ให้แล้วให้เลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ให้แล้วให้เลย

คุณฮวด เป็นบิดาคุณโผง เป็นผู้มีอันจะกิน มีที่ดินแยะทีเดียว

ส่วนมารดานั้นไม่แจ้ง จึงไม่เอ่ยถึง (ใครอยากรู้ หาโอกาสไปสอบถามคุณโผงเอาเอง)

ปี 2513 คุณฮวด เกิดจิตศรัทธา ได้ทำหนังสือยกที่ดินแปลงเล็กๆ เนื้อที่ 3 ไร่ ที่อยู่ติดกับที่ดินแปลงใหญ่ ให้แก่กรมตำรวจ เพื่อสร้างสถานีตำรวจภูธรตำบล เพื่อจะให้มีตำรวจมาดูแลทุกข์สุขประชาชนในย่านนี้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

กรมตำรวจ รับที่ดินนั้นไว้ด้วยความซาบซึ้งและขอบคุณ แล้วสร้างสถานีตำรวจภูธรตำบล สร้างบ้านพักตำรวจขึ้นในที่นั้น ใช้ประโยชน์มาระยะหนึ่ง แล้วเลิกราไป

ถึงปี 2523 คุณฮวด เห็นกรมตำรวจทิ้งร้างพื้นที่ ไม่ได้ใช้พื้นที่นั้นอีกดังที่ตั้งใจเจตนายกให้ไว้แล้ว เกิดความไม่พอใจ ที่จะยกที่ดินให้กรมตำรวจแล้ว จึงแจ้งบอกเลิก ไม่ยกให้แล้ว

จากนั้น คุณฮวดจึงเข้าครอบครองที่ดิน ปลูกบ้านพักอาศัย สร้างเล้าหมู เล้าไก่ สร้างปั๊มน้ำมันดำเนินกิจการของตนเองขึ้นมาบนที่ดินแปลงนั้น

ปี 2525 คุณฮวดนำที่ดิน ส.ค. 1 แปลงใหญ่ที่มีที่ดินแปลงนั้นรวมอยู่ด้วย ไปแจ้งสำนักงานที่ดิน ขอออกเป็น น.ส. 3

เจ้าพนักงานรังวัดและออก น.ส. 3 แก่คุณฮวดตามร้องขอ โดยกันที่ดินแปลงที่ยกให้แก่กรมตำรวจไว้

ต่อมา ปี 2526 คุณฮวดยกที่ดินแปลงใหญ่ ที่มีที่ดินแปลงซึ่งเคยยกให้กรมตำรวจรวมอยู่ด้วย ให้คุณโผงผู้เป็นบุตรไป คุณโผงเข้าครอบครองที่ดินแปลงนั้นเรื่อยมาจนถึง ปี 2548

ปรากฏว่า ต่อมาคุณโผงกล่าวหาว่า กรมธนารักษ์รุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของตน จึงนำความไปฟ้อง

ศาลชั้นต้นยกฟ้อง

คุณโผงอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณโผงฎีกาคดีอีก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคุณฮวด บิดาคุณโผง ได้อุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อกรมตำรวจได้รับที่ดินนั้น แล้วได้เข้าครอบครองโดยสร้างอาคารเป็นสถานีตำรวจภูธรตำบล และสร้างบ้านพักข้าราชการตำรวจขึ้นในที่ดินนั้น นอกจากนี้ ยังได้ส่งเจ้าพนักงานตำรวจมาปฏิบัติราชการที่สถานีตำรวจดังกล่าวอีกด้วย

เช่นนี้ ที่ดินจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3)

แม้ต่อมา คุณฮวด บิดาคุณโผง จะทำหนังสือขอยกเลิกการอุทิศที่ดินนั้นให้แก่กรมตำรวจ แล้วคุณโผงเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินนั้นเป็นระยะเวลานานเพียงใด ก็หาทำให้คุณโผงได้สิทธิครอบครองที่ดินนั้นกลับคืนมาไม่

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว

ศาลฎีกาพิพากษายืน

คุณโผงจึงมีอันต้องยืนคอตกคอพับไปสิ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11089/2556)

———————————————

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1304 สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดิน ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น

(1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืน หรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน

(2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่งทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ

(3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า ป้อม และโรงทหาร สำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์

เรื่อง – สีเสียด ไม้ผลัดใบ ปลูกได้ประโยชน์

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย -สุวรรณ พันธุ์ศรี

หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ จะมีข่าวอุบัติเหตุ 2-3 ข่าว ทุกวัน

อุบัติเหตุที่เกิดนั้น มีหลายสาเหตุ

แต่ที่แน่แน่คือ ประมาท หรือชะล่าใจ

หลายคนเคยตั้งคำถามว่า เราจะลดอุบัติเหตุเหล่านี้ได้อย่างไร ซึ่งความคิดเห็นที่บอกเล่าก็มีหลายแนวทาง

มีแนวทางหนึ่งที่เสนอไว้อย่างน่าสนใจ คือ ทุกคนต้องลดความอยากได้ใคร่มีเกินตัว

เพราะจุดเริ่มต้นของอุบัติเหตุคือ ความอยากได้ใคร่มี

หากลดความอยากได้ใคร่มีลงได้เท่าไหร่ อุบัติเหตุต่างต่างก็จะลดลงไปเยอะ

ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ตกเป็นทาสของการโฆษณาชวนเชื่อของประดาพ่อค้าแม่ขาย

จากงานวิจัยพบว่า ปีหนึ่งหนึ่งเกิดความสูญเสียด้วยอุบัติเหตุนับพันล้าน และสูญเสียบุคลากรดีดี ซึ่งนับเป็นมูลค่าไม่ได้

อีกประการหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การออกใบอนุญาตขับขี่ให้กับบุคคลที่มีโรคประจำตัว หรือเยาวชนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์

ในเรื่องนี้ หน่วยราชการของไทยยังหละหลวม

หน้าฝนนี้ มาปลูกต้นไม้เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในวันข้างหน้าดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “สีเสียด”

สีเสียด เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง มีความสูงโดยเฉลี่ย 15 เมตร

ลักษณะลำต้น สีเทา ตามลำต้นและกิ่งก้านจะมีหนาม เปลือกจะขรุขระ

ใบสีเสียด ออกเป็นใบรวม ลักษณะช่อ เรียงแบบขนนก ใบย่อยเป็นคู่ ตั้งแต่ 20 ถึง 50 คู่ โคนใบเบี้ยว ปลายใบมน มีขนประปราย

ดอก จะออกเป็นช่อยาว คล้ายหางกระรอก มีสีเหลือง หรือขาวอมเหลือง

พอดอกเริ่มโรยจะติดผล ลักษณะผลเป็นฝักแบน ปลายฝักและโคนเรียวแหลม ฝักแก่สีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดอยู่ 3 ถึง 7 เมล็ด

คนแต่โบราณท่านใช้ประโยชน์จากเปลือกลำต้น และเมล็ดของสีเสียดเพื่อเข้ายารักษาโรค

เปลือกลำต้นสีเสียด มีสรรพคุณทางยา แก้บิด สมานแผล แก้ท้องร่วง หรือนำมาต้มเอาน้ำล้างแผลที่เปื่อยเรื้อรัง

ส่วนเมล็ด นำมาฝนเป็นยาทาแก้โรคหิด ขี้กลาก

นี่คือประโยชน์ส่วนหนึ่งที่ได้จากการปลูกต้นสีเสียด นอกจากจะได้ออกซิเจน และเป็นพืชคลุมดินที่คอยดึงดูดเมฆฝนอีกประการหนึ่ง

เวลานี้ป่าไม้เมืองไทยถูกพวกมอดไม้ลอบตัดกันเป็นว่าเล่น กำลังพลหน่วยราชการที่คอยกำกับดูแล ทั้งงบฯ ก็น้อยเหลือเกิน

จริงจริงแล้ว มอดไม้เป็นใครนั้น เจ้าหน้าที่ท่านก็น่าจะรู้ดี

ก็อย่างว่า กฎหมายเมืองไทย ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์

ยำยำ…อาหารไทยไทย ที่ไม่เคยล้าสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ยำยำ…อาหารไทยไทย ที่ไม่เคยล้าสมัย

ยำ เป็นอาหารทันสมัยของคนไทย หรือคุณว่า อาหารอะไร…ถึงจะเป็นอาหารทันสมัย ทันกับยุคโลกาภิวัตน์นี้ได้ ไก่ทอดฟาสต์ฟู้ด พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ ฮ็อตดอก เฟรนช์ฟราย หรืออะไรต่อมิอะไรมากมายที่คนในยุคสมัยใหม่เขานิยมชมชอบกัน แต่ถ้าเป็นคนรุ่นเก่าๆ หน่อยก็จะบอกว่า อาหารประเภทนั้นมันล้าสมัยสิ้นดี

แล้วอะไรล่ะ…ที่ว่าทันสมัย…ก็อาหารไทยๆ เรานี่ไงล่ะคะ…ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริก ผักจิ้ม ผักเหนาะต่างๆ อาหารยำยำ ตำตำ ประเภทส้มตำต่างๆ (แต่ควรทำเองนะคะ) และส้มตำนี่ล่ะ เป็นอาหารที่ทันสมัยของไทยเรามานานแสนนาน ร้านอาหารใหญ่ๆ บางร้านยังต้องมีเมนูส้มตำเลย แม้แต่ฝรั่งที่กินเนื้อ นม ไข่ มาเมืองไทยเมื่อไหร่ ยังต้องเรียกหา ปาปาย่า ป๊อกป๊อก เลยนะคะ…

จะเชื่อหรือไม่ก็ตามนะคะ…ว่าการกินอาหารประเภทยำยำ ทุกวันจะช่วยให้ท่านปลอดภัยจากการไม่เป็นโรคได้ ถึงไม่ทุกโรคก็เหอะ! อย่างน้อยๆ อาจช่วยให้เราห่างไกลจาก ไขมันในเส้นเลือด เบาหวาน มะเร็งในลำไส้ ท้องผูก โรคหวัด ภูมิแพ้ ผิวหนังไม่เหี่ยวย่น แถมอาจจะช่วยให้แก่ช้าลงได้อีก?ว่างั้น

ทางเลือกเพื่อสุขภาพ

ส้มตำและอาหารยำยำทั้งหลาย น่าจะถูกยกระดับขึ้นฟาสต์ฟู้ดกับเขาบ้าง โดยเฉพาะเรื่องความสะอาด ซึ่งส้มตำนี่จะว่าไปแล้วก็คือยำชนิดหนึ่ง ส่วนมากจะเห็นตามตรอก ซอก ซอยต่างๆ ในเมืองกรุง ที่น่าเป็นห่วงก็เรื่องอนามัย เพราะอาหารประเภทนี้ถ้าไม่สะอาด ยังไงก็เสี่ยงกับท้องเสียอย่างแน่แท้…

