหน้าเข้าจอคอมพิวเตอร์ปั่นงานทันที ชีวิตแบบนี้บางทีไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรกำลังทำงาน

คิดแง่ลบไปเสียทุกๆ เรื่อง

อีกอาการสำคัญเป็นสัญญาณว่า “คุณหมดไฟ” คือแต่ละวันแต่ละนาทีเอาแต่คิดในแง่ลบ วิธีแก้ไขก็แค่เลิกคิดแง่ลบ คิดง่ายๆ แบบนี้ไม่ต้องคิดยากให้ซับซ้อน เลิกกังวลถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าทำอะไร ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ล้มได้ก็ลุกได้ แทนที่จะมัวคิดกังวล ก็เปลี่ยนไปนึกถึงรสชาติของความสำเร็จที่เราจะได้ลิ้มรสแทน สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้น

การคิดดี คิดบวก ก็แค่ให้นึกถึงผลลัพธ์มากกว่าอุปสรรค หากเราทำงานชิ้นที่ยากๆ ครั้งนี้ได้ ถ้าทำได้ คือความภูมิใจกับผลงานที่จะตามมาแน่นอน การเปลี่ยนแนวคิดเพื่อให้เกิดทัศนคติในการทำงานที่ดี จะช่วยให้เรามีแรงใจในการทำงานมากขึ้น พยายามอย่าคิดว่าเพราะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ให้คิดว่าต้องทำอย่างไรเราจึงจะทำงานได้ดีขึ้น อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ไม่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมเสียบ้างก็ดี หรือคนรอบข้างที่จะสร้างความไม่สบายใจให้กับเรา จนเราทำงานไม่ได้ จะต้องยอมรับว่าบางคนหมดไฟในการทำงาน เพราะมีทัศนคติด้านลบมากเกินไป

ขาดการออกกำลังกาย

อาการหมดไฟในการทำงานของคนทำงาน เห็นได้จากอาการเหนื่อยล้าจากการทำงาน ไม่ใช่แสดงออกทางร่างกายแค่นั้น แต่เป็นจิตใจของเราที่เหนื่อยอ่อนไม่แพ้กันเลย แล้วก็ยังทำให้เราคิดไป(เอง)ว่า เราไม่สามารถทำงานต่อไปได้อีกแล้ว เราหมดไฟในการทำงานไปแล้ว ชีวิตทำงานดูไม่ตื่นเต้นเร้าใจเหมือนวันก่อนๆ อีกต่อไป

บางครั้งก็อาจรู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงานเริ่มไม่มีความสุข ร่างกายก็เปลี้ยไปเสียทุกส่วน

เมื่อร่างกายเหน็ดเหนื่อย ล้า ก็ต้องกลับมาฟิต ทั้งตำราสุขภาพ ทั้งคุณหมอก็พร่ำบอกประโยชน์การออกกำลังกายช่วยบรรเทาความเครียดได้ รวมถึงขั้นช่วยบรรเทาโรคซึมเศร้าได้ การบริหารร่างกายก็เป็นการบริหารใจได้ด้วย เอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขจะหลั่งออกมา ช่วยให้จิตใจสงบขึ้น ไม่ว้าวุ่น และได้ดึงพลังความเครียดที่อั้นอยู่มาปลดปล่อย และโฟกัสกับการออกกำลังแทน สุดท้ายช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้น มีแรงเติมไฟสู้กับวันใหม่ต่อไป

 

ภาพ : Freepik

เรื่องง่ายๆ ที่เฟิร์สจ็อบเบอร์ควรรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597472

  • วันที่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

เรื่องง่ายๆ ที่เฟิร์สจ็อบเบอร์ควรรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน

สำหรับเด็กจบใหม่ที่กำลังจะก้าวสู่อีกหนึ่งช่วงของชีวิตที่กินเวลานาน..น…น…คือช่วงของวัยทำงาน มารู้จักกับกฎหมายแรงงานของไทยฉบับปรับปรุงล่าสุด รวมถึงสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการจ้างงานก่อนเข้าสู่สนามจริง

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 และสิทธิตามกฎหมายแรงงานที่กระทรวงแรงงาน ระบุไว้ดังนี้

วันลาและสิทธิการลาตามกฎหมาย ประกอบด้วย

  • ลาพักร้อน : ไม่น้อยกว่าปีละ 6 วัน ให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานมาเกิน 1 ปี สามารถยกหรือเลื่อนไปสะสมในปีอื่นได้
  • ลาป่วย : ลาป่วยได้ตามจริง โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 30 วัน และหากลาติดต่อกัน 3 วันขึ้นไปต้องมีใบรับรองแพทย์
  • ลากิจ : ลาโดยมีเหตุธุระจำเป็นได้ไม่น้อยกว่า 3 วันต่อปี โดยมีสิทธิได้รับค่าจ้างตามปกติไม่เกิน 3 วันต่อปี
  • ลาคลอด : และลาตรวจครรภ์ก่อนคลอดได้รวม 98 วัน โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน
  • ลาทำหมัน : โดยต้องมีใบรับรองให้หยุดงานจากแพทย์แผนปัจจุบัน สามารถหยุดได้ตามแพทย์สั่ง และยังได้รับค่าจ้าง
  • ลารับราชการทหาร : ลาได้เท่ากับจำนวนวันที่ทางการทหารเรียก และได้รับค่าจ้างตลอดเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 60 วันต่อปี
  • ลาฝึกอบรม : ลาได้โดยไม่ได้รับค่าจ้างในวันนั้น

ทั้งนี้ จำนวนวันหยุดอาจแตกต่างกันไปตามนโยบายของบริษัท แต่ตามกฎหมายแล้วจะต้องไม่ต่ำกว่าที่กำหนด

วันหยุดประจำสัปดาห์

  • กรณีทั่วไป กำหนดให้ต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน ระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน โดยยังได้รับค่าจ้างอยู่ (ไม่รวมลูกจ้างรายวันและรายชั่วโมง)
  • กรณีลูกจ้างในกิจการที่วันหยุดไม่แน่นอน เช่น งานโรงแรม งานในป่า งานขนส่ง งานในที่ทุรกันดาร เช่น งานประมง งานดับเพลิง สามารถตกลงวันหยุดกับเจ้านายได้ และสามารถสะสมวันหยุดและเลื่อนวันหยุดไปใช้ตอนไหนก็ได้ภายในระยะเวลา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน

การทำงานล่วงเวลา

  • ล่วงเวลาในวันธรรมดา ต้องมีการจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
  • ล่วงเวลาในวันหยุด ต้องมีการจ่ายค่าล่วงเวลา 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
  • ทำงานเวลาปกติในวันหยุด ต้องมีการจ่ายค่าล่วงเวลาเพิ่มอีก 1 เท่าของค่าจ้างปกติ

ทั้งนี้ การทำงานล่วงเวลาต้องรวมกันไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

การเลิกจ้าง

บริษัทต้องจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานในกรณีเลิกจ้าง โดยแบ่งตามอัตรา ดังนี้

  • ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 300 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน
  • หากนายจ้างจ่ายค่าชดเชยช้ากว่ากำหนด จะต้องเสียดอกเบี้ยให้ลูกจ้าง 15% ต่อปี

ชาย-หญิงเท่าเทียม

สำหรับงานที่มีค่าเท่ากัน ลูกจ้างทั้งผู้ชายและผู้หญิงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนต่างๆ เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าจ้างอย่างเท่าเทียมกันด้วย

การเปลี่ยนนายจ้าง

กรณีที่นายจ้างเกิดต้องการโยกย้ายลูกจ้างให้ไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของนายจ้างใหม่ ต้องมีการแจ้งให้ลูกจ้างทราบและยินยอมก่อน

การย้ายสถานประกอบการ

นายจ้างต้องแจ้งลูกจ้างก่อนอย่างน้อย 30 วัน โดยหากไม่มีการแจ้งก่อนจะต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นค่าจ้าง 30 วันสุดท้ายของการทำงาน หากลูกจ้างไม่สะดวกไปทำงานในที่ตั้งใหม่ สามารถยื่นหนังสือขอยกเลิกสัญญาจ้างได้ภายใน 30 วัน โดยจะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย

 

ภาพ freepik

ส่องโรค ‘มะเร็งทวารหนัก’ เมื่อตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเพราะพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/607245

  • วันที่ 24 พ.ย. 2562 เวลา 07:07 น.

