3 ปมคาใจเรื่องเบาหวานที่คนต้องการรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/598220

  • วันที่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 06:00 น.

3 ปมคาใจเรื่องเบาหวานที่คนต้องการรู้

ไขข้อข้องใจ… เป็นเบาหวานกินทุเรียนได้ไหม? แล้วค่าความเสื่อมของไตล่ะ? สุดท้ายเบาหวานเป็นแล้วมีโอกาสหายหรือไม่?

“เบาหวาน” เป็นโรคใกล้ตัวที่มีสถิติคนไทยป่วยเป็นโรคนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดจากการที่ฮอร์โมนอินซูลินซึ่งสร้างจากตับอ่อนมีระดับต่ำหรือน้อยกว่าปกติ ทำให้ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้ ส่งผลให้มีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดสูงขึ้นจึงทำให้เป็นเบาหวานในที่สุด

ครั้งนี้เราได้เรียนถามกับทีมแพทย์จากกลุ่มโรงพยาบาลพริ้นซ์ กลุ่มโรงพยาบาลพิษณุเวช และโรงพยาบาลอื่นๆ ในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ถึงปัญหาคาใจที่คนส่วนใหญ่อยากรู้ แต่ก่อนอื่นคุณหมอได้เกริ่นถึงเรื่องของโรคเบาหวานให้เรารู้จักคร่าวๆ ว่า

โรคเบาหวานมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้ง “กรรมพันธุ์” เป็นปัจจัยสำคัญของการเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้ “อาหาร” ยังมีส่วนที่ทำให้เกิดเบาหวานได้ มีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่รับประทานของหวานที่ประกอบไปด้วยน้ำตาล หรืออาหารที่มีแคลอรีสูง เช่น ไขมัน ของมัน หรืออาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง เบคอน ตลอดจนเครื่องดื่มยอดฮิตต่างๆ เช่น ชานมไข่มุก เมื่อรับประทานเข้าไปมากๆ จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดโรคอ้วนและโอกาสที่เป็นเบาหวานก็เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ

นอกจากนี้ “ไลฟ์สไตล์” หรือรูปแบบของการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้คนในยุคปัจจุบันหันไปรับประทานอาหารจานด่วนหรือฟาสต์ฟูดมากขึ้น โดยพฤติกรรมดังกล่าวล้วนเสี่ยงทำให้เป็นเบาหวานเช่นกัน คุณหมอจึงได้แนะนำวิธีสังเกตตัวเองเบื้องต้นว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานหรือไม่ รวมไปถึงวิธีปฏิบัติตนเพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ดังนี้

สำรวจตนเองก่อนเข้าเกณฑ์กลุ่มเสี่ยง

ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ได้แก่ 1. ผู้ที่มีบิดาหรือมารดาหรือพี่น้องมีประวัติเป็นเบาหวาน เรียกว่าเป็นความเสี่ยงตามพันธุกรรม 2. ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน และ 3.ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ทั้งสามปัจจัยนี้เป็นความเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดเบาหวาน หากไม่ระมัดระวังในการรับประทานอาหาร ก็จะมีโอกาสเป็นเบาหวานได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีรูปร่างปกติ ผอม หรือมีรูปร่างสมส่วน ก็สามารถอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน

การรับประทานอาหาร สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ซึ่งจะมีการให้ยาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยผู้ป่วยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่เรามีในร่างกายคือ น้ำตาลที่สูงเกินไป ดังนั้น สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ อาหารที่จะรับประทานเข้าไปนั้น จะไปเพิ่มน้ำตาลในกระแสเลือดให้สูงขึ้นหรือไม่ โดยอาหารจำพวกแป้ง โปรตีน ผักและผลไม้ต่างๆ นับว่าจำเป็นต่อร่างกายอยู่แล้ว แต่ควรรับประทานให้พอประมาณ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ขณะเดียวกันควรหมั่นออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

ทุเรียน กับ ผู้ป่วยเบาหวาน ?

ทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ที่ใครหลายคนชื่นชอบ สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และตรวจเลือดแล้วว่าไม่เป็นเบาหวาน สามารถรับประทานได้ แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรระมัดระวัง หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน โอกาสความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานก็จะเพิ่มสูงขึ้น สำหรับผู้ป่วยเป็นเบาหวาน ส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้รักษาระดับน้ำตาลให้ได้ตามเป้าหมายก่อน ก็จะสามารถรับประทานได้ แต่อาจจะหันไปลดปริมาณอาหารอย่างอื่นแทน ซึ่งแนะนำว่าผู้ที่เป็นเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวด้วยจะเป็นผลดีที่สุดต่อตนเอง

เป็นเบาหวานแล้ว โรคไตจะถามหาหรือไม่ ?

มีรายงานว่า ผู้ที่เป็นเบาหวานที่วินิจฉัยครั้งแรกจะมีค่าไตเสื่อมประมาณ 20-30% สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานมานาน 5-10 ปี จะมีความเสื่อมของไตเกิดขึ้นแล้วประมาณ 50% ยิ่งหากรับประทานอาหารรสเค็ม จะส่งผลให้ความดันสูงขึ้นตามไปด้วย

โรคเบาหวานแล้วมีโอกาสหายหรือไม่ ?

ผู้ที่เป็นเบาหวานในระยะเริ่มต้น หากสามารถคุมอาหารได้ รักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ไม่ว่าจะทานยาหรือไม่ทานยาก็ตาม หมั่นออกกำลังกาย ระดับน้ำตาลอาจจะกลับมาในภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวานได้ แต่ไม่สามารถใช้คำว่าหายขาดได้ หากไม่ดูแลตนเองให้ดีก็สามารถกลับมาเป็นได้อีก

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องพึงระลึกและบอกตนเองเสมอว่า ทำอย่างไรให้การรับประทานอาหารกับการใช้ยามีความสมดุลกัน ต้องกระจายมื้ออาหารอย่างไรที่ไม่ให้ระดับน้ำตาลสูง ควรออกกำลังกายในช่วงไหนบ้างที่จะให้น้ำตาลที่เรารับประทานเข้าไปนั้นอยู่ในภาวะที่สมดุลกัน หากรับประทานน้อยเกินไป เกิดภาวะน้ำตาลต่ำก็เป็นอันตราย หากรับประทานมากเกินไปน้ำตาลสูงก็เกิดโรคแทรกซ้อน ดังนั้น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยา ต้องสมดุลกัน

 

ภาพ freepik

วัย Millennials สุขภาพแย่ ‘ป่วยง่าย-ตายเร็ว’ โยงไลฟ์สไตล์ ‘นอนดึก-ตื่นสาย-ซึมเศร้า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/606631

  • วันที่ 18 พ.ย. 2562 เวลา 07:17 น.

วัย Millennials สุขภาพแย่ 'ป่วยง่าย-ตายเร็ว' โยงไลฟ์สไตล์ 'นอนดึก-ตื่นสาย-ซึมเศร้า'

ขอต้อนรับสู่เช้าวันจันทร์ เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยการทำงานที่วนเวียนเป็นวัฏจักรของคนกว่าครึ่งโลก พร้อมปัญหามากมายที่ส่งผลให้คนวัย Millennials มีสุขภาพที่แย่ลง แล้วคุณพร้อมแค่ไหนที่จะมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงเสียดฟ้าในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า

จากรายงานการดูแลสุขภาพฉบับใหม่ของ Blue Cross Blue Shield ที่ตีพิมพ์รายงานยาวกว่า 32 หน้า ได้ให้รายละเอียดของปัญหามากมายที่คนวัย Millennials จะต้องรับมือ ทั้งการมีสุขภาพที่แย่ลงและต้องใช้จ่ายด้านสุขภาพมากขึ้น ในบทนำของรายงานดังกล่าว นักวิเคราะห์จาก Moody Analytics ระบุว่า ในการตรวจสอบรูปแบบสุขภาพของวัย Millennials พบว่า คนวัยนี้มีแนวโน้มที่จะป่วยและอายุสั้นกว่าคน Gen X หรือตีความได้ว่า “พวกเขาจะอายุสั้นกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่”

โดยเรื่องที่จะส่งผลอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของวัย Millennials ไม่ใช่สงครามหรือโรคติดต่อร้ายแรง แต่มันคือเรื่องของ “ภาวะซีมเศร้าและสมาธิสั้น” ซึ่งจะนำไปสู่การใช้สารเสพติดชนิดต่างๆ ข้อมูลสนับสนุนเรื่องนี้คือ ระหว่างปี 2014-2017 พบว่าอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าและภาวะสมาธิสั้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ในคนวัย Millennials ซึ่งแตกต่างจากคน Gen X ที่มีแนวโน้มจะตายด้วยโรคหัวใจและโรคมะเร็ง

ดังนั้น ความจริงก็คือ แม้ว่าโภชนาการและเทรนด์การดูแลสุขภาพของคนวัย Millennials จะส่งผลให้คนรุ่นนี้มีสุขภาพกายที่ดีกว่าคนรุ่นก่อน แต่สิ่งที่กลับกันก็คือคนรุ่นนี้กลับมีสุขภาพจิตที่แย่กว่า และสิ่งนี้เองที่ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมาอย่างรุนแรง เพราะความเครียดยิ่งมากยิ่งทำลายสุขภาพทั้งกายและใจ รู้แบบนี้แล้วคนวัยนี้นอกจากจะต้องขยันสร้างสุขภาพกายที่ดีแล้ว เรื่องของสุขภาพใจก็สำคัญไม่แพ้กัน

ซ้ำร้ายยิ่งกว่า ถ้าเมื่อคืนคุณได้นอนหลับเพียง 5-6 ชั่วโมง บอกเลยว่านั่นเป็นการทำลายสุขภาพโดยที่เราเองไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ระบบย่อยอาหารผิดปกติ ปวดหัว สมาธิสั้น เพราะจากผลการศึกษาของ Northwestern Medicine และมหาวิทยาลัย Surrey หนึ่งในสถาบันชั้นนำของสหราชอาณาจักร ได้มีการศึกษาพบว่า คนที่ชอบนอนดึกมักมีปัญหาไม่ยอมลุกจากเตียงในตอนเช้า มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่เข้านอนเร็วและตื่นนอนในตอนเช้า