ยำต่างๆ ก็เข้าทำนองเดียวกัน ถึงแม้จะมีการลวกผัก ลวกเนื้อสัตว์อยู่บ้าง แต่มักลวกประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่ทันได้ฆ่าเชื้อโรค เช่น เล็บมือนาง (ตีนไก่) เนื้อหมู ลูกชิ้น และเครื่องยำ แม่ค้ามักจะใส่ขวดโหลปิดมั่ง ไม่ปิดมั่ง แมลงวันก็ตอม แต่ยังนับว่าเสี่ยงน้อยกว่าส้มตำ เพราะยังผ่านความร้อนอยู่บ้าง ซึ่งถ้าตัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งไป อาหารยำยำ ตำตำ มีคุณสมบัติครบถ้วนอย่างแน่นอนเลยทีเดียวค่ะ…

ที่แน่ๆ ถ้าเรากินส้มตำให้ได้ประโยชน์จริงๆ ก็ต้องกินคู่กับข้าวเหนียว ไก่ย่าง รับรองว่าท่านจะได้อาหารครบทุกหมู่แน่นอนค่ะ…

หากเป็นยำที่มีเนื้อสัตว์ รวมไปถึงลาบ พล่า ก็ล้วนแต่เป็นยำทั้งนั้นเลย ซึ่งส่วนมากจะมีโปรตีนค่อนข้างสูง แถมมีไขมันแทรกในเนื้อสัตว์อีกด้วย ถ้ากินบ่อยๆ ก็คงไม่ดีแน่

หากคิดถึงความประหยัดและความสะอาดสักหน่อย ทำเองน่าจะดีกว่าเยอะเลย…อย่างน้อยๆ ของในตู้เย็นเรายังสามารถนำมาดัดแปลงมาทำยำง่ายๆ ได้หลายๆ เมนูค่ะ

หลักการทำยำให้อร่อย คือ ท่านต้องนึกถึง

– ต้องสะอาด

– ดีต่อสุขภาพ คือ มีสัดส่วนของไฟเบอร์จากผักมากๆ ไขมัน เนื้อสัตว์ แป้ง มีแต่พอประมาณ

– ดีต่อกระเป๋าตังค์เราด้วย คือ ประหยัด

– รสชาติถูกปากทั้งคนกิน และคนเผื่อกินด้วย

ยำยำ ลดความอ้วน

ปัจจุบันอาหารยำยำ เป็นอาหารทันสมัยสำหรับหญิงสาวและไม่สาว แถมคุณผู้ชายร่วมหุ้นด้วยก็ได้ ในการลดความอ้วน ทุกๆ คนรู้กันดีว่า…วิธีลดความอ้วนนั้นไม่ยากเลย คือกินไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ให้น้อยลง งดของหวาน เพิ่มอาหารจากผัก ผลไม้ และออกกำลังกาย กินเสร็จอย่าอยู่กับที่ กินอาหารมื้อเย็นแต่น้อย

ทั้งหมดนี้เป็นหลักง่ายๆ แต่ไม่ค่อยมีใครทำได้สำเร็จ เพราะอาหารยั่วยวนมันเยอะ ผู้ที่ต้องการลดความอ้วนจึงควรเดินสายกลาง ค่อยๆ ลดจากที่เคยกิน ยังคงอาหารให้ครบถ้วนทุกหมู่ และอาศัยการออกกำลังกายเป็นประจำ ขจัดไขมันส่วนเกินออกไป กล้ามเนื้อก็จะกระชับ อวัยวะภายในแข็งแรงด้วย

อาหารยำยำ อย่างที่บอก มีไขมันต่ำ ไฟเบอร์สูง จึงเหมาะเป็นอาหารลดความอ้วน เปลี่ยนยำแต่ละแบบ กินได้ทุกวัน กันเบื่อ ดีกว่าสลัดของฝรั่ง เพราะถ้าเป็นสลัดครีมจะให้ไขมันสูงมาก หากจะกินควรเลือกสลัดน้ำใส แต่เดี๋ยวก็เบื่อ จำเจ ไม่หลากหลายเหมือนยำของไทยๆ แถมไฟเบอร์ในผักจะช่วยดึงดูดไขมันส่วนเกินจากอาหารขับถ่ายออกไปด้วย ร่างกายไม่ทันดูดซึมเอาไปเก็บเป็นไขมัน ตามพุง แขน ขา อีกต่อไป

ยำยำ บำบัดโรค

รายละเอียดของความเกี่ยวพันแต่ละโรคกับอาหารประเภทยำยำ ตำตำ นั้นมีมากมาย ซึ่งพระเอกที่สำคัญมี 3 ตัว คือ ไฟเบอร์ วิตามินซี และวิตามินเอ และยังมีตัวประกอบช่วยกำจัดโรคอีกหลายตัว เช่น สารอัลลิซินในกระเทียม สารซีลีเนียม เลซิทินในถั่ว วิตามินบี เป็นต้น ซึ่งก็แล้วแต่เป็นส่วนประกอบของยำนั้นๆ

แต่ที่แน่ๆ จะมีอยู่ 3 ตัวหลัก อย่างไฟเบอร์ วิตามินซี และวิตามินเอ เพราะเป็นสารอาหารหลักในผัก ผลไม้ทุกตัว สำหรับวิตามินเอ อาจจะมีมากบ้างน้อยบ้าง เพราะจะมีในผักใบเขียวเข้ม และที่สีออกแดงๆ แสดๆ อย่าง มะเขือเทศ แครอต เป็นต้น

ไฟเบอร์

ช่วยกำจัดโรคได้จากการที่มันเป็นตัวช่วยอุ้มไขมัน น้ำตาล และสารเคมีต่างๆ ออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี เช่น โรคเบาหวาน มีน้ำตาลในเลือดมาก ถ้ากินไฟเบอร์เป็นประจำแม้จะกินอาหารที่มีน้ำตาลอยู่ด้วย น้ำตาลในเส้นเลือดก็จะลดลงกว่าเดิมได้ ทั้งการป้องกันเบาหวานและรักษาคนที่เป็นอยู่แล้ว

มะเร็งในลำไส้ มักจะเกิดเพราะการหมักหมมในลำไส้ ผนังลำไส้โดนสารเคมีจากอาหาร หรือมีไขมันมากเกินไป จนแบคทีเรียมากิน ปล่อยสารก่อมะเร็งขึ้นมา

โรคนิ่วในถุงน้ำดี ก็มักจะเกิดจากไขมัน คอเลสเตอรอลส่วนเกินมารวมเป็นก้อนในถุงน้ำดี

ท้องผูก เพราะกินไขมันและโปรตีนมาก

ไส้ติ่ง อาจจะเกิดเพราะกากอาหารที่ไม่มีเส้นใยตกลงไปอุดตันจนอักเสบ

ริดสีดวง ก็เพราะต้องออกแรงเบ่งมากไป เนื่องจากท้องผูก จนเส้นเลือดที่ทวารโป่ง พอง

โรคไต ก็มักจะเป็นเพราะไตทำงานหนักในการขับถ่ายของเสียมากเกินไป

ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ ไฟเบอร์ในผัก ผลไม้ ช่วยได้แน่นอนค่ะ…เพราะสาเหตุของแต่ละโรคนี้มาจากการมีของเสียคั่งค้างอยู่ในร่างกายมากเกินไปนั่นเอง ไฟเบอร์ช่วยดึงของเสียต่างๆ ออกมาได้เร็วขึ้น กระบวนการของร่างกายไม่มีโอกาสดึงดูดสิ่งที่ไม่ต้องการไปทำให้เกิดโรคได้

วิตามินซี

มีส่วนช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านทานเชื้อไวรัสต่างๆ เชื้อหวัด ถ้าเรากินผัก ผลไม้ จากยำยำ หรืออาหารอื่น ไม่มีทางที่จะได้วิตามินซีเกินขนาด ขณะเดียวกันยังได้ประโยชน์จากสารอาหารอีกด้วย เคยมีการวิจัยพบว่า คนที่กินผัก ผลไม้ที่มีวิตามินซีเป็นประจำ เป็นมะเร็งที่หลอดอาหารและกระเพาะอาหารน้อยกว่าคนที่ไม่ค่อยได้กิน และยังพบว่าวิตามินซีมีส่วนป้องกันการเกิดมะเร็งจากสารไนโตรซามีน ซึ่งเกิดจากอาหารพวกไส้กรอกรมควันได้อีกด้วย

วิตามินเอ

อย่างที่รู้ๆ กันว่าเป็นองค์ประกอบในการมองเห็น ป้องกันไม่ให้เด็กเกิดใหม่ตาบอด รักษาเนื้อเยื่อ สุขภาพผิวหนัง กำจัดฤทธิ์ของสารก่อเซลล์มะเร็ง มีการศึกษาจากสถิติพบว่า คนที่กินอาหารที่มีวิตามินเอสูงเป็นประจำจะมีโอกาสเป็นมะเร็งที่ปอด ไต และกล่องเสียง น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ค่อยได้กิน ดังนั้น ควรหันมากินผักใบสีเขียวที่หาได้ง่ายๆ บ้าง เช่น ตำลึง เพราะมีวิตามินเอสูง กินตับบ้าง

มีเรื่องน่าระวัง สำหรับพ่อแม่ที่ชอบให้ลูกกินน้ำมันตับปลา หรือตัวเองกินวิตามินเอ เม็ด ซึ่งวิตามินเอในนี้จะมีสูงกว่าที่ร่างกายต้องการถึง 5 เท่า และจะไปสะสมในตับ ทำให้เป็นโรคตับ ความดันโลหิตสูง ปวดหัว ปวดข้อ ปวดกระดูก สู้เรากินพืชผัก หรือเนื้อสัตว์ดีกว่า ไม่มีอันตราย ปกติเราต้องการวิตามินเอ ประมาณ 2,500 หน่วย ผักทั่วไป 100 กรัม จะมีวิตามินเอ ประมาณ 2,000-4,000 หน่วย หรือถ้าคุณกินยำ ตับ คำหนึ่งจะได้วิตามินเอประมาณ 1,000 มิลลิกรัม แต่ไม่ต้องกลัวว่ากินหลายคำแล้วจะได้มากเกินไปเพราะยังมีผักด้วย ไฟเบอร์เองจะพาอาหารส่วนเกินออกมา และอย่างน้อยเราก็ไม่ได้กินตับทุกวัน…ซะเมื่อไหร่!