ส่องโรค 'มะเร็งทวารหนัก' เมื่อตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเพราะพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป

สถิติองค์การอนามัยโลก พบมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักคร่าชีวิตติดอันดับ 3 ของโรคมะเร็งทั้งหมด ส่วนไทย มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในโรคมะเร็งของระบบทางเดินอาหาร

จากสถิติขององค์การอนามัยโลก พบว่า โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 ของโรคมะเร็งทั้งหมด ส่วนประเทศไทย มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในโรคมะเร็งของระบบทางเดินอาหาร พบได้ในทุกช่วงอายุแต่อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคจะสูงขึ้นในผู้สูงอายุ

ขณะที่ในประเทศสหราชอาณาจักร พบผู้ป่วยโรคมะเร็งทวารหนักน้อยกว่า 1,200 คนต่อปี สำหรับประเทศไทยมีข้อมูลว่า พบโรคมะเร็งทวารหนักในผู้หญิง 0.1 รายต่อประชากรหญิง 100,000 ราย และในผู้ชายพบ 0.2 ราย ต่อประชากรชาย 100,000 ราย

ล่าสุด ผลการวิจัยของศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยเทกซัสในฮุสตัน (UTHealth) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐ พบว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งที่มีการลงทะเบียนทุกชนิดทั่วประเทศระหว่างปี 2001-2016 มีผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักทั้งสิ้น 68,809 ราย เสียชีวิต 12,111 ราย

หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะมีผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักเพิ่มขึ้นราว 2.7% และเสียชีวิตจากมะเร็งทวารหนักเพิ่มขึ้น 3.1% ทุกๆ ปีในช่วงเวลาดังกล่าว โดยชายผิวดำอายุระหว่าง 23-38 ปี และผู้หญิงผิวขาวติดเชื้อมากที่สุด รองลงมาเป็นผู้สูงวัยอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า

การวิจัยครั้งนี้ยังพบอีกว่านับตั้งแต่ช่วงปี 1950 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งชนิดนี้ก็เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการร่วมเพศ การเปลี่ยนคู่นอนหลายคน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนเพิ่มโอกาสที่จะติดเชื้อเอชพีวีทั้งสิ้น นอกจากนี้ การระบาดของโรคเอชไอวีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชายรักชายก็มีส่วนทำให้มีผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยเอชไอวีมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทวารหนักด้วย และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อาทิ ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ถ้าพบเร็วรักษาให้หายขาดได้

มะเร็งทวารหนักจะเกิดขึ้นกับทางเดินอาหารส่วนปลาย จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ระบุว่า กว่า 90% ของมะเร็งทวารหนักเกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับมะเร็งปากมดลูก โดยคู่ชายรักชายที่เป็นฝ่ายรับ (receptive anal intercourse) มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งทวารหนักมากที่สุด

สาเหตุของมะเร็งทวารหนัก

สาเหตุหลักมักเกิดจากการติดเชื้อเอชพีวีที่เป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ ด้วย เช่น มะเร็งปากมดลูก และหูดที่อวัยวะเพศ เป็นต้น ซึ่งจะติดต่อผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรงหรือจากการมีเพศสัมพันธ์ โดยสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งทวารหนัก คือ HPV-16 และ HPV-18

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดมะเร็งทวารหนักได้ ดังนี้

  • มีอายุมากกว่า 50 ปี
  • สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ขาดการออกกำลังกาย
  • มีประวัติเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากช่องคลอด หรือมะเร็งช่องคลอด
  • ประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
  • มีปัญหาภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • เคยผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ หรือรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
  • มีพฤติกรรมทางเพศในทางที่เสี่ยง เช่น เปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เป็นต้น
  • รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและกากใยน้อย
  • มีประวัติลำไส้อักเสบเรื้อรังโดยเฉพาะผู้ที่เป็นนานเกิน 7 ปี หรือเคยตรวจพบมีติ่งเนื้อในลำไส้หลายก้อน

อาการ

ในระยะแรกไม่มีอาการแสดง จนกว่าเนื้องอกจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่จึงจะมีอาการแสดง และอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • อุจจาระเหลวกับอุจจาระแข็งสลับกันบางครั้งเหมือนถ่ายไม่หมด
  • อุจจาระเลือดปน
  • อุจจาระลำเล็กกว่าปกติ
  • ท้องอืดแน่นท้องตลอดเวลา
  • น้ำหนักลด
  • อาเจียน
  • คลำพบก้อนบริเวณท้อง

ภาวะแทรกซ้อนของมะเร็งทวารหนัก

มะเร็งทวารหนักอาจแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายได้ โดยเฉพาะตับและปอด ซึ่งจะทำให้การรักษายากขึ้น แต่โอกาสที่จะแพร่กระจายนั้นก็เกิดขึ้นได้น้อยมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักอาจเสี่ยงกลับมาเป็นมะเร็งอีกครั้งในบริเวณอื่นๆ ภายในร่างกาย

การป้องกันมะเร็งทวารหนัก

แม้ยังไม่สามารถป้องกันโรคมะเร็งทวารหนักได้โดยสมบูรณ์ เพราะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่โดยทั่วไปอาจลดความเสี่ยงของโรคได้ ดังนี้

  • ไม่สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งทวารหนัก อีกทั้งยังทำให้สุขภาพแย่ลงทั้งตนเองและคนรอบข้าง ดังนั้น ไม่ควรสูบบุหรี่ เลิกสูบบุหรี่ และไม่อยู่ในบริเวณที่เสี่ยงได้รับควันบุหรี่มือสอง
  • เลี่ยงพฤติกรรมทางเพศในเชิงเสี่ยง การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศอาจช่วยลดปัจจัยที่ไปกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งทวารหนักได้ โดยเฉพาะการติดเชื้อเอชพีวีและเชื้อเอชไอวี เช่น เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ไม่ใช้ถุงยางอนามัย มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เป็นต้น รวมทั้งควรเข้ารับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ
  • ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวี การฉีดวัคซีนอาจช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีบางชนิด จึงอาจช่วยลดโอกาสการติดเชื้อที่อาจนำไปสู่โรคมะเร็งทวารหนักได้ดูแลสุขภาพ
  • หมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย และไปพบแพทย์เมื่อมีอาการป่วย มีข้อสงสัย หรือกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเผชิญโรคมะเร็งทวารหนัก เช่น สูบบุหรี่ มีอายุมาก จำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เคยป่วยด้วยโรคมะเร็งหรือมีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคนี้ เป็นต้น

การรักษา

  1. การผ่าตัด เป็นการรักษาหลักของมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการตัด เอาลำไส้ส่วนที่เป็นโรคและต่อมน้ำเหลืองออกไป การผ่าตัดอาจมีความจำเป็นต้องเอาปลายของำลไส้ที่เหลืออยู่มาเปิดออกทางหน้าท้อง เพื่อเป็นทางระบายของอุจจาระ
  2. รังสีรักษา เป็นการรักษาร่วมกับการผ่าตัด อาจได้รับการฉายรังสีก่อนหรือหลังผ่าตัด
  3. ยาเคมีบำบัด เป็นการรักษาร่วมกับการผ่าตัด อาจได้รับยาเคมีบำบัดก่อนหรือหลังผ่าตัด

อ่านต่อ : พบผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักเพิ่มอย่างน่าตกใจเพราะพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป https://www.posttoday.com/world/607083

ภาพ : Freepik

รู้หรือไม่ บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อันตรายแค่ปอด ผลวิจัยระบุส่งผลกับระบบหัวใจและหลอดเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606992

  • วันที่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 06:00 น.

รู้หรือไม่ บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อันตรายแค่ปอด ผลวิจัยระบุส่งผลกับระบบหัวใจและหลอดเลือด

วารสารทางการแพทย์ชี้ชัดการสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดเสียหาย ขณะที่ 39 ประเทศสั่งแบนพร้อมออกมาตรการควบคุมและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ขณะที่คนไทยยังใช้มันอยู่

 

จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Cardiovascular Research ระบุว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าอาจทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดเสียหาย เพราะมีทั้งนิโคติน สสารที่มีอนุภาคเล็กๆ โลหะ และสารปรุงแต่งรสชาติ โดยการศึกษาของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ พบว่า อนุภาคเล็กๆ ที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตและส่งผลกับหัวใจโดยตรง เช่นเดียวกับการสูดอากาศที่มีมลพิษเข้าสู่ร่างกาย ขณะที่นิโคตินซึ่งพบในบุหรี่มวน ทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ส่วนผสมอื่นที่ถูกสูดเข้าไปอาจนำมาสู่การติดเชื้อ เซลล์ในร่างกายถูกสารอุนมูลอิสระทำลาย การไหลเวียนของโลหิตไม่สม่ำเสมอ ส่วนอนุภาคขนาดเล็กเชื่อมโยงกับการเกิดลิ่มเลือดที่ทำให้เส้นเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคความดันสูง บุหรี่ไฟฟ้ายังมีสารฟอร์มัลดีไฮด์ซึ่งถูกจัดอยู่ในสารก่อมะเร็งและทำให้หัวใจของหนูทดลองได้รับความเสียหาย  อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังไม่พบความเป็นไปได้ในการก่ออันตรายของสุขภาพในสารปรุงแต่งให้เกิดกลิ่นต่างๆ ที่รับเข้าสู่ร่างกายผ่านการสูดดมเข้าปอด

ผลวิจัยฉบับนี้มีขึ้นหลังจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) ประกาศว่ามีผู้เสียชีวิตจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าแล้วอย่างน้อย 37 ราย และมีผู้ป่วยด้วยอาการทางปอดอีกเกือบ 2,000 รายเมื่อเดือนที่แล้ว

ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าตัวเลขผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจาก 7 ล้านคนในปี 2011 เป็น 41 ล้านคนในปี 2018 เนื่องจากมีรูปลักษณ์และรสชาติที่ดึงดูดผู้ใช้วัยรุ่น อีกทั้งผู้ผลิตยังโฆษณาอย่างหนักหน่วงว่าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน เฉพาะที่สหรัฐพบนักเรียนมัธยมปลายถึง 1 ใน 4 ใช้บุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นจาก 2 ปีก่อน 15%

บุหรี่ไฟฟ้ากับนานาประเทศ

บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก เนื่องจากคำกล่าวอ้างจากผู้ผลิตว่าปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่ปกติ แต่จากการศึกษาขององค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อปี 2016 พบว่ายังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะสรุปได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้ผู้ใช้เลิกบุหรี่มวน ขณะที่องค์กรด้านสุขภาพและรัฐบาลหลายประเทศออกคำเตือนว่าบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวนส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่ต่างกัน

ล่าสุด รัฐบาลอินเดียประกาศห้ามจำหน่าย รวมทั้งห้ามผลิต นำเข้า จัดเก็บ และโฆษณาบุหหรี่ไฟฟ้า ผู้ฝ่าฝืนต้องถูกจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 100,000 รูปี หรือทั้งจำทั้งปรับ หากทำผิดซ้ำต้องระสางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ 500,000 รูปี การสั่งแบนของอินเดียเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่หลายประเทศกำลังตื่นตัวและเตรียมทบทวนการควบคุมของบุหรี่ไฟฟ้า

39 ประเทศมีคำสั่งห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าหรือนิโคตินเหลว

ตามรายงานของ Global State of Tobacco Harm Reduction ระบุว่า ประเทศต่างๆ 39 ประเทศมีคำสั่งห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าหรือนิโคตินเหลว ขณะที่บางประเทศมีการควบคุม หรือให้ใช้อย่างถูกกฎหมาย อาทิ

ไทย แบนทุกกรณีตั้งแต่ปี 2014

สิงคโปร์ ห้ามนำเข้า จัดจำหน่าย แจกจ่าย หรือเสนอขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 เหรียญสิงคโปร์

กาตาร์ แบนตั้งแต่ปี 2014

ออสเตรีย กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ การจำหน่ายต้องได้รับใบอนุญาต

เบลเยียม สามารถจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ที่บรรจุสารนิโคตินนอกร้านขายยาได้ หากบรรจุนิโคตินไม่เกิน 2 มิลลิลิตร หรือเฉพาะสารนิโคตินไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร โดยห้ามจำหน่ายให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี

สาธารณรัฐเช็ก ห้ามจำหน่ายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และอนุญาตให้จำหน่ายเฉพาะร้านที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายบุหรี่มวนเท่านั้น การใช้หรือโฆษณาไม่ผิดกฎหมาย ในทางพฤตินัยห้ามจำหน่ายในช่องทางออนไลน์เนื่องจากไม่สามารถระบุอายุผู้ซื้อได้ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีการบังคับใช้ เนื่องจากมีร้านค้าออนไลน์จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมาก ทำให้ควบคุมได้ยาก

เดนมาร์ก ควบคุมการโฆษณา และกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากทางการก่อนจึงจะทำการตลาดและจำหน่ายได้ ทว่า จนถึงตอนนี้ทางการยังไม่เคยออกใบอนุญาตดังกล่าว

ฟินแลนด์ การจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินเหลวถือว่าผิดกฎหมาย แต่หากไม่มีสารนิโคตินเหลวสามารถจำหน่ายได้ตราบใดที่ไม่มีภาพและราคาบนบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังผ่อนผันให้ซื้อบุหรี่ไฟฟ้าบรรจุนิโคตินเหลวจากต่างประเทศเพื่อใช้ส่วนตัวได้ โดยต้องมีนิโคตินไม่เกิน 10 มิลลิกรัม และน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าต้องมีนิโคตินไม่เกิน 0.42 กรัมต่อขวด หากเกินกว่านั้นต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ในฟินแลนด์

ฝรั่งเศส ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ใดๆ ทั้งที่มีและไม่มีนิโคตินให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี รวมทั้งยังกำหนดสถานที่ห้ามสูบ โดยผู้ฝ่าฝืนต้องถูกปรับตั้งแต่ 150 ยูโรขึ้นไป ส่วนเจ้าของสถานที่ที่เป็นพื้นที่ห้ามสูบและผู้ที่ไม่ติดป้ายห้ามสูบปรับ 450 ยูโร

เนเธอร์แลนด์ ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จำกัดการจำหน่ายน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าไม่เกินขวดละ 10 มิลลิลิตร มีนิโคตินได้ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร

สหรัฐ ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละรัฐ

ออสเตรเลีย ยังไม่มีกฎหมายที่แน่ชัด แต่การจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าต้องขึ้นทะเบียนกับคณะกรรมการสินค้าเพื่อการบำบัดโรค (TGA)

แคนาดา ส่วนใหญ่ยังไม่มีกฎหมายควบคุม แต่ในทางเทคนิคการจำหน่ายน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินยังผิดกฎหมาย เนื่องจากทางการแคนาดายังไม่อนุมัติ แต่โดยทั่วไปแล้วมีน้ำยาชนิดนี้จำหน่ายทั่วประเทศ ส่วนในเมืองแวนคูเวอร์ห้ามสูบบุหรี่ไฟฟ้าในสถานที่สาธารณะที่ห้ามสูบหบุรี่มวน เมืองโตรอนโตห้ามสูบบรี่หรี่ไฟฟ้าในสถานที่ทำงาน

ฮ่องกง ห้ามจำหน่ายและครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคติน ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 100,000 เหรียญฮ่องกง หรือจำคุก 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ยังไม่มีกฎหมายครอบคลุมบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีสารนิโคติน

ญี่ปุ่น ห้ามจำหน่ายหรือใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินตั้งแต่ปี 2010 แต่ยังมีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีนิโคตินให้กับทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่ เนื่องจากไม่มีกฎหมายห้าม

มาเลเซีย มีกฎศาสนาอิสลามห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าในรัฐปีนัง เกดะห์ ยะโฮร์ และกลันตันเมื่อปี 2015 ต่อมารัฐบาลมาเลเซียออกกฎห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าให้เยาวชนในปี 2018

เกาหลีใต้ กฎหมายอนุญาตให้จำหน่ายและใช้บุหรี่ไฟฟ้า แต่มีการเก็บภาษีสูง

‘PM2.5 และไวรัส’ วายร้ายในลมหนาว อันตรายต่อลูกน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606977

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 19:07 น.

‘PM2.5 และไวรัส’ วายร้ายในลมหนาว อันตรายต่อลูกน้อย

หนาวนี้ระวังลูกป่วย! แพทย์เตือน PM2.5 และไวรัส อันตรายที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะกระทบกับสุขภาพของลูกน้อย ทั้งระบบทางเดินหายใจ ไข้หวัดใหญ่ และท้องร่วง

พญ.อุรารมย์ พันธะผล กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและปริกำเนิด ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า “ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลง อาจทำให้ร่างกายของเด็กปรับตัวไม่ทันจึงเจ็บป่วยได้ง่าย ยิ่งในเขตเมืองที่มีฝุ่นมากต้องระวังฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 กันเป็นพิเศษ เพราะช่วงหน้าหนาวเป็นช่วงที่ความกดอากาศสูง อากาศนิ่ง ฝุ่นควันไม่สามารถลอยขึ้นสูงได้ จึงอาจเกิดการสะสมในพื้นที่จนเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งฝุ่นจิ๋วนี้เป็นอันตรายกับเด็กเล็กมากยิ่งกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เมื่อฝุ่นเข้าไปจะทำให้เยื่อบุต่างๆ ในทางเดินหายใจอักเสบระคายเคือง เกิดอาการไอ แสบจมูก แสบตา และเป็นไข้ ที่น่ากังวลมากคือ หาก PM 2.5 เข้าถึงสมองเด็กที่กำลังพัฒนา ฝุ่นขนาดเล็กนี้จะไปทำลายเซลล์สมอง ส่งผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญา และความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กได้”

ทำอย่างไร…ให้ลูกน้อยปลอดภัยจาก PM 2.5

พ่อแม่-ผู้ปกครองควรติดตามสถานการณ์ฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 อยู่เรื่อย ๆ โดยสามารถตรวจสอบค่าฝุ่นละอองได้ผ่านทางเว็บไซต์กรมอนามัย http://www.anamai.moph.go.th, แอปพลิเคชัน Air4thai ของกรมควบคุมมลพิษ หรือแอปพลิเคชัน AirVisual หากพบว่ามีปริมาณ PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน ไม่ควรให้เด็กไปเล่นกลางแจ้ง ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด และควรเปิดเครื่องฟอกอากาศ หากจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรให้เด็กใส่หน้ากาก N95 ที่ขนาดพอดีหน้าไม่มีช่องให้ฝุ่นรอดเข้าไป นอกจากนี้ผู้ปกครองต้องคอยหมั่นสังเกตอาการของเด็ก หากมีอาการไอจามผิดปกติ น้ำมูกไหล แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือหายใจเร็ว ให้รีบไปพบแพทย์