การศึกษาในครั้งนี้มีผู้ที่เข้าร่วมวิจัยกว่าครึ่งล้านคน โดยใช้ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลนานถึง 6 ปีครึ่ง ซึ่งการวิจัยก่อนหน้านี้จะมุ่งเน้นไปที่อัตราการเผาผลาญของร่างกาย โรคหัวใจและหลอดเลือด แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ศึกษาวิจัยถึงความเสี่ยงในการเสียชีวิต

บทความวิจัยได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Chronobiology International นักวิทยาศาสตร์พบว่าคนที่นอนดึก ตื่นสาย จะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงถึง 10 เปอร์เซ็นต์ อาจเป็นไปได้ว่าคนนอนดึกตื่นสายมักจะนอนช้าทำให้ตื่นยากในช่วงเช้าจะไปตื่นในตอนกลางวันหรือตอนบ่าย จึงทำให้นาฬิกาชีวิตหรือนาฬิกาชีวภาพ (biological clock) ผิดเพี้ยนไป ส่งผลให้ระบบในร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดความเครียดซึ่งเกิดจากปัจจัยต่างๆ ทั้งการกินอาหารผิดเวลา การออกกำลังกายไม่เพียงพอ การนอนหลับไม่เพียงพอ กลางคืนตาสว่างนอนไม่หลับ และอาจมีการใช้ยาเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์

ทั้งหมดเป็นไลฟ์สไตล์คนวัย Millennials ที่จะย้อนกลับมามีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย ดังนั้น หลังจากนี้ลองเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองให้เป็นคนนอนเร็ว ตื่นเช้า ออกกำลังกายสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 150 นาที นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน ก็จะช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สมองปลอดโปร่ง มีสมาธิมากขึ้น ทำให้เรียนและทำงานได้อย่างเต็มที่ตลอดวัน

เรื่อง : วารุณี มณีคำ

อ้างอิง : https://www.vice.com/en_us/article/evj98k/millennials-will-get-sick-and-die-faster-than-the-previous-generation และ : https://www.sciencedaily.com/

ภาพ : Freepik.com

รวมสตรีทฟู้ดร้านเด็ดร้านดังทั่วทั้งพระนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/606650

  • วันที่ 18 พ.ย. 2562 เวลา 16:00 น.

รวมสตรีทฟู้ดร้านเด็ดร้านดังทั่วทั้งพระนคร

กรุงเทพธารา ไทยเท่ เสน่ห์นคร อิ่มอร่อยกับสตรีทฟู้ดร้านเด็ดร้านดังทั่วทั้งพระนครกว่า 200 ร้านค้า หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมการพัฒนาชุมชน, บริษัท มาสเตอร์การ์ด (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท น้ำตาล มิตรผล จำกัด จัดงาน “กรุงเทพธารา ไทยเท่ เสน่ห์นคร @ centralwOrld” ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ซึ่งไฮไลท์เด่นอยู่ที่กองทัพร้านอาหารระดับตำนาน ร้านอาหารดีเด็ดสมัยใหม่ที่โด่งดังในเพจต่างๆ และสตรีทฟู้ดที่รวบรวมมาให้ได้ชิมกันมากกว่า 200 ร้านค้า มีเพียงปีละครั้ง และยังมี Instagram spot ที่ดึงเอกลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นไทยร่วมสมัยจัดเป็นแลนด์มาร์คถ่ายรูปเช็คอิน เรียกได้ว่ามางานนี้ได้ทั้งอิ่ม อร่อย และรูปเก๋ๆลงโซเชี่ยลได้ไม่หลุดเทรนด์

มาดูกันว่าร้านเด่นดังที่ไม่ต้องไปตระเวนกินจะมารวมอยู่ในงานนี้ อาทิ ราชาโค เนื้อย่างโคขุน เนื้อย่างรสเด็ด น้ำจิ้มรสแซ่บ เนื้อย่างชื่อดังย่านราชพฤกษ์ เนื้อย่างเสียบไม้บัตรคิว เด็ดจริง เนื้อนุ่ม ไม่เหนียว ไร้กลิ่นสาบกินร้อนๆ ไม้เดียวไม่เคยพอ

หมูสะเต๊ะนายซ้ง ร้านดังจากจุฬาฯ ซอย 8 เจ้าเก่าหน้าร้านสมบูรณ์ เนื้อหมูนุ่ม หอมสมุนไพร ร้านนี้นอกจากความอร่อนขึ้นชื่อเรื่องบรรจงคัดสรรวัตถุดิบสดใหม่ทุกวัน น้ำจิ้มถั่วหอมมันเฉพาะตัว การันตีความอร่อยนานกว่า 40 ปี

Project Bus Café Art เป็นรถกาแฟเคลื่อนที่ ย่านงามวงศ์วาน ที่มีบาร์กาแฟแบบสโลว์อยู่ภายใน มีการนำรูปแบบการเสริฟกาแฟแบบสโลว์มาใช้ และคัดสรรเมล็ดกาแฟจากไทยและต่างประเทศมาให้บริการ ในงานครั้งนี้ยังมีเครื่องดื่มพิเศษ คือเมนู “เอวเดอร์ โซดา คอฟฟี่” เป็นกาแฟกลิ่นดอกเอวเดอร์ ดอกไม้จากฝรั่งเศส ที่จะนำความสดชื่นให้แก่ผู้ชื่นชอบการดื่มกาแฟโดยเฉพาะ

ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาแม้นศรี ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาแม้นศรี เจ้าดั้งเดิมกว่า 40 ปี จากถนนบำรุงเมือง ลูกชิ้นปลาสดใหม่ ผลิตจากเนื้อปลาเเท้เเละวัตถุดิบธรรมชาติ ปลอดสาร 100%

ลูกชิ้นหมูแพร่งนรา ลูกชิ้นหมูแท้น้ำจิ้มรสเด็ดร้านเก่าแก่ชื่อดัง ความสวยของแม่ค้ายังเป็นที่เลื่องลือไม่แพ้กัน

โอว ก๋วยเตี๋ยวพริกสด ก๋วยเตี๋ยวพริกสดลูกชิ้นปลาแท้เจ้าแรกในไทย มีจุดเด่นตรงน้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้าน และเมนูพิเศษที่ไม่ควรพลาด เกี๊ยวกุ้งต้มยำน้ำข้น อร่อยละมุนถ้วยเดียวอาจจะไม่พอ

 

ก๋วยเตี๋ยวไข่แม่อีฟ รสแซ่บเจ้าดังจากแปดริ้ว ใช้หมูเด้งปั้นก้อนกลมสอดไส้ด้วย เส้นบะหมี่ ชีสยืดๆ และไข่ยางมะตูม ราดด้วยน้ำต้มยำจี๊ดจ๊าด

เตี๋ยวหมูรถตู้ ก๋วยเตี๋ยวหมูกะทะร้อนรสเด็ดที่ต้องลอง หลังเลิกงานแวะมาทานเมนูก๋วยเตี๋ยวที่เสริฟบนกะทะร้อนๆ ในบรรยากาศหลังพระอาทิตย์ตกฟินอย่าบอกใคร

Sister ยำ ร้านยำรสแซ่บจากเชียงใหม่ เมนูยอดฮิตของคนไทย รสชาติจัดจ้าน แซ่บนัว ยำว่าเด็ดแล้วแต่ยังไม่เผ็ดเท่าแม่ค้า

ยำปูแสบ ร้านยำอีกร้านที่พลาดไม่ได้กับยำมะม่วงปูม้าสุดแซ่บย่านรามอินทรา กม.2 ที่มีปูม้าให้ได้เลือกอร่อยได้หลายไซส์หลายราคา

ทาน IN Town กับเมนูหมูกรอบชาชูกรอบนอกนุ่มใน ที่ดีที่สุดในย่านทาวน์อินทาวน์ รสชาติอร่อยจนเราอยากให้คุณได้ลอง

ยังมีอีกหลายร้านเด็ดรุ่นเก๋า ร้านดีรุ่นใหม่อีกมากมายที่น่าสนใจ อาทิ Kanok Tea คาเฟ่ที่ตกแต่งด้วยดอกไม้ผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทย พลาดไม่ได้กับชานมไข่มุกท็อปด้วยฝอยทอง, พจน์ ปลาหมึกย่าง ร้านรถเข็นคันเล็กๆ จากย่านเสาชิงช้า แต่รสชาติและความสดใหม่ไม่เป็นรองใคร, Seahub ปลาหมึกทอดใหม่ๆ กรุบกรอบ น้ำจิ้มไทยโบราณคลาสสิก, ซ้งเป็ดพะโล้ ร้านในตำนานขายมานานกว่า 30 ปี เป็นผู้สร้างสรรค์เมนูเป็ดพะโล้ต้นตำหรับอันลือชื่อ มีความเนื้อนุ่มอร่อย อยู่แยกวังหิน, จัมโบ้ปลาหมึกย่าง จัมโบ้ ปลาหมึกย่าง ย่านพระราม 2 นอกจากน้ำจิ้มจะรสแซ่บ และความสดมากๆของปลาหมึก ยังเป็นอีก 1 ร้านสตรีทฟู้ดของคนชอบเดินตลาดกลางคืนรู้จักเป็นอย่างดี เพราะร้านนี้มีเฟรนไชน์มากมาย, Chicky chic ไก่ทอดสูตรเด็ด มาพร้อมกับน้ำซอสไข่แดงลาวา และชีสลาวา กรอบอร่อย หยุดไม่อยู่, คั่วไก่เจ๊เค็ง เจ๊งิ้ม ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เจ้าเด็ดในซอยสวนมะลิ อร่อย กลมกร่อม หอมเพราะผัดจากเตาถ่าน จานเดียวไม่เคยพอ, ทอดมันปลาจับหลัก หรือปลาจับไม้ ร้านเด็ดมีแฟนไชน์ทั่วประเทศ รสชาติกลมกล่อม ใครยังไม่ลองถือว่าพลาดมาก, เหมาเหมา กระเพาะปลา อาหารรสชาติภัตตาคารแต่ราคา Street Food กระเพาะปลาแท้ก้อนใหญ่ เนื้อปูเยอะ รสชาติกลมกล่อม สูตรเฉพาะที่ร้าน มาพร้อมกุ้งอบวุ้นเส้น ปูอบวุ้นเส้น และปอเปี๊ยะเป็ดปักกิ่งที่มีขายที่นี่ที่เดียว