อาหารไทยๆ ของเรา ใช่ว่าจะมีแต่ยำยำ ตำตำ เท่านั้น น้ำพริก กับปลาทู ปลาย่าง ก็ดีและมีประโยชน์พอๆ กัน อย่ามัวเป็นคนล้าสมัยกับอาหารฟาสต์ฟู้ดไขมันเยอะๆ ไฟเบอร์น้อยๆ เลย หันมากินอาหารยำยำ ตำตำ กันดีกว่านะคะ…

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ได้เปิดกองทุนให้มีผู้เข้าไปสมัครได้ ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยสามารถเข้าไปสมัครได้ที่ธนาคาร 3 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ผู้ที่มีสิทธิในการเป็นสมาชิกคือ มีสัญชาติไทย อายุ 15-60 ปี ไม่อยู่ในกองทุนตามกฎหมายอื่นที่ได้รับเงินสมทบจากรัฐหรือนายจ้าง และไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญภาครัฐหรือเอกชน

นั่นหมายถึงว่า ผู้สมัครต้องไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม หรือมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเป็นข้าราชการ หรือมีโครงการบำเหน็จบำนาญในภาครัฐหรือองค์กรเอกชน

อันที่จริงช่วงอายุที่เขากำหนดคือ 15-50 ปี แต่กฎหมายเปิดช่องไว้ว่าในปีแรกที่เปิดกองทุน คนอายุ 50 ปีขึ้นไป มีสิทธิสมัครสมาชิกและเป็นสมาชิกต่อไปได้อีก 10 ปี นับตั้งแต่วันที่สมัคร

ส่วนผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคม มาตรา 40 สามารถโอนย้ายมา กอช. ได้ โดยทางเลือกที่ 1 สามารถสมัครเป็นสมาชิก กอช. ได้เลย ทางเลือกที่ 2 (มีบำเหน็จ) ต้องย้ายไปอยู่ทางเลือกที่ 1 ก่อน จึงจะมีสิทธิเป็นสมาชิก กอช. ได้ ทางเลือกที่ 3 (ชราภาพ มีบำนาญ) ทางเลือกที่ 4 (มีเงินบำนาญ) และทางเลือกที่ 5 (มีเงินบำเหน็จและบำนาญ) มีสิทธิโอนมาเป็นสมาชิกของ กอช. ตามความสมัครใจ

ผู้ที่อยู่ในประกันสังคม มาตรา 40 ทั้ง 5 ทางเลือกต้องแสดงความจำนงขอโอนมาเป็นสมาชิก กอช. ภายใน 180 วัน (ประมาณภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ 20 สิงหาคม 2558) โดยสามารถโอนเงินสะสมทั้งจำนวนจากกองทุนประกันสังคม มาเป็นเงินสะสมในบัญชีรายบุคคลของสมาชิกในกองทุน กอช. แต่รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน

ที่ต้องมีรายละเอียดดังกล่าว เนื่องจากผู้ที่อยู่ในกองทุนประกันสังคม ทางเลือกที่ 1 มีสิทธิประโยชน์คุ้มครอง 3 กรณี คือ ประสบอันตราย/เจ็บป่วย ทุพพลภาพ และตาย แต่ไม่มีสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับชราภาพ ในขณะที่ ทางเลือกที่ 2 มีสิทธิประโยชน์ 3 กรณี บวกกับมีบำเหน็จ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรณีชราภาพ) ทางเลือกที่ 3 ชราภาพ มีเงินบำนาญ ทางเลือกที่ 4 มีสิทธิประโยชน์ 3 กรณี บวกกับมีบำนาญ ทางเลือกที่ 5 มีสิทธิประโยชน์ 3 กรณี บวกกับมีบำเหน็จ และบำนาญ

ส่วนผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 (มีนายจ้าง) และ มาตรา 39 (เคยทำงานในระบบต่อมาลาออก และยังส่งเงินประกันสังคมเอง) นั้น หากเราดูจากถ้อยคำที่ กอช. ระบุว่า “ผู้สมัครต้องไม่เป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ซึ่งส่งเงินเพื่อได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ” ก็ดูเหมือนจะไม่มีสิทธิ์สมัคร ประเด็นนี้อาจจะต้องลองสอบถามหรือติดตามคำชี้แจงเพิ่มเติมจาก กอช. ต่อไป

การจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนนั้น สมาชิกต้องเริ่มสะสมเงินงวดแรกพร้อมไปกับการสมัครสมาชิก และต้องสะสมไม่น้อยกว่าครั้งละ 50 บาท แต่เมื่อรวมกันแล้วไม่เกินกว่า 13,200 บาท ต่อปี (หากเฉลี่ยดู เท่ากับเงินสะสมขั้นสูงสุดที่สมาชิกสามารถสะสมได้คือ 1,100 บาท ต่อเดือน)

เมื่อเราส่งเงินสะสม รัฐจะจ่ายเงินสมทบให้ภายในสิ้นเดือนถัดไป โดยเงินสมทบจะเป็นสัดส่วนของเงินที่สะสมแต่ละงวด และสัมพันธ์กับอายุของสมาชิกในขณะที่ส่งเงินสะสม โดยมีเพดานเงินสมทบของรัฐกำหนดไว้

ถ้าอายุ 15-30 ปี เงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายให้คือ 50% ของเงินสะสม ไม่เกิน 600 บาท ต่อปี

ถ้าอายุ 30-50 ปี เงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายให้คือ 80% ของเงินสะสม ไม่เกิน 960 บาท ต่อปี

ถ้าอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป เงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายให้คือ 100% ของเงินสะสม ไม่เกิน 1,200 บาท ต่อปี

เงินสะสมไม่จำเป็นต้องส่งทุกเดือน และไม่ต้องสะสมเท่ากันทุกครั้ง นอกจากว่าหากปีใดไม่สามารถนำส่งเงินสะสมได้ กอช. จะคงสิทธิ์ไว้ และรัฐจะไม่ส่งเงินสมทบให้ ในจุดนี้เท่ากับสมาชิกสามารถวางแผนการออมด้วยตนเองเพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ของตนเอง และหากช่วงใดมีรายได้แล้วสมาชิกก็ควรพิจารณาเพิ่มเงินสะสมเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ไม่ได้ส่งเงินสะสม เพื่อให้แผนการออมเป็นไปตามเป้าหมาย และไม่เสียประโยชน์จากเงินสมทบที่รัฐจะจ่ายให้

เมื่อเราส่งเงินสะสมไปจนอายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินบำนาญรายเดือน และเราไม่สามารถถอนเงินออกมาใช้ก่อน นอกจากจะลาออกจากสมาชิกแล้วเท่านั้น จำนวนเงินบำนาญจะมีจำนวนเงินตามสัดส่วนจำนวนเงินสะสมที่เรามีอยู่เมื่ออายุครบ 60 ปี ดังนั้น หากเราส่งเงินสะสมน้อยเกินไป จำนวนเงินบำนาญที่เราจะได้ก็จะไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในช่วงบั้นปลายชีวิต

ผมอยากให้เราคิดง่ายๆ ว่า การเป็นสมาชิก กอช. นั้น คือเราได้ใช้กลไกของกองทุนการออมแห่งชาติในการบังคับตนเองให้เริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่ช่วงอายุน้อยๆ และช่วงที่มีรายได้ เราต้องวางแผนการออมควบคู่ไปกับการกำหนดเป้าหมายเงินสะสมตอนอายุ 60 ปี ไว้ด้วย คิดเสมือนหนึ่งเราเก็บออมเงินด้วยตัวเราเอง แต่กรณีเป็นสมาชิกจะดีกว่าที่รัฐจะจ่ายเงินสมทบให้เราเพิ่มเติม ตัวเลขการออมและเป้าหมายหรือจำนวนเงินบำนาญที่เราจะได้รับตอนอายุครบ 60 ปี เราสามารถสอบถาม ตรวจสอบตัวเลขกับเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง กอช. จะมีตารางที่คำนวณไว้เป็นแนวทางให้เราประกอบการวางแผนและตัดสินใจ และที่สำคัญเราต้องมีวินัยในการนำส่งเงินสะสมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการออมเพื่อไว้ใช้ในยามชราอย่างแท้จริง

ทำสวนผักหน้าโรงเรียน แทนสนามหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

ทำสวนผักหน้าโรงเรียน แทนสนามหญ้า

คำถามหนึ่งในวันนี้ คุณทิ้งอะไรไว้ก่อนจากโลกนี้ไป สำหรับฉันคิดว่าทิ้งความคิดดีๆ เอาไว้ก็ดีนะ

ฉันกำลังจะเล่าเรื่องครูคนหนึ่งกับความคิดดีๆ ที่เขาทิ้งไว้…หลายเดือนมาแล้ว ฉันไปที่โรงเรียนบ้านฟ่อน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ได้พบครูหนุ่มคนหนึ่ง เขาเป็นครูสอนศิลปะ และประวัติศาสตร์ เขาทำให้สนามหญ้า หรือสวนหย่อมหน้าโรงเรียน เป็นสวนผักได้…

อาคารใหม่ที่เพิ่งสร้าง ถูกยกร่องดินขึ้นมา และมีพืชผักขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่ใช่สนามหญ้า หรือสวนหย่อมตามแบบแผนโครงการแต่ต้น

ครูเล่าว่า เมื่อมีอาคารใหม่ ก็มีโครงการจะปลูกหญ้าทำสวนหย่อม แต่เขาปลูกผักลงไปแทน และไปพูดกับ ผอ. ว่า ขอทำเป็นสวนผัก เด็กจะได้กินด้วย

เขาชวนเด็กๆ ปลูกผัก รุ่นแรกที่เก็บกินไปแล้ว มีผักสลัด ผักบุ้ง ผักกาด ต่อมา ผอ. ก็เห็นดีด้วย ที่นี่มีเด็กตั้งแต่อนุบาล ถึง ป. 6 เด็กนักเรียนทั้งหมดมี 150 คน เด็กๆ ส่วนใหญ่เป็นไทยใหญ่ ย้ายตามพ่อแม่มาทำงานก่อสร้าง เด็กๆ จะอยู่ตามแคมป์คนงาน ประมาณ 90% ย้ายมากลางคัน ครูคิดว่า เด็กๆ อาจจะไม่ได้เรียนต่อ เป็นแรงงานเหมือนพ่อแม่ หรือบางคนก็อาจจะย้ายตามพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่หมดงานซึ่งอาจจะย้ายโรงเรียนอีก หรืออาจจะไม่มีโรงเรียนใดรับ การปลูกผักก็จะเป็นทางหนึ่ง เมืองไทยยังมีที่ดินว่างๆ ให้ปลูกผักได้ หรือแค่ปลูกกินก็ตาม