‘เชื้อไวรัส’ อีกหนึ่งตัวร้ายในหน้าหนาว

นอกจากปัญหาฝุ่นละออง ไวรัสก็เป็นอีกหนึ่งตัวร้ายในช่วงหน้าหนาว เพราะเชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจาย และมีชีวิตอยู่ในอากาศเย็นได้ยาวนานกว่าช่วงอากาศร้อน ลูกน้อยจึงเสี่ยงได้รับเชื้อไวรัสมากกว่าฤดูอื่น ซึ่งโรคที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่

· โรคไข้หวัดใหญ่

เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (influenza virus) ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ และจะเกิดการกลายพันธุ์อยู่เรื่อย ๆ จึงมักได้ยินการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่กันอยู่ทุกปี ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงติดกันหลายวัน โดยเฉพาะในเด็กจะมีไข้สูงลอยเกินกว่า 39-40 องศาเซลเซียส มีอาการหนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร โดยปกติโรคไข้หวัดใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 5-7 วัน เพียงให้ดื่มน้ำมาก ๆ เช็ดตัวเมื่อมีไข้ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานยาตามอาการ แต่หากไม่ดูแลให้ดีอาจมีอาการแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเด็กเล็กมีภูมิคุ้มกันไม่มากเพียงพอ จึงเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าและรุนแรงกว่า หากเด็กมีอาการไข้ขึ้นสูง ไอจนเหนื่อย ควรรีบพาไปพบแพทย์

· โรคท้องร่วง

ในช่วงหน้าหนาว มักพบการระบาดของโรคท้องร่วงในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่มีสาเหตุมาจากโรต้าไวรัส ซึ่งก่อให้เกิดโรคท้องร่วงรุนแรง แม้จะได้รับเชื้อไม่มากก็ก่อให้เกิดโรคได้ เด็กที่ได้รับเชื้อจะเริ่มมีไข้ และอาการหวัดนำมา อาเจียนใน 2-3 วันแรกก่อนจะถ่ายเหลวเป็นน้ำ แม้ปัจจุบันจะยังไม่มียาต้านโรต้าไวรัสโดยเฉพาะ แต่โดยปกติผู้ป่วยจะสามารถหายได้เองใน 3-7 วัน เพียงดูแลรักษาตามอาการ ให้รับประทานอาหารอ่อน ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงผู้ป่วยจะถ่ายเหลวเป็นน้ำปริมาณมาก ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้ ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ และเกลือแร่ บางรายอาจเกิดภาวะช็อก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว ควรรีบพบแพทย์

“เด็กๆมักได้รับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเหล่านี้จากสารคัดหลั่งตามสถานที่ที่มีเด็กรวมกันอยู่เยอะ ดังนั้นหากลูกป่วย คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาให้ลูกหยุดเรียนเพื่อไม่ให้นำเชื้อไปติดเด็กคนอื่น ๆ บางครั้งเชื้ออาจติดอยู่กับของเล่น เมื่อเด็กหยิบเข้าปากก็ติดเชื้อได้ คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นล้างมือให้เด็กก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง เตรียมอาหารปรุงสุก รวมทั้งคอยดูแลความสะอาดของใช้และของเล่นอยู่เสมอ อีกหนึ่งวิธีป้องกันคือ การให้ลูกได้รับวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงจากไวรัสโรต้า และไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไข้หวัดใหญ่ที่เชื้อไวรัสจะมีการกลายพันธุ์ใหม่ทุกปี เพื่อเป็นการช่วยป้องกันลูกน้อยอีกทางหนึ่ง” พญ.อุรารมย์ กล่าว

ลมหนาวที่ใครหลายคนเฝ้ารอ อาจพาอันตรายหลายอย่างมาสู่ลูกน้อย เตือนคุณพ่อคุณแม่-ผู้ปกครองอย่าชะล่าใจ คอยสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้น หากพบว่าเด็กมีอาการที่แตกต่างไป ควรรีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็คอาการอย่างทันท่วงที อย่าให้หน้าหนาวนี้มาทำร้ายสุขภาพของลูกคุณ

สับสวิตช์ชีวิตออฟฟิศแสนยุ่ง แล้วพุ่งตัวหาธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/606948

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 17:45 น.

สับสวิตช์ชีวิตออฟฟิศแสนยุ่ง แล้วพุ่งตัวหาธรรมชาติ

สลัดโหมดทำงานหามรุ่งหามค่ำไปดื่มด่ำธรรมชาติ ลองเป็นเกษตรกรมือใหม่ขาลุย เกี่ยวข้าว ปลูกผัก ทำปุ๋ย นอนฟาร์มสเตย์ กับ 6 แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมชม ชิม ช้อป ผลผลิตสดใหม่ที่ดีต่อใจและดีต่อโลก

จิบชาดอกไม้กับเครือข่ายม่วนใจ๋ จ.เชียงใหม่

การรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีธรรมชาติเชียงดาว กับความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนให้อำเภอเชียงดาว เมืองต้นกำเนิดแห่งแม่น้ำปิงเป็นเมืองอาหารปลอดภัยที่เกื้อกูลกับวิถีพื้นถิ่น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชนเกษตรบนดอยสูง จึงตั้งใจปลูกพืชอินทรีย์ เช่น ข้าว กาแฟ ผัก สตรอว์เบอร์รี่ แตงโม และดอกไม้ โดยผลิตภัณฑ์แปรรูปที่โดดเด่น เช่น ชากุหลาบ ชาเก๊กฮวย แยมกุหลาบ เยลลี่กุหลาบที่รอให้ทุกคนมาชม ขิม ช้อป แล้วยังจัดฟาร์มทัวร์พาไปดูการทำงานในแปลงเกษตรอินทรีย์ของเพื่อนเกษตรกรอีกด้วย

ติดต่อ : 182 หมู่ 5 อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โทร. 095-456-2556 FB : ม่วนใจ๋ l กลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีธรรมชาติเชียงดาว

ดื่มชานมัสการที่สวรรค์บนดิน จ.เชียงราย

สวรรค์บนดินแห่งนี้แวดล้อมด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์ อากาศดี๊ดี ที่นี่เป็นทั้้งฟาร์มออร์แกนิค โฮมสเตย์ขนาดกะทัดรัดที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน มาเข้าคอร์สเบลนด์ชาเพื่อเรียนรู้เรื่องชา ชิมชา และออกแบบรสชาติชาของตัวเอง โดยมีคุณโต-เจ้าของสวรรค์บนดินเป็นผู้ดูแล ในฟาร์มยังมีร้านสมุนไพรและคาเฟ่บรรยากาศธรรมชาติ จำหน่ายชาต่างๆ ซึ่งหนึ่งในผลผลิตดีต่อใจของสวรรค์บนดินคือ ชานมัสการที่ได้จากส่วนผสมหลักอย่างมะตูมและคาโมมายล์ มีกลิ่นหอม ดื่มแล้วผ่อนคลาย ช่วยให้หลับสบ้ายสบาย

ติดต่อ : 171 / 12 หมู่ 1 บ้านสันตาลเหลือง ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย โทร. 081-205-3554 FB : Sawanbondin Farm & Home Stay

กินอยู่กับธรรมชาติในไร่รื่นรมย์ จ.เชียงราย

มาสัมผัสความสุขแบบออร์แกนิคตามความตั้งใจของคุณเปิ้ล หญิงสาวตัวเล็กๆ เจ้าของไร่ที่อยากให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพกายและใจด้วยการใช้ชีวิตและกินอาหารออร์แกนิค พร้อมด้วยกิจกรรมเรียนรู้ทั้งแบบครึ่งวัน เต็มวัน หรือจะเช็กอินที่พักแบบฟาร์มสเตย์ก็ได้ แล้วมาร่วมกิจกรรมทำนา เก็บผัก เลี้ยงแพะ สนุกสนานไปกับการทำผ้ามัดย้อม ทำไข่เค็ม ไข่ทรงเครื่อง มาเดินถ่ายรูปสวยๆ ในแปลงผัก แล้วอิ่มเอมไปกับเมนูอร่อยๆ จากผลผลิตสดใหม่ที่เติบโตท่ามกลางธรรมชาติบริสุทธิ์ ทั้งดิน อากาศ น้ำ ทุกอย่างปราศจากเคมีด้วยมาตรฐาน USDA และ Organic Thailand

ติดต่อ : ไร่รื่นรมย์ ต.งิ้ว อ.เทิง จ.เชียงราย โทร. 099-325-5757, 095-134-8821 FB: ไร่รื่นรมย์ เกษตรอินทรีย์ ท่องเที่ยว ออแกนิค Rai Ruen Rom Organic Farm