นอกจากนี้ ยังมีร้านจากกรมการพัฒนาชุมชน ที่นำร้านอาหารที่มีคุณภาพหลายร้านค้า เพื่อยกระดับและให้การรับรองมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้ สร้างอัตลักษณ์ ส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีคุณภาพมาผลิต ได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยี โดยการวิเคราะห์ทดสอบกลิ่นและรสชาติให้กับผู้ประกอบการ OTOP ประเภทอาหารและเครื่องดื่ม หรือผู้ประกอบการในภาคการบริการอาหาร จากทุกภูมิภาคของประเทศ อาทิ ร้านขนมดอกลำเจียก อ่างทอง, บ้านปลาทูมหาชัย, เย็นตาโฟอาซ้อเลิศรส, ก๋วยจั๊บญวน อุบลราชธานี, ข้าวยำ ปัตตานี, ขนมเปี๊ยะปิ้ง เมืองตรัง, ข้าวแช่แม่เล็ก สกิดใจ, ส้มปลา ส้มไข่ปลา อุบลราชธานี, ข้าวเกรียบปากหม้อสีธรรมชาติ, หมูหวาน หมูฝอย อุบลราชธานี, โรตีสายไหมบังอิมรอน, ไอศครีมถูกใจใช่เลย,ร้านใบบัว,ปลากรอบโชกุน, ร้านสามพี่น้องไก่ย่างเขาสวนกวาง, แม่บังอร ซีฟู้ด, ผัดไทโบราณ นครปฐม, ส้มโอขาวน้ำผึ้ง กำแพงเพชร

เชิญมาลองลิ้มรสชาติอาหารเมนูเด็ดเมนูดังแบบครบ 4 ภาคจากทั่วทุกมุมของกรุงเทพมหานคร อร่อยแบบฟินในงานกรุงเทพธารา ไทยเท่ เสน่ห์นคร @ centralwOrld ณ ลานสแควร์ B, C, D หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ วันนี้ ถึง 3 พฤศจิกายน 2562 เท่านั้น

5 ที่เที่ยวเขาใหญ่เอาใจคนอยากไปสัมผัสธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/606648

  • วันที่ 18 พ.ย. 2562 เวลา 12:26 น.

5 ที่เที่ยวเขาใหญ่เอาใจคนอยากไปสัมผัสธรรมชาติ

อิงแอบแนบพงไพรไปกับสถานที่ต้องเที่ยวในเขาใหญ่ รื่นรมย์รับลมหนาว

ไม่ว่าจะร้อน จะฝน จะหนาว หากนึกถึงสถานที่พักผ่อนใกล้กรุงเทพฯ เชื่อว่าใครๆ ก็นึกถึง“อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” เป็นที่แรก เพราะเหมาะกับการไปชาร์จแบตเติมพลังในวันหยุดสุดสัปดาห์ ขับรถไม่กี่ชั่วโมงก็ไปถึงแล้ว และยิ่งช่วงเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแบบนี้ หลายคนก็กระหายอยากไปซึมซับความรื่นรมย์ก่อนใคร ซึ่งเขาใหญ่คือจะหมายปลายทางแรก เพราะอากาศดี บรรยากาศเป็นธรรมชาติ มองไปทางไหนก็เขียวขจี ชวนสดชื่นฉ่ำใจกว่าที่ไหนๆ โดยเฉพาะหากขึ้นไปจากฝั่งปากช่อง นครราชสีมา มีหลายแห่งที่น่าสนใจหากไปพักผ่อนช่วงต้นหนาวแบบนี้ ขอแนะนำสัก 5 สถานที่ ชวนรื่นรมย์ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด และเก็บภาพความประทับใจได้แบบรัวๆ ไว้อวดเพื่อนให้อิจฉาเล่น ดังนี้

1.อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นับเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย และได้รับสมญานาม ว่าเป็นอุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน ตลอดจนเป็นที่ยอมรับทั่วไปว่า เป็นอุทยานแห่งชาติที่สำคัญของโลก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมานานหลายสิบปี เพราะนับเป็นแหล่งผลิตโอโซนสีเขียวขนาดใหญ่ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด และเป็นต้นน้ำลำธารที่หล่อเลี้ยงชีวิตสัตว์ป่าหายาก ทั้งเก้ง กวาง ช้าง เสือ ไปจนถึงกระทิง ให้ได้พึ่งพิงอาศัย การได้นั่งรถผ่านเส้นทางที่ร่มรื่น อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ ได้ยินเสียงนก เสียงสัตว์ป่าน้อยใหญ่ส่งเสียงร้องทักทายผู้มาเยือน นับเป็นวิถีการท่องเที่ยวที่แสนจะสุขสำราญใจ แค่ได้ขับรถมองวิวข้างทางก็เพลินมากแล้ว ในขณะเดียวกันเราสามารถแวะท่องเที่ยวตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจุดชมวิว น้ำตกเหวสุวัต ทุ่งหญ้าเขียวขจีระหว่างทาง ฯลฯ สำหรับไฮไลต์อยากบอกว่าน้ำตกเหวนรก สวยมากและน้ำยังเยอะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในป่าดงดิบลึกๆ และไม่ควรพลาดไปน้ำตกเหวสุวัตด้วย ซึ่งหลายคนคงคิดถึงภาพจำในหนัง The Beach ที่เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ เคยมาถ่ายทำ เป็นช่วงเวลาที่น้ำตกสวยมากๆ เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมให้ทำมากมาย เช่น ล่องแก่ง ดูนก กางเต็นท์ค้างแรม หรือจะพักบ้านพักของอุทยานฯ สงบเงียบ สุดประทับใจ อัตราค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติ ชาวไทย : ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ : ผู้ใหญ่ 400 บาท เด็ก 200 บาท ที่ทำการ โทร.086-092-6527 ติดต่อบ้านพัก โทร. 086-092-6529

2.ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ (GranMonte Vineyard and Winery)

ไร่องุ่นไวน์ กราน-มอนเต้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร Agrotourism หรือ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรไวน์ Oenotourism เรียกว่าเป็นการผสมผสานระหว่างสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการปฏิบัติงานทางด้านการปลูกไวน์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยมีไร่องุ่นปลูกอยู่บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ที่นี่มีองุ่นหลายสายพันธุ์คัดสรรจากต่างประเทศ อาทิ Syrah, Cabernet Sauvignon, Chenin Blanc, Viognier, Verdelho โดยคัดเลือกสายพันธุ์ที่เข้ากับสภาพอากาศ และดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพื่อนำไปเป็นส่วนผสมหลักระดับพรีเมียมในการผลิตไวน์ของไร่กรามอนเต้ หลายคนมาที่นี่เพราะหลงใหลในรสชาติของไวน์ฝีมือ นิกกี้-วิสุดา โลหิตนาวี ทายาทเจ้าของไร่องุ่นแห่งนี้ที่มีดีกรีเป็นถึงไวน์เมกเกอร์คนแรกของเมืองไทย ด้วยการดูแลองุ่นทุกต้นอย่างพิถีพิถัน และกระบวนการทำไวน์ฉบับอินเตอร์ ทำให้ไวน์ของไร่นี้มีคาแร็กเตอร์พิเศษเฉพาะตัว จนหลายปีที่ผ่านมาไวน์ของ “กราน-มอนเต้” ได้ไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย จากการคว้ารางวัลในระดับโลกมาแล้วมากมาย รวมถึงรางวัล Best National Producer – Thailand หรือผู้ผลิตไวน์ดีเด่นแห่งประเทศไทย จากการแข่งขันไวน์นานาชาติ AWC Vienna ที่จัดขึ้นในประเทศออสเตรีย ชนะซ้อนหลายปี รวม 2015, 2016, 2017 และ 2019

ที่ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ มีห้องให้ความรู้เกี่ยวกับไร่ และองุ่นสายพันธุ์ต่างๆ ตั้งแต่เรื่องพันธุ์องุ่นที่ใช้ทำไวน์ ถังไม้โอ๊คที่ใช้หมัก ไปจนกระทั่งเทคนิคการชิมไวน์อย่างถูกวิธี และยังอิ่มใจกับความงดงามของไร่องุ่นและทิวทัศน์ เพียงเลี้ยวรถเข้าไปจะได้พบกับทัศนียภาพที่สวยงามของต้นองุ่น ที่ปลูกเรียงรายเป็นแถวยาวไปจนสุดสายตา สำหรับใครที่สนใจเรื่องไวน์เป็นพิเศษ สามารถซื้อแพ็กเกจชมสวนองุ่น และร่วมเวิร์ก ช็อปชิมไวน์ หรือ wine tasting ได้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีร้าน Montino Shop ขายผลิตภัณฑ์จากไร่อย่างเช่น ไวน์ น้ำองุ่นชีราซ 100% และสินค้าโฮมเมดแยมองุ่น ฯลฯ รวมทั้งร้านอาหาร VinCotto ร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนบรรยากาศเยี่ยม ที่ซ่อนตัวอยู่ในไร่องุ่น และยังมีบริการห้องพักสุดหรูในชื่อ GranMonte Wine Cottage สำหรับท่านที่อยากนอนพักผ่อนท่ามกลางไร่องุ่นไวน์ ไม่มีทีไหนอีกแล้วในประเทศไทยที่จะได้ใกล้ชิดธรรมชาติของอุทธยานแห่งชาติเขาใหญ่ และไร่องุ่นไวน์สุดโรแมนติคขนาดนี้ นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีเทศกาลเก็บเกี่ยวองุ่นประจำปี ช่วงต้นปี ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว จนต้องจองแพ็กเกจข้ามปีกันเลยทีเดียว ที่สำคัญเรื่องการบริการยังการันตีด้วย รางวัลชนะเลิศการบริการยอดเยี่ยม ประจำปี ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2013 จนถึง ปัจจุบัน จาก Tripadvisor เว็บไซต์ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