สำหรับฉันคิดว่า ครูหนุ่มเป็นผู้มีความคิดที่อยู่บนความเป็นจริง และอิงอยู่กับธรรมชาติ เด็กๆ ควรจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด อยู่กับดินและน้ำ

ครูสอนศิลปะ เป็นคนพิษณุโลก ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ 27 ปี จนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเชียงใหม่ไปแล้ว เขามีครอบครัวที่นี่

ครูเล่าว่า ภรรยาของครูเป็นแม่ค้าขายขนมครก ที่ใช้ข้าวกล้องทำขนมครก วันหนึ่งทำขนมครกขายมีรายได้ดีกว่าอาชีพครูของเขา และเขาก็เป็นผู้ช่วยเธอด้วย ครูเอาขนมครกมาให้เราชิมด้วย อร่อยจริงๆ

“เคล็ดลับการทำขนมครกให้อร่อย เอาแป้งข้าวเจ้ากับกะทิลงไปผสมกันให้ลงตัว แล้วก็หยอดลงหลุมลงไปเลย จะอร่อยเท่ากัน ถ้าหยอดแป้งก่อนและตามด้วยกะทิมันจะไม่เท่ากัน และไม่เข้ากัน บางทีกะทิจะลอยขึ้นมา และยิ่งถ้าไฟเสมอกัน แป้งกับกะทิจะแยกกันเลย”

ได้เคล็ดลับการทำขนมครกมาด้วย ยิ่งครูบอกว่ารายได้ดี นับว่าเป็นทางเลือกที่ดี

ครูอธิบายต่อว่า ต้องลองผสมแป้งกับกะทิให้ลงตัว จะใส่น้ำตาลให้ออกหวานนิดๆ หรือใส่เกลือปรุงรสตามที่เราต้องการ ไม่ให้เหลวเกินไป ข้นเกินไป พอได้สูตรลงตัวของเราแล้ว เราก็ทำไปตามนั้น แต่อันดับแรกต้องทดลองเอง เพื่อจะได้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ส่วนของภรรยาครูจะออกไปทางนิ่ม หอมกะทิ

ครูเล่าอย่างมีความสุขในขณะที่ฉันจดสูตรการทำขนมครกเพื่อขาย แม้ฉันจะผ่านเลยการทำขนมครกแล้ว แต่จดเอาไว้เผื่อคนอื่น ที่ว่าตัวเองผ่านเลยเพราะการทำขนมครกนั้น ต้องเป็นคนที่มีวัยไม่มากนัก และมีสุขภาพที่ดีเหมือนกัน เพราะต้องยืนแคะขายนานๆ ทนร้อนได้เพราะต้องอยู่หน้าเตาไฟ

“ชีวิตทำแบบนี้ได้ เพราะมีภรรยาเข้าใจ และใช้ชีวิตเหมือนๆ กัน เธอเป็นคนดูแลสุขภาพ กินอาหารสุขภาพ กินผักอินทรีย์ ทั้งที่ปลูกและไปซื้อตามตลาดผักอินทรีย์

วันหยุด ปิดเทอมก็ยังมาดูแปลงผัก มารดน้ำผัก เด็กๆ ทำได้ แต่ครูต้องดูแลให้เขาด้วย มีเด็กๆ มาร่วมปลูกเป็นเด็กโต แต่บางทีเด็กเล็ก ป. 2 ก็อยากปลูก พอเห็นพี่ๆ ปลูกก็มาขอ “หนูทำไมไม่ได้ปลูก” ก็บอกว่า “มาๆ มาปลูกเลย”

ตอนนี้มีเด็กสนุกกับการปลูกผักมากขึ้น

“ถ้าไม่ได้สอนก็มาลงเกษตร ไม่ได้ไปไหน ตอนนี้กำลังทำเมล็ดพันธุ์ เก็บเมล็ดพันธุ์ ไปหาเอาของเดิมๆ ไม่ค่อยซื้อแล้ว เด็กๆ ก็ขอเมล็ดพันธุ์ไปปลูกที่บ้าน”

ครูพาเดินดูแปลงผักด้านหลังและด้านข้างโรงเรียน ครูบอกว่า การปลูกผักช่วยเรื่องการกำจัดใบไม้กับขยะได้ด้วย เอาใบไม้มาหมักทำปุ๋ยเพื่อใช้กับแปลงผัก

จากปลูกไปเรื่อยๆ ก็จริงจังขึ้น

“เมื่อไปช่วงเกษตรอินทรีย์ ตรงแถวๆ อบต. สุเทพ พบน้องๆ เขากำลังสาธิตการผสมดิน ก็สนใจไปถามรายละเอียด บอกอยากเข้าร่วมโครงการสวนผักฮักเมือง ให้เขามาดูที่โรงเรียน เขาก็เอาน้องๆ ทีมงานมาปลูกกับเด็กๆ เด็ก ป. 5 เด็ก ป. 6 ก็ดูแลน้องๆ มาช่วยกันทำรอบๆ นี่แหละ และก็สานต่อมาเรื่อยๆ บางทีก็ไปคุยกับแม่ครัวขอเมล็ดพันธุ์แม่ครัวบ้าง คราวนี้ก็จริงจังเลย ปรุงดิน ไปซื้อดินเอามาผสมกับดินที่เรามีอยู่ซึ่งไม่ค่อยดีนัก และผสมกับปุ๋ยหมักที่เราทำไว้

ช่วงนี้ปิดเทอม เด็กๆ ก็ไม่ค่อยได้มา ครูก็ต้องมาดูแลให้พวกเขา มารดน้ำให้เขา

ผอ. เองก็เห็นดี และชอบสวนผักหน้าโรงเรียนใหม่

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ฉันคุยไว้กับครูหนุ่มทำสวนผักหน้าโรงเรียน และฉันบอกครูว่า จะกลับไปหาครูอีกครั้งเมื่อเปิดเทอม จะไปถ่ายรูปเด็กๆ ปลูกผักด้วย ขอเบอร์โทรศัพท์ครูไว้ ครูเขียนด้วยลายมือตัวเอง ธัชชัย พึ่งม่วง พร้อมเบอร์โทรศัพท์

ฉันไม่ได้โทร. ไปหา แต่เลือกค้นชื่อครูจากกูเกิล เพราะคิดว่าเผื่อครูมีเฟซบุ๊ก จะได้คุยกับครูทางเฟซบุ๊กก่อน เมื่อใส่ชื่อครูลงไป หัวข้อหนึ่งขึ้นมาว่า

ส่องกล้อง มองอมก๋อย บรรยากาศงานศพครูต๊ะ นายธัชชัย พึ่งม่วง

…ครูต๊ะ เป็นคนดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม มีจิตอาสา มาเสียชีวิตด้วยการมาช่วยเหลือผู้อื่นและผู้ประสบภัยไฟไหม้ที่บ้านแม่ฮองกลาง อำเภออมก๋อย บ้านเรา ขอแสดงความเสียใจ และขอไว้อาลัยให้ครูผู้จากไปด้วย

ต้องขอโทษครูด้วยที่เขียนช้าไป แต่เชื่อว่า แนวคิดดีๆ ที่ครูทิ้งไว้ จะไม่จากหายไปไหน ทั้งเรื่องการปลูกผักแทนปลูกหญ้าหน้าโรงเรียน และการทำขนมครกขายเพื่อเป็นอาชีพ

เมล็ดข้าวใหญ่ (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

เมล็ดข้าวใหญ่ (จบ)

หอไตร หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า สิมน้ำ สร้างอยู่กลางน้ำบ้านนาเวียง นับว่าเป็นสิ่งสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านเลยทีเดียว เพราะเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุโบราณและสมบัติพัสถานล้ำค่าที่ชาวบ้านนาเวียงนำติดตัวจากบ้านเดิมในเขตประเทศลาว

แรกที่เลือกสถานที่สร้างสิมน้ำนี้ ชาวบ้านเล่าว่า ได้พื้นที่หนองน้ำที่ค่อนข้างตื้นเขิน จึงต้องขุดลอกใหม่ ปรากฏว่าขุดพบกระดูกสัตว์และเขากวางทับถมกันมากมาย สิมน้ำหรือหอไตรนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเล่าขานต่อกันไป กระทั่งผู้คนจากบ้านข้างเคียงย้ายมาอาศัยพึ่งบารมีด้วย

สิมน้ำ หรือต่อมามีชื่อเป็นทางการว่า “หอไตรวัดสระไตรนุรักษ์” เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างศิลปะไทยกับลาว สร้างด้วยช่างฝีมือชั้นเลิศละเอียดงดงามอย่างยิ่ง เป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลานที่จารด้วยอักษรธรรมโบราณห่อด้วยผ้าซิ่นไหม เก็บไว้ในกูบหลังช้างอีกที ทั้งหมดทั้งสิ้นนับได้ จำนวน 198 มัด แยกได้ 1,553 ผูก เนื้อหาในคัมภีร์มีทั้งตำรายาสมุนไพร นิทานก้อม สถานที่สำคัญต่างๆ นอกจากนี้ ในหอไตรยังมีพระพุทธรูปสำคัญๆ ของบ้านนาเวียง

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ นำมาจากหมู่บ้านดั้งเดิม ที่ฉันวาดหวังว่าจะต้องไปให้เห็นกับตาสักครั้ง

กระทั่งถึงวันดีที่ปลอดโปร่ง มีเพื่อนร่วมเดินทางที่ว่างพร้อมกัน ฉันจึงตัดสินใจขึ้นรถไฟไปลงหนองคายและข้ามพรมแดนไปเวียงจันท์ ซึ่งได้ติดต่อกับชาวลาวคนหนึ่งที่เรารู้จักกันครั้งเขามาประชุมสัมมนาที่กรุงเทพฯ เรานัดแนะให้เขาหาเช่ารถยนต์ราคาไม่แพงไว้ให้ ก็ได้รถยนต์คันใหม่นั่งสบายล่องไปบนถนนเป็นคลื่นลอน จนรู้สึกสงสารเจ้าของรถ

จุดหมายปลายทางที่เราจะไป ฉันได้ข้อมูลคร่าวๆ จาก กำนันบุญจันทร์ แห่งบ้านนาเวียง ซึ่งเคยเดินทางไปเยี่ยมยามพี่น้องมาแล้ว แต่คณะของกำนันเดินทางไปจากไชยะบุลี แต่ครั้งนี้เราไปกันทางเวียงจันท์ จำได้แค่ว่าชื่อหมู่บ้านสามหมื่น อยู่ในเมืองเฟียง (ฟาง) เขตพระนครเวียงจันท์