กินข้าวไทยพันธุ์ดีที่ศาลานา จ.นครปฐม

แหล่งเรียนรู้ชั้นเลิศใกล้กรุงเทพฯ อย่างศาลานา เปิดพื้นที่สีเขียวให้ผู้ที่สนใจมารู้จักเรื่องราวของข้าวไทยหลากสายพันธุ์ เช่น ข้าวหอมปทุมเทศ ข้าวหอมนิล ข้าวหอมช่อราตรี ข้าวหอมมะลิ 105 และข้าวหอมมะลิแดง ซึ่งศาลานานำมาเบลนด์กลายเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวที่หุงง่าย กินอร่อย เปี่ยมคุณค่าทางโภชนาการ และยังได้ใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกษตรวิถีธรรมชาติ การปรุงดิน ทำปุ๋ย จัดการน้ำตามศาสตร์พระราชา ตลอดจนแนวคิดแบบสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ที่นำไปใช้ได้จริง

ติดต่อ : 55/5 หมู่ 4 ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม โทร. 061-014-7165 http://www.salana.co.th

ช้อปผักสดผลไม้อร่อยจากสามพรานโมเดล จ.นครปฐม

จากแนวคิดของคุณโอ-อรุษ เจ้าของโรงแรมสามพรานริเวอร์ไซด์ ตั้งใจอยากให้คนมาเที่ยวสวนสามพรานได้กินของดีๆ ปลอดสาร จึงชักชวนชาวบ้านมาปลูกผักผลไม้อินทรีย์แล้วรับซื้อไว้ปรุงอาหารในโรงแรม เมื่อผลผลิตมากพอจึงเปิดตลาดสุขใจทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นตลาดที่รวมสินค้าเกษตรอินทรีย์และอาหารปลอดภัยจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภค โดยเฉพาะผักสดผลไม้ตามฤดูกาลมาจำหน่ายกันในราคามิตรภาพ เพื่อให้เราเข้าถึงอาหารอินทรีย์ได้ง่ายๆ และเกษตรกรยิ้มได้เมื่อสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง

ติดต่อ : สามพรานโมเดลและตลาดสุขใจ ถนนเพชรเกษม อ.สามพราน จ.นครปฐม โทร.034-225-203 FB : ตลาดสุขใจ นครปฐม

มารู้จักผักวิเศษในฟาร์มบ้านย่า จ.ฉะเชิงเทรา

ใครไปเที่ยวเมืองริมแม่น้ำบางปะกง ลองแวะเข้าไปชมผักวิเศษที่ทำให้คุณตู่-เจ้าของฟาร์มบ้านย่า เอาชนะอาการทุกข์ทรมานจากโรคไมเกรนได้ โดยใช้อาหารธรรมชาติเป็นยารักษา โดยเฉพาะคุณประโยชน์มากมายจากผักใบเขียวอย่างผักเคลไดโนเสาร์ ซูเปอร์ฟู้ดที่ปลูกง่ายโตไว รสชาติอร่อย และในเมืองไทยยังมีคนปลูกกันน้อย ซึ่งที่นี่ปลูกผักเคลตามวิถีออร์แกนิค 100% ในโรงเรือนปิดที่ได้รับการดูแลอย่างเอาใจใส่ เผลอๆ คุณอาจได้ไอเดียกลับไปปลูกผักสวนครัวกินเองที่บ้านก็ได้

ติดต่อ : 19 หมู่ 4 ต.บางสมัคร อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา โทร. 088-566-6263 FB : ผักเคล ออร์แกนิก ฟาร์มบ้านย่า

นี่แหละ 6 ฟาร์มแห่งความสุขที่อยากชวนปักหมุดแล้วไปเที่ยวกัน แต่หากงานยุ่งจนไม่มีเวลาเที่ยวพักผ่อน อย่างน้อยต้องให้เวลาดูแลสุขภาพตัวเอง เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยมื้อสุขภาพดีที่ ร้านฌานา ชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์ ที่รวบรวมเอาวัตถุดิบมากมายจากแปลงปลูกอินทรีย์ของเพื่อนๆ เกษตรกรทั้ง 6 แห่ง มาให้อร่อยกันถึงในเมือง เช่น ซุปผักรื่นรมย์ที่ได้พลังงานจากส่วนผสมของอิตาเลี่ยนเคล ใบทาร์รากอน ฟักทองคางคก และบีทรูธจากไร่รื่นรมย์ อิ่มย้อนวัยไปกับข้าวหอมมะลิอินทรีย์คลุกปลาทูแม่กลองที่นำข้าว 5 สายพันธุ์ของศาลานามาเสริมความอร่อย แล้วรับวิตามินเต็มๆ จากผลไม้สดของสามพรานโมเดลในเมนูส้มตำผลไม้ตามฤดูกาล ลิ้มลองซูเปอร์ฟู้ดที่เป็นตัวแม่ของการ ดีท็อกซ์และฟื้นฟูสุขภาพกับเมนูเมี่ยงผักเคลไดโนเสาร์ออร์แกนิค ปลา 2 สี กับสลัดลาบไก่ผักเคลไดโนเสาร์ออร์แกนิค ที่กินกับผักเคลไดโนเสาร์สดๆ จากฟาร์มบ้านย่า ขาดไม่ได้คือ เครื่องดื่มที่ช่วยผ่อนคลายสลายความเครียด ไม่ว่าจะเป็นชานมัสการจากสวรรค์บนดิน และเครื่องดื่มสมุนไพรดอกไม้จากกลุ่มม่วนใจ๋ บอกเลยว่าเหมาะกับอากาศในช่วงนี้เป็นที่สุด

โฮเทล ลาบาริส เขาใหญ่ มนต์เสน่ห์กลางขุนเขาที่พร้อมสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/606838

  • วันที่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 17:00 น.

โฮเทล ลาบาริส เขาใหญ่ มนต์เสน่ห์กลางขุนเขาที่พร้อมสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม

สัมผัสความหนาวในดินแดนต้องมนต์ พร้อมดื่มด่ำช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองกับหลากหลายความพิเศษที่ ‘โฮเทล ลาบาริส เขาใหญ่’ เตรียมไว้ให้นักเดินทาง…รับรองหนาวนี้ประทับใจครบจบในที่เดียว!!

ต้อนรับลมหนาวที่พัดมาด้วยบรรยากาศสุดฟิน ในดินแดนดุจเทพนิยายปลุกจินตนาการสุดตระการฝัน ณ โฮเทล ลาบาริส เขาใหญ่ ที่พักที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งชวนหลงใหลกลางเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

สถานที่แห่งนี้มีครบจบทุกความต้องการของทุกคนในครอบครัว เรียกได้ว่าตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาก็ไม่ถวิลหาสิ่งอื่นใดอีกแล้ว เพราะทั้งบรรยากาศที่เงียบสงบ อากาศอันบริสุทธิ์ ต้นไม้ใบหญ้ารายล้อมเขียวขจีสุดลูกตา อาหารไทยในตำราเลิศรส ลิ้มลองของหวานสุดละมุน จิบเครื่องดื่มสารพัน ช็อปมันส์ๆ กับ Winter Fest เลือกซื้อสินค้าและพืชผักอินทรีย์ที่ผลิตจากชุมชน สนุกสนานกันทุกคนที่สระว่ายน้ำรูปทรงวงแหวน พร้อมเตรียมมื้อพิเศษในวาระสุดพิเศษด้วยเซ็ตอาหารในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ปิดท้ายด้วยการดูพระอาทิตย์ตกบน Rooftop Bar ชมวิวพาโนราม่าน่าประทับใจ

Labaris Restaurant เอาใจสายกินกับห้องอาหารที่เสิร์ฟความอร่อยทุกมื้อ

เริ่มต้นมื้อเช้าแบบ International Buffet เสน่ห์ของโรงแรมหลายดาว ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.30-10.30 น. ไลน์อาหารมีให้เลือกเยอะ เน้นวัตถุ ดิบออร์แกนิกจากแหล่งผลิตที่เขาใหญ่และใกล้เคียง และวัตถุดิบคุณภาพดีทั่วทุกมุมโลก มาปรุงอาหารด้วยความพิถีพิถัน รังสรรค์ทุกเมนูด้วยความรัก เสิร์ฟความสด ใหม่ สะอาด รสชาติดี มีให้เลือกทั้งแฮม ไส้กรอก ชีสนานาชนิด แฮชบราวน์ สลัด เมนูอาหาร อาทิ ผัดเห็ด ผัดผัก ข้าวต้ม ข้าวผัด พลาดไม่ได้กับไข่กระทะกะเพรากรอบ ซิกเนเจอร์ดิชยามเช้าของลาบาริส เรสเตอร์รองท์ ด้านเครื่องดื่มต้องลอง กาแฟสด House Blend Coffee ที่คัดจากเมล็ดกาแฟไทยหลายชนิด ชา นม น้ำส้ม น้ำผลไม้ ปิดท้ายที่ของหวานอย่างขนมเค้ก แพนเค้ก วาฟเฟิล เติมความ หวานด้วยน้ำผึ้งจากรวงผึ้งสดๆ