หากมาในช่วงต้นหนาวและยาวไปถึงกุมภาพันธ์ บอกเลยว่า แม้ไม่ได้ไปเที่ยวต่อที่ไหน ก็คุ้มค่ากับบรรยากาศ ที่แสนจะร่มรื่นย์ และการถ่ายภาพกับไร่องุ่น และทุ่งหญ้าที่เขียวขจี โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาทอดยาว รับรองว่าภาพที่ถ่ายออกมาสวยมากๆ จนอดที่จะแชร์อวดเพื่อนๆ ไม่ได้ สำหรับค่าเข้าชมไร่องุ่น และ wine tasting ราคาผู้ใหญ่ท่านละ 450 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 20 หรือท่านที่ไม่ดื่มไวน์ 350 บาท รอบทัวร์ช่วงหน้าหนาวนี้ วันธรรมดา 10:00, 11:30, 13:30, 15:00, 16:00 น. เสาร์อาทิตย์และวันหยุด 09:00, 10:00, 11:30, 13:30, 15:00, 16:30 น. โทรจองได้เลยที่ 092 806 7755

3.พิชญ์เขาวงกต (Pete Maze)

เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีจุดขายและกำลังได้รับความนิยมสูง โดยมีพื้นที่ทั้งหมดราว ๆ 5 ไร่ ภาพถ่ายมุมสูงของ “พิชญ์เขาวงกต” เป็นเส้นทางสลับซับซ้อนเหมือนเกมเขาวงกต ด้านบนตัดเรียบเสมอกัน เป็น “เขาวงกต” ที่มีชีวิต เพราะสร้างขึ้นด้วยต้นไม้ ชวนให้นักท่องเที่ยวมาเป็นตัวละครจริง ที่ต้องพิชิตเกม โดยเข้าไปในเขาวงกต และพยายามหาทางออกมาให้ได้ ตัว “เขาวงกต” ที่เห็นเป็นสีเขียวนี้ คือ ต้นโมกที่ปลูกอย่างมีการวางแผน ตัดแต่งให้งดงาม ไม่มีกิ่งก้านใบให้รกตา ความสูงรักษาไว้ที่ท่วมหัวของคนทั่วไป ความเหมือนของแผงต้นโมกตลอดเส้นทาง ทำให้จับไม่ได้ว่า กำลังอยู่ ณ จุดไหน มีเพียงช่องว่างทางเดินให้เลือกเท่านั้นว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา เพราะขณะอยู่ในนั้น จะไม่เห็นภาพรวมใหญ่ เห็นแต่ช่องทางตรงหน้าที่เหมือนๆ กัน นับเป็นการท้าทายตัวเองว่าจะทำเวลาเท่าไหร่ในการหาทางออกมาให้ได้ หากเดินหลงทาง (แต่ไม่อันตราย) ก็ยังได้เจอจุดถ่ายรูปเก๋ๆ ที่ซ่อนอยู่ข้างใน เป็นต้นว่า ลานน้ำพุ รูปปั้น สัตว์ ต้นไม้ที่ถูกตัดแต่งเป็นรูปสัตว์ มีต้นไม้ใหญ่ ลานสวยๆ ดอกไม้งามๆ กรงนกยูง ประติมากรรมถ้วยหลากสีซ้อนกัน ศาลานั่งพัก เข้าทำนองว่า “จุดหมายไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ได้พบเจอระหว่างทาง”

นอกจากนี้บรรยากาศโดยรอบยังสวยงาม มีคาเฟ่ไว้บริการ เหมาะแก่การมานั่งดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ระหว่างวัน มองทิวทัศน์สวยๆ ลมหนาวพันมาเอื่อยๆ สูดอากาศชื้นเย็นสบายๆ พิชญ์ เขาวงกต อยู่ในซอยตรงข้ามฟาร์มโชคชัย 3 ถนนธนะรัชต์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เปิดเฉพาะ วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09:00-18:00 น. ค่าเข้าชม 150 บาท โทร.080-168-9601

4.บ้านหมากม่วง (KhaoYai the mango house farm)

คำว่า “หมากม่วง” เป็นชื่อที่คนเฒ่าคนแก่เรียก “มะม่วง” ในปัจจุบัน “บ้านหมากม่วง” คือฟาร์มปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์ บนพื้นที่ 250 ไร่ มีมะม่วงกว่า 8,500 ต้น ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี ในการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้เชิงพาณิชย์ กับรสชาติที่สร้างจากภูมิปัญญา และความพิเศษของผืนดินปากช่อง ผลผลิตจากฟาร์มจึงไม่ใช่เพียงแค่การส่งมอบสินค้าคุณภาพดีให้ลูกค้าเท่านั้น แต่นี่คือความภาคภูมิใจ และคุณค่าของผืนดินเกษตรกรรมปากช่อง ท่ามกลางขุนเขา และสายลมหนาวโชยมาเอื่อยๆ แบบนี้ ที่นี่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมฟาร์ม เก็บภาพกับสวนสวย และต้องห้ามพลาดแวะ Farm Shop จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งมะม่วงผลสด และเมนูมะม่วงอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง ไอศกรีมมะม่วงรสเลิศ พุดดิ้งมะม่วง มะม่วงน้ำดอกไม้ชิ้นโตเสียบไม้ เรียกว่าตอบโจทย์ทุกกลุ่มวัย แล้วอย่าลืมซื้อมะม่วงผลสวยๆ เหลืองทองลูกโตๆ กลับบ้าน เพียงกิโลกรัมละ 200 บาท จำหน่ายราคาเดียวตลอดปี เฉลี่ยตกลูกละ 100 บาท (เฉลี่ย 2 ลูก/กิโลกรัม) เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกวัน (หยุดวันอังคาร) ไม่หยุดวันนักขัตฤกษ์ เวลา 09:00-17:00 น. ฟาร์มอยู่กิโลเมตรที่ 11 เลี้ยวขวาเข้ามา จะพบฟาร์มช็อปอยู่ซ้ายมือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.094-521-1121 หรือเฟซบุ๊ก บ้านหมากม่วง

5.The Bloom by ทีวีพูล

ช่วงปลายฝนเพิ่งพ้นผ่านเข้าสู่ต้นหนาว เป็นช่วงเวลาที่ดอกไม้สวย และที่นี่คือสวนดอกไม้ขนาดใหญ่บนพื้นที่มากกว่า 100 ไร่ คุณจะพบสวนดอกไม้ท่ามกลางขุนเขาและพื้นที่ผืนเดียวในเขาใหญ่ที่มองเห็นผาดำและแดงตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ที่นี่มีดอกไม้มากว่า 30 สายพันธุ์ งามสะพรั่ง เบ่งบานรอการมาเยือนของนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ไฮไลต์ ของที่นี้ อาทิ จุดชมวิว 360 องศา แรงบันดาลใจจากลานกลางเมือง Monte Carlo, Monaco กระเป๋า HERMES ยักษ์ แรงบันดาลใจจากความฟุ้งเฟ้อแห่งถนน Champs Elysees ปารีส ฝรั่งเศส กิจกรรมป้อนอาหารแกะ แรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมเมืองโอ้กแลนด์ นิวซีแลนด์ น้ำพุ 12 ราศรี แรงบันดาลใจจาก น้ำพุเทรวี กรุงโรม อิตาลี นอกจากนี้ ยังมีรีสอร์ทหรูพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก แวดล้อมไปด้วยขุนเขาและธรรมชาติอันแสนงดงาม “The Bloom by ทีวีพูล” ตั้งอยู่ที่ 357 ตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หากมาจากรุงเทพฯ ถึงหลักกิโลที่ 144 ถนนมิตรภาพ เข้าซอยผ่านศึกมา 7 กิโลเมตร ก็จะพบกับภาพแสนประทับใจ เปิดให้บริการทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08:00-20:00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ เวลา 08:00-22:00 น. Call Center: 092-279-1222, 092-279-1666

นั่นคือ 5 สถานที่เด่นๆ ใกล้เขาใหญ่ฝั่งปากช่อง นครราชสีมา ที่เหมาะแก่การแวะไปพักผ่อนซึมซับความสดชื่น ฉ่ำใจ ในบรรยากาศที่แตกต่าง กับช่วงต้นหนาวแบบนี้ ที่ทุกแห่งต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปรัวๆ แล้วแชร์โซเชียล ให้เห็นความสวยงามของเขาใหญ่ในโทนที่แตกต่าง….บอกเลย ต้องลอง!

วัยรุ่น วัยหวาน กับเบาหวานที่รุนแรงกว่าวัยสูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606657

  • วันที่ 18 พ.ย. 2562 เวลา 13:58 น.