ฉันจำเส้นทางไม่ได้ชัดเจนนัก เพราะเวลาผ่านมานานปีแล้ว จำได้แค่ว่าเรานั่งรถออกจากเวียงจันท์ ผ่านทางแยกที่จะไปวังเวียง จากนั้นก็เลี้ยวเข้าสู่เส้นทางที่ถนนไม่ค่อยดีนักและรถราก็ไม่จอแจอย่างเวียงจันท์ ใช้เวลานานชั่วโมงกว่าจะถึงหมู่บ้าน เพราะยิ่งไกลเส้นทางก็ยิ่งทุรกันดาร รถยนต์คันงามค่อยๆ ขยับโยกเยกไปบนถนนดินแดงเป็นหลุมเป็นบ่อ ทว่าสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สลับท่านาเพลิดเพลินจนลืมท้องไส้ที่โยนไปโยกมา

แม้เวลาจะผ่านมานานปี กระนั้นฉันก็จดจำบรรยากาศหมู่บ้านสามหมื่นได้ ท้องฟ้าวันนั้นสว่างไสว มีก้อนเมฆเคลื่อนที่เป็นหย่อมๆ แดดแรง แต่ไม่รู้สึกร้อนเท่าใดนัก ด้วยสายลมที่พัดโบกอยู่ตลอดเวลา บ้านไม้ทรงเก่าใต้ถุนสูง สร้างด้วยฝีมือชาวบ้าน คล้ายๆ หมู่บ้านภาคอีสานของบ้านเราที่ยังไม่เปลี่ยนเป็นบ้านปูน ใต้ถุนบ้านบางหลังยังมีแม่ใหญ่นั่งกรอฝ้ายทอผ้า

เสียงในหมู่บ้านค่อนข้างเงียบ ยังเป็นเวลาที่ชาวบ้านอยู่ตามไร่นา มีเพียงคนแก่อยู่โยงเฝ้าบ้าน หลังจากที่เราเดินเตร่อยู่ในหมู่บ้านไม่นาน ก็มีพ่อใหญ่คนหนึ่งเดินออกมาทักทาย ฉันบอกไปตามความเป็นจริงว่าเดินทางมาที่นี่ตามที่รู้มาจากชาวบ้านนาเวียงว่า บรรพบุรุษอพยพมาจากหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อกว่าร้อยปีที่ผ่านมาพู้น พ่อใหญ่พยักหน้าอย่างเข้าใจและบอกว่าเรื่องนี้ต้องคุยกับผู้เฒ่าอีกคน ซึ่งเป็นรุ่นพ่อของพ่อใหญ่อีกที เป็นผู้เฒ่าที่เหลืออยู่ไม่กี่คนของหมู่บ้านนี้ที่รู้ประวัติความเป็นมาในยุคก่อนโน้น จากนั้นแกก็เรียกเด็กๆ ให้วิ่งไปตามผู้เฒ่าซึ่งอยู่บ้านอีกหลังไม่ไกลนัก

เรานั่งคุยกันใต้ถุนบ้านหลังหนึ่ง ระหว่างนั่งรอ ผู้เฒ่าพ่อใหญ่เล่าให้ฟังว่า บรรพบุรุษของชาวบ้านสามหมื่นเป็นคนไทพวน เดิมทีอยู่ที่เชียงขวาง ได้อพยพหนีพวกจีนฮ่อมาปักหลักที่นี่กลุ่มหนึ่ง และแยกไปอยู่บ้านนากลาง ไม่ไกลจากที่นี่อีกกลุ่มหนึ่ง ใกล้ๆ บ้านสามหมื่นมีภูเขาสูงชันอยู่ลูกหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า ผาท่อหน่อคำ เชื่อกันว่าบนยอดภูนั้นมีหน่อคำอยู่ แต่ไม่มีใครสามารถปีนป่ายไปเอามาได้ เพราะความสูงชันของหน้าผา

คุยกันอยู่ไม่นาน พ่อเฒ่าที่ถูกตามตัวอย่างไม่รู้ตัว ก็ซ้อนรถเครื่องมาถึง ความชราทำให้หูพ่อเฒ่าไม่ค่อยดีดุจเดิม แต่ความจำยังเป็นเลิศ หลังจากฟังฉันเท้าความแล้ว พ่อเฒ่าก็บอกว่าที่เรารู้มาจากบ้านนาเวียงเป็นเรื่องจริง เมื่อประมาณ 300 ปีก่อน มีเชื้อเจ้าสามพี่น้องพาไพร่พลอพยพไปจากที่นี่ ไปตั้งหลักปักฐานอยู่ทางฝั่งไทย การอพยพครั้งนั้นนอกจากไพร่พลจำนวนหนึ่งแล้ว ยังนำช้างม้าบรรทุกสิ่งของสำคัญไปด้วย

ฉันไม่ได้ซักไซ้รายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติอันมากค่าเหล่านั้น เพราะเกรงจะเป็นการย้ำรอยที่ไม่ควรรื้อฟื้น เพียงได้รู้ว่าสิ่งที่เราฟังมาเป็นเรื่องจริง ก็ปลาบปลื้มเพียงพอแล้ว ที่ได้พบบ้านพี่น้องสองประเทศของจริงไม่อิงแค่เรื่องเล่า

ฉันถามถึงเรื่องเมล็ดข้าวใหญ่บ้าง พ่อเฒ่าเล่าตำนานเมล็ดข้าวซึ่งคล้ายๆ กับที่ฟังมาจากชาวบ้านนาเวียงและที่อื่นๆ ส่วนเมล็ดข้าวใหญ่ที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเทพแห่งเมล็ดข้าว เคยมีอยู่ที่บ้านสามหมื่น แต่หายสาบสูญไปนานเนิ่นแล้ว เมล็ดข้าวใหญ่แกะสลักจากท่อนไม้ มีเรื่องเล่าว่า มีของศักดิ์สิทธิ์อยู่สามสิ่งที่นำติดตัวไประหว่างอพยพ แต่หายไปสองสิ่งคือ เมล็ดข้าวใหญ่ กับหัวเซี่ยงเมี่ยง

ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่ได้ฟังจากผู้เฒ่าและพ่อใหญ่ แต่มันเลือนผ่านไปพร้อมกาลเวลาที่แล่นลิบไปข้างหน้า ยังคงรอยจำบางอย่างที่ประทับอยู่ไม่ลบเลือน ฉันตั้งความหวังว่าจะกลับไปที่หมู่บ้านสามหมื่นอีกครั้ง แต่ผ่านมานานปีก็ยังไม่มีโอกาส

อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปตามหาหมู่บ้านสามหมื่นครั้งนี้นับว่าเกินคุ้ม เพราะมีสิ่งที่ยืนยันความเชื่อของฉัน ว่าคนลาวกับคนอีสานนั้นไม่ใช่อื่นไกลจริงๆ ไม่ใช่พี่น้องแค่ชื่อเรียกหรือวัฒนธรรม แต่เป็นพี่น้องที่เชื่อมร้อยกันทางสายรก ซึ่งลึกเกินจะขุดค้นได้หมด

“มูลนิธิพุทธวนาที่ซับบอน” กับ วาทะอันมีค่าของหลวงพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

“มูลนิธิพุทธวนาที่ซับบอน” กับ วาทะอันมีค่าของหลวงพ่อ

เมื่อคุณทัศนารถ รู้สึกว่าตนเองเข้าวัยชรา มีอายุกว่า 60 ปีแล้ว การตระเวนไปปลูกป่าตามถิ่นต่างๆ นั้นดำเนินการได้ไม่สะดวกนัก ควรจะปักหลักปลูกป่าถาวรขึ้นที่ไหนสักแห่ง จึงเดินทางไปดูสถานที่หลายแห่ง สุดท้ายได้ตัดสินใจมาปักหลักซื้อที่ดินข้างวัดป่า “ซับบอน” (เขาคงคา) ตำบลโนนระเวียง อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

ต่อมาก็ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็น “มูลนิธิพุทธวนา” มีจุดมุ่งหมายปลูกป่า รักษาสิ่งแวดล้อม รองลงไปคือการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลำบากยากไร้ และช่วยเหลือเด็กที่ขาดแคลนให้ได้รับการศึกษา มีทั้งที่รับมาอุปการะในมูลนิธิ และที่ให้ความช่วยเหลือโดยผ่านโรงเรียน และครู อาจารย์

มูลนิธิพุทธวนา เริ่มต้นบนพื้นที่ประมาณเกือบ 5 ไร่ จากนั้นได้ขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ เนื่องจากมีชาวบ้านหลายรายมาขอให้ช่วยซื้อที่ดินของเขา โดยอ้างถึงเหตุผลความจำเป็นต่างๆ เมื่อได้ซื้อที่ดินที่เป็นไร่มันสำปะหลัง ตลอดจนพื้นที่เสื่อมโทรมลักษณะต่างๆ ที่อยู่รายรอบวัดป่าซับบอน

จากนั้นได้เริ่มปลูกป่าบนพื้นที่เสื่อมโทรม และปลูกเสริมอย่างต่อเนื่องทุกปี อีกทั้งได้ขุดสระน้ำเพื่อกักเก็บน้ำที่เป็นบริเวณน้ำซับได้อีก 3 สระ ทำเขื่อนและเหมืองฝาย เพื่อระบายน้ำให้ชุมชนได้ใช้สอยด้วย พื้นที่ดำเนินการนี้ครอบคลุมถึงป่าบนภูเขาอีกเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้ร่วมกับพื้นที่ป่าซับบอน หรือวัดเขาคงคา กลายเป็นป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ เป็นป่าใหญ่ผืนเดียวกัน ได้พื้นที่มากกว่า 200 ไร่

พื้นที่เบื้องล่างนอกจากปลูกไม้ป่า ไม้ยืนต้นต่างๆ แล้ว ได้จัดแบ่งเป็นแปลงปลูกผัก และปลูกพืชสมุนไพรต่างๆ เช่น เจียวกู่หลาน พลูคาว บัวบก กระชาย บอระเพ็ด ฯลฯ สมุนไพรเหล่านี้ใช้ปรุงยา ใช้เองในมูลนิธิในชุมชนใกล้เคียง ถวายพระ รวมทั้งแจกพันธุ์ให้แก่ผู้สนใจเอาไปปลูกด้วย โดยเริ่มต้นดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ถึงปัจจุบัน