มื้อเที่ยงลิ้มรสอาหารไทยและเมนูยูโรเปี้ยนฟิวชั่นรสเลิศ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Thai Cuisine and Grill Bar ชิมอาหารไทยในตำราที่บางเมนูหาทาน ได้ยากแล้วในปัจจุบัน อาทิ แกงรัญจวน แกงระแวง เน้นรสชาติไทยแท้แบบออริจินอล ส่วนที่อยากให้ลองอีกเป็นเมนูฟิวชั่นที่เชฟรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อนักเดินทางที่มาที่นี่โดยเฉพาะ อาทิ เปาะเปี๊ยะลาบปลาแซลมอน Appetizer ที่ผสานความเป็นไทยในแบบตะวันตก ทอดกรอบมาเป็นแท่งยาวเสิร์ฟในตะกร้า ดิบกับน้ำจิ้มรสหวาน ตามด้วยไก่ตะกร้า พล่าปลาทูน่าสด ครบรส หวาน เผ็ด เปรี้ยว เน้นที่ความสดของเนื้อปลา แกงเหลืองปลาแซลมอนยอดมะพร้าวอ่อน เมนูปักษ์ใต้ที่ทำออกมาได้รสกำลังดี ปลากะพงทอดซอสเปรี้ยวหวาน หอยเชลล์ผัดพริกเกลือ จบที่ของหวานหน้าตาดี รสชาติเริ่ด อย่างวาฟเฟิลกับฮันนี่โทสต์

มื้อค่ำดื่มด่ำช่วงเวลาดีๆ ที่ไม่มีสิ้นสุด Labaris Christmas Set ในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองทางลาบาริส เรสเตอร์รองท์ นำเสนอ Labaris Christmas Set (ราคาโปรโมชั่น 2,500 บาท สำหรับ 2 ท่าน) ดินเนอร์เซ็ตที่ประกอบด้วย Appetizer เริ่มด้วย Homemade Smoked Salmon, Tuna Tataki และ Pan-Seared US Scallop ตามมาด้วย Christmas Salad with goat’s cheese มีลูกแพร์ ชีส และน้ำสลัดแครนเบอร์รี่เพิ่มความสดชื่น จากนั้นจะเสิร์ฟด้วย Spice Butternut Squash Cream Soup with Mascarpone Foam ก่อนเสิร์ฟ Main course เป็น Labaris BBQ pit platter ที่ประกอบด้วย สเต๊กเนื้อสันในออสเตรเลียพันสโมคเบคอน กุ้งแม่น้ำ หอยเชลล์จากสหรัฐ และซี่โครงแกะที่เสิร์ฟคู่กับ Café de Paris butter and Red wine Jus ปิดท้ายด้วย Pecan Cheese Cake พร้อมเครื่องดื่มเบียร์สด ไวน์ วิสกี้ น้ำผลไม้ น้ำอัดลม (ราคา 900 บาท ดื่มได้ 3 ชั่วโมง) นับเป็นมื้ออาหารสุดพิเศษที่เหมาะกับช่วงเทศกาลรื่นเริงสำหรับนักเดินทางที่ไปเที่ยวเขาใหญ่ในช่วงเวลาแบบนี้

Labaris Winter Fest เลือกซื้อสินค้าตอบโจทย์นักช้อปสายชิล

ครั้งนี้ โฮเทล ลาบาริส เขาใหญ่ ขอเอาใจคนรักสุขภาพด้วยพืชผัก ผลไม้ ออร์แกนิคที่จำหน่ายโดยเกษตรกรและผู้ผลิตจากชุมชนบนเขาใหญ่ คืนกำไรให้คนในชุมชน เปิดตลาดนัดให้ขายฟรี เรียกไลค์จากนักเดินทางด้วยสินค้าต่างๆ มากมาย อาทิ ผักอินทรีย์ (Organic) ปลอดสารพิษจากสวนผักไฮโดรโปนิกส์ คุณพัฒน์ ไข่ไก่อินทรีย์จากแม่ไก่อารมณ์ดี ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช้ฮอร์โมนเร่ง ผลไม้สดจาก wanida garden fruits อาทิ อะโวคาโด้ เคพกูสเบอร์รี่ น้ำส้ม มีร้านไม้ประดับและของตกแต่งสวน นอกจากนี้ ยังมีของกินไว้คอยบริการ อาทิ โดนัท มันม่วง เบอร์เกอร์ และเครื่องดื่มต่างๆ สำหรับ Labaris Winter Fest มีเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 12.00-17.30 น. ตั้งแต่วันนี้-ช่วงต้นปี 2563

กิจกรรมสนุกสุดมันสังสรรค์ทั้งครอบครัว

ไปเที่ยวทั้งทีต้องมีความสุขและสนุกทั้งครอบครัว อาณาจักรลาบาริส จัดสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ให้พร้อม เริ่มที่ The Meander Wonderer พื้นที่สวนที่มีสระว่ายน้ำออกแบบราวกับแม่น้ำคดเคี้ยวสไตล์ Loop Pool โดยสระว่ายน้ำมีทั้งสระสำหรับผู้ใหญ่ หรือ Nomadic Creek และสระสำหรับเด็ก หรือ Cub’s Creek พร้อมพรั่งไปด้วยเครื่องเล่นมากมาย รวมถึงพื้นที่สำหรับความสนุกสนานและการเรียนรู้ของนักเดินทางตัวน้อยอย่างครบถ้วน พื้นในส่วนเพลย์กราวด์เป็นพื้นที่ทำจากวัสดุพิเศษที่จะลดอาการบาดเจ็บจากการล้มหรือกระแทก ซึ่งเกิดจากความใส่ใจในความปลอดภัยทุกย่างก้าว เดินต่อไปอีกนิดจะพบกับสะพานข้ามไปยังลำธารตามธรรมชาติบนเนินเขา สูดโอโซนริมธารน้ำใสรู้สึกผ่อนคลายที่สุด

นอกจากนี้ ตลอดช่วง Festive season เหล่านักเดินทางตัวน้อยยังได้สนุกสนานพร้อมแต่งแต้มจินตนาการกับถาดวิเศษ Eater’s Tray ของขวัญจากคิงมิโนทอร์ ในช่วงเวลา Magical moment หนึงในกิจกรรมฟรีสำหรับเด็ก อายุ 0-13 ปีที่เข้าพำนัก ส่วนนักเดินทางที่ไม่ได้เข้าพำนักกับทางโรงแรม สามารถได้รับสิทธิ์ใช้บริการ เมื่อใช้จ่ายที่ Rabbit Café 800 บาทขึ้นไป หรือใช้จ่ายที่ห้องอาหารลาบาริส 1,200 บาทขึ้นไป

สายโซเชียลอัพรูปรัวๆ ทั่วทั้งโฮเทลฮิป

เรามักได้เห็นภาพสวยๆ มุมถ่ายรูปดีที่นักรีวิวสายโซเชียลอัพโหลดไว้ให้อิจฉา เมื่อได้มาสัมผัสดินแดนแห่งเขาจึงเข้าใจความรู้สึก เพราะทุกมุมถูกออกแบบมาอย่างลงตัว สวยงามผ่านสถาปัตยกรรมรูปทรงปราสาทที่ดูสวยงามแปลกตาประหนึ่งหลุดเข้าไปในดินแดนแห่งเทพนิยาย เพลิดเพลินไปกับการลั่นชัตเตอร์ได้ทุก 10 เมตร

ไล่ไปตั้งแต่ Welcome Zone ปราการด่านแรกสู่ดินแดนของคิงมิโนทอร์ กับสวนดอกไม้นานาชนิดและหมู่มวลสรรพสัตว์ บนทางเดินคดเคี้ยว ใกล้กันมี Rabbit Cafe เนินดินที่สร้างเป็นโพรงกระต่ายน้อยน่ารัก ด้านในเป็นคาเฟ่เก๋ๆ ที่มีเครื่องดื่ม เบเกอรี่ บริการมากมาย

เดินมาอีกหน่อยเป็นมุมถ่ายรูปกับหลังคาทรงแหลม จุดที่ใครได้มาก็ต้องมีมุมนี้ประดับที่เฟซบุ๊ก ไอจี ถัดมาเป็นล๊อบบี้ มองเห็นประตูเรียงราย ซึ่ง 1 ประตูจะนำไปสู้ห้องพัก 1 ห้อง จากนั้นผ่านเขาวงกตไปยังห้องพักภายในปราสาท 2 หลัง นั่นก็คือ Starry Castle และ Midnight Castle

ด้านบนของล๊อบบี้มีอีกไฮไลท์ซึ่งกำลังจะเปิดให้บริการในช่วงหนาวนี้ นั่นคือ Siren’s Deck หรือ Rooftop Bar ดาดฟ้าที่จะพาทุกคนนับถอยหลังโบกมือลาดวงตะวัน ในบรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติก เคล้าเสียงเพลงบรรเลงสดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 18.00-19.00 น.