วัยรุ่น วัยหวาน กับเบาหวานที่รุนแรงกว่าวัยสูงอายุ

ตัวเลขคนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวานแตะ 4.8 ล้านคน ตายวันละ 200 คน สาเหตุหลักมาจาก “เนือยนิ่ง-อ้วน-อายุมาก” ซ้ำร้ายเบาหวานในวัยรุ่นมีความรุนแรงกว่าที่เกิดในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง กล่าวในงานแถลงข่าววันเบาหวานโลก 2562 World Diabetes Day Thailand 2019 Together Fight Diabetes ว่า ปัจจุบันประชากรไทยวัยผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรคเบาหวานถึง 4.8 ล้านคน และมักเกิดภาวะแทรกซ้อนเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมาจากวิถีชีวิตแบบเนือยนิ่ง โรคอ้วน และอายุที่มากขึ้น

ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาเพียงร้อยละ 35.6 หรือเพียง 2.6 ล้านคน บรรลุเป้าหมายในการรักษาได้เพียง 0.9 คน ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานในเมืองไทยมีมากถึง 200 รายต่อวัน คาดการณ์ว่าความชุกของโรคเบาหวานจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 5.3 ล้านคนภายในปี 2583 ซึ่งหากดูแลรักษาได้ไม่ดีอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคไต และการถูกตัดเท้าหรือขา

นอกจากนี้ ยังพบว่าโรคเบาหวานที่เกิดในวัยรุ่น วัยหนุ่มสาว และผู้ใหญ่วัยต้นนั้น มีข้อมูลชี้ชัดว่าโรคมีความรุนแรงกว่าเบาหวานที่เกิดในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ รวมถึงตอบสนองต่อการรักษาได้น้อยกว่า นำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ อย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่า สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นกลุ่มประชากรในวัยทำงาน

เยาวชนที่เป็นเบาหวานตั้งแต่วัยเด็กเล็กและวัยเรียน จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ แต่อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ครอบคลุมอยู่ในรายการของสำนักง่านหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และมีค่าใช้จ่ายอยู่ราว 13,000 ต่อปี ทำให้ครอบครัวของผู้ป่วยที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์นี้ได้ หลายหน่วยงานจึงได้ร่วมมือจัดกิจกรรมระดมทุนช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มนี้ที่มีอยู่ราว 100,000 คน ในประเทศไทย

ไลฟ์สไตล์ที่เป็นสาเหตุในการก่อโรคเบาหวาน และ NCDs

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า เบาหวานเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ Non-Communicable diseases: NCDs ที่คุกคามประชากรทั่วโลก อันมีสาเหตุจากพฤติกรรมทางสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การมีกิจกรรมทางกายไม่เหมาะสม การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลกและประเทศไทย โดยทั้งโลกมีผู้เสียชีวิตปีละมากกว่า 40 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 71 ของการเสียชีวิตทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา สามารถคำนวณมูลค่าความสูญเสียถึง 47 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 หากไม่มีการดำเนินการแก้ไข ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตประมาณ 400,000 คนต่อปี คิดเป็นร้อยละ 76 ของการเสียชีวิตทั้งหมด และครึ่งหนึ่งเสียชีวิตก่อนวัยอันควร คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียร้อยละ 2.2 ของ GDP ต่อปี

แนะนำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่น่าสนใจ

Fight Diabetes Run วิ่งสู้เบาหวาน

กิจกรรมเดินสะสมระยะ (Virtual Run) วิ่งส่งเสริมสุขภาพ และระดมทุนช่วยกองทุนเบาหวานเด็ก สามารถสมัครเป็นทีมทีมละอย่างน้อย 3 คน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ Line @FightDiabetesRun หรือสามารถซื้อเสื้อและเหรียญที่ระลึก ได้ในราคารวม 450 บาท เริ่มส่งผลเดินวิ่ง ได้ตั้งแต่ 14 พ.ย. 2562–15 ม.ค. 2563 โดยทีมที่สามารถสะสมระยะทางได้มากที่สุดจะได้รับโล่เชิดชูเกียรติ เป็นองค์กรหรือครอบครัวตัวอย่างห่างไกลเบาหวาน นอกจากนี้จำนวนระยะทางรวมที่ผู้เข้าร่วมทั้งหมดเดิน-วิ่งได้ จะแปลงเป็นเงินบริจาคช่วยผู้ป่วยเด็กเบาหวาน โดย 1 กิโลเมตร มีค่าเท่ากับ 1 บาท โดยเงินจำนวน 13,000 บาท สามารถช่วยเด็กเบาหวาน 1 คนให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้เป็นเวลา 1 ปี

Active Meeting Challenge ภารกิจท้าคุณขยับ

เป็นการประกวดคลิปออกกำลังกายระหว่างพักการประชุมหรือการปฏิบัติงาน เพื่อกระตุ้นให้คนในองค์กรให้ความสำคัญกับการเพิ่มการขยับร่างกายในชีวิตประจำวัน และตระหนักถึงภัยอันตรายของการนั่งทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดโรค NCDs รวมถึงเบาหวาน กิจกรรมนี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็น Healthy Organization หรือองค์กรสุขภาพพดี สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันนี้-31 ม.ค. 2563

กิจกรรม Healthy Family Workshop

เชิญชวนสมาชิกในครอบครัวมาร่วมเวิร์กชอปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและออกกำลังกาย ในรูปแบบกิจกรรมเรียนรู้ที่สนุกสนาน สามารถนำไปใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ครอบครัวห่างไกล NCDs และเบาหวาน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและประกาศรับสมัครได้ผ่านทางแฟนเพจเครือข่ายคนไทยไร้พุง

Together Fight Diabetes Fair

กิจกรรมวันรวมพลังสู้เบาหวานและโรค NCDs ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือน ก.พ. 2563 นี้

ฟรีคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ใจกลางกรุง ‘โค้ก-หาดทิพย์’ ฉลอง 5 ทศวรรษจัดใหญ่ยกทะเลมาไว้หน้าเซ็นทรัลเวิลด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/606167

  • วันที่ 13 พ.ย. 2562 เวลา 14:11 น.

ฟรีคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ใจกลางกรุง 'โค้ก-หาดทิพย์' ฉลอง 5 ทศวรรษจัดใหญ่ยกทะเลมาไว้หน้าเซ็นทรัลเวิลด์

ฉลองครบรอบ 50 ปี โค้ก-หาดทิพย์ เตรียมจัดเทศกาลแห่งความสนุก “เกาะสวาทหาดทิพย์ เทด-กาล-งาน-หนุก-หนัด” จัดเต็มฟรีคอนเสิร์ตและกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟตลอด 2 วัน 23-24 พ.ย.นี้ หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

เพื่อขอบคุณคู่ค้าและผู้บริโภคที่ให้การสนับสนุนมาตลอดระยะเวลา 50 ปี บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับลิขสิทธิ์ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์โคคา-โคลา ใน 14 จังหวัดภาคใต้ จัดงานฉลองครบรอบ 5 ทศวรรษ โค้ก-หาดทิพย์ สุดยิ่งใหญ่ ในธีม “เกาะสวาทหาดทิพย์ เทด-กาล-งาน-หนุก-หนัด”

ครั้งแรกกับเทศกาลแห่งความสนุกในกลิ่นอายของทะเลใต้เกาะสวาท หาดทิพย์ พร้อมยกขบวนกองทัพศิลปินสุดฮอตครบทุกแนวดนตรี ป๊อป ฮิปฮอป แดนซ์ ร็อค เพื่อชีวิต ที่จะมาส่งความสุขให้พี่น้องชาวไทยได้สนุกกันเต็มที่ กับฟรีคอนเสิร์ตจัดเต็มตลอด 2 วัน ในวันหยุดสุดสัปดาห์

ครื้นเครงกับสารพัดกิจกรรมสอยรางวัลกลับบ้าน และร่วมประมูลเสื้อยืดวาดมือการกุศลจาก ศิลปิน ดาราเซเลบริตี้ กว่า 50 ท่าน เพื่อให้ชีวิตใหม่แก่เด็กปากแหว่งเพดานโหว่ ที่สำคัญพลาดไม่ได้กับเมนูอาหารชื่อดังจากภาคใต้ที่จะมาให้หรอยอย่างแรง ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิลที่ราวกับยกเกาะจากภาคใต้มาไว้ใจกลางกรุง โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 พฤศจิกายนนี้ ณ เซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

โดยในงานจะมีจุดถ่ายภาพเก๋ๆ จำลองบรรยากาศเกาะสวาท หาดทิพย์ มีทั้งรถโค้กยักษ์ วิวทะเลสวยๆ เหมือนยกเกาะมาให้ถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนาน รวมทั้งชิมเมนูอร่อยของร้านอาหารดังจากปักษ์ใต้ ที่จะมาเสิร์ฟความอร่อยถึงกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น เต้าคั่ว เจ๊เอ็ง, ขนมไข่เตาถ่าน ป้ามล ร้านดังจากหาดใหญ่, ข้าวต้มแห้งโกเบนซ์ ร้านเด็ดของภูเก็ต และเมนูอร่อยอีกมากมาย รวมทั้งจัดฟรีคอนเสิร์ตที่จะมาระเบิดความมัน

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน เปิดเวทีด้วย วงคาราบาว, ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, เจนนี่ ลิลลี่, PARADOX, มอส ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, วงนูโว, นิว จิ๋ว, TWOPEE

และวันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน สนุกกับ MAITRI, แอมมี่ THE BOTTOM BLUES, THE KEYLOOKZ, เบน ชลาทิศ, ทาทา ยัง, คริสติน่า อากีล่าร์, เจ เจตริน วรรธนะสิน, โมเดิร์น ด็อก และ วงไทยเทเนี่ยม มาพร้อมกับแขกรักเชิญพิเศษ wonderframe”

ในโอกาสเดียวกันนี้ ยังจัดกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคม ผ่านการประมูลเสื้อเพ้นท์ลายจากศิลปิน ดารานักแสดงชื่อดังกว่า 50 คน เช่น “แอฟ” ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ, “เชียร์ “ทิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์, “เป้” อารักษ์ อมรศุภศิริ, เจนสุดา ปานโต, แอริน ยุกตะทัต, “วุ้นเส้น” วิริฒิพา ภักดีประสงค์, เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร, ภูริ หิรัญพฤกษ์ ฯลฯ โดยรายได้จากการประมูลจะมอบให้กองทุนเฉลิมพระเกียรติ 100 ปี สมเด็จย่า คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