คุณทัศนารถ หรือ วนัสนันท์ ได้แรงบันดาลใจ และประทับใจในคำพูดพระป่ารูปหนึ่ง ท่านกล่าวไว้ว่า

“สวนป่าเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งแล้วที่พุทธวนานี่ แล้วต่อๆ ไปจะมีเพิ่มขึ้นอีก เพิ่มขึ้นอีก ท่านไพศาล (วิสาโล) รักษาป่าวัดป่ามหาวัน หลวงพ่อคำเขียน รักษาป่าสุขะโตคุณนาท รักษาป่าบ้านทอฝัน ที่เมืองกาญจน์ หลวงพ่ออเนกฯ รักษาป่าบนดอยธาตุเวียงด้ง แล้วยังมีที่อื่นๆ อีกมากนักหนา พวกเราจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ แล้วสักวันแผ่นดินโกร๋นเกรียน เพราะต้นไม้ถูกตัดจะค่อยๆ หายไป แต่จะมีป่าไม้ขึ้นมาแทนที่ ป่าไม้เขียวๆ ที่พวกเราช่วยกันปลูก ช่วยกันรักษาจะค่อยๆ แผ่กว้างขึ้นๆ และกว้างขึ้นจนเต็มพื้นที่ แล้วโลกนี้ก็จะเป็นสีเขียวอย่างเดิม…”

สำหรับด้านทุนทรัพย์ที่ใช้ไปในการสร้างพุทธวนาของคุณทัศนารถนั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากการทยอยขายที่ดินส่วนตัวในกรุงเทพฯ ในจังหวัดใกล้เคียงอีก 3 แปลง และกำลังจะขายแปลงสุดท้ายอีก

ด้วยศรัทธาปสาทะของคุณทัศนารถ ในความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำพุทธวนาให้มีลักษณะคล้ายนิคมของท่านมหาตมะ คานธี

คุณทัศนารถ เห็นว่า ปัญหาสำคัญที่เป็นมหันตภัยใหญ่หลวงของคนไทยเรา คือเรื่องพิษภัยของสารเคมีทางการเกษตร จำพวกสารเร่งและยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง

หายนะภัยจากสารเคมีเหล่านี้ ได้นำพาโรคภัยต่างๆ มาสู่มวลมนุษยชาติสารพัดโรค เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน โรคอ้วน โรคทางเดินหายใจ เป็นต้น

คุณทัศนารถ ได้เน้นย้ำถึงแนวทางในการสร้างพฤติกรรมให้กับผู้คนในสังคมว่า

“ควรต้องมุ่งมั่นในการเปลี่ยนค่านิยมการยกย่องนับถือที่บุคคลพึงมี พึงให้ต่อกันเสียใหม่ว่า เราเลิกให้เกียรติ เลิกยกย่องนับถือคนรวย หรือรวยอย่างผิดปกติกันเสียจะดีไหม? เผื่อว่าการโกง การเขมือบ การคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบเท่าที่เป็นอยู่ในยุคนี้ จะลดน้อยลงบ้าง?”

คุณทัศนารถ เฝ้าเตือนเด็กๆ และผู้คนที่อยู่รอบข้างเสมอว่า

“อย่าบูชาเงินเป็นพระเจ้า แต่จงหาเงินในทางที่ถูกต้องสุจริต เพื่อว่า ถ้าเรามีเงินแม้แต่เพียงเล็กน้อย เราก็จะมีความเป็นคน เป็นมนุษย์อย่างเต็มความหมาย และความหมายสูงสุดของความเป็นมนุษย์นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความมีเงินมากเป็นแสนเป็นล้าน แต่ขึ้นอยู่กับว่า เรามีแก่นและมีเกียรติของความเป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรมงดงาม มีความสัตย์ซื่อ และความประพฤติดีมากเพียงไหนต่างหาก”

ทวารวดีในอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

ทวารวดีในอีสาน

แล้ววันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2558 ก็ผ่านไปอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยรักและอบอุ่น

พูดถึงแม่แล้ว ก็ให้กระหวัดย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน

แม่เป็นคนตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อทำกับข้าวรอใส่บาตรตอนเช้า

พอตื่นแล้วก็จะปลุกลูกให้ตื่นด้วย เพื่อติดเตาหุงข้าวด้วย

ยิ่งช่วงหน้าฝน หน้าหนาว เวลาช่วงนั้นกำลังนอนอุ่นอยู่ใต้ผ้านวมแบบไม่อยากลุก

ถ้าแม่เรียกสองหนแล้วยังไม่ลุก หนที่สามแม่จะเดินมาตลบมุ้ง ในมือถือไม้ขัดหม้อข้าวพร้อม

บ่อยครั้งที่ได้ลิ้มชิมรสไม้ขัดหม้อข้าว

จนเมื่อเข้ามาเรียนอยู่ในเมืองถึงได้รู้คุณ เพราะสามารถทำกับข้าวกับปลากินเองได้ ไม่อดตาย

เรื่องทำกับข้าวทุกมื้อ แม่จะให้ตำน้ำพริกประจำ ส่วนผัดหรือแกง ดูจะของรอง

ผักที่กินแกล้ม ก็จะมีกระถินริมรั้ว ผักบุ้งท้องนา แตงกวาจากสวนหลังบ้าน และผักอื่นอื่นที่ปลูกไว้

คิดถึงความหลัง บางครั้งมันก็มีความสุขดี

เรียนรู้จากหนังสือปักษ์นี้ เป็นเรื่องราวของอดีต

“ทวารวดีในอีสาน” ค้นคว้าหามาให้รู้ โดย ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง

ดินแดนสุวรรณภูมิ หรืออุษาคเนย์นี้ ในสมัยโบราณมิได้มีแต่ชาวเขมร หรือชาวลาวเท่านั้น

หากแต่ยังมีผู้คนอีกหลากหลายเผ่าพันธุ์ ได้อาศัยอยู่ที่นี่มาช้านานแล้ว

ความคิดชาตินิยม ที่เชื่อว่าคนไทยที่อยู่ทุกวันนี้ ได้อพยพหนีการรุกรานมาจากเทือกเขาอัลไต ซึ่งได้มีการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง

แต่เฉพาะความรู้เล่มนี้ จำกัดองค์ความรู้เรื่องศิลปะทวารวดีในอีสาน

เป็นยุคสมัยหนึ่งของคนโบราณ ที่นำเอาศิลปะทวารวดีจากภาคกลาง และศิลปะเขมรเข้าผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

กระทั่งกลืนกลายเป็นเอกลักษณ์ของลุ่มน้ำในภูมิภาคแห่งอีสาน

ความรู้เรื่องนี้ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน ในรูปเล่มศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ

จำหน่ายตามแผงหนังสือ และร้านหนังสือทั่วไป ราคาเล่มละ 210 บาท

การเรียนอดีตที่ผ่านมาแล้ว จะทำให้เราเห็นวิถีชีวิตของคนโบราณ ว่าที่ท่านทำนั้นด้วยความเชื่ออะไร มีสาเหตุอะไรเป็นแรงจูงใจ

หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่ทันสมัย

แต่อย่าลืมว่า ถ้าไม่มีอดีต ก็ไม่มีปัจจุบัน และจะไม่มีอนาคต

ขอให้สังเกตและไตร่ตรองให้ดีว่าทุกวันนี้ ความเจริญทันสมัยไปถึงไหน ธรรมชาติความหายนะไปถึงนั่น

จิตใจผู้คนหยาบกระด้าง ขาดสำนึกเพื่อส่วนรวม

ความปรองดอง มองและคิดแล้ว จึงเป็นเพียงความฝันที่อยู่ในแผ่นกระดาษ

เพราะขาดความรู้เรื่องอดีต อันเป็นรากเหง้าเท่านั้นเอง

รู้แล้วทำเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

รู้แล้วทำเลย

จิตแพทย์คนหนึ่ง สนใจวิชาสมาธิภาวนา มาขอภาวนาด้วย ก่อนจะได้ภาวนา คุณหมอได้สนทนาธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติที่อ่านมาจากตำราต่างๆ มากมาย จนจัดว่า คุณหมอเป็นผู้มีความรู้ด้านภาวนาดีคนหนึ่งในวงการชาวพุทธทีเดียว

อาตมาพิจารณาแล้วว่า ผู้มีความรู้เช่นนี้มีสมองเป็นเลิศ คิดเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว หากสนใจสมาธิภาวนาก็ควรได้ลงมือปฏิบัติให้มากกว่าจะชวนคิด ชวนคุย ต่อไปจึงนัดวันกันว่า ทุกวันจันทร์และวันศุกร์ จะมาฝึกฝนการภาวนาด้วยกัน ตั้งแต่ เวลา 09.00-10.00 น.

คุณหมอเป็นคนขยัน มีระเบียบวินัยตรงต่อเวลา และเป็นผู้มีฉันทะและอิทธิบาทข้ออื่นๆ ครบถ้วนจริงๆ สิ่งที่แสดงว่าคุณหมอสนใจการฝึกมากก็คือ เมื่อได้เวลาฝึก คุณหมอจะมาก่อนเวลาเสมอ มาถึงแล้วไม่รอช้าลงมือฝึกฝนกันเลยทีเดียว

การฝึกที่ว่านี้คือ นั่งสมาธิ ต่างคนต่างนั่งหันหน้าเข้าหาองค์พระพุทธปฏิมา แล้วตั้งใจภาวนาเพื่อพัฒนาตัว รู้โดยมีลมหายใจเป็นหลักในการวางสติ หรือในการที่สติจะเกาะติด สมกับ คำว่า อานาปานสติ การใช้สติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก

การลงมือปฏิบัติอย่างนี้คือ การเข้าไปสู่ประสบการณ์การมีสติและการรู้สึกตัวทั่วพร้อมโดยตรง รู้สึกมากเท่าไร ก็เป็นสมาธิเท่านั้น ส่วนที่เผลอสติ ปล่อยใจให้ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่เนิ่นนานแค่ไหน ก็ถือว่าไม่เป็นสมาธิ

นี่คือวิธีปฏิบัติที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องท่องจำมนต์บทใด ไม่ต้องรู้ภาษาบาลีที่ยากเย็นแต่ประการใด รู้เข้าไปตรงๆ เลย เมื่อรู้ก็บอกว่ารู้ เมื่อไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ รู้ก็รู้ ไม่รู้ก็รู้ว่าช่วงใดไม่รู้ นั่นแหละเรียกว่า เจริญสติ คือ มีความระลึกรู้สึกได้

เมื่อฝึกฝนเสร็จก็ได้สนทนากันต่อ คุณหมอได้เล่าถึงความรู้สึกว่า การนั่งวันนี้สงบเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ฟุ้งซ่านถึง 80 เปอร์เซ็นต์