อีกส่วนที่ตระการตาคือโซน Infinity Forest เขาวงกตที่จำลองทางเดินคดเคี้ยวเลี้ยวลดด้วยกระจกสะท้อนสร้างภาพลวงตาให้เราเห็นทางเดินในป่าและต้นไม้แบบสุดลูกหูลูกตา

พักผ่อนสุดสบายกับห้องพักที่มีให้เลือกหลายแบบ พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ ‘Starry Winter Night’

พบกับห้องพักพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และราคาโปรโมชั่นสุดพิเศษ “Starry Winter Night” กับห้องดูเพล็กซ์ ราคาเริ่มต้น 5,850 บาท ห้องอินฟินิตพูลวิลล่า 1 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 9,360 บาท พร้อมอาหารมื้อเช้าสำหรับ 2 ท่าน จองได้ตั้งแต่ วันนี้-22 ธันวาคม 2562 เข้าพักได้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2562-29 กุมภาพันธ์ 2563

ไปรับลมหนาวพร้อมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษแบบนี้ได้ที่ โฮเทล ลาบาริส เขาใหญ่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง Facebook : Hotel Labaris Khao Yai หรือเบอร์โทรศัพท์ 063-190-1900, 044-300-999

 

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

ร่วมชมร่วมเชียร์ Red Bull 3 Style ศึกดวลบีทมันส์ๆ ดันตัวแทนประเทศไทยไปเวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/606729

  • วันที่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

ร่วมชมร่วมเชียร์ Red Bull 3 Style  ศึกดวลบีทมันส์ๆ ดันตัวแทนประเทศไทยไปเวทีโลก

สะเทือนวงการดีเจ เรด บูล ทรี สไตล์ (Red Bull 3 Style) เปิดศึกดวลบีทเฟ้นหาตัวแทนประเทศไทย ไปกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย

กลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิม ยูโรเปี้ยน เรด บูล (European Red Bull) พร้อมเขย่าวงการกับงานมหกรรมดวลบีทและเวทีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางดนตรีระดับโลกกับการแข่งขันเพื่อเฟ้นหาสุดยอดดีเจตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวจากไฟนอลลิสต์ 6 คน (DJ Nutty, DJ EN2, DJ Jedi, DJ BABYSCA$H, DJ ExDee, DJ Steez) ของประเทศไทยที่จะได้ไปโชว์ความสามารถบนเวทีชิงแชมป์โลกในงานเรด บูล ทรี สไตล์ (Red Bull 3Style) ที่เมืองมอสโก ประเทศรัสเซีย ในเดือนเมษายน 2020 ซึ่งเป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นมากกว่า 22 ประเทศทั่วโลก เพื่อเฟ้นหาดีเจที่จะมาเขย่าความมันด้วยแนวเพลงที่เป็นเอกลักษณ์พร้อมทั้งผสมผสานบีทดนตรีเข้ากับสกิลการสแครชที่สร้างความแตกต่างอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านเสียงดนตรีอีกด้วย

เรด บูล ทรี สไตล์ (Red Bull 3style) เริ่มต้นขึ้นในปี 2010 ที่เมืองคราคูฟ ประเทศโปแลนด์ ซึ่งได้รับความสนใจจากเหล่า ดีเจและผู้ที่หลงไหลในดนตรีเป็นอย่างมาก โดยปีนี้นับเป็นครั้งที่ 10 ของการแข่งขันชิงแชมป์โลก และการแข่งขันครั้งที่ 5 ของประเทศไทย โดยกติกาการแข่งขันที่ดุเดือด เหล่าดีเจจะฟาดฟันสาดความมันใส่กันแบบไม่ยั้งในเวลาอันจำกัดเพียง 15 นาที โดยดีเจแต่ละคนจะต้องใช้เพลงอย่างน้อย 3 สไตล์มามิกซ์ให้เข้ากันและแสดงให้เห็นถึงความเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด ซึ่งต้องสร้างสรรค์ผลงานให้กรรมการรวมถึงผู้ชมประทับใจและเทคะแนนให้ ไม่เพียงแต่เทคนิคที่เป็นตัวตัดสินเท่านั้น การเลือกเพลงก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

โดยการแข่งขันในปีนี้จะจัดขึ้นโดย ยูโรเปี้ยน เรด บูล (ประเทศไทย) ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2019 ณ The Club@Koi ตึกสารทรสแควร์ ทาวเวอร์ (Sathorn SquareTower) โดยมีผู้ผ่านเข้าสู่รอบไฟนอลถึง 6 คน ซึ่งแต่ละคนมีความโดดเด่นในสไตล์แนวเพลงของตนเองอย่างชัดเจน ได้แก่ ดีเจนั๊ตตี้ (DJ NUTTY) ดีกรีแชมป์เก่าจากปี 2018 ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ด้วยการมิกซ์เพลงอนิเมชั่น โดยปีนี้ดีเจนั๊ตตี้จะใส่ความเป็นตัวของตัวเองลงไปในการเล่าเรื่องราวผ่านเสียงเพลง ในปีนี้เข้ารอบไฟนอลอีกครั้ง จะนำประสบการณ์จากปีที่แล้วมาครองแชมป์อย่างไร! ดีเจเอ็กซ์ ดี (DJ EX-DEE) หนุ่มอายุน้อยที่สุดบนเวทีการแข่งขันที่กลับเข้ารอบอีกครั้งในปี 2019 เน้นการสร้างสรรค์เพลงด้วยการมิกซ์แอนด์แมทช์ดนตรีหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น ฮิพฮอพ แทร็ป อาร์ แอนด์ บี และแนวเพลงอื่นๆ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ดีเจเบบี้สแครช (DJ Baby SCA$H) ดีเจผู้หญิงคนแรกในรอบไฟนอลของปี 2019 ที่จะมาสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้ฟังด้วยบีทแนว อิเล็กทรอนิคส์ อาร์ แอนด์ บี ด้วยแนวเพลงอันเป็นเอกลักษณ์ที่จะมาสร้างปรากฏการณ์ดีเจผู้หญิงของประเทศไทย ดีเจ เอ็นทู (DJ EN2) ดีเจที่มีสไตล์เฉพาะตัวด้วยแนวเพลงอย่าง โอล สคูล แทร็ป อิเล็กทรอนิคส์ พร้อมการเป็น ดีเจ เจได (DJ Jedi) ดีเจที่จะสร้างความแตกต่างของวงการดีเจ ที่จะเนรมิตงานแข่งขันครั้งนี้ด้วยแนวเพลงชิลๆ คูลๆ อย่างโซล ฟังก์ มิกซ์เข้ากับแนวเพลงอย่างฮิปฮอป ปิดท้ายด้วย ดีเจ สตีซ (DJ STEEZ) กลับมาขึ้นสังเวียนเทิร์นเทเบิ้ลอีกครั้งด้วยแนวเพลงร็อค ซึ่งผู้เข้าแข่งขัน เรด บูล ทรี สไตล์ (Red Bull 3 Style) ปีนี้ผู้เข้ารอบทั้ง 6 ท่าน มีผู้เข้าแข่งขันชาย 5 หญิง 1 จะเปิดศึกดวลบีทด้วยแนวเพลงสุดเซอร์ไพรส์ เพื่อสร้างเสียงฮือฮาจากแฟนคลับ พร้อมเรียกคะแนนจากคณะกรรมการ อัดแน่นตลอด 15 นาที

เกณฑ์การตัดสินในรอบไฟนอลของคณะกรรมการนั้นแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อ ได้แก่ 1. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 2. ทักษะด้านต่างๆ 3. การเลือกเพลงอย่างเหมาะสม และสุดท้ายคือการตอบสนองจากผู้ชม เพราะนอกจากดีเจทั้ง 4 ต้องงัดทักษะ ไม้เด็ด ขึ้นมาประชันความสามารถกันอย่างเต็มที่แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือการสร้างความสนุกสนาน ให้ผู้ชมนับร้อยที่มาร่วมงานประทับใจ เพื่อที่จะได้เป็นหนึ่งเดียวในการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันรอบชิงแชมป์โลกที่ประเทศรัสเซีย พร้อมกันนี้ผู้ชมสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและทีเซอร์ของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 6 ท่าน ได้ทางแฟนเพจเฟสบุ๊ค Red Bull 3Style

งานวิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606864

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 06:00 น.

งานวิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศ

อนุภาคฝุ่นจิ๋วแต่ฤทธิ์ไม่จิ๋ว วารสารทางการแพทย์ Epidemiology ตีพิมพ์พิษสงร้ายของมลพิษทางอากาศ พบความเชื่อมโยงฝุ่นจิ๋วจากท่อรถยนต์กับมะเร็งสมองเป็นครั้งแรก

ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม็คกิลล์ ในเมืองมอนทรีอัล ประเทศแคนาดา ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Epidemiology พบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศเป็นครั้งแรก โดยพบว่าเพียงได้รับมลพิษทางอากาศขนาดเล็ก 10,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตร เป็นเวลา 1 ปี ทำให้มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งสมองเพิ่มขึ้นถึง 10%

การวิจัยครั้งนี้ติดตามเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครวัยผู้ใหญ่จำนวน 1.9 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเมืองโตรอนโตและมอนทรีอัลของแคนาดาตั้งแต่ปี 1991-2016 โดยระดับอนุภาคขนาดเล็กจากมลพิษของทั้งสองเมืองนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 6,000-97,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งมีความหนาแน่นระดับเดียวกับเมืองใหญ่ๆ

ทีมวิจัยได้ข้อสรุปว่า ชาวเมืองที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอนุภาคขนาดเล็ก 50,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไปมีโอกาสเป็นมะเร็งสมองเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับคนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอนุภาคขนาดเล็ก 15,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมต

ทั้งนี้ มีการพบอนุภาคขนาดเล็กในมลพิษทางอากาศในสมองของมนุษย์ตั้งแต่ปี 2016 เพียงแต่ขณะนั้นยังไม่พบความเชื่อมโยงกับมะเร็งสมอง รวมทั้งยังมีงานวิจัยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาระบุว่ามลพิษทางอากาศอาจเข้าไปทำลายอวัยวะทุกชิ้นและเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายมนุษย์

นอกจากนี้ มลพิษทางอากาศยังส่งผลด้านอื่นกับสมอง อาทิ สติปัญญาลดลง สมองเสื่อม และปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่าประชากรโลกเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศราวปีละ 4.2 ล้านคน

ภัยเชื้อดื้อยาที่อาจแฝงมาในเนื้อสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606808

  • วันที่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 14:34 น.

ภัยเชื้อดื้อยาที่อาจแฝงมาในเนื้อสัตว์

กรีนพีซ ชวนตระหนักถึงภัยจากเชื้อดื้อยาที่อาจมาพร้อมกับเนื้อสัตว์ที่เรากิน ในสัปดาห์แห่งการรณรงค์รู้รักษ์ตระหนักใช้ยาต้านแบคทีเรีย

เนื่องจากวันที่ 18-24 พฤศจิกายน เป็นสัปดาห์แห่งการรณรงค์รู้รักษ์ตระหนักใช้ยาต้านแบคทีเรีย (World Antibiotic Awareness Week) เราจึงอยากคุณมาหาคำตอบว่า ทำไมเนื้อสัตว์ที่เรากินกันอยู่ทุกวันอาจจะเสี่ยงต่อการตกค้างของยาปฏิชีวนะได้ ซึ่งมีหลากหลายข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและยา รวมถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) เองก็ได้ออกมาเตือนถึงภัยจากเชื้อดื้อยาที่อาจมาพร้อมกับเนื้อสัตว์ที่เรากินด้วยเช่นกัน

ความต้องการเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น คือชนวนการเพิ่มการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์

อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เป็นกระบวนการที่เร่งรัดและส่งผลต่อสุขภาพของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสภาพความเป็นอยู่ที่แออัด ขยับตัวได้ยาก ไม่ได้รับแสงอาทิตย์ และสัตว์อยู่ร่วมกันในปริมาณมาก ทำให้สัตว์เกิดความเครียดและมีภูมิคุ้มกันต่ำ ส่งผลให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเกินความจำเป็นและผิดวิธีใช้ กล่าวคือ ใช้ในรูปแบบน้อย ๆ อาจจะผสมในน้ำหรืออาหารสัตว์ ให้เรื่อยๆ เพื่อป้องกันการป่วย ซึ่งเป็นการผิดวัตถุประสงค์การใช้ยาปฏิชีวนะที่ต้องใช้เพื่อการรักษาการป่วยจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้นบ้างยาปฏิชีวนะก็ถูกนำไปใช้เพื่อทำให้สัตว์โตเร็วขึ้น ซึ่งมีงานวิจัยพบว่ายาปฏิชีวนะนั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากยาปฏิชีวนะไปฆ่าแบคทีเรียในท้องและลำไส้ที่รักษาสมดุลของร่างกาย

การใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยา

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุไว้เช่นกันว่า จากแนวโน้มความต้องการเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกันและโดยมากแล้ว หากปราศจากกฎข้อบังคับและการตรวจสอบอย่างรัดกุมจากภาครัฐ ก็อาจนำไปสู่การใช้งานอย่างผิด ๆ เช่น เพื่อคาดหวังให้สัตว์เติบโตได้ดี และป้องกันโรคในสัตว์ที่สุขภาพดี การใช้เหล่านี้เป็นการใช้ยาปฏิชีวนะเกินขนาด และส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยา รวมถึงยาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อสัตว์ และสิ่งแวดล้อมเมื่อคุณได้รับยาปฏิชีวนะ แบคทีเรียจะถูกกำจัดไปจากร่างกาย ทั้งแบคทีเรียที่ร้ายและดี แต่แบคทีเรียที่สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อเอาชีวิตรอดจากยาปฏิชีวนะมาได้ จะเป็นแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาชนิดนั้นและยากต่อการรักษาในอนาคต จำเป็นต้องใช้ยาที่แรงขึ้นจึงจะได้ผล การใช้อย่างไม่เหมาะสมทั้งในทางการสาธารณสุข และภาคอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และการเกษตร จึงเป็นปัจจัยกระตุ้นให้แบคทีเรียดื้อยาเร็วขึ้นหากปราศจากการดำเนินการใด ๆ จากภาครัฐ ตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 ล้านคนทั่วโลกต่อปี ในปี 2563 กลายเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรแซงหน้ามะเร็งได้ ซึ่งการมีมาตรการที่รัดกุมในการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์คือจุดเริ่มต้นที่ภาครัฐสามารถลงมือทำได้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยา และการตกค้างของยาปฏิชีวนะ

เชื้อดื้อยาไม่ได้แย่สำหรับสัตว์เท่านั้น แต่แย่สำหรับคนด้วย

เราอาจสงสัยว่า การที่สุขภาพสัตว์ในอุตสาหกรรมแย่ แล้วจะเกี่ยวข้องกับคนอย่างไร? การที่ใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์จนเกินความจำเป็นและส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในตัวสัตว์นั้น ไม่ได้หมายความว่ามีเพียงแค่หมู ไก่ และวัวจะได้รับความเดือดร้อนจากเชื้อดื้อยาที่ส่งถึงกันภายในเล้า แต่เชื้อดื้อยาบางตัวนั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ และยาปฏิชีวนะที่ใช้ในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์นั้น บางประเภทก็ใช้กับคนเช่นเดียวกัน เช่น Doxycycline (ด็อกซีไซคลิน)

แบคทีเรียเชื้อดื้อยาอาจแพร่กระจายจากฟาร์มสู่เมืองได้ผ่านทางแหล่งน้ำ อากาศ คนงานในอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งแฝงตัวอยู่ในเนื้อสัตว์ที่เรากิน

ในกระบวนการของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์นั้น ตามความเหมาะสมควรหยุดการใช้ยาในช่วงก่อนรีดนมหรือเข้าโรงฆ่าสัตว์ในระยะ 10-14 วัน เพื่อที่ทิ้งระยะให้ยาปฏิชีวนะในร่างกายสัตว์หมดไป ท้ายที่สุดหากเนื้อสัตว์ยังคงมีแบคทีเรืยดื้อยา หรือยาปฏิิชีวนะที่ยังตกค้าง เมื่อเรารับเข้าสู่ร่างกายก็อาจทำให้แบคทีเรียในตัวเราดื้อยาได้ (*การทำให้อาหารสุกด้วยความร้อนนั้นสามารถฆ่าแบคทีเรียได้ แต่ไม่สามารถทำลายยาปฏิชีวนะที่ตกค้างได้)การใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เกินความจำเป็นเชื่อมโยงกับการเกิดเชื้อดื้อยาในคน และอาจทำให้ยาบางชนิดใช้ไม่ได้ผล ผู้บริโภคไม่มีทางรับรู้ได้เลยว่าก่อนที่จะมาเป็นเนื้อสัตว์ที่เราซื้อกิน สัตว์ตัวนั้นได้ผ่านการรับยาปฏิชีวนะมาปริมาณมากน้อยแค่ไหน ในปัจจุบันฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ระบุเพียงแบรนด์ของอาหาร วันหมดอายุ ชิ้นส่วนของสัตว์ หรือในบางกรณี ระบุรูปแบบของการเลี้ยง แต่ยังไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายว่าสิ่งที่ผู้บริโภคควรตระหนักรู้นอกจากนั้นมีอะไรบ้าง

หากเรายังไม่สามารถลดกินเนื้อสัตว์ได้ แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง

มาร่วมเปลี่ยนแปลงระบบอาหารกับกรีนพีซ โดยผลักดันให้ภาครัฐออกกฎหมายติดฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทุกประเภทโดยเปิดเผยถึงข้อมูลการเลี้ยงสัตว์รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะ และการตกค้างในเนื้อสัตว์ เพื่อแก้ไขปัญหาโรคที่เกิดจากเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในขณะที่บริษัทอุตสาหกรรมอาหารต้องระบุแผนดำเนินการเพื่อลดและยกเลิกการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน เพื่อคืนสิทธิในการรับรู้ข้อมูลและการเลือกบริโภคของประชาชน

 

ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Greenpeace Thailand

ภาพประกอบ Freepik