ซึ่งงานนี้ได้จัดงานแถลงข่าวงานไปเรียบร้อยแล้ว โดยมี พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย กล่าวถึงการเฉลิมฉลองครบ 5 ทศวรรษ ของบริษัทฯ ในโอกาสที่บริษัทฯ ได้พัฒนากิจการให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและสังคมในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ที่บริษัทฯ เข้าไปดำเนินธุรกิจ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของชุมชนอย่างยั่งยืน

ในฐานะผู้นําอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในปีนี้บริษัทฯ ได้มีการปรับโฉมองค์กรในหลายด้าน ทั้งด้านภาพลักษณ์ โดยมีการปรับโลโก้ใหม่ให้ดูสดชื่นขึ้น ตลอดจนสร้างสรรค์มาสคอต โดยนำคาแรคเตอร์ของ ‘เท่ง’ ตัวตลกในหนังตะลุงของภาคใต้ มาเป็นตัวแทนของหาดทิพย์ ซึ่ง ‘เท่ง’ ทั้ง 3 เวอร์ชั่น จะปรากฎตัวในกิจกรรมต่าง ๆ ที่หาดทิพย์ให้การสนับสนุน ทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม และการกีฬา รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของการดำเนินธุรกิจและสร้างความเขื่อมั่นต่อการลงทุนว่าจะสามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงนโยบายที่ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการสร้างผลประกอบการที่ดีเช่นเดิม

ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา หาดทิพย์ได้เข้าไปมีส่วนในการช่วยเหลือสังคมในภาคใต้ทั้งด้านการศึกษา กีฬา สาธารณกุศล และ สาธารณประโยชน์ รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยการสนับสนุนและจัดโครงการต่างๆ กว่า 125,000 โครงการ ซึ่งในปัจจุบันบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจประเทศ

บริษัทฯ ส่งเสริมและผลักดันให้หน่วยงานภายในใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell Rooftop) มาใช้ในการผลิตสินค้า นำก๊าซ LPG และ NGV เป็นเชื้อเพลิงในการขนส่งและกระจายสินค้า นอกจากนี้ยังจัดทำ Carbon Footprint เพื่อหาข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและหาแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซอย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านปัญหาการขาดแคลนน้ำ บริษัทฯ มีโครงการ “รักน้ำ” มาตั้งแต่ปี 2550 เพื่ออนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนโดยสามารถคืนน้ำกลับสู่ชุมชนและธรรมชาติได้เกิน 100% ของปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ในกระบวนการผลิตเครื่องดื่ม ร่วมกับชุมชนสร้างฝายชะลอน้ำและประปาภูเขา ส่วนการจัดการปัญหาขยะนั้น หาดทิพย์นำนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้กับบรรจุภัณฑ์น้ำดื่ม “น้ำทิพย์” ทำให้ลดการใช้พลาสติกได้ 35% และรีไซเคิลได้ 100% รวมทั้งออกแบบให้สามารถบิดขวดได้เมื่อดื่มหมดเพื่อช่วยลดพื้นที่ในการจัดเก็บขยะรีไซเคิล นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Marine Camp ที่ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชและกลุ่มอนุรักษ์ทะเลไทย (Reef Guardian Thailand) เพื่อจัดการขยะชายฝั่งและขยะในทะเล รวมทั้งมีแปลงอนุบาลเพื่อขยายพันธุ์ปะการังให้เป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำและป้องกันชายฝั่งจากการกัดเซาะของคลื่นและกระแสน้ำอีกด้วย

การพัฒนาเยาวชนเปิดประตูความฝันให้เยาวชนที่รักกีฬาฟุตบอลก็ยังเป็นกิจกรรมที่หาดทิพย์ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักฟุตบอลจากโครงการ Coke Cup และ ยุวชนหาดทิพย์คัพ ได้มีโอกาสก้าวสู่ความสำเร็จในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพและทีมชาติไทย อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในพื้นที่ภาคใต้หันมาเล่นกีฬาเพื่อพัฒนาเป็นอาชีพต่อไป

และจากความมุ่งมั่นพัฒนาในมิติทางสิ่งแวดล้อม สังคมและบรรษัทภิบาล(Environment Social and Governance) หรือ ESG อย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ บริษัทฯ ได้เข้ารับการประเมินความยั่งยืนตามเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดและได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน Thailand Sustainability Investment (THIS) หรือ “หุ้นยั่งยืน” หลังจากที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 79 บริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนประจำปี 2561 มาครั้งหนึ่งแล้ว

จากการดําเนินธุรกิจตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เราคํานึงอยู่เสมอว่า หาดทิพย์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ พนักงานเราเป็นคนใต้กว่า 80% ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราก็เป็นคนใต้ อะไรที่เราสามารถทําให้ภาคใต้ได้ก็จะทําอย่างเต็มความสามารถ จึงทําให้หาดทิพย์ได้รับการยอมรับให้มานั่งในหัวใจของคนใต้และพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า “หาดทิพย์ เป็นส่วนหนึ่งของภาคใต้”

วัตถุประสงค์สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ว่า “ถึงแม้หาดทิพย์ จะดูแลรับผิดชอบในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสเสิร์ฟความสดชื่นให้แก่ทุกท่านที่บ้านของเรา ในครั้งนี้ ผมและชาวหาดทิพย์จึงอยากนำเฟสติวัลที่มีกลิ่นอายของภาคใต้มาสร้างสีสัน มอบความสุขให้ทุกคนถึงกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของประเทศไทย เพื่อขอบคุณที่ให้การสนับสนุนมาอย่างยาวนาน ผ่านเสียงดนตรีและกองทัพศิลปินที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ในยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่จะมาร่วมสร้างความบันเทิงตลอด 2 วัน

อัพเดตกิจกรรมต่าง ๆ และติดตามความสนุกของ เกาะสวาทหาดทิพย์ เทด – กาล – งาน – หนุก – หนัด ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 พฤศจิกายนนี้ ณ บริเวณลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ ได้ทาง Facebook : Coke Haadthip และ Instagram : Cocacola_haadthip

“Jinta Homemade Icecream” ไอศกรีมกินเป็นยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606378

  • วันที่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 17:40 น.

"Jinta Homemade Icecream" ไอศกรีมกินเป็นยา

รู้จัก “Jinta Homemade Icecream” แบรนด์ไอศกรีมที่ทำจากผักและผลไม้ ด้วยหวังให้คนกินมีสุขภาพที่ดี

***********************************

โดย…รัชพล ธนศุทธิสกุล

ของหวานๆ เย็นๆ ไม่มีพ่อคนไหนอยากให้คนรักทานในปริมาณที่มากเกิน

แต่ถ้าเป็น ‘Jinta Homemade Icecream’ แบรนด์ไอศกรีมที่นำเอาผักและผลไม้มาผสมจนได้รสชาติที่ถูกลิ้นพร้อมกับสารวิตามินและแร่ธาตุ ‘หนุ่ม เมธวัจน์ เกียรติกีรติสกุล’ เซลล์แมนด้านโลจิสติกส์เป็นคนที่คุณจะต้องรู้จัก

“เราป่วยเป็นมะเร็ง เราหาสาเหตุไม่เจอมาจากการที่เรากินสารเคมีสะสมๆ ซึ่งถ้าเราหรือคนรอบข้างไม่ป่วย เราก็มักจะไม่ใส่ใจ” เขากล่าวก่อนจะพาเราไปสัมผัสยารสหวานทานง่ายกับไอศกรีม ‘Jinta Homemade Icecream’

จุดประกายจากลูกสาว

นอกจากความชอบในการทานไอศกรีมตั้งแต่เด็กจนโต สิ่งที่ทำให้พนักงานเซลล์ด้านโลจิสติกส์ลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์ไอศกรีมเพราะลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก

“ภรรยาตั้งท้องลูกคนแรก ก็เลยคิดที่จะหารายได้เสริม แรกๆ ก็มองว่าจะทำกาแฟหรือเบเกอรี่แต่คนก็ทำกันเยอะแล้ว ไอศกรีมก็น่าจะเข้าทางและเราก็ชอบอยู่แล้วด้วยเวลาเหนื่อยๆ เครียดๆ ช่วยให้ผ่อนคลาย”

ไม่นานหนุ่มตัดสินใจเข้าคอร์สลงเรียนการทำไอศกรีม 2 วัน ได้ความรู้พื้นฐานในการทำและทำไอศกรีมออกมาเป็นรสชาติในตลาดอย่างรสมิ้นต์ รสวนิลา รสสตอเบอร์รี่ ฯลฯ ซึ่งหลังจากนั้นหนุ่มใช้ระยะเวลาเกือบปีทำให้ครอบครัวกินก่อนจะเริ่มทำขายในชื่อแบรนด์  ‘Jinta Homemade Icecream’ ทางออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก

“พ่อค้าใหม่แรกๆ ลูกค้าแรกก็ญาติๆ เพื่อนๆ ช่วยกัน เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องการออกบูท การจัดร้าน แต่หลังค้าขายได้สักระยะก็มีคนแนะนำไปออกตลาดออกบูท จากนั้นก็เลยไปออกบูทเรื่อยๆ” เซลล์แมนหนุ่มวัย 40 เล่าด้วยรอยยิ้ม เพราะแม้การค้าจะไม่ปังดังเปรี้ยงแต่ก็พอที่จะพยุงสร้างรายได้ตามจุดประสงค์

“คนซื้อก็คนมาเดินตลาดแล้วร้อนก็ซื้อ แต่ไม่มีการกลับมาซื้อซ้ำเพราะมันก็มีรสชาติทั่วไปที่หาทานได้ทุกตลาด”

หวานรักษาสุขภาพ

เมื่อลงสนามขายมากขึ้น ยิ่งทำให้หนุ่มได้รับองค์ความรู้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับการออกบูทตลาดออร์แกนิกทำให้หนุ่มเปลี่ยนแปลงแนวคิดการทำไอศกรีมแบบตลาดทั่วไปมาเป็น ‘ไอศกรีมสุขภาพ’