อาตมาบอกคุณหมอว่า การเรียนรู้เริ่มบังเกิดแล้ว คือ สามารถรู้ว่าฟุ้งเท่าไร สงบเท่าไร สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือ ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มความสงบจากเดิมขึ้นไปเรื่อยๆ

ไม่มีทางอื่นใดนอกจากฝึกฝนๆ ฝึกฝน เท่านั้น คุณหมอท่านได้ทราบแล้วไปฝึกต่อที่บ้านอีก

สัปดาห์ต่อมาคุณหมอมาฝึกอีก คราวนี้บอกว่า ฝึกได้ดีกว่าวันก่อนๆ ที่เคยฝึกมา เพราะฝึกที่บ้านหลายรอบ รอบละ 45 นาที ตอนนี้มีอาการเหมือนติดสมาธิ

อธิบายให้คุณหมอฟังว่า ไม่ติดสมาธิหรอก แต่เป็นการเพลิดเพลินในธรรม ใคร่ในธรรม มีความสุขในธรรม ดั่งคำที่ว่า ธัมมกาโม ภะวังโหติ แปลว่า ผู้ใคร่ธรรมเป็นผู้เจริญ ตอนนี้คุณหมอกำลังอยู่ในอาการใคร่ธรรม พยายามประคองอาการเช่นนี้ไว้

จะทำให้เกิดฉันทะในการภาวนายิ่งขึ้น เพราะทำสิ่งใดมีความสุขก็จะเพลิดเพลินกับการกระทำนั้น จะเป็นพลังขับเคลื่อนการภาวนาให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

วันต่อมา หลังจากคุณหมอนั่งสมาธิภาวนาเรียบร้อยแล้ว ได้อธิบายความรู้สึกว่า เมื่อเช้าก่อนจะขึ้นมาภาวนา ได้เห็นอุบาสิกาคนหนึ่งกำลังทำสวนดอกไม้อยู่หน้าศาลาวัดพุทธธรรม รีบทักทายแล้วขึ้นมาเจริญภาวนา เริ่มภาวนาไปได้สัก 10 นาที ก็หวนกลับมานึกถึงพยาบาลคนหนึ่งว่า เคยทำงานกันมากี่ปี ทำอะไรบ้าง เธอเป็นคนดีอย่างไรบ้าง จนกระทั่งลืมพิจารณาลมหายใจไปเสียสนิทเลย

อาการอย่างนี้เรียกว่าอย่างไร

จึงอธิบายว่า นี่คือการเกิดขึ้นของสัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ในขันธ์ห้า กล่าวคือ พอตาเห็นรูป วิญญาณขันธ์ก็ปรากฏ ตากับรูป เป็นรูปขันธ์ รู้สึกพอใจ เป็นเวทนาขันธ์ จำได้ว่าเป็นใคร เป็นสัญญาขันธ์ คิดแล้วคิดอีก เรื่องที่จำได้นั้นก็เป็นสังขารขันธ์ คิดวนไปเวียนมาไม่ยอมไปที่ไหนอื่น จัดเป็นสังรวัฏในสังขารขันธ์ คือเวียนไปเวียนมา ไม่ออกไปไหนอยู่เป็นเวลานาน คิดไปคิดมา ถ้าสักว่าคิดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีตัณหาและอุปาทานเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทุกข์ดั่งคำว่า สังขารา ปรมา ทุกขา ยิ่งคิดมาก ยิ่งเป็นทุกข์

หรือถ้านั่งคิดถึงคน คนที่ได้เห็นเป็นเวลานานๆ โดยลืมคิดถึงเรื่องอื่นทั้งหมด เท่ากับว่า สังขารขันธ์ หนึ่งในห้าขันธ์ กำลังทำงานอย่างเต็มที่ อันสอดคล้องกับบทกรวดน้ำของสวดมนต์แปลที่ว่า มีขันธ์ขันธ์เดียว กำลังท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ คือ กำลังคิดถึงเรื่องใหญ่บ้าง เรื่องเล็กบ้าง อย่างกัดติดไม่เคลื่อนไปไหน

นี่คือประสบการณ์การศึกษาที่ผ่านการภาวนาจิต ได้สัมผัสสัจธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจากสภาวะธรรมชาติที่แท้จริงแบบตรงๆ ไม่ต้องคาดคะเนอีกแล้ว คุณหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์จึงได้สัมผัสพุทธธรรมตรงๆ ในภายใน เมื่อเฝ้ามองด้านในอย่างนี้ เป็นประสบการณ์ตรงแล

สนทนาธรรมกันพอสมควรแล้ว คุณหมอก็กราบพระพุทธรูปในอุโบสถ และกราบพระสงฆ์ที่ร่วมภาวนาด้วย อย่างน้อยอีก 1 สัปดาห์ จะได้มาพบกันเพื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมเพิ่มเติมความสะอาด ความสว่าง และความสงบพบสันติสุขต่อไป?

ตามไปดู‘นาวิก นาวี สัญจร’ ‘กระชับพื้นที่’ลดระแวงทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/195436

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
ปัญหา “ไฟใต้” ที่ยังคงคุกรุ่น ยากจะ “มอดดับ” ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าความรู้สึก “หวาดระแวง” ที่ชาวบ้านมีต่อเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะ “ทหาร” ถือเป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะเมื่อเกิดความ “ไม่วางใจ” ก็ยากที่ชาวบ้านจะให้ความร่วมมือกับทหารในทุกๆด้าน ด้วยความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ทหาร “นาวิกโยธิน” และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้จัดกิจกรรม…

“นาวิก นาวี สัญจร”!!!

เพื่อส่งทหารและเจ้าหน้าที่ของรัฐจากหน่วยงานต่างๆ “กระชับพื้นที่” พบปะพูดคุย “กระชับสัมพันธ์” และให้บริการชาวบ้านถึงในหมู่บ้าน โดยกิจกรรม “นาวิก นาวี สัญจร” ครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่มัสยิดวาดีลฮูเซ็น บ้านตะโละมาเนาะ ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการประชาชน ซ่อมรถจักรยานยนต์ ตัดผม มอบข้าวสาร และขนมให้เด็กในชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ชาวบ้านลดความหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่ และได้พูดคุยปัญหากัน เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาชุมชน

นอกจากนั้น “พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร” รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5(ศปป.5) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ยังนำคณะลงพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เพื่อตรวจความพร้อมมาตรการสกัดกั้น “ภัยแทรกซ้อน” ทางบกและทางทะเลด้วย

“น.อ.นพดล ฐิตวัฒนะสกุล” ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ กล่าวว่า ภาครัฐได้พยายามที่จะปรับมุมมองของ “ผู้คิดต่าง” ที่ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้แนวทาง “สันติวิธี” ซึ่งกิจกรรมนาวิก นาวี สัญจร “เดินเท้าเข้าชุมชน” เป็นหนึ่งในโครงการที่นำมาใช้ เพื่อหวังสร้างความไว้วางใจ และลดความหวาดระแวงที่ชาวบ้านมีต่อทหาร โดยการพบปะพูดคุยกับชาวบ้านนอกจากจะพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทหารกับชุมชนแล้ว ข้อมูลบางอย่างจากชาวบ้านยังช่วย “จุดประกาย” ความคิดในการป้องกันและรับมือเหตุร้ายให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย

ขณะเดียวกัน จากการลงพื้นที่ยังทำให้เจ้าหน้าที่ พบว่า ปัญหาที่ชาวบ้านในพื้นที่ประสบ คือ การเข้าถึงการรักษาพยาบาล เจ้าหน้าที่จึงได้จัดทีมแพทย์มาให้บริการภายในชุมชน นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน และการส่งน้ำเข้าพื้นที่นาของชาวบ้าน ซึ่งทหารจะเร่งแก้ไขต่อไป

“เวลาทหารใส่เครื่องแบบ ชาวบ้านจะหลบหน้า ไม่อยากคุยด้วย เพราะกลัว แต่เมื่อเราพบปะพูดคุยกับเขา ทำให้ความกลัวและความหวาดระแวงลดลง ไม่ว่าศาสนาใดเราอยู่ด้วยกันได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่เกิดแนวคิดในการรับมือเหตุร้าย ซึ่งจากกิจกรรมล่าสุดนำมาซึ่งการกำหนดเส้นทางถนนปลอดภัย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านและกำลังพลใช้ประจำ จากค่ายจุฬาภรณ์ ถึงเขตเมือง จ.นราธิวาส ระยะทาง 18 กิโลเมตร โดยพิจารณาจากเส้นทางที่ประชาชนใช้มากที่สุด เป็นต้นแบบของการดูแลความปลอดภัยร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ และในอนาคตอาจขยายเพิ่มมากกว่า 1 เส้นทาง” น.อ.นพดล กล่าว

น.อ.นพดล กล่าวอีกว่า การปฏิบัติหน้าที่ของทหารเพื่อดูแลความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาตใต้ยังคงเหมือนเดิม โดยมีส่วนราชการ อำเภอ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) มาช่วยบูรณาการการทำงาน ซึ่งช่วยให้สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ลดลงมาก โดยปี 2557 เหตุความรุนแรงลดลงจากปี 2546-2547 กว่าร้อยละ 50 โดยทหารได้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงควบคู่กับงานด้านการพัฒนาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รวมทั้งประชาชนให้ความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่

ส่วนการดำเนินการกับผู้ก่อเหตุความรุนแรงหรือกลุ่มผู้มีความคิดเห็นต่างจากรัฐ เจ้าหน้าที่จะไม่ใช้ความรุนแรง เน้นดำเนินการด้วยสันติวิธีและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งหนึ่งในโครงการที่นำมาดำเนินการ คือ “โครงการพาคนกลับบ้าน” ซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วนที่เกิดจากนโยบาย “สานใจสู่สันติ” รองรับการกลับมาของผู้ที่ต้องการยุติการก่อเหตุ และต้องการออกจากการเป็น “แนวร่วม” โดยปี 2557 มีผู้เข้าร่วมโครงการใน 4 อำเภอของ จ.นราธิวาส 213 คน และเตรียมสำรวจรายชื่อเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ที่หลง “เดินทางผิด” ได้มีโอกาสแก้ตัว และเพื่อสร้างสันติสุขในพื้นที่

ขั้นตอนสำคัญของโครงการดังกล่าว คือ ผู้ที่เข้ารายงานตัวและมีหมายจับในคดีอาญา เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกให้มีการประกันตัว และหาแนวทางในการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนผู้ที่มีหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากมีความผิดไม่ร้ายแรง หรือเป็นผู้ต้องสงสัย จะส่งเข้ารับการฝึกอบรม “ปรับทัศนคติ” และจะยกเลิกหมายจับต่อไป