“ประมาณปีที่ 4 ของการขายก็มาออกบูทออร์แกนิก เจอกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเขาก็มาแนะนำทำไมเราไม่ทำไอศกรีมที่มาจากผลไม้ จริงๆ เรากลัวว่าเราไม่ได้เป็นพ่อค้าแม่ค้าผลไม้มาทำกลัวว่าบูดแล้วเราไม่รู้ ก็ไม่กล้าเล่น แต่ก็ได้รับคำแนะนำผลไม้ที่เสียยากๆ อย่าง เสาวรส และพอมาทำปรากฏว่าลูกค้าชอบมาก”

และนอกจากหนุ่มเริ่มติดใจทดลองลองเอาผลไม้ทั้งที่นิยมและไม่นิยม เช่นตะลิงปลิง มะเกี๋ยง มะยม มาทำลิสต์รายการตัวต่อมาหมุนเวียนกันไปตามฤดูกาลนั้นๆ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้มุ่งเต็มตัวทางด้านนี้ก็เพราะใช้ชื่อลูกตั้งเป็นชื่อแบรนด์ หนุ่มจึงยึดหลักทำให้ครอบครัวกินมาตลอดฉะนั้นเมื่อรู้ว่าการที่ใส่สีแต่งหรือการปรุงรสหนักๆ จะเกิดการสะสมส่งผลก่อโรคกับร่างกายได้ เขาจึงไม่เพียงทำไอศกรีมจากผลไม้ปลอดสารพิษแต่ยังได้ปรับลดสารให้ความคงตัวที่ให้ไอศกรีมอยู่ได้นานอีกด้วย

“เราใช้ชื่อลูกตั้งเป็นชื่อแบรนด์เรา เราก็พยายามทำออกมาให้ดีที่สุด แต่คำว่าดีที่สุดสมัยก่อนเราไม่เข้าใจ เราไม่รู้เห็นคนอื่นเขาใส่กินได้เราก็ใส่ แต่พอออกบูทออร์แกนิก มีการเสวนาได้ฟังวิชาการ เราป่วยเป็นมะเร็ง เราหาสาเหตุไม่เจอมาจากการที่เรากินสารเคมีสะสมๆ ไปเรื่อยๆ

“ผมเลยเปลี่ยนทั้งลดสารให้ความคงตัวลงครึ่งๆ ไอศกรีมเราอยู่ได้ 4 เดือน จากปกติที่เขาทำขายกันที 1 ปี และก็ก่อนใส่เมนูผลไม้ เราก็จะชิมว่าหวานเกินไปหรือไม่ถ้าหวานก็จะลดน้ำตาล คือเนื่องจากว่าลูกเราก็ทาน ผมไม่รู้ว่าลูกจะกินถ้วยไหน ฉะนั้นทุกถ้วยตั้งใจทำให้ออกมาดีที่สุด”

ทำไอศกรีมเป็นยา

หลังมองเห็นว่าในงานออกบูธออร์แกนิกไม่มีเพียงแค่ผลไม้เท่านั้นแต่ยังมีผักที่ปลูกแบบไร้สารพิษ หนุ่มจึงไม่รอช้าที่จะหยิบจับมาเป็นส่วนผสม

โดยเริ่มจากรส ‘ผักขม-ฟักทอง’ ทำออกมาแล้วได้สีเหลืองกับเขียวเป็นริ้วๆ ในเนื้อไอศกรีมที่นอกจากสวยงามแล้วยังเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ และถัดมาเป็นรส ‘คะน้า-สาระแน่’ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใครดึงดูดให้ผู้คนสนใจ ซึ่งล่าสุดมีรสชาติของ ‘มะระชีสเค้ก’ และ ‘ผักชี’ เพิ่มเป็นทั้งหมด 4 เมนูไอศกรีม

“เราเริ่มชัดเจนในคำว่าอาหารเป็นยามากขึ้น วันนั้นที่คิดไอเดียไอศกรีมกินเป็นยาก็เพราะเจอคุณหมอเรียนด้านพฤกษศาสตร์นั่งคุยถกกันเรื่องการนำสมุนไพรมาเป็นอาหาร เราอยู่ในวงด้วยก็เลยปรึกษามาทำเป็นไอศกรีมมันสามารถกินเป็นยาได้หรือเปล่า เขาก็บอกว่ามันสามารถทำได้”

ไอครีมแบรนด์ Jinta Homemade Icecream  พัฒนาเรื่อยๆ มาและเมื่อลูกสาวคนที่ 2 เกิด เขาได้ต่อยอดเพิ่มผลิตภัณฑ์ชื่อ “ณีวา” เป็นไอติมแท่ง ‘รสงาดำ-ชาร์โคล’ เพื่อเสริมสร้างแคลเซียม และ ‘รสขิง-ขมิ้น’ ช่วยในการเคลือบกระเพาะและขับลม

“อร่อยอย่างเดียวไม่ได้ ไอศกรีมมันเป็นของที่คนเราทุกข์ เบื่อๆ เซ็งๆ  มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้บูสขึ้นมาได้ แต่บูสจิตใจอย่างเดียวไม่บูสร่างกายมันก็ไม่โอเคเท่าไหร่ คือถ้าไม่มีคนใกล้ตัวหรือตัวเราไม่ป่วยขึ้นมาเราจะไม่คิดถึง”

สุขร่วมเสพ ส่งสิ่งดีแค่ยิ้มก็สุขใจ

ความต้องการที่นอกจากเรื่องสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้นอันเป็นหลักยึดของ ‘Jinta Homemade Icecream’ หนุ่มยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

“บรรจุภัณฑ์มันเป็นอัตโนมัติพอใส่ใจเรื่องสุขภาพสิ่งแวดล้อมมันตามมาเองเพราะเราคลุกคลีกับคนในกลุ่มตลาดออร์แกนิกที่เขาทำเรื่อง zero waste การลดขยะและปลูกฝังให้ทุกคนช่วยกัน เราก็ได้แนวคิดนี้มาใช้และนำกระทงกับกาบหมากมาใส่ไอศกรีมของเรา”

เมื่อถามถึงโรดแมปต่อไปในอนาคต หนุ่มเผยว่าตอนนี้ก็วางแพลนไว้ว่ามองหน้าหาร้านเล็กๆ สักที่1 เพื่อรันธุรกิจไปเรื่อยๆ เพราะอยากให้ทุกๆ คนใส่ใจในเรื่องสุขภาพ

“มันเป็นคล้ายๆ กุศโลบายเล็กๆ ให้คนไม่กินผักได้กินผัก ซึ่งตอนแรกเรามองจะให้เด็ก แต่เราเจอผู้ใหญ่ไม่กินผักเยอะมาก เขามาลองกินและกินได้ สุขภาพเขาดี ชีวิตดี มันก็ช่วยให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นตามมา ผมก็เลยยิ่งต้องการทำไปเรื่อยๆ”

คุณพ่อลูก 2 กล่าวทิ้งท้ายพร้อมกับบอกว่าในวันนี้ธุรกิจแม้จะยังอยู่ในช่วงไต่ขึ้นภูเขา แต่ความสำเร็จของเขาไม่ใช่ที่ยอดขายเยอะๆ หากแต่เป็นทุกๆ ลูกไอศกรีมที่ส่งออกไปสามารถสร้างรอยยิ้มให้ผู้รับนั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

หมอผิง ธิดากานต์ เผยเทคนิคพิชิตสุขภาพดีรับปี 2020 ด้วย Sustainable Health

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606266

  • วันที่ 13 พ.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

หมอผิง ธิดากานต์ เผยเทคนิคพิชิตสุขภาพดีรับปี 2020 ด้วย Sustainable Health

พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล แพทย์วุฒิบัตรเวชศาสตร์ชะลอวัย (สหรัฐอเมริกา) เผยเทรนด์การดูแลสุขภาพพิชิตสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ร่วมกับเนสท์เล่ พร้อมเจาะลึกเคล็ดลับการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ด้วย 3 เคล็ดลับ “ฟู้ดดี” ” ฟิตดี” “อารมณ์ดี”

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันปัญหาสุขภาพของคนไทยที่เกิดขึ้นจากไลฟ์สไตล์และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มีมากขึ้น ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งถือเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของคนไทยถึงประมาณ 3.1 แสนคน หรือคิดเป็นร้อยละ 73 ของการเสียชีวิตทั้งหมด และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น ยังมีโรคที่กำลังเป็นเทรนด์เพิ่มขึ้น เช่น ปัญหาทางด้านภาวะจิตใจ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือปัญหาคนวัยกลางคนที่ต้องดูแลทั้งผู้สูงอายุและเด็ก จนอาจเกิดความเครียดได้

ด้วยเหตุนี้ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด จึงต้องการส่งเสริมให้คนไทยหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพ เริ่มได้ง่ายๆ ด้วยหลัก 3อ. เพื่อให้มีสุขภาพดี จึงได้จัดงาน 3อ. อวอร์ด Challenge ขึ้น ด้วยอยากให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น เพราะการมีสุขภาพดีไม่ใช่เรื่องยาก สามารถเริ่มได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง จึงเดินหน้าจัดกิจกรรมต่างๆ ภายใต้แคมเปญ “เนสท์เล่ คนไทยแข็งแรง” เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีชีวิตดีๆ เริ่มง่ายๆ ด้วย 3 อ. ได้แก่ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ ซึ่งถือเป็น 3 สิ่งพื้นฐานของการมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง

พร้อมเผยเทรนด์พิชิตสุขภาพดีปี 2020 เจาะลึกเคล็ดลับการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนสำหรับคนรุ่นใหม่ ชู 3 เคล็ดลับ ฟู้ดดีกับอาหารสไตล์แพลนต์เบส (Plant-Based Diet) ที่เน้นพืชเป็นหลัก ฟิตดีกับการออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัล เทรนนิ่ง (Functional Training) ที่สามารถทำได้ที่บ้าน และการบริหาร อารมณ์ดีเพื่ออายุยืนยาว พร้อมวิธีคลายเครียดที่ทำได้ง่ายๆ