“รัฐบาลยังมีโครงการพูดคุยสร้างสันติสุขกลับสู่พื้นที่ ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ต่างๆที่มีการใช้อาวุธสุดท้ายแล้วต้องมาจบลงที่การพูดคุย จึงอยากให้ประชาชนช่วยสนับสนุน โดย อ.บาเจาะ เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่นำร่องหยุดยิง แต่การดูแลรักษาความปลอดภัยของทหารก็ยังปฏิบัติเหมือนเดิม” น.อ.นพดล กล่าว

ด้าน “น.ต.ยี่พญา โยวะผุย” รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 31(รอง ผบ.ฉก.นราธิวาส 31) กล่าวว่า
ในการลงพื้นที่ตามกิจกรรม “นาวิก นาวี สัญจร” นั้น ทหารและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ จะเน้น “เข้าถึง” ทุกพื้นที่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถานต่างๆ เช่น วัด มัสยิด หรือโบสถ์ รวมถึงแหล่งน้ำ เพื่อพบปะพูดคุย ประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจ และสร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านทราบว่าเรามีมาตรการคุ้มครองพวกเขาอย่างไร นอกจากนี้เวลามีงานเทศกาลในชุมชน ทหารจะเข้าร่วมงานด้วยอย่างน้อยเพื่อให้ชาวบ้าน “อุ่นใจ” และ “เชื่อใจ” ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าพวกเขาจะร่วมงานได้ปลอดภัยจริงๆ

ขณะที่ “มะยูโซ๊ะ มะ” อิหม่ามประจำมัสยิดบ้านตาบา ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของทหารในบางกรณี แม้จะมองว่ายังมีความเข้มงวดมากเกินไป แต่ก็สร้างความอุ่นใจในด้านความปลอดภัยให้กับชาวบ้านได้ โดยเฉพาะการคุ้มครองตามสถานที่สำคัญต่างๆ ที่มีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น พื้นที่ที่มีการจัดงานประเพณีต่างๆ เป็นต้น และจากการลงพื้นที่ในกิจกรรม และโครงการต่างๆของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะทหารนั้น ช่วยให้ชาวบ้านเข้าใจ และ “ยอมรับ” ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ดีขึ้นมาก ทำให้สถานการณ์บางอย่างแทนที่ชาวบ้านจะมองในแง่ลบก็มองเป็นเรื่องบวก ทำให้ง่ายและผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่จึงให้ความร่วมมือกับทหารเป็นอย่างดี

นี่คืออีกหนึ่งความพยายามเพื่อนำ “สันติสุข” กลับคืนสู่ดินแดน “ด้ามขวานทอง” ที่แม้จะไม่มีใครตอบได้ว่าจะสิ้น “เสียงปืน ควันระเบิด” ลงเมื่อไร แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ได้พยายามแล้ว…

SCOOP@NAEWNA.COM

‘คึกคะนอง’ฉลองปีใหม่ เปิดข้อห้าม..ฝ่าฝืนระวัง‘คุก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/195309

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
เวียนมาถึงกันอีกแล้วกับเทศกาล “ส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่” ช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองและเดินทางกลับไปรวมญาติที่บ้านเกิด หลังจากที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งปี ทว่าอีกด้านหนึ่ง การฉลองปีใหม่ของคนไทยก็ได้ชื่อว่า “มีความเสี่ยง” มากในหลายๆ เรื่อง ดังนั้น “สกู๊ปหน้า 5” วันนี้ขอรวบรวม “สิ่งที่ไม่ควรทำในช่วงเทศกาล” เพราะนอกจากจะก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นแล้วยัง “ผิดกฎหมาย” มีโทษทั้งจำคุกและปรับ มาให้ทุกท่านได้ทราบกัน

เรื่องแรกที่ต้องย้ำกันทุกปีคือ “ยิงปืนขึ้นฟ้า” ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นการ “เอาฤกษ์เอาชัย” แต่ผู้ยิงอาจกลายเป็น “ฆาตกร” โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บทความ “ยิงปืนขึ้นฟ้า อาจฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้” โดยกลุ่มงานตรวจอาวุธปืนและเครื่องกระสุน กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ อธิบายว่า กระสุนปืนเมื่อพุ่งไปในแนววิถีโค้ง (Projectile) จะตกลงมาตามแรงดึงดูดของโลกด้วยความเร็วถึง 300-600 ฟุตต่อวินาที แต่ในความเป็นจริง ความเร็วกระสุนปืนเพียง 150 ฟุตต่อวินาที ก็สามารถสร้างบาดแผลให้กับเนื้อเยื่อของร่างกายมนุษย์ได้แล้ว

ทั้งนี้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา การยิงปืนขึ้นฟ้ามีความผิดตาม มาตรา 376 มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากยิงแล้วกระสุนไปตกใส่บุคคลอื่นโทษจะหนักขึ้น เพราะเข้าข่ายกระทำการโดยประมาทให้ผู้อื่นได้รับอันตราย เช่น หากยิงไปแล้วกระสุนปืนไปตกใส่ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ มาตรา 300 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากยิงไปแล้วกระสุนไปตกใส่ผู้อื่นถึงขั้นเสียชีวิต จะเข้าข่าย มาตรา 291 มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท

นอกจากนี้ยังอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน กระสุนปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 เพิ่มขึ้นมาอีกข้อหาหนึ่ง หากเป็นการยิงปืนในพื้นที่ชุมชนตามมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ห้ามพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ หรือ วรรคสอง ที่ห้ามพกพาอาวุธปืนโดยเปิดเผยไปในสถานที่จัดงานรื่นเริง งานมหรสพต่างๆ โดยไม่มีใบอนุญาตพกพา

ผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษตาม มาตรา 72 หากเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในวรรคหนึ่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในวรรคสอง มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท ส่วนผู้ที่มีใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน หากฝ่าฝืนข้อห้ามในวรรคสอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อีกเรื่องที่ต้องย้ำกันทุกปีเช่นกัน คือ ดื่มเครื่องดื่มมึนเมาแล้วขับขี่ยานพาหนะ ที่มีข้อห้ามตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) ซึ่งผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดตาม มาตรา 160 ตรี หากเป็นการดื่มแล้วขับที่แม้จะยังไม่ทำอันตรายแก่ผู้ใด จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่หากดื่มแล้วขับขี่ไปเฉี่ยวชนผู้อื่นได้รับอันตราย หากถึงขั้นได้รับบาดเจ็บ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท , หากถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-6 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000-120,000 บาท และหากถึงขั้นเสียชีวิต จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท ซึ่งทุกกรณี ศาลมีอำนาจพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ อีกด้วย

ประเด็นต่อมาที่ต้องเตือน คือ “เด็กแว้น-นักซิ่ง” ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ ที่พอถึงเทศกาลทีไรมักจะต้องออกมา “ประกาศศักดาบนท้องถนน” อยู่เสมอ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แบ่งประเภทความผิดที่เข้าข่ายไว้ดังนี้ มาตรา 43 (3) ขับขี่ในลักษณะกีดขวางการจราจร, มาตรา 43 (4) ขับขี่ในลักษณะประมาทน่าหวาดเสียวจนอาจเป็นอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สิน, มาตรา 43 (8) ขับขี่ในลักษณะไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น รวมถึง มาตรา 134 การแข่งรถบนท้องถนนโดยมิได้รับอนุญาต

สำหรับผู้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 43 (3) กับ (4) มีโทษตามมาตรา 157 คือปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท ส่วนผู้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 43 (8) มีโทษตามมาตรา 160 คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเข้าข่ายเป็นการแข่งรถตามมาตรา 134 มีโทษตามมาตรา 160 ทวิ ซึ่งความผิดฐานแข่งรถบนท้องถนนนอกจากจะต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับแล้ว ศาลยังมีอำนาจพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่อีกด้วย

ทั้งนี้ หากผู้กระทำผิดเป็นเด็กและเยาวชนอายุไม่ถึง 18 ปี พ่อแม่ผู้ปกครองอาจมีความผิดด้วยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) ที่ระบุว่า ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไมก็ตาม ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ซึ่งผู้ฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษตาม มาตรา 78 คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจาก 3 เรื่องหลักอย่างยิงปืนขึ้นฟ้า ดื่มแล้วขับ และเด็กแว้น-นักซิ่งแล้ว ยังมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย เช่น การให้เด็กดื่มเครื่องดื่มมึนเมา แม้พ่อแม่ของเด็กจะเป็นคนยื่นให้ดื่มเองก็ตาม จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (10) ที่ห้ามให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก ซึ่งผู้ฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษตาม มาตรา 78 คือจำคุกไม่เกิน
3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รวมถึง การปล่อยโคมลอย ที่แม้การฉลองปีใหม่จะไม่เกี่ยวข้องในเชิงวัฒนธรรมกับการปล่อยโคมลอยเหมือนเทศกาลลอยกระทง แต่ในทางปฏิบัติยังมีคนลักลอบปล่อยโคมลอยช่วงปีใหม่อยู่ ซึ่งอาจมีความผิดดังนี้ หากโคมที่ปล่อยไปทำอันตรายกับเครื่องบิน ไม่ว่าจะกำลังบินอยู่หรือไม่ก็ตาม จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2558 มาตรา 18 มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15-20 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000-800,000 แสนบาท

และ หากโคมที่ปล่อยไปตกใส่อาคารบ้านเรือนของผู้อื่นจนเกิดเพลิงไหม้ จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225 ว่าด้วยการกระทำโดยประมาทให้เกิดเพลิงไหม้จนทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย หรือน่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ล้วนเป็น “พฤติกรรมที่ไม่ควรทำ” เพราะผิดกฎหมาย มีโทษทั้งจำคุกและปรับ อีกทั้งหากนับว่าเทศกาลปีใหม่เป็น “เทศกาลแห่งความสุข” ด้วยสำนึกของ “มนุษย์” ที่แปลว่า “ผู้มีใจสูง”รู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว ก็ไม่ควรเฉลิมฉลองบนความทุกข์ของผู้อื่นด้วย

“เอาใจเขาใส่ใจเรา” บ้างก็คงดี..ปีใหม่นี้จะได้มีแต่ “รอยยิ้ม” ไม่ต้องมี “น้ำตา” จากความสูญเสีย!!!
SCOOP@NAEWNA.COM