ด้าน พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล แพทย์วุฒิบัตรเวชศาสตร์ชะลอวัย (สหรัฐอเมริกา) เผยเทรนด์การดูแลสุขภาพว่า โรคต่างๆ ในปัจจุบันเกิดจากพันธุกรรมส่วนหนึ่ง ไลฟ์สไตล์ส่วนหนึ่ง เช่น ไลฟ์สไตล์อย่างการกิน การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งที่เราเลือกได้ และเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้เรามี “สุขภาพดีอย่างยั่งยืน” หรือที่เรียกว่า “Sustainable Health” ซึ่งจริงๆ แล้วสามารถทำได้ไม่ยาก ด้วยการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ และสร้างการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีทั้งด้านอาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราตลอดไป

“กินดี” – แพลนต์เบส (Plant-Based Diet) เทรนด์มาแรงดีต่อใจและดีต่อโลก

การเลือกรับประทานอาหารสไตล์แพลนต์เบส (Plant-Based Diet) คือ หลักการกินที่เน้นอาหารที่มาจากพืช ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช หรือโปรตีนที่มาจากพืช พยายามกินอาหารจากเนื้อสัตว์ให้น้อยลง หรือกินปลาแทนเนื้อแดง เคล็ดลับการกินแบบแพลนต์เบสนั้น ในหนึ่งจานต้องมีโปรตีนจากพืช ไข่ขาว หรือโปรตีนจากเนื้อปลา ธัญพืชไม่ขัดสี ผัก และผลไม้ ใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกคาโนลาในการปรุงอาหาร และควรดื่มน้ำเปล่า ถ้าปรับเมนูให้เป็นแบบไทยๆ คือการกินข้าวกล้อง ปลาทูนึ่ง ปลาเผา ไข่ขาวหรือไข่ต้ม เต้าหู้ น้ำพริก ผักสด หรือส้มตำ ก็จะได้มื้ออาหารที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ นอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้ว ยังดีต่อโลกของเราในการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

“ฟิตดี” – ฟังก์ชันนัล เทรนนิ่ง (Functional Training) ออกกำลังกายง่ายๆ แต่ได้ครบทุกส่วน

การออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัล เทรนนิ่ง เป็นการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อทุกมัด ซึ่งการทำแต่ละท่าจะได้กล้ามเนื้อหลายส่วน เช่น สะโพก ขา แขน ไหล่ ลำตัว ตัวอย่างการออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัล เช่น การสควอท การออกกำลังกายหลักๆ คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก การเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ที่ต้องทำรวมกันให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ แล้วยังสามารถออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัล เทรนนิ่ง ควบคู่กันไปด้วย เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ โดยต้องทำให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละสองถึงสามครั้ง

“อารมณ์ดี” – อารมณ์มั่นคง แจ่มใส สร้างสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

เคล็ดลับการมีอารมณ์ที่แจ่มใสและอารมณ์ดีแบบยั่งยืน คือการที่เรามีความสุขกับปัจจุบันได้ โดยไม่กังวลถึงอดีตและอนาคตมากเกินไป และต้องปรับความคาดหวังให้ตรงกับความเป็นจริง เพราะถ้าคาดหวังหรือยึดติดมากไปจะทำให้มีความเครียด ซึ่งการออกกำลังกาย และการนั่งสมาธิ ถือเป็นอีกปัจจัยที่ลดภาวะความเครียดได้ดี การมีอารมณ์ขันก็เป็นคุณสมบัติหนึ่งของคนที่มีอายุยืนยาว โดยเฉพาะคนที่สามารถมองด้านบวก หรือด้านชวนขำของปัญหาที่เข้ามาในชีวิตได้ จะช่วยให้ดึงตัวเองออกมาจากปัญหา และมองปัญหารวมถึงหาวิธีแก้ไขได้ดีขึ้น เมื่อเรามีสุขภาพใจที่ดี ทำให้เรามีพลังบวกในการดำเนินชีวิตต่อไป

หมอผิง แนะนำเพิ่มเติมว่า “ด้านอารมณ์ ความเครียดก็เป็นตัวแปรสำคัญ สำหรับคนวัยทำงานที่หลายคนอาจมีภาวะเครียด หมดไฟทำงาน หรือมีภาวะซึมเศร้า ควรเริ่มจากการจัดสรรเวลาทำงาน ไม่ใช่ทำงานตลอดเวลา กลับบ้านก็ยังทำงาน รวมทั้งวันเสาร์อาทิตย์ ก็ควรแบ่งเวลาสำหรับพักบ้าง และต้องเป็นการพักจริงๆ เช่นใช้เวลาอยู่กับครอบครัว คนที่รัก หรือออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง และต้องให้ความสำคัญกับการนอนด้วย ควรนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะการนอนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดได้”

คนทำงานต้องรู้ “ลาป่วยบ่อยเลิกจ้างได้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/606099

  • วันที่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

คนทำงานต้องรู้ "ลาป่วยบ่อยเลิกจ้างได้"

เฟซบุ๊กแฟนเพจ กฎหมายแรงงาน โพสต์ให้ความรู้ด้วยความหวังดี กรณีลูกจ้างลาป่วยบ่อยระวังจะถูกเลิกจ้างโดยไม่รู้ตัว

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิต่ำลงส่งผลให้อากาศหนาวมาเยือน สิ่งที่ตามมาอีกประการคืออาการป่วยไข้และโรคภัยไข้เจ็บซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกระทบกับการทำงาน

อย่างที่เราทราบกันดี แม้ว่าตามองค์กร/บริษัท จะให้สิทธิ์พนักงานลาป่วยได้ปีละ 30 วันตามความจำเป็น แต่หากใครใช้สิทธิ์ลาบ่อยๆ นายจ้างก็มีสิทธิ์เลิกจ้างได้ตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องราวนี้ถือว่าเป็นความรู้ใหม่ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน

ซึ่งข้อมูลจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ กฎหมายแรงงาน ได้โพสต์ให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่า

“ลาป่วยบ่อยเลิกจ้างได้”

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1836/2561

ลูกจ้างเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน มีหน้าที่บริการลูกค้าของนายจ้าง คอยอำนวยความสะดวก ดูแลความเรียบร้อย ความปลอดภัยของผู้โดยสารในระหว่างการบินและหน้าที่อื่น ๆ ตามที่จะได้รับมอบหมาย

นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างอ้างเหตุลูกจ้างขาดงานหลายครั้งโดยไม่แจ้งให้นายจ้างทราบล่วงหน้าอย่างสมเหตุสมผล

การลาป่วยจำนวนมากหลายวันแสดงว่า ลูกจ้างมีสภาพร่างกายไม่พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

ทั้งการลาป่วยบางครั้งลูกจ้างมิได้ป่วยจริง เป็นการลาป่วยเท็จและจงใจละทิ้งหน้าที่

การเลิกจ้างลูกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวจึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ดังนั้น การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างด้วยเหตุการหย่อนสมรรถภาพในการทำงานดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ขอบคุณเฟซบุ๊กแฟนเพจ กฎหมายแรงงาน

ภาพ Freepik

บิล เกตส์ เผยทักษะเด็ดที่เด็กไฮสคูลต้องมีเพื่อต่อยอดสู่อนาคตปี 2030

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/605995

  • วันที่ 11 พ.ย. 2562 เวลา 12:02 น.

บิล เกตส์ เผยทักษะเด็ดที่เด็กไฮสคูลต้องมีเพื่อต่อยอดสู่อนาคตปี 2030

เมื่อโลกไม่หยุดหมุน ความเปลี่ยนแปลงจึงไม่หยุดนิ่ง บิล เกตส์ เผยทักษะที่เด็กไฮสคูลต้องมีเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของอนาคตปี 2030

เมื่อ บิล เกตส์ นักธุรกิจชาวอเมริกัน และหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ กลับไปเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยมของเขา ชื่อ Lakeside School เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี เขาเจอกับคำถามที่ว่า “นักเรียนทุกวันนี้ต้องรู้อะไรบ้างเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในปี 2030”

คำตอบที่ บิล เกตส์ เอ่ยออกมาคือ ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ แต่เขาพอจะบอกได้ว่าทักษะใดที่เขาคิดว่าจะทำให้เด็กๆ มีความได้เปรียบสำหรับการแข่งขันในอนาคต ก่อนอื่นทุกคนควรจะจำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่า “ไม่มีใครแก่เกินเรียน” เราต้องปลูกฝังความอยากรู้อยากเห็นให้กับเด็กนักเรียน เพราะยิ่งพวกเขาค้นหาความรู้มากเท่าใดพวกเขาก็ยิ่งมีความพร้อมที่จะรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เขากล่าวต่อว่า เด็กสมัยนี้มีตัวช่วยในการเรียนรู้มากมาย พวกเขาสามารถหาความรู้ได้จากพ็อดแคสต์และการบรรยายออนไลน์จำนวนมหาศาล พวกเขาอยู่ในยุคที่ดีสำหรับการศึกษาหาความรู้ ส่วนพื้นฐานของความอยากรู้อยากเห็นของเด็กควรจะอยู่ที่เรื่องของประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์

ในอนาคตการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในการดูแลสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของวิทยาศาสตร์ ส่วนความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบันและเหตุการณ์ในอดีตจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องของประวัติศาสตร์ และเพื่อให้สามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต้องมีความเข้าในในเศรษฐศาสตร์

ทั้งนี้ เขาได้ยกตัวเขาเองเป็นกรณีศึกษา เขาบอกว่าตอนที่จบการศึกษาจากที่นี่ในปี 2516 เขาไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขานำติดตัวไปด้วย และสิ่งนั้นเป็นการเตรียมตัวของเขาให้พร้อมสำหรับความสำเร็จในอนาคต สิ่งนั้นคือ “ความสามารถในการเรียนรู้” ทักษะนี้เองที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จกับการลาออกจากฮาร์วาร์ดและเริ่มต้นทำบริษัทไมโครซอฟต์

 

ภาพ AFP / Freepik